The Cloud x การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย x Air Asia

มาเก๊าเป็นเขตปกครองพิเศษเล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทางตะวันออกของจีน และอยู่ทางตะวันตกของพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล ทั้งเมืองมีพื้นที่เพียง 32 ตารางกิโลเมตร เท่านั้น แต่ความน่าสนใจของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ คือประวัติศาสตร์การพบกันของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ให้เราได้เห็นกันทุกวันนี้

ชาวโปรตุเกสคือชาวยุโรปชาติแรกที่เดินเรือเข้ามาทำการค้ากับมาเก๊าใน ค.ศ. 1550 และทำให้มาเก๊ากลายเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของเส้นทางสายไหมเพราะการส่งออกชาและผ้าไหม จากเมืองท่าที่โปรตุเกสเข้ามาตั้งคลังสินค้า จนตกอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ก่อนที่โปรตุเกสจะส่งคืนให้สาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1999

ตลอด 460 ปี ที่มาเก๊าอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส เราจึงได้เห็นการผสมผสานวัฒนธรรม ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ศาสนา อาหาร และการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ เกิดชนพื้นเมืองที่เรียกว่า ชาวมาเก๊า หรือชาวแมคกานีส (Macanese) และทำให้มาเก๊ามีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ในเดือนธันวาคมปี 2562 นี้ มาเก๊ากำลังจะมีวาระครบรอบ 20 ปี ที่โปรตุเกสคืนเขตปกครองพิเศษมาเก๊าให้แก่จีน เดือนกันยายนที่ผ่านมา The Cloud การท่องเที่ยวมาเก๊าแห่งประเทศไทย และแอร์เอเชีย จึงจัดกิจกรรม The Cloud Journey 07 : Macanese Culture และเปิดรับสมัครเพื่อนร่วมทริปเดินทางไปทำความรู้จักมาเก๊าและวัฒนธรรมแมคกานีสด้วยกันที่มาเก๊าตลอด 3 วัน 2 คืน

ถ้าจะให้รู้จักมาเก๊าแบบลงลึกจริงๆ คงต้องฟังจากปากคนมาเก๊า เราจึงเชิญวิทยากรพิเศษ Nero Lio ซึ่งเป็น Vice Chair of Assembly จาก Macao Heritage Ambassadors Association องค์กรที่ให้การสนับสนุนคนรุ่นใหม่ในมาเก๊าศึกษาประวัติศาสตร์ และช่วยผลักดันเรื่องการขึ้นทะเบียนสถานที่สำคัญให้เป็นมรดกโลก เป็นผู้นำชมสถานที่สำคัญและเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ให้เราได้ฟังในทริปนี้

แม้ว่ามาเก๊าจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่กลับมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งถูกอนุรักษ์ไว้ด้วยการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO แล้วกว่า 25 แห่ง และยังมีสถานที่ที่อยู่ในระหว่างการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลอีกกว่า 128 แห่ง แต่จะให้ไปทั้งหมดในเวลา 3 วัน คงไม่พอ เราจึงขอเก็บเรื่องเล่าจาก 10 สถานที่ ที่น่าสนใจมาให้อ่านกัน เผื่อว่าใครที่มีแพลนกำลังจะไปมาเก๊าจะได้ไปตามรอยกันได้

1

ย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับ ‘มาเก๊า’ ที่ Macao Museum

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ใครที่มามาเก๊าครั้งแรกและอยากเข้าใจความเป็นมาของมาเก๊า เราอยากชวนมาย้อนเวลาด้วยกันที่ Macao Museum ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวของมาเก๊าเอาไว้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และทำให้เราเห็นการเข้ามาของวัฒนธรรมโปรตุเกสในมาเก๊าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในอดีต มาเก๊าถูกเรียกว่า ‘โอหมูน’ หรือ ‘ประตูแห่งการค้าขาย’ เนื่องจากเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ ณ ปากแม่น้ำจูเจียงหรือแม่น้ำเพิร์ลทางตอนใต้ของมณฑลกวางเจา ในขณะนั้นมาเก๊าเป็นเพียงหมู่บ้านเกษตรกรรมและประมงเล็กๆ มีชาวประมงจากมณฑลฝูเจี้ยนและชาวนาจากมณฑลกวางตุ้งเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มาตั้งรกราก

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ชาวโปรตุเกสคือชาวยุโรปชาติแรกที่เดินเรือมาพบมาเก๊าใน ค.ศ. 1550 ในอดีต ชาวโปรตุเกสเป็นชาติแรกที่เดินเรือรอบโลกสำเร็จ จึงมีการล่าอาณานิคมและทำการค้ากับหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น หรือประเทศในทวีปแอฟริกา เพื่อสร้างคลังสินค้าและทำการค้ากับชนพื้นเมืองต่างๆ ที่ไปถึง สินค้าที่เป็นที่นิยมและขายได้ราคาดีที่สุดจากมาเก๊าคือชาและผ้าไหม จึงทำให้มาเก๊าเป็นอีกหนึ่งเมืองท่าสำคัญของการทำการค้าบนเส้นทางสายไหม ภายในพิพิธภัณฑ์มาเก๊าจึงมีการจำลองเส้นทางการเดินเรือของโปรตุเกสและการลำเลียงสินค้าภายในเรือให้เราได้เห็นกัน 

เมื่อมีชาวโปรตุเกสเดินทางมาทำการค้าที่มาเก๊ามากขึ้น มีการเช่าพื้นที่คนท้องถิ่นเพื่อก่อตั้งคลังสินค้าและทำธุรกิจร่วมกัน ทำให้ชาวมาเก๊าและชาวโปรตุเกสมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและกันมากขึ้น กระทั่งแต่งงานข้ามเชื้อชาติ ซึ่งเป็นที่มาของชนพื้นเมืองมาเก๊าตั้งแต่นั้นมา

การเข้ามาปกครองมาเก๊าของโปรตุเกสไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำสงคราม แต่เกิดจากความสัมพันธ์ทางการค้าที่ค่อยๆ พัฒนาและขยายขอบเขตการเช่าพื้นที่ไปเรื่อยๆ ในอดีต เนื่องจากในอดีตมาเก๊าไม่ได้เป็นเมืองสำคัญของจีน จึงทำให้โปรตุเกสขอเช่าพื้นที่ทั้งหมดของมาเก๊าตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นไป การตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสจึงทำให้สถาปัตยกรรมในย่านสำคัญใจกลางเมืองมาเก๊าเต็มไปด้วยตึกสไตล์โคโลเนียลอย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ ในช่วงแรกตึกเหล่านี้ไม่มีการกำหนดสีเอาไว้ แต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีการกำหนดให้สีชมพูเป็นตึกที่เกี่ยวข้องกับการทหาร ตึกสีเหลืองเกี่ยวข้องกับศาสนา และตึกสีเหลืองแดงเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม 

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ภายในพิพิธภัณฑ์ยังจำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนมาเก๊าในอดีตเอาไว้ บ้านของคนมาเก๊าจะเป็นบ้านอิฐหรือปูนหลังเล็กๆ เพราะคนมาเก๊าส่วนใหญ่เป็นชาวประมงและเป็นแรงงาน ไม่ได้มีฐานะดีมาก จุดสังเกตคือจะมีประตูไม้ 3 ชั้น ปรับเปลี่ยนการใช้งานตามสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของเมืองริมอ่าว ในขณะที่บ้านของคนโปรตุเกส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าและข้าราชการในสมัยนั้น เป็นบ้านปูน 2 ชั้น มีระเบียงโอ่โถง สีสันสดใส มีบานประตูและบานหน้าต่างโค้งตามสไตล์โคโลเนียล

