ฝีแปรงเฉียบคมใน Benedict Studio สตูดิโอถ่ายแบบชื่อดัง

โลโก้สุดวินเทจของโรงแรม Mustang Nero

ภาพหมู่นกในสวนดอกไม้ประจำ Coffee Beans by Dao

ลวดลายไทโปกราฟีแสนยียวนแห่ง Another Hound

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวผลงานของ Junejirapart แห่ง Cabret Moon บริษัท “รับทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับศิลปะ” อย่างที่เจ้าตัวให้นิยามเอาไว้

ย้อนเวลากลับไป

จูนในวัยละอ่อนคือเด็กชายผู้หลงใหลลายเส้นวินเทจตามภาพประกอบในหนังสือปืนของคุณตาผู้เป็นตำรวจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

จูนในวัยรุ่นคือเด็กหนุ่มผู้มีปากกาคอแร้งเป็นทั้งของเล่นและของสะสมชิ้นโปรด ยามว่างก็เรียนเขียนแบบจากคุณอาผู้เป็นสถาปนิก เขายังหัดคัดตัวหนังสือแบบต่างๆ เป็นงานอดิเรก มีมุมเล็กๆ ใต้โต๊ะ จำลองเป็นห้องส่วนตัวที่ใช้เล่นสนุก ตกแต่งตามจินตนาการและเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ของเล่นไปมาอยู่บ่อยๆ

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

โตขึ้น

รู้ตัวอีกทีก็ต้องมนต์ของศิลปะเข้าอย่างจัง เห็นอะไรว่าเป็นอาร์ตก็สนใจไปเสียหมด

ไม่รอช้า

คอลัมน์ In Design มีโอกาสคุยกับ Junejirapart ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 คราวนี้เราชวนเลยเขามานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เพื่อถอดสูตรเบื้องหลังลายเซ็นสุดวินเทจซึ่งสอดแทรกอยู่ในงานทุกชิ้น คู่กันกับไทโปกราฟีสุดโดดเด่นจนหาตัวจับได้ยากในไทย เส้นทางชีวิตจากนักเรียนเซรามิกสู่นักแบรนดิ้งมืออาชีพ รวมถึงการคิดงานอย่างคนแฟชั่น มองภาพโปรเจกต์แต่ละจ๊อบเสมือนหนึ่งคอลเลกชันเสื้อผ้า อย่างไม่เหมือนนักออกแบบคนใด และไม่มีนักออกแบบคนใดเหมือน

 01

เบื่อ

“พื้นฐานเป็นคนขี้เบื่อ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ นานๆ”

ชายหมวกแดงตรงข้ามเรายกปากกาขึ้นวาดรูปเล่นกลางอากาศ พร้อมกล่าวเปิดบทสนทนาได้อย่างไม่น่าเบื่อ

จูนเลือกเรียนคณะมัณฑนศิลป์ สาขาเครื่องเคลือบดินเผา มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยเหตุเพียงว่าอยากปั้นอะไรก็ได้อย่างอิสระ ทั้งๆ ที่ความฝันเดิมคืออาชีพคนปั้นโมเดลรถทำมือ แต่เพราะมีรายละเอียดจุกจิกซับซ้อน ซึ่งคอยตีกรอบความคิดสร้างสรรค์เอาไว้ ประกอบกับรูปแบบการทำงานไม่ได้เปิดกว้างสำหรับอะไรใหม่ๆ มากมาย เขาจึงตัดตัวเลือกนี้ทิ้งออกจากใจไปได้อย่างไม่เสียดาย

แปลว่าพอเรียนเซรามิกแล้วคุณเล่นสนุกได้สมอยากล่ะสิ-เราถาม

“เปล่าครับ เรียนไปถึงจุดหนึ่งกลับรู้สึกอยากย้ายเอกด้วยซ้ำ พองานที่ต้องทำส่งถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องไปทิศทางไหน จึงเริ่มอิ่มตัวกับมันจนหมดสนุก เคยเข้าไปคุยเพื่อขอย้ายเอกด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้โทษอาจารย์นะครับ ไม่ใช่ว่าเบื่อเพราะทำไม่ได้นะ แต่เพราะอยากลองทำอย่างอื่นดูบ้าง”

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดเจนผ่านน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่แพ้อรรถรสอันจริงใจ คือนิสัยขี้เบื่อของเจ้าของลายเส้นสุดวินเทจคนนี้ มันไม่ได้เป็นความหน่ายอย่างคนขี้แพ้คิดถอดใจ แต่เป็นความเบื่ออย่างคนไฮเปอร์ผู้มีความสนใจกว้างขวาง เปี่ยมล้นไปด้วยความคิดสร้างสรรค์เกินกว่าไม้บรรทัดใดจะตีกรอบทางเดินอย่างตายตัวได้ต่างหาก

“เราพยายามบิดหาแง่งามของมันให้เจอ จึงนำลูกเล่นอื่นมาผสมผสานกับงานเซรามิก มีครั้งหนึ่งปั้นเป็นซูเปอร์ฮีโร่แปดตัว เราเอาพวก Joint Mechanic และอาร์ตเวิร์กอื่นๆ อย่างลายแพตเทิร์น ซึ่งแอบไปฝึกทำด้วยตัวเองนอกห้องเรียนมาเล่นด้วย เลยพอจะอยู่กับมันไปได้จนเรียนจบ”

02

Engraving Drawing

คู่สนทนาของเราไม่ได้เรียนวาดภาพโดยตรง จึงไม่ได้ค้นพบสไตล์ของตัวเองตั้งแต่ตอนเรียนเหมือนศิลปินคนอื่นๆ

แต่ความรักและการฝึกฝนหล่อหลอมเส้นสายอันทรงพลังของ Junejirapart ขึ้น โดยไม่รู้ตัว

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เริ่มจากภาพนี้ เป็นชิ้นแรกที่วาดหลังเรียนจบ” เขาพูดพลางหยิบผลงานอันเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญในชีวิตออกจากแฟ้ม

“เป็นคล้ายๆ ภาพประกอบบทเรียนที่มีดรรชนีบอกชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์ของปลากำกับอยู่ข้างล่าง สไตล์มาจากการชอบดูภาพตามหนังสือปืนของคุณตา และหนังสือภาพประกอบเชิงชีววิทยาพวกต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ตั้งแต่เด็ก เราดูตัวอย่างเยอะมากและฝึกเขียนอยู่ตลอด นานๆ เข้าก็เริ่มหลงใหลสไตล์ของมัน แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จักวิธีนี้เลย”

วิธีที่ว่านี้คือการวาดภาพแบบ Engraving Drawing

เดิมเทคนิคการพิมพ์ภาพนิยมใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ซึ่งต้องผลิตคราวละมากๆ จึงแกะสลักแท่งเหล็กสลับด้านซ้าย-ขวา ใช้ปั๊มลงบนกระดาษเพื่อทุ่นแรงทุ่นเวลา ภาพจะมีลายเส้นสีดำหนาเป็นเอกลักษณ์ ส่วน Engraving Drawing นั้นสวนทางกับการพิมพ์ เป็นการวาดภาพด้วยหมึกสีเข้มเส้นคม เลียนแบบภาพซึ่งได้จากการประทับแท่งเหล็กแกะลายอีกทีหนึ่ง

ตัวตนของจูนค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่หยิบปากกาคอแร้งจรดน้ำหมึกลงบนกระดาษ เสกสรรลวดลายตามต้องการ นี่เป็นขณะเดียวกันที่เด็กหนุ่มวัย 21 เปิดโรงเรียนสอนศิลปะ เพื่อดันหลังนักเรียนมัธยมปลายผู้อยากเรียนต่อด้านนี้เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฝัน

“รู้ตัวว่าทำงานออฟฟิศไม่ได้แน่ๆ เลยมาสอนเด็กๆ แทน ตอนนั้นเปิดตึกติวแถวสี่พระยาเพราะคิดว่าใกล้โรงเรียนอัสสัมชัญ นักเรียนเลิกเรียนตอนเย็นก็มาเรียนพิเศษต่อได้เลย แต่เราคิดน้อยไปนิด พออยู่ติดไปเด็กจะไม่ชอบ สู้มาเรียนที่สยามดีกว่า ได้เถลไถลหน่อยด้วย” ประสบการณ์ในวันวานค่อยๆ พรั่งพรูออกมาพร้อมเสียงหัวเราะจากปากซึ่งมีรอยยิ้มประทับอยู่

“ไม่นานก็เจ๊ง” อดีตครูพี่จูนยอมรับพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “คงคิดน้อยไปแหละ คิดแค่อยากทำงานเกี่ยวกับศิลปะอย่างเดียว ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องธุรกิจเลย คงเพราะไม่มีหัวด้านนั้นด้วยมั้ง คนทำงานศิลปะเป็นแบบนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ เหมือนคิดออกแค่ด้านเดียวเลยจริงๆ” เจ้าตัวยืนยันพร้อมยอมรับในที

03

เคล็ดลับจากวงการแฟชั่น

ถ้าความสามารถรอบด้าน ตั้งแต่วาดภาพ ออกแบบไปจนถึงทักษะกราฟิกที่ได้จากการฝึกงานสมัยเรียน เป็นกุญแจดอกสำคัญไขเปิดประตูต้อนรับจูนเข้าสู่แวดวงศิลปะ ความสนใจใคร่รู้คงเป็นไฟฉายคอยส่องนำทางให้เขากระโจนเข้าไปเล่นสนุกกับงานหลากรูปแบบ

“ช่วงนั้นทำอะไรเยอะมาก มีคนขอให้วาดโลโก้ก็ทำ ขอคำปรึกษาเรื่องการออกแบบหรือตกแต่งภายในก็ช่วย ถึงได้รู้จักสไตลิสต์หลายคน พี่ๆ เขาชวนไปช่วยดูแลพร็อพและเซ็ตติ้งในงานแฟชั่น เรากระโดดเข้ามาทำเพราะว่าอยากรู้อยู่แล้ว และงานพวกนี้ไม่ได้ยากเลยเพราะเรียนศิลปะมา รู้เรื่ององค์ประกอบศิลป์ จัดคอมโพสได้สบายๆ”

