16 กุมภาพันธ์ 2562
8 K
The Cloud X SCATH

คอกาแฟทั้งหลาย คุณรู้จักกาแฟดีแค่ไหน

ช่วงฤดูหนาวต้นปีแบบนี้ อากาศและเมฆหมอกเป็นใจ เราจึงชวนผู้อ่าน The Cloud เดินทางไปสำรวจโลกของกาแฟ ผ่านการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟในวันพระจันทร์เต็มดวง ในทริป The Cloud Journey 04 : Full Moon Coffee ที่อมก๋อย อำเภอเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ใต้สุดของจังหวัดเชียงใหม่

ตลอดเวลา 3 วัน 2 คืน 6 ผู้ร่วมทริปและทีมงานอีกหลายสิบชีวิต ได้ร่วมกันสำรวจ เรียนรู้และทำความเข้าใจโลกของกาแฟทุกขั้นตอน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของผลกาแฟในผืนป่า ผ่านกระบวนการแปรรูปอันซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากมาย กว่าจะกลายมาเป็นกาแฟอุ่นๆ ให้ได้ลิ้มลองสักแก้ว

กาแฟ

ไม่ใช่แค่โลกของกาแฟเท่านั้น The Cloud Journey ครั้งนี้ เราได้เรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผืนป่า สายน้ำ ต้นกาแฟและคนดูแลป่าที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นโครงข่ายธรรมชาติขนาดใหญ่ เพราะคนปกปักษ์รักษา ผืนป่าจึงอุดมสมบูรณ์และนำมาซึ่งต้นน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้าน

น้ำบริสุทธิ์จากแหล่งต้นน้ำบนยอดดอยเหล่านี้ ซึมซาบไปตามพื้นดิน ให้แร่ธาตุและความชุ่มชื้นแก่ต้นกาแฟที่ปลูกขึ้นเพื่อช่วยฟื้นฟูผืนป่า กาแฟอมก๋อยรสชาติดีเพราะดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ นี่คือวงจรแห่งชีวิตที่หมุนเวียนเป็นวัฏจักรแห่งความอุดมสมบูรณ์

กาแฟ กาแฟ

ทริปสำรวจสำรวจโลกกาแฟถึงถิ่นกำเนิดบนยอดดอยครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนจะไปพบกันที่งาน Thailand Coffee Fest 2019 : Sip to Start “เริ่มจิบ…ไม่รู้จบ” มหกรรมกาแฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน Southeast Asia ที่ The Cloud จัดขึ้นร่วมกับ สมาคมกาแฟพิเศษไทย ระหว่างวันที่ 14 – 17 มีนาคม 2562 ณ อิมแพค เอกซิบิชั่นฮอลล์ 5 – 6 เมืองทองธานี  

สัมผัสกลิ่นและรสชาติของกาแฟ

จากตัวเมืองเชียงใหม่ เราแวะจิบกาแฟกันที่สวนสนบ่อแก้ว และบาริสต้าผู้มาดริปกาแฟท่ามกลางต้นสนนับพันที่เรียงรายไปจนลิปตาคือ พี่ตู๋-ต่อพงศ์ ตันตราภรณ์ เจ้าของแบรนด์ Espressoman Supply หนึ่งในวิทยากรหลักของทริปนี้

พี่ตู๋ดริปกาแฟ 3 แบบให้พวกเราชิม คือกาแฟคั่วเข้ม คั่วกลาง และคั่วอ่อน พร้อมกับสอนวิชาจิบกาแฟ 101 ให้รู้จักรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันของกาแฟแต่ละแบบ

กาแฟ

กาแฟ

การสัมผัสรสชาติและกลิ่นของกาแฟ เริ่มจากการดม โดยสูดลมหายใจช้าๆ เข้าไปสุดขั้วปอด อั้นไว้ 1 วินาที หายใจออกช้าๆ แล้วพยายามจินตนาการว่าเราได้กลิ่นอะไรในแวบแรก จากนั้นชิมโดยซดกาแฟเข้าไป อมไว้ในปาก 1 วินาทีแล้วกลืน พี่ตู๋อธิบายว่าการชิมกาแฟแบบจริงจัง ต้องแยกเรื่องกลิ่นและรสชาติออกจากกัน

เพราะของบางอย่าง ถ้าเอามือปิดจมูกแล้วชิม เราจะไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ากินกีวีและมะละกอโดยปิดจมูกไว้ เราจะแยกไม่ออกเลยว่าชิ้นไหนกีวี ชิ้นไหนมะละกอ เพราะลิ้นของเราจะรับรสได้แค่ว่ามันเปรี้ยวหรือหวาน ต้องอาศัยการได้กลิ่นเฉพาะตัวของมันด้วย จึงจะสามารถจำแนกได้ว่าสิ่งที่อยู่ในปากคืออะไร กาแฟก็เช่นกัน

หลังจากชิมกาแฟทั้ง 3 แบบ ผู้ร่วมทริปแต่ละคนได้กลิ่นที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ถั่วนึ่ง รากไม้ มะขามเทศ ไปจนถึงกลิ่นดิน และกาแฟแต่ละแบบก็มีรสชาติผสมผสานหลากหลายในระดับที่ไม่เท่ากัน ทั้งขมมาก เปรี้ยวปานกลาง และหวานน้อย

พี่ตู๋สรุปให้ฟังว่า ในบรรดาเหตุผลมากมายที่ทำให้กาแฟแต่ละแก้วมีกลิ่นและรสชาติต่างกัน หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือระดับการคั่วกาแฟ ซึ่งถ้ามองเมล็ดกาแฟคั่วด้วยตาก็จะสามารถแยกออกได้ไม่ยากว่า เมล็ดไหนคั่วเข้ม คั่วกลาง หรือขั้วอ่อน

กาแฟ

กาแฟ

Light Roast หรือกาแฟคั่วอ่อน มีสีน้ำตาลอ่อน กาแฟที่คั่วในระดับนี้จะมีรสชาติเปรี้ยว และยังคงหลงเหลือกลิ่นของความเป็นผลไม้อยู่สูงกว่ากาแฟคั่วเข้ม  

พี่ตู๋อธิบายว่าถ้าดื่มกาแฟคั่วอ่อนที่เป็น Single Original เราจะสัมผัสถึงรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแหล่งปลูกนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน เพราะเมล็ดกาแฟยังไม่ถูกความร้อนจากการคั่วทำลายรสและกลิ่นเหล่านั้นไป จึงอร่อยเป็นที่สุดเมื่อดื่มแบบไม่ใส่นมหรือน้ำตาล

