“เรารู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากขึ้นเมื่อได้คลุกคลีกับการแสดง เราจึงอยากจะรักษาสิ่งนี้ไว้”

ขณะที่หลายคนต่างชื่นชมเสน่ห์ในตัว จูเน่-เพลินพิชญา โกมลารชุน หรือ จูเน่ BNK48 ที่ฉายชัดเป็นพิเศษกับการแสดง จูเน่เองก็ได้สัมผัสเสน่ห์ของการแสดงที่ไม่ได้มีแค่เรื่องของภาพ และไม่มีสูตรตายตัวอย่างที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเข้าใจ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล เราและแฟนคลับอีกหลายคนจึงไม่ตกใจเท่าไรนัก เมื่อทราบข่าวว่าเธอตัดสินใจจบการศึกษาจากเส้นทางไอดอล เพื่อหันมาเอาจริงกับการแสดง

แม้ว่าจูเน่จะเพิ่งก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงได้ไม่นานนัก แต่ตอนนี้โปรไฟล์ของจูเน่ก็ประกอบไปด้วยผลงานหลากหลายแนว มากพอจะทำให้เธอเป็นที่คุ้นหูคุ้นตาของคนในวงกว้าง ขึ้นอยู่กับว่าคุณเริ่มรู้จักเธอในแง่มุมใด

หากคุณติดตามวง BNK48 มามากกว่า 2 ปี คุณจะเริ่มรู้จักจูเน่ในฐานะสมาชิกวง BNK48 รุ่นที่ 2 ที่ได้ติดเซ็มบัตสึในเพลงเปิดตัวสมาชิกรุ่นที่สองอย่าง ฤดูใหม่ และอีก 4 เพลงหลังจากนั้น

หากคุณติดตามวงการซีรีส์ไทย คุณจะเริ่มรู้จักจูเน่ผ่านบทบาท ตะวัน สาวครุฯ ลุคเปรี้ยวซ่าจากเรื่อง One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ เป็นการเดบิวต์ในสายงานแสดงของจูเน่และสมาชิก BNK48 อีกหลายคน

หากคุณเป็นคนชอบฟังเพลง หรือใช้เวลาเลื่อนดูฟีดในยูทูบบ่อยๆ คุณจะเริ่มรู้จักจูเน่จากการเป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอ อยากมีแฟนแล้ว เพลงฮิต 26 ล้านวิวของ Lipta feat. Lazyloxy

ถ้าคุณเป็นแฟนภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง (2560) และได้ยินข่าวการรีเมกในเวอร์ชันซีรีส์ คุณจะเริ่มรู้จักจูเน่ในฐานะผู้รับบท ลิน ในซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง ที่กำลังออนแอร์อยู่ ณ ขณะนี้

“คุณครูสมัยประถมเคยเขียนในสมุดพกเราว่า ห้าอาชีพที่เราฝันอยากจะเป็นในตอนนั้น คือนักร้อง นักแสดง นักเต้น อันที่สี่เราจำไม่ได้ แต่อันสุดท้ายคือนักธุรกิจ” คำบอกเล่าของจูเน่ทำให้เราเชื่อในความชัดเจนต่อตัวเองของเธอตั้งแต่เด็กจนโต

ในวัย 19 ปี จูเน่ทำความฝันของตัวเองสำเร็จไปแล้วถึง 3 ข้อ

ในวัย 20 ปี จูเน่ปล่อยมือจาก 2 อาชีพในฝันตัวเอง ทั้งการร้องและการเต้น

แม้จะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่เราก็ยังมีคำถามมากมายที่รอให้เธอมาตอบ

จูเน่นั่งลงตรงหน้าเราในท่าขัดสมาธิ ก่อนจะเริ่มต้นบทสนทนาว่าด้วยเส้นทางชีวิตจากวัยเด็กถึงวันนี้

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

คิดดีแล้วใช่ไหม

“เมื่อจูเน่ชัดเจนกับสิ่งที่ตัวเองอยากทำตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมยังไงบ้าง” เราถาม

“เขาไม่ใช่พ่อแม่ประเภทที่ช่วยหาเส้นสายเพื่อดันเราเข้าวงการ แต่จะส่งเสริมให้เราได้ไปเรียน สมัยก่อนเคยไปเรียนที่สถาบัน Star Maker กับ ครูอ้วน (มณีนุช เสมรสุต) เคยเรียนการแสดงกับ ครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) เรียนเต้น เรียนดนตรี เรียนกีฬา เรียนหลายอย่างมาก เพราะเขาอยากให้เราได้ลองอะไรเยอะๆ” นอกจากการฝึกฝนในห้องเรียน จูเน่ยังค่อยๆ สะสมประสบการณ์ทีละนิดผ่านการประกวดเต้นและทำคัฟเวอร์กับเพื่อน

เมื่อเห็นประกาศรับสมัคร BNK48 รุ่นที่ 2 จูเน่ก็ตัดสินใจสมัคร

“ตอนนั้นเราไม่จริงจังเลย ความคิดตอนอายุสิบเจ็ดก็แค่อยากรู้ว่าหน้าตาแบบเรานี่เขาจะรับหรือเปล่า ไปลองสมัครดูคงไม่เสียหายอะไร” จูเน่เล่าติดตลก ก่อนเสริมต่อ

“อีกเหตุผลหนึ่งคือ ถ้าสมัครแล้วได้ขึ้นมาจริงๆ นอกจากจะได้เรียนเต้นฟรี เรียนร้องเพลงฟรีแล้ว เราอาจจะดัง แถมยังได้เงินตั้งสี่พันบาทต่อเดือนแน่ะ” ด้วยสายเลือดนักธุรกิจที่สืบทอดมาจากคุณแม่ จูเน่ไม่ลืมคำนวณความคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งเงิน 4,000 บาทต่อเดือนถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับเธอในวัยมัธยมปลาย

ด้วยคุณสมบัติทุกด้านของจูเน่ประกอบกัน ทำให้เธอผ่านเข้ารอบลึกขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านการคัดเลือกในรอบสุดท้ายในที่สุด