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

เรายังคงเห็นโรงน้ำชาแบบดั้งเดิมที่เป็นเครื่องยืนยันว่าชาคือสิ่งที่คนมาเก๊าโปรดปราน เพราะในปัจจุบันนี้คนมาเก๊ายังคงไปร้านน้ำชาเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารบ้านเมืองกันเหมือนเดิม และยังมีโรงงานผลิตประทัดและดอกไม้ไฟ ซึ่งเคยเป็นสินค้าส่งออกจากมาเก๊าไปขายในเมืองอื่นๆ ในจีนอีกด้วย 

2

ดูวิวมาเก๊า 360 องศาที่ป้อมปราการมองเต้

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ป้อมปราการมองเต(Monte Fort) เป็นป้อมปราการเก่าแก่ใจกลางเมืองที่ทำให้เราเห็นความผสมผสานของเมืองแบบ 360 องศา เราจะได้เห็นทั้งวิวเมืองเก่าที่ผสมผสานระหว่างความเป็นจีนและโปรตุเกส เห็นย่านที่พักอาศัยของคนมาเก๊าในปัจจุบัน คาสิโนของเจ้าพ่อมาเก๊า ไปจนถึงเมืองจูไห่ ประเทศจีน 

ในอดีต ป้อมปราการแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1616 และตั้งป้อมปืนใหญ่เอาไว้รอบด้าน เพื่อเป็นฐานป้องกันโบสถ์เซนต์ปอลจากการโจมตีของเหล่าโจรสลัดและการรุกรานจากต่างชาติ

ครั้งหนึ่งชาวดัตช์เคยเดินเรือมารุกรานมาเก๊าบริเวณปากแม่น้ำเพิร์ล คณะบาทหลวงเยซูอิตซึ่งเป็นผู้ดูแลป้อมปราการช่วงที่ทหารชาวโปรตุเกสออกไปเดินเรือ จึงยิงปืนใหญ่เพื่อป้องกันเมืองเอาไว้ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะในครั้งนั้น สถานที่ที่ชาวดัตช์บุกเข้ามาในอดีตจึงถูกเรียกว่า Victory Park ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะอยู่ใกล้กับป้อมปราการเกีย ป้อมปราการที่สูงที่สุดในมาเก๊า

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ใน ค.ศ. 1838 ป้อมปืนใหญ่ถูกไฟไหม้พร้อมกับวิทยาลัย Jesuit และโบสถ์เซนต์ปอล เมื่อหมดยุคล่าอาณานิคม ใน ค.ศ. 1965 บางส่วนของป้อมปืนใหญ่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสำนักงานของกรมอุตุนิยมวิทยามาเก๊า

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1998 จนถึงปัจจุบัน ชั้นล่างของป้อมปราการถูกเปลี่ยนไปเป็นพิพิธภัณฑ์มาเก๊า พื้นที่โดยรอบป้อมปราการกลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจของชาวมาเก๊า ใครอยากสัมผัสวิถีชีวิตของคนมาเก๊ามากขึ้น เราแนะนำให้มาลองวิ่งที่นี่ตอนเช้าดูนะ เป็นเส้นทางวิ่งที่ได้เห็นวิวมุมสูงไม่ซ้ำกันเลยสักด้าน

3

ตามรอยศาสนาคริสต์ที่หน้าประตูโบสถ์เซนต์ปอล

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ใครมามาเก๊าก็ต้องมาดูซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) แลนด์มาร์กสำคัญของมาเก๊าที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองมาตั้งแต่ ค.ศ. 1602 แต่เราอยากชวนมองรายละเอียดและประวัติศาสตร์ที่ลึกลงไปมากกว่านั้น

โบสถ์นี้ออกแบบโดยนักบวชคณะเยซูอิตชาวอิตาลี โดยความช่วยเหลือของคริสตชนชาวญี่ปุ่น ในอดีตเคยเป็นวิทยาลัยสอนศาสนาและวิทยาการต่างๆ ให้คณะนักบวชเยซูอิตก่อนจะเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเอเชีย ที่นี่จึงเป็นสถานที่สำคัญในการเผยแพร่ศาสนาและวิทยาการต่างๆ จากโปรตุเกส 

ก่อนที่จะเหลือเพียงฟาซาด (Facade) หรือผนังด้านหน้าของตัวโบสถ์ โบสถ์แห่งนี้ถูกไฟไหม้ถึง 3 ครั้ง หลังจากบูรณะมา 2 ครั้ง ก็เกิดพายุไต้ฝุ่นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในมาเก๊าใน ค.ศ. 1835 และเกิดเพลิงไหม้อีกเป็นครั้งที่ 3 ทำให้ตัวอาคารเสียหายทั้งหลัง เหลือเพียงผนังด้านหน้าที่ยังคงสมบูรณ์ และถูกบูรณะให้เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

หากแหงนหน้ามองลึกลงไปที่รายละเอียดของฟาซาด จะพบการผสมผสานทางวัฒนธรรมอยู่ในนั้น รูปปั้นเทพทั้งเจ็ดเเห่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์ ได้แก่ นกพิราบ พระเยซู พระแม่มารีย์ The Beautified Francisco de Borja, St.Lgnatius, St.Francisco Xavier และ The Beautified Luis Gonzaga และยังมีรูปปั้นที่สื่อถึงตำนานจีนโบราณ เช่นเรือสำเภาและมังกรอยู่บนผนังโบสถ์ด้วยเช่นกัน เป็นสิ่งที่ยืนยันให้เราเห็นว่ามาเก๊าไม่ได้แค่รับวัฒนธรรมมา แต่ยังเติมความเป็นตัวเองเข้าไปด้วย

4

 เที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ห้องใต้ดินหลังประตูโบสถ์เซนต์ปอล

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ก่อนจะไปที่อื่นต่อ เราอยากชวนไปตามรอยที่หลังประตูโบสถ์เซนต์ปอล เพราะที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ศาสนศิลป์และห้องใต้ดิน (Museum of Sacred Art and Crypt) ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ของนักบวชเยซูอิตนิกายโรมันคาทอลิกในมาเก๊า ซึ่งมีหลุมฝังศพของ วาลิควาโน (Father Alessandro Valignano) ผู้ก่อตั้งโบสถ์เซนต์ปอลแห่งนี้ มีโครงกระดูกของชาวคริสต์ญี่ปุ่นและเวียดนามที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้โบสถ์ทั้งสามครั้ง และภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีอุปกรณ์ทางศาสนา รูปปั้นนักบวชคนสำคัญ และภาพวาดต่างๆ จัดแสดงไว้ให้ชมอีกด้วย

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

5

ขึ้นบันไดไปห้องใต้หลังคาโบสถ์เซนต์ดอมินิก

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

โบสถ์เซนต์ดอมินิกคือ 1 ใน 3 โบสถ์เก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า สร้างขึ้นในปี 1587 โดยบาทหลวงชาวสเปนทั้งสามคนที่เดินทางจากเม็กซิโกมาเผยแผ่ศาสนา โบสถ์จึงมีรูปแบบงานสถาปัตยกรรมแบบบาโรกในยุคศตวรรษที่ 16 มีการผสมผสานระหว่างสไตล์โปรตุเกสและสเปน และรูปแบบทางสถาปัตยกรรมในท้องถิ่นของชาวมาเก๊า ได้แก่ กระเบื้องหลังคาสไตล์จีน ฝ้าไม้กระดาน ประตูที่ทำจากไม้สัก รูปปั้นของพระแม่มารีย์และพระบุตรถูกขนาบด้วยรูปปั้นของเหล่านักบุญ แกะสลักด้วยไม้และงาช้าง เป็นต้น 

