ฝีแปรงเฉียบคมใน Benedict Studio สตูดิโอถ่ายแบบชื่อดัง

โลโก้สุดวินเทจของโรงแรม Mustang Nero

ภาพหมู่นกในสวนดอกไม้ประจำ Coffee Beans by Dao

ลวดลายไทโปกราฟีแสนยียวนแห่ง Another Hound

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวผลงานของ Junejirapart แห่ง Cabret Moon บริษัท “รับทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับศิลปะ” อย่างที่เจ้าตัวให้นิยามเอาไว้

ย้อนเวลากลับไป

จูนในวัยละอ่อนคือเด็กชายผู้หลงใหลลายเส้นวินเทจตามภาพประกอบในหนังสือปืนของคุณตาผู้เป็นตำรวจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

จูนในวัยรุ่นคือเด็กหนุ่มผู้มีปากกาคอแร้งเป็นทั้งของเล่นและของสะสมชิ้นโปรด ยามว่างก็เรียนเขียนแบบจากคุณอาผู้เป็นสถาปนิก เขายังหัดคัดตัวหนังสือแบบต่างๆ เป็นงานอดิเรก มีมุมเล็กๆ ใต้โต๊ะ จำลองเป็นห้องส่วนตัวที่ใช้เล่นสนุก ตกแต่งตามจินตนาการและเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ของเล่นไปมาอยู่บ่อยๆ

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

โตขึ้น

รู้ตัวอีกทีก็ต้องมนต์ของศิลปะเข้าอย่างจัง เห็นอะไรว่าเป็นอาร์ตก็สนใจไปเสียหมด

ไม่รอช้า

คอลัมน์ In Design มีโอกาสคุยกับ Junejirapart ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 คราวนี้เราชวนเลยเขามานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เพื่อถอดสูตรเบื้องหลังลายเซ็นสุดวินเทจซึ่งสอดแทรกอยู่ในงานทุกชิ้น คู่กันกับไทโปกราฟีสุดโดดเด่นจนหาตัวจับได้ยากในไทย เส้นทางชีวิตจากนักเรียนเซรามิกสู่นักแบรนดิ้งมืออาชีพ รวมถึงการคิดงานอย่างคนแฟชั่น มองภาพโปรเจกต์แต่ละจ๊อบเสมือนหนึ่งคอลเลกชันเสื้อผ้า อย่างไม่เหมือนนักออกแบบคนใด และไม่มีนักออกแบบคนใดเหมือน

 01

เบื่อ

“พื้นฐานเป็นคนขี้เบื่อ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ นานๆ”

ชายหมวกแดงตรงข้ามเรายกปากกาขึ้นวาดรูปเล่นกลางอากาศ พร้อมกล่าวเปิดบทสนทนาได้อย่างไม่น่าเบื่อ

จูนเลือกเรียนคณะมัณฑนศิลป์ สาขาเครื่องเคลือบดินเผา มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยเหตุเพียงว่าอยากปั้นอะไรก็ได้อย่างอิสระ ทั้งๆ ที่ความฝันเดิมคืออาชีพคนปั้นโมเดลรถทำมือ แต่เพราะมีรายละเอียดจุกจิกซับซ้อน ซึ่งคอยตีกรอบความคิดสร้างสรรค์เอาไว้ ประกอบกับรูปแบบการทำงานไม่ได้เปิดกว้างสำหรับอะไรใหม่ๆ มากมาย เขาจึงตัดตัวเลือกนี้ทิ้งออกจากใจไปได้อย่างไม่เสียดาย

แปลว่าพอเรียนเซรามิกแล้วคุณเล่นสนุกได้สมอยากล่ะสิ-เราถาม

“เปล่าครับ เรียนไปถึงจุดหนึ่งกลับรู้สึกอยากย้ายเอกด้วยซ้ำ พองานที่ต้องทำส่งถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องไปทิศทางไหน จึงเริ่มอิ่มตัวกับมันจนหมดสนุก เคยเข้าไปคุยเพื่อขอย้ายเอกด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้โทษอาจารย์นะครับ ไม่ใช่ว่าเบื่อเพราะทำไม่ได้นะ แต่เพราะอยากลองทำอย่างอื่นดูบ้าง”

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดเจนผ่านน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่แพ้อรรถรสอันจริงใจ คือนิสัยขี้เบื่อของเจ้าของลายเส้นสุดวินเทจคนนี้ มันไม่ได้เป็นความหน่ายอย่างคนขี้แพ้คิดถอดใจ แต่เป็นความเบื่ออย่างคนไฮเปอร์ผู้มีความสนใจกว้างขวาง เปี่ยมล้นไปด้วยความคิดสร้างสรรค์เกินกว่าไม้บรรทัดใดจะตีกรอบทางเดินอย่างตายตัวได้ต่างหาก

“เราพยายามบิดหาแง่งามของมันให้เจอ จึงนำลูกเล่นอื่นมาผสมผสานกับงานเซรามิก มีครั้งหนึ่งปั้นเป็นซูเปอร์ฮีโร่แปดตัว เราเอาพวก Joint Mechanic และอาร์ตเวิร์กอื่นๆ อย่างลายแพตเทิร์น ซึ่งแอบไปฝึกทำด้วยตัวเองนอกห้องเรียนมาเล่นด้วย เลยพอจะอยู่กับมันไปได้จนเรียนจบ”

02

Engraving Drawing

คู่สนทนาของเราไม่ได้เรียนวาดภาพโดยตรง จึงไม่ได้ค้นพบสไตล์ของตัวเองตั้งแต่ตอนเรียนเหมือนศิลปินคนอื่นๆ

แต่ความรักและการฝึกฝนหล่อหลอมเส้นสายอันทรงพลังของ Junejirapart ขึ้น โดยไม่รู้ตัว

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เริ่มจากภาพนี้ เป็นชิ้นแรกที่วาดหลังเรียนจบ” เขาพูดพลางหยิบผลงานอันเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญในชีวิตออกจากแฟ้ม

“เป็นคล้ายๆ ภาพประกอบบทเรียนที่มีดรรชนีบอกชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์ของปลากำกับอยู่ข้างล่าง สไตล์มาจากการชอบดูภาพตามหนังสือปืนของคุณตา และหนังสือภาพประกอบเชิงชีววิทยาพวกต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ตั้งแต่เด็ก เราดูตัวอย่างเยอะมากและฝึกเขียนอยู่ตลอด นานๆ เข้าก็เริ่มหลงใหลสไตล์ของมัน แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จักวิธีนี้เลย”

วิธีที่ว่านี้คือการวาดภาพแบบ Engraving Drawing

เดิมเทคนิคการพิมพ์ภาพนิยมใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ซึ่งต้องผลิตคราวละมากๆ จึงแกะสลักแท่งเหล็กสลับด้านซ้าย-ขวา ใช้ปั๊มลงบนกระดาษเพื่อทุ่นแรงทุ่นเวลา ภาพจะมีลายเส้นสีดำหนาเป็นเอกลักษณ์ ส่วน Engraving Drawing นั้นสวนทางกับการพิมพ์ เป็นการวาดภาพด้วยหมึกสีเข้มเส้นคม เลียนแบบภาพซึ่งได้จากการประทับแท่งเหล็กแกะลายอีกทีหนึ่ง

ตัวตนของจูนค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่หยิบปากกาคอแร้งจรดน้ำหมึกลงบนกระดาษ เสกสรรลวดลายตามต้องการ นี่เป็นขณะเดียวกันที่เด็กหนุ่มวัย 21 เปิดโรงเรียนสอนศิลปะ เพื่อดันหลังนักเรียนมัธยมปลายผู้อยากเรียนต่อด้านนี้เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฝัน

“รู้ตัวว่าทำงานออฟฟิศไม่ได้แน่ๆ เลยมาสอนเด็กๆ แทน ตอนนั้นเปิดตึกติวแถวสี่พระยาเพราะคิดว่าใกล้โรงเรียนอัสสัมชัญ นักเรียนเลิกเรียนตอนเย็นก็มาเรียนพิเศษต่อได้เลย แต่เราคิดน้อยไปนิด พออยู่ติดไปเด็กจะไม่ชอบ สู้มาเรียนที่สยามดีกว่า ได้เถลไถลหน่อยด้วย” ประสบการณ์ในวันวานค่อยๆ พรั่งพรูออกมาพร้อมเสียงหัวเราะจากปากซึ่งมีรอยยิ้มประทับอยู่

“ไม่นานก็เจ๊ง” อดีตครูพี่จูนยอมรับพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “คงคิดน้อยไปแหละ คิดแค่อยากทำงานเกี่ยวกับศิลปะอย่างเดียว ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องธุรกิจเลย คงเพราะไม่มีหัวด้านนั้นด้วยมั้ง คนทำงานศิลปะเป็นแบบนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ เหมือนคิดออกแค่ด้านเดียวเลยจริงๆ” เจ้าตัวยืนยันพร้อมยอมรับในที

03

เคล็ดลับจากวงการแฟชั่น

ถ้าความสามารถรอบด้าน ตั้งแต่วาดภาพ ออกแบบไปจนถึงทักษะกราฟิกที่ได้จากการฝึกงานสมัยเรียน เป็นกุญแจดอกสำคัญไขเปิดประตูต้อนรับจูนเข้าสู่แวดวงศิลปะ ความสนใจใคร่รู้คงเป็นไฟฉายคอยส่องนำทางให้เขากระโจนเข้าไปเล่นสนุกกับงานหลากรูปแบบ

“ช่วงนั้นทำอะไรเยอะมาก มีคนขอให้วาดโลโก้ก็ทำ ขอคำปรึกษาเรื่องการออกแบบหรือตกแต่งภายในก็ช่วย ถึงได้รู้จักสไตลิสต์หลายคน พี่ๆ เขาชวนไปช่วยดูแลพร็อพและเซ็ตติ้งในงานแฟชั่น เรากระโดดเข้ามาทำเพราะว่าอยากรู้อยู่แล้ว และงานพวกนี้ไม่ได้ยากเลยเพราะเรียนศิลปะมา รู้เรื่ององค์ประกอบศิลป์ จัดคอมโพสได้สบายๆ”

โลกเบื้องหลังที่จูนในวัยหนุ่มกำลังผจญภัยหลังโรงเรียนสอนพิเศษไม่ประสบความสำเร็จ คือ ปัญหากับครอบครัว พอสูญทุนรอนซึ่งที่บ้านอุดหนุนมาไม่น้อยไปฟรีๆ จึงถูกตัดหางปล่อยวัดโดยปริยาย

“เขาเป็นห่วงนะ ถามตลอดว่าทำอะไรอยู่ แต่มันอธิบายไม่ถูก ช่วงนั้นทำงานเพื่อหาข้าวกล่องทีมงานกินอย่างเดียวเลย งานฟรีเราก็ไป ทำเพราะอยากเรียนรู้ล้วนๆ เพิ่งเข้าใจที่ผ่านมาทั้งหมดว่านี่แหละคือแพสชัน ไม่ได้แค่ในการวาดรูปอย่างเดียว แต่เป็นการชอบทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เราไม่เคยมองภาพตัวเองอยู่ในแกลเลอรี่อย่างเดียวเลย แค่คิดก็เบื่อแล้ว”

ใครสักคนเคยกล่าวไว้ว่า ช่วงเวลาอันโหดร้ายมักให้บทเรียนอันสวยงามเสมอ

ประสบการณ์การได้เข้ามาสัมผัสโลกแฟชั่น คือส่วนผสมสำคัญที่ปรุงรสวิธีการทำงานฉบับ Junejirapart

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราชอบวิธีการมองโปรเจกต์แต่ละครั้งเป็นหนึ่งคอลเลกชัน คือรวบก่อนว่าเซ็ตนี้มีเนื้อหาอะไร ใช้เทคนิควิธีการอะไรบ้าง สีอะไร โทนไหน เราคิดว่าการตีกรอบงานเป็นก้อนแบบนี้ทำให้สื่อสารกันง่ายขึ้น เพราะมีจุดตรงกลางร่วมกัน ถ้าคุยแต่ภาษากราฟิกหรือภาษาศิลปะล้วนๆ ไม่น่าจะเข้าใจกันง่ายแน่ๆ” จูนแบไต๋เคล็ดลับวิชาเฉพาะตัวออกมาอย่างไม่หวง

ระหว่างนี้เขาได้รู้จักคนในวงการแฟชั่นมากมาย จนได้รับโอกาสวาดฝีไม้ลายมือ ออกแบบโลโก้ให้แก่โรงแรม Mustang Nero ซึ่งนับได้ว่าเป็นผลงานสร้างชื่อชิ้นแรกๆ

“ไอเดียมาจากเจ้าของโรงแรม เขาเป็นคนรสนิยมดีมาก และชอบของเก่าแต่แฝงกลิ่นอายของโมเดิร์นเล็กน้อย งานแฟชั่นของเขามักเจือความเป็น Avant-garde เล็กๆ เลยวาดโลโก้ให้เป็นวินเทจ ใส่ไอรอนนิด สนิมหน่อย และสมัยที่ยังมีแค่ไม่กี่ห้อง เรามีโอกาสไปเพนต์ในห้องพักให้ด้วย”

ไม่ทันสุดเสียงเราก็คิดสงสัยทันที ทำไมคนคนหนึ่งเล่าเรื่องราวด้วยแววตาเปี่ยมพลังขนาดนี้ได้

04

ใบเบิกทาง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราได้เข้าไปวาดภาพให้ Benedict Studio เพราะรูปนกรูปนี้” คู่สนทนาของเราหยิบภาพที่สองออกมาจากแฟ้มอันเดิม

“เราวาดเล่นๆ แล้วถ่ายลงอินสตาแกรมพร้อมแคปชันว่า ‘Test my work in new technique! For spring summer #ss16’ เหมือนเป็นคอลเลกชันเสื้อผ้า เพราะตอนนั้นยังทำงานแฟชั่นอยู่ แล้วเจ้าของสตูดิโอมาเห็น เลยติดต่อขอให้เราไปเพนต์ผนังให้” เขาค่อยๆ อธิบายงานครั้งสำคัญครั้งหนึ่งอย่างตั้งใจ

“ตอนแรกที่ไปเห็นหน้างาน รู้เลยว่าทำไม่ได้แน่ๆ” จูนเผยความลับข้อแรก

“แต่พอลงมือทำจริงแล้ว เลยรู้ว่าไม่ยากและทันกำหนดเวลาแน่ๆ” จูนเผยความลับข้อสอง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“ความสนุกของงานชิ้นนี้คือนอกจากเข้าไซต์ได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น เรายังต้องเข้าใจงานอย่างลึกซึ้งจริงๆ ด้วย แล้วฝาผนังพวกนี้ไม่ได้ใช้ดูด้วยตา แต่จะไปปรากฏบนภาพถ่าย ฉะนั้น ต้องกำหนดความสมดุลของภาพให้ดี อย่าให้ฉากเด่นกว่าแบบ เยอะเกินไปไม่ได้ น้อยไปโดนกลืน เราดูคอมโพสด้วยตาทีหนึ่งแล้ว ต้องดูคอมโพสด้วยกล้องอีกทีหนึ่งด้วย