“วันก่อนจะเซ็นสัญญา บริษัทเรียกผู้ปกครองไปคุย กลับมาคุณแม่ก็ถามว่า คิดดีแล้วใช่ไหม ตอนนั้นเราตอบไปว่าคิดดีแล้ว ทั้งที่เราไม่ได้คิดอะไรมากมายหรอก พอใจมันอยากมากๆ ก็ไม่ได้ฟังแม่ด้วยซ้ำ เราก็ เยส เยส เยส หนูทำได้ หนูปรับตัวได้

“แต่หลังจากนั้นก็มีหลายครั้งที่ย้อนกลับไปคิดว่า เอ๊ะ ทำไมตอนนั้นเราถึงพูดอย่างนั้นไปวะ” จูเน่หัวเราะแห้งๆ เมื่อย้อนนึกถึงการตัดสินใจของตัวเองในวันนั้น

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

เราจะเป็นแบบไหนก็ได้

“อย่างที่ใครหลายคนน่าจะรู้ว่า เราเป็นคนที่ชัดเจนในตัวเองมากๆ เราไม่ได้เข้า BNK48 เพราะติดตาม AKB48 มาก่อน เราไม่ใช่คนงุ้งงิ้ง ไม่เคยคอสเพลย์ ไม่ได้มาสายญี่ปุ่นเหมือนคอนเซปต์ของวง เราไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคน Stereotype วงการไอดอลญี่ปุ่นเอาไว้” จูเน่เล่าถึงกำแพงด่านแรกที่เธอต้องเผชิญ

แน่นอน จูเน่พยายามปรับตัวเพื่อหาจุดที่พอดีระหว่างความเป็น BNK48 และตัวเธอเอง

“ด้วยคาแรกเตอร์เราที่อาจดูไม่แคร์แฟนคลับเท่าไหร่ เพราะเราไม่ใช่คนพูดจาหวานๆ วิธีการพูดของเรามันเป็นกันเองมาก ช่วงแรกก็เลยฝืน” คุยกับจูเน่มาถึงตรงนี้ เราพอจะเข้าใจลักษณะการพูดที่เธอหมายถึง เพราะหลายครั้ง ศัพท์แสลงบนโลกออนไลน์ก็ถูกหยิบมาใช้เพื่ออรรถรสในการสนทนา

“ไม่ไมีใครมาบอกให้เราปรับนะ แต่ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ด้วยความที่เราอยากเป็นที่พูดถึงบ้าง เห็นเพื่อนลงไอจีสตอรี่คุยกับแฟนคลับเยอะๆ ก็รู้สึกว่าต้องทำบ้าง เพราะพื้นฐานเราตั้งแต่เด็กคือเราชอบให้ทุกคนมาสนใจอยู่แล้ว อยู่บ้านก็ชอบเต้น ชอบให้พ่อแม่ถ่ายคลิป เพราะชอบความรู้สึกเป็นที่ยอมรับ

“เราพยายามปรับจูนกับความเป็นวงอยู่นานเหมือนกัน จนสุดท้ายถึงได้รู้ว่า ไม่มีใครผิดใครถูกเลย แต่มันคือความเชื่อของเรา ณ ตอนนั้นเอง ที่คิดไปว่าเราต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วก็ไม่มีใครมาจำกัดเรานี่ เราจะเป็นแบบไหนก็ได้แหละ” ในวันที่เธอเข้าใจอะไรๆ รอบตัวมากขึ้น จูเน่ก็สรุปบทเรียนของเธอออกมาได้อย่างครบถ้วนตรงประเด็น

ไอดอล 24 ชั่วโมง

การปรับตัวในช่วงแรกผ่านไปไม่ทันไร จูเน่ก็ต้องเจอกับด่านถัดไปที่เป็นโจทย์พื้นฐานของคนทำงานในวงการบันเทิงแทบทุกคน นั่นก็คือการจัดการเวลาและการเรียน

“ด้วยกฎระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นมาจากวงญี่ปุ่นเดิม ว่าเราจะต้องซ้อมอยู่ตลอด ซึ่งกินเวลาเรียนหนังสือไปเยอะพอสมควร สมาชิกที่ยังเรียนอยู่ก็ประสบปัญหา เพราะไม่สามารถทำทั้งสองอย่างได้ดีทั้งคู่จริงๆ ตัวเราเองก็ดร็อปมหา’ลัยมาสองปีแล้ว” การตัดสินใจพักการเรียนโดยไม่รู้กำหนดว่าเมื่อไรจะได้กลับมาเรียนต่อนั้นยากลำบากแน่นอน จูเน่คือคนหนึ่งที่ก้าวเข้าสู่ BNK48 ในจังหวะเดียวกับที่เธอก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

“ช่วงแรกที่เข้าวง เราเริ่มเรียนมหาลัยไปได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วคิดว่าไปต่อไม่ไหว เลยถอนรายวิชาแล้วก็ดร็อปเลยในปีแรก ปีที่แล้วคือเราถ่ายซีรีส์สองเรื่องติด มันก็แทบจะไม่มีทางจัดเวลาได้อยู่แล้ว

“เราเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ใน BNK ต่างก็ต้องผ่านตรงนี้กันมาหมด มันเทียบกับอย่างอื่นข้างนอกได้ยากนะ อย่างที่หลายคนมักจะบอกว่าเป็นวงที่ต้องขายวิญญาณ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วยระบบทำให้เราต้องเต็มที่กับมัน จนแทบจะทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”

“ทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงแปลว่าอะไร” เราสงสัย ลำพังแค่ตารางงานและการซ้อมไม่น่าโหดร้ายขนาดนั้น

“ทุกวันนี้เราต้องทำงานกับโซเชียลมีเดีย สำหรับคนอื่นๆ อาจจะเป็นการผ่อนคลาย การอัปเดตข่าวสารกับเพื่อนๆ แต่สำหรับเราคืองานนะ สมมติเราเลิกงานอีเวนต์กลับบ้านเสร็จ เราก็ยังต้องจัดการโพสต์ ต้องลงสตอรี่ ต้องคุยกับแฟนคลับ เพื่อให้ตัวเรายังอยู่ในกระแส พวกนี้ถือเป็นงานนอกเวลาหมดเลย เป็นงานที่ไม่มีกำหนดเวลาเข้างานหรือเลิกงานเหมือนการทำงานอื่นๆ”

