ฝีแปรงเฉียบคมใน Benedict Studio สตูดิโอถ่ายแบบชื่อดัง

โลโก้สุดวินเทจของโรงแรม Mustang Nero

ภาพหมู่นกในสวนดอกไม้ประจำ Coffee Beans by Dao

ลวดลายไทโปกราฟีแสนยียวนแห่ง Another Hound

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวผลงานของ Junejirapart แห่ง Cabret Moon บริษัท “รับทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับศิลปะ” อย่างที่เจ้าตัวให้นิยามเอาไว้

ย้อนเวลากลับไป

จูนในวัยละอ่อนคือเด็กชายผู้หลงใหลลายเส้นวินเทจตามภาพประกอบในหนังสือปืนของคุณตาผู้เป็นตำรวจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

จูนในวัยรุ่นคือเด็กหนุ่มผู้มีปากกาคอแร้งเป็นทั้งของเล่นและของสะสมชิ้นโปรด ยามว่างก็เรียนเขียนแบบจากคุณอาผู้เป็นสถาปนิก เขายังหัดคัดตัวหนังสือแบบต่างๆ เป็นงานอดิเรก มีมุมเล็กๆ ใต้โต๊ะ จำลองเป็นห้องส่วนตัวที่ใช้เล่นสนุก ตกแต่งตามจินตนาการและเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ของเล่นไปมาอยู่บ่อยๆ

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

โตขึ้น

รู้ตัวอีกทีก็ต้องมนต์ของศิลปะเข้าอย่างจัง เห็นอะไรว่าเป็นอาร์ตก็สนใจไปเสียหมด

ไม่รอช้า

คอลัมน์ In Design มีโอกาสคุยกับ Junejirapart ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 คราวนี้เราชวนเลยเขามานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เพื่อถอดสูตรเบื้องหลังลายเซ็นสุดวินเทจซึ่งสอดแทรกอยู่ในงานทุกชิ้น คู่กันกับไทโปกราฟีสุดโดดเด่นจนหาตัวจับได้ยากในไทย เส้นทางชีวิตจากนักเรียนเซรามิกสู่นักแบรนดิ้งมืออาชีพ รวมถึงการคิดงานอย่างคนแฟชั่น มองภาพโปรเจกต์แต่ละจ๊อบเสมือนหนึ่งคอลเลกชันเสื้อผ้า อย่างไม่เหมือนนักออกแบบคนใด และไม่มีนักออกแบบคนใดเหมือน

 01

เบื่อ

“พื้นฐานเป็นคนขี้เบื่อ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ นานๆ”

ชายหมวกแดงตรงข้ามเรายกปากกาขึ้นวาดรูปเล่นกลางอากาศ พร้อมกล่าวเปิดบทสนทนาได้อย่างไม่น่าเบื่อ

จูนเลือกเรียนคณะมัณฑนศิลป์ สาขาเครื่องเคลือบดินเผา มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยเหตุเพียงว่าอยากปั้นอะไรก็ได้อย่างอิสระ ทั้งๆ ที่ความฝันเดิมคืออาชีพคนปั้นโมเดลรถทำมือ แต่เพราะมีรายละเอียดจุกจิกซับซ้อน ซึ่งคอยตีกรอบความคิดสร้างสรรค์เอาไว้ ประกอบกับรูปแบบการทำงานไม่ได้เปิดกว้างสำหรับอะไรใหม่ๆ มากมาย เขาจึงตัดตัวเลือกนี้ทิ้งออกจากใจไปได้อย่างไม่เสียดาย

แปลว่าพอเรียนเซรามิกแล้วคุณเล่นสนุกได้สมอยากล่ะสิ-เราถาม

“เปล่าครับ เรียนไปถึงจุดหนึ่งกลับรู้สึกอยากย้ายเอกด้วยซ้ำ พองานที่ต้องทำส่งถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องไปทิศทางไหน จึงเริ่มอิ่มตัวกับมันจนหมดสนุก เคยเข้าไปคุยเพื่อขอย้ายเอกด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้โทษอาจารย์นะครับ ไม่ใช่ว่าเบื่อเพราะทำไม่ได้นะ แต่เพราะอยากลองทำอย่างอื่นดูบ้าง”

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดเจนผ่านน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่แพ้อรรถรสอันจริงใจ คือนิสัยขี้เบื่อของเจ้าของลายเส้นสุดวินเทจคนนี้ มันไม่ได้เป็นความหน่ายอย่างคนขี้แพ้คิดถอดใจ แต่เป็นความเบื่ออย่างคนไฮเปอร์ผู้มีความสนใจกว้างขวาง เปี่ยมล้นไปด้วยความคิดสร้างสรรค์เกินกว่าไม้บรรทัดใดจะตีกรอบทางเดินอย่างตายตัวได้ต่างหาก

“เราพยายามบิดหาแง่งามของมันให้เจอ จึงนำลูกเล่นอื่นมาผสมผสานกับงานเซรามิก มีครั้งหนึ่งปั้นเป็นซูเปอร์ฮีโร่แปดตัว เราเอาพวก Joint Mechanic และอาร์ตเวิร์กอื่นๆ อย่างลายแพตเทิร์น ซึ่งแอบไปฝึกทำด้วยตัวเองนอกห้องเรียนมาเล่นด้วย เลยพอจะอยู่กับมันไปได้จนเรียนจบ”

02

Engraving Drawing

คู่สนทนาของเราไม่ได้เรียนวาดภาพโดยตรง จึงไม่ได้ค้นพบสไตล์ของตัวเองตั้งแต่ตอนเรียนเหมือนศิลปินคนอื่นๆ

แต่ความรักและการฝึกฝนหล่อหลอมเส้นสายอันทรงพลังของ Junejirapart ขึ้น โดยไม่รู้ตัว

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เริ่มจากภาพนี้ เป็นชิ้นแรกที่วาดหลังเรียนจบ” เขาพูดพลางหยิบผลงานอันเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญในชีวิตออกจากแฟ้ม

“เป็นคล้ายๆ ภาพประกอบบทเรียนที่มีดรรชนีบอกชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์ของปลากำกับอยู่ข้างล่าง สไตล์มาจากการชอบดูภาพตามหนังสือปืนของคุณตา และหนังสือภาพประกอบเชิงชีววิทยาพวกต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ตั้งแต่เด็ก เราดูตัวอย่างเยอะมากและฝึกเขียนอยู่ตลอด นานๆ เข้าก็เริ่มหลงใหลสไตล์ของมัน แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จักวิธีนี้เลย”