Medium Roast หรือกาแฟคั่วกลาง ซึ่งจะมีสีน้ำตาลกลางๆ ไปจนถึงเข้ม กาแฟที่คั่วในระดับนี้จะมีรสชาติเปรี้ยวหวานแบบผลไม้ลดลง ในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นที่เข้มขึ้น กาแฟคั่วกลางจะมีกลิ่นชัดเจน อบอวล และมีบอดี้ที่หนักแน่น จึงนิยมนำไปผสมนมเพื่อชงเป็นเมนู Cappuccino หรือ Latte

กาแฟ

Dark Roast หรือกาแฟคั่วเข้ม นอกจากสีของเมล็ดกาแฟที่เข้มจัดจนเกือบดำแล้ว ยังมีผิวมันเป็นเงา เนื่องจากเซลลูโลสในกาแฟโดนทำลาย จึงระเหยออกมาเป็นน้ำมันที่เคลือบผิวเมล็ดกาแฟเอาไว้ แน่นอนว่ากาแฟที่คั่วในระดับนี้ ไม่มีกลิ่นและรสชาติแบบผลไม้อยู่อีกแล้ว เสน่ห์ที่เหลืออยู่คือกลิ่นไหม้และรสชาติเข้มขม

กลิ่นของกาแฟคั่วเข้มนี่แหละ คือกลิ่นหอมเข้มข้นที่คนไทยคุ้นเคย ถ้าใครยังนึกไม่ออก พี่ตู๋เฉลยต่อว่ามันคือกลิ่นกาแฟตามห้องอาหารเช้าในโรงแรมนั่นเอง

กาแฟ

หลังชิมกาแฟกันพอหอมปากหอมคอ เราก็ออกเดินทางต่อ เพื่อไปเรียนรู้เรื่องราวก่อนจะกลายมาเป็นกาแฟคั่ว ที่ถูกชงเป็นกาแฟหอมกรุ่นแต่ละแก้วให้เราได้ลิ้มลอง

รู้จักกาแฟรักษาป่า

จากตัวเมืองอำเภออมก๋อย เรามุ่งหน้าสูงขึ้นไปอีก เพื่อไปยังไร่กาแฟบนภูเขา สองข้างทางเป็นไร่นาป่าเขาสลับกับหมู่บ้านคนพื้นเมืองเป็นระยะ ด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างทุระกันดาร เราจึงต้องเปลี่ยนจากรถตู้ไปนั่งรถกระบะโฟว์วีลที่วิ่งคลุกฝุ่นตลบไปตลอดทาง

ชั่วโมงกว่าๆ ต่อมา เราก็มาถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่หาด ที่พักของเราในค่ำคืนนี้

กาแฟ

พระอาทิตย์คล้อยลงพร้อมๆ กับอุณหภูมิที่ลดต่ำ ตอนนั้นเองที่พี่ตู๋และลูกทีมเริ่มก่อกองไฟ ใช่แล้ว! คืนนี้เราจะนั่งกินข้าว ล้อมวงคุยกันรอบกองไฟ และเมื่อท้องฟ้าเริ่มโรยตัวเข้าสู่ความมืด พระจันทร์เต็มดวง พระเอกของทริป ก็ค่อยๆ ปรากฏโฉมให้เห็น

มื้อค่ำเย็นนั้นอร่อยมาก เป็นอาหารพื้นเมืองหลากหลายเมนูที่ปรุงโดยแม่ครัวชาวปะกาเกอะญอ ประจำหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่หาด พร้อมข้าวดอยหอมกรุ่นที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเมื่อปลายปี จากนาของ พี่โสภา-บงกชษศฎา ไชยพรหม แห่ง Sopa’s Estate หญิงแกร่งผู้เปลี่ยนอมก๋อยเป็นแหล่งปลูกกาแฟอันดับต้นของประเทศไทยด้วยสองมือและหัวใจ อีกหนึ่งวิทยากรหลักของพวกเราในทริปนี้

หลังมื้อค่ำ เรานั่งล้อมวงกันรอบกองไฟ อากาศบริสุทธิ์รอบตัวเย็นยะเยียบทว่าสดชื่น จนอดไม่ได้ที่จะต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ ให้ชุ่มปอด พี่โสภาและพี่ตู๋พร้อมแล้ว ที่จะเล่าเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกาแฟต้นแรกที่หยั่งรากลงบนผืนดินอมก๋อยให้พวกเราฟัง

กาแฟ

กาแฟ

อมก๋อยเคยเป็นภูเขาหัวโล้นจากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวอย่างยาวนานหลายสิบปี และยังเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นแหล่งใหญ่ของไทยแต่ถูกกวาดล้างจนหมด และได้รับการฟื้นฟูด้วยการปลูกพืชชนิดอื่นๆ

เริ่มจากสน ทั้งสนสองใบและสนสามใบ ซึ่งปลูกเพื่อรักษาเยียวยาดิน เพราะเป็นพืชที่ทน สามารถเติบโตได้ดีในดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ ใบและกิ่งสนที่ร่วงหล่นอยู่ตลอดเวลา ช่วยปลุกคลุมและกักเก็บความชื้น สนยังมีเชื้อราที่เมื่อย่อยสลาย จะกลายเป็นแร่ธาตุและเชื้อชั้นดีให้ต้นกาแฟที่ปลูกใต้ต้นสนอีกด้วย

กาแฟ

กาแฟ

นอกจากสน ยังมีไม้โครงสร้างอื่นๆ ที่ถูกปลูกและเติบโตสลับพันธุ์กันไปทั่วทั้งผืนป่า เช่น นางพญาเสือโคร่ง กำลังเสือโคร่ง มะขามป้อม และแอปเปิ้ลป่า เมื่อป่าเริ่มคืนกลับมา ต้นกาแฟต้นแรกเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วจึงถูกปลูกลงในดินของอมก๋อย

ด้วยภูมิประเทศ สภาพอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและผืนป่าที่ได้รับการฟื้นฟู ทำให้อมก๋อยเป็นพื้นที่ๆ เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก ไม่ว่าจะปลูกอะไร ล้วนให้ผลผลิตงอกงาม หนึ่งในนั้นคือต้นกาแฟที่ปลูกลดหลั่นไปตามแนวเขาอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ใช้ยาและสารเคมี

กาแฟ

กาแฟจะให้รสชาติและผลผลิตที่ดีเมื่อเติบโตใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ ดังนั้นนี่คือโครงข่ายความยั่งยืนที่อิงอาศัยกันไปอย่างไม่รู้จบ การปลูกต้นกาแฟช่วยรักษาป่าเอาไว้ ในขณะเดียวกันป่าแผ่ขยายกิ่งก้านสาขามอบร่มเงาให้ต้นกาแฟ

