“ป่านดูโตขึ้นจริงๆ เหรอ… โตขึ้นยังไงนะ”

Juli Baker and Summer หรือ ป่าน-ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา ตั้งคำถามกับช่างภาพสาวประจำ The Cloud ขณะส่งยิ้มให้กล้อง หลังจากโลดแล่นอยู่ในวงการศิลปะมาราวๆ 6 ปี คุณอาจเคยเห็นลายเส้นแสนซนของเธอบนเสื้อผ้า กระเป๋า หมวก มีดพับ ไฟแช็ก ไปจนถึงงานตกแต่งตามห้างสรรพสินค้า

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

เด็กน้อยที่ชอบวาดภาพการ์ตูนจนครอบครัวเห็นแวว ฝึกวิชาวาดภาพทุกวันแต่เด็ก เบนเข็มไปเรียนแฟชั่นดีไซน์อยู่พักใหญ่ ก่อนได้คำตอบว่าเธออยากเป็นนักวาดรูปที่เข้าใจตัวเอง 

คนมักเห็นภาพ Juli Baker and Summer เป็นศิลปินอายุน้อยที่เปี่ยมสีสันและมองโลกในแง่บวกสุดๆ แต่ขวบปีนี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอันก้าวกระโดดของป่าน สาวน้อยสดใสเป็นนักวาดภาพประกอบมีชื่อคนแรกๆ ที่กล้าเปิดเผยจุดยืนทางการเมือง ล่าสุดป่านร่วมมือกับ Spacebar Design Studio ในโครงการ What is happening in Thailand Illustration Zine Project โดยจัดทำการ์ดภาพจำหน่าย เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือคณะราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากคดีทางการเมือง 

เมื่อมาเยี่ยมนักวาดภาพถึงสตูดิโอ เราไม่ได้เจอแค่วัยรุ่นที่วาดภาพสวยจับใจ แต่ได้พบลูกสาวนักวิชาการด้านแรงงานที่ใส่ใจความเป็นไปของบ้านเมือง พบคนรุ่นใหม่ที่มีความหวังกับวันรุ่งขึ้นอย่างแรงกล้า

คำตอบว่า Juli Baker and Summer เติบโตอย่างไร อยากให้คุณลองทำความเข้าใจจากคำบอกเล่าของเธอเอง 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ปีนี้งานของ Juli Baker and Summer เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

รู้สึกว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องข้างนอก แต่เรื่องข้างในของเราเองด้วย แล้วก็รู้สึกว่าสไตล์งานไม่ต้องไปยึดติดว่าต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น ก่อนหน้านี้ความคิดเรามีแค่นั้นมันก็ขายได้ดีนะ ลูกค้าชอบ แต่ว่าปีนี้เราลองทำงานหลากหลายขึ้น เล่าเรื่องที่เราสนใจหลายๆ มุมมากขึ้น ลองเอาอารมณ์ที่เป็นอารมณ์ลบมาใส่ในงานมากขึ้น

เราสนใจอะไร มันก็เข้ามาอยู่ในงานเราโดยธรรมชาติ ออกมาเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจให้ใครรู้สึกยังไง ถ้าใครมาเห็นแล้วรู้สึก เราก็ยินดีนะ ศิลปะมันก็เป็นอย่างนี้แหละ สะท้อนตัวตนของศิลปินช่วงเวลานั้น แต่ก่อนเราเป็นคนแบบนั้น งานเราก็เป็นแบบนั้น วันพรุ่งนี้มันอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ 

ปกติเวลาคนมาซื้องานของ Juli Baker and Summer เขาซื้ออะไรในภาพ

แล้วแต่คนค่ะ บางคนก็ซื้อด้วยเหตุผลทางการค้า มีป้ายแปะว่าเป็น Juli Baker แล้วขายได้มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ซื้อเพราะชอบ อยากมีไว้ในบ้านเขา เพราะเห็นแล้วอารมณ์ดี มีความสุข ทำให้เขาเย็น บางชิ้นเราก็ไม่ได้ทำด้วยพลังบวก แต่เขาเห็นแล้วเขารู้สึกแบบนั้นก็มี 

Zine นี้ป่านตั้งใจใช่ไหมว่าไม่ได้อยากทำให้คนรู้สึกเย็นอีกแล้ว

จริงๆ งานชิ้นนี้มีที่มาต่างกัน ภาพสี่ภาพนี้ป่านไม่ได้ตั้งใจให้เป็นซีรีส์เดียวกัน ป่านทำ Zine กับ Spacebar Design Studio สองสามชิ้นแล้ว เขาทักมาว่าขอเอาไปทำได้มั้ย เพราะว่ามีโปรเจกต์แลกซีนกับกลุ่มซีนฮ่องกงที่ทำเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยเหมือนกัน เราเลยทำซีนราคา 112 บาทเพื่อหาเงินไปช่วย TLHR ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม เพราะช่วงทำคือวันที่ 16 ตุลาคม มีคนถูกจับเยอะมาก 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ใน Zine ประกอบไปด้วยภาพอะไรบ้าง 

ชิ้นแรกที่ทำคือเป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ป่านเป็นนักเขียนคอลัมนิสต์รายเดือนของ a day เขียนคอลัมน์ท่องเที่ยวชื่อ nowhere girl มาจากหนังสือท่องเที่ยวที่เราเคยทำขายเหมือนประมาณสี่ปีที่แล้ว ปรากฏว่าปีนี้ไปเที่ยวไม่ได้เลยเพราะ COVID-19 แล้วจะเขียนอะไรลงดี 