วิธีที่ว่านี้คือการวาดภาพแบบ Engraving Drawing

เดิมเทคนิคการพิมพ์ภาพนิยมใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ซึ่งต้องผลิตคราวละมากๆ จึงแกะสลักแท่งเหล็กสลับด้านซ้าย-ขวา ใช้ปั๊มลงบนกระดาษเพื่อทุ่นแรงทุ่นเวลา ภาพจะมีลายเส้นสีดำหนาเป็นเอกลักษณ์ ส่วน Engraving Drawing นั้นสวนทางกับการพิมพ์ เป็นการวาดภาพด้วยหมึกสีเข้มเส้นคม เลียนแบบภาพซึ่งได้จากการประทับแท่งเหล็กแกะลายอีกทีหนึ่ง

ตัวตนของจูนค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่หยิบปากกาคอแร้งจรดน้ำหมึกลงบนกระดาษ เสกสรรลวดลายตามต้องการ นี่เป็นขณะเดียวกันที่เด็กหนุ่มวัย 21 เปิดโรงเรียนสอนศิลปะ เพื่อดันหลังนักเรียนมัธยมปลายผู้อยากเรียนต่อด้านนี้เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฝัน

“รู้ตัวว่าทำงานออฟฟิศไม่ได้แน่ๆ เลยมาสอนเด็กๆ แทน ตอนนั้นเปิดตึกติวแถวสี่พระยาเพราะคิดว่าใกล้โรงเรียนอัสสัมชัญ นักเรียนเลิกเรียนตอนเย็นก็มาเรียนพิเศษต่อได้เลย แต่เราคิดน้อยไปนิด พออยู่ติดไปเด็กจะไม่ชอบ สู้มาเรียนที่สยามดีกว่า ได้เถลไถลหน่อยด้วย” ประสบการณ์ในวันวานค่อยๆ พรั่งพรูออกมาพร้อมเสียงหัวเราะจากปากซึ่งมีรอยยิ้มประทับอยู่

“ไม่นานก็เจ๊ง” อดีตครูพี่จูนยอมรับพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “คงคิดน้อยไปแหละ คิดแค่อยากทำงานเกี่ยวกับศิลปะอย่างเดียว ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องธุรกิจเลย คงเพราะไม่มีหัวด้านนั้นด้วยมั้ง คนทำงานศิลปะเป็นแบบนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ เหมือนคิดออกแค่ด้านเดียวเลยจริงๆ” เจ้าตัวยืนยันพร้อมยอมรับในที

03

เคล็ดลับจากวงการแฟชั่น

ถ้าความสามารถรอบด้าน ตั้งแต่วาดภาพ ออกแบบไปจนถึงทักษะกราฟิกที่ได้จากการฝึกงานสมัยเรียน เป็นกุญแจดอกสำคัญไขเปิดประตูต้อนรับจูนเข้าสู่แวดวงศิลปะ ความสนใจใคร่รู้คงเป็นไฟฉายคอยส่องนำทางให้เขากระโจนเข้าไปเล่นสนุกกับงานหลากรูปแบบ

“ช่วงนั้นทำอะไรเยอะมาก มีคนขอให้วาดโลโก้ก็ทำ ขอคำปรึกษาเรื่องการออกแบบหรือตกแต่งภายในก็ช่วย ถึงได้รู้จักสไตลิสต์หลายคน พี่ๆ เขาชวนไปช่วยดูแลพร็อพและเซ็ตติ้งในงานแฟชั่น เรากระโดดเข้ามาทำเพราะว่าอยากรู้อยู่แล้ว และงานพวกนี้ไม่ได้ยากเลยเพราะเรียนศิลปะมา รู้เรื่ององค์ประกอบศิลป์ จัดคอมโพสได้สบายๆ”

โลกเบื้องหลังที่จูนในวัยหนุ่มกำลังผจญภัยหลังโรงเรียนสอนพิเศษไม่ประสบความสำเร็จ คือ ปัญหากับครอบครัว พอสูญทุนรอนซึ่งที่บ้านอุดหนุนมาไม่น้อยไปฟรีๆ จึงถูกตัดหางปล่อยวัดโดยปริยาย

“เขาเป็นห่วงนะ ถามตลอดว่าทำอะไรอยู่ แต่มันอธิบายไม่ถูก ช่วงนั้นทำงานเพื่อหาข้าวกล่องทีมงานกินอย่างเดียวเลย งานฟรีเราก็ไป ทำเพราะอยากเรียนรู้ล้วนๆ เพิ่งเข้าใจที่ผ่านมาทั้งหมดว่านี่แหละคือแพสชัน ไม่ได้แค่ในการวาดรูปอย่างเดียว แต่เป็นการชอบทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เราไม่เคยมองภาพตัวเองอยู่ในแกลเลอรี่อย่างเดียวเลย แค่คิดก็เบื่อแล้ว”

ใครสักคนเคยกล่าวไว้ว่า ช่วงเวลาอันโหดร้ายมักให้บทเรียนอันสวยงามเสมอ

ประสบการณ์การได้เข้ามาสัมผัสโลกแฟชั่น คือส่วนผสมสำคัญที่ปรุงรสวิธีการทำงานฉบับ Junejirapart

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราชอบวิธีการมองโปรเจกต์แต่ละครั้งเป็นหนึ่งคอลเลกชัน คือรวบก่อนว่าเซ็ตนี้มีเนื้อหาอะไร ใช้เทคนิควิธีการอะไรบ้าง สีอะไร โทนไหน เราคิดว่าการตีกรอบงานเป็นก้อนแบบนี้ทำให้สื่อสารกันง่ายขึ้น เพราะมีจุดตรงกลางร่วมกัน ถ้าคุยแต่ภาษากราฟิกหรือภาษาศิลปะล้วนๆ ไม่น่าจะเข้าใจกันง่ายแน่ๆ” จูนแบไต๋เคล็ดลับวิชาเฉพาะตัวออกมาอย่างไม่หวง

ระหว่างนี้เขาได้รู้จักคนในวงการแฟชั่นมากมาย จนได้รับโอกาสวาดฝีไม้ลายมือ ออกแบบโลโก้ให้แก่โรงแรม Mustang Nero ซึ่งนับได้ว่าเป็นผลงานสร้างชื่อชิ้นแรกๆ

“ไอเดียมาจากเจ้าของโรงแรม เขาเป็นคนรสนิยมดีมาก และชอบของเก่าแต่แฝงกลิ่นอายของโมเดิร์นเล็กน้อย งานแฟชั่นของเขามักเจือความเป็น Avant-garde เล็กๆ เลยวาดโลโก้ให้เป็นวินเทจ ใส่ไอรอนนิด สนิมหน่อย และสมัยที่ยังมีแค่ไม่กี่ห้อง เรามีโอกาสไปเพนต์ในห้องพักให้ด้วย”