“อีกอย่าง ผนังของแต่ละห้องมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน นอกจากต้องแม่นธีมแล้ว ยังต้องสร้างความลื่นไหลในเรื่องราว งานชิ้นนี้ทำให้รู้ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจจริงๆ”

ฝีแปรงอันฉกาจฉกรรจ์ของจูนใน Benedict Studio เป็นเหมือนใบเบิกทางต้อนรับให้เขาก้าวเข้าสู่สายอาชีพนี้เต็มตัว

05

นักรีแบรนดิ้งมืออาชีพ

“จูนสนุกกับการรีแบรนด์มากที่สุด เพราะมีเรื่องอดีตเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างการทำแบรนด์ใหม่ เป็นแค่การเล่าเรื่องให้ตรงกับกระแสกับตัวตนของเขาเท่านั้น แต่นี่จะปรับวิธีการสื่อสารยังไงให้ยังคงตัวตนและสนุกสนานไปพร้อมกัน”

การได้ร่วมงานกับ Coffee Beans by Dao คือเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เขาเลือกกาช้อยส์รีแบรนดิ้งอย่างไม่ลังเล เมื่อเราถามว่าชอบออกแบบโลโก้ วาดไทโปกราฟี ทำแบรนดิ้ง หรือรีแบรนด์มากกว่ากัน 

หลังจากวาดภาพให้ Benedict Studio ไม่นาน ก็ได้รับการติดต่อจากทายาทรุ่นสองของแบรนด์อาหารสัญชาติไทยที่เปิดมากว่า 25 ปี ให้ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์คอลเลกชันใหม่ แต่ในใจลึกๆ อยากได้ศิลปินคนเก่งคนนี้มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการยกเครื่องธุรกิจครอบครัวเสียด้วยซ้ำ ติดตรงที่ยังไม่ได้ไฟเขียวจากรุ่นหนึ่ง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราต้องสื่อสารให้เป็นด้วย ผมรู้ว่าถ้าศิลปินไม่เอาอะไรมาสนับสนุน คำพูดจะไม่มีน้ำหนักทันที เพราะมันเป็นแค่ศิลปะ ภาพวาด ลงสี เราเลยใช้เทคนิคการเปรียบเทียบ เอาโลโก้มาวางเทียบกับร้านอื่นๆ ในระดับเดียวกัน ให้เห็นจะจะเลยว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว และยอมให้เราช่วยรีแบรนด์”

ศิลปินหนุ่มทำรีเสิร์ชอย่างหนัก วางกรอบโครงเรื่องที่จะสื่อสารอย่างชัดเจน จนได้ภาพประกอบซิกเนเจอร์ที่เล่าเรื่องของครอบครัวผู้ก่อตั้ง ถ่ายทอดผ่านครอบครัวนกในสวนดอกไม้แบบฉบับ Coffee Beans by Dao ลงบนฝาหนังของร้านสาขาต่างๆ ไปจนถึงกล่อง ถุง และกระดาษรองจาน แฝงความหมายนกแต่ละตัวเป็นสมาชิกครอบครัวแต่ละคนได้อย่างลึกซึ้ง แถมใครได้เห็นเป็นต้องตกหลุมรัก 

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

และไม่ลืมใส่เทคนิค Engraving Drawing แบบเฉพาะตัวลงไปอย่างเต็มที่ มองเผินๆ อาจไม่ต่างจากภาพวาดแนววินเทจธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าขยับเข้าไปใกล้อีกนิด เขยิบชิดเข้าไปใกล้อีกหน่อย จะเห็นว่าภาพมี 2 เลเยอร์ซ้อนกันอยู่อย่างแนบเนียน มีแนวเส้นหมึกสีดำขลับซึ่งวาดด้วยเทคนิคนี้เป็นกรอบภาพ พร้อมลงสีโทนตุ่นเสริมความคลาสสิกเหนือกาลเวลาลงไป

งานนี้เรียกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจสุดพิเศษของจูน เพราะทำให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด คาแรกเตอร์อันชัดเจนของแบรนด์ สาขาจำนวนมาก และรายละเอียดปลีกย่อยอีกมหาศาล สอนให้รู้จักวิธีการจัดการที่เหมาะสม ทั้งยังได้ร่วมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวางกลยุทธ์แบรนด์ใหม่ทั้งหมด อย่างจัดกลุ่มใหม่ให้หลายประเภทหลากไซส์ให้ง่ายขึ้น หรือการแปลงโฉมตัวตนของแบรนด์ใหม่ทุกอย่าง จนเจ้าตัวเปรียบเทียบว่าเหมือน “จับคุณย่าแต่งหน้าทำผมเพื่อพามาเดินห้าง” 

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

จากนั้นไม่นานบริษัท Cabret Moon ถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจอยากยึดเป็นอาชีพอย่างจริงจัง

“จูนช่วยได้หมด ขอแค่เป็นเรื่องศิลปะ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็แนะนำคนรู้จักให้ได้” เรายืนยันได้ว่า Illustrator หนุ่มคนนี้ไม่ได้โม้เกินความสามารถแต่อย่างใด

Cabret Moon แทบจะถอดดีเอ็นเอของจูนมาร้อยเปอร์เซ็นต์ เส้นสายสีสันสุดวินเทจเจือกลิ่นร่วมสมัยมานิดๆ จัดองค์ประกอบภาพแบบ Maximalism หน่อยๆ เป็นลายเซ็นที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ส่วนลูกค้าในดวงใจของ Cabret Moon คือแบรนด์ที่รู้จักตัวเองดีจริงๆ ตอบโต้และโต้ตอบกันอย่างตรงไปตรงมาเสมอ ชอบก็บอก ไม่ชอบก็บอก (ไม่ต้องกลัวร้อกเรื่องราคงราคา)

“บางคนชอบพูดว่า ดีค่ะ สวยค่ะ แต่พอเอาเข้าจริงไม่ถูกใจ แปลว่ายังไม่รู้จักตัวตนอย่างถ่องแท้พอ จนบอกไม่ได้ว่าแบบไหนคือใช่หรือไม่ใช่ แล้วแบรนด์เหล่านี้มักอยู่ได้ไม่ค่อยนานเท่าไหร่

“มีครั้งหนึ่งร่วมงานกับ Wild & Co. เป็นร้านขายอาหารป่า เราให้เขาแต่งนิทานสั้นๆ ให้ฟังว่า ลูกค้าที่มาร้านนี้จะเป็นยังไง เขาเล่าว่าเป็นคนที่บังเอิญเข้าป่ามาแล้วรถเสีย ลงมาจากรถโฟร์วีลพร้อมชุดซาฟารีและกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง เข้ามาทานอาหารป่า พอรถซ่อมเสร็จกลับเข้าเมืองแล้วชวนเพื่อนมาอีกคราวหน้า อันนี้ดีมากเลยเพราะลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับเรา ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ได้งานตรงกับตัวตนตามต้องการ”

แค่ฟังคู่สนทนาเล่าแล้วคิดตาม ก็สนุกจนอยากกรอกใบสมัครเป็นลูกค้า Cabret Moon เดี๋ยวนี้เลย