อมก๋อยบีนส์

พี่โสภาเป็นคนอมก๋อย เธอเกิด เติบโต และเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายสิบปีมาด้วยสองตา ตั้งแต่วันที่ผืนป่าถูกทำลาย เธอจึงบุกเบิกการปลูกกาแฟบนดอยแห่งนี้ เพราะเชื่อว่าต้นกาแฟจะช่วยให้ชาวอมก๋อยได้ผืนป่ากลับคืนมา และก่อตั้ง Sopa’s Estate ขึ้น เพื่อผลักดันให้ผลผลิตของกาแฟจากอมก๋อย สามารถขายและสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้อย่างยั่งยืน

กาแฟ

Sopa’s Estate คือ Processor ที่รับซื้อกาแฟเชอร์รี่จากแหล่งปลูกทั่วอมก๋อย ซึ่งไม่ได้ปลูกเป็นไร่สุดลูกหูลูกตาแบบที่เราเคยเห็นกันทั่วๆ ไป ไร่กาแฟอมก๋อยกลมกลืนอยู่กับผืนป่าบนภูเขาสูง หลายพื้นที่ห่างไกลจนแทบไม่มีใครไปรับซื้อกาแฟเชอร์รี่จากชาวบ้าน เพราะต้องขับรถไปเป็นวันๆ แถมเส้นทางก็ลำบาก

แต่พี่โสภาเป็นมนุษย์ไม่ธรรมดา เธอดั้นด้นไปหาเกษตรกรถึงที่ นำพันธุ์กาแฟไปส่งเสริมให้ปลูก นำวิทยาการความรู้ไปมอบให้ และยังไปรับซื้อผลผลิตที่ใครต่อใครต่างปฏิเสธที่จะบุกป่าฝ่าดงเข้าไป และนำกาแฟเชอร์รี่เหล่านั้นมา Process ต่อ

เส้นทางการ Process ของพี่โสภาล้มลุกคลุกคลานมานานหลายปี กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เธอเริ่มลงมือทำโดยไม่มีความรู้อะไรเลย อาศัยการเรียนด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือ สอบถามผู้รู้ และลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ช่วงแรกที่พี่โสภาเอากาแฟที่ตัวเองทำไปส่งขาย หลายครั้งถูกปฏิเสธกลับมาด้วยเหตุผลเรื่องคุณภาพต่างๆ นานา จนทำให้เธอคิดว่าวันหนึ่งอยากจะทำกาแฟอมก๋อยให้มีคุณภาพดีและเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่านี้

กาแฟ

พี่โสภาลองส่งกาแฟของตัวเองเข้าไปประกวดในงานประกวดเมล็ดกาแฟของไทย เหตุผลที่ส่งประกวดก็เพราะอยากรู้ว่าสิ่งที่ทำมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง ในปีแรกๆ กาแฟที่เธอลงมือทำได้มาด้วยความรู้จากการอ่านทั้งหมด และอยู่ในระดับดีจนน่าพอใจ  

เธอรวบรวมข้อผิดพลาดที่ได้รับมาปรับปรุงแก้ไข และเตรียมส่งประกวดอีกครั้งในปีถัดไป พัฒนาการที่ก้าวกระโดดทำให้กาแฟจาก 2 หมู่บ้านของอมก๋อยได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และอันดับ 3 ในปีเดียวกัน หลังจากปลูกปั้นมา 5 ปีเต็ม

กาแฟอมก๋อยของพี่โสภาได้อันดับที่ 1 ได้รับการประมูลต่อไปโดยพี่ตู๋ และทำให้พี่ตู๋เริ่มสังเกตเห็นว่า กาแฟจากตอนใต้ของเชียงใหม่จะต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่นอน พี่ตู๋ถึงกับต้องขึ้นมาหาพี่โสภาถึงอมก๋อย เพื่อดูว่าทำไมกาแฟของที่นี่ถึงมีความพิเศษแตกต่างจากที่อื่นได้ขนาดนี้

กาแฟ

กาแฟ

เมื่อพี่ตู๋ได้ขึ้นมาเห็นกับตาและรับรู้เรื่องราวตั้งแต่ต้นของกาแฟอมก๋อย ซึ่งพี่โสภาไม่ได้พัฒนาแค่กาแฟ แต่ตั้งใจพัฒนาคน ชุมชมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ทั้งคู่จึงตัดสินใจร่วมกันสร้าง วิสาหกิจชุมชนอมก๋อยบีนส์ ด้วยเป้าหมายเดียวกัน นั่นคืออยากพัฒนากาแฟของอมก๋อยและสนับสนับกาแฟไทยให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้

อมก๋อยบีนส์เชื่อเรื่องป่า เมื่อป่าที่สมบูรณ์คือหัวใจที่ทำให้กาแฟของอมก๋อยรสชาติดี ก็เลยชวนเกษตรกรมาช่วยกันปลูกกาแฟ และช่วยกันปลูกป่าเพื่อดูแลป่าไปด้วยเสียเลย

กองไฟค่อยๆ มอดลง เป็นเหมือนนาฬิกาที่บอกว่าถึงเวลาต้องเข้านอนแล้ว แหงนหน้ามองท้องฟ้ามืดมิด อาจเป็นเพราะเราอยู่บนดอยที่สูงขึ้นมาจากระดับน้ำทะเลกว่าหนึ่งพันเมตร ใกล้ท้องฟ้ากว่าที่เคย แถมยังไร้แสงใดๆ รบกวน ทำให้พระจันทร์ดวงโตที่ลอยอยู่เหนือวงสนทนาดูสว่างเจิดจ้ากว่าครั้งไหนๆ

กาแฟ

และพรุ่งนี้เช้า พวกเราจะไปเก็บเกี่ยวผลกาแฟในวันพระจันทร์เต็มดวง และเยี่ยมชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่ทำให้กาแฟอมก๋อยพิเศษและแตกต่างจากที่อื่นกัน

ผืนป่า สายน้ำ และต้นกาแฟ

เช้าตรู่วันต่อมา หลังเติมพลังด้วยข้าวต้มดอยและกาแฟดริปหอมกรุ่น พวกเราก็ออกเดินเข้าป่าไปพร้อมกับพี่โสภา พี่ตู๋ และ พี่ทับทิม ไชยยงค์ เจ้าหน้าที่ประสานงาน หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่หาด ผู้มาเป็นวิทยากรรับเชิญเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผืนป่า สายน้ำ และต้นกาแฟ ที่เชื่อมโยงความอุดมสมบูรณ์ถึงกันเป็นโครงข่ายธรรมชาติขนาดใหญ่ให้เราฟัง