โลกเบื้องหลังที่จูนในวัยหนุ่มกำลังผจญภัยหลังโรงเรียนสอนพิเศษไม่ประสบความสำเร็จ คือ ปัญหากับครอบครัว พอสูญทุนรอนซึ่งที่บ้านอุดหนุนมาไม่น้อยไปฟรีๆ จึงถูกตัดหางปล่อยวัดโดยปริยาย

“เขาเป็นห่วงนะ ถามตลอดว่าทำอะไรอยู่ แต่มันอธิบายไม่ถูก ช่วงนั้นทำงานเพื่อหาข้าวกล่องทีมงานกินอย่างเดียวเลย งานฟรีเราก็ไป ทำเพราะอยากเรียนรู้ล้วนๆ เพิ่งเข้าใจที่ผ่านมาทั้งหมดว่านี่แหละคือแพสชัน ไม่ได้แค่ในการวาดรูปอย่างเดียว แต่เป็นการชอบทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เราไม่เคยมองภาพตัวเองอยู่ในแกลเลอรี่อย่างเดียวเลย แค่คิดก็เบื่อแล้ว”

ใครสักคนเคยกล่าวไว้ว่า ช่วงเวลาอันโหดร้ายมักให้บทเรียนอันสวยงามเสมอ

ประสบการณ์การได้เข้ามาสัมผัสโลกแฟชั่น คือส่วนผสมสำคัญที่ปรุงรสวิธีการทำงานฉบับ Junejirapart

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราชอบวิธีการมองโปรเจกต์แต่ละครั้งเป็นหนึ่งคอลเลกชัน คือรวบก่อนว่าเซ็ตนี้มีเนื้อหาอะไร ใช้เทคนิควิธีการอะไรบ้าง สีอะไร โทนไหน เราคิดว่าการตีกรอบงานเป็นก้อนแบบนี้ทำให้สื่อสารกันง่ายขึ้น เพราะมีจุดตรงกลางร่วมกัน ถ้าคุยแต่ภาษากราฟิกหรือภาษาศิลปะล้วนๆ ไม่น่าจะเข้าใจกันง่ายแน่ๆ” จูนแบไต๋เคล็ดลับวิชาเฉพาะตัวออกมาอย่างไม่หวง

ระหว่างนี้เขาได้รู้จักคนในวงการแฟชั่นมากมาย จนได้รับโอกาสวาดฝีไม้ลายมือ ออกแบบโลโก้ให้แก่โรงแรม Mustang Nero ซึ่งนับได้ว่าเป็นผลงานสร้างชื่อชิ้นแรกๆ

“ไอเดียมาจากเจ้าของโรงแรม เขาเป็นคนรสนิยมดีมาก และชอบของเก่าแต่แฝงกลิ่นอายของโมเดิร์นเล็กน้อย งานแฟชั่นของเขามักเจือความเป็น Avant-garde เล็กๆ เลยวาดโลโก้ให้เป็นวินเทจ ใส่ไอรอนนิด สนิมหน่อย และสมัยที่ยังมีแค่ไม่กี่ห้อง เรามีโอกาสไปเพนต์ในห้องพักให้ด้วย”

ไม่ทันสุดเสียงเราก็คิดสงสัยทันที ทำไมคนคนหนึ่งเล่าเรื่องราวด้วยแววตาเปี่ยมพลังขนาดนี้ได้

04

ใบเบิกทาง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราได้เข้าไปวาดภาพให้ Benedict Studio เพราะรูปนกรูปนี้” คู่สนทนาของเราหยิบภาพที่สองออกมาจากแฟ้มอันเดิม

“เราวาดเล่นๆ แล้วถ่ายลงอินสตาแกรมพร้อมแคปชันว่า ‘Test my work in new technique! For spring summer #ss16’ เหมือนเป็นคอลเลกชันเสื้อผ้า เพราะตอนนั้นยังทำงานแฟชั่นอยู่ แล้วเจ้าของสตูดิโอมาเห็น เลยติดต่อขอให้เราไปเพนต์ผนังให้” เขาค่อยๆ อธิบายงานครั้งสำคัญครั้งหนึ่งอย่างตั้งใจ

“ตอนแรกที่ไปเห็นหน้างาน รู้เลยว่าทำไม่ได้แน่ๆ” จูนเผยความลับข้อแรก

“แต่พอลงมือทำจริงแล้ว เลยรู้ว่าไม่ยากและทันกำหนดเวลาแน่ๆ” จูนเผยความลับข้อสอง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“ความสนุกของงานชิ้นนี้คือนอกจากเข้าไซต์ได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น เรายังต้องเข้าใจงานอย่างลึกซึ้งจริงๆ ด้วย แล้วฝาผนังพวกนี้ไม่ได้ใช้ดูด้วยตา แต่จะไปปรากฏบนภาพถ่าย ฉะนั้น ต้องกำหนดความสมดุลของภาพให้ดี อย่าให้ฉากเด่นกว่าแบบ เยอะเกินไปไม่ได้ น้อยไปโดนกลืน เราดูคอมโพสด้วยตาทีหนึ่งแล้ว ต้องดูคอมโพสด้วยกล้องอีกทีหนึ่งด้วย

“อีกอย่าง ผนังของแต่ละห้องมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน นอกจากต้องแม่นธีมแล้ว ยังต้องสร้างความลื่นไหลในเรื่องราว งานชิ้นนี้ทำให้รู้ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจจริงๆ”

ฝีแปรงอันฉกาจฉกรรจ์ของจูนใน Benedict Studio เป็นเหมือนใบเบิกทางต้อนรับให้เขาก้าวเข้าสู่สายอาชีพนี้เต็มตัว

05

นักรีแบรนดิ้งมืออาชีพ

“จูนสนุกกับการรีแบรนด์มากที่สุด เพราะมีเรื่องอดีตเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างการทำแบรนด์ใหม่ เป็นแค่การเล่าเรื่องให้ตรงกับกระแสกับตัวตนของเขาเท่านั้น แต่นี่จะปรับวิธีการสื่อสารยังไงให้ยังคงตัวตนและสนุกสนานไปพร้อมกัน”

การได้ร่วมงานกับ Coffee Beans by Dao คือเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เขาเลือกกาช้อยส์รีแบรนดิ้งอย่างไม่ลังเล เมื่อเราถามว่าชอบออกแบบโลโก้ วาดไทโปกราฟี ทำแบรนดิ้ง หรือรีแบรนด์มากกว่ากัน 

หลังจากวาดภาพให้ Benedict Studio ไม่นาน ก็ได้รับการติดต่อจากทายาทรุ่นสองของแบรนด์อาหารสัญชาติไทยที่เปิดมากว่า 25 ปี ให้ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์คอลเลกชันใหม่ แต่ในใจลึกๆ อยากได้ศิลปินคนเก่งคนนี้มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการยกเครื่องธุรกิจครอบครัวเสียด้วยซ้ำ ติดตรงที่ยังไม่ได้ไฟเขียวจากรุ่นหนึ่ง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราต้องสื่อสารให้เป็นด้วย ผมรู้ว่าถ้าศิลปินไม่เอาอะไรมาสนับสนุน คำพูดจะไม่มีน้ำหนักทันที เพราะมันเป็นแค่ศิลปะ ภาพวาด ลงสี เราเลยใช้เทคนิคการเปรียบเทียบ เอาโลโก้มาวางเทียบกับร้านอื่นๆ ในระดับเดียวกัน ให้เห็นจะจะเลยว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว และยอมให้เราช่วยรีแบรนด์”

ศิลปินหนุ่มทำรีเสิร์ชอย่างหนัก วางกรอบโครงเรื่องที่จะสื่อสารอย่างชัดเจน จนได้ภาพประกอบซิกเนเจอร์ที่เล่าเรื่องของครอบครัวผู้ก่อตั้ง ถ่ายทอดผ่านครอบครัวนกในสวนดอกไม้แบบฉบับ Coffee Beans by Dao ลงบนฝาหนังของร้านสาขาต่างๆ ไปจนถึงกล่อง ถุง และกระดาษรองจาน แฝงความหมายนกแต่ละตัวเป็นสมาชิกครอบครัวแต่ละคนได้อย่างลึกซึ้ง แถมใครได้เห็นเป็นต้องตกหลุมรัก 

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

และไม่ลืมใส่เทคนิค Engraving Drawing แบบเฉพาะตัวลงไปอย่างเต็มที่ มองเผินๆ อาจไม่ต่างจากภาพวาดแนววินเทจธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าขยับเข้าไปใกล้อีกนิด เขยิบชิดเข้าไปใกล้อีกหน่อย จะเห็นว่าภาพมี 2 เลเยอร์ซ้อนกันอยู่อย่างแนบเนียน มีแนวเส้นหมึกสีดำขลับซึ่งวาดด้วยเทคนิคนี้เป็นกรอบภาพ พร้อมลงสีโทนตุ่นเสริมความคลาสสิกเหนือกาลเวลาลงไป

งานนี้เรียกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจสุดพิเศษของจูน เพราะทำให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด คาแรกเตอร์อันชัดเจนของแบรนด์ สาขาจำนวนมาก และรายละเอียดปลีกย่อยอีกมหาศาล สอนให้รู้จักวิธีการจัดการที่เหมาะสม ทั้งยังได้ร่วมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวางกลยุทธ์แบรนด์ใหม่ทั้งหมด อย่างจัดกลุ่มใหม่ให้หลายประเภทหลากไซส์ให้ง่ายขึ้น หรือการแปลงโฉมตัวตนของแบรนด์ใหม่ทุกอย่าง จนเจ้าตัวเปรียบเทียบว่าเหมือน “จับคุณย่าแต่งหน้าทำผมเพื่อพามาเดินห้าง” 

