The Cloud x การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย x Air Asia

มาเก๊าเป็นเขตปกครองพิเศษเล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทางตะวันออกของจีน และอยู่ทางตะวันตกของพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล ทั้งเมืองมีพื้นที่เพียง 32 ตารางกิโลเมตร เท่านั้น แต่ความน่าสนใจของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ คือประวัติศาสตร์การพบกันของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ให้เราได้เห็นกันทุกวันนี้

ชาวโปรตุเกสคือชาวยุโรปชาติแรกที่เดินเรือเข้ามาทำการค้ากับมาเก๊าใน ค.ศ. 1550 และทำให้มาเก๊ากลายเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของเส้นทางสายไหมเพราะการส่งออกชาและผ้าไหม จากเมืองท่าที่โปรตุเกสเข้ามาตั้งคลังสินค้า จนตกอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ก่อนที่โปรตุเกสจะส่งคืนให้สาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1999

ตลอด 460 ปี ที่มาเก๊าอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส เราจึงได้เห็นการผสมผสานวัฒนธรรม ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ศาสนา อาหาร และการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ เกิดชนพื้นเมืองที่เรียกว่า ชาวมาเก๊า หรือชาวแมคกานีส (Macanese) และทำให้มาเก๊ามีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ในเดือนธันวาคมปี 2562 นี้ มาเก๊ากำลังจะมีวาระครบรอบ 20 ปี ที่โปรตุเกสคืนเขตปกครองพิเศษมาเก๊าให้แก่จีน เดือนกันยายนที่ผ่านมา The Cloud การท่องเที่ยวมาเก๊าแห่งประเทศไทย และแอร์เอเชีย จึงจัดกิจกรรม The Cloud Journey 07 : Macanese Culture และเปิดรับสมัครเพื่อนร่วมทริปเดินทางไปทำความรู้จักมาเก๊าและวัฒนธรรมแมคกานีสด้วยกันที่มาเก๊าตลอด 3 วัน 2 คืน

ถ้าจะให้รู้จักมาเก๊าแบบลงลึกจริงๆ คงต้องฟังจากปากคนมาเก๊า เราจึงเชิญวิทยากรพิเศษ Nero Lio ซึ่งเป็น Vice Chair of Assembly จาก Macao Heritage Ambassadors Association องค์กรที่ให้การสนับสนุนคนรุ่นใหม่ในมาเก๊าศึกษาประวัติศาสตร์ และช่วยผลักดันเรื่องการขึ้นทะเบียนสถานที่สำคัญให้เป็นมรดกโลก เป็นผู้นำชมสถานที่สำคัญและเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ให้เราได้ฟังในทริปนี้

แม้ว่ามาเก๊าจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่กลับมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งถูกอนุรักษ์ไว้ด้วยการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO แล้วกว่า 25 แห่ง และยังมีสถานที่ที่อยู่ในระหว่างการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลอีกกว่า 128 แห่ง แต่จะให้ไปทั้งหมดในเวลา 3 วัน คงไม่พอ เราจึงขอเก็บเรื่องเล่าจาก 10 สถานที่ ที่น่าสนใจมาให้อ่านกัน เผื่อว่าใครที่มีแพลนกำลังจะไปมาเก๊าจะได้ไปตามรอยกันได้

1

ย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับ ‘มาเก๊า’ ที่ Macao Museum

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ใครที่มามาเก๊าครั้งแรกและอยากเข้าใจความเป็นมาของมาเก๊า เราอยากชวนมาย้อนเวลาด้วยกันที่ Macao Museum ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวของมาเก๊าเอาไว้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และทำให้เราเห็นการเข้ามาของวัฒนธรรมโปรตุเกสในมาเก๊าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในอดีต มาเก๊าถูกเรียกว่า ‘โอหมูน’ หรือ ‘ประตูแห่งการค้าขาย’ เนื่องจากเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ ณ ปากแม่น้ำจูเจียงหรือแม่น้ำเพิร์ลทางตอนใต้ของมณฑลกวางเจา ในขณะนั้นมาเก๊าเป็นเพียงหมู่บ้านเกษตรกรรมและประมงเล็กๆ มีชาวประมงจากมณฑลฝูเจี้ยนและชาวนาจากมณฑลกวางตุ้งเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มาตั้งรกราก

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ชาวโปรตุเกสคือชาวยุโรปชาติแรกที่เดินเรือมาพบมาเก๊าใน ค.ศ. 1550 ในอดีต ชาวโปรตุเกสเป็นชาติแรกที่เดินเรือรอบโลกสำเร็จ จึงมีการล่าอาณานิคมและทำการค้ากับหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น หรือประเทศในทวีปแอฟริกา เพื่อสร้างคลังสินค้าและทำการค้ากับชนพื้นเมืองต่างๆ ที่ไปถึง สินค้าที่เป็นที่นิยมและขายได้ราคาดีที่สุดจากมาเก๊าคือชาและผ้าไหม จึงทำให้มาเก๊าเป็นอีกหนึ่งเมืองท่าสำคัญของการทำการค้าบนเส้นทางสายไหม ภายในพิพิธภัณฑ์มาเก๊าจึงมีการจำลองเส้นทางการเดินเรือของโปรตุเกสและการลำเลียงสินค้าภายในเรือให้เราได้เห็นกัน 

เมื่อมีชาวโปรตุเกสเดินทางมาทำการค้าที่มาเก๊ามากขึ้น มีการเช่าพื้นที่คนท้องถิ่นเพื่อก่อตั้งคลังสินค้าและทำธุรกิจร่วมกัน ทำให้ชาวมาเก๊าและชาวโปรตุเกสมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและกันมากขึ้น กระทั่งแต่งงานข้ามเชื้อชาติ ซึ่งเป็นที่มาของชนพื้นเมืองมาเก๊าตั้งแต่นั้นมา

การเข้ามาปกครองมาเก๊าของโปรตุเกสไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำสงคราม แต่เกิดจากความสัมพันธ์ทางการค้าที่ค่อยๆ พัฒนาและขยายขอบเขตการเช่าพื้นที่ไปเรื่อยๆ ในอดีต เนื่องจากในอดีตมาเก๊าไม่ได้เป็นเมืองสำคัญของจีน จึงทำให้โปรตุเกสขอเช่าพื้นที่ทั้งหมดของมาเก๊าตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นไป การตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสจึงทำให้สถาปัตยกรรมในย่านสำคัญใจกลางเมืองมาเก๊าเต็มไปด้วยตึกสไตล์โคโลเนียลอย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ ในช่วงแรกตึกเหล่านี้ไม่มีการกำหนดสีเอาไว้ แต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีการกำหนดให้สีชมพูเป็นตึกที่เกี่ยวข้องกับการทหาร ตึกสีเหลืองเกี่ยวข้องกับศาสนา และตึกสีเหลืองแดงเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม 

