สมมติถ้าไปเที่ยวเมืองรองอย่างชัยนาท อุทัยธานี แล้วต่อออกไปอำเภอนอกๆ เมื่อถึงเวลากิน ได้ร้านที่เข้าท่าแล้ว ของกินอันดับแรกที่ควรสั่งต้องเป็นอาหารพื้นถิ่นไว้ก่อน ปกติต้องมีแกงเผ็ดๆ เติมบรรยากาศการกิน ก็หนีไม่พ้นต้มยำกับแกงป่าว่าจะเอาอะไรดี ต้มยำนั้นอาจจะมีต้มยำกุ้ง ต้มยำหมูป่า ต้มยำปลากรอบ แต่ถ้าเป็นแกงป่าแล้วมีแกงป่าปลาคัง ปลากด ปลาดุก ปลาหลด ปลาสายยู ผมว่าส่วนใหญ่ต้องเลือกแกงป่าปลา แกงป่าปลามันให้รส ให้เรื่อง เหมาะกับเวลาและสถานที่

หรือถ้าไปร้านอาหารริมทะเล เอาเป็นว่าแถวกุยบุรี ปราณบุรี หรือเกาะแสมสาร อาหารทะเลสูตรสำเร็จส่วนใหญ่นั้นก็มีปลาอินทรีทอดน้ำปลา ปูม้านึ่ง กุ้งแช่น้ำปลา ปลากะพงนึ่งมะนาว ปลากะพงผัดขึ้นฉ่าย ปลาทรายหรือปลาเห็ดโคนทอดกระเทียม ปลาหมึกผัดฉ่า ปลาหมึกผัดไข่เค็ม ยังไงๆ ก็ต้องมีแกงป่าปลาดุกทะเล รายการนี้ถือว่าขาดไม่ได้ ไม่อย่างนั้นไม่ครบองค์ประกอบอาหารทะเล

ไม่ต้องอะไร เวลาไปตลาดสด ที่แผงขายปลามีปลาดุกเพ่นพ่านอยู่ในกระบะแสตนเลส ตัวกำลังเหมาะ ราคาใช้ได้ ในใจนั้นนึกไปไกลถึงแกงป่าปลาดุกหรือปลาดุกผัดเผ็ดเครื่องแกง มีกระชาย มะเขือเปราะ พริกไทยอ่อน ใบมะกรูด พริกชี้ฟ้า ใบกะเพรา

ค้นตำรับอาหารเก่าตั้งแต่ พ.ศ. 2477 สืบประวัติแกงป่าและเฉลยว่าทำไมแกงป่าต้องคู่กับปลาดุก

ซึ่งแกงป่านี้แค่นึกน้ำลายก็สอแล้ว แต่กว่าจะมาเป็นแกงป่าปลาดุก ของกินยอดฮิตนี่ ผมว่าเพิ่งไม่นานนี่เอง ตอนผมเด็กๆ สมัยที่แม่ทำกับข้าวให้กิน ไม่เคยเห็นแกงป่า แกงเผ็ดๆ ก็มีแต่ต้มเนื้อเหมือนต้มยำ สมัยก่อนนั้นนิยมกินเนื้อ อะไรๆ ก็ใช้เนื้อ แกงเขียวหวานเนื้อ ยำเนื้อย่าง เนื้อผัดกะเพรา เนื้อเค็มต้มกะทิใส่หอมแดง เนื้อสวรรค์ที่เป็นเนื้อเค็มแดดเดียวอีกอย่างหนึ่ง แผงขายเนื้อในตลาดอาจจะมีมากกว่าแผงขายหมู ส่วนปลานั้นที่เห็นๆ ก็มีปลาช่อน ถ้าเป็นปลาดุกต้องปลาดุกอุยหรือปลาดุกท้องนาอย่างเดียว ปลาดุกเลี้ยงไม่กิน เพราะเชื่อกันว่าคนเลี้ยงปลาดุกขายชอบไปหาหมาตายมาโยนใส่บ่อปลาดุก เป็นความเชื่อที่แผ่กว้างขวางมาก เหมือนสังคมออนไลน์สมัยนี้นี่แหละ

