ฝีแปรงเฉียบคมใน Benedict Studio สตูดิโอถ่ายแบบชื่อดัง

โลโก้สุดวินเทจของโรงแรม Mustang Nero

ภาพหมู่นกในสวนดอกไม้ประจำ Coffee Beans by Dao

ลวดลายไทโปกราฟีแสนยียวนแห่ง Another Hound

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวผลงานของ Junejirapart แห่ง Cabret Moon บริษัท “รับทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับศิลปะ” อย่างที่เจ้าตัวให้นิยามเอาไว้

ย้อนเวลากลับไป

จูนในวัยละอ่อนคือเด็กชายผู้หลงใหลลายเส้นวินเทจตามภาพประกอบในหนังสือปืนของคุณตาผู้เป็นตำรวจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

จูนในวัยรุ่นคือเด็กหนุ่มผู้มีปากกาคอแร้งเป็นทั้งของเล่นและของสะสมชิ้นโปรด ยามว่างก็เรียนเขียนแบบจากคุณอาผู้เป็นสถาปนิก เขายังหัดคัดตัวหนังสือแบบต่างๆ เป็นงานอดิเรก มีมุมเล็กๆ ใต้โต๊ะ จำลองเป็นห้องส่วนตัวที่ใช้เล่นสนุก ตกแต่งตามจินตนาการและเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ของเล่นไปมาอยู่บ่อยๆ

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

โตขึ้น

รู้ตัวอีกทีก็ต้องมนต์ของศิลปะเข้าอย่างจัง เห็นอะไรว่าเป็นอาร์ตก็สนใจไปเสียหมด

ไม่รอช้า

คอลัมน์ In Design มีโอกาสคุยกับ Junejirapart ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 คราวนี้เราชวนเลยเขามานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เพื่อถอดสูตรเบื้องหลังลายเซ็นสุดวินเทจซึ่งสอดแทรกอยู่ในงานทุกชิ้น คู่กันกับไทโปกราฟีสุดโดดเด่นจนหาตัวจับได้ยากในไทย เส้นทางชีวิตจากนักเรียนเซรามิกสู่นักแบรนดิ้งมืออาชีพ รวมถึงการคิดงานอย่างคนแฟชั่น มองภาพโปรเจกต์แต่ละจ๊อบเสมือนหนึ่งคอลเลกชันเสื้อผ้า อย่างไม่เหมือนนักออกแบบคนใด และไม่มีนักออกแบบคนใดเหมือน

 01

เบื่อ

“พื้นฐานเป็นคนขี้เบื่อ ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ นานๆ”

ชายหมวกแดงตรงข้ามเรายกปากกาขึ้นวาดรูปเล่นกลางอากาศ พร้อมกล่าวเปิดบทสนทนาได้อย่างไม่น่าเบื่อ

จูนเลือกเรียนคณะมัณฑนศิลป์ สาขาเครื่องเคลือบดินเผา มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยเหตุเพียงว่าอยากปั้นอะไรก็ได้อย่างอิสระ ทั้งๆ ที่ความฝันเดิมคืออาชีพคนปั้นโมเดลรถทำมือ แต่เพราะมีรายละเอียดจุกจิกซับซ้อน ซึ่งคอยตีกรอบความคิดสร้างสรรค์เอาไว้ ประกอบกับรูปแบบการทำงานไม่ได้เปิดกว้างสำหรับอะไรใหม่ๆ มากมาย เขาจึงตัดตัวเลือกนี้ทิ้งออกจากใจไปได้อย่างไม่เสียดาย

แปลว่าพอเรียนเซรามิกแล้วคุณเล่นสนุกได้สมอยากล่ะสิ-เราถาม

“เปล่าครับ เรียนไปถึงจุดหนึ่งกลับรู้สึกอยากย้ายเอกด้วยซ้ำ พองานที่ต้องทำส่งถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องไปทิศทางไหน จึงเริ่มอิ่มตัวกับมันจนหมดสนุก เคยเข้าไปคุยเพื่อขอย้ายเอกด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้โทษอาจารย์นะครับ ไม่ใช่ว่าเบื่อเพราะทำไม่ได้นะ แต่เพราะอยากลองทำอย่างอื่นดูบ้าง”

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดเจนผ่านน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่แพ้อรรถรสอันจริงใจ คือนิสัยขี้เบื่อของเจ้าของลายเส้นสุดวินเทจคนนี้ มันไม่ได้เป็นความหน่ายอย่างคนขี้แพ้คิดถอดใจ แต่เป็นความเบื่ออย่างคนไฮเปอร์ผู้มีความสนใจกว้างขวาง เปี่ยมล้นไปด้วยความคิดสร้างสรรค์เกินกว่าไม้บรรทัดใดจะตีกรอบทางเดินอย่างตายตัวได้ต่างหาก

“เราพยายามบิดหาแง่งามของมันให้เจอ จึงนำลูกเล่นอื่นมาผสมผสานกับงานเซรามิก มีครั้งหนึ่งปั้นเป็นซูเปอร์ฮีโร่แปดตัว เราเอาพวก Joint Mechanic และอาร์ตเวิร์กอื่นๆ อย่างลายแพตเทิร์น ซึ่งแอบไปฝึกทำด้วยตัวเองนอกห้องเรียนมาเล่นด้วย เลยพอจะอยู่กับมันไปได้จนเรียนจบ”

02

Engraving Drawing

คู่สนทนาของเราไม่ได้เรียนวาดภาพโดยตรง จึงไม่ได้ค้นพบสไตล์ของตัวเองตั้งแต่ตอนเรียนเหมือนศิลปินคนอื่นๆ

แต่ความรักและการฝึกฝนหล่อหลอมเส้นสายอันทรงพลังของ Junejirapart ขึ้น โดยไม่รู้ตัว

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เริ่มจากภาพนี้ เป็นชิ้นแรกที่วาดหลังเรียนจบ” เขาพูดพลางหยิบผลงานอันเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญในชีวิตออกจากแฟ้ม

“เป็นคล้ายๆ ภาพประกอบบทเรียนที่มีดรรชนีบอกชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์ของปลากำกับอยู่ข้างล่าง สไตล์มาจากการชอบดูภาพตามหนังสือปืนของคุณตา และหนังสือภาพประกอบเชิงชีววิทยาพวกต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ตั้งแต่เด็ก เราดูตัวอย่างเยอะมากและฝึกเขียนอยู่ตลอด นานๆ เข้าก็เริ่มหลงใหลสไตล์ของมัน แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จักวิธีนี้เลย”

วิธีที่ว่านี้คือการวาดภาพแบบ Engraving Drawing

เดิมเทคนิคการพิมพ์ภาพนิยมใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ซึ่งต้องผลิตคราวละมากๆ จึงแกะสลักแท่งเหล็กสลับด้านซ้าย-ขวา ใช้ปั๊มลงบนกระดาษเพื่อทุ่นแรงทุ่นเวลา ภาพจะมีลายเส้นสีดำหนาเป็นเอกลักษณ์ ส่วน Engraving Drawing นั้นสวนทางกับการพิมพ์ เป็นการวาดภาพด้วยหมึกสีเข้มเส้นคม เลียนแบบภาพซึ่งได้จากการประทับแท่งเหล็กแกะลายอีกทีหนึ่ง

