ICONCRAFT x The Cloud

ภาพจำของกระติ๊บที่เราคุ้นตากันคืองานจักสานใส่ข้าวเหนียว และมีเพียงสีเดียวคือสีน้ำตาลอ่อนๆ ของไม้ไผ่อันเป็นวัสดุที่ใช้ทำ

ภาพจำนั้นหายไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเห็นกระเป๋ากระติ๊บหลากสีสันเปรี้ยวจี๊ด บุด้านในด้วยผ้าไหมผืนงามจากภาคเหนือและอีสาน ฝีมือ จูโน่-เบญญาภา เจนเสน เจ้าของแบรนด์ Juno Janssen ที่พลิกโฉมเดิมๆ ของหัตถกรรมไทยไปสู่งานศิลปะวัยรุ่นสุดมัน

Juno JanssenJuno Janssen

“แรดและกระแดะมากเลย”

จูโน่นิยามกระเป๋าของเธอพร้อมเสียงหัวเราะสดใส สาวเชียงใหม่สวมใส่ผ้าคาดอกแบบภาคเหนือ ทับด้วยกั๊กผ้าฝ้ายแขนกุด ประดับด้วยต่างหูที่เธอลงมือทำเอง เบื้องหน้าเป็นสารพัดผลงานที่เธอพามาอวดโฉม ทั้งกระเป๋าผ้าคาดเอวประดับประดาด้วยลูกปัดหลากสีสัน บรรดากระเป๋ากระติ๊บอันโด่งดัง นำทีมโดยกระติ๊บประดับขนปุกปุยสีชมพูอ่อนที่เก๋ฉีกกรอบ

มือข้างหนึ่งของเธอจับลงบนกระเป๋าใบโปรด ก่อนที่จะเอ่ยปากเล่าเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์แฮนด์เมดที่นำงานถักทอและของใช้ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาสร้างสรรค์กระเป๋าที่ไม่ซ้ำกันสักใบเดียว

Juno Janssen

จากเซรามิก จิวเวลรี่ สู่กระเป๋าจัดจ้าน

เด็กหญิงจูโน่ลืมตาขึ้นมาในครอบครัวที่ทำโรงงานและโชว์รูมเซรามิกในเชียงใหม่

จูโน่คลุกคลีกับศิลปะตั้งแต่จำความได้ ชีวิตวัยเด็กของเธอมีแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อ อดีตนักเรียนศิลปะผู้สอนทักษะการปั้น เพนต์ และวิธีการสร้างสรรค์ศิลปะให้เธอ จูโน่ไม่ใช่เด็กที่แอบซ่อนทำงานเงียบๆ อยู่หลังบ้าน แต่เป็นเด็กที่ออกไปพูดคุยกับลูกค้าที่ต้องการซื้อเครื่องเซรามิกและเบญจรงค์ และทำงานศิลปะเล็กๆ น้อยๆ วางขาย นอกจากนั้น เธอยังซึมซับวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ทุกวันศุกร์เด็กหญิงจูโน่จะใส่ผ้าพื้นเมืองและเต้นรำตามจังหวะดนตรีล้านนา

“พอวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ได้เรียนศิลปะครึ่งวันที่เชียงใหม่ด้วย สมัยเด็กๆ เราเน้นไปทางวาดรูป ชอบใช้สีชอล์กมาก แต่พอเข้าโรงเรียนก็ได้รู้จักกับงานคราฟต์ เพราะที่โรงเรียนมีการสอนงานคราฟต์เยอะ แล้วเราเองก็สนุกไปกับมัน”

Juno Janssen

งานอดิเรกของจูโน่วัยจิ๋วคือการทำเครื่องประดับใส่เอง จากทั้งดิน ลูกปัด ไปจนถึงลูกปัดเปเปอร์มาเช่ แพสชันของเธอกับของใช้ประดับร่างกายคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Juno Janssen ซึ่งถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2015 ในฐานะแบรนด์เครื่องประดับ

“เราชอบเครื่องประดับมาก เพราะชอบสีสัน ด้วยความที่ไม่ชอบแต่งหน้าทำผม เราจึงมีเครื่องประดับมาเป็นสิ่งเพิ่มสีสันให้ตัวเรา ทั้งสร้อย ทั้งต่างหู ที่มีความเยอะ”

