ICONCRAFT x The Cloud

ภาพจำของกระติ๊บที่เราคุ้นตากันคืองานจักสานใส่ข้าวเหนียว และมีเพียงสีเดียวคือสีน้ำตาลอ่อนๆ ของไม้ไผ่อันเป็นวัสดุที่ใช้ทำ

ภาพจำนั้นหายไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเห็นกระเป๋ากระติ๊บหลากสีสันเปรี้ยวจี๊ด บุด้านในด้วยผ้าไหมผืนงามจากภาคเหนือและอีสาน ฝีมือ จูโน่-เบญญาภา เจนเสน เจ้าของแบรนด์ Juno Janssen ที่พลิกโฉมเดิมๆ ของหัตถกรรมไทยไปสู่งานศิลปะวัยรุ่นสุดมัน

Juno JanssenJuno Janssen

“แรดและกระแดะมากเลย”

จูโน่นิยามกระเป๋าของเธอพร้อมเสียงหัวเราะสดใส สาวเชียงใหม่สวมใส่ผ้าคาดอกแบบภาคเหนือ ทับด้วยกั๊กผ้าฝ้ายแขนกุด ประดับด้วยต่างหูที่เธอลงมือทำเอง เบื้องหน้าเป็นสารพัดผลงานที่เธอพามาอวดโฉม ทั้งกระเป๋าผ้าคาดเอวประดับประดาด้วยลูกปัดหลากสีสัน บรรดากระเป๋ากระติ๊บอันโด่งดัง นำทีมโดยกระติ๊บประดับขนปุกปุยสีชมพูอ่อนที่เก๋ฉีกกรอบ

มือข้างหนึ่งของเธอจับลงบนกระเป๋าใบโปรด ก่อนที่จะเอ่ยปากเล่าเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์แฮนด์เมดที่นำงานถักทอและของใช้ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาสร้างสรรค์กระเป๋าที่ไม่ซ้ำกันสักใบเดียว

Juno Janssen

จากเซรามิก จิวเวลรี่ สู่กระเป๋าจัดจ้าน

เด็กหญิงจูโน่ลืมตาขึ้นมาในครอบครัวที่ทำโรงงานและโชว์รูมเซรามิกในเชียงใหม่

จูโน่คลุกคลีกับศิลปะตั้งแต่จำความได้ ชีวิตวัยเด็กของเธอมีแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อ อดีตนักเรียนศิลปะผู้สอนทักษะการปั้น เพนต์ และวิธีการสร้างสรรค์ศิลปะให้เธอ จูโน่ไม่ใช่เด็กที่แอบซ่อนทำงานเงียบๆ อยู่หลังบ้าน แต่เป็นเด็กที่ออกไปพูดคุยกับลูกค้าที่ต้องการซื้อเครื่องเซรามิกและเบญจรงค์ และทำงานศิลปะเล็กๆ น้อยๆ วางขาย นอกจากนั้น เธอยังซึมซับวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ทุกวันศุกร์เด็กหญิงจูโน่จะใส่ผ้าพื้นเมืองและเต้นรำตามจังหวะดนตรีล้านนา

“พอวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ได้เรียนศิลปะครึ่งวันที่เชียงใหม่ด้วย สมัยเด็กๆ เราเน้นไปทางวาดรูป ชอบใช้สีชอล์กมาก แต่พอเข้าโรงเรียนก็ได้รู้จักกับงานคราฟต์ เพราะที่โรงเรียนมีการสอนงานคราฟต์เยอะ แล้วเราเองก็สนุกไปกับมัน”

Juno Janssen

งานอดิเรกของจูโน่วัยจิ๋วคือการทำเครื่องประดับใส่เอง จากทั้งดิน ลูกปัด ไปจนถึงลูกปัดเปเปอร์มาเช่ แพสชันของเธอกับของใช้ประดับร่างกายคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Juno Janssen ซึ่งถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2015 ในฐานะแบรนด์เครื่องประดับ

“เราชอบเครื่องประดับมาก เพราะชอบสีสัน ด้วยความที่ไม่ชอบแต่งหน้าทำผม เราจึงมีเครื่องประดับมาเป็นสิ่งเพิ่มสีสันให้ตัวเรา ทั้งสร้อย ทั้งต่างหู ที่มีความเยอะ”