ในทุกๆ วันที่ 13 พฤษภาคมของทุกปี ที่โบสถ์แห่งนี้จะจัดงานเลดี้ฟาติมา (Fatima’s Statue) เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญและทำพิธีแด่พระแม่ฟาติมา

และโบสถ์แห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์โปรตุเกสฉบับแรกในมาเก๊าอีกด้วย (ปัจจุบันหนังสือพิมพ์ฉบับแรกถูกเก็บไว้ที่ห้องสมุด Leal Senado ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Senado Square)

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

บริเวณด้านหลังโบสถ์ในอดีตเคยเป็นหอนาฬิกา แต่ในปี 1990 ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ห้องใต้หลังคา (Treasure of Sacred Art) ที่เก็บรวบรวมงานศิลปะของศาสนาคริสต์กว่า 300 ชิ้น จากศตวรรษที่ 17 – 19 และนำมาจัดแสดงไว้ เช่น เครื่องเงิน เครื่องทอง รูปแกะสลักไม้ ภาพวาดของ St. Augustine และชุดนักบวชในอดีตที่ยังคงเก็บไว้ในสภาพสมบูรณ์

6

ตามรอยการเทียบท่าของชาวโปรตุเกสที่วัดอาม่า

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

วัดอาม่า (A-Ma Temple) หรือศาลเจ้าแม่ทับทิม คือหนึ่งตัวอย่างของความเป็นมาเก๊าที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่เราเห็นทุกวันนี้

ในอดีต วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวมาก่อนที่จะมีเมืองมาเก๊า สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในปี 1488 มีตำนานเล่าว่า มีคนเรือรับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า หลิงม่า มาขึ้นฝั่งบริเวณที่ตั้งของวัดซึ่งเคยเป็นท่าเรือมาก่อน ก่อนที่เธอจะลอยหายไป ชาวมาเก๊าจึงเชื่อกันว่าเธอเป็นเทพธิดาผู้ดูแลท้องทะเลแถบนี้ ผู้คนจึงสร้างศาลไว้กราบไหว้เธอตั้งแต่นั้นมา และเรียกวัดนี้ว่า A Ma Goa ที่แปลว่า อ่าวของอาม่า เมื่อชาวโปรตุเกสเดินเรือมาเทียบท่าที่วัดอาม่า จึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า A Ma Goa และเพี้ยนเสียงมาเป็นชื่อเมืองมาเก๊าจนทุกวันนี้

วัดอาม่าเปรียบเสมือนสัญลักษณ์สำคัญทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของมาเก๊า เนื่องจากรูปเคารพภายในวัดผสมผสานทั้งความเชื่อของทั้งพุทธ เต๋า และคติพื้นบ้าน แต่ในขณะเดียวกัน ละแวกใกล้เคียงก็มีโบสถ์คริสต์และชุมชนชาวโปรตุเกสที่อยู่ร่วมกันมาหลายร้อยปี สะท้อนให้เห็นถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนาของชาวมาเก๊าจนถึงปัจจุบันนี้

7

เดินชมตึกเหลืองบนเขาของชาวมัวร์ที่ Moorish Barracks 

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ค่ายทหารชาวมัวร์ (Moorish Barracks) สร้างขึ้นในปี 1874 เพื่อเป็นค่ายของทหารอินเดียจากเมืองกัว (Goa) ในยุคกลาง คำว่า มัวร์ เป็นคำที่หมายถึงชนมุสลิมที่อาศัยอยู่ที่คาบสมุทรไอบีเรียและแอฟริกาเหนือ ซึ่งเดิมเป็นชนอาหรับ และเป็นชาติอาณานิคมของโปรตุเกสที่ถูกส่งให้มาเป็นทหารรักษาการในมาเก๊า 

อาคารนี้สร้างอยู่บนเนินเขา Barra Hill จึงทำให้มีบางส่วนเป็นอาคารแบบชั้นเดียวและบางส่วนเป็นอาคาร 2 ชั้น และหน้าตาตึกค่อนข้างแปลกตาไปจากอาคารอื่นๆ ในมาเก๊า เนื่องจากเป็นสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ออกแบบโดยชาวอิตาลีชื่อ คาสซูโต (Cassuto) ตัวอาคารแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมอิสลามที่มีต่อการออกแบบ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมกับศิลปะของชาวมัวร์ ผนังทาด้วยสีเหลืองอ่อนและตกแต่งด้วยปีกปูนสีขาวทรงแหลมบนซุ้มประตูและหน้าต่าง ซึ่งต่างจากตึกสไตล์โปรตุเกสที่เป็นซุ้มประตูโค้งเสียส่วนใหญ่ ทำให้เห็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมากกว่าสถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส

ปัจจุบันที่นี่เป็นกองบังคับบัญชาคณะฝ่ายบริหารเดินเรือของมาเก๊า แม้ว่านักท่องเที่ยวจะเข้าชมภายในไม่ได้ แต่เดินชมและถ่ายภาพรอบๆ อาคารได้นะ

8

ชมคฤหาสน์ขุนนางจีนในมาเก๊าที่ ‘แมนดารินเฮาส์’

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

หลังจากชมตึกสไตล์ยุโรปกันไปเยอะแล้ว เราไปชมคฤหาสน์ขุนนางจีนในมาเก๊าที่ แมนดารินเฮาส์ (Mandarin House)  บ้านที่สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1881 โดยนักประพันธ์จีนผู้ยิ่งใหญ่นามว่า เฉิง กวนยิ่ง (Zheng Guanying) เป็นตัวอย่างของที่อยู่อาศัยของเศรษฐีชาวจีนโบราณที่มีพื้นที่ในบ้านกว้างขวาง ตัวบ้านเป็นอาคารหลายหลังประกอบกัน มีลานตรงกลางที่ใช้ร่วมกัน โดยผสมผสานรายละเอียดต่างๆ ในแบบจีนดั้งเดิมผสมผสานกับสไตล์ตะวันตก ทางเดินจะมีช่องประตูทรงกลมเหมือนสถาปัตยกรรมจีน กระจกทุกบานในบ้านทำจากเปลือกหอยตามสไตล์ดั้งเดิมของมาเก๊า และบ้านบางหลังจะมีหน้าต่างและระแนงไม้ในสไตล์ตะวันตก นอกจากนี้ ยังตกแต่งมุมหน้าต่างและประตูด้วยลวดลายแบบอินเดียเข้าไปด้วย ทำให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมที่นี่ได้รับอิทธิพลมาจากหลากหลายวัฒนธรรมเพราะการเข้ามาของโปรตุเกส

9

กินอาหารแมคกานีสที่ร้าน Riquexo 

และฟังเรื่องเล่าการผสมผสานของ 2 วัฒนธรรม

กินอาหารแมคกานีสที่ร้าน Riquexo

หากจะบอกว่าอาหารแมคกานีสคืออาหารที่ปรุงจากความรักก็คงไม่เกินจริงไปนัก

คำว่า แมคกานีส (Macanese) หมายถึง การผสมผสานของวัฒนธรรมโปรตุเกสและมาเก๊า ซึ่งมาจากการแต่งงานข้ามเชื้อชาติของชาวโปรตุเกสและชาวจีนดั้งเดิมซึ่งอาศัยอยู่ในเขตมาเก๊า เมื่อมีชาวโปรตุเกสเดินทางมาทำการค้าที่มาเก๊ามากเข้า จึงเกิดครอบครัวแบบผสมขึ้นจำนวนมากเช่นกัน รูปแบบการแต่งงานในมาเก๊าจึงมีทั้งพิธีแบบจีนและตะวันตกในวันเดียวกัน 

อาหารแมคกานีสจึงเป็นอาหารที่เกิดขึ้นในครัวของครอบครัวที่มีคู่สามีภรรยาเป็นชาวโปรตุเกสและชาวจีน