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ภายในพิพิธภัณฑ์ยังจำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนมาเก๊าในอดีตเอาไว้ บ้านของคนมาเก๊าจะเป็นบ้านอิฐหรือปูนหลังเล็กๆ เพราะคนมาเก๊าส่วนใหญ่เป็นชาวประมงและเป็นแรงงาน ไม่ได้มีฐานะดีมาก จุดสังเกตคือจะมีประตูไม้ 3 ชั้น ปรับเปลี่ยนการใช้งานตามสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของเมืองริมอ่าว ในขณะที่บ้านของคนโปรตุเกส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าและข้าราชการในสมัยนั้น เป็นบ้านปูน 2 ชั้น มีระเบียงโอ่โถง สีสันสดใส มีบานประตูและบานหน้าต่างโค้งตามสไตล์โคโลเนียล

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

เรายังคงเห็นโรงน้ำชาแบบดั้งเดิมที่เป็นเครื่องยืนยันว่าชาคือสิ่งที่คนมาเก๊าโปรดปราน เพราะในปัจจุบันนี้คนมาเก๊ายังคงไปร้านน้ำชาเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารบ้านเมืองกันเหมือนเดิม และยังมีโรงงานผลิตประทัดและดอกไม้ไฟ ซึ่งเคยเป็นสินค้าส่งออกจากมาเก๊าไปขายในเมืองอื่นๆ ในจีนอีกด้วย 

2

ดูวิวมาเก๊า 360 องศาที่ป้อมปราการมองเต้

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ป้อมปราการมองเต(Monte Fort) เป็นป้อมปราการเก่าแก่ใจกลางเมืองที่ทำให้เราเห็นความผสมผสานของเมืองแบบ 360 องศา เราจะได้เห็นทั้งวิวเมืองเก่าที่ผสมผสานระหว่างความเป็นจีนและโปรตุเกส เห็นย่านที่พักอาศัยของคนมาเก๊าในปัจจุบัน คาสิโนของเจ้าพ่อมาเก๊า ไปจนถึงเมืองจูไห่ ประเทศจีน 

ในอดีต ป้อมปราการแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1616 และตั้งป้อมปืนใหญ่เอาไว้รอบด้าน เพื่อเป็นฐานป้องกันโบสถ์เซนต์ปอลจากการโจมตีของเหล่าโจรสลัดและการรุกรานจากต่างชาติ

ครั้งหนึ่งชาวดัตช์เคยเดินเรือมารุกรานมาเก๊าบริเวณปากแม่น้ำเพิร์ล คณะบาทหลวงเยซูอิตซึ่งเป็นผู้ดูแลป้อมปราการช่วงที่ทหารชาวโปรตุเกสออกไปเดินเรือ จึงยิงปืนใหญ่เพื่อป้องกันเมืองเอาไว้ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะในครั้งนั้น สถานที่ที่ชาวดัตช์บุกเข้ามาในอดีตจึงถูกเรียกว่า Victory Park ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะอยู่ใกล้กับป้อมปราการเกีย ป้อมปราการที่สูงที่สุดในมาเก๊า

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ใน ค.ศ. 1838 ป้อมปืนใหญ่ถูกไฟไหม้พร้อมกับวิทยาลัย Jesuit และโบสถ์เซนต์ปอล เมื่อหมดยุคล่าอาณานิคม ใน ค.ศ. 1965 บางส่วนของป้อมปืนใหญ่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสำนักงานของกรมอุตุนิยมวิทยามาเก๊า

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1998 จนถึงปัจจุบัน ชั้นล่างของป้อมปราการถูกเปลี่ยนไปเป็นพิพิธภัณฑ์มาเก๊า พื้นที่โดยรอบป้อมปราการกลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจของชาวมาเก๊า ใครอยากสัมผัสวิถีชีวิตของคนมาเก๊ามากขึ้น เราแนะนำให้มาลองวิ่งที่นี่ตอนเช้าดูนะ เป็นเส้นทางวิ่งที่ได้เห็นวิวมุมสูงไม่ซ้ำกันเลยสักด้าน

3

ตามรอยศาสนาคริสต์ที่หน้าประตูโบสถ์เซนต์ปอล

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ใครมามาเก๊าก็ต้องมาดูซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) แลนด์มาร์กสำคัญของมาเก๊าที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองมาตั้งแต่ ค.ศ. 1602 แต่เราอยากชวนมองรายละเอียดและประวัติศาสตร์ที่ลึกลงไปมากกว่านั้น

โบสถ์นี้ออกแบบโดยนักบวชคณะเยซูอิตชาวอิตาลี โดยความช่วยเหลือของคริสตชนชาวญี่ปุ่น ในอดีตเคยเป็นวิทยาลัยสอนศาสนาและวิทยาการต่างๆ ให้คณะนักบวชเยซูอิตก่อนจะเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเอเชีย ที่นี่จึงเป็นสถานที่สำคัญในการเผยแพร่ศาสนาและวิทยาการต่างๆ จากโปรตุเกส 

ก่อนที่จะเหลือเพียงฟาซาด (Facade) หรือผนังด้านหน้าของตัวโบสถ์ โบสถ์แห่งนี้ถูกไฟไหม้ถึง 3 ครั้ง หลังจากบูรณะมา 2 ครั้ง ก็เกิดพายุไต้ฝุ่นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในมาเก๊าใน ค.ศ. 1835 และเกิดเพลิงไหม้อีกเป็นครั้งที่ 3 ทำให้ตัวอาคารเสียหายทั้งหลัง เหลือเพียงผนังด้านหน้าที่ยังคงสมบูรณ์ และถูกบูรณะให้เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

หากแหงนหน้ามองลึกลงไปที่รายละเอียดของฟาซาด จะพบการผสมผสานทางวัฒนธรรมอยู่ในนั้น รูปปั้นเทพทั้งเจ็ดเเห่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์ ได้แก่ นกพิราบ พระเยซู พระแม่มารีย์ The Beautified Francisco de Borja, St.Lgnatius, St.Francisco Xavier และ The Beautified Luis Gonzaga และยังมีรูปปั้นที่สื่อถึงตำนานจีนโบราณ เช่นเรือสำเภาและมังกรอยู่บนผนังโบสถ์ด้วยเช่นกัน เป็นสิ่งที่ยืนยันให้เราเห็นว่ามาเก๊าไม่ได้แค่รับวัฒนธรรมมา แต่ยังเติมความเป็นตัวเองเข้าไปด้วย

4

 เที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ห้องใต้ดินหลังประตูโบสถ์เซนต์ปอล

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ก่อนจะไปที่อื่นต่อ เราอยากชวนไปตามรอยที่หลังประตูโบสถ์เซนต์ปอล เพราะที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ศาสนศิลป์และห้องใต้ดิน (Museum of Sacred Art and Crypt) ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ของนักบวชเยซูอิตนิกายโรมันคาทอลิกในมาเก๊า ซึ่งมีหลุมฝังศพของ วาลิควาโน (Father Alessandro Valignano) ผู้ก่อตั้งโบสถ์เซนต์ปอลแห่งนี้ มีโครงกระดูกของชาวคริสต์ญี่ปุ่นและเวียดนามที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้โบสถ์ทั้งสามครั้ง และภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีอุปกรณ์ทางศาสนา รูปปั้นนักบวชคนสำคัญ และภาพวาดต่างๆ จัดแสดงไว้ให้ชมอีกด้วย