กาแฟ

กาแฟ กาแฟ

พี่ทับทิมอธิบายว่า ที่นี่เป็นหน่วยจัดการต้นน้ำ มีหน้าที่สังเกตการณ์ วัดระดับและความเร็วของน้ำในลำห้วย รวมถึงเพาะพันธุ์ไม้ต่างๆ โดยเฉพาะไม้โครงสร้างที่จะถูกนำไปปลูกเพื่อให้เจริญเติบโตเป็นหลังคาของป่าต่อไป ต่างจากหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ ซึ่งมีหน้าที่สอดส่องดูแลความเรียบร้อย และจัดการคนทำผิดกฏหมายในผืนป่า เช่น คนตัดไม้หรือคนทำไร่เลื่อนลอย

เราเดินผ่านกำแพงดินสูงหลายเมตรที่ปลูกหน้าแฝกเอาไว้เป็นจุดๆ พี่ทับทิมบอกว่าหญ้าแฝกมีรากที่แข็งแรงและยาวหลายเมตร ผืนดินบริเวณไหนแข็งมาก ก็จะปลูกหน้าแฝกเพื่อใช้รากของมันชอนไชลงไปทำให้ดินนิ่มขึ้น แถมยังช่วยป้องกันดินทลายได้ดี จนได้รับฉายาว่ากำแพงมีชีวิต

เดินต่อไปอีกหน่วย ก็พบกับแปลงปลูกกล้วยไม้ขนาดใหญ่ที่กำลังออกดอกชูช่อ หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่หาดเพาะพันธุ์และปลูกกล้วยไม้มานานหลายสิบปีแล้ว เพื่อสนับสนุนให้ชาวบ้านนำไปปลูกแทนการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว กล้วยไม้ให้ราคางามเมื่อเทียบกับการปลูกพืชผักสวนครัวชนิดอื่นๆ

กาแฟ กาแฟ

พี่ทับทิมชี้ให้ดูกล้วยไม้ต้นหนึ่งซึ่งสวยงามมาก กลีบดอกแข็งแรงแต่ชดช้อยงองุ้มเข้าหากันเป็นถุงลึก จนมีลักษณะคล้ายรองเท้า นี่คือกล้วยไม้สายพันธุ์รองเท้านารี ที่โด่งดังและปลูกได้ดีบนภูเขาสูงทางภาคเหนือของไทย

เดินต่อไปอีกไม่ไกล เราก็พบกับลำน้ำใสแจ๋วซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้ครึ้ม พี่ทับทิมอธิบายว่า ลำน้ำสายนี้ไหลมาจากต้นน้ำบนยอดเขา จากนั้นไหลไปรวมกับลำน้ำสาขาอีกหลายร้อยสายสู่เขื่อนภูมิพล น้ำที่คนกรุงเทพฯ อย่างเราๆ ใช้กันอยู่ทุกวัน ก็มีต้นกำเนิดมาจากลำน้ำน้อยสายนี้

กาแฟ

  ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่านำมาซึ่งต้นน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้าน และซึมซาบไปตามพื้นดินสู่ต้นกาแฟ เมื่อชาวบ้านไม่ใช้สารเคมี ลำน้ำพวกนี้จึงบริสุทธิ์มาก กาแฟอมก๋อยรสชาติดีเพราะดินอุดมสมบูรณ์และน้ำอุดมไปด้วยแร่ธาตุ

เก็บเกี่ยวกาแฟในวันพระจันทร์เต็มดวง

ต้นกาแฟของอมก๋อยถูกปลูกไว้ใต้ร่มเงาไม้โครงสร้างสูงใหญ่ในผืนป่า ลดหลั่นกันไปตามความสูงชันของเขา ในขณะที่ผู้เข้าร่วมทริปแต่ละคนกำลังทุลักทุเลกับการปีนป่ายและทรงตัวอยู่นั้น ทุกคนถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน เมื่อคุณยายชาวปะกาเกอะญอคนหนึ่ง แบกกระสอบใส่กาแฟเชอร์รี่เดินลงเขาอย่างคล่องแคล่วผ่านหน้าพวกเราไป

อมก๋อยบีนส์ เป็นวิสาหกิจชุมชนที่ทำตั้งแต่คัดเลือกสายพันธุ์กาแฟที่ดี เพาะต้นกล้า แล้วนำไปปลูก ช่วยลงไปจัดการสวน ช่วยตกแต่งสวน เพื่อให้ได้ต้นกาแฟที่สุขภาพดีที่สุด รวมถึงแนะนำการเก็บเกี่ยว

กาแฟ กาแฟ

พี่โสภาเริ่มอธิบายวิธีการเก็บกาแฟเชอร์รี่ ว่าผลที่เก็บต้องเป็นสีแดงฉ่ำหมดทั้งลูก ไม่ติดสีเขียวมาเลย วิธีการเด็ดให้บิดผลแล้วหมุนตามแนวกิ่ง เพื่อให้กาแฟเชอร์รี่ที่ได้มีความบอบช้ำน้อยที่สุด และต้องนำไปส่งที่โรง Process ทันที

และเหตุผลที่เราเลือกเก็บเกี่ยวกาแฟในวันพระจันทร์เต็มดวง มาจากคำแนะนำของ เอโกะ-Eko Purnomowidieko ผู้เชี่ยวชาญและนักพัฒนากาแฟชาวอินโดนีเซีย ที่ใช้หลักการข้างขึ้นข้างแรม อธิบายว่าช่วงพระจันทร์เต็มดวงต้นกาแฟจะดูดสารอาหาร น้ำ จากรากมาสู่ลำต้น ใบ ผล มากที่สุด ทำให้ผลกาแฟชุ่มฉ่ำและเต็มไปด้วยสารอาหารที่ทำให้กาแฟมีรสชาติดี

เราสะพายตะกร้าสานขนาดพอเหมาะกันคนละใบและแยกย้ายกันไปเก็บผลกาแฟในผืนป่ากว้าง

กาแฟ กาแฟ

จนเวลาล่วงเลยเกือบจะเที่ยงวัน ดวงอาทิตย์สาดแสงเจิดจ้า แต่พวกเราแทบไม่รู้สึกถึงความร้อนเลย เพราะไม้โครงสร้างสูงใหญ่ให้ร่มเงาจนมีเพียงแสงแดดรำไรที่ส่องลงมาถึงพื้นป่า และนั่นคือสภาพแสงแดดแบบที่ต้นกาแฟชอบ