สมัยก่อน อาหารและเครื่องเทศจากตะวันตกต้องใช้เวลานานกว่าจะขนส่งมาถึง หรืออาจจะไม่มีมาเลย

ภรรยาที่ตั้งใจจะปรุงอาหารโปรตุเกสให้สามีและลูกๆ จึงต้องใช้ส่วนผสมที่หาได้ในท้องถิ่นแทนส่วนผสมดั้งเดิมจากโปรตุเกส เช่น ใช้กุนเชียงแทนไส้กรอกโปรตุเกส ไปจนถึงการคิดค้นรสชาติใหม่ๆ ให้อาหารออกมากลมกล่อม โดยเติมเครื่องปรุงรสแบบเอเชียลงไป เช่น พริก ขมิ้น ซอสถั่วเหลือง 

ความพยายามและความคิดสร้างสรรค์ในการปรุงอาหารนี้ทำให้เกิดเป็นการผสมผสาน 2 วัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ออกมาเป็นอาหารแมคกานีสที่ได้รับการขนานนามกลายๆ ว่าเป็นอาหารฟิวชันแรกของโลก

Sonia Palmer เจ้าของ ร้าน Riquexo เล่าให้เราฟังอย่างนั้น เธอและแม่คือคนกลุ่มน้อยในมาเก๊าที่สืบเชื้อสายแมคกานีส ที่มีความตั้งใจอยากแบ่งปันรสชาติอาหารสุดพิเศษที่ปรุงอย่างพิถีพิถันตามแบบฉบับของคนในบ้านให้คนอื่นๆ ได้กิน และที่สำคัญคือ เธออยากช่วยสืบสานอาหารแมคกานีสให้คงอยู่ต่อไป

ด้วยเอกลักษณ์ทางรสชาติและสูตรอาหารแมคกานีสแบบดั้งเดิม ทำให้ร้านอาหารเก่าแก่เล็กๆ นี้อยู่มายาวนานกว่า 30 ปี และดึงดูดให้ผู้คนในท้องถิ่น ทั้งคนมาเก๊าและคนจีนที่อาศัยอยู่ในมาเก๊า ยังแวะเวียนมาฝากท้องอยู่เสมอ

กินอาหารแมคกานีสที่ร้าน Riquexo

นอกจากมาเก๊าแล้วก็ไม่มีที่ไหนที่เราจะลิ้มลองอาหารแมคกานีสดั้งเดิมได้อีกแล้ว เมนูแนะนำคือ Curry Chicken แกงไก่รสชาติหวานมันตัดเลี่ยนด้วยความเผ็ด คล้ายกับมัสมั่น แต่ก็มีเสี้ยวรสชาติที่แตกต่าง อีกเมนูกินง่ายคือ Minchi เนื้อบดนึ่งซอสถั่วเหลือง หอมใหญ่ มันฝรั่งที่มีรสชาติแบบ Comfort Food เป็นจานที่เป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และ African Chicken ไก่อบราดซอสแกงเผ็ดเข้มข้น เมนูสูตรลับเฉพาะของคุณแม่ของ Sonia ตบท้ายด้วยของหวานอย่างเค้กช็อกโกแลตและพุดดิ้งลูกเกด ที่แม้จะเป็นขนมหวานยุโรป แต่ก็ปรุงด้วยสไตล์แมคกานีส

ที่เน้นการดึงรสชาติของส่วนผสมธรรมชาติออกมาให้มากที่สุด

10

Lord Stow’s Bakery ทาร์ตไข่เจ้าดังที่ทำโดยชาวอังกฤษ

Lord Stow’s Bakery ทาร์ตไข่เจ้าดังที่ทำโดยชาวอังกฤษ

ทาร์ตไข่เป็นอีกเอกลักษณ์ของมาเก๊าที่ใครมาก็ต้องลองสักครั้ง หลายคนคิดว่าทาร์ตไข่โด่งดังในมาเก๊าเพราะเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส และเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อค้าชาวโปรตุเกสนำเข้ามา แต่จริงๆ แล้ว Lord Stow’s Bakery เจ้าของทาร์ตไข่เจ้าแรกในมาเก๊าถูกคิดค้นโดยชาวอังกฤษ ผู้ได้แรงบันดาลใจมาจากการไปเที่ยวโปรตุเกส เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบกลมกล่อมที่ทำให้เราคิดว่ามาเก๊าเป็นเมืองแห่งการผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลายมากจริงๆ 

การมามาเก๊าครั้งนี้เราได้พบกับ Audrey Stow ลูกสาวของเจ้าพ่อทาร์ตไข่ชื่อดัง ที่จะมาเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ Lord Stow’s Bakery ให้เราฟัง 

Lord Stow’s Bakery ทาร์ตไข่เจ้าดังที่ทำโดยชาวอังกฤษ

Lord Stow’s Bakery คือร้านทาร์ตไข่เจ้าแรกของมาเก๊า ก่อตั้งโดย Andrew Stow เมื่อ ค.ศ. 1989 มีสาขาแรกอยู่ที่เกาะโคโลอาน

Andrew Stow เป็นหนุ่มอังกฤษที่ย้ายมาตั้งรกรากที่มาเก๊าและทำงานในแวดวงเภสัชกร ช่วงปลายยุค 80 เขาได้เดินทางไปโปรตุเกสและหลงใหลใน Pastel de Nata หรือทาร์ตไข่โปรตุเกสขึ้นมา จึงนึกอยากแบ่งปันรสชาตินี้ให้คนมาเก๊าได้ชิม เขากลับมามาเก๊าเพื่อคิดค้นสูตรขนมกับเพื่อนแบบเริ่มต้นจากศูนย์ จนออกมาเป็นทาร์ตไข่ที่แป้งบางกรอบ ทำด้วยมือทุกชิ้น สอดไส้คัสตาร์ดรสชาติละมุนตามสไตล์อังกฤษ โรยหน้าด้วยอบเชยและอบในอุณหภูมิพอเหมาะให้ออกมาเป็น Crème Brûlée ตามแบบฉบับโปรตุเกส

รสชาติที่แปลกใหม่และกลิ่นหอมนวลที่มาจากการอบสดใหม่ออกจากเตาในทุกวัน ทำให้ทาร์ตไข่ของร้านเบเกอรี่เล็กๆ ในเกาะโคโลอานนี้กลายเป็นขนมที่คนมาเก๊านิยมกินกันอย่างแพร่หลาย ทั้งๆ ที่เบเกอรี่ไม่ใช่อาหารหลักของคนท้องถิ่นมาก่อน และนับแต่นั้นทาร์ตไข่ก็กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของมาเก๊า และเป็นส่วนหนึ่งที่จุดกระแสความนิยมทาร์ตไข่ในเอเชียมากว่า 30 ปี

Lord Stow’s Bakery ทาร์ตไข่เจ้าดังที่ทำโดยชาวอังกฤษ

ทุกวันนี้ Lord Stow’s Bakery ขยายออกไปหลายสาขา แต่สาขาแรกที่เกาะโคโลอานยังเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศดั้งเดิมกันถึงถิ่น ในหนึ่งวันช่างทำขนมต้องอบทาร์ตไข่กว่า 21,000 ชิ้น เพื่อส่งไปตามสาขาต่างๆ แค่สำหรับสาขาโคโลอานก็มากถึง 8,000 ชิ้นเลยทีเดียว 

แม้ Andrew จะไม่อยู่แล้ว แต่เขาก็ส่งต่อความรักในทาร์ตไข่มายังน้องสาว ลูกสาว และพนักงานในร้าน เพื่อให้ขนมทุกชิ้นยังคงความพิเศษเหมือนในวันวาน คงเอกลักษ์ความอบอุ่นเหมือนทำให้คนที่รักทาน และให้ได้รสสัมผัสที่แตกต่างจากทาร์ตไข่เจ้าอื่นๆ ในมาเก๊า

