“เรารู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากขึ้นเมื่อได้คลุกคลีกับการแสดง เราจึงอยากจะรักษาสิ่งนี้ไว้”

ขณะที่หลายคนต่างชื่นชมเสน่ห์ในตัว จูเน่-เพลินพิชญา โกมลารชุน หรือ จูเน่ BNK48 ที่ฉายชัดเป็นพิเศษกับการแสดง จูเน่เองก็ได้สัมผัสเสน่ห์ของการแสดงที่ไม่ได้มีแค่เรื่องของภาพ และไม่มีสูตรตายตัวอย่างที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเข้าใจ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล เราและแฟนคลับอีกหลายคนจึงไม่ตกใจเท่าไรนัก เมื่อทราบข่าวว่าเธอตัดสินใจจบการศึกษาจากเส้นทางไอดอล เพื่อหันมาเอาจริงกับการแสดง

แม้ว่าจูเน่จะเพิ่งก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงได้ไม่นานนัก แต่ตอนนี้โปรไฟล์ของจูเน่ก็ประกอบไปด้วยผลงานหลากหลายแนว มากพอจะทำให้เธอเป็นที่คุ้นหูคุ้นตาของคนในวงกว้าง ขึ้นอยู่กับว่าคุณเริ่มรู้จักเธอในแง่มุมใด

หากคุณติดตามวง BNK48 มามากกว่า 2 ปี คุณจะเริ่มรู้จักจูเน่ในฐานะสมาชิกวง BNK48 รุ่นที่ 2 ที่ได้ติดเซ็มบัตสึในเพลงเปิดตัวสมาชิกรุ่นที่สองอย่าง ฤดูใหม่ และอีก 4 เพลงหลังจากนั้น

หากคุณติดตามวงการซีรีส์ไทย คุณจะเริ่มรู้จักจูเน่ผ่านบทบาท ตะวัน สาวครุฯ ลุคเปรี้ยวซ่าจากเรื่อง One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ เป็นการเดบิวต์ในสายงานแสดงของจูเน่และสมาชิก BNK48 อีกหลายคน

หากคุณเป็นคนชอบฟังเพลง หรือใช้เวลาเลื่อนดูฟีดในยูทูบบ่อยๆ คุณจะเริ่มรู้จักจูเน่จากการเป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอ อยากมีแฟนแล้ว เพลงฮิต 26 ล้านวิวของ Lipta feat. Lazyloxy

ถ้าคุณเป็นแฟนภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง (2560) และได้ยินข่าวการรีเมกในเวอร์ชันซีรีส์ คุณจะเริ่มรู้จักจูเน่ในฐานะผู้รับบท ลิน ในซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง ที่กำลังออนแอร์อยู่ ณ ขณะนี้

“คุณครูสมัยประถมเคยเขียนในสมุดพกเราว่า ห้าอาชีพที่เราฝันอยากจะเป็นในตอนนั้น คือนักร้อง นักแสดง นักเต้น อันที่สี่เราจำไม่ได้ แต่อันสุดท้ายคือนักธุรกิจ” คำบอกเล่าของจูเน่ทำให้เราเชื่อในความชัดเจนต่อตัวเองของเธอตั้งแต่เด็กจนโต

ในวัย 19 ปี จูเน่ทำความฝันของตัวเองสำเร็จไปแล้วถึง 3 ข้อ

ในวัย 20 ปี จูเน่ปล่อยมือจาก 2 อาชีพในฝันตัวเอง ทั้งการร้องและการเต้น

แม้จะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่เราก็ยังมีคำถามมากมายที่รอให้เธอมาตอบ

จูเน่นั่งลงตรงหน้าเราในท่าขัดสมาธิ ก่อนจะเริ่มต้นบทสนทนาว่าด้วยเส้นทางชีวิตจากวัยเด็กถึงวันนี้

