“ป่านดูโตขึ้นจริงๆ เหรอ… โตขึ้นยังไงนะ”

Juli Baker and Summer หรือ ป่าน-ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา ตั้งคำถามกับช่างภาพสาวประจำ The Cloud ขณะส่งยิ้มให้กล้อง หลังจากโลดแล่นอยู่ในวงการศิลปะมาราวๆ 6 ปี คุณอาจเคยเห็นลายเส้นแสนซนของเธอบนเสื้อผ้า กระเป๋า หมวก มีดพับ ไฟแช็ก ไปจนถึงงานตกแต่งตามห้างสรรพสินค้า

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

เด็กน้อยที่ชอบวาดภาพการ์ตูนจนครอบครัวเห็นแวว ฝึกวิชาวาดภาพทุกวันแต่เด็ก เบนเข็มไปเรียนแฟชั่นดีไซน์อยู่พักใหญ่ ก่อนได้คำตอบว่าเธออยากเป็นนักวาดรูปที่เข้าใจตัวเอง 

คนมักเห็นภาพ Juli Baker and Summer เป็นศิลปินอายุน้อยที่เปี่ยมสีสันและมองโลกในแง่บวกสุดๆ แต่ขวบปีนี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอันก้าวกระโดดของป่าน สาวน้อยสดใสเป็นนักวาดภาพประกอบมีชื่อคนแรกๆ ที่กล้าเปิดเผยจุดยืนทางการเมือง ล่าสุดป่านร่วมมือกับ Spacebar Design Studio ในโครงการ What is happening in Thailand Illustration Zine Project โดยจัดทำการ์ดภาพจำหน่าย เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือคณะราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากคดีทางการเมือง 

เมื่อมาเยี่ยมนักวาดภาพถึงสตูดิโอ เราไม่ได้เจอแค่วัยรุ่นที่วาดภาพสวยจับใจ แต่ได้พบลูกสาวนักวิชาการด้านแรงงานที่ใส่ใจความเป็นไปของบ้านเมือง พบคนรุ่นใหม่ที่มีความหวังกับวันรุ่งขึ้นอย่างแรงกล้า

คำตอบว่า Juli Baker and Summer เติบโตอย่างไร อยากให้คุณลองทำความเข้าใจจากคำบอกเล่าของเธอเอง 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ปีนี้งานของ Juli Baker and Summer เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

รู้สึกว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องข้างนอก แต่เรื่องข้างในของเราเองด้วย แล้วก็รู้สึกว่าสไตล์งานไม่ต้องไปยึดติดว่าต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น ก่อนหน้านี้ความคิดเรามีแค่นั้นมันก็ขายได้ดีนะ ลูกค้าชอบ แต่ว่าปีนี้เราลองทำงานหลากหลายขึ้น เล่าเรื่องที่เราสนใจหลายๆ มุมมากขึ้น ลองเอาอารมณ์ที่เป็นอารมณ์ลบมาใส่ในงานมากขึ้น

เราสนใจอะไร มันก็เข้ามาอยู่ในงานเราโดยธรรมชาติ ออกมาเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจให้ใครรู้สึกยังไง ถ้าใครมาเห็นแล้วรู้สึก เราก็ยินดีนะ ศิลปะมันก็เป็นอย่างนี้แหละ สะท้อนตัวตนของศิลปินช่วงเวลานั้น แต่ก่อนเราเป็นคนแบบนั้น งานเราก็เป็นแบบนั้น วันพรุ่งนี้มันอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ 

ปกติเวลาคนมาซื้องานของ Juli Baker and Summer เขาซื้ออะไรในภาพ

แล้วแต่คนค่ะ บางคนก็ซื้อด้วยเหตุผลทางการค้า มีป้ายแปะว่าเป็น Juli Baker แล้วขายได้มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ซื้อเพราะชอบ อยากมีไว้ในบ้านเขา เพราะเห็นแล้วอารมณ์ดี มีความสุข ทำให้เขาเย็น บางชิ้นเราก็ไม่ได้ทำด้วยพลังบวก แต่เขาเห็นแล้วเขารู้สึกแบบนั้นก็มี 