ช่วงนั้นเรื่องที่เราสนใจคือความเคลื่อนไหวนี้ในสังคม ก็เลยชวนคุณพ่อไปเดินถนนราชดำเนิน ให้คุณพ่อเป็นหัวหน้าไกด์ทัวร์ พาไปเที่ยวถนนราชดำเนินว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะคุณพ่อเขาก็ผ่านมาตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภาทมิฬ เสื้อเหลืองเสื้อแดง จนปัจจุบัน เขาพาเดินมาตั้งแต่ถนนพระบรมรูปทรงม้าจบที่ธรรมศาสตร์ค่ะ จากราชดำเนินในสู่ราชดำเนินนอก ไกลมากเลย แล้วป่านก็เอาเรื่องที่พ่อเล่ามาเขียน ภาพนี้เป็นภาพประกอบคอลัมน์เดือนนั้น 

เดือนถัดไปป่านก็เขียนอีก ยังอินอยู่ ไปม็อบมา เป็นม็อบครั้งแรกที่ไปด้วยตัวเอง ไม่ใช่พ่อแม่ลากไป แล้วก็เกิดเป็นงานชิ้นนี้ที่เล่าเรื่องผู้คน เรื่องม็อบ ป่านเล่าประสบการณ์ตัวเองต่อม็อบนั้น เราเห็นอะไร รู้สึกยังไง บางคนข้างนอกเขารู้สึกยังไงต่อม็อบ แล้วเราที่อยู่ข้างในนั้นรู้สึกแตกต่างยังไง

สองชิ้นถัดมาเกิดขึ้นฉับพลันมาก ทำแค่สองสามนาที ในวันที่ทนายอานนท์ (อานนท์ นำภา) โดนจับตัวครั้งแรก ประมาณเดือนที่แล้ว คือทำก่อนต้องออกจากบ้านเลย เห็นแล้วรู้สึกโกรธแค้นมาก รู้สึกว่าเราอยากทำอะไรสักอย่าง ความรู้สึกเราคือตามข้อความที่เขียนเลยค่ะ 

“When injustice becomes law, resistance becomes duty – เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นกฎหมาย การลุกขึ้นต่อต้านก็เป็นหน้าที่” คือคำพูดของ Thomas Jefferson (ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา) เราเห็นในฟีดแล้วรู้สึกว่าคำนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว ในเมื่อกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง เราทนอยู่เฉยๆ หรือทนเป็นกลางไม่ได้ มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องออกมาพูด ป่านอยากให้คำพูดนี้ถูกแชร์ต่อไปอีกเรื่อยๆ ก็เลยวาดลงในงานของเราเป็นสองภาษา เพราะพอเป็นงานศิลปะ เรารู้สึกว่าคนน่าจะสบายใจที่ได้แชร์มากขึ้น ซึ่งคนก็แชร์เยอะมาก

หลังจากนั้นพี่คนหนึ่งชื่อพี่ไก่ เขาเคยทำงานกับคุณพ่อ ก็ขอใช้รูปไปทำเสื้อยืดสำหรับ Fund Raising เพราะมีคนถูกจับ ม็อบเองก็ต้องใช้เงินในการจัดเวที ป่านก็โอเค ให้งานสองอันนี้ไปทำขาย ขายดีมาก ได้เงินมาเจ็ดหมื่น เพราะว่าน้องอั่งอั๊ง (อัครสร โอปิลันธน์) เอาไปใส่ (หัวเราะ) เขาก็แบ่งบริจาคไปหลายที่ แต่ว่าตอนหลังเขาทำขายไม่ไหว แล้วคนก็อยากซื้อเรื่อยๆ ป่านก็เลยแจกไฟล์สี่ไฟล์นี้เลย ใครอยากเอาไปพรินต์ลงเสื้อ ทำป้ายไปติดที่ม็อบ แปะโปสเตอร์หน้าบ้านก็ทำได้ 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา
การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ไม่กลัวหรอว่าคนจะเอาไปหาผลประโยชน์

ป่านวงเล็บไว้ด้านล่างว่าอย่าไปเอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ว่าเราตรวจสอบไม่ได้หรอก แล้วเราก็ไม่ได้ซีเรียสตรงนั้น เราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะอยากหาเงิน เราทำเพราะเราอยากจะเล่าเรื่องค่ะ แต่คนที่ขอไฟล์ บางทีก็ส่งใบเสร็จมาให้เราว่า เนี่ย โอนจริงๆ นะ 

พอเราให้ฟรีแล้ว ศิลปะได้ทำหน้าที่ของมันและมีชีวิตของมันเอง มีน้องคนหนึ่งเอาไปไดคัทเป็นกรอบรูปในเฟซบุ๊ก เพื่อนเห็นก็นึกว่าเราทำทั้งหมด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คนอื่นเอาไปทำ ป่านว่ามันเจ๋งมากเลยที่มันไปต่อยอดแล้วมีชีวิตหลายๆ แบบได้ 

ตั้งแต่กล้าพูดเรื่องการเมือง มีเหตุการณ์อะไรทำให้รู้สึกประทับใจบ้าง

(นิ่งคิด) เราประทับใจตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับสังคมการเมืองแล้วมีคนเข้าไปอ่าน ปีที่แล้วป่านได้รางวัล Thailand Influencer Award 2019 สาขา Art and Design จาก Tellscore งงมาก เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นอินฟลูเอนเซอร์ งานส่วนใหญ่ที่ทำเป็นงาน Commercial ด้วยซ้ำ อย่างมากเราก็แค่บอกว่าเธอซื้อสินค้านี้นะ มีงานนี้นะ กระเป๋านี้ดีนะ สวย 

ตอนนั้นป่านยังไม่เข้าใจว่าเราสร้างอิทธิพลต่อคนได้ จนได้ทำงานศิลปะหรือแชร์เรื่องที่เรารู้สึกแล้วปรากฏว่ามีคนสนใจ ก็เลยเริ่มเข้าใจว่างานศิลปะเป็นเครื่องมือของเราที่ใช้สื่อสารเรื่องที่เราคิดว่ามีประโยชน์หรือจำเป็นได้จริงๆ ด้วย 

แล้วมีผลกระทบด้านลบไหม คนที่ชอบภาพวาดประเภทเห็นแล้วมีความสุขของ Julie Baker คิดยังไง