จูโน่ใช้เทคนิคมากมายในการสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งการขุด ชุบ เชื่อม ไปจนถึงการลงยาสีเครื่องประดับ โดยเน้นความเป็นไทยและการใช้ลูกปัดหิน เธอนำสัญลักษณ์มงคลของไทยอย่างปลาทอง ปลาตะเพียน และดอกบัว มาใช้ เริ่มจากออกงานครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิด และจัดโชว์เคสที่งาน Chiangmai Design Week ขยายไปสู่แรงบันดาลใจแปลกใหม่อย่างตึกร้างในกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นเครื่องประดับทองเหลืองอลังการใน Bangkok Design Week เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ศิลปินสาวเริ่มต้นออกจากกรอบของเครื่องประดับ ค่อยๆ ขยายขนาดของชิ้นเล็กๆ กลายเป็นกระเป๋าสีสันสดใสจัดจ้านที่ลูกค้าตกหลุมรัก

วัฒนธรรมใส่เครื่องเทศ

คอนเซปต์ของแบรนด์ในสายตาจูโน่ คือโจทย์ที่ตั้งต้นมาจากคำว่าความเป็นไทย ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป จูโน่ได้ตกตะกอนความคิด และรู้สึกว่าแท้จริงแล้ว…ไม่มีอะไรเป็นไทยแท้

“เราใช้วัฒนธรรมร่วมกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด จากอินเดีย สู่พม่า ลาว ทั้งความเชื่อ ภาษา แม้แต่อาหาร ภาชนะ ทุกอย่างปนเปกันไปหมด ตัวเราก็ไม่ใช่คนเชียงใหม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณยายเราคนอีสาน ตาคนเชียงใหม่ ปู่คนเชียงราย ย่าคนกรุงเทพฯ วัฒนธรรมตอนไปอยู่บ้านของผู้ใหญ่แต่ละบ้านก็สะเปะสะปะหลากหลาย เพราะฉะนั้น งานเราจึงไม่ใช่ความเป็นไทยอย่างเดียว แต่เป็นงานที่มีความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

สิ่งที่ทำให้จูโน่ตกหลุมรักอาเซียน คือวัฒนธรรมที่เธอมองว่ามีเครื่องเทศเป็นส่วนผสม ผสานด้วยความสนุกสนานของประเพณี เสริมความน่ารักด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเกษตร

Juno Janssen

Juno Janssen

“ก่อนหน้านี้เราเอาลูกปัดอัฟกานิสถานมาตกแต่งกระเป๋า หรือสร้างเป็นกระเป๋าใหม่ระหว่างที่รู้สึกว่ายังหาตัวเองไม่เจอ”

ลายลูกปัดอัฟกันบนกระเป๋าของจูโน่จึงถูกแยกออกมาจากงานอื่นๆ และเป็นข้อยกเว้นที่เธอยังคงไว้ เพราะสำหรับจูโน่ ลายอัฟกันฯ มีสีสันจัดจ้านที่เธอชอบและบรรจุเรื่องราวเอาไว้มากมาย ลูกปัดที่เรียงร้อยต่อกันแต่ละชิ้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 – 50 ปี และมีความใกล้เคียงกับงานมโนราห์ในภาคใต้ ดังนั้น ต่อไปงานลูกปัดของจูโน่อาจแปรเปลี่ยนเป็นใช้ลูกปัดจากทางใต้มาสร้างสรรค์แทน

จูโน่ไม่ยึดติดกับความเป็นไทยหรือล้านนา เพราะเธอเชื่อว่าหากเรายึดติดกับขอบเขตพื้นที่วันหนึ่งงานจะตันและวนซ้ำกลับมาสู่แบบเดิม ดังนั้น การเดินทางภายใต้คอนเซปต์วัฒนธรรมใส่เครื่องเทศเอเชียจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์มากที่สุดในตอนนี้

กระเป๋า-เดินทาง

Juno Janssen Juno Janssen

Juno Janssen

กระเป๋ากระติ๊บ คือผลงานโดดเด่นของจูโน่ที่ลูกค้าถามหามากที่สุด แม้เพิ่งเริ่มต้นทำเพียงปีสองปีเท่านั้น