ไม่ทันสุดเสียงเราก็คิดสงสัยทันที ทำไมคนคนหนึ่งเล่าเรื่องราวด้วยแววตาเปี่ยมพลังขนาดนี้ได้

04

ใบเบิกทาง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราได้เข้าไปวาดภาพให้ Benedict Studio เพราะรูปนกรูปนี้” คู่สนทนาของเราหยิบภาพที่สองออกมาจากแฟ้มอันเดิม

“เราวาดเล่นๆ แล้วถ่ายลงอินสตาแกรมพร้อมแคปชันว่า ‘Test my work in new technique! For spring summer #ss16’ เหมือนเป็นคอลเลกชันเสื้อผ้า เพราะตอนนั้นยังทำงานแฟชั่นอยู่ แล้วเจ้าของสตูดิโอมาเห็น เลยติดต่อขอให้เราไปเพนต์ผนังให้” เขาค่อยๆ อธิบายงานครั้งสำคัญครั้งหนึ่งอย่างตั้งใจ

“ตอนแรกที่ไปเห็นหน้างาน รู้เลยว่าทำไม่ได้แน่ๆ” จูนเผยความลับข้อแรก

“แต่พอลงมือทำจริงแล้ว เลยรู้ว่าไม่ยากและทันกำหนดเวลาแน่ๆ” จูนเผยความลับข้อสอง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“ความสนุกของงานชิ้นนี้คือนอกจากเข้าไซต์ได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น เรายังต้องเข้าใจงานอย่างลึกซึ้งจริงๆ ด้วย แล้วฝาผนังพวกนี้ไม่ได้ใช้ดูด้วยตา แต่จะไปปรากฏบนภาพถ่าย ฉะนั้น ต้องกำหนดความสมดุลของภาพให้ดี อย่าให้ฉากเด่นกว่าแบบ เยอะเกินไปไม่ได้ น้อยไปโดนกลืน เราดูคอมโพสด้วยตาทีหนึ่งแล้ว ต้องดูคอมโพสด้วยกล้องอีกทีหนึ่งด้วย

“อีกอย่าง ผนังของแต่ละห้องมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน นอกจากต้องแม่นธีมแล้ว ยังต้องสร้างความลื่นไหลในเรื่องราว งานชิ้นนี้ทำให้รู้ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจจริงๆ”

ฝีแปรงอันฉกาจฉกรรจ์ของจูนใน Benedict Studio เป็นเหมือนใบเบิกทางต้อนรับให้เขาก้าวเข้าสู่สายอาชีพนี้เต็มตัว

05

นักรีแบรนดิ้งมืออาชีพ

“จูนสนุกกับการรีแบรนด์มากที่สุด เพราะมีเรื่องอดีตเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างการทำแบรนด์ใหม่ เป็นแค่การเล่าเรื่องให้ตรงกับกระแสกับตัวตนของเขาเท่านั้น แต่นี่จะปรับวิธีการสื่อสารยังไงให้ยังคงตัวตนและสนุกสนานไปพร้อมกัน”

การได้ร่วมงานกับ Coffee Beans by Dao คือเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เขาเลือกกาช้อยส์รีแบรนดิ้งอย่างไม่ลังเล เมื่อเราถามว่าชอบออกแบบโลโก้ วาดไทโปกราฟี ทำแบรนดิ้ง หรือรีแบรนด์มากกว่ากัน 

หลังจากวาดภาพให้ Benedict Studio ไม่นาน ก็ได้รับการติดต่อจากทายาทรุ่นสองของแบรนด์อาหารสัญชาติไทยที่เปิดมากว่า 25 ปี ให้ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์คอลเลกชันใหม่ แต่ในใจลึกๆ อยากได้ศิลปินคนเก่งคนนี้มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการยกเครื่องธุรกิจครอบครัวเสียด้วยซ้ำ ติดตรงที่ยังไม่ได้ไฟเขียวจากรุ่นหนึ่ง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราต้องสื่อสารให้เป็นด้วย ผมรู้ว่าถ้าศิลปินไม่เอาอะไรมาสนับสนุน คำพูดจะไม่มีน้ำหนักทันที เพราะมันเป็นแค่ศิลปะ ภาพวาด ลงสี เราเลยใช้เทคนิคการเปรียบเทียบ เอาโลโก้มาวางเทียบกับร้านอื่นๆ ในระดับเดียวกัน ให้เห็นจะจะเลยว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว และยอมให้เราช่วยรีแบรนด์”

ศิลปินหนุ่มทำรีเสิร์ชอย่างหนัก วางกรอบโครงเรื่องที่จะสื่อสารอย่างชัดเจน จนได้ภาพประกอบซิกเนเจอร์ที่เล่าเรื่องของครอบครัวผู้ก่อตั้ง ถ่ายทอดผ่านครอบครัวนกในสวนดอกไม้แบบฉบับ Coffee Beans by Dao ลงบนฝาหนังของร้านสาขาต่างๆ ไปจนถึงกล่อง ถุง และกระดาษรองจาน แฝงความหมายนกแต่ละตัวเป็นสมาชิกครอบครัวแต่ละคนได้อย่างลึกซึ้ง แถมใครได้เห็นเป็นต้องตกหลุมรัก 

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

และไม่ลืมใส่เทคนิค Engraving Drawing แบบเฉพาะตัวลงไปอย่างเต็มที่ มองเผินๆ อาจไม่ต่างจากภาพวาดแนววินเทจธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าขยับเข้าไปใกล้อีกนิด เขยิบชิดเข้าไปใกล้อีกหน่อย จะเห็นว่าภาพมี 2 เลเยอร์ซ้อนกันอยู่อย่างแนบเนียน มีแนวเส้นหมึกสีดำขลับซึ่งวาดด้วยเทคนิคนี้เป็นกรอบภาพ พร้อมลงสีโทนตุ่นเสริมความคลาสสิกเหนือกาลเวลาลงไป

งานนี้เรียกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจสุดพิเศษของจูน เพราะทำให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด คาแรกเตอร์อันชัดเจนของแบรนด์ สาขาจำนวนมาก และรายละเอียดปลีกย่อยอีกมหาศาล สอนให้รู้จักวิธีการจัดการที่เหมาะสม ทั้งยังได้ร่วมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวางกลยุทธ์แบรนด์ใหม่ทั้งหมด อย่างจัดกลุ่มใหม่ให้หลายประเภทหลากไซส์ให้ง่ายขึ้น หรือการแปลงโฉมตัวตนของแบรนด์ใหม่ทุกอย่าง จนเจ้าตัวเปรียบเทียบว่าเหมือน “จับคุณย่าแต่งหน้าทำผมเพื่อพามาเดินห้าง” 