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

คิดดีแล้วใช่ไหม

“เมื่อจูเน่ชัดเจนกับสิ่งที่ตัวเองอยากทำตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมยังไงบ้าง” เราถาม

“เขาไม่ใช่พ่อแม่ประเภทที่ช่วยหาเส้นสายเพื่อดันเราเข้าวงการ แต่จะส่งเสริมให้เราได้ไปเรียน สมัยก่อนเคยไปเรียนที่สถาบัน Star Maker กับ ครูอ้วน (มณีนุช เสมรสุต) เคยเรียนการแสดงกับ ครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) เรียนเต้น เรียนดนตรี เรียนกีฬา เรียนหลายอย่างมาก เพราะเขาอยากให้เราได้ลองอะไรเยอะๆ” นอกจากการฝึกฝนในห้องเรียน จูเน่ยังค่อยๆ สะสมประสบการณ์ทีละนิดผ่านการประกวดเต้นและทำคัฟเวอร์กับเพื่อน

เมื่อเห็นประกาศรับสมัคร BNK48 รุ่นที่ 2 จูเน่ก็ตัดสินใจสมัคร

“ตอนนั้นเราไม่จริงจังเลย ความคิดตอนอายุสิบเจ็ดก็แค่อยากรู้ว่าหน้าตาแบบเรานี่เขาจะรับหรือเปล่า ไปลองสมัครดูคงไม่เสียหายอะไร” จูเน่เล่าติดตลก ก่อนเสริมต่อ

“อีกเหตุผลหนึ่งคือ ถ้าสมัครแล้วได้ขึ้นมาจริงๆ นอกจากจะได้เรียนเต้นฟรี เรียนร้องเพลงฟรีแล้ว เราอาจจะดัง แถมยังได้เงินตั้งสี่พันบาทต่อเดือนแน่ะ” ด้วยสายเลือดนักธุรกิจที่สืบทอดมาจากคุณแม่ จูเน่ไม่ลืมคำนวณความคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งเงิน 4,000 บาทต่อเดือนถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับเธอในวัยมัธยมปลาย

ด้วยคุณสมบัติทุกด้านของจูเน่ประกอบกัน ทำให้เธอผ่านเข้ารอบลึกขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านการคัดเลือกในรอบสุดท้ายในที่สุด

“วันก่อนจะเซ็นสัญญา บริษัทเรียกผู้ปกครองไปคุย กลับมาคุณแม่ก็ถามว่า คิดดีแล้วใช่ไหม ตอนนั้นเราตอบไปว่าคิดดีแล้ว ทั้งที่เราไม่ได้คิดอะไรมากมายหรอก พอใจมันอยากมากๆ ก็ไม่ได้ฟังแม่ด้วยซ้ำ เราก็ เยส เยส เยส หนูทำได้ หนูปรับตัวได้

“แต่หลังจากนั้นก็มีหลายครั้งที่ย้อนกลับไปคิดว่า เอ๊ะ ทำไมตอนนั้นเราถึงพูดอย่างนั้นไปวะ” จูเน่หัวเราะแห้งๆ เมื่อย้อนนึกถึงการตัดสินใจของตัวเองในวันนั้น

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

เราจะเป็นแบบไหนก็ได้

“อย่างที่ใครหลายคนน่าจะรู้ว่า เราเป็นคนที่ชัดเจนในตัวเองมากๆ เราไม่ได้เข้า BNK48 เพราะติดตาม AKB48 มาก่อน เราไม่ใช่คนงุ้งงิ้ง ไม่เคยคอสเพลย์ ไม่ได้มาสายญี่ปุ่นเหมือนคอนเซปต์ของวง เราไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคน Stereotype วงการไอดอลญี่ปุ่นเอาไว้” จูเน่เล่าถึงกำแพงด่านแรกที่เธอต้องเผชิญ