“ตอนแรกที่ทำเพราะอยากจะหลุดออกจากงานเดิมเราเลยลองคิดไปถึงอะไรที่มันใกล้ตัว และยังไม่มีใครทำ เราเลยไปเจอกระติ๊บสีที่มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งทำเลยลองติดต่อไป”

จูโน่เดินทางไปหาชาวบ้านในพื้นที่ เธอขอให้ช่างท้องถิ่นปรับสีและลายตามที่ต้องการ บนพื้นฐานของกระติ๊บที่พวกเขาถนัด ตัวกระติ๊บสานทับด้วยเชือกไนลอน ที่ใช้ทำแหตกปลา เบ็ด เปล กระชังปลา และสารพัดของใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้น เธอยังตะลอนไปเก็บวัตถุดิบอีสาน และไปดูเตยปาหนันจากภาคใต้เพื่อหาทางใช้งานพืชเหนียวทนนี้อย่างทันสมัยมากที่สุด

การเดินทางของจูโน่ทำให้กระเป๋าของเธอบรรจุเรื่องราวพื้นถิ่นจากหลากหลายที่และหลากวัสดุ ตั้งแต่กกทอเสื่อ คอเสื้อกะเหรี่ยง ผ้าไหม ไปจนถึงสิ่งสังเคราะห์อย่างเรซิ่น ความฉูดฉาดที่เจ้าตัวนิยามว่า ‘ดัดจริต’ มีความคราฟต์บ้านๆ แฝงอยู่ทุกใบ

เสน่ห์ของความ ‘บ้านๆ’ คือการทำอะไรง่ายๆ และทุกความงดงามจะเกิดขึ้นจากชีวิตประจำวัน

“บ้านสามีเรียกเราว่า Jungle Lady เพราะในขณะที่เราใส่บูตส้นสูงไปงาน กลับบ้านก็ปีนต้นไม้ เดินเท้าเปล่า ฟังเพลงภาษาอังกฤษเสร็จก็ไปฟังหมอลำ ถ้าเป็นดนตรีสดชอบบลู แจ๊ส โฟล์ก แต่ก็ชอบดูคนเล่นเพลงไทยเดิม”

“ความพื้นบ้านอยู่ในชีวิตเรามาตลอด เราจะไม่ลืมกำพืดของเรา และไม่อยากให้คนลืมความเป็นพื้นบ้าน” จูโน่กล่าวอย่างมุ่งมั่น

Back to the Future

Juno Janssen

งานของจูโน่ปรากฏอยู่บนหน้าร้านออนไลน์ ตามโรงแรมทั้งเชียงใหม่และภูเก็ต ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ และไปไกลถึงมหานครนิวยอร์ก แม้จะยังไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่เธอตั้งใจว่าวันหนึ่งจะทำให้แบรนด์ติดตลาดต่างชาติให้ได้

ในอนาคตจูโน่อยากผลิตกระเป๋าที่เน้นวัสดุธรรมชาติมากขึ้น และ Exclusive มากกว่าเดิม โดยสินค้าทั้งหมดผลิตจากเต็นท์กลางสวน ณ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ติดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อให้พลังงานสะอาดกับจักรเย็บผ้าของเธอ หญิงสาวตั้งใจเปลี่ยนบ้านชั่วคราวนี้ให้กลายเป็นหน้าร้านของแบรนด์ Juno Janssen ในอนาคต

จากวันแรกที่เริ่มต้นแบรนด์ Juno Janssen เปลี่ยนไปมากแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่ถึงจะปรับเปลี่ยนอีกแค่ไหน ศิลปินสาวยังยึดมั่นการนำเสนอตัวตนของเธออย่างเต็มที่ควบคู่กับความเป็นพื้นบ้าน

“ถ้าอยากได้กระเป๋าผ้าไหมสวยๆ มีตัวเลือกอื่น แต่ถ้าอยากได้กระเป๋าดัดจริตที่มีความคราฟต์ มาหาเราได้เสมอ”

Juno Janssen

Facebook : Juno Janssen

ไปเลือกชมและครอบครองกระเป๋าดัดจริต ที่ผสมผสานความพื้นบ้านไปกับความทันสมัยอย่างลงตัว ได้ที่โซน ICONCRAFT ของ ICONSIAM