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

5

ขึ้นบันไดไปห้องใต้หลังคาโบสถ์เซนต์ดอมินิก

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

โบสถ์เซนต์ดอมินิกคือ 1 ใน 3 โบสถ์เก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า สร้างขึ้นในปี 1587 โดยบาทหลวงชาวสเปนทั้งสามคนที่เดินทางจากเม็กซิโกมาเผยแผ่ศาสนา โบสถ์จึงมีรูปแบบงานสถาปัตยกรรมแบบบาโรกในยุคศตวรรษที่ 16 มีการผสมผสานระหว่างสไตล์โปรตุเกสและสเปน และรูปแบบทางสถาปัตยกรรมในท้องถิ่นของชาวมาเก๊า ได้แก่ กระเบื้องหลังคาสไตล์จีน ฝ้าไม้กระดาน ประตูที่ทำจากไม้สัก รูปปั้นของพระแม่มารีย์และพระบุตรถูกขนาบด้วยรูปปั้นของเหล่านักบุญ แกะสลักด้วยไม้และงาช้าง เป็นต้น 

ในทุกๆ วันที่ 13 พฤษภาคมของทุกปี ที่โบสถ์แห่งนี้จะจัดงานเลดี้ฟาติมา (Fatima’s Statue) เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญและทำพิธีแด่พระแม่ฟาติมา

และโบสถ์แห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์โปรตุเกสฉบับแรกในมาเก๊าอีกด้วย (ปัจจุบันหนังสือพิมพ์ฉบับแรกถูกเก็บไว้ที่ห้องสมุด Leal Senado ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Senado Square)

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

บริเวณด้านหลังโบสถ์ในอดีตเคยเป็นหอนาฬิกา แต่ในปี 1990 ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ห้องใต้หลังคา (Treasure of Sacred Art) ที่เก็บรวบรวมงานศิลปะของศาสนาคริสต์กว่า 300 ชิ้น จากศตวรรษที่ 17 – 19 และนำมาจัดแสดงไว้ เช่น เครื่องเงิน เครื่องทอง รูปแกะสลักไม้ ภาพวาดของ St. Augustine และชุดนักบวชในอดีตที่ยังคงเก็บไว้ในสภาพสมบูรณ์

6

ตามรอยการเทียบท่าของชาวโปรตุเกสที่วัดอาม่า

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

วัดอาม่า (A-Ma Temple) หรือศาลเจ้าแม่ทับทิม คือหนึ่งตัวอย่างของความเป็นมาเก๊าที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่เราเห็นทุกวันนี้

ในอดีต วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวมาก่อนที่จะมีเมืองมาเก๊า สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในปี 1488 มีตำนานเล่าว่า มีคนเรือรับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า หลิงม่า มาขึ้นฝั่งบริเวณที่ตั้งของวัดซึ่งเคยเป็นท่าเรือมาก่อน ก่อนที่เธอจะลอยหายไป ชาวมาเก๊าจึงเชื่อกันว่าเธอเป็นเทพธิดาผู้ดูแลท้องทะเลแถบนี้ ผู้คนจึงสร้างศาลไว้กราบไหว้เธอตั้งแต่นั้นมา และเรียกวัดนี้ว่า A Ma Goa ที่แปลว่า อ่าวของอาม่า เมื่อชาวโปรตุเกสเดินเรือมาเทียบท่าที่วัดอาม่า จึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า A Ma Goa และเพี้ยนเสียงมาเป็นชื่อเมืองมาเก๊าจนทุกวันนี้

วัดอาม่าเปรียบเสมือนสัญลักษณ์สำคัญทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของมาเก๊า เนื่องจากรูปเคารพภายในวัดผสมผสานทั้งความเชื่อของทั้งพุทธ เต๋า และคติพื้นบ้าน แต่ในขณะเดียวกัน ละแวกใกล้เคียงก็มีโบสถ์คริสต์และชุมชนชาวโปรตุเกสที่อยู่ร่วมกันมาหลายร้อยปี สะท้อนให้เห็นถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนาของชาวมาเก๊าจนถึงปัจจุบันนี้

7

เดินชมตึกเหลืองบนเขาของชาวมัวร์ที่ Moorish Barracks 

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

ค่ายทหารชาวมัวร์ (Moorish Barracks) สร้างขึ้นในปี 1874 เพื่อเป็นค่ายของทหารอินเดียจากเมืองกัว (Goa) ในยุคกลาง คำว่า มัวร์ เป็นคำที่หมายถึงชนมุสลิมที่อาศัยอยู่ที่คาบสมุทรไอบีเรียและแอฟริกาเหนือ ซึ่งเดิมเป็นชนอาหรับ และเป็นชาติอาณานิคมของโปรตุเกสที่ถูกส่งให้มาเป็นทหารรักษาการในมาเก๊า 

อาคารนี้สร้างอยู่บนเนินเขา Barra Hill จึงทำให้มีบางส่วนเป็นอาคารแบบชั้นเดียวและบางส่วนเป็นอาคาร 2 ชั้น และหน้าตาตึกค่อนข้างแปลกตาไปจากอาคารอื่นๆ ในมาเก๊า เนื่องจากเป็นสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ออกแบบโดยชาวอิตาลีชื่อ คาสซูโต (Cassuto) ตัวอาคารแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมอิสลามที่มีต่อการออกแบบ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมกับศิลปะของชาวมัวร์ ผนังทาด้วยสีเหลืองอ่อนและตกแต่งด้วยปีกปูนสีขาวทรงแหลมบนซุ้มประตูและหน้าต่าง ซึ่งต่างจากตึกสไตล์โปรตุเกสที่เป็นซุ้มประตูโค้งเสียส่วนใหญ่ ทำให้เห็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมากกว่าสถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส

ปัจจุบันที่นี่เป็นกองบังคับบัญชาคณะฝ่ายบริหารเดินเรือของมาเก๊า แม้ว่านักท่องเที่ยวจะเข้าชมภายในไม่ได้ แต่เดินชมและถ่ายภาพรอบๆ อาคารได้นะ

8

ชมคฤหาสน์ขุนนางจีนในมาเก๊าที่ ‘แมนดารินเฮาส์’

ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส
ตามรอยประวัติศาสตร์ มาเก๊า ผ่าน 10 สถานที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมแมคกานีส

หลังจากชมตึกสไตล์ยุโรปกันไปเยอะแล้ว เราไปชมคฤหาสน์ขุนนางจีนในมาเก๊าที่ แมนดารินเฮาส์ (Mandarin House)  บ้านที่สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1881 โดยนักประพันธ์จีนผู้ยิ่งใหญ่นามว่า เฉิง กวนยิ่ง (Zheng Guanying) เป็นตัวอย่างของที่อยู่อาศัยของเศรษฐีชาวจีนโบราณที่มีพื้นที่ในบ้านกว้างขวาง ตัวบ้านเป็นอาคารหลายหลังประกอบกัน มีลานตรงกลางที่ใช้ร่วมกัน โดยผสมผสานรายละเอียดต่างๆ ในแบบจีนดั้งเดิมผสมผสานกับสไตล์ตะวันตก ทางเดินจะมีช่องประตูทรงกลมเหมือนสถาปัตยกรรมจีน กระจกทุกบานในบ้านทำจากเปลือกหอยตามสไตล์ดั้งเดิมของมาเก๊า และบ้านบางหลังจะมีหน้าต่างและระแนงไม้ในสไตล์ตะวันตก นอกจากนี้ ยังตกแต่งมุมหน้าต่างและประตูด้วยลวดลายแบบอินเดียเข้าไปด้วย ทำให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมที่นี่ได้รับอิทธิพลมาจากหลากหลายวัฒนธรรมเพราะการเข้ามาของโปรตุเกส