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

จากนั้นไม่นานบริษัท Cabret Moon ถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจอยากยึดเป็นอาชีพอย่างจริงจัง

“จูนช่วยได้หมด ขอแค่เป็นเรื่องศิลปะ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็แนะนำคนรู้จักให้ได้” เรายืนยันได้ว่า Illustrator หนุ่มคนนี้ไม่ได้โม้เกินความสามารถแต่อย่างใด

Cabret Moon แทบจะถอดดีเอ็นเอของจูนมาร้อยเปอร์เซ็นต์ เส้นสายสีสันสุดวินเทจเจือกลิ่นร่วมสมัยมานิดๆ จัดองค์ประกอบภาพแบบ Maximalism หน่อยๆ เป็นลายเซ็นที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ส่วนลูกค้าในดวงใจของ Cabret Moon คือแบรนด์ที่รู้จักตัวเองดีจริงๆ ตอบโต้และโต้ตอบกันอย่างตรงไปตรงมาเสมอ ชอบก็บอก ไม่ชอบก็บอก (ไม่ต้องกลัวร้อกเรื่องราคงราคา)

“บางคนชอบพูดว่า ดีค่ะ สวยค่ะ แต่พอเอาเข้าจริงไม่ถูกใจ แปลว่ายังไม่รู้จักตัวตนอย่างถ่องแท้พอ จนบอกไม่ได้ว่าแบบไหนคือใช่หรือไม่ใช่ แล้วแบรนด์เหล่านี้มักอยู่ได้ไม่ค่อยนานเท่าไหร่

“มีครั้งหนึ่งร่วมงานกับ Wild & Co. เป็นร้านขายอาหารป่า เราให้เขาแต่งนิทานสั้นๆ ให้ฟังว่า ลูกค้าที่มาร้านนี้จะเป็นยังไง เขาเล่าว่าเป็นคนที่บังเอิญเข้าป่ามาแล้วรถเสีย ลงมาจากรถโฟร์วีลพร้อมชุดซาฟารีและกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง เข้ามาทานอาหารป่า พอรถซ่อมเสร็จกลับเข้าเมืองแล้วชวนเพื่อนมาอีกคราวหน้า อันนี้ดีมากเลยเพราะลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับเรา ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ได้งานตรงกับตัวตนตามต้องการ”

แค่ฟังคู่สนทนาเล่าแล้วคิดตาม ก็สนุกจนอยากกรอกใบสมัครเป็นลูกค้า Cabret Moon เดี๋ยวนี้เลย

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
05

อาจารย์

หมวกอีกใบของจูนคือบทบาทอาจารย์พิเศษวิชา Creative Drawing ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนนั้นคณะเพิ่งเปิดวิชาใหม่พอดี เราเลยได้เข้าไปช่วยสอนครีเอทีฟดรอว์อิ้ง โชคดีเด็กจุฬาฯ มีไอเดียดีกันอยู่แล้ว แค่ช่วยแนะนำเล็กน้อย จัดให้อยู่ในรูปในรอยเท่านั้น

“แก่นของวิชาคือความคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องเป็นความคิดสร้างสรรค์ตามกำหนดนะ เพราะเป็นวิชาศิลปะ ไม่มีอะไรถูกผิด เลยฝึกให้ทำตามโจทย์ พอออกไปเผชิญโลกจริงจะได้เข้าใจว่าต้องตามลูกค้าถ้าอยากได้เงินจากเขา”

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จูนพยายามสอดแทรกไปกับบทเรียน คือการกระตุ้นให้นิสิตค้นหาตัวตนของตัวเองให้เจอ

“เราแนะนำเด็กทุกคนตลอดทุกครั้งที่ตรวจงาน ลองไปเติมอันนี้มาสิ หรือถ้าชอบรูปแบบนี้ ลองเอามาผสมดูไหม เพราะคิดว่าถ้ายิ่งหาสไตล์ของตัวเองเจอเร็ว จะยิ่งไม่เสียเวลาหลงทาง ถ้าไม่ได้เราก็ไม่กดดันนะ เพราะจูนยังเพิ่งมาเจอตอนเรียนจบเลย

“มีคนหนึ่งชอบวาดการ์ตูนญี่ปุ่นตาหวาน ซึ่งยากต่อการใช้ต่อยอดกับงานอื่นๆ ในอนาคต เราแนะนำให้ประยุกต์ใช้ให้เข้ากับเรื่องราว ถ้าจะเอามาใส่กับโปสเตอร์หนังบู๊คงไม่เหมาะ แต่ถ้าต้องทำงานนี้จริง ลองสำรวจดูว่าเราถนัดอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ไทโปกราฟีดีไหม วาดรูปไม่เก่งงั้นทำเป็น Silhouette ดีไหม เชื่อว่าเด็กทุกคนมีจุดแข็งของตัวเอง แต่แค่ไม่รู้จะถ่ายทอดออกมายังไงมากกว่า ในฐานะอาจารย์ต้องช่วยไกด์”

สิ่งที่ได้กลับคืนจากการนำประสบการณ์มาถ่ายทอดเป็นทางลัดให้แก่นิสิตคือการได้ฝึกทักษะการสื่อสาร ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นอุปสรรคสุดหินของคนทำงานศิลปะ

“จริงๆ แล้วศิลปินหลายคนเจ๋งมาก แต่เล่าเรื่องออกมาไม่เป็น เพราะไปติดกับมายาคติจากรุ่นสู่รุ่นว่าถ้างานดี จะใส่รองเท้าแตะไปคุยก็ได้ แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น งานสวยแต่ขายไม่เป็นก็จบ การได้มาสอนจึงเป็นการฝึกให้เราสื่อสารได้เก่งขึ้น ยังจำได้เลยว่าวันแรกเรายังอัดเสียงตัวเองกลับไปฟังด้วยซ้ำ” จูนจบประโยคพร้อมเสียงหัวเราะร่า แฝงความตลกขบขัน เจือความภาคภูมิใจ

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
06

เป็ด

ผลงานของจูนมีเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างจากคนอื่นอย่างเด็ดขาด

แต่ความสามารถและความสนใจของเขานั้นหลากหลายและกว้างขวางมาก

“คิดว่าบางคนทำงานด้านเดียวจนได้ดีไปเลยก็มี บางคนลองทำหลายอย่างแล้วมั่วก็มี ถ้าคุมตัวเองไม่อยู่ เห็นเงินสำคัญกว่างาน หรือเข้าไปทำโดยไม่รู้จริง อย่างนี้ก็เสียเหมือนกัน จูนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความอยากรู้ก็จริง แต่ประเมินตามความจริงเสมอว่าทำได้ไหม