จูโน่ใช้เทคนิคมากมายในการสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งการขุด ชุบ เชื่อม ไปจนถึงการลงยาสีเครื่องประดับ โดยเน้นความเป็นไทยและการใช้ลูกปัดหิน เธอนำสัญลักษณ์มงคลของไทยอย่างปลาทอง ปลาตะเพียน และดอกบัว มาใช้ เริ่มจากออกงานครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิด และจัดโชว์เคสที่งาน Chiangmai Design Week ขยายไปสู่แรงบันดาลใจแปลกใหม่อย่างตึกร้างในกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นเครื่องประดับทองเหลืองอลังการใน Bangkok Design Week เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ศิลปินสาวเริ่มต้นออกจากกรอบของเครื่องประดับ ค่อยๆ ขยายขนาดของชิ้นเล็กๆ กลายเป็นกระเป๋าสีสันสดใสจัดจ้านที่ลูกค้าตกหลุมรัก

วัฒนธรรมใส่เครื่องเทศ

คอนเซปต์ของแบรนด์ในสายตาจูโน่ คือโจทย์ที่ตั้งต้นมาจากคำว่าความเป็นไทย ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป จูโน่ได้ตกตะกอนความคิด และรู้สึกว่าแท้จริงแล้ว…ไม่มีอะไรเป็นไทยแท้

“เราใช้วัฒนธรรมร่วมกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด จากอินเดีย สู่พม่า ลาว ทั้งความเชื่อ ภาษา แม้แต่อาหาร ภาชนะ ทุกอย่างปนเปกันไปหมด ตัวเราก็ไม่ใช่คนเชียงใหม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณยายเราคนอีสาน ตาคนเชียงใหม่ ปู่คนเชียงราย ย่าคนกรุงเทพฯ วัฒนธรรมตอนไปอยู่บ้านของผู้ใหญ่แต่ละบ้านก็สะเปะสะปะหลากหลาย เพราะฉะนั้น งานเราจึงไม่ใช่ความเป็นไทยอย่างเดียว แต่เป็นงานที่มีความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

สิ่งที่ทำให้จูโน่ตกหลุมรักอาเซียน คือวัฒนธรรมที่เธอมองว่ามีเครื่องเทศเป็นส่วนผสม ผสานด้วยความสนุกสนานของประเพณี เสริมความน่ารักด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเกษตร

Juno Janssen

Juno Janssen

“ก่อนหน้านี้เราเอาลูกปัดอัฟกานิสถานมาตกแต่งกระเป๋า หรือสร้างเป็นกระเป๋าใหม่ระหว่างที่รู้สึกว่ายังหาตัวเองไม่เจอ”

ลายลูกปัดอัฟกันบนกระเป๋าของจูโน่จึงถูกแยกออกมาจากงานอื่นๆ และเป็นข้อยกเว้นที่เธอยังคงไว้ เพราะสำหรับจูโน่ ลายอัฟกันฯ มีสีสันจัดจ้านที่เธอชอบและบรรจุเรื่องราวเอาไว้มากมาย ลูกปัดที่เรียงร้อยต่อกันแต่ละชิ้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 – 50 ปี และมีความใกล้เคียงกับงานมโนราห์ในภาคใต้ ดังนั้น ต่อไปงานลูกปัดของจูโน่อาจแปรเปลี่ยนเป็นใช้ลูกปัดจากทางใต้มาสร้างสรรค์แทน

จูโน่ไม่ยึดติดกับความเป็นไทยหรือล้านนา เพราะเธอเชื่อว่าหากเรายึดติดกับขอบเขตพื้นที่วันหนึ่งงานจะตันและวนซ้ำกลับมาสู่แบบเดิม ดังนั้น การเดินทางภายใต้คอนเซปต์วัฒนธรรมใส่เครื่องเทศเอเชียจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์มากที่สุดในตอนนี้

กระเป๋า-เดินทาง

Juno Janssen Juno Janssen

Juno Janssen

กระเป๋ากระติ๊บ คือผลงานโดดเด่นของจูโน่ที่ลูกค้าถามหามากที่สุด แม้เพิ่งเริ่มต้นทำเพียงปีสองปีเท่านั้น

“ตอนแรกที่ทำเพราะอยากจะหลุดออกจากงานเดิมเราเลยลองคิดไปถึงอะไรที่มันใกล้ตัว และยังไม่มีใครทำ เราเลยไปเจอกระติ๊บสีที่มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งทำเลยลองติดต่อไป”