9

กินอาหารแมคกานีสที่ร้าน Riquexo 

และฟังเรื่องเล่าการผสมผสานของ 2 วัฒนธรรม

กินอาหารแมคกานีสที่ร้าน Riquexo

หากจะบอกว่าอาหารแมคกานีสคืออาหารที่ปรุงจากความรักก็คงไม่เกินจริงไปนัก

คำว่า แมคกานีส (Macanese) หมายถึง การผสมผสานของวัฒนธรรมโปรตุเกสและมาเก๊า ซึ่งมาจากการแต่งงานข้ามเชื้อชาติของชาวโปรตุเกสและชาวจีนดั้งเดิมซึ่งอาศัยอยู่ในเขตมาเก๊า เมื่อมีชาวโปรตุเกสเดินทางมาทำการค้าที่มาเก๊ามากเข้า จึงเกิดครอบครัวแบบผสมขึ้นจำนวนมากเช่นกัน รูปแบบการแต่งงานในมาเก๊าจึงมีทั้งพิธีแบบจีนและตะวันตกในวันเดียวกัน 

อาหารแมคกานีสจึงเป็นอาหารที่เกิดขึ้นในครัวของครอบครัวที่มีคู่สามีภรรยาเป็นชาวโปรตุเกสและชาวจีน

สมัยก่อน อาหารและเครื่องเทศจากตะวันตกต้องใช้เวลานานกว่าจะขนส่งมาถึง หรืออาจจะไม่มีมาเลย

ภรรยาที่ตั้งใจจะปรุงอาหารโปรตุเกสให้สามีและลูกๆ จึงต้องใช้ส่วนผสมที่หาได้ในท้องถิ่นแทนส่วนผสมดั้งเดิมจากโปรตุเกส เช่น ใช้กุนเชียงแทนไส้กรอกโปรตุเกส ไปจนถึงการคิดค้นรสชาติใหม่ๆ ให้อาหารออกมากลมกล่อม โดยเติมเครื่องปรุงรสแบบเอเชียลงไป เช่น พริก ขมิ้น ซอสถั่วเหลือง 

ความพยายามและความคิดสร้างสรรค์ในการปรุงอาหารนี้ทำให้เกิดเป็นการผสมผสาน 2 วัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ออกมาเป็นอาหารแมคกานีสที่ได้รับการขนานนามกลายๆ ว่าเป็นอาหารฟิวชันแรกของโลก

Sonia Palmer เจ้าของ ร้าน Riquexo เล่าให้เราฟังอย่างนั้น เธอและแม่คือคนกลุ่มน้อยในมาเก๊าที่สืบเชื้อสายแมคกานีส ที่มีความตั้งใจอยากแบ่งปันรสชาติอาหารสุดพิเศษที่ปรุงอย่างพิถีพิถันตามแบบฉบับของคนในบ้านให้คนอื่นๆ ได้กิน และที่สำคัญคือ เธออยากช่วยสืบสานอาหารแมคกานีสให้คงอยู่ต่อไป

ด้วยเอกลักษณ์ทางรสชาติและสูตรอาหารแมคกานีสแบบดั้งเดิม ทำให้ร้านอาหารเก่าแก่เล็กๆ นี้อยู่มายาวนานกว่า 30 ปี และดึงดูดให้ผู้คนในท้องถิ่น ทั้งคนมาเก๊าและคนจีนที่อาศัยอยู่ในมาเก๊า ยังแวะเวียนมาฝากท้องอยู่เสมอ

กินอาหารแมคกานีสที่ร้าน Riquexo

นอกจากมาเก๊าแล้วก็ไม่มีที่ไหนที่เราจะลิ้มลองอาหารแมคกานีสดั้งเดิมได้อีกแล้ว เมนูแนะนำคือ Curry Chicken แกงไก่รสชาติหวานมันตัดเลี่ยนด้วยความเผ็ด คล้ายกับมัสมั่น แต่ก็มีเสี้ยวรสชาติที่แตกต่าง อีกเมนูกินง่ายคือ Minchi เนื้อบดนึ่งซอสถั่วเหลือง หอมใหญ่ มันฝรั่งที่มีรสชาติแบบ Comfort Food เป็นจานที่เป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และ African Chicken ไก่อบราดซอสแกงเผ็ดเข้มข้น เมนูสูตรลับเฉพาะของคุณแม่ของ Sonia ตบท้ายด้วยของหวานอย่างเค้กช็อกโกแลตและพุดดิ้งลูกเกด ที่แม้จะเป็นขนมหวานยุโรป แต่ก็ปรุงด้วยสไตล์แมคกานีส

ที่เน้นการดึงรสชาติของส่วนผสมธรรมชาติออกมาให้มากที่สุด

10

Lord Stow’s Bakery ทาร์ตไข่เจ้าดังที่ทำโดยชาวอังกฤษ

Lord Stow’s Bakery ทาร์ตไข่เจ้าดังที่ทำโดยชาวอังกฤษ

ทาร์ตไข่เป็นอีกเอกลักษณ์ของมาเก๊าที่ใครมาก็ต้องลองสักครั้ง หลายคนคิดว่าทาร์ตไข่โด่งดังในมาเก๊าเพราะเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส และเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อค้าชาวโปรตุเกสนำเข้ามา แต่จริงๆ แล้ว Lord Stow’s Bakery เจ้าของทาร์ตไข่เจ้าแรกในมาเก๊าถูกคิดค้นโดยชาวอังกฤษ ผู้ได้แรงบันดาลใจมาจากการไปเที่ยวโปรตุเกส เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบกลมกล่อมที่ทำให้เราคิดว่ามาเก๊าเป็นเมืองแห่งการผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลายมากจริงๆ 

การมามาเก๊าครั้งนี้เราได้พบกับ Audrey Stow ลูกสาวของเจ้าพ่อทาร์ตไข่ชื่อดัง ที่จะมาเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ Lord Stow’s Bakery ให้เราฟัง 

Lord Stow’s Bakery ทาร์ตไข่เจ้าดังที่ทำโดยชาวอังกฤษ

Lord Stow’s Bakery คือร้านทาร์ตไข่เจ้าแรกของมาเก๊า ก่อตั้งโดย Andrew Stow เมื่อ ค.ศ. 1989 มีสาขาแรกอยู่ที่เกาะโคโลอาน

Andrew Stow เป็นหนุ่มอังกฤษที่ย้ายมาตั้งรกรากที่มาเก๊าและทำงานในแวดวงเภสัชกร ช่วงปลายยุค 80 เขาได้เดินทางไปโปรตุเกสและหลงใหลใน Pastel de Nata หรือทาร์ตไข่โปรตุเกสขึ้นมา จึงนึกอยากแบ่งปันรสชาตินี้ให้คนมาเก๊าได้ชิม เขากลับมามาเก๊าเพื่อคิดค้นสูตรขนมกับเพื่อนแบบเริ่มต้นจากศูนย์ จนออกมาเป็นทาร์ตไข่ที่แป้งบางกรอบ ทำด้วยมือทุกชิ้น สอดไส้คัสตาร์ดรสชาติละมุนตามสไตล์อังกฤษ โรยหน้าด้วยอบเชยและอบในอุณหภูมิพอเหมาะให้ออกมาเป็น Crème Brûlée ตามแบบฉบับโปรตุเกส