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

จากนั้นไม่นานบริษัท Cabret Moon ถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจอยากยึดเป็นอาชีพอย่างจริงจัง

“จูนช่วยได้หมด ขอแค่เป็นเรื่องศิลปะ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็แนะนำคนรู้จักให้ได้” เรายืนยันได้ว่า Illustrator หนุ่มคนนี้ไม่ได้โม้เกินความสามารถแต่อย่างใด

Cabret Moon แทบจะถอดดีเอ็นเอของจูนมาร้อยเปอร์เซ็นต์ เส้นสายสีสันสุดวินเทจเจือกลิ่นร่วมสมัยมานิดๆ จัดองค์ประกอบภาพแบบ Maximalism หน่อยๆ เป็นลายเซ็นที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ส่วนลูกค้าในดวงใจของ Cabret Moon คือแบรนด์ที่รู้จักตัวเองดีจริงๆ ตอบโต้และโต้ตอบกันอย่างตรงไปตรงมาเสมอ ชอบก็บอก ไม่ชอบก็บอก (ไม่ต้องกลัวร้อกเรื่องราคงราคา)

“บางคนชอบพูดว่า ดีค่ะ สวยค่ะ แต่พอเอาเข้าจริงไม่ถูกใจ แปลว่ายังไม่รู้จักตัวตนอย่างถ่องแท้พอ จนบอกไม่ได้ว่าแบบไหนคือใช่หรือไม่ใช่ แล้วแบรนด์เหล่านี้มักอยู่ได้ไม่ค่อยนานเท่าไหร่

“มีครั้งหนึ่งร่วมงานกับ Wild & Co. เป็นร้านขายอาหารป่า เราให้เขาแต่งนิทานสั้นๆ ให้ฟังว่า ลูกค้าที่มาร้านนี้จะเป็นยังไง เขาเล่าว่าเป็นคนที่บังเอิญเข้าป่ามาแล้วรถเสีย ลงมาจากรถโฟร์วีลพร้อมชุดซาฟารีและกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง เข้ามาทานอาหารป่า พอรถซ่อมเสร็จกลับเข้าเมืองแล้วชวนเพื่อนมาอีกคราวหน้า อันนี้ดีมากเลยเพราะลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับเรา ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ได้งานตรงกับตัวตนตามต้องการ”

แค่ฟังคู่สนทนาเล่าแล้วคิดตาม ก็สนุกจนอยากกรอกใบสมัครเป็นลูกค้า Cabret Moon เดี๋ยวนี้เลย

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
05

อาจารย์

หมวกอีกใบของจูนคือบทบาทอาจารย์พิเศษวิชา Creative Drawing ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนนั้นคณะเพิ่งเปิดวิชาใหม่พอดี เราเลยได้เข้าไปช่วยสอนครีเอทีฟดรอว์อิ้ง โชคดีเด็กจุฬาฯ มีไอเดียดีกันอยู่แล้ว แค่ช่วยแนะนำเล็กน้อย จัดให้อยู่ในรูปในรอยเท่านั้น

“แก่นของวิชาคือความคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องเป็นความคิดสร้างสรรค์ตามกำหนดนะ เพราะเป็นวิชาศิลปะ ไม่มีอะไรถูกผิด เลยฝึกให้ทำตามโจทย์ พอออกไปเผชิญโลกจริงจะได้เข้าใจว่าต้องตามลูกค้าถ้าอยากได้เงินจากเขา”

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จูนพยายามสอดแทรกไปกับบทเรียน คือการกระตุ้นให้นิสิตค้นหาตัวตนของตัวเองให้เจอ

“เราแนะนำเด็กทุกคนตลอดทุกครั้งที่ตรวจงาน ลองไปเติมอันนี้มาสิ หรือถ้าชอบรูปแบบนี้ ลองเอามาผสมดูไหม เพราะคิดว่าถ้ายิ่งหาสไตล์ของตัวเองเจอเร็ว จะยิ่งไม่เสียเวลาหลงทาง ถ้าไม่ได้เราก็ไม่กดดันนะ เพราะจูนยังเพิ่งมาเจอตอนเรียนจบเลย

“มีคนหนึ่งชอบวาดการ์ตูนญี่ปุ่นตาหวาน ซึ่งยากต่อการใช้ต่อยอดกับงานอื่นๆ ในอนาคต เราแนะนำให้ประยุกต์ใช้ให้เข้ากับเรื่องราว ถ้าจะเอามาใส่กับโปสเตอร์หนังบู๊คงไม่เหมาะ แต่ถ้าต้องทำงานนี้จริง ลองสำรวจดูว่าเราถนัดอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ไทโปกราฟีดีไหม วาดรูปไม่เก่งงั้นทำเป็น Silhouette ดีไหม เชื่อว่าเด็กทุกคนมีจุดแข็งของตัวเอง แต่แค่ไม่รู้จะถ่ายทอดออกมายังไงมากกว่า ในฐานะอาจารย์ต้องช่วยไกด์”

สิ่งที่ได้กลับคืนจากการนำประสบการณ์มาถ่ายทอดเป็นทางลัดให้แก่นิสิตคือการได้ฝึกทักษะการสื่อสาร ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นอุปสรรคสุดหินของคนทำงานศิลปะ

“จริงๆ แล้วศิลปินหลายคนเจ๋งมาก แต่เล่าเรื่องออกมาไม่เป็น เพราะไปติดกับมายาคติจากรุ่นสู่รุ่นว่าถ้างานดี จะใส่รองเท้าแตะไปคุยก็ได้ แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น งานสวยแต่ขายไม่เป็นก็จบ การได้มาสอนจึงเป็นการฝึกให้เราสื่อสารได้เก่งขึ้น ยังจำได้เลยว่าวันแรกเรายังอัดเสียงตัวเองกลับไปฟังด้วยซ้ำ” จูนจบประโยคพร้อมเสียงหัวเราะร่า แฝงความตลกขบขัน เจือความภาคภูมิใจ

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
06

เป็ด

ผลงานของจูนมีเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างจากคนอื่นอย่างเด็ดขาด

แต่ความสามารถและความสนใจของเขานั้นหลากหลายและกว้างขวางมาก

“คิดว่าบางคนทำงานด้านเดียวจนได้ดีไปเลยก็มี บางคนลองทำหลายอย่างแล้วมั่วก็มี ถ้าคุมตัวเองไม่อยู่ เห็นเงินสำคัญกว่างาน หรือเข้าไปทำโดยไม่รู้จริง อย่างนี้ก็เสียเหมือนกัน จูนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความอยากรู้ก็จริง แต่ประเมินตามความจริงเสมอว่าทำได้ไหม

“ข้อสำคัญคือต้องเข้าใจตัวเอง ยอมรับว่าเราเปลี่ยนทำหลายอย่างเพราะเบื่อ แต่ไม่ได้เบื่อไปเสียทุกทางนะ แค่เบื่อเพราะรู้ตัวว่าความชอบของเราย้ายไปอยู่กับอันอื่นแล้ว ถ้าของใหม่แฮปปี้กว่าของเดิมจะย้ายไปทำ ไม่ใช่เบื่อเพราะเรารู้จนเจนจบถ่องแท้เสมอไป”

คือคำตอบอันลึกซึ้ง เมื่อถามว่าอยากเป็นเหมือนปลาที่ว่ายน้ำได้เก่งอย่างเดียว หรือเป็ดที่ทำได้หลายอย่าง แต่ไม่เก่งได้สุดสักทางมากกว่ากัน

“แต่รู้อะไรไหมครับ” ขณะบทสนทนาเดินทางมายาวไกลจนใกล้เข้าสู่ชั่วโมงที่ 2 ดีไซเนอร์คนเก่งดึงความสนใจเรากลับมาได้ภายในคำถามเดียว

“กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้จูนลำบากมาก ครอบครัวไม่สนับสนุนเลยเพราะเป็นข้าราชการกันหมด พอวันหนึ่งที่อดทนจนผ่านอะไรๆ มาได้ เราพาพ่อซึ่งเป็นตำรวจไปดูร้าน Coffee Beans by Dao ที่เพิ่งรีโนเวตเสร็จ แล้วมีแขกเข้าไปใช้บริการอย่างล้นหลาม เราเห็นเลยว่าพ่อน้ำตาซึม เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาหรอกนะ ยิ้มๆ แล้วเดินออกมา”

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

5 ผลงานสุดภาคภูมิใจของ Junejirapart

1st Avenue Pizza

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“1st Avenue Pizza เป็นก้าวแรกสู่โลกแห่งการแบรนดิ้ง นอกจากต้องสื่อสารเรื่องราวที่เจ้าของร้านสองคนเจอกันครั้งแรกในร้านพิซซ่าบนถนนหมายเลข 1 ที่อเมริกาแล้ว เรายังแนะนำเพิ่มเติมด้วย เช่น ไม่ควรขายแค่หน้าธรรมดาๆ เหมือนเจ้าอื่น หรือลองขายพิซซ่าแป้งดำดูไหม แล้วเราก็วาดภาพโฆษณาจากวัตถุดิบต่างๆ ด้วย โชคดีที่เจ้าของแบรนด์มีหัวธุรกิจ เลยไปได้ไกลเลยตอนนี้”

Benedict Studio

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“ชิ้นนี้เป็นความภาคภูมิใจชิ้นหนึ่งเลย มีความสุขที่ได้ทำมาก เพราะเราสร้างตั้งแต่บนแผ่นกระดาษสู่รูปแบบสามมิติ สเกลจริงใหญ่ขึ้นมาก เราได้ฝึกการจัดการทุกอย่างทั้งแผนการ เวลา การเดินทาง เข้มงวดกับตัวเองมากๆ จนเรียกได้ว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในการทำงาน”