ด้วยกฎระเบียบที่เคร่งครัดและอิสระที่ถูกจำกัด เราสงสัยเหมือนกับที่คนรอบตัวจูเน่เองก็สงสัย

“ทำไมจูเน่ถึงยอมขนาดนั้น”

“เรารักอิสระมากๆ จนไม่มีใครคิดว่าเราจะอยู่ในกฎระเบียบแบบนี้ได้ ดูเป็นคนที่จะไม่ยอมด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องบอกว่า ตรงนี้เป็นหน้าที่ที่เราเลือกตัดสินใจเข้ามาทำด้วยตัวเอง และเราก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากตรงนี้”

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน
จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

มันยังดีได้มากกว่านี้

บทเรียนและประสบการณ์ที่จูเน่ได้รับจากการเป็น BNK48 มีเยอะเกินกว่าจะยกมาคุยได้หมด เราตัดสินใจถามถึงบทบาทหนึ่งของเธอที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน คือการเป็น Show Director ในคอนเสิร์ต BNK48 2nd Generation Blooming Season Concert ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายปีก่อน

“เราตลกมากกับงานนี้ เอาจริงมันไม่ได้มีหน้าที่นี้ด้วยซ้ำในตอนแรก” จูเน่หัวเราะกับตำแหน่งที่ได้รับ

“มันเริ่มจากตอนที่เรารู้ว่า ในคอนเสิร์ตจะมีช่วงละครเวทีสั้นๆ พอเห็นบทเราก็ติดเรื่องการจัดหน้ากระดาษก่อน เพราะช่วงนั้นเราเริ่มถ่ายทำ One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ แล้ว ทำให้เริ่มรู้จักบทละครมากขึ้น คือบทที่ได้มาตอนแรกมันจะเป็นชื่อคนตามด้วยบทพูดในบรรทัดเดียวกัน แล้วก็ไม่ค่อยเปลี่ยนซีน ทำให้อ่านแล้วงง

“ก็เลยถามเขาไปว่า มีใครมีคอมฯ บ้างคะ ตั้งใจจะจัดหน้ากระดาษให้เขาใหม่” ก้าวแรกของการเป็นผู้กำกับละครเวทีขนาดสั้นครั้งแรกของจูเน่ เริ่มต้นขึ้นแบบจับพลัดจับผลูทีเดียว

“ในระหว่างที่แก้ เราก็รู้สึกว่าบทบางจุดมันแปลกๆ ลองปรับหน่อยดีกว่า แต่พอปรับเสร็จมาอ่านทั้งเรื่องแล้วก็ยังไม่ค่อยลงตัว สุดท้ายเลยจบที่รื้อใหม่หมดเลย” จูเน่เล่าด้วยท่าทีสบายๆ สวนทางกับข้อจำกัดโหดหินในการทำงานที่เธออธิบายให้เราฟัง

จากวันที่จูเน่ตัดสินใจรื้อบทละคร เหลือเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันแสดง นอกจากต้องเขียนบทใหม่ จูเน่และเพื่อนรุ่นสองทุกคนยังต้องจำบท ต้องซ้อม และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเคยผ่านงานแสดงมาก่อน ดังนั้น จูเน่จึงตั้งใจสร้างคาแรกเตอร์ที่ใกล้เคียงกับเจ้าของบท เพื่อให้การแสดงออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุดภายใต้ระยะเวลาจำกัด

“พอถึงหน้างานจริงๆ ตอนซ้อมก็ยังมีอีกหลายอย่างที่เรารู้สึกขัดใจ เราก็ลุกขึ้นมาบอกว่า บทตรงนี้น่าจะมาจากความรู้สึกแบบนี้นะ หรือเราลองเพิ่มท่าทางต่างๆ ให้มันสนุกขึ้นดีไหม”

ทั้งหมดที่จูเน่เล่าให้เราฟังนั้น ดูจะเกินขอบเขตหน้าที่ของเธอในฐานะสมาชิกวงไปมาก จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า อะไรทำให้เธอทุ่มเททั้งแรงและเวลาให้กับงานเบื้องหลังมากขนาดนี้

“เพราะด้วยมาตรฐานของเรา เรามองว่ามันยังดีได้มากกว่านี้ แค่ความคิดที่จะเปลี่ยนมันนิดเดียวเอง คงไม่ทำให้อะไรยากขนาดนั้น”

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

อยากทำให้ดีได้เหมือนกัน

แม้จะไม่ได้ตั้งใจกำหนด แต่จูเน่ก็มีมาตรฐานของตัวเองในทุกเรื่อง ซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ

“เราคิดว่ามาตรฐานมาจากความเชื่อและประสบการณ์ของเรานั่นแหละ สิ่งที่เราซึมซับระหว่างทางมาตลอด อย่างเช่น มาตรฐานในการแสดง ถ้าเราเคยเห็นคนที่แสดงแนวนี้แล้วออกมาดี มันก็จะเป็นทั้งแรงผลักดัน แล้วก็อาจจะเป็นแรงกดดันของเราด้วยในขณะเดียวกัน”

แต่กับบางมาตรฐาน แม้จะมีอยู่ แต่ก็นำมาเป็นมาตรวัดไม่ได้ อย่างบทบาท ลิน จากเรื่อง ฉลาดเกมส์โกง ซึ่ง ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง เคยแสดงไว้ในเวอร์ชันภาพยนตร์ ก่อนที่จูเน่เข้ามารับไม้ต่อในเวอร์ชันซีรีส์

“ด้วยความที่เราเป็นคนแสดงที่เคยเป็นคนดูมาก่อน และเราก็รู้ว่ามันเป็นหนังที่ดีแค่ไหน ดังนั้น เมื่อเราต้องกลายมาเป็นคนแสดง จึงเกิดความรู้สึกว่าอยากทำให้ดีเหมือนกัน ความรู้สึกตรงนี้กลายเป็นปัญหาอย่างที่สุดเลย เพราะเรามัวแต่ไปโฟกัสว่าจะทำให้ดี จนสมาธิของเราไม่ได้อยู่ที่ความรู้สึกลินในแต่ละซีน