รสชาติที่แปลกใหม่และกลิ่นหอมนวลที่มาจากการอบสดใหม่ออกจากเตาในทุกวัน ทำให้ทาร์ตไข่ของร้านเบเกอรี่เล็กๆ ในเกาะโคโลอานนี้กลายเป็นขนมที่คนมาเก๊านิยมกินกันอย่างแพร่หลาย ทั้งๆ ที่เบเกอรี่ไม่ใช่อาหารหลักของคนท้องถิ่นมาก่อน และนับแต่นั้นทาร์ตไข่ก็กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของมาเก๊า และเป็นส่วนหนึ่งที่จุดกระแสความนิยมทาร์ตไข่ในเอเชียมากว่า 30 ปี

Lord Stow’s Bakery ทาร์ตไข่เจ้าดังที่ทำโดยชาวอังกฤษ

ทุกวันนี้ Lord Stow’s Bakery ขยายออกไปหลายสาขา แต่สาขาแรกที่เกาะโคโลอานยังเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศดั้งเดิมกันถึงถิ่น ในหนึ่งวันช่างทำขนมต้องอบทาร์ตไข่กว่า 21,000 ชิ้น เพื่อส่งไปตามสาขาต่างๆ แค่สำหรับสาขาโคโลอานก็มากถึง 8,000 ชิ้นเลยทีเดียว 

แม้ Andrew จะไม่อยู่แล้ว แต่เขาก็ส่งต่อความรักในทาร์ตไข่มายังน้องสาว ลูกสาว และพนักงานในร้าน เพื่อให้ขนมทุกชิ้นยังคงความพิเศษเหมือนในวันวาน คงเอกลักษ์ความอบอุ่นเหมือนทำให้คนที่รักทาน และให้ได้รสสัมผัสที่แตกต่างจากทาร์ตไข่เจ้าอื่นๆ ในมาเก๊า

Writers

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

ฟ้าใหม่ พงศกรเสถียร

อดีตสาวโฆษณาที่ตอนนี้รับงานอิสระอยู่บ้าน เพื่อทุ่มเทเวลาให้เต็มที่กับการแบ่งปันวิธีเป็น นักช้อปแฟชั่นที่ยั่งยืนเป็นมิตรต่อโลกผ่านเพจ Famai Disorder

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Cloud Journey

กิจกรรมที่จะพาผู้ร่วมทริปไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านกิจกรรม

18 กุมภาพันธ์ 2563
2 K

The Cloud X Thailand Coffee Fest

“จงดีใจและภูมิใจที่พวกคุณได้อยู่ในวงการกาแฟ เพราะกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยธรรมชาติ” นี่คือคำพูดของชายที่หลายคนในวงการกาแฟขนานนามว่าเป็นปราชญ์แห่งกาแฟ เอโกะ ปูร์โนโมวีดี หรือ ปาเอโกะ เกษตรกรชาวอินโดนีเซียผู้บุกเบิกวิถีกาแฟพิเศษในประเทศอินโดนีเซีย ที่เราพาผู้อ่านที่รักกาแฟ ธรรมชาติ และความยั่งยืน ดั้นด้นจากประเทศไทยไปเรียนรู้วิชาการปลูกกาแฟกับเขาและชาวเผ่าบาตักในทริป The Cloud Journey 09 : Tribal Wisdom

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ด้วยอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ตั้งขนาบกับเส้นศูนย์สูตรทั้งประเทศและอยู่ใน ‘Coffee Belt’ (ประเทศบนแถบพื้นที่เส้นศูนย์สูตรที่ปลูกกาแฟได้) ประเทศนี้จึงปลูกและผลิตกาแฟได้ตลอดทั้งปี ทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศอันดับ 4 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชียที่ผลิตและส่งออกเมล็ดกาแฟ ไม่เพียงแต่ปริมาณที่บ่งบอกกำลังการผลิต แต่คุณภาพของกาแฟก็มีชื่อเสียงอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก อย่างกาแฟชวา กาแฟจาการ์ตา กาแฟสุมาตรา

ครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งสู่เมืองหลวงจาการ์ตาเพื่อตามรอยกาแฟคุณภาพคับแก้ว แต่เรากำลังมุ่งหน้าสู่ลินตงนีฮุตา จังหวัดสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย เขตพื้นที่ราบสูงทางตอนเหนือของอินโดนีเซีย ที่ที่มีกระบวนการทำกาแฟเฉพาะตัว สร้างเป็นเอกลักษณ์ที่ทั่วโลกจดจำว่า นี่คือกาแฟของสุมาตราเหนือ

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ลินตง สุมาตราเหนือ 

ซิโบรงโบรง คือชื่อสนามบินที่ไม่คุ้นหูใครเลยแม้แต่เรา ไม่ต้องแปลกใจถ้าคุณจะไม่เคยได้ยินชื่อนี้ เพราะที่นี่ไม่มีไฟลต์ตรงจากประเทศไทย วิธีการเดินทางที่สะดวกมากที่สุดต้องอาศัยการบินจากกรุงเทพฯ มากัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แล้วค่อยต่อเครื่องไปซิโบรงโบรง สุมาตราเหนือ ที่มีเพียงสัปดาห์ละ 3 ไฟลต์เท่านั้น

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

สถานที่แห่งนี้เป็นที่ราบสูง เกิดจากการทับถมของดินภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่ปะทุในอดีตกาลราวๆ 100,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดเป็นแอ่งน้ำขนาดมหึมา ซึ่งต่อมากลายมาเป็นทะเลสาบโทบา (Lake Toba) ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีระดับความลึก 1,500 เมตร เป็นที่กักเก็บน้ำและอุดมเป็นด้วยแร่ธาตุจากดินภูเขาไฟอย่างมหาศาล ห่างออกมาจากทะเลสาบโทบาราวๆ 400 เมตร คือที่หมายของเราในทริปนี้ ลินตง สุมาตราเหนือ

ทริปครั้งนี้เราชวนผู้อ่าน The Cloud ซึ่งทุกคนมาจากหลากหลายอาชีพในวงการกาแฟตั้งแต่ เกษตรกร โพรเซสเซอร์ บาริสต้า คนคั่ว ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ ทุกคนต่างมีประสบการณ์การเดินทางไปทริปกาแฟมาแล้วหลายต่อหลายแห่ง