เมื่ออยากรู้ให้แน่ว่าแกงป่ามีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ไปค้นตำราอาหารเก่าๆ ที่มีอยู่ ผมขอยกตัวอย่างครับ มี ตำราคาวหวาน ของ ล.เภตรารัตน์ พิมพ์เมื่อ 2477 ของกินแบบเผ็ดๆ ที่ใช้ปลาก็มีแกงบวน ที่โขลกเครื่องแกงเหมือนทั่วไปแต่ใส่พริกไทยเท่านั้น เอาปลาสลาดย่างแกะเอาแต่เนื้อ น้ำแกงเป็นใบตะไคร้หรือใบมะตูมคั้น ใส่หมู เครื่องในหมู ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา น้ำปลาร้า นี่เป็นแกงเผ็ดที่ใช้ปลาครับ

ตำราอีกเล่มเป็น ตำรากับข้าวชูรสและของหวานแบบประหยัด ของ อนงค์นาฎ พวงพยอม พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2512 มีต้มเนื้อชาวป่า ใช้เครื่องแกงที่ใช้พริกแห้งเหมือนเครื่องแกงเผ็ดนี่แหละ ปรุงรสด้วยน้ำมะขาม น้ำปลา ใส่ใบกะเพรา อันนี้มีคำว่าป่าแต่ใช้เนื้อ นี่เป็นตัวอย่างที่อ่านมาครับ

ค้นตำรับอาหารเก่าตั้งแต่ พ.ศ. 2477 สืบประวัติแกงป่าและเฉลยว่าทำไมแกงป่าต้องคู่กับปลาดุก

มาถึงแกงป่าสมัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นแกงที่ใช้ปลาทั้งสิ้น แล้วทำไมต้องเป็นปลา ก็มาดูวิธีกินปลาทั่วๆ ไปก่อน ในทุกยุคทุกสมัยเชื่อว่าปลาอะไรๆ ที่จะทำให้อร่อยนั้น ปลาต้องสดสถานเดียว ตอนสำเร็จโทษเลือดนองเขียงยิ่งดี แต่ปลายิ่งสด ก็หนีไม่พ้นจะยิ่งคาว เป็นของคู่กัน จึงมีวิธีดับคาวคือใช้ข่า ใช้กระชาย แล้วตอนที่ต้มนั้นต้องให้น้ำเดือดพลุ่งๆ ก่อนจึงจะใส่ปลา อันนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ รู้กันดีอยู่แล้ว

แต่เรื่องความคาวของปลานั้นก็มีความเห็นต่างกันอีก ชาวน้ำจืดอยู่กับแม่น้ำลำคลองจะไม่กินปลาทะเลเพราะเชื่อว่าคาวกว่าปลาน้ำจืด คนอยู่ใกล้ทะเลไม่กินปลาน้ำจืดเพราะเชื่อว่าคาวกว่าปลาทะเล ซึ่งที่จริงก็คาวทั้งคู่นั่นแหละ เพียงแต่ว่าปลาอย่างไหนจะคาวแค่ไหนเท่านั้น

ยังมีความเห็นแถมอีกว่าปลาหนังคาวกว่าปลาเกล็ด เพราะผิวหนังมันมีเมือก เมือกเป็นตัวการของความคาว แต่มันไม่แน่ครับ ปลาหนังหลายอย่าง อย่างปลาเค้า ปลาน้ำเงิน ปลาเนื้ออ่อน ไม่เห็นคาว ที่จะคาวก็มีปลาดุก ปลาไหล ปลากด ปลาหลด ปลากระทิง ซึ่งก็น่าจะใช่ครับ เพราะปลากลุ่มนี้มีเมือกเหลือล้น ลื่นมือ จับไม่ค่อยได้ ยิ่งปลากดนั้นเมือกเหนอะหนะยิ่งกว่าจาระบี