ตัวตนของจูนค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่หยิบปากกาคอแร้งจรดน้ำหมึกลงบนกระดาษ เสกสรรลวดลายตามต้องการ นี่เป็นขณะเดียวกันที่เด็กหนุ่มวัย 21 เปิดโรงเรียนสอนศิลปะ เพื่อดันหลังนักเรียนมัธยมปลายผู้อยากเรียนต่อด้านนี้เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฝัน

“รู้ตัวว่าทำงานออฟฟิศไม่ได้แน่ๆ เลยมาสอนเด็กๆ แทน ตอนนั้นเปิดตึกติวแถวสี่พระยาเพราะคิดว่าใกล้โรงเรียนอัสสัมชัญ นักเรียนเลิกเรียนตอนเย็นก็มาเรียนพิเศษต่อได้เลย แต่เราคิดน้อยไปนิด พออยู่ติดไปเด็กจะไม่ชอบ สู้มาเรียนที่สยามดีกว่า ได้เถลไถลหน่อยด้วย” ประสบการณ์ในวันวานค่อยๆ พรั่งพรูออกมาพร้อมเสียงหัวเราะจากปากซึ่งมีรอยยิ้มประทับอยู่

“ไม่นานก็เจ๊ง” อดีตครูพี่จูนยอมรับพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “คงคิดน้อยไปแหละ คิดแค่อยากทำงานเกี่ยวกับศิลปะอย่างเดียว ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องธุรกิจเลย คงเพราะไม่มีหัวด้านนั้นด้วยมั้ง คนทำงานศิลปะเป็นแบบนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ เหมือนคิดออกแค่ด้านเดียวเลยจริงๆ” เจ้าตัวยืนยันพร้อมยอมรับในที

03

เคล็ดลับจากวงการแฟชั่น

ถ้าความสามารถรอบด้าน ตั้งแต่วาดภาพ ออกแบบไปจนถึงทักษะกราฟิกที่ได้จากการฝึกงานสมัยเรียน เป็นกุญแจดอกสำคัญไขเปิดประตูต้อนรับจูนเข้าสู่แวดวงศิลปะ ความสนใจใคร่รู้คงเป็นไฟฉายคอยส่องนำทางให้เขากระโจนเข้าไปเล่นสนุกกับงานหลากรูปแบบ

“ช่วงนั้นทำอะไรเยอะมาก มีคนขอให้วาดโลโก้ก็ทำ ขอคำปรึกษาเรื่องการออกแบบหรือตกแต่งภายในก็ช่วย ถึงได้รู้จักสไตลิสต์หลายคน พี่ๆ เขาชวนไปช่วยดูแลพร็อพและเซ็ตติ้งในงานแฟชั่น เรากระโดดเข้ามาทำเพราะว่าอยากรู้อยู่แล้ว และงานพวกนี้ไม่ได้ยากเลยเพราะเรียนศิลปะมา รู้เรื่ององค์ประกอบศิลป์ จัดคอมโพสได้สบายๆ”

โลกเบื้องหลังที่จูนในวัยหนุ่มกำลังผจญภัยหลังโรงเรียนสอนพิเศษไม่ประสบความสำเร็จ คือ ปัญหากับครอบครัว พอสูญทุนรอนซึ่งที่บ้านอุดหนุนมาไม่น้อยไปฟรีๆ จึงถูกตัดหางปล่อยวัดโดยปริยาย

“เขาเป็นห่วงนะ ถามตลอดว่าทำอะไรอยู่ แต่มันอธิบายไม่ถูก ช่วงนั้นทำงานเพื่อหาข้าวกล่องทีมงานกินอย่างเดียวเลย งานฟรีเราก็ไป ทำเพราะอยากเรียนรู้ล้วนๆ เพิ่งเข้าใจที่ผ่านมาทั้งหมดว่านี่แหละคือแพสชัน ไม่ได้แค่ในการวาดรูปอย่างเดียว แต่เป็นการชอบทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เราไม่เคยมองภาพตัวเองอยู่ในแกลเลอรี่อย่างเดียวเลย แค่คิดก็เบื่อแล้ว”

ใครสักคนเคยกล่าวไว้ว่า ช่วงเวลาอันโหดร้ายมักให้บทเรียนอันสวยงามเสมอ

ประสบการณ์การได้เข้ามาสัมผัสโลกแฟชั่น คือส่วนผสมสำคัญที่ปรุงรสวิธีการทำงานฉบับ Junejirapart

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราชอบวิธีการมองโปรเจกต์แต่ละครั้งเป็นหนึ่งคอลเลกชัน คือรวบก่อนว่าเซ็ตนี้มีเนื้อหาอะไร ใช้เทคนิควิธีการอะไรบ้าง สีอะไร โทนไหน เราคิดว่าการตีกรอบงานเป็นก้อนแบบนี้ทำให้สื่อสารกันง่ายขึ้น เพราะมีจุดตรงกลางร่วมกัน ถ้าคุยแต่ภาษากราฟิกหรือภาษาศิลปะล้วนๆ ไม่น่าจะเข้าใจกันง่ายแน่ๆ” จูนแบไต๋เคล็ดลับวิชาเฉพาะตัวออกมาอย่างไม่หวง

ระหว่างนี้เขาได้รู้จักคนในวงการแฟชั่นมากมาย จนได้รับโอกาสวาดฝีไม้ลายมือ ออกแบบโลโก้ให้แก่โรงแรม Mustang Nero ซึ่งนับได้ว่าเป็นผลงานสร้างชื่อชิ้นแรกๆ

“ไอเดียมาจากเจ้าของโรงแรม เขาเป็นคนรสนิยมดีมาก และชอบของเก่าแต่แฝงกลิ่นอายของโมเดิร์นเล็กน้อย งานแฟชั่นของเขามักเจือความเป็น Avant-garde เล็กๆ เลยวาดโลโก้ให้เป็นวินเทจ ใส่ไอรอนนิด สนิมหน่อย และสมัยที่ยังมีแค่ไม่กี่ห้อง เรามีโอกาสไปเพนต์ในห้องพักให้ด้วย”

ไม่ทันสุดเสียงเราก็คิดสงสัยทันที ทำไมคนคนหนึ่งเล่าเรื่องราวด้วยแววตาเปี่ยมพลังขนาดนี้ได้

04

ใบเบิกทาง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราได้เข้าไปวาดภาพให้ Benedict Studio เพราะรูปนกรูปนี้” คู่สนทนาของเราหยิบภาพที่สองออกมาจากแฟ้มอันเดิม

“เราวาดเล่นๆ แล้วถ่ายลงอินสตาแกรมพร้อมแคปชันว่า ‘Test my work in new technique! For spring summer #ss16’ เหมือนเป็นคอลเลกชันเสื้อผ้า เพราะตอนนั้นยังทำงานแฟชั่นอยู่ แล้วเจ้าของสตูดิโอมาเห็น เลยติดต่อขอให้เราไปเพนต์ผนังให้” เขาค่อยๆ อธิบายงานครั้งสำคัญครั้งหนึ่งอย่างตั้งใจ