และถ้าอยากลงมือทอกระเป๋าผ้าไหมใช้เองบ้าง สมัคร Workshop สารพัดช่าง 02 : The Weaver ได้ที่นี่ ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ลงมือทอเส้นไหมไทยบนกี่กระดาษของ The Loom สตูดิโอสอนทอผ้าไหมแห่งแรกของเมืองไทย และจูโน่จะสอนเย็บผ้าทอเป็นกระเป๋าแสนเก๋ไม่เหมือนใคร งานนี้รับเพียง 30 คนเท่านั้นนะ

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ICONCRAFT x The Cloud

 

คุณเคยเห็นเครื่องประดับที่มองแวบแรกแล้วเหมือนผึ้ง แต่พอเพ่งสายตากลับกลายเป็นแมลงวันตัวน้อยที่ช่างฝีมือจงใจแกะด้วยความละเอียดบางหรือเปล่า คุณเคยเห็นลายฉลุช่องเล็กกว่า 1 เซนติเมตร แล้วแอบคิดในใจว่าเลเซอร์คัตชัวร์ แต่พอเพ่งสายตากลับเห็นฝีคมของฟันเลื่อยสลับขึ้นและลงไม่เท่ากันบ้างหรือเปล่า เหล่านั้นคือเสน่ห์ของงานคราฟต์ที่เกิดจากหัวใจและจิตวิญญาณของ บอย-พงศ์สิทธิ ดำรงพานิชชัย เจ้าของแบรนด์ ‘WABY’ เครื่องประดับทองเหลืองทำมือ ชายหนุ่มผู้สัมผัสและคลุกคลีกับเพชร พลอย และอัญมณีมีค่าราคาแพง มานับไม่ถ้วน

แต่บอยเลือกหยิบทองเหลืองมาทำเครื่องประดับ ด้วยหวังจะเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับโลหะลูกผสมผ่านงานทำมือ โดยมี อ้อ-ไพลิน ประสาทศิลป์ คนข้างเคียงคอยเคียงข้างประสานงานและดูแลภาพรวมตั้งแต่เป็นร้านขนาดกะทัดรัดในตลาดนัดจตุจักรสู่งานแฟร์ของคนหัวใจคราฟต์ทั่วไทยและต่างประเทศ

WABY

ความหวังของเขาและเธอคือการสร้างชื่อให้งานออกแบบทองเหลืองไทย ดังไกลไปทั่วโลก!

ไม่ง่าย หากจะทำเครื่องประดับทองเหลืองไทยให้ครองใจลูกค้าทั่วโลก WABY มีสูตรเด็ดมัดใจอย่างไร ไปฟังกัน

WABY

 

กลับมาทำสิ่งที่พวกเราชอบกันอีกสักครั้ง

อ้อและบอยรู้จักกันปีสุดท้ายของการเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะตัดสินใจเปิดร้านเครื่องประดับทองเหลืองแบรนด์ WABY (ตัวอักษรแรกของชื่อหุ้นส่วน 4 คน) ทั้งสองเคยทำเครื่องประดับขายด้วยกันกับแก๊งเพื่อนสมัยเรียน “เราเริ่มจากทำต่างหูขาย เพื่อนๆ เห็นแล้วก็ชอบ เราเองก็สนุกเวลาไปซื้ออุปกรณ์แล้วเอากลับมาออกแบบ พอเรียนจบต่างคนต่างไปทำงานประจำ ก็อยากจะสนุกแบบนั้นอีก เลยไปเดินสวนจตุจักร เผอิญมีพื้นที่ว่างพอดี ก็เลยคุยกันว่าจะกลับมาทำสิ่งที่พวกเราชอบกันอีกสักครั้ง” อ้อเล่าจุดเริ่มต้นความสนุกเมื่อ 13 ปีที่แล้ว

บอยบอกกับเราว่า เขาเคยทำงานในบริษัทออกแบบเครื่องประดับตามใจลูกค้าด้วยอัญมณีมีราคา แต่พอถึงจุดหนึ่งเขากลับมาทบทวนว่าทำไมไม่มีใครทำเครื่องประดับที่เห็นครั้งแรกแล้วร้อง ‘ว้าว’ คงจะง่ายหากเป็นเพชรหรือพลอย เงินหรือทองคำ แต่บอยเลือกหยิบทองเหลือง โลหะผสมที่น้อยคนจะเห็นค่าและไม่มองข้ามมาทำเครื่องประดับ