ก็คงมีผลกระทบค่ะ คน Unfollow เราเยอะมาก แต่คนมา Follow ใหม่ก็เยอะ ตกใจเหมือนกัน แต่ป่านคงไม่ได้รับผลกระทบแบบดาราที่อาจมีสินค้าไม่จ้างเรา ลูกค้าหรือคนที่ทำงานกับเราบางคนอาจผิดหวังที่เราหยิบเรื่องนี้มาพูด บางคนก็ส่งข้อความมาคุย ป่านพยายามตั้งใจตอบทุกคนอย่างใจเย็นๆ พูดเพราะๆ ใช้เหตุผลคุยกับเขา บางคนโกรธไม่คุยต่อก็มี บางคนอ่านแล้วฟังก็มี 

ป่านคิดว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าคนต้องคิดเหมือนกันหมดทั้งประเทศ แต่เราคุยกันได้ว่าเธอไม่ชอบอะไร ส่วนเราชอบตรงไหน ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องดี หลายคนอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย แล้วพอเห็นที่เราแชร์บ่อยๆ ก็ต้องเผลอกดลิงก์เข้าไปบ้างแหละ ไม่ต้องชอบก็ได้ แค่ได้ข้อมูลตรงนั้นก็ดีมากๆ แล้ว

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

มีศิลปินคนไหนมั้ยที่เราชื่นชมผลงาน แล้วเขากล้าออกมาพูดเรื่องการเมือง

มีค่ะ จริงๆ ก็หลายคนนะ ส่วนใหญ่เป็นแบบนักเขียน แต่นักวาดคนไทยมีน้อย (หยุดคิด) เออ คนที่ป่านรู้จักมีน้อยมาก สายงานอาร์ตแบบแมสๆ หน่อย เราไปงานศิลปะปลดแอก หวังว่าจะเจอคนคุ้นหน้าคุ้นตา แต่ปรากฏว่าเจอคนกันเองแค่เพื่อนสนิทเราคนหนึ่งกับรุ่นพี่เรา แค่นั้นเลย เห็นแต่สายกราฟฟิตี้ที่เขาพูดเรื่องนี้กันอยู่แล้ว ส่วนศิลปินต่างประเทศที่เราชื่นชอบ ส่วนใหญ่เขาพูดเรื่องสังคมการเมืองอยู่แล้ว พูดมานานแล้วด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างหน่อยได้มั้ย

เช่น เดวิด ฮอกนีย์ (David Hockney) ที่ป่านชอบมากๆ เขาเป็นคนที่ทำให้ป่านชอบงานศิลปะ เขาเป็นศิลปินอังกฤษที่เป็น LGBT ในยุค 70 ซึ่งเอาจริงๆ ใช้ชีวิตยากมาก เพราะในยุคนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับ เดวิด ฮอกนีย์ ไม่ได้พูดตรงๆ แต่ว่าเขาเล่าเรื่องชีวิตประจำวันของตัวเองเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา เราเห็นความสวยงามจากภาพ แม้ตัวคนวาดไม่ได้รับการยอมรับ ป่านคิดว่าแค่นี้ก็เป็น Activist แล้ว เมื่อเช้าเพิ่งฟังพอดแคสต์ของ The Cloud เรื่อง Ai WeiWei อันนั้นก็ชัดเจน 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

คิดว่าเหตุผลอะไรที่เพื่อนในวงการของป่านไม่ค่อยพูดเรื่องนี้กัน

เราก็เคยคุยกับรุ่นพี่ ป่านว่าส่วนหนึ่งอาจเพราะเขาไม่ได้สนใจขนาดนั้น แล้วพอเขาไม่ได้รับผลกระทบก็ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา ส่วนใหญ่เขาเป็นคนนิสัยดีกันทั้งนั้น เพื่อนเรา พี่เรา ไม่ใช่คนใจร้ายอะไร บางคนเขาเข้าร่วมโปรเจกต์ การกุศลตลอด บางคนเอารูปไปให้ขายฟรีๆ เพื่อเอาเงินมาช่วยโรงพยาบาล ช่วยเด็ก ช่วยผู้ด้อยโอกาส แต่พอเป็นเรื่องของโครงสร้างจริงๆ เขากลับถอยลงมา ป่านงงมาก เพราะมันคือต้นตอ ถ้าเราแก้ปัญหาโครงสร้างให้ทุกคนได้รับสวัสดิการ เราก็ไม่ต้องไปเสียเวลาทำงานการกุศลขนาดนี้ 

ป่านเคยได้ยิน Comadian คนหนึ่งพูดว่าประเทศเยอรมนีไม่มี Charity เลย เพราะว่าในประเทศที่ดี ประชาชนจะได้รับบริการที่ดี ไม่ต้องรู้สึกเป็นบุญเป็นคุณเวลาไปช่วยใคร ไม่ต้องรู้สึกสงสารเขา 

คนอื่นเขาอาจจะคิดคล้ายๆ กัน แต่เขากลัวที่จะแสดงออก แล้วป่านไม่กลัวเหรอ

รู้ บางคนเขาไม่อยากจะแลกอะไรเนอะ แต่ป่านก็ไม่เห็นโดนอะไรขนาดนั้น ถ้ากลัวก็ไม่แปลก แต่ว่าถ้ากลัวมันก็ยิ่งแย่ ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเล็กน้อยมาก สมมติโดนแบนพรุ่งนี้ หรืองานที่ทำอยู่ยกเลิก มันเทียบไม่ได้กับคนที่เขาถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ถูกจับไปอยู่ในคุก หรือคนที่โดนอุ้มแล้วอาจจะหายไปเลย อย่างวันเฉลิม (วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์) ไม่รู้ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าด้วยซ้ำ มันเทียบไม่ได้เลยจริงๆ กับสิ่งที่เขาโดน 

แล้วพอป่านขยับตัวเรื่องนี้ มีคนอื่นอีกมั้ยที่รู้สึกว่า Juli Baker ทำได้ ฉันก็ทำได้ 