แน่นอน จูเน่พยายามปรับตัวเพื่อหาจุดที่พอดีระหว่างความเป็น BNK48 และตัวเธอเอง

“ด้วยคาแรกเตอร์เราที่อาจดูไม่แคร์แฟนคลับเท่าไหร่ เพราะเราไม่ใช่คนพูดจาหวานๆ วิธีการพูดของเรามันเป็นกันเองมาก ช่วงแรกก็เลยฝืน” คุยกับจูเน่มาถึงตรงนี้ เราพอจะเข้าใจลักษณะการพูดที่เธอหมายถึง เพราะหลายครั้ง ศัพท์แสลงบนโลกออนไลน์ก็ถูกหยิบมาใช้เพื่ออรรถรสในการสนทนา

“ไม่ไมีใครมาบอกให้เราปรับนะ แต่ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ด้วยความที่เราอยากเป็นที่พูดถึงบ้าง เห็นเพื่อนลงไอจีสตอรี่คุยกับแฟนคลับเยอะๆ ก็รู้สึกว่าต้องทำบ้าง เพราะพื้นฐานเราตั้งแต่เด็กคือเราชอบให้ทุกคนมาสนใจอยู่แล้ว อยู่บ้านก็ชอบเต้น ชอบให้พ่อแม่ถ่ายคลิป เพราะชอบความรู้สึกเป็นที่ยอมรับ

“เราพยายามปรับจูนกับความเป็นวงอยู่นานเหมือนกัน จนสุดท้ายถึงได้รู้ว่า ไม่มีใครผิดใครถูกเลย แต่มันคือความเชื่อของเรา ณ ตอนนั้นเอง ที่คิดไปว่าเราต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วก็ไม่มีใครมาจำกัดเรานี่ เราจะเป็นแบบไหนก็ได้แหละ” ในวันที่เธอเข้าใจอะไรๆ รอบตัวมากขึ้น จูเน่ก็สรุปบทเรียนของเธอออกมาได้อย่างครบถ้วนตรงประเด็น

ไอดอล 24 ชั่วโมง

การปรับตัวในช่วงแรกผ่านไปไม่ทันไร จูเน่ก็ต้องเจอกับด่านถัดไปที่เป็นโจทย์พื้นฐานของคนทำงานในวงการบันเทิงแทบทุกคน นั่นก็คือการจัดการเวลาและการเรียน

“ด้วยกฎระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นมาจากวงญี่ปุ่นเดิม ว่าเราจะต้องซ้อมอยู่ตลอด ซึ่งกินเวลาเรียนหนังสือไปเยอะพอสมควร สมาชิกที่ยังเรียนอยู่ก็ประสบปัญหา เพราะไม่สามารถทำทั้งสองอย่างได้ดีทั้งคู่จริงๆ ตัวเราเองก็ดร็อปมหา’ลัยมาสองปีแล้ว” การตัดสินใจพักการเรียนโดยไม่รู้กำหนดว่าเมื่อไรจะได้กลับมาเรียนต่อนั้นยากลำบากแน่นอน จูเน่คือคนหนึ่งที่ก้าวเข้าสู่ BNK48 ในจังหวะเดียวกับที่เธอก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

“ช่วงแรกที่เข้าวง เราเริ่มเรียนมหาลัยไปได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วคิดว่าไปต่อไม่ไหว เลยถอนรายวิชาแล้วก็ดร็อปเลยในปีแรก ปีที่แล้วคือเราถ่ายซีรีส์สองเรื่องติด มันก็แทบจะไม่มีทางจัดเวลาได้อยู่แล้ว

“เราเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ใน BNK ต่างก็ต้องผ่านตรงนี้กันมาหมด มันเทียบกับอย่างอื่นข้างนอกได้ยากนะ อย่างที่หลายคนมักจะบอกว่าเป็นวงที่ต้องขายวิญญาณ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วยระบบทำให้เราต้องเต็มที่กับมัน จนแทบจะทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”

“ทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงแปลว่าอะไร” เราสงสัย ลำพังแค่ตารางงานและการซ้อมไม่น่าโหดร้ายขนาดนั้น