“ข้อสำคัญคือต้องเข้าใจตัวเอง ยอมรับว่าเราเปลี่ยนทำหลายอย่างเพราะเบื่อ แต่ไม่ได้เบื่อไปเสียทุกทางนะ แค่เบื่อเพราะรู้ตัวว่าความชอบของเราย้ายไปอยู่กับอันอื่นแล้ว ถ้าของใหม่แฮปปี้กว่าของเดิมจะย้ายไปทำ ไม่ใช่เบื่อเพราะเรารู้จนเจนจบถ่องแท้เสมอไป”

คือคำตอบอันลึกซึ้ง เมื่อถามว่าอยากเป็นเหมือนปลาที่ว่ายน้ำได้เก่งอย่างเดียว หรือเป็ดที่ทำได้หลายอย่าง แต่ไม่เก่งได้สุดสักทางมากกว่ากัน

“แต่รู้อะไรไหมครับ” ขณะบทสนทนาเดินทางมายาวไกลจนใกล้เข้าสู่ชั่วโมงที่ 2 ดีไซเนอร์คนเก่งดึงความสนใจเรากลับมาได้ภายในคำถามเดียว

“กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้จูนลำบากมาก ครอบครัวไม่สนับสนุนเลยเพราะเป็นข้าราชการกันหมด พอวันหนึ่งที่อดทนจนผ่านอะไรๆ มาได้ เราพาพ่อซึ่งเป็นตำรวจไปดูร้าน Coffee Beans by Dao ที่เพิ่งรีโนเวตเสร็จ แล้วมีแขกเข้าไปใช้บริการอย่างล้นหลาม เราเห็นเลยว่าพ่อน้ำตาซึม เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาหรอกนะ ยิ้มๆ แล้วเดินออกมา”

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

5 ผลงานสุดภาคภูมิใจของ Junejirapart

1st Avenue Pizza

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“1st Avenue Pizza เป็นก้าวแรกสู่โลกแห่งการแบรนดิ้ง นอกจากต้องสื่อสารเรื่องราวที่เจ้าของร้านสองคนเจอกันครั้งแรกในร้านพิซซ่าบนถนนหมายเลข 1 ที่อเมริกาแล้ว เรายังแนะนำเพิ่มเติมด้วย เช่น ไม่ควรขายแค่หน้าธรรมดาๆ เหมือนเจ้าอื่น หรือลองขายพิซซ่าแป้งดำดูไหม แล้วเราก็วาดภาพโฆษณาจากวัตถุดิบต่างๆ ด้วย โชคดีที่เจ้าของแบรนด์มีหัวธุรกิจ เลยไปได้ไกลเลยตอนนี้”

Benedict Studio

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“ชิ้นนี้เป็นความภาคภูมิใจชิ้นหนึ่งเลย มีความสุขที่ได้ทำมาก เพราะเราสร้างตั้งแต่บนแผ่นกระดาษสู่รูปแบบสามมิติ สเกลจริงใหญ่ขึ้นมาก เราได้ฝึกการจัดการทุกอย่างทั้งแผนการ เวลา การเดินทาง เข้มงวดกับตัวเองมากๆ จนเรียกได้ว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในการทำงาน”

Another Hound

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“นี่เป็นชิ้นหนึ่งซึ่งผ่านหูผ่านตาคนเยอะพอสมควร เลือกเพราะได้ลองการเขียนไทโปกราฟีแบบ Brush Stroke ที่ล้อจากเวลาเชฟแต่งจานอาหาร จนกลายเป็นลายซิกเนเจอร์ของร้านเพื่อเพิ่มความสนุกให้กับแบรนด์”

Coffee Beans by Dao

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“งานนี้เราได้เรียนรู้เรื่องการจัดการค่อนข้างเยอะ จนเป็นจุดเปลี่ยนให้ตัดสินใจเปิดบริษัท Cabret Moon ขึ้นมา นับเป็นก้าวสำคัญของชีวิต”

Ta Lak Kia

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราประทับใจคุณพ่อเล็ก เจ้าของ ตั๊ก หลัก เกี้ย เพราะเป็นคนมีอายุแต่มีความเป็นวัยรุ่นและหัวสมัยใหม่มากๆ เขาคิดอยากอนุรักษ์ตลาดน้อยไว้ พอได้คุยกันเลยมีไอเดียจะวาดของดีของตลาดน้อยเก็บไว้ เราเลยได้ไปเดินเก็บข้อมูลจนตกหลุมรักที่นี่ เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบกราฟิก”

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

11 กรกฎาคม 2561
11 K

น้ำยาปรับผ้านุ่มที่บ้านของคุณกลิ่นอะไร?

หอมสะอาดสดชื่น หอมละมุนเหมือนแดดยามเช้า หรือหอมเหมือนอยู่ในทุ่งดอกไม้

ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นไหน กลิ่นที่อยู่บนเสื้อของคุณตอนนี้อาจเป็นผลงานออกแบบของ ก้อย-ชลิดา คุณาลัย Scent Designer ที่ดีไซน์กลิ่นให้สินค้าสารพัดอย่างมากว่า 20 ปี นับรวมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ซักผ้าภาคพื้นเอเชีย ไปจนถึงอาหารและสถานที่

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“กลิ่นที่คนแต่ละชาติชอบแตกต่างกัน เราต้องเข้าใจว่าคนไทยชอบไม่ชอบกลิ่นอะไร คนอินโดนีเซียชอบไม่ชอบกลิ่นอะไร ส่วนคนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ไม่อยู่ในกลุ่มนี้ เพราะเขาชอบกลิ่นแนวเดียวกับคนยุโรป”

นักออกแบบกลิ่นอธิบายการออกแบบสิ่งที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ด้วยจมูก

“หรือถ้าชอบกลิ่นเดียวกันก็ไม่เหมือนกันเรื่องความแรง เอาง่ายๆ อย่างจีนกับอินเดีย ถ้าเอากลิ่นผลิตภัณฑ์จากจีนไปให้คนอินเดียดม เขาจะไม่ได้กลิ่น เพราะหนึ่ง อาหารการกินของคนจีนจืดกว่า สอง เขากลัวสารเคมีมาก สมมติถ้าหยดน้ำหอมลงไป อาจจะใช้ประมาณ 0.2% เท่านั้น ในขณะที่ชีวิตคนอินเดียอยู่กับกลิ่น อยู่กับเครื่องเทศ ดังนั้น ถ้าเอากลิ่นของอินเดียไปให้คนจีนดม เขาก็รู้สึกว่าฉุนเกินไป”