จูโน่เดินทางไปหาชาวบ้านในพื้นที่ เธอขอให้ช่างท้องถิ่นปรับสีและลายตามที่ต้องการ บนพื้นฐานของกระติ๊บที่พวกเขาถนัด ตัวกระติ๊บสานทับด้วยเชือกไนลอน ที่ใช้ทำแหตกปลา เบ็ด เปล กระชังปลา และสารพัดของใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้น เธอยังตะลอนไปเก็บวัตถุดิบอีสาน และไปดูเตยปาหนันจากภาคใต้เพื่อหาทางใช้งานพืชเหนียวทนนี้อย่างทันสมัยมากที่สุด

การเดินทางของจูโน่ทำให้กระเป๋าของเธอบรรจุเรื่องราวพื้นถิ่นจากหลากหลายที่และหลากวัสดุ ตั้งแต่กกทอเสื่อ คอเสื้อกะเหรี่ยง ผ้าไหม ไปจนถึงสิ่งสังเคราะห์อย่างเรซิ่น ความฉูดฉาดที่เจ้าตัวนิยามว่า ‘ดัดจริต’ มีความคราฟต์บ้านๆ แฝงอยู่ทุกใบ

เสน่ห์ของความ ‘บ้านๆ’ คือการทำอะไรง่ายๆ และทุกความงดงามจะเกิดขึ้นจากชีวิตประจำวัน

“บ้านสามีเรียกเราว่า Jungle Lady เพราะในขณะที่เราใส่บูตส้นสูงไปงาน กลับบ้านก็ปีนต้นไม้ เดินเท้าเปล่า ฟังเพลงภาษาอังกฤษเสร็จก็ไปฟังหมอลำ ถ้าเป็นดนตรีสดชอบบลู แจ๊ส โฟล์ก แต่ก็ชอบดูคนเล่นเพลงไทยเดิม”

“ความพื้นบ้านอยู่ในชีวิตเรามาตลอด เราจะไม่ลืมกำพืดของเรา และไม่อยากให้คนลืมความเป็นพื้นบ้าน” จูโน่กล่าวอย่างมุ่งมั่น

Back to the Future

Juno Janssen

งานของจูโน่ปรากฏอยู่บนหน้าร้านออนไลน์ ตามโรงแรมทั้งเชียงใหม่และภูเก็ต ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ และไปไกลถึงมหานครนิวยอร์ก แม้จะยังไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่เธอตั้งใจว่าวันหนึ่งจะทำให้แบรนด์ติดตลาดต่างชาติให้ได้

ในอนาคตจูโน่อยากผลิตกระเป๋าที่เน้นวัสดุธรรมชาติมากขึ้น และ Exclusive มากกว่าเดิม โดยสินค้าทั้งหมดผลิตจากเต็นท์กลางสวน ณ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ติดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อให้พลังงานสะอาดกับจักรเย็บผ้าของเธอ หญิงสาวตั้งใจเปลี่ยนบ้านชั่วคราวนี้ให้กลายเป็นหน้าร้านของแบรนด์ Juno Janssen ในอนาคต

จากวันแรกที่เริ่มต้นแบรนด์ Juno Janssen เปลี่ยนไปมากแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่ถึงจะปรับเปลี่ยนอีกแค่ไหน ศิลปินสาวยังยึดมั่นการนำเสนอตัวตนของเธออย่างเต็มที่ควบคู่กับความเป็นพื้นบ้าน

“ถ้าอยากได้กระเป๋าผ้าไหมสวยๆ มีตัวเลือกอื่น แต่ถ้าอยากได้กระเป๋าดัดจริตที่มีความคราฟต์ มาหาเราได้เสมอ”

Juno Janssen

Facebook : Juno Janssen

ไปเลือกชมและครอบครองกระเป๋าดัดจริต ที่ผสมผสานความพื้นบ้านไปกับความทันสมัยอย่างลงตัว ได้ที่โซน ICONCRAFT ของ ICONSIAM

และถ้าอยากลงมือทอกระเป๋าผ้าไหมใช้เองบ้าง สมัคร Workshop สารพัดช่าง 02 : The Weaver ได้ที่นี่ ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ลงมือทอเส้นไหมไทยบนกี่กระดาษของ The Loom สตูดิโอสอนทอผ้าไหมแห่งแรกของเมืองไทย และจูโน่จะสอนเย็บผ้าทอเป็นกระเป๋าแสนเก๋ไม่เหมือนใคร งานนี้รับเพียง 30 คนเท่านั้นนะ