Writers

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

ฟ้าใหม่ พงศกรเสถียร

อดีตสาวโฆษณาที่ตอนนี้รับงานอิสระอยู่บ้าน เพื่อทุ่มเทเวลาให้เต็มที่กับการแบ่งปันวิธีเป็น นักช้อปแฟชั่นที่ยั่งยืนเป็นมิตรต่อโลกผ่านเพจ Famai Disorder

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Cloud Journey

กิจกรรมที่จะพาผู้ร่วมทริปไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านกิจกรรม

The Cloud Journey ครั้งที่ 1 คือทริปที่ชวนผู้อ่านเที่ยวกรุงศรีอยุธยาแบบไม่เหมือนใครผ่านตัวละครจาก บุพเพสันนิวาส จัดโดย The Cloud และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง สนับสนุนโดยน้ำแร่มิเนเร่ ที่มีแหล่งน้ำอยู่ใต้พื้นดินของอยุธยา มีวิทยากรคือ จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา มัคคุเทศก์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม

ทริปนี้จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา แต่แฟนพี่หมื่นและแม่หญิงการะเกดที่พลาดมาร่วมเดินทางไม่ต้องเสียใจ เราบันทึกข้อมูลสนุกและน่าสนใจจากทริปไว้ให้ออเจ้าตามรอยกันเองได้เลย

The Cloud Journey

01

หมู่บ้านญี่ปุ่นและหมู่บ้านโปรตุเกส

เยี่ยมบ้านต้นตระกูลมารี กีมาร์ และเรียนรู้ประวัติการค้าสมัยอยุธยาที่ฟอลคอนเชี่ยวชาญ  

อยุธยา อยุธยา อยุธยา อยุธยา มารี กีมาร์ มารี กีมาร์

หมู่บ้านญี่ปุ่นและหมู่บ้านโปรตุเกสที่อยู่ตรงข้ามกันคนละฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้ คือถิ่นที่อยู่ของพ่อและแม่ของมารี กีมาร์ หรือแม่มะลิ พ่อของมารีเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น โปรตุเกส และเบงกอล ส่วนแม่เป็นญี่ปุ่นและโปรตุเกส ทั้งสองคนเป็นชาวคริสต์ที่ต้องลี้ภัยจากบ้านเกิดจากความขัดแย้งเรื่องศาสนามาอยู่ที่หมู่บ้าน 2 แห่งนี้

ภายในหมู่บ้านญี่ปุ่นมีภาพแผนที่แสดงเส้นทางการเดินทางของชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขาย และสร้างประโยชน์จนได้รับพระราชทานที่ดินเพื่อตั้งชุมชนในอยุธยา ซึ่งมีมากมายจนนับได้ว่าสยามในยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเป็นสังคมนานาชาติ โดยชุมชนแต่ละแห่งตั้งอยู่นอกเขตใจกลางเมือง เพราะเกิดเหตุการณ์ทหารอาสาต่างชาติบางกลุ่มก่อกบฏ พระเจ้าแผ่นดินเลยไล่ให้ชาวต่างชาติออกมาอยู่ด้านนอก ซึ่งการสร้างเมืองยุคต่อมาคือกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ก็ใช้ผังแบบเดียวกัน

มารี กีมาร์ เติบโตบนแผ่นดินไทย ก่อนจะสมรสกับออกญาวิชาเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน ขุนนางต่างชาติชาวกรีกที่สร้างความดีความชอบในราชสำนักจนได้ตำแหน่งดูแลการค้าขายกับชาติต่างๆ และช่วยให้ยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มีการติดต่อค้าขายกับต่างแดน

สินค้าของอยุธยานั้นมีหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือหนังสัตว์ เหตุผลก็เพราะว่าแม้อยุธยาเป็นเมืองท่าที่ไม่ได้อยู่ติดทะเล ตั้งอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดิน แต่ตำแหน่งที่ตั้งก็ทำให้คุม 3 ลำน้ำได้ เพราะอยุธยาล้อมรอบด้วยลำน้ำ 3 สายคือ เจ้าพระยา ป่าสัก และลพบุรี ต่างชาติที่เข้ามาซื้อของป่าซึ่งมีเยอะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปทำกำไร จึงเลือกซื้อสินค้าผ่านอยุธยาเพราะจะได้ไม่ต้องเดินเรือไปเอง ส่วนญี่ปุ่นซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อแม่มารีนั้นอยู่ในฐานะพ่อค้าคนกลาง รับซื้อของป่าจากอยุธยาแล้วนำไปขายต่อ เรือสินค้าที่เดินทางมาจากญี่ปุ่นต้องมีคนไม่ต่ำกว่าร้อยคนต่อลำ การค้าระหว่างญี่ปุ่นกับอยุธยาเฟื่องฟูมากที่สุดในสมัยโชกุนโตกุกาวา อิเอยาสึ โชกุนที่ปรากฏตัวในการ์ตูนเรื่อง อิกคิวซัง นั่นเอง

ที่หมู่บ้านญี่ปุ่นยังมีแผ่นโลหะรูปเรือหลากหลายชนิดเพื่อเล่าเรื่องเรือสินค้าสมัยอยุธยา คำว่า ‘สำเภา’  นั้นใช้เรียกเรือที่แล่นในฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยและทะเลจีน ท้องทะเลบริเวณนี้ไม่ลึกมาก สำเภาจึงมีท้องเรือกว้าง ส่วน ‘สลุป’ คือเรือที่วิ่งในทะเลอันดามัน มีท้องแหลมเป็นตัววีเพราะท้องทะเลส่วนนี้ลึก และ ‘กำปั่น’ คือเรือที่มาจากเมืองฝรั่ง ลักษณะเป็นเรือไม้ผสมเหล็ก

ส่วนท้ายหมู่บ้านเกือบติดริมแม่น้ำ มีนิทรรศการเล่าเรื่องมารี กีมาร์ ภายหลังการผลัดแผ่นดินที่ออกญาวิชาเยนทร์ต้องโทษจนเสียชีวิต มาดามฟอลคอนก็ถูกขังกว่า 2 ปี ก่อนที่ในบั้นปลายจะได้รับหน้าที่เป็นวิเสทหลวงหรือผู้ดูแลการครัวหลังจากรัชสมัยของพระเพทราชา (คำว่าท้าวทองกีบม้าที่เราคุ้นเคยนั้นเป็นชื่อตำแหน่งนี้) ชาวสยามสมัยนั้นไม่บริโภคไข่ไก่ นม เนย เพราะรู้สึกว่ามีคาว ส่วนน้ำตาลนั้นรู้จักแค่น้ำตาลโตนดกับน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อยเริ่มมาจากจีนและญี่ปุ่น ส่วนขนมที่มารีประยุกต์ขึ้นจากขนมโปรตุเกสนั้น สมัยอยุธยาเรียกทองหยิบว่า ทองกีบม้า และการจับจีบสมัยก่อนทำแค่ 3 จีบ ส่วนฝอยทองเรียกว่า ทองพยศ และขนมหม้อแกงเรียกกันว่า กุมภมาศ

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.
02

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

เห็นความรุ่งเรืองของอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ยุคที่ฝรั่งเข้ามาทำการค้า

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

นอกจากเป็นโลเคชันถ่ายทำฉากห้องเรียนของเกศสุรางค์และเรืองฤทธิ์แล้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ยังเป็นที่รวมของชั้นเลิศของอยุธยาซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองในหลายยุคสมัย รวมถึงรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์