ป่านว่ามี ตอนแรกก็ไม่กล้านะ เห็นข่าวแล้วโกรธอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดเพราะไม่อยากเสียเพื่อนในกลุ่มไป จริงๆ ต้องยกเครดิตให้น้องๆ ที่ออกมาพูดก่อนเลย เรานับถือมาก ทั้งกล้าหาญ ทั้งมีจิตใจที่คิดถึงแต่คนอื่น 

หลายคนที่ออกมาพูดไม่ต้องพูดก็ได้ อยู่เฉยๆ ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว อย่างน้องรุ้ง (ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล) ชีวิตดี เรียนธรรมศาสตร์ แต่เขาเสียสละถึงขั้นยอมติดคุก ขนาดนั้นแล้วเราอยู่เงียบไม่ได้ เขาปูทางไว้ขนาดนั้นอยู่แล้ว 

มันไม่ควรเป็นเรื่องน่ากังวล เราควรพูดเรื่องการเมืองในที่สาธารณะได้ ถกเถียงกันใน Facebook แล้วเจอหน้ากันก็ยังคุยกันได้ ทุกวันนี้เราว่าการพูดคุยเปิดกว้างขึ้นมากๆ 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา
การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ครอบครัวเห็นด้วยมั้ยกับการที่ป่านออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการเมือง 

โอย (หัวเราะ) คุณพ่อเนี่ยดีใจมาก เพราะว่าคุณพ่อผิดหวังในตัวป่านมากก่อนหน้านี้ พ่อป่านเป็นนักวิชาการอิสระที่เน้นเรื่องกระบวนการแรงงาน เขาสนใจเรื่องการเมืองมาตลอดอยู่แล้ว เมื่อก่อนไม่เคยเข้าใจเลยนะว่าพ่อทำไร ป่านเพิ่งมาสนใจหลังเรียนจบ เรารู้สึกแอนตี้สิ่งที่พ่อเราทำ แล้วพ่อก็ประชาธิปไตยมาก ไม่บังคับลูก พ่อบอกว่าประชาธิปไตย ถ้าคนเขาจะสนใจ เขาจะสนใจด้วยตัวเองค่ะ

ในวันที่ป่านเดินไปถามพ่อ ให้พ่ออธิบายให้ฟังหน่อยว่าระบบโครงสร้างสังคมมีอะไรบ้าง จากซ้ายไปถึงขวา สังคมนิยม สังคมนิยมประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ ต่างกันยังไง พ่ออธิบายแล้วก็ดูดีใจ ในที่สุดลูกก็สนใจสักที วันก่อนไปม็อบมา พอกลับมาไขกุญแจหน้าบ้าน พ่อบอกว่าพ่อดีใจนะที่เรามีวันนี้ที่เราไปต่อสู้ด้วยกัน (ยิ้ม) พ่อคงไม่คิดว่าเราจะมาสนใจเรื่องนี้เลยจริงๆ 

ส่วนคุณแม่เป็นฝ่ายตามข้อมูล วันที่มีการสลายม็อบ (16 ตุลาคม 2563) แม่โทรมาบอกก่อนแป๊บเดียว แล้วก็วิ่งหนีออกมาด้วยกัน 

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ในสายตาป่านเป็นยังไงบ้าง

แย่มาก รู้สึกโกรธมาก ป่านวิ่งออกมากับเพื่อนคนหนึ่งแล้วก็พ่อ แล้วก็มีน้องคนหนึ่งเป็นเด็กปีหนึ่ง เขานั่งฟังปราศรัย ถอดรองเท้า กินขนมอยู่ ทีนี้มีเสียงกรี๊ดแล้วคนเขาก็วิ่งกัน น้องเขากลัวแล้วก็วิ่งเท้าเปล่าออกมาหลบหลัง BACC ด้วยกัน สุดท้ายเขาต้องเดินเท้าเปล่ากลับหอ 

เรารู้สึกว่า โห มันต้องกลัวขนาดนี้เลยเหรอ แค่เราต้องการประชาธิปไตย อีกฝั่งแค่ออกมาฟัง ออกมาเจรจา ตั้งโต๊ะคุยกับเราไม่ได้เหรอ ทำไมต้องจับตัวกัน มันไม่ปกตินะ อย่าไปชินกับการที่เขาไปจับหรือเขาไปฆ่าใครแล้วไม่ได้รับโทษ 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา
การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ป่านทำงานกับความโกรธ อยู่อย่างสันติกับคนที่ไม่คิดเหมือนเรายังไง

ยากเหมือนกันนะ บางทีเราหัวร้อนจนปวดหัวเลย แต่เคยอ่านเจอที่ครูลูกกอล์ฟ (คณาธิป สุนทรรักษ์) เขียน เขาแชร์ว่าเวลาเราอยากจะชักจูงใคร บางคนเรา Convince เขาด้วยอารมณ์ล้วนๆ เขาก็มา บางคนต้องการข้อเท็จจริงและเหตุผลอย่างเดียว คือเราก็ต้องมีศิลปะในการชักจูงคน แล้วมันจริงมากนะ 

ในช่วงเวลาที่เปราะบาง มีความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน ศิลปะมีบทบาทอะไรได้บ้าง

ศิลปะก็คือสื่อกลางอย่างหนึ่งนะ เครื่องมือในมือคุณคือบทความที่เขียนและรูปถ่าย เครื่องมือของป่านคือพู่กันวาดภาพ ป่านคิดว่ามันอาจอ่อนโยนแล้วก็ไพเราะกว่าในการเล่าเรื่อง 

เราเห็นศิลปินหลายคนโดนตามลบงาน อย่าง Headache Stencil กับพี่มือบอน แล้วสองสามปีก่อนก็มีนิทรรศการศิลปะที่ทหารมาถอดรูปออก นี่เหมือนถอยหลังไปยุคฮิตเลอร์เลยนะ เราคิดว่าศิลปินไม่ควรจะเงียบเรื่องนี้ เพราะนี่มันคืออาชีพเรานะ เขามาจำกัดกรอบในการเล่าเรื่องของเรา ไม่ออกมาทวงสิทธิของตัวเองหน่อยเหรอ 