“ตอนแรกที่ไปเห็นหน้างาน รู้เลยว่าทำไม่ได้แน่ๆ” จูนเผยความลับข้อแรก

“แต่พอลงมือทำจริงแล้ว เลยรู้ว่าไม่ยากและทันกำหนดเวลาแน่ๆ” จูนเผยความลับข้อสอง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“ความสนุกของงานชิ้นนี้คือนอกจากเข้าไซต์ได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น เรายังต้องเข้าใจงานอย่างลึกซึ้งจริงๆ ด้วย แล้วฝาผนังพวกนี้ไม่ได้ใช้ดูด้วยตา แต่จะไปปรากฏบนภาพถ่าย ฉะนั้น ต้องกำหนดความสมดุลของภาพให้ดี อย่าให้ฉากเด่นกว่าแบบ เยอะเกินไปไม่ได้ น้อยไปโดนกลืน เราดูคอมโพสด้วยตาทีหนึ่งแล้ว ต้องดูคอมโพสด้วยกล้องอีกทีหนึ่งด้วย

“อีกอย่าง ผนังของแต่ละห้องมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน นอกจากต้องแม่นธีมแล้ว ยังต้องสร้างความลื่นไหลในเรื่องราว งานชิ้นนี้ทำให้รู้ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจจริงๆ”

ฝีแปรงอันฉกาจฉกรรจ์ของจูนใน Benedict Studio เป็นเหมือนใบเบิกทางต้อนรับให้เขาก้าวเข้าสู่สายอาชีพนี้เต็มตัว

05

นักรีแบรนดิ้งมืออาชีพ

“จูนสนุกกับการรีแบรนด์มากที่สุด เพราะมีเรื่องอดีตเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างการทำแบรนด์ใหม่ เป็นแค่การเล่าเรื่องให้ตรงกับกระแสกับตัวตนของเขาเท่านั้น แต่นี่จะปรับวิธีการสื่อสารยังไงให้ยังคงตัวตนและสนุกสนานไปพร้อมกัน”

การได้ร่วมงานกับ Coffee Beans by Dao คือเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เขาเลือกกาช้อยส์รีแบรนดิ้งอย่างไม่ลังเล เมื่อเราถามว่าชอบออกแบบโลโก้ วาดไทโปกราฟี ทำแบรนดิ้ง หรือรีแบรนด์มากกว่ากัน 

หลังจากวาดภาพให้ Benedict Studio ไม่นาน ก็ได้รับการติดต่อจากทายาทรุ่นสองของแบรนด์อาหารสัญชาติไทยที่เปิดมากว่า 25 ปี ให้ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์คอลเลกชันใหม่ แต่ในใจลึกๆ อยากได้ศิลปินคนเก่งคนนี้มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการยกเครื่องธุรกิจครอบครัวเสียด้วยซ้ำ ติดตรงที่ยังไม่ได้ไฟเขียวจากรุ่นหนึ่ง

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราต้องสื่อสารให้เป็นด้วย ผมรู้ว่าถ้าศิลปินไม่เอาอะไรมาสนับสนุน คำพูดจะไม่มีน้ำหนักทันที เพราะมันเป็นแค่ศิลปะ ภาพวาด ลงสี เราเลยใช้เทคนิคการเปรียบเทียบ เอาโลโก้มาวางเทียบกับร้านอื่นๆ ในระดับเดียวกัน ให้เห็นจะจะเลยว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว และยอมให้เราช่วยรีแบรนด์”

ศิลปินหนุ่มทำรีเสิร์ชอย่างหนัก วางกรอบโครงเรื่องที่จะสื่อสารอย่างชัดเจน จนได้ภาพประกอบซิกเนเจอร์ที่เล่าเรื่องของครอบครัวผู้ก่อตั้ง ถ่ายทอดผ่านครอบครัวนกในสวนดอกไม้แบบฉบับ Coffee Beans by Dao ลงบนฝาหนังของร้านสาขาต่างๆ ไปจนถึงกล่อง ถุง และกระดาษรองจาน แฝงความหมายนกแต่ละตัวเป็นสมาชิกครอบครัวแต่ละคนได้อย่างลึกซึ้ง แถมใครได้เห็นเป็นต้องตกหลุมรัก 

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

และไม่ลืมใส่เทคนิค Engraving Drawing แบบเฉพาะตัวลงไปอย่างเต็มที่ มองเผินๆ อาจไม่ต่างจากภาพวาดแนววินเทจธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าขยับเข้าไปใกล้อีกนิด เขยิบชิดเข้าไปใกล้อีกหน่อย จะเห็นว่าภาพมี 2 เลเยอร์ซ้อนกันอยู่อย่างแนบเนียน มีแนวเส้นหมึกสีดำขลับซึ่งวาดด้วยเทคนิคนี้เป็นกรอบภาพ พร้อมลงสีโทนตุ่นเสริมความคลาสสิกเหนือกาลเวลาลงไป

งานนี้เรียกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจสุดพิเศษของจูน เพราะทำให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด คาแรกเตอร์อันชัดเจนของแบรนด์ สาขาจำนวนมาก และรายละเอียดปลีกย่อยอีกมหาศาล สอนให้รู้จักวิธีการจัดการที่เหมาะสม ทั้งยังได้ร่วมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวางกลยุทธ์แบรนด์ใหม่ทั้งหมด อย่างจัดกลุ่มใหม่ให้หลายประเภทหลากไซส์ให้ง่ายขึ้น หรือการแปลงโฉมตัวตนของแบรนด์ใหม่ทุกอย่าง จนเจ้าตัวเปรียบเทียบว่าเหมือน “จับคุณย่าแต่งหน้าทำผมเพื่อพามาเดินห้าง” 

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

จากนั้นไม่นานบริษัท Cabret Moon ถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจอยากยึดเป็นอาชีพอย่างจริงจัง

“จูนช่วยได้หมด ขอแค่เป็นเรื่องศิลปะ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็แนะนำคนรู้จักให้ได้” เรายืนยันได้ว่า Illustrator หนุ่มคนนี้ไม่ได้โม้เกินความสามารถแต่อย่างใด

Cabret Moon แทบจะถอดดีเอ็นเอของจูนมาร้อยเปอร์เซ็นต์ เส้นสายสีสันสุดวินเทจเจือกลิ่นร่วมสมัยมานิดๆ จัดองค์ประกอบภาพแบบ Maximalism หน่อยๆ เป็นลายเซ็นที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

ส่วนลูกค้าในดวงใจของ Cabret Moon คือแบรนด์ที่รู้จักตัวเองดีจริงๆ ตอบโต้และโต้ตอบกันอย่างตรงไปตรงมาเสมอ ชอบก็บอก ไม่ชอบก็บอก (ไม่ต้องกลัวร้อกเรื่องราคงราคา)

“บางคนชอบพูดว่า ดีค่ะ สวยค่ะ แต่พอเอาเข้าจริงไม่ถูกใจ แปลว่ายังไม่รู้จักตัวตนอย่างถ่องแท้พอ จนบอกไม่ได้ว่าแบบไหนคือใช่หรือไม่ใช่ แล้วแบรนด์เหล่านี้มักอยู่ได้ไม่ค่อยนานเท่าไหร่