“ทุกวันนี้เราต้องทำงานกับโซเชียลมีเดีย สำหรับคนอื่นๆ อาจจะเป็นการผ่อนคลาย การอัปเดตข่าวสารกับเพื่อนๆ แต่สำหรับเราคืองานนะ สมมติเราเลิกงานอีเวนต์กลับบ้านเสร็จ เราก็ยังต้องจัดการโพสต์ ต้องลงสตอรี่ ต้องคุยกับแฟนคลับ เพื่อให้ตัวเรายังอยู่ในกระแส พวกนี้ถือเป็นงานนอกเวลาหมดเลย เป็นงานที่ไม่มีกำหนดเวลาเข้างานหรือเลิกงานเหมือนการทำงานอื่นๆ”

ด้วยกฎระเบียบที่เคร่งครัดและอิสระที่ถูกจำกัด เราสงสัยเหมือนกับที่คนรอบตัวจูเน่เองก็สงสัย

“ทำไมจูเน่ถึงยอมขนาดนั้น”

“เรารักอิสระมากๆ จนไม่มีใครคิดว่าเราจะอยู่ในกฎระเบียบแบบนี้ได้ ดูเป็นคนที่จะไม่ยอมด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องบอกว่า ตรงนี้เป็นหน้าที่ที่เราเลือกตัดสินใจเข้ามาทำด้วยตัวเอง และเราก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากตรงนี้”

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน
จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

มันยังดีได้มากกว่านี้

บทเรียนและประสบการณ์ที่จูเน่ได้รับจากการเป็น BNK48 มีเยอะเกินกว่าจะยกมาคุยได้หมด เราตัดสินใจถามถึงบทบาทหนึ่งของเธอที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน คือการเป็น Show Director ในคอนเสิร์ต BNK48 2nd Generation Blooming Season Concert ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายปีก่อน

“เราตลกมากกับงานนี้ เอาจริงมันไม่ได้มีหน้าที่นี้ด้วยซ้ำในตอนแรก” จูเน่หัวเราะกับตำแหน่งที่ได้รับ

“มันเริ่มจากตอนที่เรารู้ว่า ในคอนเสิร์ตจะมีช่วงละครเวทีสั้นๆ พอเห็นบทเราก็ติดเรื่องการจัดหน้ากระดาษก่อน เพราะช่วงนั้นเราเริ่มถ่ายทำ One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ แล้ว ทำให้เริ่มรู้จักบทละครมากขึ้น คือบทที่ได้มาตอนแรกมันจะเป็นชื่อคนตามด้วยบทพูดในบรรทัดเดียวกัน แล้วก็ไม่ค่อยเปลี่ยนซีน ทำให้อ่านแล้วงง

“ก็เลยถามเขาไปว่า มีใครมีคอมฯ บ้างคะ ตั้งใจจะจัดหน้ากระดาษให้เขาใหม่” ก้าวแรกของการเป็นผู้กำกับละครเวทีขนาดสั้นครั้งแรกของจูเน่ เริ่มต้นขึ้นแบบจับพลัดจับผลูทีเดียว

“ในระหว่างที่แก้ เราก็รู้สึกว่าบทบางจุดมันแปลกๆ ลองปรับหน่อยดีกว่า แต่พอปรับเสร็จมาอ่านทั้งเรื่องแล้วก็ยังไม่ค่อยลงตัว สุดท้ายเลยจบที่รื้อใหม่หมดเลย” จูเน่เล่าด้วยท่าทีสบายๆ สวนทางกับข้อจำกัดโหดหินในการทำงานที่เธออธิบายให้เราฟัง