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ICONCRAFT x The Cloud

สงกรานต์ปีนี้มาทำน้ำอบใช้เองกันดีไหม

ตอนนี้ ICONCRAFT และ The Cloud เปิดเวิร์กช็อปพิเศษชื่อ ‘สารพัดช่าง’ เพื่อชวนผู้อ่านมาเรียนรู้ศาสตร์งานช่างไทยผ่านการลงมือทำด้วยตนเองเดือนละครั้งที่ ICONCRAFT ตลาดขายงานคราฟต์แสนเก๋จากทั่วไทยที่ ICONSIAM

เริ่มต้นจากหมวดช่างบำบัด ‘สารพัดช่าง 01 : The Therapist’ ชวนสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ สุชิน แก้วอุดร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Butterfly Thai Perfume มาแบ่งปันเคล็ดลับการสร้างกลิ่นหอมด้วยการลงมือทำน้ำอบคลายร้อนสำหรับเทศกาลสงกรานต์ และเรียนรู้การออกแบบต่อยอดกลิ่นไทยๆ

น้ำอบ
น้ำอบ

หอมแบบไทย

เครื่องหอมไทยเริ่มเฟื่องฟูมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ทำให้ชาวไทยสนใจการทำน้ำหอม ของหอมอย่างฝรั่งมังค่า

น้ำอบ
น้ำอบ

ผู้ที่มีบทบาทมากในตอนนั้นคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ พระขนิษฐาผู้ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ที่ 77 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์มีฝีพระหัตถ์ในการปรุงพระสุคนธ์ (น้ำอบ) จึงมีหน้าที่ปรุงพระสุคนธ์ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นผู้ดูแลห้องพระสุคนธ์หรือห้องร่ำ อบ และปรุง ของหอมในพระราชวัง

น้ำหอมที่คนโบราณใช้แบ่งเป็น 2 แบบคือ น้ำอบ และน้ำปรุง น้ำอบลักษณะคล้ายโคโลญจน์ฝรั่ง กลิ่นหอมเบาบาง ไม่ติดทนนานนัก นิยมใช้สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ใช้ชโลมหลังอาบน้ำเพื่อดับร้อน วิธีสังเกตคือมีแป้งเป็นส่วนผสมเสมอ ส่วนน้ำปรุงลักษณะเหมือน Perfume กลิ่นติดทนนานกว่า ดัดแปลงมาจากน้ำหอมฝรั่ง

สูตรน้ำอบนี้เป็นตำรับที่สืบทอดมาจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ ซึ่งผู้เรียนอาจนำไปพลิกแพลงปรับใช้ในการสร้างสรรค์กลิ่นหอมแบบฉบับของตัวเอง

อุปกรณ์ทำน้ำอบ

น้ำอบ
  1. หม้อเคลือบใบใหญ่ 2 ใบ
  2. กระบวยไม้
  3. ทัพพี
  4. ผ้าขาวบาง
  5. ถ้วยกระเบื้องจำนวนมาก
  6. ทวยดินเผา
  7. ตะคันดินเผา 2 อัน
  8. เทียนอบร่ำ
  9. ไม้ขีดไฟ / ไฟแช็ก
  10. เตาถ่าน

วิธีทำน้ำอบเปล่า

วัตถุดิบ

น้ำอบ
  1. ใบเตย 5 ใบ
  2. เปลือกชะลูด 3 กำมือ
  3. น้ำเปล่า 50 ถ้วยตวง
  4. ผิวมะกรูดเฉือนไม่ถึงเนื้อขาว 1 กำมือ
  5. ดอกมะลิ 1 กำมือ
  6. ดอกจำปา 12 ดอก
  7. ดอกกุหลาบมอญ 1 กำมือ
  8. ดอกชมนาด 1 กำมือ
  9. ดอกกระดังงา 1 กำมือ
  10. ดอกพิกุล 1 กำมือ

ขั้นตอนการทำ

น้ำอบ
น้ำอบ
  1. นำใบเตย เปลือกชะลูด และน้ำเปล่า ใส่ในหม้อเคลือบ ต้มประมาณ 30 นาที
  2. เมื่อน้ำเดือด ยกหม้อลงจากเตา ใส่ผิวมะกรูดและดอกไม้สดทั้งหมดแล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีจนดอกไม้ซีด ช้อนดอกไม้ออก กรองน้ำด้วยผ้าขาวบางอีก 1 ครั้ง แล้วพักไว้
น้ำอบ