“มีครั้งหนึ่งร่วมงานกับ Wild & Co. เป็นร้านขายอาหารป่า เราให้เขาแต่งนิทานสั้นๆ ให้ฟังว่า ลูกค้าที่มาร้านนี้จะเป็นยังไง เขาเล่าว่าเป็นคนที่บังเอิญเข้าป่ามาแล้วรถเสีย ลงมาจากรถโฟร์วีลพร้อมชุดซาฟารีและกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง เข้ามาทานอาหารป่า พอรถซ่อมเสร็จกลับเข้าเมืองแล้วชวนเพื่อนมาอีกคราวหน้า อันนี้ดีมากเลยเพราะลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับเรา ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ได้งานตรงกับตัวตนตามต้องการ”

แค่ฟังคู่สนทนาเล่าแล้วคิดตาม ก็สนุกจนอยากกรอกใบสมัครเป็นลูกค้า Cabret Moon เดี๋ยวนี้เลย

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
05

อาจารย์

หมวกอีกใบของจูนคือบทบาทอาจารย์พิเศษวิชา Creative Drawing ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนนั้นคณะเพิ่งเปิดวิชาใหม่พอดี เราเลยได้เข้าไปช่วยสอนครีเอทีฟดรอว์อิ้ง โชคดีเด็กจุฬาฯ มีไอเดียดีกันอยู่แล้ว แค่ช่วยแนะนำเล็กน้อย จัดให้อยู่ในรูปในรอยเท่านั้น

“แก่นของวิชาคือความคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องเป็นความคิดสร้างสรรค์ตามกำหนดนะ เพราะเป็นวิชาศิลปะ ไม่มีอะไรถูกผิด เลยฝึกให้ทำตามโจทย์ พอออกไปเผชิญโลกจริงจะได้เข้าใจว่าต้องตามลูกค้าถ้าอยากได้เงินจากเขา”

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จูนพยายามสอดแทรกไปกับบทเรียน คือการกระตุ้นให้นิสิตค้นหาตัวตนของตัวเองให้เจอ

“เราแนะนำเด็กทุกคนตลอดทุกครั้งที่ตรวจงาน ลองไปเติมอันนี้มาสิ หรือถ้าชอบรูปแบบนี้ ลองเอามาผสมดูไหม เพราะคิดว่าถ้ายิ่งหาสไตล์ของตัวเองเจอเร็ว จะยิ่งไม่เสียเวลาหลงทาง ถ้าไม่ได้เราก็ไม่กดดันนะ เพราะจูนยังเพิ่งมาเจอตอนเรียนจบเลย

“มีคนหนึ่งชอบวาดการ์ตูนญี่ปุ่นตาหวาน ซึ่งยากต่อการใช้ต่อยอดกับงานอื่นๆ ในอนาคต เราแนะนำให้ประยุกต์ใช้ให้เข้ากับเรื่องราว ถ้าจะเอามาใส่กับโปสเตอร์หนังบู๊คงไม่เหมาะ แต่ถ้าต้องทำงานนี้จริง ลองสำรวจดูว่าเราถนัดอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ไทโปกราฟีดีไหม วาดรูปไม่เก่งงั้นทำเป็น Silhouette ดีไหม เชื่อว่าเด็กทุกคนมีจุดแข็งของตัวเอง แต่แค่ไม่รู้จะถ่ายทอดออกมายังไงมากกว่า ในฐานะอาจารย์ต้องช่วยไกด์”

สิ่งที่ได้กลับคืนจากการนำประสบการณ์มาถ่ายทอดเป็นทางลัดให้แก่นิสิตคือการได้ฝึกทักษะการสื่อสาร ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นอุปสรรคสุดหินของคนทำงานศิลปะ

“จริงๆ แล้วศิลปินหลายคนเจ๋งมาก แต่เล่าเรื่องออกมาไม่เป็น เพราะไปติดกับมายาคติจากรุ่นสู่รุ่นว่าถ้างานดี จะใส่รองเท้าแตะไปคุยก็ได้ แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น งานสวยแต่ขายไม่เป็นก็จบ การได้มาสอนจึงเป็นการฝึกให้เราสื่อสารได้เก่งขึ้น ยังจำได้เลยว่าวันแรกเรายังอัดเสียงตัวเองกลับไปฟังด้วยซ้ำ” จูนจบประโยคพร้อมเสียงหัวเราะร่า แฝงความตลกขบขัน เจือความภาคภูมิใจ

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง
06

เป็ด

ผลงานของจูนมีเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างจากคนอื่นอย่างเด็ดขาด

แต่ความสามารถและความสนใจของเขานั้นหลากหลายและกว้างขวางมาก

“คิดว่าบางคนทำงานด้านเดียวจนได้ดีไปเลยก็มี บางคนลองทำหลายอย่างแล้วมั่วก็มี ถ้าคุมตัวเองไม่อยู่ เห็นเงินสำคัญกว่างาน หรือเข้าไปทำโดยไม่รู้จริง อย่างนี้ก็เสียเหมือนกัน จูนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความอยากรู้ก็จริง แต่ประเมินตามความจริงเสมอว่าทำได้ไหม

“ข้อสำคัญคือต้องเข้าใจตัวเอง ยอมรับว่าเราเปลี่ยนทำหลายอย่างเพราะเบื่อ แต่ไม่ได้เบื่อไปเสียทุกทางนะ แค่เบื่อเพราะรู้ตัวว่าความชอบของเราย้ายไปอยู่กับอันอื่นแล้ว ถ้าของใหม่แฮปปี้กว่าของเดิมจะย้ายไปทำ ไม่ใช่เบื่อเพราะเรารู้จนเจนจบถ่องแท้เสมอไป”

คือคำตอบอันลึกซึ้ง เมื่อถามว่าอยากเป็นเหมือนปลาที่ว่ายน้ำได้เก่งอย่างเดียว หรือเป็ดที่ทำได้หลายอย่าง แต่ไม่เก่งได้สุดสักทางมากกว่ากัน

“แต่รู้อะไรไหมครับ” ขณะบทสนทนาเดินทางมายาวไกลจนใกล้เข้าสู่ชั่วโมงที่ 2 ดีไซเนอร์คนเก่งดึงความสนใจเรากลับมาได้ภายในคำถามเดียว

“กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้จูนลำบากมาก ครอบครัวไม่สนับสนุนเลยเพราะเป็นข้าราชการกันหมด พอวันหนึ่งที่อดทนจนผ่านอะไรๆ มาได้ เราพาพ่อซึ่งเป็นตำรวจไปดูร้าน Coffee Beans by Dao ที่เพิ่งรีโนเวตเสร็จ แล้วมีแขกเข้าไปใช้บริการอย่างล้นหลาม เราเห็นเลยว่าพ่อน้ำตาซึม เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาหรอกนะ ยิ้มๆ แล้วเดินออกมา”