Zine นี้ป่านตั้งใจใช่ไหมว่าไม่ได้อยากทำให้คนรู้สึกเย็นอีกแล้ว

จริงๆ งานชิ้นนี้มีที่มาต่างกัน ภาพสี่ภาพนี้ป่านไม่ได้ตั้งใจให้เป็นซีรีส์เดียวกัน ป่านทำ Zine กับ Spacebar Design Studio สองสามชิ้นแล้ว เขาทักมาว่าขอเอาไปทำได้มั้ย เพราะว่ามีโปรเจกต์แลกซีนกับกลุ่มซีนฮ่องกงที่ทำเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยเหมือนกัน เราเลยทำซีนราคา 112 บาทเพื่อหาเงินไปช่วย TLHR ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม เพราะช่วงทำคือวันที่ 16 ตุลาคม มีคนถูกจับเยอะมาก 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ใน Zine ประกอบไปด้วยภาพอะไรบ้าง 

ชิ้นแรกที่ทำคือเป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ป่านเป็นนักเขียนคอลัมนิสต์รายเดือนของ a day เขียนคอลัมน์ท่องเที่ยวชื่อ nowhere girl มาจากหนังสือท่องเที่ยวที่เราเคยทำขายเหมือนประมาณสี่ปีที่แล้ว ปรากฏว่าปีนี้ไปเที่ยวไม่ได้เลยเพราะ COVID-19 แล้วจะเขียนอะไรลงดี 

ช่วงนั้นเรื่องที่เราสนใจคือความเคลื่อนไหวนี้ในสังคม ก็เลยชวนคุณพ่อไปเดินถนนราชดำเนิน ให้คุณพ่อเป็นหัวหน้าไกด์ทัวร์ พาไปเที่ยวถนนราชดำเนินว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะคุณพ่อเขาก็ผ่านมาตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภาทมิฬ เสื้อเหลืองเสื้อแดง จนปัจจุบัน เขาพาเดินมาตั้งแต่ถนนพระบรมรูปทรงม้าจบที่ธรรมศาสตร์ค่ะ จากราชดำเนินในสู่ราชดำเนินนอก ไกลมากเลย แล้วป่านก็เอาเรื่องที่พ่อเล่ามาเขียน ภาพนี้เป็นภาพประกอบคอลัมน์เดือนนั้น 

เดือนถัดไปป่านก็เขียนอีก ยังอินอยู่ ไปม็อบมา เป็นม็อบครั้งแรกที่ไปด้วยตัวเอง ไม่ใช่พ่อแม่ลากไป แล้วก็เกิดเป็นงานชิ้นนี้ที่เล่าเรื่องผู้คน เรื่องม็อบ ป่านเล่าประสบการณ์ตัวเองต่อม็อบนั้น เราเห็นอะไร รู้สึกยังไง บางคนข้างนอกเขารู้สึกยังไงต่อม็อบ แล้วเราที่อยู่ข้างในนั้นรู้สึกแตกต่างยังไง

สองชิ้นถัดมาเกิดขึ้นฉับพลันมาก ทำแค่สองสามนาที ในวันที่ทนายอานนท์ (อานนท์ นำภา) โดนจับตัวครั้งแรก ประมาณเดือนที่แล้ว คือทำก่อนต้องออกจากบ้านเลย เห็นแล้วรู้สึกโกรธแค้นมาก รู้สึกว่าเราอยากทำอะไรสักอย่าง ความรู้สึกเราคือตามข้อความที่เขียนเลยค่ะ 

“When injustice becomes law, resistance becomes duty – เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นกฎหมาย การลุกขึ้นต่อต้านก็เป็นหน้าที่” คือคำพูดของ Thomas Jefferson (ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา) เราเห็นในฟีดแล้วรู้สึกว่าคำนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว ในเมื่อกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง เราทนอยู่เฉยๆ หรือทนเป็นกลางไม่ได้ มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องออกมาพูด ป่านอยากให้คำพูดนี้ถูกแชร์ต่อไปอีกเรื่อยๆ ก็เลยวาดลงในงานของเราเป็นสองภาษา เพราะพอเป็นงานศิลปะ เรารู้สึกว่าคนน่าจะสบายใจที่ได้แชร์มากขึ้น ซึ่งคนก็แชร์เยอะมาก