เมื่อก้าวเข้าด้านในจะพบเศียรพระพุทธรูปยุคอู่ทองตอนต้นตั้งตระหง่าน การที่ช่างสมัยนั้นสร้างเศียรพระพุทธรูปใหญ่ขนาดนี้ได้ สะท้อนว่านอกจากเป็นศูนย์กลางการค้า อยุธยายังเป็นศูนย์รวมช่างฝีมือ วิธีสังเกตว่าพระพุทธรูปนี้เป็นศิลปะอยุธยาตอนต้นคือ พระพักตร์เคร่งขรึม มีโครงเหลี่ยมคล้ายศิลปะเขมร พราะเกศาเป็นเม็ดละเอียดเหมือนหนามขนุน

ขณะที่พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยจะต่างไป มีรัศมีเป็นรูปเปลวไฟเหนือพระเศียรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา รวมถึงมีพระเกศาขมวดเป็นรูปก้นหอย พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อยคล้ายอมยิ้ม พระศอเป็นปล้อง พระอังสา (บ่า) ใหญ่ บั้นพระองค์ (เอว) เล็ก และประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานเตี้ย ในทางศิลปะบอกว่าพระพุทธรูปแบบนี้มีความงามในทางสรีระเพราะไม่มีเส้นตรงเลย แต่ในทางศิลปะอีกเช่นกันที่บอกว่าพระสุโขทัยงามเฉพาะหน้าตรงเท่านั้น ด้านข้างไม่งาม แต่พระอยุธยานั้นงามทั้งสามด้านคือซ้าย กลาง และขวา

นอกจากพระพุทธรูปอันงดงาม โบราณวัตถุอีกชิ้นที่ไม่ควรพลาดคือ โขนเรือรูปครุฑ เพราะนี่คือหนึ่งในโขนเรือเก่าแก่ที่สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือเยี่ยมซึ่งยังหลงเหลือมาถึงยุคปัจจุบัน ในยุคสมัยนั้นกระบวนเรือพระราชพิธียิ่งใหญ่อลังการมาก ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มีฝรั่งบันทึกไว้ว่ามีเรือไม่ต่ำกว่า 300 ลำ และมีฝีพายไม่ต่ำกว่า 20,000 คนเลยทีเดียว

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น.
ค่าเข้าชม | ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 150 บาท
*หมายเหตุ สำหรับกรณีเข้าชมเป็นหมู่คณะ กรุณาทำหนังสือติดต่อเข้ามาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เพื่อขอละเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชม เป็นเวลาล่วงหน้าก่อน 3 วันทำการ โดยส่งมาตามที่อยู่ โทรสาร หรือที่อีเมล [email protected]
03

เรือนไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

ไปดูว่านายและบ่าวอย่างพี่ผิน พี่แย้ม อยู่อย่างไรในเรือน และชมเครื่องกรองน้ำแม่หญิงการะเกด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เครื่องกรองน้ำ เครื่องกรองน้ำ ชุดไทย

ชีวิตของตัวละครในเรื่อง บุพเพสันนิวาส เชื่อมโยงอยู่กับเรือนไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ของบ้านเรา จุดเด่นของเรือนไทยคือหลังคาจั่วตั้ง ด้านข้างลาดลงเล็กน้อย เพราะอยุธยาเป็นเมืองฝนตกชุก จั่วทรงนี้จึงช่วยชะลอน้ำฝนในยามฝนตกหนัก ทำให้น้ำฝนไม่ไหลแรงลงตัวบ้าน ไม่ไหลทิ้ง รองเก็บไว้กินได้ และความสูงของหลังคาทรงนี้ยังทำให้อากาศถ่ายเทได้ดีด้วย ส่วนตัวบ้านล้มผนังลงนิดเกิดลักษณะการยึดโยง ใต้ถุนสูง พื้นกระดานปูไม่ติดกัน เพื่อให้ลมถ่ายเท อากาศปลอดโปร่งเย็นสบาย

เรือนไทยนี้เป็นแบบเดียวกับเรือนของออกญาโหราธิบดีในละครที่เรียกว่า เรือนเครื่องสับ หรือเรือนที่มีลักษณะคุมเข้าด้วยกันด้วยวิธีเข้าไม้โดยใช้สลักลิ่มและเดือย ตัวเรือนมีลักษณะอยู่รวมกันเป็นหมู่เรือน ตรงกลางคือหอนั่ง แยกจากหอนั่งคือห้องนอนของสมาชิกในครอบครัว เหมือนที่พี่หมื่นฯ และแม่การะเกดมีห้องของตัวเองเรียกว่า หอนอน ส่วนเรือนครัวกับเว็จ (ส้วม) ปกติจะแยกออกไปไม่อยู่ในบ้าน ตัวห้องครัวจะทำฝาเป็นไม้ไผ่เพื่อให้ลมผ่านได้ เรียกว่า ฝาสำหรวด เรือนบ่าวหรือที่พักทาสอย่างจ้อยก็แยกไปอยู่ด้านล่างเช่นกัน ยกเว้นพี่ผิน พี่แย้ม ที่ในละครนั้นอยู่ในฐานะบ่าวพี่เลี้ยงของแม่หญิงการะเกด จึงได้นอนอยู่หน้าหอนอน

บริเวณด้านบนของหน้าต่างและตามชายคาเรือนไทยนี้มีตัวอย่างเครื่องแขวนดอกไม้สดแขวนอยู่ เหมือนที่เห็นได้ในเรือนของออกญาโหราธิบดี โดยในสมัยอยุธยาจะใช้ดอกไม้สดมากรอง เพราะถือเป็นน้ำหอมปรับอากาศชั้นดีรวมถึงเป็นการอวดฝีมือการทำเครื่องแขวนอีกด้วย

ภายในเรือนมียกพื้นหลายระดับ ตรงส่วนชานบ้านจะเป็นที่นั่งของบ่าวอย่างพี่ผิน พี่แย้ม ส่วนคนเป็นนายจะนั่งสูงขึ้นไปและนั่งบนตั่ง เหตุผลของการทำธรณีประตูให้สูงก็เพื่อป้องกันสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์มีพิษเข้าบ้านเมื่อฝนตกชุก         

บนเรือนนี้ยังมีเครื่องกรองน้ำซึ่งเป็นเรื่องที่คนพูดถึงกันทั่วโลกโซเชียล เครื่องกรองน้ำที่นี่เป็นเครื่องโบราณทำจากหินทรายของจริง วิธีการกรองก็ไม่ต่างจากที่แม่หญิงการะเกดเคยสาธิต นั่นคือใส่นุ่น ถ่าน ทรายละเอียด ทรายหยาบ กรวดเล็ก และกรวดใหญ่ลงในเครื่อง (ลำดับนี้เรียงตามชั้นล่างสุดถึงชั้นบนสุด)  นุ่น ทราย และกรวด จะทำให้น้ำที่ตักมาใส่สะอาดมากขึ้นจนดื่มได้ ส่วนถ่านช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่ถ้าคิดว่าการประดิษฐ์เครื่องกรองน้ำดูยุ่งยากไป แนะนำให้ดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ 100% ตรามิเนเร่ จากแหล่งน้ำใต้พื้นดินเมืองอโยธยา ที่สะอาดมีประโยชน์ และมีแบบฝา Active Cap ที่เปิดได้ 180 องศา รวมถึงปิดสนิทไม่หก

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น.
ค่าเข้าชม | ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 150 บาท
*หมายเหตุ สำหรับกรณีเข้าชมเป็นหมู่คณะ กรุณาทำหนังสือติดต่อเข้ามาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เพื่อขอละเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชม เป็นเวลาล่วงหน้าก่อน 3 วันทำการ โดยส่งมาตามที่อยู่ โทรสาร หรือที่อีเมล [email protected]
04

สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด

คารวะท่านตาของหลวงศรียศ

สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด น้ำดื่ม

หลวงศรียศ ตัวละครมุสลิมในละครมีประวัติน่าสนใจทีเดียว เขาเป็นจุฬาราชมนตรี หรือผู้นำศาสนาอิสลามคนที่ 2 ของราชอาณาจักรสยาม โดยปฐมจุฬาราชมนตรีคือเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) คุณตาของเขานั่นเอง

ร่อยรอยของตระกูลนี้อยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏอยุธยา สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายกตั้งเด่นเป็นสง่าในสถานศึกษา เฉกอะหมัดเป็นชีก (Sheikh) ผู้นำของกลุ่มคนที่เร่ร่อนไปในทะเลทราย ที่เดินทางนำสินค้าจากเปอร์เซียเข้ามาขายในราชสำนักอโยธยา ทำงานจนได้รับหน้าที่เป็นล่ามให้หมู่พ่อค้าแขกต่างชาติ ช่วงแรกที่เฉกอะหมัดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร ท่านมีบทบาทสำคัญในการช่วยพระเจ้าทรงธรรมปราบกบฏญี่ปุ่น เลยตั้งถิ่นฐานบริเวณตะเกี่ย อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะเมือง มีคนอยู่ประมาณเกือบ 3,000 ครัวเรือน

เฉกอะหมัดเป็นหัวหน้าชาวมุสลิม กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่นับถือนิกายชีอะห์ ต่อมาในสมัยพระเจ้าทรงธรรม พระยาเพ็ชร์พิไชย ลูกหลานในตระกูลของเฉกอะหมัดเปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธเมื่อตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี ตระกูลนี้จึงแบ่งเป็นสายนับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม โดยรับราชการในตำแหน่งสำคัญๆ สืบเนื่องมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ปัจจุบันตระกูลที่สืบทอดมาจากเฉกอะหมัดและหลวงศรียศ คือตระกูลบุนนาคนั่นเอง

05

วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ

เยี่ยมบ้านเก่าของพระเพทราชา และตลาดที่แม่การะเกดซื้อดินสอ

วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ ชุดไทย อยุธยา

ถัดจากสุสานเจ้าพระยาบวรราชนายกไปนิดเดียวจะพบวัดบรมพุทธาราม เดิมเป็นที่ตั้งนิวาสถานของพระเพทราชา 

วัดโบราณนี้มีชื่อเล่นว่าวัดกระเบื้องเคลือบ เพราะแทนที่จะมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ที่นี่มุงหลังคาพระอุโบสถด้วยกระเบื้องเคลือบ แม้ปัจจุบันร่องรอยจะหายไปเกือบหมดแล้ว แต่เราก็ยังเห็นสถาปัตยกรรมสวยงามอ่อนช้อยของยุคที่ศิลปะอยุธยารุ่งเรืองเกือบถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ยอดทรงปรางค์เหมือนฝักข้าวโพดแบบศิลปะเขมร มีซุ้มจรนำสวยงามสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป และซุ้มประตูที่ยังเหลือร่องรอยปูนปั้นอันประณีตบรรจง ซึ่งเหลือเพียงไม่กี่แห่งในเมืองไทยเท่านั้น

วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ

ข้างวัดมีสะพานที่เรียกว่าสะพานข้ามคลองฉะไกรน้อย เป็นศิลปกรรมเปอร์เซีย สังเกตบริเวณโค้งใต้สะพานที่ทำเป็นแบบอินโด-อิหร่าน คือเป็นซุ้มกลีบบัว บริเวณหน้าสะพานคือป่าดินสอ หรือตลาดที่แม่การะเกดมาซื้อดินสอหินเขียนกระดานชนวนนั่นเอง ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยปรับพื้นที่ให้กลายเป็นตลาดเล็กๆ ในตอนเย็น ใครผ่านมาตามรอยแม่การะเกดที่นี่ก็จะได้ช้อปปิ้งหน้าวัดโบราณแสนร่มรื่นแบบเดียวกับแม่หญิงคนงาม

06

วัดสุวรรณดาราราม

ชมจิตรกรรมฝาผนังที่เฉลยเรื่องที่เราไม่เคยรู้ของโกษาเหล็ก โกษาปาน และพบเหตุผลว่าทำไมจ้อยชอบตีไก่

วัดสุวรรณดาราราม วัดสุวรรณดาราราม วัดสุวรรณดาราราม วัดสุวรรณดาราราม

ชื่อวัดที่ไพเราะเพราะพริ้งคล้ายกับวัดหนึ่งย่านบางกอกน้อย คือวัดสุวรรณดาราราม นิวาสสถานเดิมพระราชบิดาของรัชกาลที่ 1 ท่านชื่อว่าท่านทองดี แม่ท่านชื่อดาวเรือง เมื่อนำมาผนวกกันจึงเป็นชื่อสุวรรณดาราราม เป็นวัดที่พระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์บูรณะอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ไม่น่าพลาดคือจิตรกรรมในพระวิหารเรื่องพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชซึ่งวาดในสมัยรัชกาลที่ 7 คนวาดคือจิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีชื่อเสียงมาจนถึงช่วงรัชกาลที่ 7 คือพระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) ความเข้าใจเกี่ยวกับพระนเรศวรของเราส่วนใหญ่ก็มาจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตีไก่ชนกับนันทบุเรง หรือสงครามชนช้าง ซึ่งรายละเอียดถูกแต่งเติมในพงศาวดารชั้นหลัง

วัดสุวรรณดาราราม

ภาพตีไก่ชนแสดงให้เห็นกีฬาบันเทิงที่ชายสมัยโบราณนิยมชมชอบ เป็นมรดกตกทอดมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และนี่คือเหตุผลที่บ่าวผู้รักความสนุกสนานอย่างจ้อยชอบอุ้มไก่ไปไหนมาไหน

ในภาพจิตรกรรมยังมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่สืบเนื่องมาจากขุนนางมอญ 2 คนคือพระยาเกียรติและพระยารามได้รับคำสั่งให้มาลอบปลงพระชนม์พระนเรศวร แต่ทั้งคู่เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกับพระนเรศวร จึงลอบนำข่าวมาบอกพระมหาเถรคันฉ่องผู้เป็นอาจารย์ เมื่อพระนเรศวรทรงทราบจึงทรงตัดสัมพันธไมตรีกับทางพม่าโดยการหลั่งทักษิโณทก

วัดสุวรรณดาราราม

พระยาเกียรติมีบุตรคนหนึ่งที่ต่อมาได้สมรสกับสนมในสมเด็จพระเอกาทศรถ มีธิดาชื่อท่านบัว ต่อมาท่านบัวได้เป็นพระนมดูแลสมเด็จพระนารายณ์ รู้จักกันในนาม ‘เจ้าแม่วัดดุสิต’ ท่านบัวมีลูกชายชื่อเหล็กและปาน ต่อมาลูกๆ ของท่านกลายเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ดูแลพระคลังสินค้าให้สมเด็จพระนารายณ์ และ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีที่ประเทศฝรั่งเศส

คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่าโกษาปานเกี่ยวเนื่องกับราชวงศ์จักรีโดยตรง เนื่องจากรัชกาลที่ 1 (พระนามเดิมทองด้วง) มีพ่อชื่อทองดี มีปู่ชื่อทองคำ มีทวดชื่อขุนทอง และมีเทียดชื่อปาน ดังนั้น ราชทูตผู้เดินทางไปฝรั่งเศสคนนี้ก็คือต้นตระกูลของปฐมกษัตริย์แห่งรัตนโกสินทร์นั่นเอง