Another Hound

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“นี่เป็นชิ้นหนึ่งซึ่งผ่านหูผ่านตาคนเยอะพอสมควร เลือกเพราะได้ลองการเขียนไทโปกราฟีแบบ Brush Stroke ที่ล้อจากเวลาเชฟแต่งจานอาหาร จนกลายเป็นลายซิกเนเจอร์ของร้านเพื่อเพิ่มความสนุกให้กับแบรนด์”

Coffee Beans by Dao

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“งานนี้เราได้เรียนรู้เรื่องการจัดการค่อนข้างเยอะ จนเป็นจุดเปลี่ยนให้ตัดสินใจเปิดบริษัท Cabret Moon ขึ้นมา นับเป็นก้าวสำคัญของชีวิต”

Ta Lak Kia

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราประทับใจคุณพ่อเล็ก เจ้าของ ตั๊ก หลัก เกี้ย เพราะเป็นคนมีอายุแต่มีความเป็นวัยรุ่นและหัวสมัยใหม่มากๆ เขาคิดอยากอนุรักษ์ตลาดน้อยไว้ พอได้คุยกันเลยมีไอเดียจะวาดของดีของตลาดน้อยเก็บไว้ เราเลยได้ไปเดินเก็บข้อมูลจนตกหลุมรักที่นี่ เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบกราฟิก”

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ในวาระงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เราเห็นหนังสือใหม่ๆ หลายร้อยปกอวดเนื้อตัวและเนื้อหาด้านในกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้อ่านได้เลือกอ่านเลือกซื้อกลับบ้าน

ในจำนวนหนังสือมากมายเหล่านั้น มีปกหนังสือจำนวนไม่น้อยที่ถูกออกแบบโดยนักออกแบบปกหนังสือมืออาชีพคนหนึ่ง-ใช่, ประเทศนี้นั้นมีอาชีพนี้อยู่ หรือถึงแม้ว่ายังไม่มีเวลาไปเดินงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติหรือร้านหนังสือ ด้วยผลงานการออกแบบปกหนังสือมากว่า 15 ปี ออกแบบปกมาแล้วรวมกว่า 500 ปก ครอบคลุมมากมายหลากหลายประเภท ทั้งการ์ตูน นิยาย วรรณกรรม Non-fiction ประวัติศาสตร์ เรื่องสั้น และอีกมากมาย ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าในชั้นหนังสือที่บ้านเราแทบทุกคนน่าจะมีผลงานการออกแบบปกของ Wrongdesign หรือ เบิ้ม-กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล วางบนชั้นอยู่อย่างแน่นอน

Wrongdesign Wrongdesign

นอกจากการเป็นนักออกแบบปกหนังสือที่ทำงานสร้างสรรค์ต่อเนื่องยาวนานแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือเรื่องราวความเป็นมาก่อนจะมาเป็นนักออกแบบของเขา นักเขียนบางคนกล่าวไว้ว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้พ่ายแพ้ ชีวิตของเบิ้มก็คงเป็นเช่นนั้น

จากนักศึกษาคนหนึ่งที่ไม่เคยทำงานออกแบบ ทำหนังสือไม่เป็น หางานทำไม่ได้ จนจับพลัดจับผลูมาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในนิตยสาร ช่วงทำงานเดือนแรกก็ทำงานไม่ได้จนเกือบจะถูกไล่ออก จนวันหนึ่งกลับกลายมาเป็นนักออกแบบปกหนังสืออันดับต้นๆ ของบ้านเราได้ ด้วยผลงานที่โดดเด่นและมีสมดุลที่ดีระหว่างงานศิลปะกับพาณิชย์บนพื้นที่ของปกหนังสือเล่มอยู่เสมอ

ก็อย่างประโยคทองของวงการหนังสือนั่นแหละ Don’t judge a book by its cover. สำหรับนักออกแบบปกก็คงจะไม่ต่างกัน ถ้าเราอยากจะรู้จักนักออกแบบปกหนังสือให้ดีกว่านี้ ก็คงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าลองเปิดหน้าปกแล้วเริ่มต้นอ่านความคิดและชีวิตของเขาดูกัน

WRONGDESIGN

‘a cover design studio & a single room with many books’

สติกเกอร์ที่แปะอยู่หน้ากระจกออฟฟิศแถวประดิพัทธ์บอกว่าผมมาไม่ผิดที่ หลังจากเข้าไปทักทายกับเบิ้ม และรอเจ้าบ้านที่กำลังชงชาร้อนมาให้ ผมมองสำรวจรอบๆ ห้องขนาดเล็กที่เปี่ยมไปด้วยหนังสือจำนวนมหาศาลรอบๆ ตัว ใช่-นี่คือผลงานการออกแบบที่เบิ้มทำมาตลอด 15 ปี ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครในยุคสมัยนี้ที่ออกแบบปกหนังสือจำนวนมากกว่านี้อีกหรือเปล่า ถ้าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ค่าของนักออกแบบชื่อ Wrongdesign นี้ก็ควรได้รับการยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ หลังจากจิบชาร้อนรสชาติดี ก็ถึงเวลาที่จะได้เริ่มพูดคุยกับนักออกแบบปกหนังสือคนนี้

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล

ห้องทำงาน

Wrongdesign ไม่ว่าอ่านยังไงก็แปลออกมาได้ว่า ‘ออกแบบผิด’ ถือว่าเป็นชื่อที่ดูไม่ค่อยจะเป็นมงคลเท่าไหร่กับอาชีพนักออกแบบ ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องอื่น ผมจึงขอสอบถามถึงที่มาของชื่อนี้

“เวลาเรารับงานนอกตอนทำงานประจำที่ Open ทางสำนักพิมพ์อื่นที่ติดต่อมาเขาไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าใช้คนที่ Open ทำงานให้ เลยอยากให้ใช้นามปากกาแทน แล้วทีนี้งานครั้งแรกที่ทำตอนนั้นมันไม่ค่อยดี คือถูกแก้อยู่เจ็ดหรือแปดรอบ จนสุดท้ายเขาก็เลือกแบบแรกสุดที่ทำไป ตอนที่พี่เขามาขอให้ใส่นามปากกาก็เลยใส่ไปในไฟล์ โดยไม่บอกเขาว่า Wrongdesign-ดีไซน์ผิด ก็ตั้งใจกวนตีนเขาแหละ และไม่คิดว่าเขาจะติดต่อให้เราทำงานให้อีกนะ แต่เขาก็ติดต่อมา เลยใช้มาเรื่อยๆ คิดว่าถึงจะเป็นชื่อที่แปลกๆ หน่อย แต่มันก็อยู่หลังปก คงไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่มั้ง (หัวเราะ)”

ลองผิด

จากที่เป็นคนไม่ค่อยอ่านหนังสือ ไม่เคยทำหนังสือ ไม่เคยทำงานออกแบบ จนได้งานแบบบังเอิญ ซึ่งตอนทำงานเดือนแรกก็เกือบถูกไล่ออก แล้วสุดท้ายกลับกลายมาเป็นนักออกแบบปกหนังสือมืออาชีพได้ยังไง

“เราเป็นตัวอย่างหนึ่งของผลผลิตที่ล้มเหลวจากระบบการศึกษาไทย ที่จบมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร”

เบิ้มเล่าอดีตสมัยเรียนจบให้เราฟังว่า หลังจากที่เรียนจบจากสาขาโฆษณาและเริ่มหางานทำ ก็เจอกับปัญหาใหญ่ของชีวิตตอนนั้น คือนอกจากจะไม่รู้ว่าชอบอะไรแล้ว ตัวเองยังไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ ความถนัดอะไร กับสิ่งที่เรียนมา ผสมกับเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เบิ้มก็เลยหางานทำไม่ได้ ช่วงที่ว่างก็ไปลงเรียนคอร์สโปรแกรมออกแบบบนคอมพิวเตอร์ ด้วยความคิดที่ว่าสิ่งนี้จะช่วยให้หางานง่ายขึ้น

พอเรียนจบคอร์สก็โชคดีที่เจอเพื่อนที่ทำงานอยู่นิตยสาร Open ซึ่งกำลังหากราฟิกดีไซเนอร์อยู่ เลยชวนให้มาสมัครงาน แล้วหลังจากยื่นพอร์ตก็ได้ทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์คนเดียวของนิตยสารทางเลือกแห่งยุคนั้น ซึ่งในเดือนแรกก็มีปัญหา เพราะเขาไม่ถนัดใช้เครื่อง Mac ทำงาน แต่สุดท้ายด้วยความตั้งใจและทำงานอย่างหนัก เลยทำให้เบิ้มผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

“เราจับพลัดจับผลูมาทำงานแมกกาซีน เรารู้สึกว่ามันคือโลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ เพราะได้อ่านเรื่องราว ได้อ่านบทสัมภาษณ์ ได้แรงบันดาลใจ ได้ค้นหาชีวิตใหม่ เรารู้สึกอินและเชื่อมโยงกับเรื่องพวกนี้ เลยทำให้ยอมลงทุน ทุ่มเททำงานหนัก และให้เวลากับมัน นอกจากตัวงานแล้ว บรรยากาศสิ่งแวดล้อมของที่ Open มันก็ไม่เหมือนกับการทำงานที่อื่น

“สำหรับเรา ทุกๆ วันที่ไปทำงานคือการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ทั้งงานที่ได้คุย ประชุมกองฯ คำถามที่ได้เจอในชีวิตมันมักจะมีคำตอบออกมาเสมอ เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นที่ทำงานที่แรกที่ดี เลยเป็นคำตอบของปัจจุบันว่า จากคนที่ทำงานไม่เป็น เรามาจนถึงปัจจุบันได้ก็เพราะเราทำงานหนักมาก (เน้นเสียง) เรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดในทุกๆ วัน และอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องกับชีวิตตั้งแต่ตอนนั้น”

คำว่าเส้นทางที่ถูกต้องนั้นเป็นยังไง แล้วรู้ได้ยังไงว่าเส้นทางไหนคือเส้นทางที่ถูกต้อง-ผมถาม

“คือตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้หรอกว่าเราชอบอะไร แต่คนในวัยนั้นทุกคนน่าจะตอบได้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไร สำหรับเรา เราเป็นคนไม่ชอบทำงานกับคนเยอะๆ ประสานงานไม่เก่ง ตัวเลขก็ไม่ถนัด พอมาทำงานออกแบบ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ มันอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องรึเปล่า แต่รู้สึกว่างานแบบนี้มันไม่ฝืนกับธรรมชาติของเรา

“พอเราได้งานเขียนกับรูปมาก็มานั่งทำงานอยู่หน้าคอมฯ ได้อ่านเนื้อหาก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะออกแบบออกมายังไง ได้โฟกัสกับงานโดยไม่มีใครมาจับจ้องดูผลงานของเรา อันไหนทำไม่เป็นก็ค่อยๆ หัดลองทำ ด้วยความที่งานหนังสือหรือนิตยสารมันมีรอบเวลาของมัน ทำให้ไม่ต้องเร่งอะไรมาก ถึงแม้ตัวตนที่ผ่านมาของเราอาจจะไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือนัก แต่ว่าเราสามารถทำงานละเอียดๆ พวกนี้ได้ เลยรู้สึกว่าอยู่ในที่ทางที่เหมาะสม”

แต่การเป็นดีไซเนอร์เพียงคนเดียวในองค์กรนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ทั้งในส่วนของการคิดออกแบบ ไปจนถึงการพัฒนาความสามารถในระยะยาว ซึ่งความโชคดีอีกอย่างที่เบิ้มได้เจอในตอนนั้นก็คือ การเข้ามาร่วมทุนใน Open ของผู้ชายที่ชื่อ ปราบดา หยุ่น

“ตอนเราทำงานได้ประมาณ 7 เดือนก็เริ่มเกิดการตันทางด้านความคิด เราไม่สามารถแปลงข้อความมาเป็นภาพได้ ต้องบอกว่าเราโชคดี เพราะตอนนั้น พี่คุ่น-ปราบดา หยุ่น เข้ามาเป็นหุ้นกับ Open พอดี และแกก็มาดูแลด้านการออกแบบ เรานี่เหมือนถูกลอตเตอรี่เลย เพราะพี่คุ่นแกเรียนออกแบบมา เป็นนักเขียน อ่านหนังสือมาเยอะ เราเลยสามารถเรียนรู้จากงานที่แกทำได้โดยใช้วิธีแบบครูพักลักจำ สิ่งที่ช่วยให้เราพัฒนาอย่างมากก็คือไฟล์งานของพี่คุ่น เราจะเอามาแกะดูเหมือนคนแกะคอร์ดดนตรี นั่งดูไฟล์ นั่งแยกเลเยอร์ ดูองค์ประกอบ ดูฟอนต์ที่แกใช้ ถ้าสงสัยว่าทำยังไงอีกวันหนึ่งก็ถามแก มันช่วยเราได้มากเหมือนเจอกับทางลัด”

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล หนังสือ

ลองถูก

หลังจากทำงานกับนิตยสารอยู่สักพัก เบิ้มก็เริ่มจับงานพ็อกเก็ตบุ๊ก เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของนิตยสารนั้นไม่ได้เยอะมาก หลายๆ สำนักพิมพ์ที่ทำนิตยสารจึงเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ในการนำบทความในนิตยสารมารวมเล่มพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กขาย

“ตอนแรกที่ทำนิตยสารก็ว่ายากแล้วนะ พอมาเริ่มทำพ็อกเก็ตบุ๊กนี่มันกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เหมือนเป็นโจทย์งานใหม่ เพราะเป็นสื่อคนละธรรมชาติกัน การออกแบบก็กลายเป็นอีกแบบหนึ่ง จังหวะการอ่าน การวางภาพประกอบก็แตกต่างกัน แล้วตอนนั้นนิตยสาร Open และ openbooks จะพิมพ์ปกที่แตกต่างจากสำนักพิมพ์อื่นๆ ก็คือ พิมพ์ปกแบบ 2 สี เพราะต้องการให้ต้นทุนต่ำที่สุด การออกแบบก็จะใช้ภาพขาวดำผสมกับสีอะไรอีกสีหนึ่ง

“ปกแรกที่ทำเป็นหนังสือรวมบทสารคดีของนักเขียนชื่อ ชายขายตัว บาร์เกย์ หญิงคาบาเรท์ ตลกคาเฟ่ กะหรี่สนามหลวง หลังจากได้ลองออกแบบปกพ็อกเก็ตบุ๊กไปสักพักก็เริ่มอยู่มือ จนทำมาเรื่อยๆ แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่มีคนข้างนอกติดต่อมาให้ออกแบบปกหนังสือด้วย ทีนี้ด้วยความเป็นสำนักพิมพ์เล็กของ Open ทำให้เรามีพื้นที่ในการออกแบบในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน งานที่ Open มันก็เลยส่งเสริมเรา ทำให้มีคนเริ่มติดต่อให้ออกแบบปกหนังสือเยอะขึ้น เหมือนเราเริ่มจับต้นชนปลายเอาส่วนผสมบางอย่างในการออกแบบมาผสมกันจนเริ่มเจอวิธีการออกแบบปกอย่างมีศิลปะ”

พอพูดถึงเรื่องศิลปะ ผมสนใจที่เบิ้มเรียกขานพื้นที่บนปกหนังสือว่า ‘พื้นที่สุดท้ายของงานออกแบบกราฟิก ที่ยังคงเอื้อให้ศิลปะอยู่ควบคู่ไปกับงานพาณิชย์ได้ในพื้นที่เดียวกัน’ หลังจากที่พื้นที่แบบนี้ค่อยๆ หายไปจากทั้งอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดนตรี ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์หนังหรือปกซีดีเพลง แล้วสำหรับในยุคสมัยนี้ ดูเหมือนพื้นที่ของปกหนังสือดูจะเน้นไปที่ความงามและศิลปะมากยิ่งกว่าเดิมเสียด้วย ผมจึงถามนักออกแบบปกหนังสือถึงสาเหตุของสิ่งนี้

“โครงสร้างของสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือเล่มมันไม่ได้มีขนาดใหญ่โตแบบอุตสาหกรรมหนังหรือเพลงที่มีคนจำนวนมากมาเกี่ยวข้อง ซึ่งพอมีคนจำนวนมากมาแชร์ไอเดียกันมากก็มีโอกาสสูงที่ปกแบบที่มีศิลปะจะถูกแทนที่ด้วยปกที่มันสื่อสารกับคนหมู่มากแทนได้ อย่างพ็อกเก็ตบุ๊ก 1 เล่มมันสามารถใช้คนแค่ 3 – 4 คนในการทำให้จบออกมาเป็นเล่มได้ คือมีแค่บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล กราฟิกดีไซเนอร์ ช่างภาพ แค่นี้เอง

“ถ้าเทียบให้เห็นสเกลของมันก็คือ ในการพิมพ์หนังสือเล่ม 1 ครั้ง จำนวนพิมพ์มาตรฐานมักจะอยู่ที่ 3,000 เล่ม ถ้าขายดีมากๆ ก็ 10,000 เล่ม เทียบกับภาพยนต์ที่ประสบความสำเร็จคือระดับร้อยล้านบาทนั้นก็คือมีคนดูอยู่ห้าแสนคน จะเห็นเลยว่าขนาดของตลาดมันแตกต่างกันเยอะมาก แล้วธรรมชาติของธุรกิจนี้มันไม่ได้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วแบบนั้น ค่อนข้างจะเป็นเหมือนนิชมาร์เก็ต มันเลยเอื้อให้พื้นที่ของงานศิลปะยังคงอยู่บนปกหนังสือและค่อยๆ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย”

ลองดีไซน์

หลังจากถามเบิ้มถึงธรรมชาติและทิศทางของการออกแบบปกหนังสือแล้ว อีกเรื่องที่น่าสนใจคือวิธีการออกแบบปกหนังสือของนักออกแบบอย่างเขา ผมอยากรู้วีธีทำงานและขั้นตอนการออกแบบของเขาในการออกแบบปกหนังสือเล่มหนึ่งๆ ว่ามีขั้นตอนและวิธีทำอย่างไร

“ขั้นตอนการออกแบบมักจะไม่ค่อยเปลี่ยน อย่างแรกเลยคือเราจะเริ่มด้วยการอ่านบทคัดย่อ หรืออ่านหนังสือทั้งเล่มถ้าเป็นไปได้ พูดคุยกับบรรณาธิการซึ่งเป็นคนดูแลหนังสือเล่มนั้นๆ ว่าเห็นภาพหนังสือเล่มนี้ไปในทางไหน แล้วเราก็จะร่างปกขึ้นมา หนังสือบางประเภทเราจะเห็นภาพชัด อย่างพวกประวัติศาสตร์ก็อ่านสนุก เพราะเราเห็นทั้งคนอ่าน ต้นฉบับ ไปจนถึงคนทำ ภาพปกในหัวมักจะชัดเสมอ พอภาพมันชัดเราก็จะไม่ใช้เวลาดีไซน์ปกหลายแบบ เพื่อเอาเวลามาลงลงรายละเอียด ไดคัตรูป เลือกองค์ประกอบมาวางบนปกแทน

“แต่โจทย์บางอย่างที่เป็นนามธรรม เช่น ความเท่าเทียม ความยุติธรรม พวกนี้ เราจะทำดราฟต์ดีไซน์ขึ้นมาก่อนสัก 4 – 5 แบบ แล้วเอาไปคุยกับทางทีมงานก่อน และจะพยายามทำให้มันหลากหลาย คือใช้ทั้งตัวหนังสือ ทั้งภาพถ่าย กราฟิก ให้แบบมันมีความหลากหลายมากที่สุด ทีนี้ด้วยความที่เราไม่ได้เรียนออกแบบมา เราเลยไม่ได้มีวิธีคิดแบบคนที่เรียนออกแบบ เราไม่มีสมุดสเกตช์ แต่เรามักจะเปิดคอมแล้วทำงานเลย ไม่มีการสเกตช์ก่อน