หลังจากนั้นพี่คนหนึ่งชื่อพี่ไก่ เขาเคยทำงานกับคุณพ่อ ก็ขอใช้รูปไปทำเสื้อยืดสำหรับ Fund Raising เพราะมีคนถูกจับ ม็อบเองก็ต้องใช้เงินในการจัดเวที ป่านก็โอเค ให้งานสองอันนี้ไปทำขาย ขายดีมาก ได้เงินมาเจ็ดหมื่น เพราะว่าน้องอั่งอั๊ง (อัครสร โอปิลันธน์) เอาไปใส่ (หัวเราะ) เขาก็แบ่งบริจาคไปหลายที่ แต่ว่าตอนหลังเขาทำขายไม่ไหว แล้วคนก็อยากซื้อเรื่อยๆ ป่านก็เลยแจกไฟล์สี่ไฟล์นี้เลย ใครอยากเอาไปพรินต์ลงเสื้อ ทำป้ายไปติดที่ม็อบ แปะโปสเตอร์หน้าบ้านก็ทำได้ 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา
การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ไม่กลัวหรอว่าคนจะเอาไปหาผลประโยชน์

ป่านวงเล็บไว้ด้านล่างว่าอย่าไปเอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ว่าเราตรวจสอบไม่ได้หรอก แล้วเราก็ไม่ได้ซีเรียสตรงนั้น เราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะอยากหาเงิน เราทำเพราะเราอยากจะเล่าเรื่องค่ะ แต่คนที่ขอไฟล์ บางทีก็ส่งใบเสร็จมาให้เราว่า เนี่ย โอนจริงๆ นะ 

พอเราให้ฟรีแล้ว ศิลปะได้ทำหน้าที่ของมันและมีชีวิตของมันเอง มีน้องคนหนึ่งเอาไปไดคัทเป็นกรอบรูปในเฟซบุ๊ก เพื่อนเห็นก็นึกว่าเราทำทั้งหมด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คนอื่นเอาไปทำ ป่านว่ามันเจ๋งมากเลยที่มันไปต่อยอดแล้วมีชีวิตหลายๆ แบบได้ 

ตั้งแต่กล้าพูดเรื่องการเมือง มีเหตุการณ์อะไรทำให้รู้สึกประทับใจบ้าง

(นิ่งคิด) เราประทับใจตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับสังคมการเมืองแล้วมีคนเข้าไปอ่าน ปีที่แล้วป่านได้รางวัล Thailand Influencer Award 2019 สาขา Art and Design จาก Tellscore งงมาก เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นอินฟลูเอนเซอร์ งานส่วนใหญ่ที่ทำเป็นงาน Commercial ด้วยซ้ำ อย่างมากเราก็แค่บอกว่าเธอซื้อสินค้านี้นะ มีงานนี้นะ กระเป๋านี้ดีนะ สวย 

ตอนนั้นป่านยังไม่เข้าใจว่าเราสร้างอิทธิพลต่อคนได้ จนได้ทำงานศิลปะหรือแชร์เรื่องที่เรารู้สึกแล้วปรากฏว่ามีคนสนใจ ก็เลยเริ่มเข้าใจว่างานศิลปะเป็นเครื่องมือของเราที่ใช้สื่อสารเรื่องที่เราคิดว่ามีประโยชน์หรือจำเป็นได้จริงๆ ด้วย 

แล้วมีผลกระทบด้านลบไหม คนที่ชอบภาพวาดประเภทเห็นแล้วมีความสุขของ Julie Baker คิดยังไง

ก็คงมีผลกระทบค่ะ คน Unfollow เราเยอะมาก แต่คนมา Follow ใหม่ก็เยอะ ตกใจเหมือนกัน แต่ป่านคงไม่ได้รับผลกระทบแบบดาราที่อาจมีสินค้าไม่จ้างเรา ลูกค้าหรือคนที่ทำงานกับเราบางคนอาจผิดหวังที่เราหยิบเรื่องนี้มาพูด บางคนก็ส่งข้อความมาคุย ป่านพยายามตั้งใจตอบทุกคนอย่างใจเย็นๆ พูดเพราะๆ ใช้เหตุผลคุยกับเขา บางคนโกรธไม่คุยต่อก็มี บางคนอ่านแล้วฟังก็มี 