ถ้าเราไม่ใช่คนสายแข็ง จะแสดงจุดยืนด้านการเมืองของเราอย่างไรดี 

มีหลายวิธีมากในการพูด ไม่ต้องออกมาปราศรัยบนเวทีก็ได้ แค่ส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้เพื่อนก็ได้ ป่านมีเพื่อนคนหนึ่ง บอกชื่อไม่ได้ แม่เขาไม่ให้ยุ่งเรื่องการเมือง เขาเป็น Illustrator วาดดอกไม้นุ่มนิ่มมาก แต่ว่าฉลาดมาก ทุกครั้งที่ป่านไปม็อบเขาจะตามข่าวในทวิตเตอร์ให้ โทรบอกข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเขาจะคอยแชร์สิ่งต่างๆ เงียบๆ นุ่มนวลผ่านงานดอกไม้เล็กๆ ของเขาไปเรื่อยๆ

พ่อเคยพูดถึง จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ที่เขาบอกว่า “In a time of deceit, telling the truth is a revolutionary act.” แค่นั้นก็เพียงพอแล้วด้วยซ้ำ ป่านแอบหวังว่าคนที่เสียงดังหน่อย หรือมีเครื่องมือที่ทำให้คนฟังเยอะๆ จะเห็นว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษในมือแล้วใช้ประโยชน์ค่ะ

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ Juli Baker and Summer ที่มีพู่กันเป็นเครื่องมือ, ป่าน - ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านอนุสาวรีย์ เราเดินเลยบีทีเอสสนามเป้าไปเล็กน้อย เพื่อเข้าไปยังออฟฟิศใหม่เอี่ยมของ เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ หรือ เจมมี่เจมส์ นักแสดงผู้ควบบทบาทตั้งแต่นักร้อง นักธุรกิจ มาจนถึง ‘เชฟ’

สิ่งแรกที่เราเห็นไม่ใช่โต๊ะทำงานหรือห้องประชุม แต่เป็นห้องครัวที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องครัว เหมาะแก่การโชว์ให้แขกรู้ว่า เจ้าของเงินทุนทุ่มเทกับเรื่องการทำอาหารขนาดไหน

เรานั่งเก็บบรรยากาศสักพัก เจ้าของออฟฟิศก็เดินทางมาถึงและทักทายทุกคนอย่างเป็นมิตร

หากถามว่าบทสนทนาในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับประเด็นใด ท่ามกลางความชื่นชอบอันหลากหลายและความสามารถอันมากมาย เสียงท้องที่ร้องประท้วงในช่วงเวลา 11 โมง คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

The Cloud ชวนกระเพาะของทุกท่านมาส่งเสียงร้องไปพร้อมกันกับเมนูชีวิตของเจมส์ในวัย 25 พร้อมมุมมองด้าน ‘อาหาร’ จากศิลปินที่ตอนนี้ต่อให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในครัวทั้งวันเขาก็ทำได้

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

Big Batch Appetizers
จุดเริ่มต้นของไข่เจียวไม่ธรรมดา

เพราะความชอบในการทำอาหาร แผนการเรียนต่อต่างประเทศด้านนี้จึงผุดขึ้นมาอย่างตั้งใจ รวมไปถึงการสร้าง ‘ห้องครัว’ ในออฟฟิศที่หมดเงินจุดเดียวเป็นหลักล้าน และจนถึงตอนนี้อุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ก็งอกขึ้นมาอย่างไม่รู้จบ

เจมส์บอกว่า เขาต้องการสร้าง Living Space ผสม Co-working Space จึงตั้งใจโชว์ครัวไว้ด้านหน้าสุด เพื่อความสะดวกในการถ่ายรายการและวางเครื่องครัว ซึ่งดีกว่าการยกตู้เย็นขึ้นไปชั้นสองแน่นอน

“เวลาเข้าออฟฟิศของที่แพงคือของที่คนเห็น ผมคิดว่าจริง ผมมองว่าครัวนี้คือการลงทุนทางธุรกิจและเป็นความชอบ เมื่อเวลาผ่านไปมันจะคุ้มค่า ตรงนี้ก็อยากใช้สำหรับ Chef’s Table ครั้งต่อไปด้วย คาดว่าจะมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ตอนนี้อยู่ในช่วงพัฒนาเมนูอยู่”

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25
เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

เจมส์เก็บรวมประสบการณ์จากการทำ Chef’s Table ครั้งแรกมาพัฒนาครั้งต่อไป แต่กว่าชีวิตในครัวของเขาจะมาถึงจุดที่ทำอาหารทั้งวันก็ไม่เบื่อ เขาเคยเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ยืนมองคุณตาทอดไข่เจียวเท่านั้น

“ชีวิตผมวัยเด็กคงเหมือนข้าวไข่เจียวราดซอสพริก เพราะว่าข้าวไข่เจียวมันคือความธรรมดา เราก็เหมือนเด็กธรรมดา แต่แอบแซ่บเบา ๆ เลยใส่ซอสพริกเข้าไป” เจ้าตัวตอบอย่างขี้เล่น

เด็กชายธีรดนย์เติบโตขึ้นในบ้านที่มีวัฒนธรรมการกินแบบผสมผสานระหว่างจีนและไทย โดยมีคุณตาเป็นตัวแทนฝั่งจีน และคุณยายเป็นตัวแทนฝั่งไทย ส่วนคุณปู่คุณย่ามาจากจีนทั้งคู่

บ้านของเขามีเมนูซิกเนเจอร์ 5 เมนู ได้แก่ ไก่ซอสแดง กะหล่ำต้มเค็ม น้ำพริกกะปิ ข้าวต้มมัด และข้าวมันไก่ ชนิดครบจบทั้งคาวหวาน