จากวันที่จูเน่ตัดสินใจรื้อบทละคร เหลือเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันแสดง นอกจากต้องเขียนบทใหม่ จูเน่และเพื่อนรุ่นสองทุกคนยังต้องจำบท ต้องซ้อม และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเคยผ่านงานแสดงมาก่อน ดังนั้น จูเน่จึงตั้งใจสร้างคาแรกเตอร์ที่ใกล้เคียงกับเจ้าของบท เพื่อให้การแสดงออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุดภายใต้ระยะเวลาจำกัด

“พอถึงหน้างานจริงๆ ตอนซ้อมก็ยังมีอีกหลายอย่างที่เรารู้สึกขัดใจ เราก็ลุกขึ้นมาบอกว่า บทตรงนี้น่าจะมาจากความรู้สึกแบบนี้นะ หรือเราลองเพิ่มท่าทางต่างๆ ให้มันสนุกขึ้นดีไหม”

ทั้งหมดที่จูเน่เล่าให้เราฟังนั้น ดูจะเกินขอบเขตหน้าที่ของเธอในฐานะสมาชิกวงไปมาก จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า อะไรทำให้เธอทุ่มเททั้งแรงและเวลาให้กับงานเบื้องหลังมากขนาดนี้

“เพราะด้วยมาตรฐานของเรา เรามองว่ามันยังดีได้มากกว่านี้ แค่ความคิดที่จะเปลี่ยนมันนิดเดียวเอง คงไม่ทำให้อะไรยากขนาดนั้น”

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

อยากทำให้ดีได้เหมือนกัน

แม้จะไม่ได้ตั้งใจกำหนด แต่จูเน่ก็มีมาตรฐานของตัวเองในทุกเรื่อง ซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ

“เราคิดว่ามาตรฐานมาจากความเชื่อและประสบการณ์ของเรานั่นแหละ สิ่งที่เราซึมซับระหว่างทางมาตลอด อย่างเช่น มาตรฐานในการแสดง ถ้าเราเคยเห็นคนที่แสดงแนวนี้แล้วออกมาดี มันก็จะเป็นทั้งแรงผลักดัน แล้วก็อาจจะเป็นแรงกดดันของเราด้วยในขณะเดียวกัน”

แต่กับบางมาตรฐาน แม้จะมีอยู่ แต่ก็นำมาเป็นมาตรวัดไม่ได้ อย่างบทบาท ลิน จากเรื่อง ฉลาดเกมส์โกง ซึ่ง ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง เคยแสดงไว้ในเวอร์ชันภาพยนตร์ ก่อนที่จูเน่เข้ามารับไม้ต่อในเวอร์ชันซีรีส์

“ด้วยความที่เราเป็นคนแสดงที่เคยเป็นคนดูมาก่อน และเราก็รู้ว่ามันเป็นหนังที่ดีแค่ไหน ดังนั้น เมื่อเราต้องกลายมาเป็นคนแสดง จึงเกิดความรู้สึกว่าอยากทำให้ดีเหมือนกัน ความรู้สึกตรงนี้กลายเป็นปัญหาอย่างที่สุดเลย เพราะเรามัวแต่ไปโฟกัสว่าจะทำให้ดี จนสมาธิของเราไม่ได้อยู่ที่ความรู้สึกลินในแต่ละซีน

“กลายเป็นว่าคำว่าดีที่เรานิยามในตอนแรกคืออะไรไม่รู้ที่เราสร้างขึ้นมาเอง คิดไปเองว่ามันคงจะต้องเหมือนพี่ออกแบบในหนังหรือเปล่า ต้องหน้านิ่งๆ หลังตรงๆ เฟียร์ซๆ นั่นคือสิ่งที่เราคิดโดยอัตโนมัติ”

“จูเน่พาตัวเองออกมาจากมาตรฐานเดิมได้อย่างไร” เราถาม

“ตอนนั้นนอกจากเรื่องมาตรฐานแล้ว เรามีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจด้วย เพราะปกติเราจะมั่นใจแค่กับมุมซ้ายของตัวเอง เวลาทำงานก็จะเปิดหน้ามุมซ้ายตลอดเลย เพราะมันมีข้อบกพร่องเยอะมากในหน้ามุมขวา เช่น หางตาตก จมูกตก ปากตก แต่ซีนที่ผู้กำกับเขาบล็อกช็อตมามันเป็นมุมขวาของเราไปแล้วประมาณเก้าสิบเปอร์เซ็นต์