ป่านคิดว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าคนต้องคิดเหมือนกันหมดทั้งประเทศ แต่เราคุยกันได้ว่าเธอไม่ชอบอะไร ส่วนเราชอบตรงไหน ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องดี หลายคนอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย แล้วพอเห็นที่เราแชร์บ่อยๆ ก็ต้องเผลอกดลิงก์เข้าไปบ้างแหละ ไม่ต้องชอบก็ได้ แค่ได้ข้อมูลตรงนั้นก็ดีมากๆ แล้ว

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

มีศิลปินคนไหนมั้ยที่เราชื่นชมผลงาน แล้วเขากล้าออกมาพูดเรื่องการเมือง

มีค่ะ จริงๆ ก็หลายคนนะ ส่วนใหญ่เป็นแบบนักเขียน แต่นักวาดคนไทยมีน้อย (หยุดคิด) เออ คนที่ป่านรู้จักมีน้อยมาก สายงานอาร์ตแบบแมสๆ หน่อย เราไปงานศิลปะปลดแอก หวังว่าจะเจอคนคุ้นหน้าคุ้นตา แต่ปรากฏว่าเจอคนกันเองแค่เพื่อนสนิทเราคนหนึ่งกับรุ่นพี่เรา แค่นั้นเลย เห็นแต่สายกราฟฟิตี้ที่เขาพูดเรื่องนี้กันอยู่แล้ว ส่วนศิลปินต่างประเทศที่เราชื่นชอบ ส่วนใหญ่เขาพูดเรื่องสังคมการเมืองอยู่แล้ว พูดมานานแล้วด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างหน่อยได้มั้ย

เช่น เดวิด ฮอกนีย์ (David Hockney) ที่ป่านชอบมากๆ เขาเป็นคนที่ทำให้ป่านชอบงานศิลปะ เขาเป็นศิลปินอังกฤษที่เป็น LGBT ในยุค 70 ซึ่งเอาจริงๆ ใช้ชีวิตยากมาก เพราะในยุคนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับ เดวิด ฮอกนีย์ ไม่ได้พูดตรงๆ แต่ว่าเขาเล่าเรื่องชีวิตประจำวันของตัวเองเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา เราเห็นความสวยงามจากภาพ แม้ตัวคนวาดไม่ได้รับการยอมรับ ป่านคิดว่าแค่นี้ก็เป็น Activist แล้ว เมื่อเช้าเพิ่งฟังพอดแคสต์ของ The Cloud เรื่อง Ai WeiWei อันนั้นก็ชัดเจน 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

คิดว่าเหตุผลอะไรที่เพื่อนในวงการของป่านไม่ค่อยพูดเรื่องนี้กัน

เราก็เคยคุยกับรุ่นพี่ ป่านว่าส่วนหนึ่งอาจเพราะเขาไม่ได้สนใจขนาดนั้น แล้วพอเขาไม่ได้รับผลกระทบก็ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา ส่วนใหญ่เขาเป็นคนนิสัยดีกันทั้งนั้น เพื่อนเรา พี่เรา ไม่ใช่คนใจร้ายอะไร บางคนเขาเข้าร่วมโปรเจกต์ การกุศลตลอด บางคนเอารูปไปให้ขายฟรีๆ เพื่อเอาเงินมาช่วยโรงพยาบาล ช่วยเด็ก ช่วยผู้ด้อยโอกาส แต่พอเป็นเรื่องของโครงสร้างจริงๆ เขากลับถอยลงมา ป่านงงมาก เพราะมันคือต้นตอ ถ้าเราแก้ปัญหาโครงสร้างให้ทุกคนได้รับสวัสดิการ เราก็ไม่ต้องไปเสียเวลาทำงานการกุศลขนาดนี้ 

ป่านเคยได้ยิน Comadian คนหนึ่งพูดว่าประเทศเยอรมนีไม่มี Charity เลย เพราะว่าในประเทศที่ดี ประชาชนจะได้รับบริการที่ดี ไม่ต้องรู้สึกเป็นบุญเป็นคุณเวลาไปช่วยใคร ไม่ต้องรู้สึกสงสารเขา 