07

ชมวิถีชีวิตชาวอยุธยาที่ผูกพันกับน้ำ

ล่องเรือดูจุดที่เรือพี่หมื่นฯ และแม่หญิงการะเกดล่ม ชมวัดไชยฯ ที่เป็นจุดเริ่มต้นรักข้ามภพ

แม่น้ำ

เรือ

ลอดช่อง

คนอยุธยาเมื่อก่อนอยู่กับน้ำ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่ช่วงบ่ายเราได้ล่องเรือเอี้ยมจุ๊นจำลองวิถีชาวน้ำแบบคนสมัยก่อน ในอดีตนั้นเรือเอี้ยมจุ๊นใช้บรรทุกข้าวและเกลือ แต่พอถึงยุคปัจจุบันสมัยของเกศสุรางค์และเรืองฤทธิ์ เรือเอี้ยมจุ๊นที่ความหมายแปลว่าเรือเกลือก็ถูกใช้เป็นเรือท่องเที่ยว เรือรับประทานอาหาร

พอได้ล่องเรือสมมติว่าตัวเองเป็นชาวกรุงเก่า จึงได้เรียนรู้ว่าเวลาคนสมัยก่อนพายเรือไปไหนมาไหนนั้นดูอย่างไรว่าตรงไหนเป็นบ้านคน ตรงไหนเป็นศาสนสถาน ตรงไหนเป็นวังเจ้า

เฉลยให้ออเจ้าร้องอ๋อว่า ดูสิ่งที่โผล่พ้นยอดไม้

ศาสนสถานจะมียอดเจดีย์ ถ้าต้องการให้มองเห็นได้แต่ไกลก็ปิดทอง ประดับกระจก จนสะท้อนแสงและเห็นจากที่ไกลๆ ได้

คนโบราณเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นเทวดาอวตารมายังโลกมนุษย์เพื่อทำหน้าที่ เมื่อเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นสมมติเทพ ที่ประทับของพระองค์จึงต้องมี ‘มหาปราสาท’ อย่างเทวดาบนสวรรค์

ในรัชสมัยพระนารายณ์ก็มีพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท สถานที่ประกอบพิธีสำคัญของราชสำนักและที่รับแขกบ้านแขกเมืองของพระมหากษัตริย์ เห็นได้จากฉากที่เชอวาลิเยร์ เดอ โชมองต์ ผู้แทนพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เข้าเฝ้าและถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์

ส่วนบ้านคนที่ไม่มียอดปรางค์ ยอดมหาปราสาท ก็ให้ดูต้นไม้ที่มีความสูงเป็นพิเศษอย่างต้นตาล ต้นมะพร้าว ต้นหมาก ใน 3 อย่างนี้มะพร้าวนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่เกิดยันตาย จึงอยู่ใกล้เรือนที่สุด

แม่น้ำ ป้อมเพชร

เรือเอี้ยมจุ๊นแล่นผ่านป้อมเพชร ป้อมที่มีความสำคัญมากที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อก่อนมีป้อมเรียงรายออกมาเป็นปีกกา แต่ทุกวันนี้เหลือเพียงบางส่วนเท่านั้น ตลาดประตูจีนในละคร บุพเพสันนิวาส ก็คือบริเวณหน้าป้อมเพชรนี้

ป้อมเพชรตั้งอยู่ตรงจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักพอดี จึงมีวังน้ำวนขนาดใหญ่และมักมีเรือถูกดูดลงไป ตำบลฝั่งตรงข้ามจึงได้ชื่อว่า ‘สำเภาล่ม’ เรือของพี่หมื่นฯ และการะเกดเองก็เคยเผลอผ่านเข้ามาในเขตน้ำวนจนพลาดท่าตกน้ำ กลายเป็นฉากเมาท์ทูเมาท์ที่ลือกระฉ่อนไปทั่วอยุธยา

จากนั้นก็มาถึงจุดสุดท้ายที่น่าสนใจคือ วัดไชยวัฒนารามอันงดงาม

อยุธยา

อยุธยา

“บ้านเราอยู่ใกล้ๆ วัดไชยหรือคะเนี่ย” ถ้ายังจำกันได้ คงรู้ว่าแม่หญิงการะเกดนั้นตื่นเต้นนักหนาที่เรือนออกญาโหราธิบดีนั้นอยู่ละแวกวัดไชยวัฒนาราม อันเป็นจุดเริ่มต้นของการข้ามภพ

แล้วทำไมการะเกดต้องตื่นเต้นขนาดนี้? …ก็เพราะวัดไชยวัฒนารามตั้งอยู่บริเวณโค้งน้ำอันโดดเด่น มีผังที่จำลองมาจากรูปแบบของจักรวาลคล้ายพระเมรุมาศที่เราเคยเห็นกัน และยังมีความสำคัญในฐานะเป็นนิวาสสถานเดิมของพระเจ้าปราสาททอง 

ความงามของที่นี่ไม่ได้มีแค่พระปรางค์ประธานอย่างเดียว แต่มีอาคารทรงปราสาทยอดที่เรียกว่า เมรุทิศเมรุราย รายรอบระเบียงคดทั้งแปดทิศ ซึ่งหาดูที่ไหนในอยุธยาไม่ได้ มีเพียงที่ปราสาทนครธมในเมืองพระนครของกัมพูชาเท่านั้น โดยมีลักษณะต่างกันแค่ที่ปราสาทนครธมสร้างเป็นรูปพรหมพักตร์

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.30 – 16.30 น.
ค่าเข้าชม | ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท (หรือสามารถซื้อบัตรรวมราคา ชาวไทย 60 บาท ชาวต่างประเทศ 180 บาท โดยบัตรนี้สามารถเข้าชมวัดและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ภายในระยะเวลา 30 วัน อันได้แก่วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังหลวง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดไชยวัฒนาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม)
*หมายเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30 – 21.00 น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน

เรื่องราวประวัติศาสตร์และวิถีของชาวอยุธยาผ่านหลากหลายตัวละครใน บุพเพสันนิวาส และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยระหว่างทางของ ‘The Cloud Journey : เมื่อคิดให้ดีโลกนี้ประหลาด…’ น่าจะช่วยให้ผู้ที่ตั้งใจไปตามรอยละครประวัติศาสตร์ บุพเพสันนิวาส ท่องเที่ยวได้อย่างมีอรรถรสมากขึ้น

เวลาเพียงวันเดียวอาจไม่เพียงพอให้เก็บเกี่ยวเรื่องราวทั้งหมดของประวัติศาสตร์อยุธยาที่ดำเนินมากว่า 417 ปีได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเสี้ยวหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง ที่เราได้ฟังประวัติศาสตร์จากผู้รู้

ตลอดทริปเราถูกย้ำเสมอว่า ก่อนจะเชื่อเรื่องอะไรให้อ่านพงศาวดารหลายๆ ฉบับเปรียบเทียบกัน หากกล่าวตรงกันหลายฉบับแสดงว่าพอจะเชื่อถือได้ ข้อมูลบางอย่างที่เรารับรู้กันทุกวันนี้อาจมาจากแหล่งข้อมูลเดียว ซึ่งเขียนขึ้นเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ออเจ้านักท่องเที่ยวที่มีใจรักในประวัติศาสตร์จึงพึงเปิดใจให้กว้าง อ่านและฟังข้อมูลจากหลายๆ ที่ (รวมข้อมูลของ The Cloud ไปด้วยนะ) และอย่าลืมติดน้ำแร่แก้กระหายกันไปด้วย ถ้าจะให้ดีต้องเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ 100% ตรามิเนเร่นะ จากนั้นก็ออกเดินทางไปเที่ยวอยุธยากันเถอะ

Supported By

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load