ทีนี้มาถึงเรื่องแกงป่าปลาดุก ผมเชื่อของผมเองว่าอาหารทะเลมีส่วนให้แกงป่าอร่อยครับ อันนี้อย่ามาเชื่อตามผมนะครับ ปลาดุกทะเลเหมือนเป็นบุพเพสันนิวาสกับแกงป่า ไม่มีอะไรจะเหมาะสมเท่า 

ค้นตำรับอาหารเก่าตั้งแต่ พ.ศ. 2477 สืบประวัติ แกงป่า และเฉลยว่าทำไมแกงป่าต้องคู่กับปลาดุก

แต่กว่าจะมาจับคู่กันได้นั้นต้องย้อนกลับไปนานหน่อย ปลาดุกทะเลเคยเป็นปลาที่ไร้ค่าของชาวทะเล ไม่ค่อยมีใครชอบ เวลามันติดอวนนั้นมันดิ้นแหลกอวนพังพินาศ แถมไม่ตายง่ายๆ ตอนจะแกะออกจากอวนก็ต้องระวัง มันสะบัดเงี่ยงโดนมือเมื่อไหร่ ปวดไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน ติดอวนมาก็ทุบหัวให้ตายไว้ก่อน จะเอามาทำกินก็ไม่ค่อยคุ้ม ตัวมันโตก็จริง แต่โตเฉพาะหัว ตัวมันสั้น เนื้อจึงไม่มาก แล้วมีปลาดีๆ อย่างอื่นให้กินเยอะแยะ ปลาดุกทะเลจึงไร้ค่า เผลอๆ ถูกโยนทิ้งด้วยซ้ำไป

ทีนี้เมื่อคนไปเที่ยวทะเลก็ต้องกินอาหารทะเล ปลาและของอย่างอื่นจากทะเลมีค่าเป็นเงินเป็นทองหมดแล้ว ก็ลองเอาปลาดุกทะเลมาใช้ทำอาหารบ้าง มันคาวนักก็เอามาทำแกงป่าที่ใส่เครื่องแกงเผ็ดๆ แล้วยังมีถั่วฝักยาว มะเขือพวง มะเขือเปราะ กระชาย พริกไทยอ่อน พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด ใบกะเพรา เพิ่มจากเผ็ดเป็นเผ็ดร้อน ก็อร่อยโลด มันจึงสมบรูณ์แบบจนแกงป่าต้องเป็นปลาดุกทะเลอย่างเดียว จากปลาไร้ค่ากลายเป็นปลามีค่าชั้นแนวหน้า และไม่มีใครมาแย่งตำแหน่งแกงป่าปลาดุกทะเลไปได้ ก็ดูเถอะครับไม่เห็นใครเอาปลากะพง ปลาอินทรี ปลาโฉมงาม ปลากุเลา มาทำแกงป่าเลย

อย่าว่าแต่อาหารทะเลเลย เวลาไปกินร้านอาหารริมน้ำแถวปทุมธานี อยุธยา มีเมนูปลาเยอะๆ แกงป่ายังต้องใช้ปลาดุก ไม่เห็นมีแกงป่าปลาเนื้ออ่อน แกงป่าปลาตะเพียน แกงป่าปลายี่สก แม้กระทั่งปลาช่อนยังต้องหลีกทางปลาดุก ไปเป็นแป๊ะซะปลาช่อน ปลาช่อนต้มยำ แกงส้มปลาช่อน เรื่องแกงป่าปลาดุกนี่ ผมเชื่อของผมอย่างนี้ครับ

ค้นตำรับอาหารเก่าตั้งแต่ พ.ศ. 2477 สืบประวัติ แกงป่า และเฉลยว่าทำไมแกงป่าต้องคู่กับปลาดุก