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

5 ผลงานสุดภาคภูมิใจของ Junejirapart

1st Avenue Pizza

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“1st Avenue Pizza เป็นก้าวแรกสู่โลกแห่งการแบรนดิ้ง นอกจากต้องสื่อสารเรื่องราวที่เจ้าของร้านสองคนเจอกันครั้งแรกในร้านพิซซ่าบนถนนหมายเลข 1 ที่อเมริกาแล้ว เรายังแนะนำเพิ่มเติมด้วย เช่น ไม่ควรขายแค่หน้าธรรมดาๆ เหมือนเจ้าอื่น หรือลองขายพิซซ่าแป้งดำดูไหม แล้วเราก็วาดภาพโฆษณาจากวัตถุดิบต่างๆ ด้วย โชคดีที่เจ้าของแบรนด์มีหัวธุรกิจ เลยไปได้ไกลเลยตอนนี้”

Benedict Studio

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“ชิ้นนี้เป็นความภาคภูมิใจชิ้นหนึ่งเลย มีความสุขที่ได้ทำมาก เพราะเราสร้างตั้งแต่บนแผ่นกระดาษสู่รูปแบบสามมิติ สเกลจริงใหญ่ขึ้นมาก เราได้ฝึกการจัดการทุกอย่างทั้งแผนการ เวลา การเดินทาง เข้มงวดกับตัวเองมากๆ จนเรียกได้ว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในการทำงาน”

Another Hound

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“นี่เป็นชิ้นหนึ่งซึ่งผ่านหูผ่านตาคนเยอะพอสมควร เลือกเพราะได้ลองการเขียนไทโปกราฟีแบบ Brush Stroke ที่ล้อจากเวลาเชฟแต่งจานอาหาร จนกลายเป็นลายซิกเนเจอร์ของร้านเพื่อเพิ่มความสนุกให้กับแบรนด์”

Coffee Beans by Dao

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“งานนี้เราได้เรียนรู้เรื่องการจัดการค่อนข้างเยอะ จนเป็นจุดเปลี่ยนให้ตัดสินใจเปิดบริษัท Cabret Moon ขึ้นมา นับเป็นก้าวสำคัญของชีวิต”

Ta Lak Kia

Junejirapart เด็กชายผู้หลงใหลภาพเก่าในหนังสือคุณตา สู่ศิลปินลายเส้นวินเทจนักรีแบรนดิ้ง

“เราประทับใจคุณพ่อเล็ก เจ้าของ ตั๊ก หลัก เกี้ย เพราะเป็นคนมีอายุแต่มีความเป็นวัยรุ่นและหัวสมัยใหม่มากๆ เขาคิดอยากอนุรักษ์ตลาดน้อยไว้ พอได้คุยกันเลยมีไอเดียจะวาดของดีของตลาดน้อยเก็บไว้ เราเลยได้ไปเดินเก็บข้อมูลจนตกหลุมรักที่นี่ เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบกราฟิก”

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

‘Suthee’ 

คือชื่อที่ แบงค์-สุธี ฤทธิ์ถาวร สไตลิสต์สัญชาติไทยผู้บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเติบใหญ่ในนิวยอร์ก ใช้เรียกตัวเองในแวดวงแฟชั่นที่นั่น

แบงค์คืออดีตพนักงานออฟฟิศฝ่ายพีอาร์มาร์เก็ตติ้งผู้ไร้ประสบการณ์ด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ เขาพกเมล็ดพันธุ์แห่งความหลงใหลมาฟูมฟักในผืนดินมหานครแห่งแฟชั่นฟากอเมริกา เมืองซึ่ง “แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน อะไรก็เกิดขึ้นได้”

นิวยอร์กเปิดโอกาสให้เขาได้ฝัน และเป็นสไตลิสต์ชาวไทยมากฝีมือได้จริงตามฝัน ท่ามกลางกระแสธารแห่งอุตสาหกรรมความงามระดับสากลที่ไหลเชี่ยวกราก

สุธีชัดเจนเด็ดขาดในวิถีการทำงานจนได้ร่วมงานกับสื่อแฟชั่นระดับโลกมาแล้วหลายหัว หลากประเทศ ทั้ง Design Scene, Nylon Spain, Grazia Croatia, L’Officiel Baltics, Elle Bulgaria รวมถึงหัวไทยอย่าง GQ Thailand และ Harper’s BAZAAR Thailand หลังจากถ่ายแฟชั่นแอดิทเรียลให้นิตยสารฝรั่งเศส IRK magazine และได้รับทาบทามจาก Jackie Cox ให้ไปดูแลงานสไตลิ่งให้ในช่วง Press Week ของรายการ RuPaul’s Drag Race Season 12 ก่อนรายการออกอากาศ จนถึงดีไซน์ตุ้มหูแสนเก๋ให้เขาในลุคสุดท้ายตอน Episode Finale

นอกจากฝีมือในการจัดการเสื้อผ้าอันไร้ข้อกังขา อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจคือแนวคิดการทำงานของเขา แม้สุธีเที่ยวท่องอยู่ในวงการเครื่องแต่งกายระดับโลกที่มีเหล่าแบรนด์เนมเก่าแก่เป็นเจ้าตลาด ผูกขาดการกำหนดทิศทางและวางค่านิยมเอาไว้ แต่กลับเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์รุ่นเยาว์ แบรนด์แฟชั่นหน้าใหม่อายุน้อยที่มีผลงานฉกาจฉกรรจ์เกินวัย ให้ได้มาอวดโฉมผ่านฝีมือการจัดการของเขา เอื้อโอกาสให้ได้เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน สร้างนิเวศแวดล้อมแฟชั่นให้น่าอยู่

คอลัมน์ In Design คราวนี้ จึงชวนเขามานั่งลงสนทนาทางไกล พูดคุยถึงเส้นทางชีวิต ความคิด และผลงาน ของสไตลิสต์ที่ถูกรู้จักอย่างกว้างขวางนอกประเทศไทยในชื่อ ‘Suthee’

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

01 State of Opportunity

“เราตัดสินใจไปนิวยอร์กเพราะต้องการค้นหาตัวเอง”

สุธีเล่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต หลังจากเกิดติดอกติดใจเมื่อได้ลองชิมลางงานสไตลิสต์ ผ่านคำแนะนำของพี่ในสายครีเอทีฟที่รู้จัก สมัยยังทำงานเป็นลูกจ้าง 

“เราอยู่กับสายธุรกิจมาจนอิ่มตัว จนรู้สึกว่าทำงานเป็นฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ในบริษัทแล้วเขาไม่ให้ค่า อยากได้ศิลปะมาอยู่ในชีวิตบ้าง เลยเก็บเงินย้ายมานิวยอร์ก ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าต้องการอะไร รู้แค่เมืองไทยอาจไม่ใช่ที่ของเรา ความเปิดกว้าง ความหลากหลาย ความไร้เพศ ไร้อายุ คือสิ่งที่นิวยอร์กให้เราได้ มันเป็นเรามากกว่า”

เขาฉายภาพนิวยอร์กในความทรงจำจากการไปเที่ยวระยะสั้นครั้งหนึ่ง ก่อนตัดสินใจกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองเดิมอีกหน ควบอาชีพนักเรียนแฟชั่นที่ FIT (Fashion Institue of Technology) นักเรียนภาษา พนักงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารไทย 

วันหนึ่ง สุธีที่กำลังตามหาตัวตนใหม่ ได้พบกับเพื่อนช่างแต่งหน้าร่วมชาติ ผู้ชักชวนเขาไปทำงานสไตลิสต์ในการถ่ายเทสต์ ซึ่งเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นให้แบงค์ได้หัดเดินล้มลุก ลองผิดลองถูกได้อย่างไร้กฎเกณฑ์