“แต่ก็ไม่ได้แปลว่าภาพแรกที่โผล่ขึ้นมาจะเป็นปกเสมอนะ เราให้เวลางานค่อนข้างเยอะ อยู่กับมันนาน หลายๆ ปกบางทีก็เพี้ยนเปลี่ยนไปเป็นแบบอื่นเยอะ ด้วยธรรมชาติของการทำหนังสือมันเอื้อให้เราได้สะสมงานชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปเรื่อยๆ ปกหลายปกที่เราทำเกิดจากการหยิบเอาชิ้นส่วนที่ไม่ได้ใช้ในงานชิ้นก่อนๆ มาผสมรวมกันออกมาเป็นปกใหม่ เวลาทำงานเราเป็นคนไม่เซฟไฟล์ทับเลย เวลาทำแบบเพิ่มจะเซฟแยกไว้ต่างหาก และเราเป็นคนจำชิ้นงานตัวเองได้ เวลามีโจทย์ที่ต้องการชิ้นส่วนแบบนี้เราจึงรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน แล้วเอามาใช้งาน”

ปกหนังสือ

ถ้าการอ่านหนังสือเล่มที่จะต้องออกแบบปกเป็นสิ่งสำคัญ หนังสือบางเล่มที่อ่านไม่รู้เรื่องหรือรู้เรื่อง ปกหนังสืออาจจะไม่ตรงกับที่คนเขียนคิดไว้ แล้วจะออกแบบได้ยังไง-ผมสงสัย เพราะนึกถึงเวลาที่ตัวเองอ่านงานวรรณกรรมแล้วพบว่าไม่รู้เรื่องเลย

“บางทีเราไม่ได้อ่านวรรณกรรมเพื่อเอาความเข้าใจ แต่เราอ่านเพื่อเอาความรู้สึก ซึ่งมันจะต่างกับพวก Non-fiction ที่ต้องอ่านเพื่อจับประเด็น ซึ่งเราถูกฝึกมาตั้งแต่ตอนทำนิตยสาร มันจำเป็นต้องอ่านทุกเรื่องและต้องอ่านอย่างเร็ว พอมาทำหนังสือ Non-fiction ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหา ทีนี้เวลาเจอวรรณกรรมหรือนิยาย ซึ่งโดยธรรมชาติเราไม่ค่อยชอบอ่านนิยาย เราเลยรู้สึกว่ามันยากเสมอ

“เวลามีหมวดนี้ติดต่อมาจะเกร็งทุกครั้ง สิ่งที่ช่วยในการทำงานก็คือการคุยกับทางบรรณาธิการ เพราะเขาคือคนที่เห็นต้นฉบับทั้งเล่ม หรือไม่ก็คุยกับคนแปล หลังจากนั้นก็จะอ่านแล้วพยายามหา Mood & Tone ที่อยู่ในเล่มนั้นๆ โดยจะพยายามแปลข้อความและตัวอักษรให้เป็นภาพที่มันยังดูเข้าใจได้อยู่ โดยมากปกที่เราออกแบบมักจะไม่ออกมาเป็นภาพนามธรรมสักเท่าไหร่ ไม่ใช่ไม่อยากทำนะ เราก็อยากทำ แต่สมองเราทำงานออกมาเป็นภาพที่ชัดมากกว่าเป็นแบบนามธรรม”

ด้วยความที่เบิ้มออกแบบหนังสือหลายประเภทหลายหมวดหมู่มานาน ผมจึงก็สังเกตเห็นเอกลักษณ์บางอย่างในการออกแบบของเบิ้มบนปกหนังสือเหล่านั้นอยู่เสมอ ทั้งการจัดวาง องค์ประกอบ ลวดลาย สีสัน ผมจึงชวนเขาคุยถึงแนวคิดในการออกแบบ ที่แม้บางครั้งจะเป็นหนังสือคนละประเภทกันแต่ก็มีลายเซ็นหรือเอกลักษณ์ของคนออกแบบอยู่ในนั้นแทบทั้งหมด

“เราคิดว่าน่าจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ดีไซเนอร์คนหนึ่งสะสมมาตลอดชีวิต เวลาเราทำอาชีพอะไรก็ตาม พอเราอยู่กับอาชีพนั้นนานๆ วิธีคิดของเราก็จะเปลี่ยนตามอาชีพมาเรื่อยๆ เวลามีคนมาถามหรือสัมภาษณ์ว่าอะไรคือลายเซ็นของงานเรา เรามักจะตอบไม่ได้ แต่คิดว่ามันคือ ‘การออกแบบปกให้สวยงามอย่างเรียบง่าย’ เพราะเรามักให้ความสำคัญกับ ‘ที่ว่าง’ เสมอ ที่ว่างไม่ได้แปลว่าพื้นที่ขาวๆ นะ แต่อาจจะเป็นพื้นสีเรียบๆ หรือองค์ประกอบเล็กๆที่ไม่ได้ฉูดฉาดนำสายตา เราจะพยายามมองหาสมดุลให้มันไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ระหว่างชื่อหนังสือและที่ว่างเหล่านี้อยู่เสมอ”

ปกหนังสือ

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล

ลองเป็นสำนักพิมพ์ควบคู่กับนักออกแบบปก

นอกจากขาข้างหนึ่งจะเหยียบบนส่วนของการเป็นนักออกแบบปกหนังสือแล้ว ขาอีกข้างหนึ่งของเบิ้มเหยียบอยู่บนส่วนของการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ openworlds อีกด้วย การที่เป็นทั้งนักออกแบบปกหนังสือและเจ้าของสำนักพิมพ์นั้น มันส่งผลกระทบหรือให้แนวคิดอะไรในการออกแบบปกหนังสือบ้างหรือเปล่า-เราถาม

“การเป็นทั้งนักออกแบบและเจ้าของสำนักพิมพ์นั้นส่งผลต่อการออกแบบของเราอยู่พอสมควร เพราะมันคือการที่นักออกแบบที่ออกแบบของขึ้นมาแล้วต้องมาขายของที่เราออกแบบด้วย โดยปกตินักออกแบบส่วนมากจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของความสวยไม่สวย และจะจบงานเมื่อชิ้นงานเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต แต่เราต้องแบกมันออกไปขายให้กับคนอ่าน แล้วเราก็จะได้เห็นชีวิตจริงๆ ของหนังสือที่เราทำ

“ธุรกิจหนังสือเล่มมันเป็นธุรกิจที่อยู่บนตัวโปรดักต์โดยแท้จริง ตรงไปตรงมา อย่างหนังสือที่เนื้อหาไม่หนีกันแต่ดีไซน์ของปกต่างกัน บางทีตัวเลขยอดขายก็ออกมาต่างกันโดยสิ้นเชิง หรือแม้แต่การออกแบบปกที่นักออกแบบเห็นมันอยู่บนจอคอมพิวเตอร์เพียงปกเดียว แต่พอพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้วก็ต้องไปอยู่บนชั้นหนังสือที่มีเล่มอื่นๆ จากสำนักพิมพ์อื่นประกบซ้ายขวาเต็มไปหมด แล้วพอผ่านไป 2 อาทิตย์มันก็จะถูกพลิกเอาสันออกมาแทนปก รวมไปถึงการได้เจอคนอ่านเองด้วย เพราะพอทำสำนักพิมพ์เองก็ต้องไปงานหนังสือเอง ก็จะได้พบเจอคนอ่าน คนที่มาซื้อ คนที่มาหยิบ โดยปกติดีไซเนอร์มีโอกาสน้อยมากที่จะเห็นคนซื้อ ข้อมูลในการออกแบบพวกนี้มันจะถูกเอามาปรับใช้ในการออกแบบปกอยู่ตลอด

“เรามองว่าการเป็นนักออกแบบควรจะทำตัวเป็นพาร์ตเนอร์ให้กับคนจ้างมากกว่า คือสามารถแชร์ไอเดียกันได้ในหลายๆ ด้าน ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ออกแบบอย่างเดียว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ โปรยปก (ตัวหนังสือที่อยู่บนหน้าปกเพื่ออธิบายเล่าเรื่องเนื้อหาภายในเล่ม) เมื่อก่อนปกหนังสือจำเป็นต้องมีโปรยปกอยู่ 4 – 5 บรรทัด

“ทุกวันนี้เราพบว่าโปรยปกไม่ได้ทำงานในแง่การขายเสมอไป แต่เราก็ไปพูดกับสำนักพิมพ์ไม่ได้หรอกว่า พี่เอาโปรยปกออกเถอะ มันรก ไม่สวย พูดแบบนี้มันจะเถียงกันไม่รู้จบ แต่เราจะบอกเขาว่า โลกการสื่อสารมันเปลี่ยนไป สำนักพิมพ์สามารถหยิบเอาโปรยปกของหนังสือไปเล่าในโซเชียลมีเดียก่อนที่หนังสือจะไปถึงแผงได้ กว่าหนังสือจะวางแผงคนอ่านก็ตัดสินใจซื้อได้ล่วงหน้าแล้ว เราอธิบายให้เห็นว่าโครงสร้างการใช้สื่อมันเปลี่ยน การออกแบบปกจึงสามารถลดทอนองค์ประกอบอย่างโปรยปกให้น้อยลงได้ จนเหลือแต่พื้นที่ในการทำงานเชิงศิลปะ เพื่อให้ปกมันสื่อสารและทำงานให้ดีที่สุด”

ปกหนังสือที่อธิบายการทำงานของ Wrongdesign ในแต่ละช่วงที่ผ่านมา

ชายขายตัว บาร์เกย์ หญิงคาบาเรท์ ตลกคาเฟ่ กะหรี่สนามหลวง (openbooks, 2545)