และสุดท้ายนี้ ผมแนะนำให้ทำแกงป่ากินเอง ไม่ยากเลย แล้วต้องตำเครื่องแกงเอง ก็ใส่แค่พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด หอม กระเทียม รากผักชี กะปิ ชอบกลิ่นมะกรูดก็ใส่เพิ่ม โขลกแหลกๆ พอประมาณ ใบพริกแห้งจะลอยบ้างก็ไม่เป็นไร ดีเสียอีก ให้ความรู้สึกของแกงแบบป่าๆ คั่วเครื่องแกงในน้ำน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยเติมน้ำตามต้องการ น้ำเดือดพล่านจึงใส่ปลาดุก ใส่น้ำปลา ใส่ผัก หลักๆ ก็มีกระชาย ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด มีพริกไทยอ่อนด้วยก็ดี ส่วนใบนั้นมีใบกะเพราแล้ว จะใส่ใบผักชีฝรั่งด้วยก็ได้ เอาเป็นว่าใส่ตามที่ชอบก็แล้วกัน

ไม่ต้องตามคนอื่นๆ ที่ใส่ทั้งเห็ด ข้าวโพดอ่อน แครอท เพราะถ้าทำตามเขาเรื่อยๆ วันหนึ่งเกิดเขาใส่ลูกเดือย แตงกวา ถั่วงอก แล้วเราจะทำอย่างนั้นเหรอครับ 

แกงป่าที่ผมว่าไม่ยาก เพราะมีเค็มกับเผ็ด และร้อนผักเท่านั้น เสร็จแล้วกินกันทั้งบ้าน อร่อยถูกสตางค์ ไม่เสียเวลา ไม่เสียค่าน้ำมันรถออกไปหากิน ทำแกงป่ากินเองเถอะครับ

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

รสเกษม

เรื่องอาหารยุคเก่า วัฒนธรรมการกินในวันวาน เปรียบเทียบกับสมัยใหม่โดยนักชิมรุ่นเก๋า

ถ้าถามว่า ใครไม่เคยกินอาหารฝรั่งบ้าง ก็อาจจะพอมีบ้าง อย่างน้อยก็ต้องรู้จักหรือเคยกินพิซซ่า พอเข้าร้านพิซซ่าต้องรู้จักสปาเกตตี้คาโบนาร่า หรือแม้กระทั่งเข้าปั๊มน้ำมันก็เห็นร้านแฮมเบอร์เกอร์ ยังไงก็ต้องเคยลองกินบ้างล่ะ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็คงรู้จักกินอาหารฝรั่งกันทั้งนั้น หรือจะคิดแบบง่ายๆ ว่า จำนวนพลเมืองในกรุงเทพฯ ที่เฉียด 10 ล้านคน ตัดที่ไม่กินจริงๆ เลยมีไม่กี่เปอร์เซนต์ ที่เหลือก็มหาศาลที่รู้จักและเคยกินอาหารฝรั่งทั้งนั้น

แต่ถ้ามองว่า อาหารฝรั่งคือสเต๊กก็มีให้เลือกเยอะแยะ ร้านเป็นเพิงเหมือนอาหารตามสั่งก็มี คนมีรายได้มากหรือมากจนเหลือ จะกินในร้านหรูๆ ตรงไหนก็มี ผมว่าถ้าเอาแผนที่แถบสุขุมวิท เอกมัย ทองหล่อ มากางแล้วเอาเข็มหมุดจิ้มลงตรงไหน ตรงนั้นก็มีร้านอาหารฝรั่ง อาหารอิตาเลียนจากทุกแคว้นของอิตาลี มาเมืองไทยครบหมด แถมแคว้นเดียวยังมีเป็น 100 ร้าน และไม่ใช่แค่อาหารอิตาเลียนเท่านั้น ฝรั่งเศส เยอรมนี โปรตุเกส ออสเตรเลีย เม็กซิกัน มีเป็นเทือก แถมพ่อครัวยังเป็นฝรั่งตัวเป็นๆ อีกต่างหาก