“ช่วงแรกเราเครียดมาก ทะเลาะกับตัวเองข้างในตลอดเวลา ว่าปวกเปียกจังเลย งี่เง่ามากนะถ้าเราจะมายึดติดกับเรื่องแบบนี้ พอทะเลาะกับตัวเองบ่อยเข้าเราก็เริ่มชิน หลังจากนั้นเลยเหมือนกับเราปล่อยจอย โยนทุกอย่างทิ้ง ทั้งเรื่องมุมกล้องแล้วก็เรื่องที่อยากจะทำให้ดี แล้วตั้งใจทำให้เต็มที่ก็พอ”

เป็นที่มาของลินในเวอร์ชันจูเน่ ที่ทั้งไม่เฟียร์ซ หลังไม่ตรงตลอดเวลา และเปิดหน้ามุมขวาอยู่บ่อยๆ

“สุดท้ายการแสดงมันสอนเราว่า ทุกอย่างมันไม่ได้อยู่ที่ภายนอกหรอก It’s not depends on how you look but depends on what do you feel, actually feel”

ทำไมลินถึงต้องทำแบบนี้

เราถามต่อไปถึงกระบวนการทำงานเบื้องหลัง และวิธีการที่ผู้กำกับอย่าง พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ ใช้พาจูเน่เข้าไปสู่โลกของลิน

“พี่พัฒน์เป็นผู้กำกับที่ช่วยไกด์เราด้วยคำถาม เขาจะคอยถามว่า เราคิดว่าทำไมลินถึงต้องทำแบบนี้ หรือตอนนั้นที่เล่นเราคิดอะไรอยู่ จนเราได้เข้าใจตัวละครจริงๆ บางครั้งเราก็เอากระบวนการคิดแบบนี้มาใช้ กลับมานั่งถามตัวเองในชีวิตจริงเหมือนกัน เวลาที่เราไม่เข้าใจตัวเองหรือไม่เข้าใจคนอื่น

“สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้เราเห็นคุณค่าของครอบครัวมากขึ้นจากการแสดง” แม้ลักษณะนิสัยของจูเน่และลินจะแตกต่างกันจนหาจุดร่วมแทบไม่ได้ แต่ในแง่ภูมิหลังครอบครัวกลับคล้ายกันมาก ซีรีส์เรื่องนี้จึงทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนตัวจูเน่ในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี

“พ่อกับแม่ของเราในชีวิตจริงมีความคล้ายกับพ่อแม่ของลินมาก คือพ่อจะมีความตลก เล่นมุกแป้ก ส่วนแม่ก็จะมีความทะเยอทะยาน และเฟมินีนหน่อยๆ ซึ่งมันเป็นกลิ่นอายที่เราคุ้นเคยมาก ยิ่งตอนเข้าซีนกับ พี่แท่ง (ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง) และ พี่ออร์แกน (ราศี ดิศกุล ณ อยุธยา) มันมีเคมีที่เหมือนกับพ่อแม่ของเราจริงๆ

“ในเรื่องจะมีซีนอารมณ์ในครอบครัวของลิน ซึ่งช่วยปลดล็อกตัวเราในชีวิตจริงอีกทีหนึ่ง เพราะ ณ ขณะที่ถ่ายทำ ความสัมพันธ์ของเรากับที่บ้านก็ไม่ได้ราบรื่นสักเท่าไหร่ แต่เพราะการเล่นเป็นลินทำให้เรารู้ว่า การได้กลับไปคุยกับเขามันดีมากขนาดไหน เราเลยตัดสินใจทำสิ่งที่เราไม่กล้าทำมาก่อน นั่นคือการกลับไปดีกับเขา”