คนอื่นเขาอาจจะคิดคล้ายๆ กัน แต่เขากลัวที่จะแสดงออก แล้วป่านไม่กลัวเหรอ

รู้ บางคนเขาไม่อยากจะแลกอะไรเนอะ แต่ป่านก็ไม่เห็นโดนอะไรขนาดนั้น ถ้ากลัวก็ไม่แปลก แต่ว่าถ้ากลัวมันก็ยิ่งแย่ ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเล็กน้อยมาก สมมติโดนแบนพรุ่งนี้ หรืองานที่ทำอยู่ยกเลิก มันเทียบไม่ได้กับคนที่เขาถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ถูกจับไปอยู่ในคุก หรือคนที่โดนอุ้มแล้วอาจจะหายไปเลย อย่างวันเฉลิม (วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์) ไม่รู้ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าด้วยซ้ำ มันเทียบไม่ได้เลยจริงๆ กับสิ่งที่เขาโดน 

แล้วพอป่านขยับตัวเรื่องนี้ มีคนอื่นอีกมั้ยที่รู้สึกว่า Juli Baker ทำได้ ฉันก็ทำได้ 

ป่านว่ามี ตอนแรกก็ไม่กล้านะ เห็นข่าวแล้วโกรธอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดเพราะไม่อยากเสียเพื่อนในกลุ่มไป จริงๆ ต้องยกเครดิตให้น้องๆ ที่ออกมาพูดก่อนเลย เรานับถือมาก ทั้งกล้าหาญ ทั้งมีจิตใจที่คิดถึงแต่คนอื่น 

หลายคนที่ออกมาพูดไม่ต้องพูดก็ได้ อยู่เฉยๆ ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว อย่างน้องรุ้ง (ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล) ชีวิตดี เรียนธรรมศาสตร์ แต่เขาเสียสละถึงขั้นยอมติดคุก ขนาดนั้นแล้วเราอยู่เงียบไม่ได้ เขาปูทางไว้ขนาดนั้นอยู่แล้ว 

มันไม่ควรเป็นเรื่องน่ากังวล เราควรพูดเรื่องการเมืองในที่สาธารณะได้ ถกเถียงกันใน Facebook แล้วเจอหน้ากันก็ยังคุยกันได้ ทุกวันนี้เราว่าการพูดคุยเปิดกว้างขึ้นมากๆ 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา
การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ครอบครัวเห็นด้วยมั้ยกับการที่ป่านออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการเมือง 

โอย (หัวเราะ) คุณพ่อเนี่ยดีใจมาก เพราะว่าคุณพ่อผิดหวังในตัวป่านมากก่อนหน้านี้ พ่อป่านเป็นนักวิชาการอิสระที่เน้นเรื่องกระบวนการแรงงาน เขาสนใจเรื่องการเมืองมาตลอดอยู่แล้ว เมื่อก่อนไม่เคยเข้าใจเลยนะว่าพ่อทำไร ป่านเพิ่งมาสนใจหลังเรียนจบ เรารู้สึกแอนตี้สิ่งที่พ่อเราทำ แล้วพ่อก็ประชาธิปไตยมาก ไม่บังคับลูก พ่อบอกว่าประชาธิปไตย ถ้าคนเขาจะสนใจ เขาจะสนใจด้วยตัวเองค่ะ

ในวันที่ป่านเดินไปถามพ่อ ให้พ่ออธิบายให้ฟังหน่อยว่าระบบโครงสร้างสังคมมีอะไรบ้าง จากซ้ายไปถึงขวา สังคมนิยม สังคมนิยมประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ ต่างกันยังไง พ่ออธิบายแล้วก็ดูดีใจ ในที่สุดลูกก็สนใจสักที วันก่อนไปม็อบมา พอกลับมาไขกุญแจหน้าบ้าน พ่อบอกว่าพ่อดีใจนะที่เรามีวันนี้ที่เราไปต่อสู้ด้วยกัน (ยิ้ม) พ่อคงไม่คิดว่าเราจะมาสนใจเรื่องนี้เลยจริงๆ 

ส่วนคุณแม่เป็นฝ่ายตามข้อมูล วันที่มีการสลายม็อบ (16 ตุลาคม 2563) แม่โทรมาบอกก่อนแป๊บเดียว แล้วก็วิ่งหนีออกมาด้วยกัน 