ก้อยเสริมว่านอกจากออกแบบให้ผลิตภัณฑ์ การออกแบบกลิ่นหรือ Scent Marketing ยังใช้ได้กับพื้นที่ เช่น ห้าง โรงแรม จะปล่อยกลิ่นหอมเพื่อเพิ่มยอดขาย เพราะเมื่อกลิ่นหอมถูกใจ กลิ่นจะทำให้ลูกค้าเพลิดเพลิน ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ขายนานขึ้น และมีอารมณ์อยากจับจ่ายมากขึ้น

นอกจากออกแบบกลิ่นเพื่อการค้า ก้อยยังใช้พลังของกลิ่นทำโครงการสนุกอื่นๆ เช่น เปิดคลาสสอนการปรุงกลิ่นให้คนทั่วไป ทำแผนที่กลิ่นกรุงเทพฯ กับ TEDxBangkok จับคู่วิจัยเรื่องกลิ่นและสมองกับวิศวกรชีวการแพทย์ ไปจนถึงใช้กลิ่นทำงานศิลปะกับคนตาบอด

เราพูดคุยกันเบื้องหน้ากล่องหัวน้ำหอมชั้นดีเกือบร้อยขวด คุยไปดมไปอย่างตื่นใจตื่นจมูก เส้นทางสายกลิ่นของดีไซเนอร์หอมหวนชวนสนุก เสียดายที่เราส่งกลิ่นจรุงใจผ่านหน้าจอไม่ได้ จึงขอรินสุคนธรสผ่านตัวอักษรมาทดแทน

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

What is Scent Designing

อาชีพนักออกแบบกลิ่น (Scent Designer) ไม่ใช่นักปรุงกลิ่น (Perfumer)

งานของก้อยคือทำความเข้าใจแบรนด์สินค้า ทำความเข้าใจผู้บริโภค และใช้ความรู้เรื่องน้ำหอม ดีไซน์กลิ่นที่เหมาะกับโจทย์ แล้วอธิบายไกด์ให้นักปรุงกลิ่นใน Perfume House เข้าใจ พวกเขาคือคนที่รับไม้ต่อ ผสมวัตถุดิบในแล็บให้ได้กลิ่นที่ต้องการ ก่อนจะนำกลับมาให้ก้อยใช้จมูกตัดสิน

“หลักในการออกแบบกลิ่นคือพอได้บรีฟมา เราต้องตีเป็นคำก่อน ตอนที่เปิดร้านอาหาร หุ้นส่วนบรีฟมาว่าอยากให้เวลาลูกค้าเดินเข้ามาในร้านแล้วเขารู้สึกว่าเหมือนเดินอยู่ในป่าโปร่งๆ ตามชนบทของยุโรป ความเย็นประมาณ 10 องศา เราก็ตีโจทย์ว่าป่าฝรั่งมีสน มีมอส มีความเย็นเฉียบๆ พอเราได้คำพวกนี้ออกมา เราก็ดูว่ากลิ่นนี้คืออะไร และเราจะหยิบตัวไหนออกมาจากกระเป๋าเราได้บ้าง

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“เรื่องของคาแรกเตอร์แบรนด์ก็สำคัญ ถ้าเราทำแบรนด์ผงซักฟอก 3 แบรนด์ในประเทศเดียวกันหมด แล้วทุกคนพูดเรื่องความสะอาด เราก็ต้องสะอาดไม่เหมือนกัน สะอาดแบบธรรมชาติ สะอาดแบบผู้หญิงฟรุ้งฟริ้ง เราต้องมีวิธีบอกนักปรุงกลิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ สมมุติว่าเขาเอาน้ำหอมมาให้ดมทั้งหมด เราบอกได้ว่ากลิ่นนี้ Smell like a nun กลิ่นเหมือนแม่ชี ดีแต่ไม่น่าสนใจ เราไม่ได้ว่านะ คือเรารู้ว่ามันดี แต่ฉันไม่เห็นคาแรกเตอร์ในนั้น ถ้าคนคนนี้เดินอยู่บนถนนแล้วฉันได้กลิ่นนี้ เขาจะไม่โดดเด่นขึ้นมา

“แต่เราเชื่อมั่นในการทำงานของแต่ละคนนะ หน้าที่ของเราคือเป็นคนไกด์ บอกว่ากลิ่นนี้ได้หรือไม่ได้ เหมือนเวลาเรากินก๋วยเตี๋ยว เราแค่บอกพ่อครัวว่าชามนี้เค็มไป แต่ไม่บอกให้เอาน้ำปลาจากประเทศนั้นมาใส่ ไม่ข้ามเส้นกัน”

เปิดจมูก

ดีไซเนอร์คนนี้เรียนจบด้านรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และนิเทศศาสตร์ สาขาการสื่อสารมวลชน แต่ได้โอกาสทำงานที่บริษัท International Flavors & Fragrances (IFF) หนึ่งในสามบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตน้ำหอมระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมในสินค้าทั่วไปหรือหัวเชื้อกลิ่นอาหารสารพัด การอยู่ในบริษัทเกือบ 10 ปี ทำให้เธอได้ทดลองทำทุกอย่าง ตั้งแต่ทดลองในแล็บ ออกไปขายงานกับลูกค้า จนถึงวิจัยข้อมูลผู้บริโภค 10 กว่าปีให้หลัง ก้อยเปลี่ยนมาเป็นดีไซเนอร์ด้านกลิ่นให้บริษัทใหญ่ที่ขายสินค้าทั่วเอเชีย โดยไปเรียนคอร์สน้ำหอมที่ฝรั่งเศสเพิ่มเติมทุกปี

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“พอทำงานมากๆ เข้า เราก็รู้สึกว่าเราทำอย่างอื่นได้มากกว่านี้ เราเชื่อว่ากลิ่นมันมีพลัง แทนที่จะออกแบบกลิ่นที่หอมสวยงามอย่างเดียว เราทำงานในนาม Nose Story ซึ่งเหมือนเป็นความรู้สึก ความฝันของเราเอง โอกาสครั้งแรกคือเปิดร้านอาหารที่ทำให้อาหารและเครื่องดื่มมีกลิ่น เราใส่น้ำหอมกินได้ในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ใส่กลิ่นช็อกโกแลตในไวน์แดง ใส่กลิ่นพริกไทยในอาหารให้คนไม่กินเผ็ดทานได้ แต่ไม่รู้สึกเผ็ดร้อน”

ก้อยหยิบขวดสีชาหลายขวดมาให้เราลองเปิดดม กลิ่นกุหลาบ ลาเวนเดอร์ ไปจนถึงช็อกโกแลตน่ากิน เหล่านี้เป็นหัวน้ำหอมรับประทานได้ที่เธอใช้ในงานออกแบบอาหาร