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“เราไม่ได้เรียนแฟชั่นมา ไม่มีพื้นฐาน แต่รู้สึกว่า เชี่ย แม่งต้องลองว่ะ โอกาสมาแล้ว ตอนนั้นถ่าย พี่กิฟท์ (ปิยวรรณ จิตสำราญ) ซึ่งท้าทายมากเพราะเราใหม่หมด ไม่รู้กระบวนการทำงานเลย เลยทำลุคคร่าว ๆ ไป แล้วเดินช้อปเสื้อผ้ามา ปรากฏออกมาดี จากงานนี้ก็มีรุ่นพี่ช่างภาพคนไทยติดต่อมาบ้าง เพื่อนของเพื่อนชวนไปถ่ายบ้าง ลงอินสตาแกรมปุ๊บก็เริ่มมีคนเห็นงาน มีทางไปต่อ นี่คือจุดเริ่มต้นของจริง เพราะเราไม่มีประสบการณ์จากไทยเลย คือศูนย์”

สุธีเสริมว่า หนึ่งปัจจัยที่เปิดโอกาสให้เขาได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ ‘ความเป็นนิวยอร์ก’ เมืองแห่งโอกาสธรรมชาติของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์แฟชั่นในนิวยอร์กที่เปิดกว้าง

“ที่นี่ หนังสือแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเป็น Vogue จะมีหัวเล็ก ๆ อย่างนิตยสารอินดี้หรือหัวออนไลน์ คอยเลือกคอนเทนต์ที่เราส่งไปให้ จนเริ่มมีคนเข้ามาหาและเป็นที่รู้จักของคนในวงการมากขึ้น

“ส่วนหนึ่งเพราะนิวยอร์กเป็นเมืองที่ให้โอกาสทุกคน เราเคยดูหนัง Sex and the City มีภาพจำของนิวยอร์กจาก Devil Wears Prada เดินถือ Starbucks เข้าออฟฟิศ ก็เป็นอย่างนั้นจริง แต่ถ้าอยู่ไทยเราไม่มีโอกาสทำตรงนี้แน่นอน เพราะวงการแฟชั่นค่อนข้างคัดสรรและจำกัด ทุกคนรู้ว่ามันยาก ยากที่จะเป็นใครสักคน เพราะถ้าคุณไม่มีต้นทุนที่ดี ยิ่งไม่ได้เรียนแฟชั่น คุณไม่มีโอกาสเข้าถึงแน่นอน แต่ที่นี่โอกาสมันเข้าถึงง่าย ความพยายามความขยันพาคนไปสู่จุดจุดอื่นได้ เหมือนสโลแกนของรัฐ ‘State of Opportunity’ นิวยอร์กให้โอกาสทุกคนจริง ๆ”

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

พาร์ตสำคัญพาร์ตหนึ่งบนวิถีสไตลิสต์ของสุธี คือประสบการณ์การไปเป็นผู้ช่วยสไตลิสต์รุ่นใหญ่ ซึ่งทำให้เขาได้เข้าใจกระบวนการการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เทคนิคการดีลกับแบรนด์ใหญ่ การหาคนมาร่วมทีมแต่ละจ๊อบ จนถึงเคล็ดลับการตีโจทย์ของรุ่นพี่ในวงการ ก่อนนำมาเลือกรับปรับใช้ให้ตรงตามวิถีแห่งตน

“เราตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่าตัวตนของเราเป็นแบบไหน เพราะเริ่มต้นจากการทำงานด้วยตัวเอง การไปเป็นผู้ช่วยจึงเป็นประสบการณ์ที่ดี ใช้โอกาสนั้นแหละ ค้นหาตัวเอง เราเชื่อว่าก่อนจะเป็นใหญ่เราต้องเป็นคนเล็กมาก่อน”

02 Suthee’ s Recipe

“แล้วแนวทางที่คุณค้นพบเป็นแบบไหน” – เราต่อบทสนทนาทันที

“ไม่รู้จะนิยามอย่างไรชัดเจน แต่นอกจากความสวยที่ใครก็สวยได้เหมือนกัน เราชอบการดึงความเท่ ดึงคาแรกเตอร์ของแบบออกมาให้มากกว่าความสวย แต่ดูแล้วรู้สึกว่าไม่พยายามมาก ถ้าชุดเยอะก็ไม่อยากให้โพสท่าเยอะ เพื่อประนีประนอมให้มันเป็นไปในทิศทางที่เราอยากได้”

ในเมืองซึ่งรวดเร็วเร่งรีบเหลือประมาณ ตลาดการค้าการแข่งขันเปิดเสรีจนน่าประหวั่นใจ สไตลิสต์ผู้พกประสบการณ์เป็นศูนย์จากไทยไปลับเหลี่ยมคมจนโตไกลกลางนิวยอร์ก พัฒนาตัวเองให้ฉับไวเท่าทันวงการผ่านทักษะพื้นฐานของมนุษย์ผ่านการตื่นมาเปิดอินสตาแกรม

“ดูงานทุกเช้า นั่งทำมู้ดบอร์ด พวกนี้เป็นแบบฝึกหัดของการทำงาน ทำบ่อย ๆ จะช่วยให้รู้ว่าแบบไหนควรหา แบบไหนควรใช้ แล้วต้องรีเสิร์ชว่ามีดีไซเนอร์หน้าใหม่คนไหนควรเข้าหา อะไรกำลังไฮป์หรือเป็นเทรนด์ จับกระแสนิยมให้ถูก ถ้าอยากไปถึงเป้าหมายก็ต้องทำการบ้าน แล้วก็ต้องออกไปข้างนอก ออกไปเจอคน ไปมิวเซียม

“ส่วนพาร์ตความคิดสร้างสรรค์ แค่ทำให้ตัวเองมีความสุขก็พอ” เขาตอบจริงจังเชิงเย้าเคล้าเสียงหัวเราะ ก่อนเล่าต่อไปถึงกระบวนการทำงานของตัวเองว่า

“เช่นเดียวกับการทำงานจริง ได้โจทย์มาก็มานั่งหาแบบอ้างอิง รีเสิร์ชว่าต้องใช้แบรนด์ไหน ประมาณไหน เลือกชุดให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ บางชุดธรรมดาก็อาจหาไอเดียเติมลูกเล่นเข้าไปในช็อต

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“อย่างงานชุด ‘Coming Up Roses’ ที่ถ่ายกับ น้องญาดา (Yada Villaret) ได้ชุดมาจาก Prada ตอนเขาตอบอีเมลกลับมา เราแบบ Prada, Are you kidding me? (หัวเราะ) เพราะไม่คิดว่าจะได้ พอได้มาก็ดีใจ แต่ชุดไม่ได้เกี่ยวข้องกับดอกไม้ เราเลยเอาดอกไม้มาเป็นลูกเล่นเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ที่ต้องถ่ายกับดอกไม้ และเราจะขายเสื้อผ้าลายดอกไม้ทุกลุคไม่ได้ อาจเป็นชุดธรรมดาแล้วใส่ดอกไม้จริงมาในฉาก หรือชุดมีดอกไม้แล้ว ฉากไม่มีดอกไม้ก็ได้ หรือลองให้ชาวกองมายืนถือดอกไม้เป็นเฟรมรูป ก็ได้เป็นอีกผลลัพธ์หนึ่ง ประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่หน้างานให้ดีที่สุด”