วิธีปรุงแป้ง

วัตถุดิบ

น้ำอบ
  1. แป้งหินบดละเอียด 3 ถ้วยตวง
  2. ชะมดเช็ด
  3. ใบเนียม / ใบพลู / ใบเตย 1 ใบ
  4. กำยานบดละเอียด 1 ช้อนชา
  5. ผิวมะกรูดแห้งบดละเอียด 1 ช้อนชา
  6. พิมเสนบดละเอียด 1 ช้อนชา
  7. ใบเตยแห้งบดละเอียด 1 ช้อนชา
  8. น้ำตาลอ้อยบดละเอียด 1 ช้อนชา
  9. เปลือกชะลูดบดละเอียด 1 ช้อนชา
  10. ดอกมะลิแห้งบดละเอียด 1 ช้อนชา
  11. ดอกจำปาแห้งบดละเอียด 1 ช้อนชา
  12. ดอกกุหลาบมอญแห้งบดละเอียด 1 ช้อนชา
  13. ดอกชมนาดแห้งบดละเอียด 1 ช้อนชา
  14. ดอกกระดังงาแห้งบดละเอียด 1 ช้อนชา
  15. ดอกพิกุลแห้งบดละเอียด 1 ช้อนชา
  16. น้ำมันหอม 5 ชนิด (มะลิ กุหลาบ ลำเจียก กระดังงา ไฮยาซินธ์) อย่างละ 1 ช้อนชา
  17. น้ำมันจันทน์ 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำ

น้ำอบ
  1. นำแป้งหินบดละเอียด 3 ถ้วยตวงอบควันเทียนขั้นต่ำ 3 ครั้ง (โบราณนิยมอบ 11 ครั้งหรือจำนวนเลขคี่ 3 5 7 9)
  2. สะตุชะมดเช็ด นำชะมดเช็ดใส่ในใบเนียม ใบพลู หรือใบเตย เพื่อกลบกลิ่นคาว แล้วลนกับไฟเทียนอบจนเป็นน้ำมัน การสะตุช่วยฆ่าเชื้อและดึงกลิ่นชะมดเช็ดมาใส่ให้น้ำอบกลิ่นติดทนนาน
  3. ใส่ชะมดเช็ดที่สะตุแล้วลงในแป้งหินบดละเอียด
  4. นำวัตถุดิบที่เหลือใส่ลงในแป้งหิน คลุกให้เข้ากัน
  5. นำน้ำอบเปล่าใส่ในแป้งหิน 1 – 2 กระบวย คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน พักไว้
น้ำอบ
น้ำอบ

วิธีอบกำยานและอบเทียน

วัตถุดิบ

  1. ผิวมะกรูดแห้ง 1 กำมือ
  2. น้ำตาลอ้อยบด 1 กำมือ
  3. กำยานบด 1 กำมือ

ขั้นตอนการทำ

น้ำอบ
น้ำอบ
น้ำอบ
  1. นำผิวมะกรูด น้ำตาลอ้อยบด และกำยานบด มาผสมกัน
  2. นำตะคันไปเผาไฟในเตาถ่านให้ร้อนจัด
  3. วางทวยในหม้อน้ำอบเปล่า แล้ววางตะคันร้อนๆ อันหนึ่งบนทวย
  4. ใส่เครื่องปรุงกำยานใส่ในตะคัน 1 ช้อนชา ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ 20 – 30 นาทีหรือจนกว่าจะหมดควัน
  5. อบกำยานซ้ำอย่างต่ำ 3 ครั้ง (โบราณนิยมอบ 11 ครั้งหรือจำนวนเลขคี่ 3 5 7 9) ทุกครั้งให้นำตะคันไปเผาไฟให้ร้อนก่อนใช้
  6. ใส่น้ำแป้งที่เตรียมไว้ในน้ำอบเปล่า คนให้เข้ากัน
  7. โกรกน้ำอบด้วยการคนแล้วยกกระบวยขึ้นสูง ทำซ้ำจนน้ำอบหายร้อน
  8. นำเทียนอบใส่ตะคัน ลอยในน้ำอบแล้วจุดไฟ เมื่อดับเทียนจะมีควันลอยออกมา ปิดฝาหม้อทันทีและอบจนหมดควัน
  9. อบควันเทียนขั้นต่ำ 3 ครั้ง (โบราณนิยมอบ 11 ครั้งหรือจำนวนเลขคี่ 3 5 7 9)
  10. นำน้ำอบที่ได้กรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วกรอกใส่ขวด
น้ำอบ
น้ำอบ
น้ำอบ
 

ขอขอบคุณ

  • มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
  • ศิริภัสสร โชควศิน
  • ชนะภพ วัณณโอฬาร
  • สุชิน แก้วอุดร

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load