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
05

อาจารย์

หมวกอีกใบของจูนคือบทบาทอาจารย์พิเศษวิชา Creative Drawing ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนนั้นคณะเพิ่งเปิดวิชาใหม่พอดี เราเลยได้เข้าไปช่วยสอนครีเอทีฟดรอว์อิ้ง โชคดีเด็กจุฬาฯ มีไอเดียดีกันอยู่แล้ว แค่ช่วยแนะนำเล็กน้อย จัดให้อยู่ในรูปในรอยเท่านั้น

“แก่นของวิชาคือความคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องเป็นความคิดสร้างสรรค์ตามกำหนดนะ เพราะเป็นวิชาศิลปะ ไม่มีอะไรถูกผิด เลยฝึกให้ทำตามโจทย์ พอออกไปเผชิญโลกจริงจะได้เข้าใจว่าต้องตามลูกค้าถ้าอยากได้เงินจากเขา”

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จูนพยายามสอดแทรกไปกับบทเรียน คือการกระตุ้นให้นิสิตค้นหาตัวตนของตัวเองให้เจอ

“เราแนะนำเด็กทุกคนตลอดทุกครั้งที่ตรวจงาน ลองไปเติมอันนี้มาสิ หรือถ้าชอบรูปแบบนี้ ลองเอามาผสมดูไหม เพราะคิดว่าถ้ายิ่งหาสไตล์ของตัวเองเจอเร็ว จะยิ่งไม่เสียเวลาหลงทาง ถ้าไม่ได้เราก็ไม่กดดันนะ เพราะจูนยังเพิ่งมาเจอตอนเรียนจบเลย

“มีคนหนึ่งชอบวาดการ์ตูนญี่ปุ่นตาหวาน ซึ่งยากต่อการใช้ต่อยอดกับงานอื่นๆ ในอนาคต เราแนะนำให้ประยุกต์ใช้ให้เข้ากับเรื่องราว ถ้าจะเอามาใส่กับโปสเตอร์หนังบู๊คงไม่เหมาะ แต่ถ้าต้องทำงานนี้จริง ลองสำรวจดูว่าเราถนัดอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ไทโปกราฟีดีไหม วาดรูปไม่เก่งงั้นทำเป็น Silhouette ดีไหม เชื่อว่าเด็กทุกคนมีจุดแข็งของตัวเอง แต่แค่ไม่รู้จะถ่ายทอดออกมายังไงมากกว่า ในฐานะอาจารย์ต้องช่วยไกด์”

สิ่งที่ได้กลับคืนจากการนำประสบการณ์มาถ่ายทอดเป็นทางลัดให้แก่นิสิตคือการได้ฝึกทักษะการสื่อสาร ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นอุปสรรคสุดหินของคนทำงานศิลปะ

“จริงๆ แล้วศิลปินหลายคนเจ๋งมาก แต่เล่าเรื่องออกมาไม่เป็น เพราะไปติดกับมายาคติจากรุ่นสู่รุ่นว่าถ้างานดี จะใส่รองเท้าแตะไปคุยก็ได้ แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น งานสวยแต่ขายไม่เป็นก็จบ การได้มาสอนจึงเป็นการฝึกให้เราสื่อสารได้เก่งขึ้น ยังจำได้เลยว่าวันแรกเรายังอัดเสียงตัวเองกลับไปฟังด้วยซ้ำ” จูนจบประโยคพร้อมเสียงหัวเราะร่า แฝงความตลกขบขัน เจือความภาคภูมิใจ

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
06

เป็ด

ผลงานของจูนมีเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างจากคนอื่นอย่างเด็ดขาด

แต่ความสามารถและความสนใจของเขานั้นหลากหลายและกว้างขวางมาก

“คิดว่าบางคนทำงานด้านเดียวจนได้ดีไปเลยก็มี บางคนลองทำหลายอย่างแล้วมั่วก็มี ถ้าคุมตัวเองไม่อยู่ เห็นเงินสำคัญกว่างาน หรือเข้าไปทำโดยไม่รู้จริง อย่างนี้ก็เสียเหมือนกัน จูนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความอยากรู้ก็จริง แต่ประเมินตามความจริงเสมอว่าทำได้ไหม

“ข้อสำคัญคือต้องเข้าใจตัวเอง ยอมรับว่าเราเปลี่ยนทำหลายอย่างเพราะเบื่อ แต่ไม่ได้เบื่อไปเสียทุกทางนะ แค่เบื่อเพราะรู้ตัวว่าความชอบของเราย้ายไปอยู่กับอันอื่นแล้ว ถ้าของใหม่แฮปปี้กว่าของเดิมจะย้ายไปทำ ไม่ใช่เบื่อเพราะเรารู้จนเจนจบถ่องแท้เสมอไป”

คือคำตอบอันลึกซึ้ง เมื่อถามว่าอยากเป็นเหมือนปลาที่ว่ายน้ำได้เก่งอย่างเดียว หรือเป็ดที่ทำได้หลายอย่าง แต่ไม่เก่งได้สุดสักทางมากกว่ากัน

“แต่รู้อะไรไหมครับ” ขณะบทสนทนาเดินทางมายาวไกลจนใกล้เข้าสู่ชั่วโมงที่ 2 ดีไซเนอร์คนเก่งดึงความสนใจเรากลับมาได้ภายในคำถามเดียว

“กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้จูนลำบากมาก ครอบครัวไม่สนับสนุนเลยเพราะเป็นข้าราชการกันหมด พอวันหนึ่งที่อดทนจนผ่านอะไรๆ มาได้ เราพาพ่อซึ่งเป็นตำรวจไปดูร้าน Coffee Beans by Dao ที่เพิ่งรีโนเวตเสร็จ แล้วมีแขกเข้าไปใช้บริการอย่างล้นหลาม เราเห็นเลยว่าพ่อน้ำตาซึม เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาหรอกนะ ยิ้มๆ แล้วเดินออกมา”

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

5 ผลงานสุดภาคภูมิใจของ Junejirapart

1st Avenue Pizza

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“1st Avenue Pizza เป็นก้าวแรกสู่โลกแห่งการแบรนดิ้ง นอกจากต้องสื่อสารเรื่องราวที่เจ้าของร้านสองคนเจอกันครั้งแรกในร้านพิซซ่าบนถนนหมายเลข 1 ที่อเมริกาแล้ว เรายังแนะนำเพิ่มเติมด้วย เช่น ไม่ควรขายแค่หน้าธรรมดาๆ เหมือนเจ้าอื่น หรือลองขายพิซซ่าแป้งดำดูไหม แล้วเราก็วาดภาพโฆษณาจากวัตถุดิบต่างๆ ด้วย โชคดีที่เจ้าของแบรนด์มีหัวธุรกิจ เลยไปได้ไกลเลยตอนนี้”

Benedict Studio

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“ชิ้นนี้เป็นความภาคภูมิใจชิ้นหนึ่งเลย มีความสุขที่ได้ทำมาก เพราะเราสร้างตั้งแต่บนแผ่นกระดาษสู่รูปแบบสามมิติ สเกลจริงใหญ่ขึ้นมาก เราได้ฝึกการจัดการทุกอย่างทั้งแผนการ เวลา การเดินทาง เข้มงวดกับตัวเองมากๆ จนเรียกได้ว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในการทำงาน”

Another Hound

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“นี่เป็นชิ้นหนึ่งซึ่งผ่านหูผ่านตาคนเยอะพอสมควร เลือกเพราะได้ลองการเขียนไทโปกราฟีแบบ Brush Stroke ที่ล้อจากเวลาเชฟแต่งจานอาหาร จนกลายเป็นลายซิกเนเจอร์ของร้านเพื่อเพิ่มความสนุกให้กับแบรนด์”