“ตอนนั้นคนไทยมองข้ามทองเหลือง กลายเป็นวัสดุไม่มีมูลค่า คนไม่นิยมเอามาทำเครื่องประดับ แต่เราอยากจะเพิ่มมูลค่าให้ทองเหลือง โดยใส่ความเป็นแฮนด์เมดและฉลุลายให้กลายเป็นงานคราฟต์เพื่อเพิ่มคุณค่าของทองเหลือง”

แม้ทองเหลืองจะเนื้อเหนียวและแข็ง ขัดให้ขึ้นเงาได้ไม่ง่าย แต่การเกิดสนิมยากถือเป็นข้อดีของเครื่องประดับสีทองนี้

WABY

 

เครื่องประดับที่สวย กวน แล้วยังตลก

ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถ้าใครกำลังตามหาเสื้อผ้าแปลกตา ของแต่งบ้านแหวกแนว โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นงานแฮนด์เมด ตลาดนัดจตุจักรคงเป็นคำตอบแรกในใจ เพราะที่นั่นเป็นแหล่งงานคราฟต์ของกรุงเทพฯ และสมัยนั้นเครื่องประดับทองเหลืองก็ฮิตไม่แพ้กัน คนขายเยอะ คนซื้อเยอะ คนใส่เยอะ และคนต่างชาติมาซื้อกลับประเทศก็เยอะ

บอยและอ้อตีตลาดทองเหลืองด้วยการทำป้ายชื่อตัวอักษร เป็นการเอาตัวอักษรทองเหลืองมาเรียงต่อกันเป็นชื่อหรือเป็นประโยคตามใจลูกค้าต้องการ ข้อดีของการเริ่มต้นฉลุทองเหลืองเป็นตัวอักษร ทำให้บอยรู้จักเหลี่ยมและมุมโค้ง การเก็บรายละเอียดด้านนอกและด้านใน และเป็นการฝึกทักษะของช่างทองเหลืองให้ทำงานฉลุแบบละเอียดได้ในอนาคต

WABY WABY

หลังฝึกทักษะฉลุจนชำนาญ บอยเริ่มขยับไปออกแบบลายฉลุที่มีรายละเอียดมากกว่าเดิมและเป็นตัวเองมากขึ้น

“ตอนหลังงานฉลุมันสามารถทำงานได้หลากหลาย เราก็เขยิบมาเล่นสิ่งของใกล้ตัวอย่างนาฬิกา เริ่มล้อเลียนสังคมบ้าง เพราะรู้สึกว่ามันควรจะมีเครื่องประดับที่คนเห็นแล้วกวนดี มันมาจากความคิดที่เราอยากใส่นาฬิกาแทค ฮอยเออร์ แต่ราคาแพง ก็เลยฉลุด้วยมือใส่เองแล้วกัน มันเป็นกิมมิกที่ทำไมคนไม่ทำเครื่องประดับมาเล่นกับความรู้สึกของคน เราเลยทำสิ่งนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการบางกลุ่ม ให้คนเห็นแล้ว อ๋อ คาแรกเตอร์ของแบรนด์กวนแล้วยังตลกด้วยนะ”

WABY

บอยเล่าจบพร้อมบอกกับเราว่า นอกจากนาฬิกาล้อเลียนสุดทะเล้น เขายังมีคอลเลกชันหัวกะโหลกใส่แว่นเรย์แบนด์สุดเท่ขยับได้ หัวกะโหลกสวมมงกุฎของพระราชินีแทนมงกุฎพระราชา แม้แต่กะโหลกสุดโหดเขาก็เพิ่มดอกกุหลาบเข้าไปด้วย แถมยังแตกไลน์ออกมาเป็นหัวกะโหลกตัวการ์ตูนอย่างกระต่าย Bugs Bunny และเจ้าแมว Hello Kitty

  “เราเป็นคนมีมุมมองติดตลก เราอยากใส่อะไรก็ทำอันนั้น แต่เราเป็นคนไม่ใส่เครื่องประดับนะ เวลาทำงานก็จะสวมบทบาทว่าถ้าเราใส่อันนี้แล้วเท่ เราก็รู้แล้วว่าคนที่จะใส่เครื่องประดับเราบุคลิกประมาณไหน เราชอบทำงานที่คนเห็นแล้วอุทาน ‘เฮ้ย เจ๋ง!’ มันไม่ได้เจ๋งเพราะทำยาก แต่เจ๋งเพราะรูปลักษณ์แวบแรก แต่การที่เขาจะอุทานได้มันต้องเป็นของที่เขาเคยเห็นอยู่แล้ว แล้วเราเอามาออกแบบใหม่ เพิ่มความพิเศษเข้าไปอีกนิด”