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘Coming Up Roses’ จาก www.designscene.net/ 

“หรือชิ้น ‘Metamorphosis’” สไตลิสต์คนเก่งแชร์หน้าจอเปิดภาพผลงานอีกชุดประกอบพลางต่อเรื่อง

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“โจทย์ที่เราคุยไว้กับช่างภาพคนญี่ปุ่นคืออยากเล่นกับร่างกาย ความหุ่น ความรูปร่าง อวัยวะส่วนต่าง ๆ อยากให้สัดส่วนมันผิดไป แขนขามีเกินกว่าปกติ ไหล่สูงขึ้น ใช้ของโน่นนี่มาเล่นกับเสื้อผ้าให้ภาพมันออกมาแปลก ๆ สร้าง Texture Optical Illusion”

“นี่ก็เป็นครั้งหนึ่งที่รู้สึกว่าเริ่มเป็นตัวเรามากขึ้น” เขายิ้มกริ่มผ่านจอเมื่อเล่าถึงงานชิ้นโปรด

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘Metamorphosis’ จาก sickymag.com/metamorphosis/ 

03 “ทำไมต้องปิดกั้นโอกาสคนตัวเล็ก เพื่อให้โอกาสคนที่มีมันอยู่แล้ว”

“แต่ชิ้นที่ท้าทายและสนุกที่สุดคือ ‘China Town’ ที่ทำให้ Harper’s BAZAAR Thailand

สุธีเปิดผลงานที่เขาเผยว่าสนุกตื่นเต้นและอยากเล่าให้ The Cloud ฟังที่สุด

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘China Town’ จาก www.harpersbazaar.co.th/FASHION/NEWS/cover-january-2021-highlight 

นี่เป็นอีกครั้งที่แบงค์ได้ร่วมงานกับกิฟท์ ดึงคาแรกเตอร์มนต์เสน่ห์ของย่านคนจีนกลางมหานครแห่งเสรีภาพ จุกลิ่นอายแห่งทวีปเอเชียดินแดนตะวันออกไว้ในคอนเซ็ปต์ ‘Lady of China Town’ สุภาพสตรีสาวชาวมังกรที่เก๋ไก๋ทันสมัย ผ่านผลงานออกแบบเสื้อผ้าจากดีไซเนอร์ชาวจีนหน้าใหม่ เพื่อผลักดันความเป็นเอเชียในโลกตะวันตก ยิ่งได้ประสานพลังกับคนไทยในนิวยอร์ก ถ่ายทำทั้งภาพนิ่งและวิดีโอท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด แล้วผลตอบรับออกมาดีเกินฝัน ก็ยิ่งได้แรงบันดาลใจและพลังงานบวกให้กลับไปนอนยิ้ม

“งานชิ้นนี้ค่อนข้างอิมแพค เพราะจังหวะนั้นมีกระแส Asian Hate Crime งานเลยช่วยพูดเรื่องนี้ได้ด้วย

“แต่อย่างหนึ่งที่ชอบคือการทำงานกับดีไซเนอร์และนางแบบหน้าใหม่ อย่างคราวนี้ไม่ได้ใช้แบรนด์ใหญ่เลย มีแค่เครื่องประดับจาก Vivienne Westwood เน้นใช้ของนักออกแบบชาวจีน ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่เป็นหลัก เพราะเราไม่ได้เบอร์ใหญ่ ถ้างานเขาได้เผยแพร่ เราก็มีที่แสดงฝีมือ เราโตเขาโต น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แบบนี้ดีต่อวงการมากกว่า ถ้าอยู่เมืองไทย ทุกคนคงวิ่งหา Gucci, Chanel กันหมด แล้วแบรนด์ใหญ่ ๆ เขาไม่ได้แคร์อยู่แล้ว ถ้าเราไม่ได้มีพาวเวอร์ในโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าใช้ของเป็น เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงเพื่อบอกสถานะเลย ของสวยคือสวย จบ”

สุธีตั้งธงในการทำงานอย่างชัดเจน เขาไม่ได้ต่อต้านการใช้ของแบรนด์ใหญ่อย่างสุดโต่ง ไม่ได้แอนตี้เครื่องหมายการค้าหรูหราในกระแสทุนนิยมโลก แต่ปรับทัศนคติให้เห็นแจ้งและรู้เท่าทัน ว่าสุนทรียะอันงดงามไม่จำเป็นต้องมาจากตรายี่ห้อหรูหราเสมอไป

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส

“หลายครั้งไม่ได้ใช้แบรนด์ใหญ่เลยก็มี อย่างงาน ‘Headlight Sillhouette’ ที่ทำให้ L’Officiel Baltics ใช้ของธรรมดาจากดีไซเนอร์หน้าใหม่ทั้งนั้น เอามาทำเป็นชุดดำเล่นกับรถและแสงเงา ก็ออกมาสวย บางทีแมกกาซีนก็ต้องการแบรนด์ใหญ่เพื่ออิมเมจแหละ แต่แบรนด์เนมไม่ได้เป็นตัวแทนของงานที่ดี งานที่ดีคืองานที่ดี และทุกคนควรได้รับโอกาส เราเองยังอยากได้โอกาสเลย แล้วทำไมต้องปิดกั้นโอกาสคนตัวเล็ก เพื่อให้โอกาสคนที่มีมันอยู่แล้ว”

สไตลิสต์อีกซีกโลกตั้งคำถามชวนคิด

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ขอบคุณภาพผลงานชุด ‘Headlight Sillhouette’ จาก lofficielbaltics.com/editorials/headlight-silhouette 

04 “ที่นี่ไปถึง Non-binary แล้ว ที่ไทยยังถามอยู่เลยว่าเป็นกะเทยหรือเปล่า”

‘No Label’

คือชื่อผลงานชุดสำคัญอีกชุดที่สุธีตั้งใจเตรียมมาเล่าอวดเราอีกชิ้น เพราะนอกจากคอนเซ็ปต์คมคายที่สุธีสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างไร้กระบวนท่า ผลงานชิ้นนี้ยังเป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าของวงการแฟชั่น และแรงกระเพื่อมต่อสังคมที่อาชีพสไตลิสต์สร้างขึ้นได้ผ่านงานออกแบบ

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ขอบคุณภาพผลงานชุด ‘No Label’ จาก models.com/work/various-editorials-no-label-nylon-spain 

“เป็นงานที่ทำให้นิตยสาร Nylon Spain ลงเป็นออนไลน์คอนเทนต์ช่วง Pride Month ปี 2019 ตอนคุยคอนเซ็ปต์กับช่างภาพสนุกมาก เราอยากเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศที่ไม่ต้องตะโกนว่า ‘ฉันเป็นกะเทย’ ‘ฉันเป็นทอม’ ‘ฉันเป็นดี้’ คือเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่มีความสุขและใช้ชีวิตปกติ