ชายขายตัว บาร์เกย์ หญิงคาบาเรท์ ตลกคาเฟ่ กะหรี่สนามหลวง

ปกพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกที่ได้รับมอบหมายให้ทำ หมายถึงทำไฟล์งานปกตามมอบหมาย ไม่เข้าใกล้คำว่าออกแบบแม้แต่น้อย แต่ก็เป็นงานที่ทำให้เริ่มเข้าใจธรรมชาติของหนังสือเล่ม ได้เรียนรู้พื้นฐานของงานปกหนังสือ ไม่ต่างอะไรกับนักฟุตบอลที่ก่อนจะคิดโชว์ลีลาก็ควรผ่านการฝึกทักษะพื้นฐาน การจับบอล ควบคุมบอล วิ่งไปกับลูกบอล ฯลฯ ปกนี้ให้คุณค่าและความหมายแบบนั้น

อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน (ออกแบบโดย ปราบดา หยุ่น, openbooks, 2545)

อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน

ตอนนั้นพี่คุ่น (ปราบดา หยุ่น) เริ่มเป็นแขกประจำของนิตยสาร Open วันหนึ่งพี่คุ่นแวะมาพร้อมกับอาร์ตเวิร์กปกหนังสือรวมบทความที่จะตีพิมพ์กับ openbooks เราเห็นครั้งแรกแล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก มันสวยอย่างประหลาด จึงเริ่มมองดีไซน์ของปกหนังสือด้วยการศึกษาโครงสร้าง เช่น สามารถใช้ตัวอักษรขนาดเล็กกับชื่อหนังสือก็ได้ มีกราฟิกทับหน้าก็เป็นภาพปกได้ ข้อความโปรยปกวางตั้งฉากอ่านยากก็ทำได้ ปกนี้มันทำให้เราเห็นพื้นที่ที่กว้างขึ้นของการดีไซน์ปกหนังสือ การได้มีโอกาสเรียนรู้งานออกแบบจากพี่คุ่นก็คือการได้พบครูแห่งหน้าที่การงาน

FUTURE WAR (มติชน, 2547)

FUTURE WAR

.. เล่มบอกว่าไม่อยากให้ใช้ชื่อจริงในเครดิตงานออกแบบ ไม่ค่อยอยากให้คนรู้ว่าใช้คน openbooks มาออกแบบให้ คิดชื่ออยู่ 2 – 3 วัน สุดท้ายก็ส่งไฟล์งานไปพร้อมกับชื่อคนออกแบบปกในหน้าเครดิตว่า ‘Wrongdesign’

ผู้ชายที่กำลังสืบพันธ์ และ หูหาเรื่อง (openbooks, 2549)

ผู้ชายที่กำลังสืบพันธ์ และ หูหาเรื่อง

2 ปกนี้เป็นผลลัพธ์จากการทำงานหนักและทุ่มเทเรียนรู้งานออกแบบปกหนังสือในช่วงเริ่มต้น มีการทดลองใช้ทางเลือกใหม่ๆ ในการดีไซน์ภาพ เช่นการใช้ภาพเทกซเจอร์ของผิวไม้แทนการใช้สีพื้นในโปรแกรม การออกแบบ Typography ของชื่อหนังสือภาษาไทย การใช้กระดาษพิเศษสำหรับพิมพ์ปก การไม่ใช้ข้อความโปรยปกในการสื่อสาร ฯลฯ เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของงานออกแบบแบบ Wrongdesign แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็น 2 ปกสุดท้ายที่ออกแบบไว้ก่อนหยุดทำงานออกแบบไป 3 ปี

ไม่มีโทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศ (openbooks, 2549)

ไม่มีโทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศ

หนังสือเล่มที่ 8 หนังสือเล่มที่สวยที่สุดตั้งแต่ทำมา ดีใจที่ได้ทำด้วยกัน
พี่หนึ่ง วรพจน์

06.11.49

JUSTICE (openworlds, 2554)

JUSTICE

หนังสือก็จัดว่าเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ในโลกนี้ก็วัดความสำเร็จจากยอดขาย เพียงแต่กับหนังสือที่ขายดีคนก็จะสรรเสริญว่าเพราะหนังสือดีเนื้อหามันดี แต่กับหนังสือที่ขายไม่ได้ คนก็จะสรรเสริญว่าเพราะปกหนังสือเล่มนั้นมันห่วย โชคดีที่ JUSTICE เล่มนี้ผลลัพธ์คืออย่างแรก แน่นอนว่ามันเป็นหนังสือที่เนื้อหาดี แต่ส่วนหนึ่งที่คนออกแบบเชื่อว่าคือครึ่งหนึ่ง ก็คือการตัดสินใจให้น้ำหนักของงานออกแบบปก (ฉบับพิมพ์ครั้งแรกภาพซ้าย) ไปที่การสื่อสารมากกว่าการพยายามดีไซน์พอหนังสือมันขายดีถึงได้มีโอกาสในการเปลี่ยนปก แล้วค่อยวนมาใช้น้ำหนักแบบดีไซน์ในปก edition ต่อมา (ภาพขวา)

What Caesar Did for My Salad (openworlds, 2557)

What Caesar Did for My Salad

การออกแบบปกหนังสือคือการออกแบบภาพให้กับตัวอักษร

Ernest Hemingway: อหังการแห่งชีวิตห้าว (แสงดาว, 2559)

Ernest Hemingway: อหังการแห่งชีวิตห้าว

สำนักพิมพ์แสงดาวเป็นสำนักพิมพ์เก่าแก่ ยืนหยัดในวงการมามากกว่า 30 ปี การได้มีโอกาสเข้าไปออกแบบปกหนังสือให้กับแสงดาว ทำให้เราเจอสมดุลอีกแบบในงานออกแบบปกหนังสือ เพราะฐานคนอ่านของแสงดาวนั้นคือผู้ใหญ่ที่หลายคนก็อายุราว 40 – 50 ปี ในขณะที่อีกฝั่งก็คือการสร้างคนอ่านรุ่นใหม่ที่อายุราว 20 ปีขึ้นไป บ่อยครั้งที่คนอ่าน 2 กลุ่มของแสงดาวคือพ่อกับลูก การออกแบบปกให้กับแสงดาวก็คือการพยายามออกแบบให้ปกหนังสือเล่มหนึ่งสามารถพูดคุยกับคนได้ทั้งบ้าน วัยผู้ใหญ่ก็ยังสนใจจะหยิบอ่าน และวัยลูกหลานก็ถือปกพกพาได้อย่างไม่เขินอาย เป็นโจทย์ที่ท้าทายการออกแบบปกหนังสือมาก

A Very Short Introduction Book Series (openworlds, 2553-ปัจจุบัน)

A Very Short Introduction Book Series

วิธีคิดของการออกแบบปกหนังสือชุดนั้นไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย คือนอกจากออกแบบให้สวยเมื่อวางอยู่เล่มเดียว หนังสือเล่มนั้นยังควรจะต้องทำงานร่วมกันเมื่อวางร่วมกับเล่มอื่น เข้าใจง่ายแต่ก็ทำให้สำเร็จในการขายได้ค่อนข้างยาก เพราะถึงจะออกแบบให้เข้าชุด แต่เนื้อหาของแต่ละเล่มก็ต่างกลุ่มความสนใจ สำหรับหนังสือชุด VSI นี้ก็นับว่าประสบความสำเร็จในการสื่อสารและการขาย เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่มักจะมีครอบครองราวคนละ 3 เล่มขึ้นไป ซึ่งซื้อเกิน 2 เล่มก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับหนังสือชุดแบบนี้

พระมหาชนก เวอร์ชันอักษรเบรลล์  (2561)

พระมหาชนก

ทำงานมาระยะหนึ่ง มีความมั่นใจว่าได้ออกแบบหนังสือมาทุกหมวดหมู่แล้ว เจอคนอ่านทุกรูปแบบแล้ว เข้าใจงานออกแบบปกหนังสือ (เกือบ) ทุกประเภท แต่เมื่อมีโอกาสได้ออกแบบปกหนังสือ พระมหาชนก เวอร์ชันอักษรเบรลล์ ก็ทำให้ได้ทบทวนว่าโลกของการอ่านนั้นยังกว้างกว่าที่มั่นใจ ยังมีอีกหลายพื้นที่หรือกลุ่มคนอ่านที่งานออกแบบปกหนังสือยังไม่เคยไปถึง เช่น การออกแบบปกหนังสือสำหรับผู้พิการทางสายตา การออกแบบปกหนังสือเล่มนี้ช่วยดึงเรากลับไปสู่พื้นฐานของการออกแบบปกหนังสือ การทำความเข้าใจกับผู้อ่านของหนังสือเล่มนั้นๆ การศึกษาธรรมชาติการใช้งาน และการพยายามคงไว้ซึ่งความสวยงามของงานออกแบบปกแม้ผู้ที่อ่านไม่มีโอกาสเห็น

นักออกแบบที่เชี่ยวชาญเรื่องของกระบวนการพิมพ์

ปกหนังสือหลายๆ เล่มที่ออกแบบโดยเบิ้มนั้น เรามักจะเห็นความชำนาญในระบบการพิมพ์สะท้อนออกมาอยู่เสมอ อย่างปกหนังสือพิมพ์สองสีที่เลือกจะพิมพ์ด้วยสีที่ต่างกัน 2 เฉด การใช้สีพิเศษที่โดดเด่นมากๆ หรือการใช้เทคนิคการพิมพ์ต่างๆ ที่ค่อนข้างน่าสนใจ ผมถามถึงความสนใจในกระบวนการผลิตจากเบิ้มดูว่ามีที่มาจากอะไร