ทุกคนกลับลงมาที่หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่หาดพร้อมกับกาแฟเชอร์รี่เต็มตะกร้าสาน ขั้นตอนต่อจากนี้คือการ Process หรือแปรรูปกาแฟเชอร์รี่ ซึ่งเราจะต้องลงไปทำกันที่ Sopa’s Estate ในตัวเมืองอำเภออมก๋อย และโชคดีที่ขาลงจากดอยนั้นเร็วกว่า ทำให้ระยะเวลาในการนั่งโขยกเขยกอยู่บนรถกระบะโฟว์วีลไม่นานเกินไปนัก

จากกาแฟเชอร์รี่สู่กาแฟกะลา

เป็นหน้าที่หลักของ Sopa’s Estate ของพี่โสภาในการคัดเลือกกาแฟด้วยตัวเองถึงสวนของลูกสวนที่ขายผลกาแฟให้ พี่โสภารับซื้อจากชาวสวนกาแฟทั่วอมก๋อยด้วยราคาที่สูงกว่าปกติ แต่ต้องแลกด้วยการคัดเลือกที่ละเอียดอ่อน และเมื่อเก็บได้ต้องนำมาส่งทันที

พี่โสภาพาเราเดินชมแต่ละพื้นที่ในโรง Process พร้อมอธิบายให้ฟังว่า ทันทีที่กาแฟเชอร์รี่มาถึงที่ Sopa’s Estate กระบวนการแรกที่ต้องทำคือการล้างทำความสะอาดและคัดเลือกเชอร์รี่ที่ยังไม่สุก สุกเกินไป หรือฝ่อทิ้งไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความละเอียดในการเก็บกาแฟของเกษตรกรต้นทาง หากต้นทางเลือกเก็บเฉพาะกาแฟเชอร์รี่ที่แดงสุดขั้วคุณภาพดี ขั้นตอนนี้ก็จะทุ่นแรงไปได้มาก

กาแฟ

จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการแปรรูป ซึ่งพี่โสภาอธิบายให้ฟังว่ามีด้วยกัน 3 แบบ

Dry Process คือการตากกาแฟเชอร์รี่เลยโดยไม่ต้องทำอะไร นอกจากล้าง เอาสิ่งแปลกปลอมออกและนำไปตากเลย ซึ่งถือเป็นวิธีแปรรูปแบบดั้งเดิมที่สุด และเป็นวิธีที่นิยมในพื้นที่ซึ่งมีแดดจัดและไม่มีน้ำอยู่มากนักอย่างแอฟริกา

กาแฟ

กาแฟ

Washed Process คือการกระเทาะเปลือกและเนื้อของกาแฟเชอร์รี่ออก โดยที่ยังเหลือเมือกไว้ จากนั้นนำไปหมักในบ่อหมักจนเมือกสลายไป แล้วจึงนำไปตาก การแปรรูปวิธีนี้จะทำให้ได้กาแฟที่มีคุณภาพสูง ที่มีความเปรี้ยวในแบบของกาแฟมากกว่าการ Process ด้วยวิธีอื่น

พี่โสภาอธิบายยิ้มๆ ว่าบ่อหมักหน้าตายูนีคของ Sopa’s Estate ที่เราเห็นอยู่นี้ เธอออกแบบและก่อสร้างเองกับมือ อาจไม่ได้สวยเป๊ะแบบบ่อหมักที่อื่น แต่รับรองว่าทนทานและตอบโจทย์การใช้งานจริง

กาแฟ

Semi-Washed หรือ Honey Process คือการกระเทาะเปลือกและเนื้อของกาแฟเชอร์รี่ออก โดยที่ยังเหลือเมือกไว้ ก่อนนำไปตาก เมือกมีความหวานตามธรรมชาติ การตากกาแฟพร้อมเมือกจะช่วยให้เมล็ดกาแฟมีรสชาติหวานขึ้น   

พี่ตู๋ช่วยเสริมว่า ทุกวันนี้เครื่องจักรที่ใช้ในการแปรรูปทันสมัยขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ทำให้สามารถกำหนด % ของเมือกที่ยังคงติดอยู่กับกาแฟกะลาระหว่างการตากได้ เราจึงมักเห็นฉลาก 50% Honey หรือ 80% Honey อยู่บ่อยครั้ง

กาแฟ กาแฟ

กาแฟเชอร์รี่ที่ผ่านการแปรรูปไม่ว่าจะแบบใดก็ตาม เมื่อตากแห้งเสร็จสมบูรณ์แล้ว เราเรียกว่ากาแฟกะลา แต่ก่อนจะตามไปดูการเดินทางขั้นต่อไปของกาแฟกะลา พี่โสภาพาพวกเราไปนั่งในศาลาไม้หลังเล็กใกล้ๆ โรง Process และหยิบอุปกรณ์ขนาดเหมาะมือออกมาพร้อมกับอธิบายว่า เราจะมาวัดค่าความหวานของกาแฟกัน

เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้มีชื่อว่า เครื่องวัดค่า Brix ซึ่งเป็นหน่วยวัดความหวานในผลไม้ วิธีวัดนั้นแสนง่าย เพียงแค่กระเทาะเปลือกกาแฟเชอร์รี่ จากนั้นนำน้ำในผลไปป้ายบนหน้าจอของเครื่อง ส่องเข้าไปจะเห็นหน้าจอสีฟ้าที่แสดงค่าหักเหแสงไว้ให้เราเสร็จสรรพ

กาแฟ

กาแฟเชอร์รี่ที่เก็บเกี่ยวได้ จะมีค่า Brix อยู่ระหว่าง 12-25°Bx. ยิ่งค่า Brix สูง ยิ่งแปลว่ามีน้ำตาลอยู่มาก พี่โสภาอธิบายว่าการวัดค่า Brix จะทำให้รู้ว่ากาแฟเชอร์รี่ที่รับมาจากแต่ละสวนมีค่าน้ำตาลเฉลี่ยอยู่เท่าไหร่ ค่าน้ำตาลมีผลต่อคะแนนในการ Cupping และถือเป็นค่ามาตรฐานที่วัดผลได้แม่นยำในการต่อรองราคากาแฟ

พี่ตู๋ช่วยอธิบายเพิ่มว่าค่า Brix นี้ สามารถเพิ่มได้หลังจากเก็บเกี่ยวกาแฟเชอร์รี่ที่อาจยังไม่สุกจัดมาแล้วนำไปบ่ม คล้ายเวลาเราบ่มผลไม้ต่างๆ นั่นเอง