 

เหมือนยิ่งกว่าของจริง

WABY

WABY

นอกจากบอยจะแทรกอารมณ์ขันผ่านเครื่องประดับ เขายังหยิบธรรมชาติรอบตัวมาใช้กับงานทองเหลือง ไม่ว่าจะสร้อยคอรวงข้าว ดีเทลเหมือนจริงละเอียดยิบ หรือด้วงตัวเบ้อเริ่มบนกำไลข้อมือลายต้นไผ่ สวยสมจริงเกินบรรยาย

“แนวคิดหลักในการทำเครื่องประดับของเราคือ Realistic แล้วก็ครอบมันด้วยความเป็นธรรมชาติ เราว่าธรรมชาติมีความสวยงามของตัวเอง อย่างหัวกะโหลกบางคนก็ว่าน่ากลัว แต่จริงๆ มันก็มีความสวยงามในตัวเอง อยู่ที่เราจะนำเสนอออกมาแบบไหน หรือแมลงวันก็มีความสวยงาม อยู่ที่ลูกค้าเขาจะมองแบบไหน

WABY WABY

“เราอยากให้คนมาซื้องานของเราเขาใส่แล้วมีความสุข อย่างน้อยให้เป็นสิ่งที่ช่วยจรรโลงจิตใจเขาได้” อ้อเฉลยตัวตนของแบรนด์ บอยเสริมต่อว่า “ดอกไม้ แมลง เป็นสิ่งที่คนเห็นและขายได้อยู่แล้ว แต่จะขายได้มากกว่านั้นถ้าเรารู้จักพลิกแพลง อย่างแมลงวันคนเห็นแวบแรกคิคว่าเป็นผึ้ง แต่เราตั้งใจแกะเป็นตัวแมลงวัน เพื่อชวนคนให้เข้ามาดูใกล้ๆ ว่ามันไม่ใช่ผึ้งนะ แต่เป็นแมลงวัน มันปลี่ยนมุมมองเขาไปแล้ว คนก็จะคิดว่าเจ๋ง งั้นซื้อดีกว่า พอเขาซื้อแล้วเอาไปใส่ คนก็จะถามต่อว่าเป็นตัวอะไร นั้นแสดงว่าเราทำให้เขาไปมีคอนเนคชันต่อ จากการแค่ใส่เครื่องประดับของเรา”

 

สิ่งที่เครื่องจักรทำไม่ได้

ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี WABY ตีตลาดเครื่องประดับทองเหลืองในตลาดนัดจตุจักรได้ดีเกินคาด มี Buyer จากต่างประเทศมากมาย แต่แล้วเขาก็ต้องถอยออกมาเพื่อเดินหน้าต่อ เพราะตลาดไม่ตอบสนองความต้องการของแบรนด์

“เราตัดสินใจปิดหน้าร้านจตุจักรเพราะความต้องการลูกค้าเปลี่ยน ความเป็นแมส โปรดักต์และการแข่งขันราคาทำให้คำว่าคราฟต์ถูกกลืนหายไป เราเลือกจะถอยออกมา แล้วทำงานคราฟต์ในพื้นที่ของเราเอง เลยเป็นเหตุผลให้เราเน้นออกงานตามแฟร์มากกว่า เราว่าเสน่ห์ของงานคราฟต์คือการแสวงหา เราอยากให้คนติดตามว่างานหน้าเขาจะเจออะไร”

แม้ลูกค้าต่างชาติจะลดลงจากตอนมีหน้าร้านอยู่ตลาดนัดจตุจักร แต่งานแฟร์ทำให้พวกเขาได้ลูกค้าชาวไทยที่สนใจงานคราฟต์เพิ่มมากขึ้น บอยยังเสริมอีกว่า ปัจจุบันถ้านึกถึงงานคราฟต์ต้องบินไปเชียงใหม่ ไกลแค่ไหนก็ยอม!