เชื่อหรือไม่ เมืองไทยย้อนกลับไป 50 – 60 ปีที่แล้ว คนไทยรู้จักและกินอาหารฝรั่ง ไม่ใช่ร้านฝรั่งและไม่ใช่พ่อครัวที่เป็นฝรั่ง แต่เป็นร้านคนจีนไหหลำ เป็นอาหารฝรั่งสไตล์ไหหลำ

ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร เช่น สลัดเนื้อสัน สตูว์ลิ้นวัว สตูว์ลิ้นหมู ซี่โครงหมูชุบแป้งทอดราดด้วยน้ำเกรวี่ แกงกระหรี่ไก่ กินกับขนมปังและเนย ถ้านึกไม่ออกว่ามีร้านไหนบ้าง เมื่อก่อนที่เห็นชัดๆ ก็มี ‘สีลมภัตตาคาร’ ‘ฟูมุ่ยกี่’ และ ‘คาร์ลตันภัตตาคาร’

กุ๊กช็อป, ฟูมุ่ยกี่, อาหารฝรั่ง, ไหหลำ กุ๊กช็อป, ฟูมุ่ยกี่, อาหารฝรั่ง, ไหหลำ

แล้วอาหารฝรั่งแท้ๆ ไม่มีหรือไง มีครับ แต่น้อยมาก ส่วนใหญ่อยู่ตามโรงแรมหรูที่มีห้องอาหารฝรั่งนับโรงได้ ลูกค้าที่เข้าไปกินเป็นลูกค้าโรงแรมบ้างเป็นทูต เป็นนักธุรกิจ เป็นเสนาบดีไทยบ้าง ส่วนร้านอาหารฝรั่งที่โด่งดังมากๆ ที่เคยได้ยินมี คอสโมโปริแต๊นท์ อาหารฝรั่งเศส แต่ที่เคยเห็นจริงๆ มี Nick’s No.1 อยู่ที่หัวมุมถนนสาทรใต้ กับถนนพระราม 4 เป็นอาหารฮังกาเรียนที่ชื่อ No.1 เพราะเลขที่บ้านของร้านนี้ คือ บ้านเลขที่ 1 ถนนสาทรใต้ครับ

ทีนี้ก็มาถึงที่ว่า ทำไมอาหารฝรั่งต้องเป็นสไตล์ไหหลำ ก็ต้องย้อนกลับไปนานมาก ตั้งแต่ที่ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ถูกฝรั่งยึดครองใหม่ๆ ฝรั่งเต็มไปหมดจนกลายเป็นปารีสตะวันออก และเป็นแหล่งขุดทองของชาวจีนที่ไปหางานทำ กลุ่มภาษาไหนทำอะไรถนัดก็ยึดครองเป็นอาชีพของตัวเองไม่ให้ใครแย่ง ชาวเซี่ยงไฮ้ ถนัดงานช่างก็เอาไปหมด ชาวไหหลำข้ามจากเกาะไหหลำไปบ้าง อะไรๆ คนอื่นก็เอาไปแล้ว เลยเป็นลูกจ้างในร้านอาหารฝรั่งบ้าง เป็นลูกจ้างร้านซักรีดเสื้อผ้าบ้าง พออยู่นานเข้าก็คุ้นเคยอาหารฝรั่ง รู้จักฝรั่งที่เข้าไปกิน เขยิบจากทำพอเป็นก็ชำนาญขึ้น หนักเข้าขึ้นขั้นเก่ง แต่ความที่ลิ้นยังติดแบบจีนๆ ไม่เลี่ยนเวอร์ บวกกับสิ่งของที่เอามาใช้ก็ไม่ใช่ของฝรั่งแท้ๆ ทำให้รสเพี้ยนไปบ้าง แต่ฝรั่งเองก็ยอมรับ