Coffee Beans by Dao

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“งานนี้เราได้เรียนรู้เรื่องการจัดการค่อนข้างเยอะ จนเป็นจุดเปลี่ยนให้ตัดสินใจเปิดบริษัท Cabret Moon ขึ้นมา นับเป็นก้าวสำคัญของชีวิต”

Ta Lak Kia

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราประทับใจคุณพ่อเล็ก เจ้าของ ตั๊ก หลัก เกี้ย เพราะเป็นคนมีอายุแต่มีความเป็นวัยรุ่นและหัวสมัยใหม่มากๆ เขาคิดอยากอนุรักษ์ตลาดน้อยไว้ พอได้คุยกันเลยมีไอเดียจะวาดของดีของตลาดน้อยเก็บไว้ เราเลยได้ไปเดินเก็บข้อมูลจนตกหลุมรักที่นี่ เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบกราฟิก”

Writer

Avatar

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ทีแรกเราไม่มั่นใจว่านั่งรถมาถูกที่รึเปล่า แต่ป้ายที่เขียนว่า Beyond Living ด้านหน้า ก็ทำให้ตัดสินใจเดินเข้าไปข้างในบ้านเก่าหลังนั้น

บรรยากาศที่นี่คึกคักและวุ่นวายในขณะเดียวกัน ผู้คนมากมายที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเดินขวักไขว่ทั่วบริเวณ บ้างก็ขะมักเขม้นทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่เหนื่อยอ่อน เราหันไปมองกี่ทอผ้าตัวเบ้อเริ่มที่มีคน 4 คนช่วยกันทออย่างประทับใจ

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

“มาแล้วเหรอ!” หญิงสาวในชุดตัดเย็บเองส่งเสียงทักทายเป็นกันเอง เธอกำลังยืนอยู่บนเก้าอี้ ทำงานศิลปะบางอย่างที่ห้อยลงมาจากเพดานร่วมกับทีมงานหลายคนที่ยืนข้างล่าง 

เราเคยเจอเธอครั้งหนึ่งแล้วที่งาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ซึ่งสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลักเศรษฐกิจกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เธอเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ที่ได้ขึ้นไปพูดในวันนั้น

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เรียกตัวเองว่า มุกวี (Mook V) หลายคนอาจจะเห็นเธอในหน้าสื่ออยู่บ่อย ๆ เธอเป็นนักออกแบบและศิลปินที่ทำงานสิ่งทอเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทยที่งานมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทั้งสีสัน เท็กซ์เจอร์ วิธีการจัดวาง และการใช้วัสดุที่มักเป็นขยะหรือของเหลือใช้ หากได้เห็นที่ไหนก็เดาได้ไม่ยากว่านี่คืองานของเธอ

“จริง ๆ ไม่ได้ตั้งตัวว่าฉันจะเป็น Recycled Artist นะ ไม่ใช่เลย แค่เป็นคนไม่ชอบ Waste ไม่อยากทิ้งของ” เธอบอกกับเรา ไม่ได้ยอมรับกับตำแหน่งที่คนในสังคมมอบให้อย่างเต็มที่

วันนี้เราได้โอกาสมาคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับแพสชันในงานดีไซน์ งานศิลปะ และ ‘ขยะ’ กองใหญ่ถึงสตูดิโอของเธอเอง แม้ยังไม่ได้เริ่ม แต่บรรยากาศรอบตัวก็ทำให้เราตื่นเต้นไปกับบทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นซะแล้ว

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ชีวิตหนังอินดี้ของมุกวี

มุกวีเป็นอดีตเด็กหญิงล้วน เธอเรียนมาแตร์เดอีจนถึงอายุ 13 ปี จากนั้นก็ออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ

“ไม่ชอบเรียนหนังสือ!”

“ไม่ชอบวาดรูป!” 

“ไม่ชอบเย็บปักถักร้อย!” 

“ชอบเหม่อ!” เธอเล่าถึงตัวเองในวัยเยาว์

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ไม่ชอบเรียนหนังสือนี่เข้าใจได้ ศิลปินที่เราไปสัมภาษณ์หลาย ๆ คนก็เริ่มบรรยายชีวิตด้วยประโยคแมส ๆ นี้ แต่ไม่ชอบวาดรูป ไม่ชอบเย็บปักถักร้อยนี่ออกจะเหนือความคาดหมายสักหน่อย ดีที่เธอเล่าต่อว่าเธอชอบทำงานประดิษฐ์และถักนิตติ้งด้วยมือ

ระบบการเรียนที่อังกฤษไม่เหมือนประเทศไทยที่ต้องเรียนกันหลายวิชา มุกเล่าว่าเด็ก ๆ ที่นั่นต้องรู้ตัวเองตั้งแต่อายุ 13 – 14 ว่าอยากจะไปทางไหน จะทางศิลป์หรือทางวิทย์ จากนั้นพอเรียนถึง A-Level ก็จะเหลือวิชาเรียนแค่ 3 ตัว ซึ่งเธอเลือกเรียนศิลปะ 2 ตัว ประวัติศาสตร์ 1 ตัว ด้วยความที่คิดว่าอยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ แต่เมื่อได้เรียนลงลึกจริง ๆ ก็เปลี่ยนความคิด ไม่อยากเป็นแล้ว

“อยากทำตั้งแต่ศูนย์ การทำตั้งแต่ศูนย์คือการทำผ้า ตั้งแต่เป็นปุยฝ้าย ขยับมาเป็นเส้นด้าย มาทอเป็นผ้า มันเหมือนการ Create จริงๆ จากมือ พี่ไม่ได้เป็นคนวาดรูปเก่ง แต่เป็นคนที่เด่นเรื่องสีสันและเท็กซ์เจอร์” และจุดแข็งที่เธอว่า ก็ทำให้เธอก็เข้าไปเรียน Textile Design (การออกแบบสิ่งทอ) ที่ St. Martin’s College of Art & Design ที่ลอนดอนได้

“จากที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง พอเข้าได้ก็รู้สึกว่าเก่งจัง เริ่มเหลิง ก็เลยไม่ไปเรียนเลยทั้งเทอมแรก” 

อ้าว หักมุมอีกแล้ว

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน
มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

เธอเล่าว่าเวลาแจกโจทย์ อาจารย์จะให้มา 3 โจทย์ หากไม่ทำตาม 3 โจทย์นั้นก็ต้องแต่งโจทย์เอง มุกวีจะเลือกแต่งเองตลอด เพราะไม่ค่อยได้เข้าไปเรียนหนังสือ แต่ถึงอย่างนั้นแต้มบุญที่มีก็ทำให้เธอผ่านมาได้ด้วยดี

Textile Design แบ่งออกเป็น 3 สาขา Knitting (การถัก), Weaving (การทอ), Printing (การพิมพ์) สิ่งที่เธอเลือกแบบงง ๆ ในตอนนั้นคือ Weaving ซึ่งวิชานี้ก็พาให้ชีวิตดำเนินมาเรื่อย ๆ จนได้จบมาทำงานที่แม่ฟ้าหลวง ดอยตุง และได้อยู่ในกระบวนการทำ Bangkok Fashion Week ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก

“โห เราจบจากเมืองนอก ไม่อยู่เมืองไทยมาสิบกว่าปี พอได้ไปอยู่กับชาวเขาก็สนุกมาก” เธอเล่าถึงความหลังด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ที่เราไปเรียนทำลาย เรียนย้อม ปั่นด้าย ตีเกลียวมา เราก็เอาไปสอนเขา แล้วเขาก็สอนในสิ่งที่เราไม่รู้อย่างการใช้กี่เท้าเหยียบ เหมือนต่างคนต่างแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เลยกลายเป็นสิ่งที่พี่ถือในความคิดมาตลอด ว่าเราทำงานกับใคร เราก็เรียนรู้จากเขาได้ตลอดเวลา”