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมาถึงลินตง คือสายตาที่มองออกไปนอกกระจกรถบัสระหว่างทางเรากำลังเดินทาง บรรยากาศที่รายล้อมลินตงแตกต่างจากสวนกาแฟที่พวกเขาเคยเห็น พวกเขาเห็นต้นกาแฟในสวนหลังบ้านทุกหลัง และหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กระดับความสูงของพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชัน จนพบว่าตัวเลขความสูงของลินตงคือ 1,300-1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นความสูงที่สามารถปลูกกาแฟอาราบิก้าได้เป็นอย่างดี แถมเป็นที่ราบบริเวณกว้าง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับที่ประเทศไทย ความสูงระดับนี้จะเป็นพื้นที่ยอดเขามีทั้งเนินและความชัน ทำให้เห็นความแตกต่างของภูมิประเทศที่ส่งผลต่อการปลูกกาแฟอย่างชัดเจน

รู้จักกับชนเผ่า ‘บาตัก’ ชนพื้นเมืองที่สุมาตราเหนือ

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแถบลินตง สุมาตราเหนือ แห่งนี้เป็นชาวบาตัก ชนเผ่าที่นับถือศาสนาคริสต์และมีความเชื่อที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ตลอดชีวิตของคนบาตักมักใช้ทุกๆ วาระของช่วงชีวิตในการปลูกต้นไม้ กระทั่งเมื่อสิ้นอายุขัยก็ยังปลูกต้นไม้ต้นเล็กๆ เหนือหลุมศพ ตามความเชื่อว่าถ้าหากต้นไม้ที่ปลูกนั้นแตกกิ่งก้านสาขามากก็จะมีลูกชายเอาไว้สืบสกุลมาก หากออกใบมากก็จะมีลูกสาวมาก วงศ์ตระกูลจะเจริญและรุ่งเรือง เพราะสำหรับคนบาตัก ลูกสาวมีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทำการค้าและธุรกิจทั้งหมด ซึ่งธุรกิจหลักของคนที่นี่ก็หนีไม่พ้นเรื่องกาแฟ

จุดเริ่มต้นของการทำกาแฟคุณภาพของคนบาตัก เริ่มต้นตั้งแต่การให้ปุ๋ยกับต้นกาแฟ การเพาะเลี้ยงการดูแล และการแปรรูป สิ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น พวกเขายินดีที่จะแบ่งปัน สิ่งที่เขามีให้พวกเราได้เห็น ได้เรียนรู้ ได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อ อย่างเต็มใจ ซึ่งเรายังได้เก็บเกี่ยว 5 บทเรียนมาฝาก ดังนี้

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

บทเรียนที่ 1

ปุ๋ยหมักออร์แกนิก

ปุ๋ยคือสารอาหารหลักของพืชทุกชนิด ไม่เพียงสำหรับกาแฟ และที่นี่เลือกใช้ปุ๋ยหมักที่นำทรัพยากรธรรมชาติที่มีรอบตัวมาทำ โดยส่วนผสมจะถูกทับถมเป็นชั้นๆ ประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้ตามลำดับ

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ชั้นที่ 1 ใบไม้แห้ง ชั้นที่ 2 มูลหมูหรือไก่จากฟาร์มที่เลี้ยงเอง เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์จะไม่ถูกให้อาหารที่มีสารเคมีเจือปน สัตว์จะต้องกินอาหารตามธรรมชาติและต้องหมักทิ้งไว้ราวๆ 2 เดือน ใส่ถุงและมัดปากถุงเอาไว้ไม่ให้แมลงเข้าไปวางไข่

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ชั้นที่ 3 ใบไม้สดสับละเอียด ชั้นที่ 4 มูลสัตว์ ชั้นที่ 5 โปะด้วยใบไม้แห้งอีกครั้ง และกลบด้วยดินดำ อาจจะใส่ผลเชอร์รี่ลงไปผสมด้วยหากเป็นฤดูกาลที่มีผล จากนั้นรดน้ำพอชื้นแล้วคลุมด้วยผ้าใบไว้ 3 เดือน และทุกๆ 2 เดือนจะต้องเปิดผ้าใบขึ้นมาคลุกส่วนผสมทั้งหมด แล้วคลุมไว้อย่างเดิม ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนครบกำหนดก็จะได้ปุ๋ยหมักไปใช้ต่อ 

สำหรับปุ๋ยหมัก ไม่จำเป็นต้องกะส่วนผสมแต่ละชั้นให้เป๊ะเหมือนปุ๋ยเคมี เพียงกะให้อยู่ในอัตราส่วนที่พอๆ กัน เคล็ดไม่ลับคือมูลสัตว์มีอุณหภูมิไม่เท่ากัน อย่างมูลไก่นั้นร้อน สังเกตได้คือหากวางไว้บนหญ้า หญ้าจะเริ่มไหม้และดำเพราะฉะนั้น หากใส่มูลไก่เยอะ ก็ต้องเตรียมพืชใบสดให้มากขึ้นอีกนิด

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ปุ๋ยหมักเป็นอาหารเสริมของต้นไม้ ถึงไม่ใส่ต้นไม้ก็ไม่ตาย แต่ถ้าใส่ต้นไม้ก็จะแข็งแรงขึ้น เพราะสิ่งที่เราหมักจะทำให้เกิดแบคทีเรียที่ช่วยเป็นสารอาหารให้ต้นไม้ ข้อควรระวังคือไม่ควรใส่ใกล้โคนต้นจนเกินไป ระยะที่พอเหมาะคือเส้นรอบวงความกว้างของพุ่มใบต้นนั้นๆ และใช้ในปริมาณ 2 อุ้งมือเท่านั้น

บทเรียนที่ 2

เพาะต้นกล้าลงดิน

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ดินที่สุมาตราเหนือเป็นดินที่มีคุณสมบัติต่างออกไป เป็นดินแห้งและมีคุณสมบัติเป็นกรด ซึ่งเป็นผลกระทบจากการระเบิดของภูเขาไฟในอดีต ทำให้ไม่มีหน้าดินและส่วนมากจะเป็นหิน การขุดดินเพื่อเพาะปลูกจึงต้องขุดลึกเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีหินอยู่ก้นหลุม 

ความลึกที่พอเหมาะสำหรับที่นี่คือระดับสะโพก-เอว วิธีการวัดระดับความลึกสไตล์บาตักคือเมื่อขุดเสร็จแล้วให้ลงไปยืนในหลุม พอได้ความลึกที่ต้องการแล้ว ต้องเช็กอีกว่าในหลุมจะมีหินอยู่ใต้หลุมหรือไม่ ด้วยการเทน้ำลงไป 1 ถัง แล้วดูว่าน้ำซึมลงดินไหม ถ้าไม่ซึมแปลว่ามีหินอยู่ใต้หลุม นั่นแปลว่าใช้ไม่ได้ ต้องหาตำแหน่งปลูกใหม่ทันที

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำในการเพาะต้นกล้าลงดินคือ ระยะห่างของแต่ละต้นจะต้องกว้างมากพอให้อากาศผ่านลำต้นกันได้ และไม่ควรปลูกให้แน่นจนเกินไป เพราะจะนำมาซึ่งโรคต่างๆ ทั้งรา สนิม รวมไปถึงอาจทำให้ต้นไม้แย่งสารอาหารในดินกันเอง จนทำให้ต้นใดต้นหนึ่งไม่แข็งแรงและตายไป