“กลายเป็นว่าคำว่าดีที่เรานิยามในตอนแรกคืออะไรไม่รู้ที่เราสร้างขึ้นมาเอง คิดไปเองว่ามันคงจะต้องเหมือนพี่ออกแบบในหนังหรือเปล่า ต้องหน้านิ่งๆ หลังตรงๆ เฟียร์ซๆ นั่นคือสิ่งที่เราคิดโดยอัตโนมัติ”

“จูเน่พาตัวเองออกมาจากมาตรฐานเดิมได้อย่างไร” เราถาม

“ตอนนั้นนอกจากเรื่องมาตรฐานแล้ว เรามีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจด้วย เพราะปกติเราจะมั่นใจแค่กับมุมซ้ายของตัวเอง เวลาทำงานก็จะเปิดหน้ามุมซ้ายตลอดเลย เพราะมันมีข้อบกพร่องเยอะมากในหน้ามุมขวา เช่น หางตาตก จมูกตก ปากตก แต่ซีนที่ผู้กำกับเขาบล็อกช็อตมามันเป็นมุมขวาของเราไปแล้วประมาณเก้าสิบเปอร์เซ็นต์

“ช่วงแรกเราเครียดมาก ทะเลาะกับตัวเองข้างในตลอดเวลา ว่าปวกเปียกจังเลย งี่เง่ามากนะถ้าเราจะมายึดติดกับเรื่องแบบนี้ พอทะเลาะกับตัวเองบ่อยเข้าเราก็เริ่มชิน หลังจากนั้นเลยเหมือนกับเราปล่อยจอย โยนทุกอย่างทิ้ง ทั้งเรื่องมุมกล้องแล้วก็เรื่องที่อยากจะทำให้ดี แล้วตั้งใจทำให้เต็มที่ก็พอ”

เป็นที่มาของลินในเวอร์ชันจูเน่ ที่ทั้งไม่เฟียร์ซ หลังไม่ตรงตลอดเวลา และเปิดหน้ามุมขวาอยู่บ่อยๆ

“สุดท้ายการแสดงมันสอนเราว่า ทุกอย่างมันไม่ได้อยู่ที่ภายนอกหรอก It’s not depends on how you look but depends on what do you feel, actually feel”

ทำไมลินถึงต้องทำแบบนี้

เราถามต่อไปถึงกระบวนการทำงานเบื้องหลัง และวิธีการที่ผู้กำกับอย่าง พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ใช้พาจูเน่เข้าไปสู่โลกของลิน

“พี่พัฒน์เป็นผู้กำกับที่ช่วยไกด์เราด้วยคำถาม เขาจะคอยถามว่า เราคิดว่าทำไมลินถึงต้องทำแบบนี้ หรือตอนนั้นที่เล่นเราคิดอะไรอยู่ จนเราได้เข้าใจตัวละครจริงๆ บางครั้งเราก็เอากระบวนการคิดแบบนี้มาใช้ กลับมานั่งถามตัวเองในชีวิตจริงเหมือนกัน เวลาที่เราไม่เข้าใจตัวเองหรือไม่เข้าใจคนอื่น

“สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้เราเห็นคุณค่าของครอบครัวมากขึ้นจากการแสดง” แม้ลักษณะนิสัยของจูเน่และลินจะแตกต่างกันจนหาจุดร่วมแทบไม่ได้ แต่ในแง่ภูมิหลังครอบครัวกลับคล้ายกันมาก ซีรีส์เรื่องนี้จึงทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนตัวจูเน่ในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี

“พ่อกับแม่ของเราในชีวิตจริงมีความคล้ายกับพ่อแม่ของลินมาก คือพ่อจะมีความตลก เล่นมุกแป้ก ส่วนแม่ก็จะมีความทะเยอทะยาน และเฟมินีนหน่อยๆ ซึ่งมันเป็นกลิ่นอายที่เราคุ้นเคยมาก ยิ่งตอนเข้าซีนกับ พี่แท่ง (ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง) และ พี่ออร์แกน (ราศี ดิศกุล ณ อยุธยา) มันมีเคมีที่เหมือนกับพ่อแม่ของเราจริงๆ

“ในเรื่องจะมีซีนอารมณ์ในครอบครัวของลิน ซึ่งช่วยปลดล็อกตัวเราในชีวิตจริงอีกทีหนึ่ง เพราะ ณ ขณะที่ถ่ายทำ ความสัมพันธ์ของเรากับที่บ้านก็ไม่ได้ราบรื่นสักเท่าไหร่ แต่เพราะการเล่นเป็นลินทำให้เรารู้ว่า การได้กลับไปคุยกับเขามันดีมากขนาดไหน เราเลยตัดสินใจทำสิ่งที่เราไม่กล้าทำมาก่อน นั่นคือการกลับไปดีกับเขา”

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน
จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

ถ้าแม่ได้ผ่านมาอ่านบทความนี้

ถึงตอนนี้ซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง ปิดกล้องไปแล้วและกำลังจะจบการโปรโมตในอีกไม่กี่สัปดาห์ ส่วนภารกิจในฐานะ BNK48 ของเธอก็เหลือแค่กิจกรรมออนไลน์ที่ใช้ทดแทนงานจับมือของซิงเกิลล่าสุด

“หลังจากนี้จูเน่วางเป้าหมายในอนาคตอย่างไร” จูเน่ฟังคำถามของเราแล้วนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ

“แปลกเหมือนกัน เมื่อก่อนเราจะจดโน้ตตลอดว่าสิ่งที่เราจะทำมีอะไรบ้าง แต่เพิ่งมานึกได้ว่าช่วงนี้ไม่ได้ทำเลย ตั้งแต่เริ่มมีการแสดงเข้ามาในชีวิต ส่วนหนึ่งคือตอนนี้เรารู้สึกว่าชีวิตมันคาดเดาอะไรไม่ได้” จูเน่อธิบายด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“กับอีกส่วนคือ เราชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นด้วยมั้ง มันชัดเจนขนาดที่ว่าพอมีอะไรเข้ามาแล้วเราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ว่าสิ่งนี้ใช่หรือไม่ใช่สำหรับเรา” จากคนที่ชัดเจนกับเส้นทางในอนาคตของตัวเองมาตลอดตั้งแต่เด็ก จูเน่ในวันนี้ก็ยิ่งชัดเจนและซื่อสัตย์กับตัวเองมากกว่าที่เคยเป็นมา