มุกวีใช้เวลา 5 ปี ทำงานที่แม่ฟ้าหลวง แล้วตัดสินใจออกเดินทางครั้งใหม่ ด้วยการออกมามุ่งมั่นทำอะไรเป็นของตัวเองครั้งแรก

ปล่อยใจตามแพสชัน

Beyond Living หรือสตูดิโอที่เรามาเยี่ยมในวันนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2003 พวกเขาทำงาน Commercial ทั้งพรม ที่รองจาน เบาะ ปลอกหมอน และของใช้อื่น ๆ ที่ทำจากผ้าส่งออกหลายแห่งในโลก ส่วนแบรนด์ Mook V เป็นแบรนด์กระเป๋าที่เธอเพิ่งตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2018 ปัจจุบันนี้ ในฐานะ เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เธอเป็นที่ยอมรับทั้งจากคนไทยและต่างประเทศ

แล้วงานศิลปะล่ะ เป็นของ Mook V ด้วยเหรอ งงไปหมดแล้วว่าแบรนด์ไหนเป็นแบรนด์ไหน

“แบรนด์ Mook V คือกระเป๋า แต่งานอาร์ตที่ไม่มีแบรนดิ้ง พี่ก็เผอิญเซ็นชื่อว่า Mook V ด้วย จริง ๆ แล้ว Mook V ก็คือพี่ คือคนคนเดียวกัน ยูจะเรียกไอเป็นอะไร ใส่หมวกใบไหน มันก็คือคนเดียวกัน” มุกวีพยายามอธิบาย “แต่บางชิ้นก็เซ็นว่า เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ นะ ก็แล้วแต่”

ตอนที่มุกยังเด็ก ที่นี่เคยเป็นบ้านของคุณอา เมื่อเติบโตมาอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงตัดสินใจเปลี่ยนบ้านเก่าหลังนี้เป็นสตูดิโอ และเดินไปติดป้าย ‘รับสมัครทีมงาน’ ไว้หน้าประตู

“มีหลายคนที่ขี่จักรยานมาสมัคร บางคนเคยขายกระเทียมดอง ขายผลไม้ ขายถุงเท้าแถวนี้มาก่อน” มุกเล่าถึงพี่ ๆ ป้า ๆ ผู้หญิงที่กำลังแท็กทีมทอผ้ากันอยู่ระหว่างที่เราคุย พวกเขาอยู่กันมากว่า 20 ปี ร่วมลงแรงทำทุกแบรนด์และทุกงานศิลปะที่มุกเป็นเจ้าของ “เราบอกไปว่า ใครที่ทอผ้าเป็นเราไม่รับ ถ้าทอผ้าเป็นจะมีทักษะบางอย่างแล้ว เช่น ทอกี่กระตุก ทอผ้าไหม แต่กี่เหล็กของพี่มันเป็นอีกแบบ มันเป็นกี่ทำเองที่หนักมาก อย่างที่เห็น มันต้องใช้แรงงานอยู่เหมือนกัน”

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน
มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

เธอบอกว่าตัวเองเป็น ‘คนสวนกระแส’ เธอไม่รู้สึกว่ามุกวีเข้ากับหมวดหมู่อาชีพไหนเลย เธอไม่เหมือนดีไซเนอร์ ไม่ได้แต่งตัวแบบนั้น ไม่ชอบสีดำ ไม่เหมือนศิลปินคนอื่น ๆ ที่ถูกกดและสร้างงานจากความเศร้าหรือความรันทด กลับกัน เธอสร้างงานจากความสุข ฉะนั้น จึงยากที่จะ ‘แปะป้าย’ ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่

“I follow my passion” เพลินจันทร์ประกาศ เธอไม่อยากจำกัดว่าตัวเองเป็นศิลปินสิ่งทอเพียงอย่างเดียว “งานคือแพสชันของพี่ พี่เป็นคนที่ทำสิ่งที่ตัวเองรัก และอยากทำให้มันดีที่สุด”

วิธีการทำงานอย่างหนึ่งที่เธอทำจนกลายเป็นคาแรกเตอร์สำคัญของงาน คือ ‘การบริหารสต็อก’ เธอเป็นคนไม่ชอบทิ้งของ และเห็นด้วยกับแนวคิด Zero Waste

“โรงแรมสั่งพรมหลาย ๆ ผืน เราก็ต้องคำนวณแล้วว่าจะใช้เส้นใยในการทอกี่กิโล บางทีเราคิดออกมา 280 กิโล พอทอไปกลายเป็นใช้ไปแค่ 275 กิโล เหลือ 5 กิโล จะทอพรม 1 ผืนก็ไม่ได้ ถ้าจะทอพรม 1 ผืน มันต้องเป็นจากล็อตเดียวกัน ไม่งั้นสีจะต่าง เราก็เลยมีเหลือเส้นใยจากโปรเจกต์หนึ่ง 5 กิโล อีกโปรเจกต์ 3 กิโล ก็เลยเอามาทอเป็นชิ้น ๆ เล็ก ๆ แล้วทำเป็นกระเป๋า

“งานทำหมอนให้กับโรงแรม เวลาตัดหมอนก็จะเหลือเป็นแถบยาว ๆ บางทีเหลือตั้ง 24 ลัง ก็นำมาทำเป็นงานอาร์ตที่มาจากเศษผ้า

“ที่พี่อยากให้เป็น Zero Waste เพราะว่า หนึ่ง ไม่มีตังค์ ไม่งั้นสต็อกก็จมอยู่อย่างนั้น สอง ไม่ชอบการที่โยนของทิ้ง อยากให้คนเห็นคุณค่า” เธอพูดตรง ๆ “นอกจากเรื่องเงินนะ มันเป็นเรื่องของคุณค่าด้วย”

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ไม่เพียงชอบนำวัสดุเหลือจากการทำงานมาใช้ประโยชน์ มุกวีชอบขยะด้วย ใช่ เราหมายถึง ‘ขยะ’ จริง ๆ

นักสร้างสรรค์พาเราเดินไปชมถุงกองใหญ่ด้านหลัง บ้างเป็นขยะบดเม็ด บ้างเป็นแหชาวประมง บ้างเป็นขยะพลาสติก บ้างเป็นกระป๋องน้ำอัดลม ทั้งหมดถูกทำความสะอาดอย่างดีแล้วแยกไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อมุกจะได้หยิบสิ่งเหล่านี้ไปทำงานศิลปะ

“ภูมิใจมาก ขยะพวกนี้เก็บโดยลูกชายนะ” เธอเป็นคุณแม่ของแฝด 3 อายุ 13 ปี ครอบครัวนี้ชอบไปเที่ยวทะเล และทุก ๆ ครั้งที่ไปก็ต้องเดินเก็บขยะตามชายหาดกันคนละไม้ละมือ บางชิ้นฝังอยู่ลึกก็ต้องใช้เสียมช่วยกันขุดขึ้นมา เรานึกภาพพ่อแม่ลูกท่าทางเหนื่อยล้าเดินไปที่เคาน์เตอร์โรงแรม แล้วขอให้พนักงานช่วยส่งพัสดุขยะเหล่านี้ไปที่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่าพนักงานคงจะงงไม่น้อย