“ข้าวมันไก่บ้านผมใช้เวลาทำนานมาก” แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เมนูนี้กลายมาเป็นอาหารจานสำคัญ เพราะเบื้องหลังที่ทรงคุณค่ากว่าคือการชวนให้ทุกคนในบ้านคิดถึงคุณยายผู้เป็นที่รัก

“ตายายเขามีไก่เจ้าประจำที่ไปซื้อ แต่ก่อนยังไม่มีแถวพระราม 5 ต้องไปแถวบางบัวทอง เอาไก่มาต้มเป็นชั่วโมง คอยตักมันที่ลอยออกมาไปทำข้าวมันไก่ ข้าวก็ต้องคลุกตลอดเวลา จากนั้นนำไก่ต้มมาหั่น ทำน้ำจิ้ม ใช้เวลาเสร็จสรรพประมาณ 3 ชั่วโมงได้ แต่เราได้เครื่องและข้าวที่อร่อยจัดเต็ม

“ข้าวมันไก่ของยายคือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดสำหรับผม”

เขาเล่าต่อว่า แท้จริงแล้วสมัยเด็กแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเข้าครัวเลย ทั้งหมดที่เขาทำคือการ ‘ยืนดูคนในบ้านทอดไข่เจียว’

“อีกเรื่องที่คนไม่รู้คือ จริง ๆ ผมชอบกินซีฟู้ดเผา ต้องกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดไทยสีเขียวเท่านั้น ไม่เอาสีแดง ตอนเด็กผมเคยแพ้กุ้งด้วย แต่ผมสู้กุ้งกลับ กินต่อจนมีภูมิมาจนถึงปัจจุบัน”

แน่นอนว่าเมื่อมีเมนูที่ชอบมากถึงขนาดนี้ ย่อมต้องมีเมนูที่ไม่ถูกจริตด้วยเช่นกัน เขาเบะปากเล็กน้อยก่อนสาธยายเมนูออกมา ทั้งชาเขียว คาโบนาร่า เครื่องใน อาหารประเภทที่ครีมสูง หรือแม้แต่ของหวาน อย่างไรก็ตาม การได้เข้าสู่วงการอาหารทำให้เขาเปิดใจมากขึ้นไม่น้อย

“ผมอาจจะแปลกหน่อย แต่ของคาวต้องติดหวาน ของหวานต้องหวานน้อย”

เจมส์ทิ้งท้ายด้วยรสนิยมการเลือกกินของเขา เวลาที่มีของอร่อยถูกปากมาช่วยหยุดเสียงร้องโครมครามของกระเพาะ นั่นคือช่วงเวลาสวรรค์ประทาน เช่นเดียวกับที่โชคชะตาประทานสายโทรศัพท์ เพื่อชวนเจมส์เข้าร่วมรายการอาหารสุดโหดและฮอตแห่งปีอย่าง MasterChef Celebrity Thailand Season 2

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

Main Course of Life
ชีวิตสูตรหนัก เน้น และเข้มข้น

ก่อนจะเข้าร่วมรายการ เจมส์เดินทางไปที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Thirteen Lives หนังสัญชาติฮอลลีวูดว่าด้วยเรื่อง 13 หมูป่าติดในถ้ำหลวง ซึ่งการออกเดินทางไปใช้ชีวิตต่างแดนในครั้งนี้ไม่เพียงประสบการณ์กระทบไหล่นักแสดงระดับโลก แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ลองทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับอาหารมากขึ้น

เมื่อไปถึงออสเตรเลีย นักแสดงไทยไม่สนใจแม้กระทั่งการแกะสัมภาระออกมาจัดเรียง เพราะแกะเดียวที่เขาสนใจ คือเนื้อแกะบนเตาย่าง!

“ผมชอบย่างเนื้ออยู่แล้ว ไปถึงมื้อแรกผมเข้าซูเปอร์ฯ ซื้อแกะที่นั่น พอ 3 ทุ่มผมมาย่างแกะเป็นมื้อแรก เซอร์มาก กระเป๋าไม่แกะ ย่างแกะก่อนเลย” เจมส์บรรยายภาพในวันนั้นให้ฟัง เราเชื่อว่าตลอดเวลาที่อยู่ออสเตรเลีย ชายคนนี้คงไม่ปล่อยให้ห้องครัวต้องเหงาเลยสักวัน

หลังกลับสู่บ้านเกิด ก็ประจวบเหมาะกับที่ทางรายการติดต่อมาพอดี เจมส์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่มีในหัวตอนนั้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่สิ่งที่ปลุกไฟในตัวคือความรู้สึกอยากเอาชนะตัวเอง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลักสูตรเตรียมความพร้อมฉบับเร่งรัดเพื่อการแข่งขันในครั้งนี้

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

‘MasterChef Starter Pack’ เป็นชื่อที่ใช้นิยามสิ่งที่ควรทำได้ในรายการ MasterChef Celebrity Thailand Season 2 ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ตลอดการเทรนกับ พลอย-ณัฐณิชา บุญเลิศ จากรายการ MasterChef Thailand Season 1 ผู้ฝึกสอนเฉพาะกิจในครั้งนี้

การเทรนเปรียบเสมือนการเก็งข้อสอบของติวเตอร์ในสถาบันกวดวิชา สำหรับเจมส์แล้วช่างเป็นวิชาคหกรรมที่ยากไม่น้อย แถมเจ้าตัวยังไม่ถนัดดี

การฝึกฝนอย่างเข้มข้นเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

“พาสต้าเส้นสดมีอะไรบ้าง มีเส้นแบบไหนที่คุณต้องทำได้ สำหรับตัวโปรตีน ถ้าคุณได้ไก่จะแล่ยังไง ปลาแล่ยังไง ไก่ ปลา หมู เนื้อทำอะไรได้บ้าง เอาไปซูวี (ปรุงอาหารภายใต้ถุงสุญญากาศ) อุณหภูมิกี่องศาฯ  หรือถ้าจะเอามาย่าง สุกทันไหม ตัวผักทำอะไรได้บ้าง ดองได้ ตัดแต่งได้ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่คุณต้องทำให้ได้ในมาสเตอร์เชฟแน่ ๆ นอกนั้นอยู่ที่ว่าคุณจะไปดัดแปลงเป็นเมนูยังไง”