“เป้าหมายที่แน่นอนก็คงเป็นการแสดง เราชอบการแสดง เราอยากจะยึดสิ่งนี้เป็นหลักต่อไป” จูเน่สรุป

“ได้ยินว่าจะกลับไปเรียนมหา’ลัยด้วย”

“ใช่ เพราะเราสัญญากับแม่ว่าจะกลับไปเรียน” แม้จะดร็อปไป 2 ปี แต่ครอบครัวของจูเน่ก็ไม่ได้กดดัน และยอมปล่อยให้เธอตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง

“เราคิดว่าว่าที่บ้านเขาก็คงเชื่อใจเราอยู่บ้างแหละ จากการที่เขายอมปล่อยให้เด็กอายุสิบเจ็ดสิบแปดในตอนนั้นได้โลดแล่นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เราอยู่คอนโดฯ คนเดียว ขับรถไปไหนมาไหนเองตลอด โดยที่เราไม่ได้ให้สิทธิ์เขาในการตัดสินใจเรื่องชีวิตของเราสักเท่าไหร่ คิดว่าเขาก็คงไว้ใจเราพอสมควร” จูเน่พูดถึงครอบครัวได้อย่างสบายใจ หลังจากที่ได้กลับมาคืนดีกับพ่อแม่แล้ว

“แล้วกับตัวเอง จูเน่รู้สึกกดดันไหมที่ต้องหยุดเรียนไปสองปีเต็ม” เราถาม

“ไม่ เราไม่ได้อยากเรียน ตอนนี้อินกับการทำงานมากกว่า” จูเน่ตอบในทันที เธอยิ้มกวนๆ เมื่อพูดต่อ

“ถ้าแม่ได้ผ่านมาอ่านบทความนี้ หนูพูดตรงนี้เลยนะว่าหนูเรียนเพื่อความสบายใจของแม่ล้วนๆ”

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“พี่ครับ รอผมแป๊บนะ ผมกำลังข้ามเรือไป น่าจะไม่เกินสิบนาที” เสียงปลายสายของของ หมูปิ้ง-ศุภชัย บุญกระจ่าง โทรมาบอกก่อนจะถึงเวลานัด เขากำลังรอเรือข้ามฟากเพื่อมายังร้าน Them.x สถานที่นัดพูดคุยกันในวันนี้

หมูปิ้ง เด็กหนุ่มวัย 19 กำลังเป็นที่โด่งดังใน TikTok ด้วยชื่อ เชฟหมู ณ ป้อมยาม (@mooping2545) เขาสร้างคลิปทำอาหารในป้อมยาม ผสมกลมกล่อมด้วยมุกโบ๊ะบ๊ะที่เล่นคนเดียว กินคนเดียว แต่ชวนคนขำด้วยเป็นล้าน

 ไม่แปลกใจที่คนส่วนใหญ่จะติดดูคลิปของเขา (เราเองยังติด) ด้วยจังหวะจะโคนการเล่นมุกที่ลื่นไหล ดูยังไงก็ชวนอมยิ้ม พร้อมลุ้นกับตอนท้ายว่าอาหารที่เขาทำจะรสชาติใช้ได้หรือไม่…

แล้วสุดท้ายหมูปิ้งก็บอกว่าอร่อย!

เตือนผู้อ่านทุกท่านที่กำลังอยากแวะไปส่องแอคเคาต์ไว้ตรงนี้ว่า อย่าดูระหว่างกินข้าวจะดีกว่า เกรงว่าจะฮาจนสำลัก

แม้รสชาติอาหารตรงหน้าจะขำขัน แต่รสชาติชีวิตของหมูปิ้งนั้นเข้มข้น เขาผ่านเรื่องราวอันมากมายเกินอายุ เริ่มต้นจากการตัดสินใจลาออกอย่างเด็ดเดี่ยวหลังเปิดเทอม ม.4 ได้ไม่นาน เพราะเขามองว่าการศึกษาไม่ตอบโจทย์ชีวิตขนาดนั้น ใช้ต้นทุนการไปโรงเรียนสูง ไหนจะค่าใช้จ่ายในการทำการบ้าน ทำโครงงานของแต่ละวิชาก็ต้องใช้เงินเยอะ รสชาติของการศึกษาไทยมันสุดจะขมขื่น โดยเฉพาะสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก เมื่อตกผลึกกับตัวเองได้ เขาเลยลาออกเพื่อมาทำงานหาเงิน

หมูปิ้งเดินทางจากโคราชเพื่อมาหางานทำในเมืองใหญ่ หอบกระเป๋าเสื้อผ้ามากางที่สมุทรปราการ ลิ้มลองเมนูชีวิตแบบใหม่ 

รสชาติจะเป็นอย่างไร ขอชวนผู้อ่านชิมผ่านอักษรเรื่องเล่าด้านล่างนี้

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

EP.1 ยามมาทำงาน 

หมูปิ้งเล่าว่าหลังพ่อเลี้ยงเสียชีวิต ก็เท่ากับครอบครัวได้เสียเสาหลักของบ้าน ยายและแม่ไม่ได้ทำงาน พี่ชายและพี่สาวต่างก็มีภาระดูแลครอบครัวของตนเอง ผลจึงตกมาที่หมูปิ้ง ซึ่งพอจะเป็นกำลังหลักคนใหม่ หาเงินเลี้ยงดูแม่และยาย

“ครอบครัวผม แค่แกงหนึ่งถุงก็คิดแล้วคิดอีก ถ้าจ่ายเงินซื้อแล้ว มื้อต่อไปจะกินอะไร จะให้ผมมาเสียเงินกับการทำการบ้านหรือโครงงานมันไม่ใช่จริงๆ ผมไม่ได้แอนตี้คุณครูนะ เพราะครูเขาต้องสอนตามระบบ ผมแอนตี้ระบบการศึกษาแบบนี้มากกว่า