บทเรียนที่ 3

สำรวจผืนป่า คนบาตัก

จาก 2 บทเรียนแรก เราเริ่มลงมือสร้างป่าจากกระบวนการริเริ่มของคนบาตักไปแล้ว บทเรียนนี้ทำให้เราเห็นผลลัพธ์ของการใช้ภูมิปัญญาที่คนบาตักทำมาตลอดเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ลูซาน โรสมานี่ ลาบาบัน และ ปางุน เจ้าของสวนกาแฟอายุ 30 ปี ขนาด 1 เฮกเตอร์ (ประมาณ 6 ไร่) ที่ปลูกแบบใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ (Shade-grown) ซึ่งหาได้ยากในลินตงแล้ว พวกเขาใช้หลักการ 5 ข้อในการทำสวนกาแฟนี้ให้ยั่งยืน คือตัดแต่งกิ่งให้ถูกต้อง ปลูกอย่างเป็นสัดส่วน จัดการโรคของต้นกาแฟ มีร่มเงาที่ดี และเก็บเกี่ยวอย่างถูกต้อง ซึ่งแน่นอนทุกหลักการเป็นการทำฟาร์มแบบออร์แกนิก

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ลูซานพาพวกเราเดินสำรวจสวนกาแฟ แต่ก่อนจะเข้าไปในสวน ลูซานพาเดินตรงไปที่ป่าที่ล้อมรอบสวนอยู่ เขาเล่าว่านี่ไม่ใช่ป่าที่มีอยู่แต่เดิมอยู่แล้ว แต่เป็นการปลูกขึ้นเพื่อเป็นแนวกันลมเพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นและลมแรง การมีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบนอกจากจะช่วยเป็นแนวกันลมแล้วยังเป็น Agroforestry (การวนเกษตร : สวนไม้ผสมผสานกับไม้ใช้สอยหลังบ้าน มีลักษณะเฉพาะคือปลูกไม้ยืนต้น ร่วมกับพืชเศรษฐกิจหรือฟาร์มปศุสัตว์) ซึ่งใช้วิธีการแบ่งการปลูกอย่างชัดเจน เพราะการมีป่าล้อมรอบช่วยให้เกิดเป็นระบบนิเวศของธรรมชาติ 

เมื่อมีป่าสัตว์ป่าก็มาอาศัยได้และมันจะไม่เข้าไปกินพืชผลกาแฟในสวน แถมยังช่วยผลิตปุ๋ยตามธรรมชาติด้วย คนสมัยก่อนจึงนิยมสร้างป่าล้อมรอบแปลง

ก่อนจะออกจากป่าลูซานชี้ชวนให้ดูว่าต้นไม้เล็กๆ เกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ แล้วบอกเราว่า สิ่งนี้เกิดจากสัตว์ที่เก็บพืชผลต่างๆ มากินแล้วถ่ายทิ้งไว้จนเกิดเป็นต้นไม้โดยธรรมชาติ

สวนกาแฟของลูซานเต็มไปด้วยต้นกาแฟสายพันธุ์ดั้งเดิมของลินตง สิ่งที่ชาวสวนกาแฟต้องคำนึงมากที่สุดคือศัตรูพืช โรคพืช และคุณภาพของดิน ปริมาณน้ำฝนของที่นี่อยู่ที่ปีละ 3,000 มิลลิลิตร ซึ่งมากกว่าประเทศไทยเป็นเท่าตัว แต่ที่นี่ปลอดเชื้อราสนิม เพราะเกษตรกรลินตงวางต้นกาแฟไม่แน่นเกินไป อากาศจึงถ่ายเท ต้นกาแฟไม่แย่งสารอาหารในดินกันเอง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่เป็นที่ราบ ซึ่งต่างจากไทยที่ปลูกกาแฟบนภูเขา แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาสู่ต้นกาแฟที่อยู่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของเนินเขาก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน 

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต
เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ระหว่างทางเดินในสวนกาแฟเราสังเกตว่ามีหลุมอยู่ใกล้ต้นกาแฟมากมาย หลุมพวกนี้ถูกขุดขึ้นเพื่อช่วยให้ต้นกาแฟหายใจได้ดีขึ้น มีอากาศถ่ายเททั้งจากใต้ดินและบนดิน (Air Circulation) และหลุมนี้ยังใช้หมักปุ๋ยตามธรรมชาติได้ วิธีก็ไม่ยาก สับวัชพืชจากต้นกาแฟแล้วใส่ลงไปในหลุมนั่นแหละ แถมยังเป็นที่กักเก็บน้ำเวลาฝนตก ต้นกาแฟก็จะได้รับความชื้นทั้งจากหน้าดินและจากหลุมนี้ ดินที่ขุดขึ้นมาก็เอาไปใช้เป็นหน้าดินได้บ้างบางส่วน จุดสังเกตว่าแนวคิดนี้ได้ผลดีคือ บริเวณใต้ต้นกาแฟดินจะชุ่มพอดีๆ แต่บริเวณทางเดินดินจะแห้ง เพราะรากดูดซับน้ำในดินไปเลี้ยงลำต้น

ต้นกาแฟที่เราเจอบางต้นใบเยอะเป็นพุ่ม กิ่งยื่นยาวออกมานอกลำต้น ถึงแม้จะเป็นกิ่งที่แข็งแรงมีผลออกทุกๆ กิ่ง แต่ก็ไม่ถูกสุขลักษณะของต้นกาแฟนัก เมื่อเราถามลูซานว่าทำไมปล่อยให้ต้นกาแฟเป็นแบบนี้ คำตอบคือ จำนวนต้นกาแฟที่นี่มีเยอะมากและปลูกมานานมากแล้ว คนที่นี่จึงพยายามปรับเท่าที่จะทำได้ จะให้ปรับทั้งหมดในทันทีคงทำไม่ได้ เพราะทุกอย่างควรค่อยเป็นค่อยไป 

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

บทเรียนที่ 4

Wet Hulling

สุมาตราเหนือมีความชื้นสูง การจะทำกาแฟ Washed Procress หรือ Dry Process ดีๆ นั้นยากมาก โอกาสการเกิดเชื้อรามีสูง ชาวบาตักจึงทดลองทุกทางให้กาแฟออกมาดีที่สุด ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางธรรมชาติ จนออกมาเป็น Wet Hulling กระบวนการสีกาแฟเป็น Green Bean (สารกาแฟ) ตอนที่กาแฟยังคงเปียกอยู่ 

โดยปกติวิธีแปรรูปทั่วไปจะกะเทาะเปลือกกาแฟได้มาเป็นกะลากาแฟ (ผิวชั้นในของผลเชอร์รี่กาแฟ) แล้วนำไปตากกลับไปมาจนแห้ง จนระดับความชื้นในกะลากาแฟอยู่ที่ราวๆ 7 – 8 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาราวๆ 1 สัปดาห์ แล้วจึงนำไปสีจึงจะออกมาเป็นสารกาแฟที่พร้อมนำไปคั่วดื่ม