“เราว่าเชียงใหม่มีความคล้ายกับจตุจักร เป็นที่ที่รวมคนเข้าใจงานคราฟต์ไว้ด้วยกัน เราเคยไปออกงานขายที่เชียงใหม่ บรรยากาศและกลิ่นอายทำให้คนซื้อง่าย เราก็ขายคล่อง (หัวเราะ) เหมือนการขายกลับมาสนุกอีกครั้ง คนซื้อเขาก็มีบทสนทนากับเรา แต่พอมาออกงานขายในกรุงเทพฯ บรรยากาศจะจริงจัง เป็นการซื้อด้วยเหตุผลมากกว่าความรู้สึก

“จะว่าไปก็สลับกันนะ กรุงเทพฯ ควรจะเป็นเมืองออกแบบ แต่เชียงใหม่กลับสร้างคอมมูนิตี้ได้ดีกว่า เราคิดว่ากรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งกลายเป็นเมืองเครื่องจักรไปแล้ว ไม่ว่าคุณจะทำของคราฟต์ขนาดไหน ก็จะถูกมองว่าเป็นงานเลเซอร์คัต เราเคยเจอคำถามติดตลกว่า ทำไมเครื่องประดับราคาแพง เราบอกว่าเป็นงานฉลุมือ เขาบอกว่าทำไมไม่เลเซอร์คัตล่ะ เราว่าของบางอย่างเครื่องจักรทำไม่ได้ และเครื่องจักรเองก็ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง” บอยเล่าความจริงจากหัวใจ

WABY WABY

 

ความคิดสร้างสรรค์เลียนแบบไม่ได้

บอยและอ้อต่อสู้กับคำว่า ‘งานเลเซอร์คัต’ มาตลอด ด้วยความกดดันทำให้เขาลองใช้เทคนิคเลเซอร์คัตกับงานเครื่องประดับ แต่ผลก็ไม่เป็นดั่งใจต้องการ จากช่องจิ๋วที่มือสามารถเลื่อยฉลุลงไปได้ แต่เลเซอร์คัตกลับทำไม่ได้

“การเก็บรายละเอียดเป็นการซื่อสัตย์กับงาน ไม่ใช่ว่าเลื่อยไปแล้วเหนื่อยก็พอแค่นั้น ถ้าทำแบบนั้นเราไม่สามารถบอกใครได้เลยว่าเราภูมิใจหลังจากลูกค้าใส่แล้วมาบอกว่า ‘งานของคุณสวยมาก’ เราเลยตั้งใจกับทุกขั้นตอน เพราะลูกค้าซื้อของเราด้วยเขารักในงานเรา เข้าใจในงานเรา เราไม่ควรหักน้ำใจเขาด้วยการทำแบบนั้น” บอยเล่าด้วยแววตาจริงใจ

WABY

เมื่อ 2 ปีก่อนบอยเริ่มทำงานพื้นผิว เขาหล่อทองเหลืองเลียนแบบฟอยล์สีเงิน แต่พอกลายเป็นฟอยล์สีทองเหลืองก็สวยไปอีกแบบ นอกจากความสนใจเทคนิคใหม่ อีกหนึ่งเหตุผลคือ เขาโดนชาวต่างชาติซื้อเครื่องประดับแทบจะทุกอย่างของเขาเพื่อไปลอกเลียนแบบ เหมือนแม้กระทั่งโลโก้ของแบรนด์ที่อยู่บนเนื้อทองเหลือง!

อ้อและบอยแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเทคนิคสุดยากและเทกซ์เจอร์แปลกใหม่ให้กับงานทองเหลือง ดูเหมือนง่ายแต่คนก๊อปปี้ต้องควานหาสารพัดวิธีมาทำให้เหมือนแบบมากที่สุด วัดใจกันไปเลยถ้าคิดจะเอาชนะความคิดสร้างสรรค์

“กว่าจะออกมาเป็นเครื่องประดับสวยๆ ต้องผ่านหลายกระบวนการมาก ของบางอย่างมองแล้วเหมือนทำง่าย แต่การจะได้มาซึ่งคำว่า ‘ง่าย’ มันยากมาก่อน ของสวยคือของที่ถูกกลั่นกรองและคิดมาแล้วว่าจะสวยยังไงในขั้นตอนสุดท้าย”