“พอลาออกก็เดินทางมาสมุทรปราการคนเดียว เพราะพี่ชายอยู่ที่นี่ หางานตามเพจต่างๆ ตอนเช้าไปทำงานร้านขายปุ๋ย พอตอนเย็นเลิกงานก็ต้องรีบอาบน้ำ มาทำร้านพิซซ่าต่อ เคยไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กด้วย ก็สนุกดีนะครับ” เขาว่า

นอกเหนือจากการทำงานหาเงิน หมูปิ้งชอบเข้าโบสถ์ สถานที่ที่ทำให้เขาค้นพบพรสวรรค์ และได้ฝึกฝนความสามารถของตัวเองผ่านกิจกรรมที่โบสถ์ เช่น เล่นดนตรี ถ่ายวิดีโอ ตัดต่อวิดีโอ ซึ่งกลายเป็นทักษะติดตัวชั้นยอด

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

EP.2 ยามหิว

หมูปิ้งทำงานเล็กๆ น้อยๆ มานักต่อนัก จนได้มาเป็นยามประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เนื่องจากตัวงานไม่ได้หนักมาก จึงพอมีเวลาเล่นโซเชียลมีเดีย เขาชื่นชอบการดูคลิปตาม YouTube และ TikTok เลยได้สมัคร TikTok เอาไว้ และทำคลิปสนุกตามสไตล์ไปเรื่อยๆ

“ตอนแรกผมลิปซิงก์เพลงทั่วไปตามกระแส มีคนติดตามพันกว่าคน พอยอด Follower ครบพัน เราก็ไลฟ์สดได้ จำได้ว่ามีสองคนเองที่เข้ามาดู มีคนหนึ่งคอมเมนต์ถามว่า ‘ถ้าหิวในป้อมยามจะทำอะไรกิน’ ก็เลยเกิดเป็นไอเดียขึ้นมาว่า เฮ้ย ผมอยากลองทำเป็นรายการ ด้วยความว่าง ด้วยสกิลล์การตัดต่อที่ผมมี ก็เลยออกมาเป็นรายการ ยามหิว” หมูปิ้งเล่าย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างไม่คาดฝัน

คอนเซ็ปต์ของ ‘ยามหิว’ คือการทำกับข้าวโดยไม่ต้องใช้เครื่องครัว หรือใช้เครื่องครัวให้น้อยที่สุด นักแสดงหลักของช่องที่เราเห็นบ่อยๆ เลยเป็นหม้อหุงข้าวใบเดียวที่ทำได้ทุกเมนู ตั้งแต่กะเพราหมูสับ ป๊อปคอร์น ข้าวผัด มันบดรสไข่เค็ม ต้มยำไก่ และอีกมากมายหลายหลาก จะมีอุปกรณ์อื่นๆ มาเป็นนักแสดงสมทบบ้างบางคลิป เช่น ทำเส้นขนมจีนด้วยวิธี DIY จากกระป๋องกาแฟและขวดคาราบาว 

หมูปิ้งกำลังใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดที่มีอยู่ เขาศึกษาจากคลิปของคนอื่นๆ เยอะมาก แล้วเอามาพัฒนากับงานตัวเอง

“ผมชอบดูหนัง อย่างหนัง Marvel ผมดูเอาสนุกและดูการขายของหนัง ซึ่งการขายของหนังมันมีความน่าสนใจ มีการปล่อยทีเซอร์ไปก่อน ผมเลยเอามาปรับใช้บ้าง เวลาผมปล่อยทีเซอร์ไป บอกทุกคนว่าผมจะปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการหน่อยนะ บอกคนดูว่าในเดือนนี้ คุณจะได้พบกับอะไรบ้าง นั่งตัดทีเซอร์เอาเอง เรียนรู้เอง 

“ผมเรียนรู้จาก YouTuber บ้านเราด้วย ดูการขายของเขา ขายยังไงให้น่าสนใจ ทำไมเราถึงหยุดดูเขานะ แล้วก็เอามาคิดว่าผมต้องทำยังไงดี ผมสังเกตจากคลิปที่ชอบดูบ่อยๆ เช่น Buffet Channel ดู พี่เติ้ล (ทวีศักดิ์ เพ็ชรปราณีนุกูล), พี่เจแปน (ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์) ผมเสพคลิปเขาเยอะมากเลยนะ รายการ ทำมาหาแดก ผมดูครบทุกอีพี แต่ละอีพีดูอย่างต่ำสามรอบ พอเราดูเยอะ มันก็เข้ามาในตัวเราอัตโนมัติเลย”

หมูปิ้ง ศุภชัย 'เชฟหมู ณ ป้อมยาม' TikToker ล้านวิววัย 19 ที่ทำอาหารด้วยหม้อหุงข้าวใบเดียว
หมูปิ้ง ศุภชัย 'เชฟหมู ณ ป้อมยาม' TikToker ล้านวิววัย 19 ที่ทำอาหารด้วยหม้อหุงข้าวใบเดียว

หมูปิ้งสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการดูคลิปเหล่านี้ไว้ 3 ข้อ

“หนึ่ง ตั้งแต่ไหนแต่ไร คนดูไม่ชอบโฆษณา คือถ้าโฆษณาไม่ดีจริงเขาจะไม่หยุดดู เพราะฉะนั้น ต้องทำยังไงก็ได้ให้โฆษณามันน่าสนใจด้วยการขายของผม

“สอง คือจริงใจ ไม่ดีบอกไม่ดี ถ้าต้องรับงานมาแล้วโดนบังคับว่าต้องพูดดี ผมไม่รับนะ ก่อนที่ผมจะรับงาน ผมจะขอดูสินค้าของเขาก่อน 