“เราเชื่อว่าพ่อครัวควรจะรู้จักวัตถุดิบพื้นฐานที่ตัวเองทำ” เบิ้มยกตัวอย่างให้เราฟังก่อนจะเล่าถึงความบังเอิญที่ช่างพิมพ์ทำงานตัวอย่างออกมาสีเพี้ยนจากที่คุยกัน ทำให้เบิ้มขอไปดูที่โรงพิมพ์ว่าเกิดอะไรขึ้น โชคดีที่โรงพิมพ์ที่เบิ้มใช้งานเป็นประจำอย่างโรงพิมพ์ที่ชื่อ ภาพพิมพ์ หรือที่อื่นๆ ต่างเป็นโรงพิมพ์ขนาดเล็กทั้งหมด ซึ่งต่างจากโรงพิมพ์ใหญ่ๆ ที่ต้องควบคุมการผลิตให้ออกมาเยอะตรงตามเป้าหมาย และไม่มีเวลามาคุยกับนักออกแบบ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่ จ๊อก-ชัยพร อินทุวิศาลกุล (เจ้าของโรงพิมพ์ภาพพิมพ์คนปัจจุบัน) มารับช่วงกิจการต่อจากที่บ้านพอดี ซึ่งจ๊อกเป็นคนที่อ่านหนังสือและอยากเห็นงานพิมพ์คุณภาพสูงเกิดขึ้น เลยทำให้มีการแชร์ไอเดียกันระหว่างนักออกแบบปกและโรงพิมพ์

ปกหนังสือ

ปกหนังสือ

“พอเราไปโรงพิมพ์ก็ได้เห็นเครื่องจักรและการทำงานต่างๆ ไปคุยกับช่างพิมพ์ ได้คุยขั้นตอนการทำงาน เพลตหรือแม่พิมพ์ว่าเป็นยังไง ทำงานยังไง บางครั้งเราก็จะสามารถหาเทคนิคการพิมพ์ใหม่ๆ ได้จากขั้นตอนนี้ ซึ่งความคิดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเราไมไ่ด้ไปเห็นขั้นตอนการทำงานจริง แล้วโรงพิมพ์อย่างภาพพิมพ์เขาก็อยากเรียนรู้งานใหม่ๆ เหมือนเรา เขาอยากทำงานที่มันท้าทายช่างของเขา หรือสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเช่นเดียวกัน

“เวลามีกระดาษตัวใหม่มาก็มักจะส่งมาให้เราดูเสมอๆ เราก็เลยได้ทำงานลองผิดลองถูกกันมาเยอะมาก ซึ่งการลองผิดลองถูกพวกนี้ทำให้หนังสือของ openbooks หน้าตาแตกต่างจากชาวบ้าน ทั้งจากการออกแบบ การใช้กระดาษแปลกใหม่ การเข้าเล่ม ซึ่งพอพิมพ์ออกมามันก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบของหนังสือไปอย่างสิ้นเชิง แล้วเวลาหนังสือขึ้นบนแผง ตัวกระดาษและการพิมพ์มันก็สื่อสารกับคนอ่านและสะท้อนผลลัพธ์ของการออกแบบได้ดี เหมือนมันสร้างความหมายของสำนักพิมพ์ทางเลือกได้อย่างแท้จริง”

แพสชันในการทำงานออกแบบปกหนังสือในขวบปีที่ 15

“หนังสือไม่ใช่สิ่งที่เป็นแพสชันหรือความสนใจของเรา”

คำตอบที่เบิ้มพูดออกมาเมื่อเราถามเขาถึงเรื่องแพสชันในงานที่ทำ ทำเอาผมประหลาดใจ

“บางทีคนก็สะดุ้งเวลาเราพูดว่าหนังสือไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจ เราแค่อยู่กับธรรมชาติของมันได้ เพราะเรามักจะถูกสื่อพูดกรอกหูว่าให้ทำงานที่ตัวเองรักจะได้มีความสุขเหมือนไม่ได้ทำงาน เรื่องแพสชันสำหรับเราในปัจจุบันมันเปลี่ยนรูปไปมากจากในช่วงแรกๆ ที่เราทำงานหนักมากแบบเอาเป็นเอาตาย

“แต่หลังจากกลับจากไปเรียนต่อ เรารู้สึกว่าแพสชันสำหรับเราคือการทำงานอย่างมืออาชีพ แค่เอาตัวเองไปอยู่หน้าคอมแล้วก็ทำงานออกมา ต้นทุนและแรงบันดาลใจทุกอย่างก็อยู่ในหนังสือเล่มที่เราจะออกแบบนี่แหละ คิดไม่ออกก็เปิดอ่านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอ และเราก็พยายามตั้งคำถามในงานออกแบบปกหนังสือที่ทำอยู่เสมอว่า ทำมาแล้วเรายังตื่นตาตื่นใจกับมันรึเปล่า ถ้างานที่ออกมามันสวยแบบธรรมดาๆ เราจะพยายามไม่ใช้งานชิ้นนั้น เราจะพยายามสำรวจหาความเป็นไปได้ใหม่ ตั้งคำถามใหม่ และพยายามหาทิศทางใหม่ๆ ในการออกแบบปกหนังสืออยู่ตลอดเวลา”

ก่อนจากกันเราชวนเขาคุยถึงอนาคตของหนังสือ เบิ้มนิ่งคิดไม่นานก่อนตอบ

“เราเคยคุยกับพี่ๆ ในวงการหลายๆ คน เราคิดว่าหนังสือไม่ควรถูกจัดให้เป็นของสูงส่ง คือเราก็ขายของแหละ ไม่ได้ทำอะไรที่พิเศษหรือทางคุณค่า แต่สิ่งที่เราทำขายกันนั้นเป็นของที่มีคุณค่าและพัฒนาความคิด พื้นฐานจิตใจของคน เราควรจะปรับทัศนคติการอ่านหนังสือให้มันยืดหยุ่นมากขึ้น ปัญหาของประเทศนี้คือใครที่อ่านหนังสือจะดูฉลาดทรงภูมิ อาจเพราะทุกคนมักถูกสั่งให้อ่านหนังสือตั้งแต่วัยเด็ก สังเกตดู ถ้ามีใครอ่านหนังสือในมหาวิทยาลัยจะถูกแซวว่าฉลาดทรงภูมิ ใช่มั้ย

“หนังสือไม่ใช่คำตอบสุดท้ายหรือคำตอบสูงสุดของการอยากเป็นคนดีหรือมีความรู้ทั้งนั้นแหละ หนังสือมันควรจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการศึกษาหาความรู้หรือความบันเทิงให้กับชีวิต ไม่ต่างจากเพลงหรือหนัง

“เราควรทำให้หนังสือมันเรียบง่าย มองหนังสือเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งในชีวิต เป็นความสนุกแบบพื้นฐาน ถ้าหนังยังให้แรงบันดาลใจไม่พอ หนังสือคือสิ่งที่จะให้คำตอบกับคุณได้ เรื่องพวกนี้ต่างหากคือเรื่องที่คนในวงการควรจะสื่อสารออกมาให้มากๆ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ข้อความ การอ่าน ความรู้สึก มันจะไม่เปลี่ยนไป แล้วเราจะออกแบบและผลิตหนังสือออกมายังไงให้ตอบโจทย์ของคนอ่านให้มากขึ้น ถ้าทุกคนทำแบบนั้นได้ หนังสือก็จะมีที่ทางของมันและอยู่ได้อย่างเข้มแข็งต่อไป”

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล

ลองมาดูอุปกรณ์ประจำโต๊ะทำงานของนักออกแบบปก

 

1. iPod Classic Gen 2

เราเอาไว้ฟังเพลงด้วย แล้วก็ใช้เก็บไฟล์งาน เป็นเหมือน External Harddrive ไปในตัว

2. กาน้ำชา

เราเป็นคนชอบกินชากินกาแฟ ก็เอาไว้ชงกินเวลาทำงาน แล้วงานอย่างเรามันเป็นงานนั่งติดโต๊ะ

ทำงานหน้าคอมนานๆ ก็เอาไว้เบรกให้ตัวเองไม่นั่งทำงานนานเกินไป

3. CD เพลง

เราฟังเพลงเยอะ แล้วงานออกแบบที่เห็นแรกๆ ก็คือแผ่นซีดี เวลาชอบเพลงที่ฟังก็จะเอาปกมาดูอาร์ตเวิร์ก ดูดีไซน์ แล้วเวลาทำงานไปด้วยฟังเพลงไปด้วยมันก็ช่วยให้ทำงานออกมาง่ายขึ้น

 

4. หนังสือออกแบบ

ช่วงหลังๆ พอมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศมากขึ้นก็มักจะแวะเข้าไปร้านหนังสือ พลิกดูปกหนังสือเล่มต่างๆ ว่าใครออกแบบ ก็เริ่มเห็นคนออกแบบปกหนังสือแบบเดียวกันในประเทศอื่นๆ เราชื่นชอบนักออกแบบอยู่สองสามคนที่เหมือนเป็นครูบางอย่างของการทำงาน คือ Wang Zhi Hong  คนไต้หวันที่เป็นเหมือนตัวแทนนักออกแบบจากตะวันออก กับ Peter Mendelsund ที่เหมือนเป็นนักออกแบบจากฝั่งตะวันตก พอได้เห็นทั้งสองคนก็เหมือนได้เห็นวิธีคิดและประวัติศาสตร์ของการออกแบบหนังสือ

5. เลโก้

เราเป็นเด็กที่ชอบเล่นเลโก้ โชคดีที่ที่บ้านซื้อเลโก้ให้เล่น เรารู้สึกว่ามันช่วยเชฟไอเดียและความคิดในการออกแบบ เราเพิ่งค้นพบตอนโตว่าอาชีพที่เราอยากเป็นคือสถาปนิก เวลาเห็นตึกเห็นโครงสร้างหรือรายละเอียดของอาคารเรารู้สึกว่าคล้ายกับงานออกแบบหนังสือเลย เวลาไปต่างประเทศเราก็ดูอยู่ 2 อย่าง คือบ้านเมืองเก่ากับร้านหนังสือ แล้วทุกวันนี้ถ้ามีโอกาสและเป็นไปได้ เวลาเจอเลโก้คอลเลกชันต่างๆ ก็จะซื้อเก็บไว้

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load