‘นักออกแบบกลิ่น’ ที่ทำแผนที่กลิ่นของกรุงเทพฯ และออกแบบกลิ่นให้สินค้าทั่วเอเชีย

“คนเรามักจะลืมว่าจมูกมันติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เรามักใช้แค่ตาแค่หูแค่การสัมผัส แต่จริงๆ แล้วจมูกมันเป็น Sense เดียวที่หยุดไม่ได้ เราปิดตาปิดหูไม่แตะอะไร ก็หยุดสัมผัสอื่นๆ ได้ แต่ถ้าเราอุดจมูก สุดท้ายเราก็ต้องเปิด ต้องดมอยู่ดี เหม็นก็ต้องดม เพราะมันคือส่วนนึงของลมหายใจ

“ถ้าพรุ่งนี้คุณตื่นมา ตายละ ไม่ได้กลิ่น จะเกิดอะไรขึ้น คุณจะกินข้าวไม่อร่อย เพราะว่าในปากรับรสเปรี้ยว หวาน เค็ม ขม ที่เหลือจมูกคุณแต่งรสชาติหมดเลย อีกอย่างถ้าเราดมกลิ่นไม่ได้ เราจะสังเกตสิ่งรอบข้างได้น้อยลง สมมติไฟไหม้ เราก็ต้องรอให้เห็นควัน ให้รู้สึกร้อนก่อนถึงจะรู้ตัว หรือถ้าแก๊สรั่ว จริงๆ แล้วแก๊สไม่มีกลิ่น แต่เคยเกิดอุบัติเหตุแก๊สระเบิดครั้งใหญ่ที่ประเทศอเมริกาแล้วคนเสียชีวิตเยอะมาก เขาจึงต้องใส่กลิ่นในแก๊ส เพื่อเตือนให้คนระวังอันตราย”

หอมกลิ่นกรุงเทพฯ

‘จงใช้ชีวิตด้วยสุนทรียะแห่งกลิ่น’ เป็นหัวข้อการขึ้นเวที TEDxBangkok ของก้อยในปี 2015 (ลองเข้าไปดูเต็มๆ แล้วจะสนุกกับการดมกลิ่นมากกว่าเดิม)

ความหลงใหลแรงกล้าที่มีต่อกลิ่นทำให้ก้อยทำโปรเจกต์สนุกๆ อื่นกับ TEDxBangkok ในปีต่อมา นักออกแบบสร้าง ‘แผนที่มากเรื่องราว’ หรือ Scent map of Bangkok ให้คนทำความรู้จักกรุงเทพฯ ผ่านกลิ่น

“เราทำแผนที่กรุงเทพฯ แล้วปักหมุดที่สำคัญ เช่น วัดแขก สวนสัตว์ดุสิต คลองแสนแสบ ปากคลองตลาด สวนจตุจักร แล้วเอากลิ่นต่างๆ ให้เขาดมแล้วเลือกว่าแต่ละกลิ่นอยู่ที่ไหน เพราะเราอยากรู้ว่าแต่ละคนรู้จักกรุงเทพผ่านกลิ่นยังไง สิ่งที่น่าสนใจคือการรับรู้กลิ่นขึ้นอยู่กับวัยคน เช่น เยาวราชตามความรู้สึกเราคือกลิ่นยาจีน แต่รุ่นหนุ่มสาวบอกว่าเยาวราชเป็นกลิ่นซีฟู้ด

“อย่างจตุจักรในความรู้สึกเราคือ กลิ่นต้นไม้เขียวๆ สบายๆ แต่หลายคนหยิบกลิ่นแบบ Floral ของปากคลองตลาดมา เราก็งงเลย เป็นจตุจักรได้ไง เขาบอกว่าในตลาดจตุจักรขายเครื่องหอมเยอะ แต่สิ่งที่เหมือนกันหมดจนน่าตกใจมากคือคลองแสนแสบ ไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ ดมแล้วตรงกันคิดตรงกันหมด (หัวเราะ)

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“การทำกลิ่นเหม็นยากกว่ากลิ่นหอมมาก มันเป็นงานทดลอง คิดจนเที่ยงคืนยังคิดไม่ออกว่ามันจะเหม็นยังไง จนถึงจุดที่คิดว่าฉันต้องออกไปตักน้ำคลองมาใส่ขวดให้คนดม แต่ทำไม่ได้เพราะมันอันตราย เชื้อโรคทั้งนั้น สุดท้ายเลยคิดออกว่าการที่คลองเน่าหรือเหม็นมาจากโคลน เพราะคลองมันตื้น เวลาใบพัดเรือตีก็มีโคลนขึ้นมา แล้วก็มีคนทิ้งของเน่า อาหารเน่าเสียก็ต้องเปรี้ยว มีคนอึ คนฉี่ เราก็นั่งคิดๆ ของเราไป อ๋อ มันต้องมีกลิ่นแบบนี้ กลิ่นอาหาร กลิ่นควัน มันถึงได้ออกมาและสะท้อนปัญหากรุงเทพฯ”

‘นักออกแบบกลิ่น’ ที่ทำแผนที่กลิ่นของกรุงเทพฯ และออกแบบกลิ่นให้สินค้าทั่วเอเชีย ‘นักออกแบบกลิ่น’ ที่ทำแผนที่กลิ่นของกรุงเทพฯ และออกแบบกลิ่นให้สินค้าทั่วเอเชีย

นักออกแบบหยิบกลิ่นหอมสดชื่นของ Galbanum และมอสมาให้เราดม เธอบอกว่าคนไทยหลายคนไม่ชอบกลิ่นเขียวๆ ขนาดศัพท์ภาษาไทยยังมีคำว่าเหม็นเขียว สะท้อนวัฒนธรรมว่าเราไม่ชอบกลิ่นพืชกันสักเท่าไหร่ แต่จะหอมหรือเหม็น มันก็เป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น สิ่งที่จริงคือมลพิษที่ชาวกรุงเทพฯ กำลังดมอยู่ทุกวันต่างหาก

“ถ้าเราเลือกกลิ่นในอุดมคติให้กรุงเทพฯ ได้คือกลิ่นเขียวๆ เฟรชๆ แบบญี่ปุ่นหรือยุโรป ถ้ากลิ่นเย็นๆ แบบนั้นเป็นของกรุงเทพฯ ได้ก็คงจะดี”