“สาม ผมจะบอกว่า รีวิวสไตล์ผมนะ ถ้าไม่ให้ ผมไม่รับ ลูกค้าที่เข้ามาส่วนมากโอเค เพราะเขาชอบสไตล์เรามาก เน้นอีกว่าขอฮาๆ มาก่อนเลยนะ ไม่ต้องห่วงผลิตภัณฑ์ ลูกค้าหลายคนหลังจากลงคลิปไปก็กลับมาจ้างเราต่อ ขอบอกตรงนี้ว่า ผมขอขอบคุณลูกค้านะครับผม”

@mooping2545

ยามหิว:ต้มยำไก่ในหม้อหุงข้าว #tiktokพากิน #ยาม

♬ เสียงต้นฉบับ – ยาม – ยาม

EP.3 ยามมีลูกค้าเข้า 

จากทำคลิปสนุกๆ สู่การสร้างรายได้อย่างจริงจัง

เกณฑ์การรับงานรีวิวของหมูปิ้งไม่มีอะไรมาก หนึ่ง ไม่ผิดกฎหมาย สอง ใช้ได้จริง สาม แมตช์กับคอนเทนต์ของหมูปิ้ง

โปรดักชันไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีแค่มือถือธรรมดาเครื่องเดียว ภาพอาจไม่ชัดบ้าง ไม่มีการจัดไฟให้สวยๆ บางคลิปก็มีเสียงจิ้งหรีดเป็นมิวสิกแบกกราวนด์ นี่คือข้อจำกัด

แต่ใครหลายคนชอบ เพราะมันเรียล เข้าถึงง่าย และจริงใจ   

“ผมพยายามคิดว่า เราจะเล่นมุกกับสินค้าได้ยังไงบ้าง อย่างแลคตาซอย ผมก็เล่นว่า แลคตาซอย นมที่เวลาเราป่วยคนต้องซื้อมาให้กิน หรือกระทะ หมูกระทะ เขาบอกกระทะมันลื่นมากเลยนะ เราจะเล่นยังไงได้ ผมเลยเล่นมุก เวลากินหมูกระทะอย่าเอาไปใกล้เด็กนะ เดี๋ยวเด็กจะเอาไปเล่นเป็นสไลด์เดอร์

“ล่าสุดยาสีฟันเข้า จะแปรงฟันโชว์แล้วบอกฟันขาวก็ไม่ได้ ผมเลยเอายาสีฟันมา เปิดชิม แล้วบอกอร่อย แค่นี้เลย เรานึกไปถึงตอนเด็กๆ ที่หลายคนต้องเคยกินยาสีฟันและชอบรสยาสีฟัน ผมเลยหยิบตรงนั้นมาเล่น ให้ความสนใจว่ามันอร่อยไหมนะ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด คนชอบมาก ลูกค้าก็ดีลต่อ

“ผมว่าเราต้องปล่อยให้ตัวเองสบาย ถ้ากดดันมันจะเครียด จากสิ่งที่เราชอบจะกลายเป็นไม่ชอบ อย่างลูกค้าบางเจ้าจะให้ผมทำคลิปเพลง ผมบอกลูกค้าว่า อย่าเร่งวันนะ ผมรู้ว่างานแบบนี้เร่งไม่ได้ ผมต้องชี้แจงก่อน” คอนเทนต์ครีเอเตอร์มือใหม่เล่าวิธีการทำงาน ในฐานะวิชาชีพเดียวกัน ยอมรับว่านี่คือวิถีของความเป็นมืออาชีพชัดๆ

“มีคนถามผมเหมือนกันว่าทำไมไม่ทำ YouTube เพราะงานแบบผมคู่แข่งเยอะ แต่ใน TikTok ส่วนมากจะเป็นลิปซิงก์ไม่ก็เต้น ที่ผมทำมันไม่มี ผมเลยเลือกเอางานไปลงที่ TikTok ก่อน คนดูทั้งเป็นวัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน แม้กระทั่งคนแก่ เข้าถึงได้ทุกวัย” หมูปิ้งเล่าถึงการวางกลยุทธสร้างแบรนดิ้งและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเฉียบคม

EP.4 ยามมีเคล็ดลับ

อย่างที่หมูปิ้งบอก การทำคลิปมีส่วนผสมสำคัญที่เรียกว่าความจริงใจ ความเรียลๆ ของชีวิตที่เรียบง่าย ส่วนข้อห้ามที่ต้องท่องให้ขึ้นใจคือ ห้ามนำเสนอไม่หมดหรือบิดเบือนความจริง เพราะแต่ละคลิปคนดูเยอะมาก 

“การทำคลิปแบบนี้มันต้องสร้างเซอร์ไพรส์ คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวินาทีต่อไป คนถึงจะอยากดูจนจบครับ อย่าปล่อยให้คนดูเดาทางออก ถ้าคนดูเดาทางได้ เขาปัดทิ้งเลยนะ เพราะมันไม่น่าสนใจแล้ว” หมูปิ้งเผยเคล็ดลับวิชาทำคลิปให้ฟังเพิ่ม

EP.5 ยามดัง 

หลังคลิปทำข้าวผัดในป้อมยามปล่อยออกไป ชาว TikTok ต่างถูกใจ รัวไลก์ให้คลิปนี้ของหมูปิ้ง จนเขาแจ้งเกิดเป็นดาว TikTok อย่างแท้จริง ใครๆ ก็ชอบคลิปของเขา

ตอนนี้มีงานถ่ายคลิปไปถึงเดือนพฤศจิกายนแล้ว

“ผมรับวันละคลิปเอง ถ้าเรารับเยอะมันจะกดดัน งานแบบนี้ต้องปล่อยตัวเองให้สบายๆ เลยรับได้วันละงานเองครับ ถ้าเรากดดันมันจะเครียด จากสิ่งที่เราชอบมันก็จะกลายเป็นไม่ชอบ”

ทั้งกระแสออนไลน์อันล้นหลาม ลามมาถึงกระแสออฟไลน์ในชีวิตจริง หมูปิ้งเล่าว่าทุกคนเริ่มมาทักทายเขาที่ป้อมยาม เพราะจำได้ ทั้งคนที่ขับรถเข้าหมู่บ้านแล้วต้องแลกบัตร ไปจนถึงลูกบ้านในหมู่บ้าน ทุกคนต่างเอ็นดูเด็กหนุ่มคนนี้