มีฝรั่งมากมายที่เป็นทูตบ้าง เป็นพ่อค้าบ้าง ต้องย้ายไปประจำประเทศอื่นๆ บ้าง เมืองไทยก็มากันเยอะ พอจะมาก็ได้ยินว่า เมืองไทยยังขี่ควาย กินเผือกเผามันเผา ซักผ้าในคลองอยู่ อดตายแน่ จึงพาชาวไหหลำที่ถนัดงานครัวและซักรีดเสื้อผ้าตามมาด้วย เพื่อเป็นคนในบังคับของตัวเอง

กุ๊กช็อป, ฟูมุ่ยกี่, อาหารฝรั่ง, ไหหลำ กุ๊กช็อป, ฟูมุ่ยกี่, อาหารฝรั่ง, ไหหลำ

สถานทูตอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ โปรตุเกส เยอรมนี ที่ทั้งทูตทั้งอุปทูตต้องมีบ้านพักตัวเอง เมื่อมีบ้านพักก็ต้องมีครัว มีพ่อครัวไหหลำ แม้กระทั่งคนคุมงานคอยจัดการงานบ้านที่เรียกว่า Butler ยังเป็นคนไหหลำ ผมเคยเห็นพ่อครัวไหหลำรุ่นเก๋าจริงๆ เขาจะเขียนรายการอาหารประจำวันบนกระดานดำในห้องครัวเป็นภาษาอังกฤษครับ

มีหลายคนคิดก้าวหน้า ออกมาทำร้านอาหารฝรั่งข้างนอก ผมว่าร้านดังๆ ที่ผมเอ่ยชื่อไปนั้น ก็มาจากกลุ่มนี้ครับ แล้วพ่อครัวไหหลำนี่สังเกตง่ายคือ ตอนเช้าๆ จะใส่เสื้อยืดขาวกางเกงขาสั้น ขี่จักรยานคันใหญ่ๆ สูงๆ ที่สมัยก่อนเรียกว่าจักรยานส่งน้ำแข็ง มีตะกร้าหวายใบมหึมา เป็นธรรมดาที่พวกหมู ปลา ไก่ อยู่ข้างล่าง ผักหญ้าต้องไว้ข้างบนปากตะกร้า ตอนผมเด็กๆ ไปโรงเรียนต้องนั่งรถเมล์ที่เรียกว่ารถนักเรียน ให้เด็กนักเรียนโดยเฉพาะ ไม่ให้คนอื่นขึ้น เมื่อจอดป้ายหนึ่ง พ่อครัวไหหลำกระโดดขึ้นมานั่งพร้อมตะกร้า กระเป๋ารถเมล์ปาดเข้ามาบอกว่าขึ้นไม่ได้ สำหรับนักเรียน แต่คนขับใจดีบอกว่าไม่เป็นไร เขาเป็นนักเรียนเกษตร

เป็นธรรมดาครับ อยู่เมืองไทย เป็นคนไทย มีลูกมีหลาน คนไหนมีหัวก็เรียนหนังสือ ไม่ชอบเรียนก็ไปทำงาน ดีที่สุดคือร้านอาหารไหหลำสไตล์ฝรั่งนี่แหละ เพราะคนไหหลำเขาช่วยเหลือกัน และเป็นงานมาตั้งแต่รุ่นพ่อแล้ว

เมื่อคนมาก ร้านอาหารก็แตกกระจายไปทั่ว สีลมภัตตาคาร ฟูมุ่ยกี่ นั่นร้านใหญ่ไฮเอนด์ นอกจากนี้ยังมี ครัวสาธร อยู่ตรงห้องแถวใกล้โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ร้านโกตุ้น ในซอยสวนพลู ร้านเล็กๆ ไม่มีชื่ออยู่ตรงปากซอยศาลาแดง 1 ด้านถนนพระราม 4 และอีกร้านใกล้สี่แยกเดโช ถนนสุริยวงศ์