ใช่ว่าการเทรนครั้งนี้จะจบที่การรู้จักวัตถุดิบและวิธีการปรุงอาหารเท่านั้น การจัดการเวลาก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เชฟมือใหม่ต้องฝึกในส่วนนี้เพิ่ม

เขาเสริมในช่วงแข่งขันว่า การได้เห็นผู้เข้าแข่งขันท่านอื่นที่ดูคุ้นเคยกับการทำอาหารอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้เขากดดันไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดเจมส์ก็ได้ค้นพบว่า คนที่เขาอยากจะเอาชนะมากที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือตัวของเขาเอง

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“ไม่ใช่การเอาชนะตัวเองที่ทำเพื่อชนะคนอื่น แต่เป็นทักษะที่เราเต็มที่ นี่คือวินัยในการฝึก การอินกับมัน การทุ่มเทเวลากับมัน การยอมรับความกดดัน ผมรู้สึกว่าการไปครั้งนี้ได้อะไรเยอะมาก เหมือนผมค้นพบตัวเองเลยนะว่าผมชอบการทำอาหารมาก”

ขณะที่รายการดำเนินมาถึงวันสุดท้าย การเดินทางบนเส้นทางอาหารของเจมส์กลับเพิ่งเริ่มต้น การเข้าคอร์สเพื่อเตรียมความพร้อมเบื้องต้นสำหรับการแข่งขัน เปลี่ยนไปเป็นการคิดคอนเซ็ปต์และพัฒนาเมนู เพื่อต่อยอดไปสู่การทำ Chef’s Table ของเจมส์ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจคุ้นเคยกันดี หรืออาจจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างกับชื่อ ‘FOCA’

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“Chef’s Table เกิดขึ้นหลังไปมาสเตอร์เชฟ เราไปลั่นว่าผมทำ Chef’s Table แน่นอน ก็ไม่ได้รู้ว่ามันจะยากขนาดไหน มีวิธีการจัดการอะไรยังไง แต่พอพูดไปและเราก็อยากทำ เราเลยเอาซีฟู้ดของไทยที่เป็นรสไทย เมนูเหมือนไทย ๆ ทวิสต์ให้อยู่ในการเสิร์ฟแบบเมดิเตอร์เรเนียน” เชฟอธิบายที่มาและคอนเซ็ปต์ของร้าน ต่อด้วยการยกตัวอย่างเมนูที่ผ่านการพัฒนามาอย่างสร้างสรรค์

“ปาเอญ่า (ข้าวอบสเปน) ผมเอามามิกซ์กับข้าวขยำปู เสน่ห์ของมันคือปกติข้าวขยำปูจะค่อนข้างเป็นเม็ดหน่อย แล้วใส่น้ำยำลงไป ใส่ปูเป็นก้อน แต่พอเรามิกซ์กับปาเอญ่า ด้วยความที่ไม่ได้สุกมาก ข้าวจะมีสัมผัสความกรอบ ก็จะแบ่งครึ่งเป็นแบบออริจินัลกับแบบปาเอญ่าขยำปู เป็นเมนูตัวหลักของเรา”

นอกจากการคิดค้นเมนูและจัดการ Chef’s Table ให้ออกมาตามฝัน หนึ่งในแรงบันดาลใจต้นทางของเขา ยังเป็นเชฟที่ตนเองชื่นชอบอย่าง Grant Achatz เจ้าของร้านมิชลินไกด์ 3 ดาว Alinea

“ตอนแรกผมไม่รู้จักเขา แต่หลังจากเห็นเขาเป็นกรรมการในรายการ The Final Table เราเลยไปดู Documentary ของเขา เขาเป็นมะเร็งที่ลิ้น ลิ้นรับรสไม่ได้ แต่เขาสู้จนหาย แล้วมาเปิดร้าน

“เพลตติ้งเขาในเมนูของหวานเป็นโต๊ะใหญ่ ๆ เขาจะโยนและสาดทุกอย่างที่เป็นของกิน ผมว่านี่คือการเพลตติ้งที่มีความ Abstract มันคือศิลปะที่ผมชอบ” ผู้เล่าขยายความด้วยแววตาเป็นประกาย

ชีวิตของเขาก็เหมือนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงาน แต่เป็นผลงานที่มาในรูปแบบของศิลปะที่เคี้ยวได้และมีหลายรสชาติ

Dessert of Love and Art
ศิลปะกินได้

แม้จะเคยเอ่ยปากว่าไม่ถูกกับของหวาน แต่เมื่อให้เจ้าตัวลองเปรียบความรักเป็นของหวานสักจาน เขากลับอธิบายได้อย่างน่าประทับใจ

ช็อกโกแลต สตรอว์เบอร์รี มี Flexible Ganache อยู่ตรงกลาง มีไอศกรีมช็อกโกแลต มีซอสสตรอว์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รีหั่นเล็ก ๆ ใส่ลิควิดไนโตรเจนเข้าไป ครอบด้วยโดมช็อกโกแลต เวลาทานเราจะเคาะลงไป ตัวโดมมันจะแตกลงมา แล้วควันมันก็จะขึ้น มีความเวอร์วังอลังการอยู่นิดหนึ่ง แต่ก็เรียบง่ายด้วยวัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้มันยืนยาวได้คือแค่ความเรียบง่ายนี่แหละ” 

เมนูของหวานเป็นภาพแทนความรักของเขากับแฟนสาวที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี

เมนูอาหารแต่ละจานของเจมส์ล้วนออกแบบอย่างละเมียดละไม เขาบอกว่าอาหารเป็นศิลปะที่ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในจานได้ ไม่ต่างกับผืนผ้าใบที่วาดอะไรก็ได้ตามต้องการ และเสน่ห์ของอาหารไม่ต่างจากงานศิลปะที่ความชอบเป็นเรื่องของปัจเจก

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“นอกจากเสน่ห์พวกนี้ อีกอย่างที่ผมรู้สึกคือ อาหารมันพาความสุขเข้ามาในโต๊ะ การได้กินข้าวร่วมกัน คุยกันบนโต๊ะอาหาร มันมีความหมายมากกว่านั้น

“อาหารเป็นมากกว่าปัจจัย 4 มันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราต้องมี แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เป็นศิลปะชนิดหนึ่งที่ประเทศเราไม่ค่อยสนับสนุน เราเสร็จงานแล้วหาความสุขให้ตัวเองได้ผ่านอาหารนี่แหละ” ชายหนุ่มพูดเสริมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

Cheers!
ชนแก้วสู่ความสำเร็จและก้าวย่างแห่งการเติบโต

จำได้ว่าผมเคยเล่นเกมทอยลูกเต๋าที่ให้เดินไปถึงเส้นชัยแล้วใครมีเงินมากสุดชนะ มีลูกเต๋าทอยอาชีพ มีตัวตลก ทหาร ครู หมอ นักธุรกิจ ทนาย นักธุรกิจเป็นอาชีพที่ได้เงินเยอะมาก เราก็รู้สึกว่านักธุรกิจเท่และอยากเป็นอาชีพนี้” เขาย้อนอดีตให้ฟังเพื่ออธิบายปัจจุบันและก้าวต่อไปในอนาคต

“ชีวิตอยู่กับการแข่งขันมาตลอด ผมเลยเป็นคนชอบเอาชนะ แต่ชีวิตผมก็ไปไม่สุดสักทาง พอเบื่อก็เลิก จนมาเจอการแสดงที่ไม่เบื่อเพราะเห็นผลลัพธ์ มีอะไรเป็นตัวการันตีว่าสำเร็จ เรายึดเป็นอาชีพได้และชอบมันด้วย จนกระทั่งในวัยนี้ก็เจอธุรกิจที่เป็นบาร์และการทำอาหารที่ชอบ”

การบริหารเวลาให้ทั้งการทำงานและความชอบอยู่ด้วยกันของเจมส์นั้นง่ายมาก เพราะเขาเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นงานไปเลย ไม่ว่าจะเปิดบาร์เพราะชอบดื่ม เปิด Chef’s Table เพราะชอบทำอาหาร เปิดบีชคลับเพราะชอบไปทะเล หรือแม้แต่สร้างบริษัท JMJ LABEL เพื่อเป็นศูนย์รวมความชอบอื่น ๆ และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของรายการ เช่นเดียวกับสารคดีชีวิตส่วนตัวที่เผยแพร่มาแล้ว 5 ตอน

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“จุดประสงค์ของการทำสารคดีคือ ผมอยากแนะนำตัวเองใหม่ตอนอายุ 25 เพราะรู้สึกว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่มันใช่กับชีวิตเรา ทั้งอาหาร ดริงก์ คนรัก อาร์ต เพื่อน ครอบครัว นี่คือสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตผมในขณะนี้ ผมอยากจะบอกคนดูว่า สวัสดีครับ ผมเจมส์ที่เป็นแบบนี้”

บทสนทนาดำเนินมาถึงจุดที่เรารับรู้เรื่องราวของเจมส์จนครบทุกรสชาติ แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราลองให้เขาเปรียบชีวิตตัวเองในตอนนี้เป็นเมนูอาหารสัก 1 อย่าง

“Surf & Turf เสิร์ฟพร้อม Side Dish ที่มี Mashed Potato มีผักที่เอาไป Sautéed เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแล้วก็ซอสไวน์แดง

“มีตัวเมน 2 อย่าง คือล็อบสเตอร์และเนื้อ เหมือนชีวิตนักแสดงกับเจ้าของธุรกิจ Mashed Potato เป็นพาร์ตเชฟที่เสริมเข้ามา ผักที่เป็นสีสันในจานเป็นเรื่องแฟชั่นที่เราชอบ ส่วนตัวซอสเพิ่มความสไปซี่อาจจะเป็นเรื่องดริงก์

“สิ่งที่อยากนิยามผ่านเรื่องนี้คือความวาไรตี้ที่อยู่ในจาน ผมค่อนข้างชอบคำนี้ เพราะชีวิตเรามันทำหลายอย่าง”

หลังเชฟนำเสนอเมนูอาหารเรียบร้อย คนฟังอย่างเรายังสงสัยเพิ่มว่า แล้ว ‘รสชาติ’ ชีวิตในวัย 25 จะเป็นอย่างไร

“คงครบรสมั้ง เหมือนผงชูรส แต่ Chef’s Table ผมไม่ได้ใช้ผงชูรสนะ (หัวเราะ) ทุกอย่างมันกลมกล่อมมากขึ้น เหมือนก่อนหน้านี้ชีวิตเราคงเปรี้ยวเกิน ขมเกิน หวานเกิน เผ็ดเกิน แต่วันนี้เราทำให้รสชาติมันกลมกล่อมขึ้นในวัย 25”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความกลมกล่อมคือนิยามที่เหมาะกับชีวิตหลายบทบาทของศิลปินไฟแรงคนนี้

มันเป็นความกลมกล่อมที่ไม่ได้เกิดจากผงชูรส แต่เกิดจากส่วนผสมประสบการณ์ที่รวมกันได้อย่างลงตัวผ่านกาลเวลา หลังนั่งฟังเขาเพลิน ๆ เราเดินออกจาก Cinema Club BKK โดยอดคิดไม่ได้ว่า

‘แล้วรสชาติของชีวิตเราในวันนี้เป็นรสอะไรกันนะ’

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

Writers

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load