จากกาแฟกะลาสู่กาแฟคั่ว

วันสุดท้ายของทริป เราแวะไปที่ร้านกาแฟเล็กๆ ในตัวอำเภออมก๋อย ที่พี่โสภาสร้างไว้ให้เกษตรกรลูกสวนได้ชิมกาแฟของตัวเองแบบง่ายๆ เพราะที่ผ่านมาคนปลูกกาแฟแทบไม่เคยรู้ว่ากาแฟที่ตัวเองส่งต่อนั้นรสชาติเป็นอย่างไร แม้ร้านจะเล็ก แต่ก็อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยลูกค้าขาประจำและขาจรอย่างพวกเรา จนบาริสต้าสาวดอยประจำร้านชงกาแฟแทบไม่ทัน

จากนั้นก็ถึงเวลาสนุก เราไปเยี่ยมชมโรงสีกาแฟของ Sopa’s Estate

หลังจากเราได้กาแฟกะลามาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำไปสีเพื่อเอาเปลือกออก กาแฟกะลาจะกลายเป็นกาแฟสาร ที่จะถูกคัดเกรดด้วยเครื่อง ซึ่งจะแยกกาแฟสารออกเป็นขนาดต่างๆ จากนั้น Defect คัดเอาเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออกด้วยมือ

กาแฟ กาแฟ

พี่โสภาบอกว่าเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์มีตั้งแต่ เมล็ดที่แตก หัวแบะ ฝ่อ มีแผล วิธีสังเกตกาแฟสารที่สมบูรณ์อย่างง่ายที่สุด คือเมื่อวางเมล็ดคว่ำลง เมล็ดจะต้องไม่กระดกไปมา มีรูปร่างคล้ายเมาส์คอมพิวเตอร์

เราไปเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้เรื่องกาแฟของวิสาหกิจชุมชนอมก๋อยบีนส์ ที่ Espressoman Supply ซัพพอร์ตเรื่องอุปกรณ์ให้ทั้งหมด แถมยังมีเครื่องคั่วขนาดเล็กเพื่อใช้คั่วกาแฟชิมได้ทันที ไม่ต้องส่งลงมาคั่วในเมืองแล้วส่งกลับมาชิมเหมือนที่ผ่านๆ มา

กาแฟ

ขั้นตอนสุดท้ายในการแปรรูปกาแฟ คือการคั่วนั่นเอง โดยนำกาแฟสารมาผ่านความร้อนภายในถังคั่ว อุณภูมิมาตรฐานจะอยู่ที่ประมาณ 120-240 องศาเซลเซียส ในขั้นตอนการคั่วจะแบ่งออกเป็นการคั่วอ่อน การคั่วกลาง และการคั่วแบบเข้ม อย่างที่เราได้เรียนวิชาจิบกาแฟ 101 ให้รู้จักรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว ของกาแฟที่คั่วไม่เท่ากันกับพี่ตู๋ไปแล้วตั้งแต่วันแรก

กาแฟ

Coffee Cupping เริ่มจิบ ไม่รู้จบ

และไฮไลท์สุดท้ายของทริปนี้ ที่ทำให้ผู้ร่วมทริปหลายคนรวมทั้งเราเองตื่นเต้นมาก คือการลอง Cupping เป็นครั้งแรกในชีวิต

Cupping คือการใช้ประสาทสัมผัสประเมินรสชาติ กลิ่น และความรู้สึกที่เรามีต่อกาแฟนั้นๆ

พี่ตู๋อธิบายว่า ที่ต้องทำ Cupping เพราะรสชาติของกาแฟที่ได้จากการชงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ใช้ในการชง เช่น ระดับการคั่ว อุณหภูมิน้ำ ขนาดบด และเวลาที่ใช้ในการชง ทำให้ไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่ารสชาติของกาแฟที่ได้นั้น เป็นผลมาจากการชงหรือตัวเมล็ดกาแฟเอง

ดังนั้นการที่จะบอกว่ารสชาติที่ชิมนั้นเป็นรสชาติที่เกิดมาจากคุณภาพของเมล็ดกาแฟ เราจึงจำเป็นต้องควบคุมตัวแปรอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อรสชาติของกาแฟให้คงที่ 

พี่ตู๋และทีม Espressoman Supply เริ่มต้นขั้นตอนการทำ Cupping อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งบอกเลยว่าละเอียดอ่อนมาก เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าต้องควบคุมปัจจัยทุกอย่างให้คงที่  

กาแฟ

กาแฟ

เริ่มจากนำกาแฟมาบดใส่แก้วแล้วดมกลิ่นกลิ่นช่วงแรกคือกลิ่นที่อยู่ในกาแฟ จากนั้นเติมน้ำร้อนลงไป ดมกลิ่น ทิ้งไว้ 3-4 นาที ใช้ช้อน Cupping ค่อยๆ ดันเปิดหน้าผิวกาแฟและดมกลิ่นจากหลังช้อน โดยอย่าลืมตักกากแฟที่อยู่ด้านบนออก และสุดท้ายชิม

เมื่อชิมแล้ว รสชาติ กลิ่น และความรู้สึกที่เราต้องประเมินต่อกาแฟนั้นๆ มี 6 อย่างด้วยกัน คือ

Aroma  กลิ่น

Taste รสชาติของกาแฟว่า หวาน ขม เปรี้ยว หรือเค็ม

Favour กลิ่นรส เป็นการแจกแจงว่ารสที่เรากินเข้าไปมีรสชาติเหมือนอะไร เช่น เหมือนถั่วหรือมะขามเป็นต้น

After test กลิ่นและรสชาติที่คงค้างอยู่หลังจากเรากลืนกาแฟลงคอไปแล้ว

Body ความเข้มที่เคลือบอยู่รอบปาก

Acidity ความเปรี้ยวที่อยู่ในกาแฟ ความเปรี้ยวสามารถแบ่งว่าเป็นเปรี้ยวแบบมะนาว เปรี้ยวแบบเลมอน หรือเปรี้ยวแบบแอปเปิ้ล

กาแฟ

กาแฟที่เราได้ชิมวันนั้นมี 4 ตัว แต่ละตัวถูกแปรรูปด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างกัน หลังซดกาแฟไปหลายสิบอึก จนคิดว่าน่าจะตาค้างไปจนถึงวันพรุ่งนี้เช้าแน่ ก็ต้องยอมรับว่ามือใหม่อย่างเรา แม้จะชิมและดมไปหลายรอบ ก็ยากมากที่จะแยกกลิ่นและรสชาติของกาแฟ

พี่ตู๋บอกว่าการ Cupping ต้องอาศัยการฝึกฝนและแยกประสาทสัมผัส แถมประสบการณ์ที่มีต่อวัตถุดิบอื่นๆ ก็มีผลต่อการ Cupping เพราะยิ่งถ้าเราเคยกินพืชผักผลไม้หลากหลายชนิดมากเท่าไหร่ เราก็จะมีความทรงจำเรื่องกลิ่นและรสชาติในโลกนี้มากเท่านั้น