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

แต่ Wet Hulling รวบรัดมากกว่านั้น คือเก็บผลเชอร์รี่มาสีให้ได้กะลากาแฟแล้วหมักเอาไว้ 1 คืน วันถัดมาขัดเมือกด้วยมือเท่านั้นจนเมือกหลุดจนหมด แล้วนำมาตากจนมีระดับความชื้นอยู่ที่ราวๆ 30 เปอร์เว็นต์ จากนั้นนำไปสีให้กะลาหลุดออกมาเป็นสารกาแฟที่มีความชื้นสูงยิ่งกว่าตอนเป็นกะลากาแฟ แล้วนำมาตากอีกรอบ แต่รอบนี้จะแห้งอย่างรวดเร็ว เพราะตอนเป็นสารกาแฟความชื้นจะสลายตัวไปเร็วกว่าตอนเป็นกะลา ซึ่งมีความเสี่ยงที่ความชื้นด้านในและด้านนอกของสารกาแฟจะไม่เท่ากัน 

พวกเขาก็พยายามแก้เกมด้วยการสร้างโรงตากที่เป็นมาตรฐาน เกลี่ยให้เมล็ดกระจายตัวบ่อยครั้ง จนได้สารกาแฟที่มีความชื้นประมาณ  12 – 13 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังถือว่าสูงอยู่ แล้วเริ่มเก็บใส่กระสอบมาพักเอาไว้ให้ความชื้นด้านในและด้านนอกเท่าๆ กันแล้วจึงนำไปเข้ากระบวนการคัดแยกขนาดเมล็ดต่อไป ทั้งหมดจะจบภายใน 7 วัน ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่ากระบวนการแปรรูปทั่วๆ ไปเป็นเท่าตัว อีกสาเหตุที่ทำให้กระบวนการต้องรวบรัดมากเพราะปริมาณกาแฟของที่นี่มีมหาศาล หากใช้เวลานานกว่านี้เกษตรกรก็จะสูญเสียเชอร์รี่ ซึ่งเท่ากับสูญเสียรายได้ไปด้วย ทั้งหมดนี้คือที่มาของกระบวนการแปรรูปที่ทำให้ทั้งโลกรู้จักกับกาแฟสุมาตราเหนือ

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

บทเรียนที่ 5

พิสูจน์รสชาติผ่านการ Cupping

จากการเรียนรู้ทุกกระบวนการตั้งแต่กาแฟปลูก เก็บ แปรรูป กาแฟของคนบาตัก ทำให้รับรู้ได้ถึงความรักและความตั้งใจของพวกเขาที่อยากทำกาแฟให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น บทเรียนสุดท้ายเพื่อไขความลับและพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของกาแฟสุมาตราจึงเป็นการ Cupping วิธีสากลที่ในวงการกาแฟใช้ทดสอบรสชาติและตรวจจับข้อผิดพลาดของกาแฟแต่ละชนิดได้เป็นอย่างดี เพราะกาแฟทุกเมล็ดยังไม่ถูกปรุงแต่งด้วยการชงใดๆ เพียงถูกเทน้ำร้อนผ่านเท่านั้น

ผู้ร่วม the Cloud Journey 09 : Tribal Wisdom ต่างผ่านการ Cupping มาแล้วหลายครั้งหลายครา ในรอบแรกของการ Cupping ทั้งห้องไร้เสียงพูดคุย มีเพียงเสียงซดกาแฟอย่างออกรสออกชาติของแต่ละคน ผ่านไปในรอบที่ 2 ผู้ร่วมทริปเริ่มมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรสชาติของกาแฟสุมาตราที่พึ่งได้ลิ้มลองกันไป บ้างพูดถึงความแตกต่างที่ไม่เหมือนกาแฟอินโดนีเซียที่เคยดื่มมา บ้างวิเคราะห์ถึงความ Tasting ของตัวกาแฟแต่ละประเภทที่ได้ Cupping ไป

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต
เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ข้อสรุปที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ กาแฟสุมาตรามีจุดเด่นอยู่ที่ Body (ความหนักแน่นในรสชาติของกาแฟ) Aftertatse (รสชาติที่ยังติดอยู่ในลำคอหลังจากดื่มกาแฟเข้าไปแล้ว) หวานและไม่ติดขม เมล็ดกาแฟทุกประเภทมีคุณภาพสูงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่าการสร้างผลผลิตที่มีมาตรฐานเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้คนทั่วโลกยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นในกาแฟสุมาตราแก่ผู้บริโภค

จากจุดเริ่มต้นของความเชื่อ นำไปสู่วิถีชีวิตที่คนบาตักเลือกที่ปลูกต้นไม้อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สร้างผลผลิตที่ดีแล้วส่งต่อให้กับลูกหลานรุ่นถัดไป คนบาตักย้ำคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่เขากำลังจะลงมือทำลงไปนั้นส่งผลอะไรต่ออนาคต ส่งผลอะไรต่อลูกหลานในวันข้างหน้า ลูซานเล่าว่า คนบาตักส่งเด็กๆ เข้าไปเรียนในเมือง แต่พอกลับมาบ้านผู้ใหญ่ก็จะชวนมาล้อมวงกันทานข้าวใต้ต้นไม้ใหญ่ เป็นการสอนให้เด็กๆ ปลูกต้นไม้เพื่อพยายามปลูกฝังคนรุ่นต่อไปว่า พวกเราคือต้นไม้ใหญ่ที่ดูแลต้นไม้เหล่านี้อีกที คนเราเมื่อไปอยู่เมืองใหญ่มักจะลืมตัวตนไป การทำแบบนี้เป็นการเตือนว่าอะไรสร้างเราขึ้นมา หากอนาคตข้างหน้าธรรมชาติน้อยลงแล้วลูกหลานเลือกที่จะไม่รักษาธรรมชาติ นั่นคือความผิดของเราที่ไม่สร้างความทรงจำแบบนี้ให้คนรุ่นต่อไป

จากจุดตั้งต้นของทริปที่อยากพาให้ผู้ร่วมทริปไปเรียนรู้กระบวนการสร้างกาแฟคุณภาพ ไปแลกเปลี่ยนความรู้จากตัวกลางนั่นคือกาแฟ ถึงวันสุดท้ายชาวเผ่าบาตักพาเราไปไกลกว่าจุดมุ่งหมายแรกไม่น้อย ตั้งแต่วันแรกที่เราย่างก้าวเข้ามา ชาวบาตักถือว่าพวกเราคือครอบครัวของพวกเขา และพวกเขาก็แบ่งปันความสุขและน้ำใจแก่พวกเราตลอด 3 วัน 2 คืนในลินตง 

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ทริปนี้เป็นหนึ่งเรื่องราวที่มี Coffee Wisdom พาให้คนที่รักและชอบอะไรเหมือนๆ กันมาพบกัน แต่การเรียนรู้นั้นไม่มีจุดสิ้นสุด และยังมีภูมิปัญญาอีกมากนักที่เรายังต้องเรียนรู้ เราจึงอยากชวนผู้อ่านไปร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน กันต่อที่ Thailand Coffee Fest 2020 : Coffee Wisdom  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และพบกับภูมิปัญญาใหม่ๆ ของวงการกาแฟอีกมากมาย ในวันที่ 12 – 15 มีนาคม 2563 ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชัน เซ็นเตอร์ฮอลล์ 5 – 6 เมืองทองธานี

Writer

นพพร ทัตสิริวรวัฒน์

ครีเอทีฟและกราฟิกดีไซเนอร์ อยู่เบื้องหลังอีเวนท์เทศกาลกาแฟ พบตัวได้ที่หน้าโต๊ะคอนโทรลในทุกงานอีเวนท์ของ The Cloud

Photographer

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load