ความใส่ใจจากสองมือจึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้ WABY ยังคงโลดเล่นในตลาดเครื่องประดับทองเหลืองมานานกว่า 10 ปี และเรายังเชื่อในพลังของงานคราฟต์ ของเลียนแบบเหมือนก็จริงแต่เชื่อสิ ไร้ชีวิตและจิตวิญญาณจริงแท้แน่นอน

WABY WABY

 

เรามาไกลถึงอิตาลีเพื่อประโยคนี้

ก่อนพบกัน บอยและอ้อเพิ่งพา WABY ไปออกงานไกลถึงประเทศอิตาลี เขาและเธอหอบกำลังใจเต็มสองมือจากคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคกลับประเทศมาด้วย บอยเล่าความประทับใจให้เราฟังว่า

“ตอนเราไปแสดงงาน มีลูกค้าคนหนึ่งเดินมาดูงาน ล่ามก็เข้าไปถามว่า ‘มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า’ เขาไม่พูดอะไร แต่ยืนนิ่งดูงาน แล้วก็พูดออกมาว่า ‘คุณไม่ต้องอธิบายแล้ว เพราะงานมันเล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้วว่ามันทำอะไรได้บ้าง’ เราได้ยินเขาพูดแล้วน้ำตาจะไหล เรามาไกลจากกรุงเทพฯ ถึงอิตาลีเพื่อมาได้ยินประโยคนี้

“เขาทำให้เราสร้างความภูมิใจให้กับตัวเอง เหมือนเป็นการแนะว่างานของเราควรจะเป็นยังไงต่อ แต่จุดประสงค์ของเรายังเหมือนเดิม เราอยากเพิ่มมูลค่าให้กับทองเหลือง ถ้าคิดถึงงานทองเหลือง ต้องคิดถึงประเทศไทย”

หลังจากฟังจบเราถามบอยทันที สิ่งที่คนทำงานคราฟต์ต้องการคืออะไร

“งานคราฟต์แลกมาด้วยเวลา สิ่งที่จะแทนเวลาได้คือกำลังใจ คำชม หรือการที่คุณเข้าใจงานคราฟต์ ซื้อพวกเขากลับบ้านไปด้วยความรัก ซื้อไปด้วยความเข้าใจ ถ้ามันดีก็อยากให้กลายเป็นฟีดแบ็กกลับมา เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่ดี ให้สังคมงานคราฟต์โตขึ้น แต่ต้องโตขึ้นด้วยตัวของมันเอง โตด้วยจิตวิญญาณของคำว่าคราฟต์ โดยคนซื้อกับคนขายเชื่อมต่อกัน และอย่าดูถูกเขาด้วยวงเงิน การดูถูกเขาด้วยจำนวนเงิน เท่ากับฆ่าจิตวิญญาณของเขา

“คำว่าแพงมันบาดใจเลยนะ เราอยากให้คนเข้าใจว่าคราฟต์มันไม่ได้ถูกกาหัวด้วยคำว่าแพง คำว่าคราฟต์มันถูกกำหนดและถูกกาหัวด้วยความใส่ใจและความรู้สึกของมือสองมือที่อยากจะถ่ายทอดเรื่องราวออกมา”

WABY

ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ไปเลือกช้อปและจับจองเครื่องประดับทองเหลืองสุดคราฟต์ ที่มีส่วนผสมจากหัวใจและสองมือ ได้ที่โซน ICONCRAFT ของ ICONSIAM 

และถ้าอยากลงมือประดิษฐ์เครื่องประดับทองเหลืองด้วยตัวเอง สมัครเวิร์กช็อป สารพัดช่าง 03 : The Smith ได้ที่นี่ เพื่อไปฝึกเป็นช่างฝีมือด้วยกันกับแบรนด์นี้และ Stories of Silver and Silk งานนี้รับเพียง 30 คนเท่านั้นนะ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

อัครักษ์ ยิ้มสอาด

เพิ่งเรียนจบจากมัธยมปลาย รักในการใช้ชีวิต ใช้ชีวิตไปกับการดูหนัง ใช้ชีวิตไปกับการถ่ายรูป ใช้ชีวิตไปกับการเดินเรื่อยเปื่อย และอีกไม่นานจะไปใช้ชีวิตกับเมืองเชียงใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load