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน
จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

ถ้าแม่ได้ผ่านมาอ่านบทความนี้

ถึงตอนนี้ซีรีส์ ฉลาดเกมส์โกง ปิดกล้องไปแล้วและกำลังจะจบการโปรโมตในอีกไม่กี่สัปดาห์ ส่วนภารกิจในฐานะ BNK48 ของเธอก็เหลือแค่กิจกรรมออนไลน์ที่ใช้ทดแทนงานจับมือของซิงเกิลล่าสุด

“หลังจากนี้จูเน่วางเป้าหมายในอนาคตอย่างไร” จูเน่ฟังคำถามของเราแล้วนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ

“แปลกเหมือนกัน เมื่อก่อนเราจะจดโน้ตตลอดว่าสิ่งที่เราจะทำมีอะไรบ้าง แต่เพิ่งมานึกได้ว่าช่วงนี้ไม่ได้ทำเลย ตั้งแต่เริ่มมีการแสดงเข้ามาในชีวิต ส่วนหนึ่งคือตอนนี้เรารู้สึกว่าชีวิตมันคาดเดาอะไรไม่ได้” จูเน่อธิบายด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“กับอีกส่วนคือ เราชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นด้วยมั้ง มันชัดเจนขนาดที่ว่าพอมีอะไรเข้ามาแล้วเราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ว่าสิ่งนี้ใช่หรือไม่ใช่สำหรับเรา” จากคนที่ชัดเจนกับเส้นทางในอนาคตของตัวเองมาตลอดตั้งแต่เด็ก จูเน่ในวันนี้ก็ยิ่งชัดเจนและซื่อสัตย์กับตัวเองมากกว่าที่เคยเป็นมา

“เป้าหมายที่แน่นอนก็คงเป็นการแสดง เราชอบการแสดง เราอยากจะยึดสิ่งนี้เป็นหลักต่อไป” จูเน่สรุป

“ได้ยินว่าจะกลับไปเรียนมหา’ลัยด้วย”

“ใช่ เพราะเราสัญญากับแม่ว่าจะกลับไปเรียน” แม้จะดร็อปไป 2 ปี แต่ครอบครัวของจูเน่ก็ไม่ได้กดดัน และยอมปล่อยให้เธอตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง

“เราคิดว่าว่าที่บ้านเขาก็คงเชื่อใจเราอยู่บ้างแหละ จากการที่เขายอมปล่อยให้เด็กอายุสิบเจ็ดสิบแปดในตอนนั้นได้โลดแล่นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เราอยู่คอนโดฯ คนเดียว ขับรถไปไหนมาไหนเองตลอด โดยที่เราไม่ได้ให้สิทธิ์เขาในการตัดสินใจเรื่องชีวิตของเราสักเท่าไหร่ คิดว่าเขาก็คงไว้ใจเราพอสมควร” จูเน่พูดถึงครอบครัวได้อย่างสบายใจ หลังจากที่ได้กลับมาคืนดีกับพ่อแม่แล้ว

“แล้วกับตัวเอง จูเน่รู้สึกกดดันไหมที่ต้องหยุดเรียนไปสองปีเต็ม” เราถาม

“ไม่ เราไม่ได้อยากเรียน ตอนนี้อินกับการทำงานมากกว่า” จูเน่ตอบในทันที เธอยิ้มกวนๆ เมื่อพูดต่อ

“ถ้าแม่ได้ผ่านมาอ่านบทความนี้ หนูพูดตรงนี้เลยนะว่าหนูเรียนเพื่อความสบายใจของแม่ล้วนๆ”

จูเน่ BNK48 เด็กสาวผู้ชัดเจนต่อตัวเอง ออกจากวงไอดอลมาสานฝันข้อที่ 3 ใน 5 ในวัย 19 ปี, เพลินพิชญา โกมลารชุน

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load