ทำไมจะต้องอยู่แถวละแวกนี้ ก็เพราะแถวนี้บริษัทฝรั่งเยอะ คนทำงานบริษัทฝรั่งเงินเดือนสูง กลางวันกินดีหน่อยและชอบอาหารฝรั่ง ถึงแม้จะเป็นฝรั่งแบบไหหลำก็ตามแต่ก็อร่อย แล้วจะไปนั่งในโรงแรมในห้องอาหารหรูๆ นั่นก็มีน้อยหรือมีไม่กี่แห่งอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก และก็แพงเกินเหตุ

แม้กระทั่ง ‘ร้านมิ่งหลี’ ที่ถนนหน้าพระลานติดกับรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร ลูกค้าที่กินก็เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ เมื่อก่อนตึกในพระบรมมหาราชวังนั้นเป็นกระทรวงการคลังครับ

ไม่ว่าจะร้านเล็ก ร้านใหญ่ สูตรอาหารต่างๆ เหมือนเป็นพิมพ์เดียวกันหมด สลัดเนื้อสันต้องทอดมาผิวเกรียมๆ ข้างในยังแดงอยู่บ้าง น้ำมันทอดราดเจิ่งมาด้วย รองก้นจานด้วยผักกาดหอม แตงกวา มะเขือเทศ อาจจะมีบางร้านที่เอาน้ำตาลทรายโรยตรงผัก เพื่อตัดเค็มน้ำทอดเนื้อมาบ้าง แล้วต้องมีขนมปังกะโหลกนิ่มๆ พร้อมเนย ใครอย่าได้สั่งข้าวสวยมากิน จะผิดกฎหมายมาตรา 5 วรรค 1 ว่าด้วยการกินอาหารฝรั่ง

ความนิยมร้านอาหารฝรั่งแบบไหหลำนี้มีมานานมาก เรียกได้ว่า เมื่อก่อนพ่อแม่ต้องพาลูกๆ มากิน ต่อมาลูกทำงานทำการก็พาพ่อแม่มากิน

เป็นธรรมดาของกฎธรรมชาติ รุ่งแล้วก็ต้องมีเลิก ร้านอาหารฝรั่งแบบไหหลำหลุดหายไปทีละร้าน ยังมีที่เหลืออยู่บ้างอย่างร้านตรงเสาชิงช้า ที่ไม่มีแกงกะหรี่ไก่กินกับขนมปังเนยแล้ว แต่ดันทะลึ่งมีผัดเผ็ดปลาดุก ต้มยำปลาช่อน มีหอยแครงลวก

คาร์ลตัน ภัตตาคารตรงสีลมไปก่อน สีลมภัตตาคารก็ตามไป ล่าสุดเมื่อ 3 ปีก่อน ฟูมุ่ยกี่ก็ไป มิ่งหลี ที่ถนนหน้าพระลานยังอยู่ แต่ก็เหนื่อยล้าเต็มที โต้-เจ้าของร้านไม่อยากขายแล้ว ติดแต่ว่าเป็นร้านที่ผูกพัน คุ้นเคยกับเหล่าศิลปินศิลปากรที่ขอร้องให้ขายอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ ศิลปินขาประจำหลายพระองค์นั้นก็ไม่ค่อยนั่งแล้ว เพราะมีกฎหมายใหม่ที่ร้านอาหารอยู่ใกล้สถานศึกษา ห้ามขายแอลกอฮอล์ อีกไม่นานโต้ก็คงเลิก

ผมว่าไปแล้วไปเลยครับ แล้วร้านอย่างนี้ก็มีอยู่ที่เมืองไทยเท่านั้น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไม่มีอาหารฝรั่งแบบไหหลำ ในเมื่อเมืองไทยบ๊ายบายอำลาไปแล้วก็ไปเลยไม่กลับมา นี่เองที่ว่า ‘มีครั้งแรกแล้ว ก็กลายเป็นครั้งสุดท้าย’ นั่นเองครับ

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load