ดมกลิ่นศิลปะ

ดมกลิ่นรอบตัวไปแล้ว ก็ได้เวลากลับมาสำรวจการดมของตัวเอง นักออกแบบกลิ่นจับมือกับ ผศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เป็นสปีกเกอร์ของ TEDxBangkok 2016 ทำโครงการ Brain Smells เพื่อสำรวจการรับรู้กลิ่นของสมอง
“อาจารย์เชนเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมอง เราคุยกันว่ากลิ่นเป็นประสาทสัมผัสเดียวใน 5 ประสาทของมนุษย์ที่ต่อตรงถึงสมอง ส่วน ตา หู ปาก สัมผัสทุกอย่าง ต้องผ่านต่อมใต้สมองเพื่อแปลงสัญญาณออกมาก่อน แต่กลิ่นมันถึงเลย เพราะฉะนั้นถ้าสังเกตดู เวลาเราเห็นอะไร ได้ยินอะไร เราจะนึกถึงความทรงจำเก่าๆ ได้ แต่ถ้าเราจำด้วยจมูก มันไม่ได้มีแค่ภาพจำอย่างเดียว แต่มันมีความรู้สึกมาด้วย

“คิดง่ายๆ มีหลายคนที่ได้กลิ่นน้ำหอมบางกลิ่นแล้วนึกถึงแฟนเก่า ไม่ได้แค่นึกหน้า มันคิดถึงความทรงจำที่ดีต่อกลิ่นนี้ตอนนั่งข้างๆ กัน หรือไม่ก็นึกถึงความทรงจำไม่ดีตอนที่เราอกหัก เราเลยทดลองวัดคลื่นสมองคนด้วยกัน เราดีไซน์กลิ่นคู่กับสี อาจารย์ดีไซน์โปรแกรมจับคลื่นสมอง”

ผลของการทำงานระหว่างสองศาสตร์คืองานศิลปะ Installation Art ผู้เข้าร่วมต้องใส่เครื่องมือจับคลื่นสมองที่ศีรษะ เมื่อดมกลิ่นแล้วกดปุ่ม สีจะหยดลงมาบนผืนนมสีขาวเหมือนผืนผ้าใบ เนื่องจากเเต่ละคนมีความทรงจำไม่เหมือนกันหรือมีวิธีการรับกลิ่นที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ภาพของทุกคนจึงต่างกันอย่างน่าอัศจรรย์

ก้อยหยิบกลิ่นที่เธอจับคู่กับสีต่างๆ มาให้ดม สีขาวให้ความรู้สึกแป้งๆ สะอาดๆ สีแดงคล้ายกุหลาบ สีเหลืองสนุกสนานเหมือนกลิ่นขนม สีฟ้ากลิ่นเย็นสงบ ความน่าสนใจคืองานนี้ให้คนตาบอดมาร่วมกิจกรรมด้วย และก็ทายสีได้ไม่ผิดกับคนตาดี เพราะแม้จะมองไม่เห็น แต่การรับรู้บริบทสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมของพวกเขาไม่ต่างกับคนที่ตามองเห็น

ปิดตาดม

จากงานศิลปะหนึ่งชิ้นต่อยอดกลายเป็นโครงการต่อเนื่อง นักออกแบบกลิ่นร่วมทำงานกับ หลุยส์-กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์ ผู้ก่อตั้งคณะละครเวที Blind Theatre สำหรับทั้งคนตาบอดและคนตาดี

ละครเวทีที่ทุกคนปิดตาชม ก้อยออกแบบกลิ่นสำหรับการเปลี่ยนฉาก เมื่อเรื่องเคลื่อนจากป่าไปโรงพยาบาลก็เปลี่ยนกลิ่น เป็นงานศิลปะที่ปิดสัมผัสหนึ่ง เพื่อเปิดอีกสัมผัสให้เราสนุกกับศิลปะได้อย่างเท่าเทียม

จากนั้นก้อยและหลุยส์ก็ร่วมมือกับนักศิลปะบำบัดเพื่อเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ว่าคนตาบอดทำงานศิลปะแบบ Visual Art ไม่ได้ ในนาม The Nose Thailand

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“โลกของศิลปะคือโลกของการใช้ตาเห็น ทุกอย่างใช้ทฤษฎีสี สีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน สีขาว สีดำ เราเลยคิดว่าใช้กลิ่นเป็นตัวบ่งบอกสีได้มั้ย เราคุยกับนักศิลปะบำบัดว่าสีแต่ละสีในทางศิลปะบำบัดหมายถึงอะไร อารมณ์ความรู้สึกอะไร แล้วออกแบบกลิ่นให้ตอบโจทย์นั้น ซึ่งปรากฎว่าน้องๆ ตาบอดเก่งกว่าเรามาก”

ในโลกมืดและโลกสว่าง กลิ่นพาทุกคนไปหาศิลปะทั้งสิ้น โครงการนี้จึงทำให้เยาวชนคนตาบอดฝึกงานปั้นหรือศิลปะจากกระดาษได้สม่ำเสมอ

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

“ตอนนี้เราตั้งใจทำเรื่องกลิ่นที่เป็นสีให้น้องๆ คนตาบอด แต่งานถัดไปที่อยากทำมากเลยคือออกแบบกลิ่นให้โรงพยาบาล เรานึกถึงคนป่วยหรือเด็กๆ ที่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆ พอเขาไปก็ต้องดมแต่กลิ่นโรงพยาบาล แล้วเราก็เห็นการใช้กลิ่นช่วยบำบัดผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ที่สิงคโปร์ กลิ่นช่วยกระตุ้นความจำได้ เราหวังว่าถ้าได้ไปนั่งคุยกับคนในครอบครัวของผู้ป่วย แล้วออกแบบกลิ่นที่เขาผูกพันมาให้ มันน่าจะช่วยความจำในสมองและทำให้เขากลับมาคุยกับคนในครอบครัวได้ และมีความสุขมากขึ้น”

เส้นทางสายกลิ่นของนักออกแบบคดเคี้ยวและยังทอดยาวไปอีกไกล ก่อนเราจะกล่าวลาเธอและกลิ่นน้ำหอมของเธอ สุดท้ายที่ก้อยฝากไว้ให้ดมไม่ได้อยู่ในขวด แต่เป็นกลิ่นเมื่อเราเดินทางกลับบ้าน

“ตอนขึ้นรถไฟฟ้าขากลับ ถ้าได้กลิ่นอะไร ลองนึกดูว่าคนที่อยู่ข้างๆ เราหน้าตาเป็นยังไง บางทีคนละเรื่องกับที่ตาเห็นเลยนะ”

ก้อยหัวเราะ

เราสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ สิ่งที่ติดจมูกตลอดทางกลับคือโลกที่ต่างไปจากเดิม

นักออกแบบกลิ่น, ชลิดา คุณาลัย, Scent Designer, ออกแบบกลิ่น

ขอบคุณ ชลิดา คุณาลัย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load