“เรารู้สึกว่าการเป็นเพศอะไรไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะเราจะเป็นอะไรก็เรื่องของเรา เลยตีความให้ออกมาอยู่ในรูปเสื้อผ้า ผู้หญิงใส่กางเกงหรือดูบอย ผู้ชายแต่งหน้าใส่กระโปรง ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ควรมีใครถูกตีกรอบว่าเป็นเพศนี้แล้วต้องเป็นอย่างนี้ ชุดที่ถ่ายหรือว่า Statement ทุกอย่าง จึงใช้ความนิ่ง หญิงชายใส่ชุดธรรมดาสลับกัน ไม่อยากให้เหมือนทางคอมเมอร์เชียลที่บอกว่าเกย์ต้องแต่งหน้าด้วยซ้ำ

“การทำงานที่นี่ก็เหมือนกัน มันไม่มีเพศจริง ๆ ความเก่งไม่เกี่ยวกับอายุ ทำงานดีแค่ไหนก็คือแค่นั้นเลย เป็นเรื่องที่ไม่ต้องถามแล้วว่าคนนี้เพศอะไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว และตอนนั้นอยู่นิวยอร์กมาสองปี มูฟเมนต์เรื่อง Pride Month ไม่ใช่เรื่องใหม่ จนตอนนี้ที่นี่ไปถึง Non-binary แล้ว ที่ไทยยังถามอยู่เลยว่าเป็นกะเทยหรือเปล่า”

เราจับเสียงคู่สนทนาได้อย่างแจ่มชัดว่าเขาตกหลุมรักนิวยอร์กเข้าอย่างจัง ไม่ใช่แค่ในฐานะผืนดินแห่งโอกาสและความฝัน ที่ให้ที่ทางเขาได้อบรมบ่มร่ำตัวเองจนเคี่ยวกรำแก่กล้า ประกอบสัมมาอาชีพได้อย่างเสรีด้วยไฟที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นต้นกล้าที่หยั่งรากลึกแข็งแรงได้ด้วยความมานะพยายามส่วนตัว แต่ราวกับว่าเขาอยากอยู่ที่นี่

“มันเป็นระบบนิเวศที่ดีมาก ผมเพิ่งมารู้ตอนหลังว่า อย่างแฟชั่นสไตลิสต์ก็มีเอเจนซี่เหมือนนางแบบ ที่นี่มีแม้กระทั่ง Mother Agency หรือคนที่ไปสเกาต์จนเจอมา ช่างภาพ ช่างหน้า ช่างผม ขณะที่ในไทยส่วนใหญ่จะมีแค่นางแบบที่มีเอเจนซี่ ที่เหลือเป็นฟรีแลนซ์ งานมันเป็นระบบที่เอื้อต่อการทำงาน เมืองมันสนับสนุนให้กล้า กล้าคุย กล้าทัก ไม่ใช่กลัวไปก่อน ที่นี่ แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน อะไรก็เกิดขึ้นได้”

แปลว่ายังไม่อยากกลับไทย – เราถามสรุป

“ไม่นะ” เขาตอบตามโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แปลว่า ใช่ เขาไม่อยากกลับไทย

“ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำอะไรที่ไทย อาจรับฟรีแลนซ์ได้ ถ้ามีโอกาสมีงานเข้ามาก็พร้อม ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว แต่ถ้าให้กลับไปอยู่อันนี้ไม่มั่นใจเลย เพราะที่ไทยตลาดไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ และโอกาสน่าจะน้อยเพราะแบรนด์ไม่เยอะ แฟชั่นที่นี่มีหลายแง่มุมมาก แฟชั่นไม่ใช่ความเท่ ไม่ใช่การไปสยามสแควร์ แล้วโอกาสของวงการแฟชั่นที่ไทยก็เหมือนที่บอกทีแรก”

สุธีส่งยิ้มกรุ้มกริ่มบอกเป็นนัย

5 ผลงานที่ Suthee อยากเล่าให้ผู้อ่าน The Cloud ฟัง

01 Lady of ChinaTown

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส

ชอบมากที่สุดเลยชิ้นนี้ ตื่นมาดูทุกวันเลย รู้สึกว่ามันสร้างแรงบันดาลใจมาก แล้วเราได้ทำงานกับช่างภาพที่เราติดตามมานานตั้งแต่ช่วงแรกทำสไตลิ่ง ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาถ่ายกับเขา เพราะเราไม่กล้าออกไปหาคน ไม่กล้าคุยกับใคร แต่เราไม่รู้หรอกว่าโอกาสจะมาตอนไหน

02 Elle Bulgaria Digital Cover Story Camryn Lipman

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : models.com/work/elle-bulgaria-elle-bulgaria-digital-cover-story-camryn-lipman 

งานนี้ทางบรรณาธิการของแอลล์เขาติดต่อมาผ่านช่างภาพที่สนิทกัน ชวนว่าสนใจไหม รู้สึกว่าโชคดีและเป็นโอกาสดีมากที่ได้ถ่ายลง Cover Story แม้ว่าจะเป็นแบบออนไลน์ก็ตาม แถมงานก็ออกมาน่าพอใจ

03 Utopia

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : lofficielbaltics.com/en/editorials/utopia

ชิ้นนี้ถ่ายให้ L’Officiel Baltic นางแบบคนนี้สวยมาก แต่เราไม่ได้ขายสวย เราขายเท่ ให้สิ่งที่อยากสื่อสารออกมาผ่านดวงตา แววตา แล้วชุดมันยาก คนธรรมดาใส่แล้วยากแน่นอน แต่พอเขาใส่แล้วมันออกมาเป็นอีกคาแรกเตอร์หนึ่งเลย เป็นการเล่นกับชุด สร้างให้มันดูมีอะไรขึ้นมา มีเสน่ห์​มีการเล่าเรื่อง ยากและท้าทายตรงที่ตอนแรกคุยคอนเซ็ปต์กับช่างภาพแล้วไม่เคลียร์ รู้เลยว่าต้องแก้หน้างานเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ออกมาดี

04 On the Earth

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : flanellemag.com/on-the-earth-by-shiyu-tsai-for-flanelle-magazine/ 

ชิ้นนี้ทำให้นิตยสาร Flanelle พูดเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะพลาสติก ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา ที่ชอบเพราะเราพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าแฟชั่นมันสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ออกมาได้ด้วย

05 GQ Thailand

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : www.gqthailand.com/ 

พี่เตชินทร์ (เตชินทร์ ไกรขจรกิตติ) เป็นดีไซเนอร์คนไทยที่นี่ เสื้อผ้าแบรนด์พี่เขาเป็นสูท Tailor-made เป๊ะมาก แต่เขาต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ดู Edgy และขายวัยรุ่นได้ง่ายขึ้น ครั้งนี้เราเลยเล่าเรื่องให้เป็นเหมือนเป็นการเปิดบทใหม่ หยิบชิ้นออริจินัลมาผสมกับดีไซน์ใหม่ จากเดิมที่ขายเสื้อผ้าผู้ชาย รวยหน่อย ผู้ใหญ่หน่อย กลับมาเป็นเสื้อผ้าลายแพตเทิร์นแปลก ๆ ชาเลนจ์ประมาณหนึ่งเหมือนกัน และงานก็ออกมาดี ภาพออกมาสวยมาก

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load