กาแฟ

และนี่คือโลกของกาแฟที่พวกเราได้ไปสำรวจและเรียนรู้ตลอดเวลา 3 วัน 2 คืน ทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน เป็นโครงข่ายความยั่งยืนที่อิงอาศัยกันไปอย่างไม่รู้จบ ตั้งแต่ต้นน้ำบนดอย ไปจนถึงปลายน้ำในเมืองใหญ่ และกาแฟแก้วอุ่นในมือที่พวกเราได้ลิ้มลอง

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

The Cloud Journey

กิจกรรมที่จะพาผู้ร่วมทริปไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านกิจกรรม

18 กุมภาพันธ์ 2563
2 K

The Cloud X Thailand Coffee Fest

“จงดีใจและภูมิใจที่พวกคุณได้อยู่ในวงการกาแฟ เพราะกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยธรรมชาติ” นี่คือคำพูดของชายที่หลายคนในวงการกาแฟขนานนามว่าเป็นปราชญ์แห่งกาแฟ เอโกะ ปูร์โนโมวีดี หรือ ปาเอโกะ เกษตรกรชาวอินโดนีเซียผู้บุกเบิกวิถีกาแฟพิเศษในประเทศอินโดนีเซีย ที่เราพาผู้อ่านที่รักกาแฟ ธรรมชาติ และความยั่งยืน ดั้นด้นจากประเทศไทยไปเรียนรู้วิชาการปลูกกาแฟกับเขาและชาวเผ่าบาตักในทริป The Cloud Journey 09 : Tribal Wisdom

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ด้วยอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ตั้งขนาบกับเส้นศูนย์สูตรทั้งประเทศและอยู่ใน ‘Coffee Belt’ (ประเทศบนแถบพื้นที่เส้นศูนย์สูตรที่ปลูกกาแฟได้) ประเทศนี้จึงปลูกและผลิตกาแฟได้ตลอดทั้งปี ทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศอันดับ 4 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชียที่ผลิตและส่งออกเมล็ดกาแฟ ไม่เพียงแต่ปริมาณที่บ่งบอกกำลังการผลิต แต่คุณภาพของกาแฟก็มีชื่อเสียงอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก อย่างกาแฟชวา กาแฟจาการ์ตา กาแฟสุมาตรา

ครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งสู่เมืองหลวงจาการ์ตาเพื่อตามรอยกาแฟคุณภาพคับแก้ว แต่เรากำลังมุ่งหน้าสู่ลินตงนีฮุตา จังหวัดสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย เขตพื้นที่ราบสูงทางตอนเหนือของอินโดนีเซีย ที่ที่มีกระบวนการทำกาแฟเฉพาะตัว สร้างเป็นเอกลักษณ์ที่ทั่วโลกจดจำว่า นี่คือกาแฟของสุมาตราเหนือ

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ลินตง สุมาตราเหนือ 

ซิโบรงโบรง คือชื่อสนามบินที่ไม่คุ้นหูใครเลยแม้แต่เรา ไม่ต้องแปลกใจถ้าคุณจะไม่เคยได้ยินชื่อนี้ เพราะที่นี่ไม่มีไฟลต์ตรงจากประเทศไทย วิธีการเดินทางที่สะดวกมากที่สุดต้องอาศัยการบินจากกรุงเทพฯ มากัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แล้วค่อยต่อเครื่องไปซิโบรงโบรง สุมาตราเหนือ ที่มีเพียงสัปดาห์ละ 3 ไฟลต์เท่านั้น

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

สถานที่แห่งนี้เป็นที่ราบสูง เกิดจากการทับถมของดินภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่ปะทุในอดีตกาลราวๆ 100,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดเป็นแอ่งน้ำขนาดมหึมา ซึ่งต่อมากลายมาเป็นทะเลสาบโทบา (Lake Toba) ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีระดับความลึก 1,500 เมตร เป็นที่กักเก็บน้ำและอุดมเป็นด้วยแร่ธาตุจากดินภูเขาไฟอย่างมหาศาล ห่างออกมาจากทะเลสาบโทบาราวๆ 400 เมตร คือที่หมายของเราในทริปนี้ ลินตง สุมาตราเหนือ

ทริปครั้งนี้เราชวนผู้อ่าน The Cloud ซึ่งทุกคนมาจากหลากหลายอาชีพในวงการกาแฟตั้งแต่ เกษตรกร โพรเซสเซอร์ บาริสต้า คนคั่ว ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ ทุกคนต่างมีประสบการณ์การเดินทางไปทริปกาแฟมาแล้วหลายต่อหลายแห่ง

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมาถึงลินตง คือสายตาที่มองออกไปนอกกระจกรถบัสระหว่างทางเรากำลังเดินทาง บรรยากาศที่รายล้อมลินตงแตกต่างจากสวนกาแฟที่พวกเขาเคยเห็น พวกเขาเห็นต้นกาแฟในสวนหลังบ้านทุกหลัง และหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กระดับความสูงของพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชัน จนพบว่าตัวเลขความสูงของลินตงคือ 1,300-1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นความสูงที่สามารถปลูกกาแฟอาราบิก้าได้เป็นอย่างดี แถมเป็นที่ราบบริเวณกว้าง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับที่ประเทศไทย ความสูงระดับนี้จะเป็นพื้นที่ยอดเขามีทั้งเนินและความชัน ทำให้เห็นความแตกต่างของภูมิประเทศที่ส่งผลต่อการปลูกกาแฟอย่างชัดเจน

รู้จักกับชนเผ่า ‘บาตัก’ ชนพื้นเมืองที่สุมาตราเหนือ

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแถบลินตง สุมาตราเหนือ แห่งนี้เป็นชาวบาตัก ชนเผ่าที่นับถือศาสนาคริสต์และมีความเชื่อที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ตลอดชีวิตของคนบาตักมักใช้ทุกๆ วาระของช่วงชีวิตในการปลูกต้นไม้ กระทั่งเมื่อสิ้นอายุขัยก็ยังปลูกต้นไม้ต้นเล็กๆ เหนือหลุมศพ ตามความเชื่อว่าถ้าหากต้นไม้ที่ปลูกนั้นแตกกิ่งก้านสาขามากก็จะมีลูกชายเอาไว้สืบสกุลมาก หากออกใบมากก็จะมีลูกสาวมาก วงศ์ตระกูลจะเจริญและรุ่งเรือง เพราะสำหรับคนบาตัก ลูกสาวมีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทำการค้าและธุรกิจทั้งหมด ซึ่งธุรกิจหลักของคนที่นี่ก็หนีไม่พ้นเรื่องกาแฟ