“ของส่วนตัวก็เยอะ อย่างถุงน่องที่เราใช้ ใส่หนเดียวขาด แทนที่จะทิ้งพี่ก็เก็บมาทอเป็นชิ้นงาน ถุงเท้าลูกก็เยอะ ลูกแฝดเรา 3 คนโตเร็วมาก คิดดูว่าต้องใช้ถุงเท้าไปกี่คู่ พี่เอามาทอเป็นพรมให้ลูก 1 ผืนเลย เขาก็จะรู้สึกดีว่านี่คือของของฉันตอนเด็ก ๆ” เพลินจันทร์เล่าอย่างเพลิดเพลิน “พี่อยากให้ลูกรู้สึกเสียดายของ รักษาของ ซึ่งยากมากที่จะสอนเด็กสมัยนี้ เพราะทุกอย่างมันเป็นไปกับกระแส มาเร็วไปเร็ว มันเปลี่ยนจนเราไม่รู้แล้วว่าอะไรคืออะไร

“พี่ไม่ได้คิดไกลขนาดว่าจะทำให้บรรยากาศของโลกเปลี่ยนไป แค่คิดถึงคุณค่าของของ และไม่ชอบ Waste แต่ผลพลอยได้คือ เรามีส่วนร่วมในการทำให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

“เราเป็นคนตัวเล็ก ๆ ที่ทำในสิ่งเล็ก ๆ แต่จากคนของเราสิบกว่าคน หนึ่งในสิบก็ไปอีกสิบ จากนั้นก็ไปอีกสิบ แต่พี่ไม่ได้มองว่ามันจะไปได้ไกลขนาดไหน พี่มองแค่ว่าเราดูแลรับผิดชอบในวงเล็ก ๆ ของเราให้ดีที่สุด ในที่สุดมันก็อาจจะช่วยโลกให้ดีขึ้นได้บ้าง”

ถุงน่องเก่าย้อมสีที่มีขยะบดบรรจุอยู่ข้างใน

4 งานที่มุกวีเลือก

01 กระเป๋า : ‘Razzle Dazzle’ (Collection)

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

“สามีพี่เป็นคนอ่านเยอะมาก แล้วเวลาจะทำงานอาร์ต ก็จะนั่งคุยกันว่าจะทำลวดลายอะไรดี ครั้งนี้เราใช้คอนเซ็ปต์ Camouflage หรือการพรางตัว”

ลายพรางนี้เรียกว่า Razzle Dazzle เป็นลายเพนต์ที่ปรากฏบนเรือรบอังกฤษยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และบนเรือรบสหรัฐในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ลายชวนเวียนหัวนี้ใช้สำหรับพรางสายตา ไม่ให้คู่ต่อสู้สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ ว่าเรือกำลังไปทางไหน และมุ่งหน้าด้วยความเร็วเท่าไหร่

กระเป๋าก็อยู่ในวงจรความยั่งยืนของมุกวี หากเศษเหลือจากการทำพรมนั้นน้อยจนไม่สามารถไปพอเป็นพรมอีกผืน นอกจากงานอาร์ตแล้ว เส้นใยเหล่านั้นก็จะมาลงเอยที่การทำกระเป๋า

02 งานอาร์ต : ‘White Skies’

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

“พี่เคยไปสอนภรรยาชาวประมงทำงาน ได้ไปเล่าว่า มุกกำลังทำนิทรรศการ แหที่ไม่ใช้แล้วมุกขอได้ไหม อย่าไปทิ้ง เขาก็บอกว่าไม่มีหรอกค่ะคุณมุก เขาไม่เอากลับ เวลาเขาไปตกปลาเสร็จเขาก็เอาปลากลับแล้วก็โยนลงทะเล นี่เป็นสิ่งที่น่าเศร้า”

เชือกแหที่ใช้ในงานนี้มาจากทริปนาใต้ ภูเก็ต ของมุกวี เธอเห็นเชือกแหชาวประมงถูกซัดขึ้นมาบนชายหาด จึงเก็บมาทำงานศิลปะเป็นอุทาหรณ์

เชือกแห เส้นฝ้ายที่เหลือจากการทอพรม และดิ้นทองเส้นสั้น ๆ ที่เหลือจากการทำงานต่าง ๆ ถูกจับมารวมกัน สร้างสรรค์จนกลายเป็นผลงานน่าประทับใจชิ้นนี้

“เชือกที่ถูกซัดมาบนชายหาดมันจะมากับคราบดำอย่างที่เห็น ซักยังไงก็ไม่ออก แต่ถ้าคุณมองว่ามันสวยมันก็สวย เราว่าเหมือนมีการไล่โทนสีโดยที่ไม่ต้องย้อมเลย

“การทำงานอาร์ตจากขยะ ถ้าดูเลอะเทอะเหมือนเดิมมันก็ยากนะที่คนจะเข้าใจว่าต่างจากการเป็นขยะยังไง ฉะนั้น สิ่งที่พี่พยายามทำคือ ทำให้ขยะดูไม่เป็นขยะ เพิ่มคุณค่าเข้าไปให้มีความเป็นศิลปะ”

03 งานอาร์ต : ‘The Sea Ghost and Beyond’ (Exhibition)

“ยูก็ทำอะไรที่รู้สึกถึงมันเยอะ ๆ สิ” ช่วง 2 ปีที่แล้ว ระหว่างที่มุกกำลังหาไอเดียให้กับนิทรรศการเดี่ยวของตัวเอง สามีก็พูดประโยคนี้ขึ้นมา

“ช่วงนี้รู้สึกว่าเบื่อจัง ร้อนก็ร้อนมาก หนาวก็หนาวมาก ทำไมโลกมันเป็นแบบนี้” คือสิ่งที่เธอตอบไปในตอนนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เธอไปเสิร์ชคำว่า The effect of global warming เพื่อดูชาร์ตต่าง ๆ และเป็นสิ่งที่พาให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้น

“งานนี้เป็นงานที่ให้วัตถุดิบซึ่งก็คือขยะรอบตัวเรา เล่าเรื่องด้วยตัวของมันเอง” ขยะรอบตัวที่ว่ามาจากครอบครัวบ้าง ร้านอาหารในชุมชนบ้าง

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 1 : ‘Saturated’

‘Saturated’ เป็นการทอภาพถ่ายทางดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่า ‘พวกเรา’ กำลังจะจม เริ่มตั้งแต่เพื่อนบ้าน เวียดนาม ลาว แล้วก็มาถึงประเทศไทย

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 2 : ‘Embers’

‘Embers’ มาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่ออสเตรเลีย สีดำคือขี้ด้ายจากโรงงานทอผ้าที่มุกไปขอซื้อเป็นกระสอบเพื่อนำมาทอ ส่วนสีส้มคือถุงน่องที่ย้อมไล่โทนสีเป็นไฟ ด้านในมีขยะบดบรรจุอยู่ แสดงให้เห็นว่าถ้าเรายังใช้ชีวิตมักง่ายกันแบบนี้ ความร้อนจะผลักป่า (สีเขียวในงาน) ออกไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็จะยืนอยู่ท่ามกลางกองไฟในที่สุด โดยพื้นสีเขียวทอจากขวดสไปรท์สีเขียวที่เลิกผลิตไปแล้วเพราะย่อยสลายยาก

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 3 : ‘Summit Station’

‘Summit Station’ เป็นกราฟแสดงว่าอุณหภูมิเดือนมิถุนายนสูงขึ้นทุกปี มุกใช้กระป๋องน้ำอัดลมที่ลูกดื่มตัดเป็นเส้น ใช้กระดาษใช้แล้วที่ออฟฟิศตีเกลียว และใช้ Fast Fashion ที่นำมาย้อมสีแดงและตีเกลียว ทั้งหมดทอเข้าด้วยกัน ส่วนถุงสีขาวสื่อถึงหิมะที่กำลังละลาย ทำมาจากถุงน่องที่มีขยะบดบรรจุไว้ข้างใน