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ในสายตาป่านเป็นยังไงบ้าง

แย่มาก รู้สึกโกรธมาก ป่านวิ่งออกมากับเพื่อนคนหนึ่งแล้วก็พ่อ แล้วก็มีน้องคนหนึ่งเป็นเด็กปีหนึ่ง เขานั่งฟังปราศรัย ถอดรองเท้า กินขนมอยู่ ทีนี้มีเสียงกรี๊ดแล้วคนเขาก็วิ่งกัน น้องเขากลัวแล้วก็วิ่งเท้าเปล่าออกมาหลบหลัง BACC ด้วยกัน สุดท้ายเขาต้องเดินเท้าเปล่ากลับหอ 

เรารู้สึกว่า โห มันต้องกลัวขนาดนี้เลยเหรอ แค่เราต้องการประชาธิปไตย อีกฝั่งแค่ออกมาฟัง ออกมาเจรจา ตั้งโต๊ะคุยกับเราไม่ได้เหรอ ทำไมต้องจับตัวกัน มันไม่ปกตินะ อย่าไปชินกับการที่เขาไปจับหรือเขาไปฆ่าใครแล้วไม่ได้รับโทษ 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา
การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ป่านทำงานกับความโกรธ อยู่อย่างสันติกับคนที่ไม่คิดเหมือนเรายังไง

ยากเหมือนกันนะ บางทีเราหัวร้อนจนปวดหัวเลย แต่เคยอ่านเจอที่ครูลูกกอล์ฟ (คณาธิป สุนทรรักษ์) เขียน เขาแชร์ว่าเวลาเราอยากจะชักจูงใคร บางคนเรา Convince เขาด้วยอารมณ์ล้วนๆ เขาก็มา บางคนต้องการข้อเท็จจริงและเหตุผลอย่างเดียว คือเราก็ต้องมีศิลปะในการชักจูงคน แล้วมันจริงมากนะ 

ในช่วงเวลาที่เปราะบาง มีความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน ศิลปะมีบทบาทอะไรได้บ้าง

ศิลปะก็คือสื่อกลางอย่างหนึ่งนะ เครื่องมือในมือคุณคือบทความที่เขียนและรูปถ่าย เครื่องมือของป่านคือพู่กันวาดภาพ ป่านคิดว่ามันอาจอ่อนโยนแล้วก็ไพเราะกว่าในการเล่าเรื่อง 

เราเห็นศิลปินหลายคนโดนตามลบงาน อย่าง Headache Stencil กับพี่มือบอน แล้วสองสามปีก่อนก็มีนิทรรศการศิลปะที่ทหารมาถอดรูปออก นี่เหมือนถอยหลังไปยุคฮิตเลอร์เลยนะ เราคิดว่าศิลปินไม่ควรจะเงียบเรื่องนี้ เพราะนี่มันคืออาชีพเรานะ เขามาจำกัดกรอบในการเล่าเรื่องของเรา ไม่ออกมาทวงสิทธิของตัวเองหน่อยเหรอ 

ถ้าเราไม่ใช่คนสายแข็ง จะแสดงจุดยืนด้านการเมืองของเราอย่างไรดี 

มีหลายวิธีมากในการพูด ไม่ต้องออกมาปราศรัยบนเวทีก็ได้ แค่ส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้เพื่อนก็ได้ ป่านมีเพื่อนคนหนึ่ง บอกชื่อไม่ได้ แม่เขาไม่ให้ยุ่งเรื่องการเมือง เขาเป็น Illustrator วาดดอกไม้นุ่มนิ่มมาก แต่ว่าฉลาดมาก ทุกครั้งที่ป่านไปม็อบเขาจะตามข่าวในทวิตเตอร์ให้ โทรบอกข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเขาจะคอยแชร์สิ่งต่างๆ เงียบๆ นุ่มนวลผ่านงานดอกไม้เล็กๆ ของเขาไปเรื่อยๆ

พ่อเคยพูดถึง จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ที่เขาบอกว่า “In a time of deceit, telling the truth is a revolutionary act.” แค่นั้นก็เพียงพอแล้วด้วยซ้ำ ป่านแอบหวังว่าคนที่เสียงดังหน่อย หรือมีเครื่องมือที่ทำให้คนฟังเยอะๆ จะเห็นว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษในมือแล้วใช้ประโยชน์ค่ะ

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load