“หลังคลิปทำข้าวผัดดัง ลูกบ้านเขาจำได้เลยเข้ามาทัก เมื่อก่อนผมนั่งอยู่ในป้อมเงียบๆ คนเดียวสิบสองชั่วโมง แทบไม่ได้คุยกับใครเลย นอกจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเวลาเราไปซื้อของ ผมดีใจที่ได้คุยกับผู้คนมากขึ้น ลูกบ้านเขาก็ชอบ บอกว่าให้ทำอีกนะ ผมก็งง เพราะว่าเราถ่ายคลิปในเวลางาน ลูกบ้านไม่ห่วงเลย” หมูปิ้งเล่าแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

เขาเล่าต่อว่าบางวันลูกบ้านถือหม้อมาให้ก็มี ส่วนลูกบ้านอีกคนก็เอาทอดมันกุ้งที่ตนทำขาย แบ่งมาให้กินอิ่มท้องทุกอาทิตย์ หมูปิ้งเลยกินทอดมันกุ้งโชว์ในคลิปหนึ่ง ไม่ต้องสืบเลยว่า ชาวเน็ตแห่ไปถามหาทอดมันกุ้งว่าซื้อจากไหน จะตามไปเอฟ

“ลูกบ้านขับรถมาหา แล้วก็มาขอบคุณเรา ทีแรกผมงงว่ามาขอบคุณทำไม สืบไปเลยรู้ว่าคลิปที่เราลงทำให้ทอดมันกุ้งพี่เขาขายได้ จากที่ร้านเงียบมาหลายวัน พี่เขาจะจ้างเรารีวิวต่อด้วยนะ ผมบอกพี่ไม่ต้องจ้างผม เราอิ่มหลายมื้อเพราะเขา เดี๋ยวจัดการให้แจ่มๆ เลย”

แม้จะแจ้งเกิดเป็นอินฟลูเอนเซอร์ แต่สำหรับหมูปิ้ง อาชีพยามคืออาชีพสุจริตอย่างหนึ่งในสังคมเสมอ ไม่ได้ดูด้อยค่าไปกว่าใคร หรือไม่มีศักดิ์ศรีอย่างที่สายตาบางคนมอง 

“เคยสงสัยไหมว่าทำไมยามถึงดูไม่เท่าเทียมและดูไม่มีศักดิ์ศรี นั่นเป็นเพราะสื่อไทยครับ อย่างละครสั้นสะท้อนสังคม ถ้าดูเพลินๆ จะสอนใจนะ แต่ถ้าดูดีๆ ละครเหล่านี้ได้แอบใส่ความคิดหนึ่งไปแล้วเรียบร้อย เขาจะสร้างสถานการณ์ว่า เด็กเสิร์ฟ วินมอเตอร์ไซค์ ยาม และงานบริการต่างๆ เป็นอาชีพที่ไม่มีศักดิ์ศรี อาชีพพวกนี้จะโดนดูถูก โดนขยี้ โดนรังแก คนในสังคมย่ำยี หรือประธานบริษัทปลอมตัวมาเป็นยามแล้วก็มีคนเข้ามาดูถูก สุดท้ายเฉลยความจริงเพื่อสั่งสอนตัวร้าย จบด้วยการที่ตัวละครนั้นพูดประโยคเท่ๆ ออกมา คนดูก็รู้สึกว่ามันสอนใจจังเลย 

“แต่สิ่งที่สื่อไทยใส่เข้าไปคือ ถ้าคุณทำอาชีพนี้ คุณต้องโดนดูถูกแบบนี้นะ ในโลกความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น เราเจอคนที่พูดจาดีกับเราและเอ็นดูเรามากกว่า”

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

EP.6 ยามฝัน

ความฝันจริง ๆ ของหมูปิ้ง อยากเป็นอะไร-เราชงคำถามปิดท้าย

“ผมอยากเป็นครูสอนศาสนา” เขาว่า

“ผมไม่ได้เกิดในครอบครัวคริสต์ครับ ผมเป็นคริสต์คนเดียว ผมอยากเป็นครูสอนศาสนา ผมอยากรวย เพราะครอบครัวจะได้สบาย เมื่อมีเยอะแล้วก็แจกจ่ายให้คนอื่น ผมมีโอกาสไปบนดอยแล้วเห็นชีวิตเด็กด้อยโอกาส เขาไม่ได้กินไข่เจียวหรือแม้กระทั่งเนื้อหมูบ่อยๆ แบบเรา ผมรู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งเรามี เราอยากช่วยเขานะ 

“และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การตัดต่อ การถ่ายงานรีวิวที่ผมก็ชอบ ผมอยากเอาสองงานนี้มาแมตช์กัน ครูสอนศาสนากับอาชีพทำคลิป ผมเคยฝันเอาไว้ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว ผมอยากเป็น YouTuber หรือ เป็น TikToker ผมพูดกรอกหูเพื่อนทุกวัน ชวนเพื่อนมาทำด้วย พูดมาตลอดเลยว่าเราอยากทำนะ จนตอนนี้ก็ได้ทำจริงๆ ก็ดีใจครับ” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบนแววตา

ถ้าเปรียบชีวิตตอนนี้เป็นเหมือนเมนูหนึ่ง จะเป็นอะไร

“ข้าวสวยครับ ข้าวเปล่าเลย ดูว่างๆ จืดๆ แต่มันสำคัญ อยู่กับเมนูไหนก็ได้ สำคัญที่ว่าคุณจะเอาอะไรมาใส่ข้าวจานนี้ จะเอารสไหนล่ะ รสเผ็ดเอามาสิ รสหวานเอามาสิ

“ข้าวเปล่าก็คือชีวิต อยากได้รสอะไรก็ตักเอาเอง ห้ามให้คนอื่นตักให้เด็ดขาด เพราะถ้าคนอื่นตักให้ แล้วคุณจะไม่ชอบจานนั้น คุณจะเขี่ยเข้าข้างจาน และรสชาติจานนั้นก็จะไม่อร่อย”

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

ขอบคุณสถานที่ : Them.x

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load