04 งานอาร์ต : ‘Woven Symphony’ และ ‘Adam’s Bridge’

โปรเจกต์ในคราวนี้เริ่มมาจากที่ ThaiBev ติดต่อมุกมาทำงานศิลปะที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์โฉมใหม่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคอนเซ็ปต์ของศูนย์คือ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ผนังที่ 1 : ‘Woven Syamphony’

มุกทำอยู่ 2 ผนังด้วยกัน ผนังแรกคือผนังสีเขียว ‘Woven Symphony’ เธอหยิบศิลปะโขนที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ‘สืบสาน’ มาทำงานศิลปะ ด้วยการนำเสื้อผ้าโขนมาออกแบบให้ร่วมสมัย และยังได้แรงบันดาลใจในการทำงานมาจาก รามเกียรติ์ ตอนที่นางสีดาถูกทศกัณฐ์จับไปอยู่ในกรุงลงกาด้วย

“ผนังฝั่งนี้เป็นสีเขียวเพราะเป็นเกาะ คนชอบดูว่านี่คือมังกร แต่จริง ๆ คือฉากสู้รบของหนุมานกับพระราม จะเห็นว่าเสื้อผ้าทับ ๆ พัน ๆ กันอยู่ด้วยเทคนิค Appliqué หรือการตัดต่อผ้ามารวมกัน”

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ผนังที่ 2 : ‘Adam’s Bridge’

ถัดจากผนังตรงกลางซึ่งเป็นไม้แกะในคอนเซ็ปต์ ‘รักษา’ ที่คงอยู่มากับศูนย์สิริกิติ์ฯ ตั้งแต่ตอนเปิด ก็เป็นผนังสีน้ำเงิน ‘Adam’s Bridge’ หรือที่เรียกว่าส่วน ‘ต่อยอด’

“ผนังสีน้ำเงินคือฉากต่อไป ที่หนุมานโยนก้อนหินจากเกาะลงหามาทับ ๆ กันให้เป็นสะพานเพื่อพานางสีดาไปมีชีวิตใหม่ สำหรับพี่ที่เป็นศิลปิน การต่อยอดคือการส่งต่อให้คนรุ่นหลัง คือการนำของที่คนเห็นว่าไร้คุณค่ามาทำให้มีคุณค่า เหมือนการต่อยอดปรับปรุงศูนย์สิริกิติ์ฯ ให้มีวันใหม่ที่ยั่งยืน”

วัสดุในการทำงานนี้ ประกอบไปด้วยขยะ ทั้งถุงน่อง กระป๋องอะลูมิเนียม ถุงพลาสติก ฟองน้ำ ขวดพลาสติด แห เศษผ้าจากการทำงาน และเส้นใยที่ยังเหลือจากการทอ

“คนจะเห็นว่างานอลังการใหญ่โต จริง ๆ มีเวลาทำแค่ 58 วันเองนะ” เราตกใจกับระยะเวลา จากที่ไปดูที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ มา งานนี้ใหญ่มากจริง ๆ “ที่ทำสำเร็จเพราะว่ามีหลาย ๆ ชิ้นงานเดิมมาประกอบร่างใหม่ มาบวก มาเพิ่ม มาเติม กลายเป็นงานนี้

“งานที่อาจจะไม่เวิร์กตอนนี้ แต่อาจจะมีโอกาสเวิร์กตอนหน้า คนบางคนเขาอาจจะเก็บขยะทิ้งแล้ว เราไม่ทิ้ง เราเก็บไว้ใช้ ไว้เติมดีเทลตอนหลัง มันถึงได้ออกมาเป็นอย่างนั้น

“นี่คือสิ่งที่พี่ทำมาตลอดชีวิต”

คุณค่าที่สัมผัสได้

“งานพี่ทำโดยคนไทย ออกแบบโดยคนไทย แต่ไม่ได้ติดกับลุคที่เป็นไทยจ๋า แล้วก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองเป็นฝรั่งจ๋าจากการที่อยู่นอกสิบกว่าปีด้วย” มุกอธิบายคาแรกเตอร์ของงานให้เราฟัง “พี่เอา 2 อย่างมาผสมกันอยู่ในตัวพี่

“งานเราทุกวันนี้ที่เป็นลูกผสมก็มีช่องทางการขายของมัน ถึงจะไม่ได้เพราะว่าขายดีมาก ๆ หรือประสบความสำเร็จมาก ๆ เหมือนแบรนด์ใหญ่โต แต่ก็มีคนที่ชอบ เป็น Niche Market”

มุกบอกว่า โดยปกติแล้วลูกค้าที่มาอุดหนุนจะเป็นวัยทำงาน อายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มนิ่ง เริ่มเห็นคุณค่าของของ ทุกวันนี้พาร์ตเนอร์ที่ดูแลเรื่องกระเป๋าก็อยากดึงอายุของกลุ่มเป้าหมายลงเป็นวัย 20 ต้น ๆ แต่มุกก็คิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นวัยที่หวือหวาและเบื่อเร็ว

ได้แรงบันดาลใจอะไรจากการฟังคนอื่น ๆ ในงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ที่ได้ไปร่วมมาในวันนั้นไหม

“รู้สึกดี ประทับใจกับทุกคนนะ โดยเฉพาะ อาจารย์กิตติพงศ์ อุตตมะเวทิน (ผู้ก่อตั้งร้านควินิน) คนเป็นแม่เนี่ย ลูกสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะฉะนั้น เราจะมองว่าการสร้างคนเป็นสิ่งสำคัญเหมือนที่อาจารย์พูด”

นอกจากนี้ คุณมุกยังกล่าวชื่นชมการจัดงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero โดย GC ผู้จัดงาน ซึ่งมีพันธมิตรทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมในการสร้างจิตสำนึกความรักและดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเธอรู้สึกดีที่เห็นการตื่นตัวของทุกคน เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นแค่คอนเซ็ปต์ แต่จับต้องได้และนำไปต่อยอดได้จริง ๆ  พอเห็นงานที่ GC จัดเป็นการสร้าง Awareness ให้กับผู้คนโดยการเรียนรู้ผ่านงานอีเวนต์แบบนี้ ทำให้เราได้เห็นภาพและการนำสิ่งของมาสร้างให้มีมูลค่ามากขึ้น แม้แต่การทำงานศิลปะผ่านสิ่งเหลือใช้ก็นำมาสร้างคุณค่าต่อได้เช่นกัน

ก่อนกลับบ้าน มุกวีพาเราเดินชมสตูดิโออีกรอบ พอได้เห็นกระบวนการถักทอด้วยตาเนื้อ ก็รู้สึกถึงคุณค่าของงานจากที่ได้ร่วมในงาน GC มากขึ้นอีก กว่าจะได้ออกมาสวยงาม สื่อความหมายได้ดีแบบที่เห็น ต้องกลั่นกรองมาจากทัศนคติต่อโลกของมุกวี ความคิดสร้างสรรค์เพื่อมาต่อยอด และที่สำคัญคือต้องผ่านความตั้งอกตั้งใจของเหล่าทีมงานในสตูดิโอหลายสิบชีวิต

อยากทำอะไรต่อไป – คำถามสุดท้ายก่อนจบ

“ก็ทำงานอาร์ต ทำแล้วมีความสุข” มุกวียิ้ม

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load