จุดเริ่มต้นของการทำกาแฟคุณภาพของคนบาตัก เริ่มต้นตั้งแต่การให้ปุ๋ยกับต้นกาแฟ การเพาะเลี้ยงการดูแล และการแปรรูป สิ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น พวกเขายินดีที่จะแบ่งปัน สิ่งที่เขามีให้พวกเราได้เห็น ได้เรียนรู้ ได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อ อย่างเต็มใจ ซึ่งเรายังได้เก็บเกี่ยว 5 บทเรียนมาฝาก ดังนี้

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

บทเรียนที่ 1

ปุ๋ยหมักออร์แกนิก

ปุ๋ยคือสารอาหารหลักของพืชทุกชนิด ไม่เพียงสำหรับกาแฟ และที่นี่เลือกใช้ปุ๋ยหมักที่นำทรัพยากรธรรมชาติที่มีรอบตัวมาทำ โดยส่วนผสมจะถูกทับถมเป็นชั้นๆ ประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้ตามลำดับ

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ชั้นที่ 1 ใบไม้แห้ง ชั้นที่ 2 มูลหมูหรือไก่จากฟาร์มที่เลี้ยงเอง เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์จะไม่ถูกให้อาหารที่มีสารเคมีเจือปน สัตว์จะต้องกินอาหารตามธรรมชาติและต้องหมักทิ้งไว้ราวๆ 2 เดือน ใส่ถุงและมัดปากถุงเอาไว้ไม่ให้แมลงเข้าไปวางไข่

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ชั้นที่ 3 ใบไม้สดสับละเอียด ชั้นที่ 4 มูลสัตว์ ชั้นที่ 5 โปะด้วยใบไม้แห้งอีกครั้ง และกลบด้วยดินดำ อาจจะใส่ผลเชอร์รี่ลงไปผสมด้วยหากเป็นฤดูกาลที่มีผล จากนั้นรดน้ำพอชื้นแล้วคลุมด้วยผ้าใบไว้ 3 เดือน และทุกๆ 2 เดือนจะต้องเปิดผ้าใบขึ้นมาคลุกส่วนผสมทั้งหมด แล้วคลุมไว้อย่างเดิม ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนครบกำหนดก็จะได้ปุ๋ยหมักไปใช้ต่อ 

สำหรับปุ๋ยหมัก ไม่จำเป็นต้องกะส่วนผสมแต่ละชั้นให้เป๊ะเหมือนปุ๋ยเคมี เพียงกะให้อยู่ในอัตราส่วนที่พอๆ กัน เคล็ดไม่ลับคือมูลสัตว์มีอุณหภูมิไม่เท่ากัน อย่างมูลไก่นั้นร้อน สังเกตได้คือหากวางไว้บนหญ้า หญ้าจะเริ่มไหม้และดำเพราะฉะนั้น หากใส่มูลไก่เยอะ ก็ต้องเตรียมพืชใบสดให้มากขึ้นอีกนิด

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ปุ๋ยหมักเป็นอาหารเสริมของต้นไม้ ถึงไม่ใส่ต้นไม้ก็ไม่ตาย แต่ถ้าใส่ต้นไม้ก็จะแข็งแรงขึ้น เพราะสิ่งที่เราหมักจะทำให้เกิดแบคทีเรียที่ช่วยเป็นสารอาหารให้ต้นไม้ ข้อควรระวังคือไม่ควรใส่ใกล้โคนต้นจนเกินไป ระยะที่พอเหมาะคือเส้นรอบวงความกว้างของพุ่มใบต้นนั้นๆ และใช้ในปริมาณ 2 อุ้งมือเท่านั้น

บทเรียนที่ 2

เพาะต้นกล้าลงดิน

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ดินที่สุมาตราเหนือเป็นดินที่มีคุณสมบัติต่างออกไป เป็นดินแห้งและมีคุณสมบัติเป็นกรด ซึ่งเป็นผลกระทบจากการระเบิดของภูเขาไฟในอดีต ทำให้ไม่มีหน้าดินและส่วนมากจะเป็นหิน การขุดดินเพื่อเพาะปลูกจึงต้องขุดลึกเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีหินอยู่ก้นหลุม 

ความลึกที่พอเหมาะสำหรับที่นี่คือระดับสะโพก-เอว วิธีการวัดระดับความลึกสไตล์บาตักคือเมื่อขุดเสร็จแล้วให้ลงไปยืนในหลุม พอได้ความลึกที่ต้องการแล้ว ต้องเช็กอีกว่าในหลุมจะมีหินอยู่ใต้หลุมหรือไม่ ด้วยการเทน้ำลงไป 1 ถัง แล้วดูว่าน้ำซึมลงดินไหม ถ้าไม่ซึมแปลว่ามีหินอยู่ใต้หลุม นั่นแปลว่าใช้ไม่ได้ ต้องหาตำแหน่งปลูกใหม่ทันที

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำในการเพาะต้นกล้าลงดินคือ ระยะห่างของแต่ละต้นจะต้องกว้างมากพอให้อากาศผ่านลำต้นกันได้ และไม่ควรปลูกให้แน่นจนเกินไป เพราะจะนำมาซึ่งโรคต่างๆ ทั้งรา สนิม รวมไปถึงอาจทำให้ต้นไม้แย่งสารอาหารในดินกันเอง จนทำให้ต้นใดต้นหนึ่งไม่แข็งแรงและตายไป

บทเรียนที่ 3

สำรวจผืนป่า คนบาตัก

จาก 2 บทเรียนแรก เราเริ่มลงมือสร้างป่าจากกระบวนการริเริ่มของคนบาตักไปแล้ว บทเรียนนี้ทำให้เราเห็นผลลัพธ์ของการใช้ภูมิปัญญาที่คนบาตักทำมาตลอดเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ลูซาน โรสมานี่ ลาบาบัน และ ปางุน เจ้าของสวนกาแฟอายุ 30 ปี ขนาด 1 เฮกเตอร์ (ประมาณ 6 ไร่) ที่ปลูกแบบใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ (Shade-grown) ซึ่งหาได้ยากในลินตงแล้ว พวกเขาใช้หลักการ 5 ข้อในการทำสวนกาแฟนี้ให้ยั่งยืน คือตัดแต่งกิ่งให้ถูกต้อง ปลูกอย่างเป็นสัดส่วน จัดการโรคของต้นกาแฟ มีร่มเงาที่ดี และเก็บเกี่ยวอย่างถูกต้อง ซึ่งแน่นอนทุกหลักการเป็นการทำฟาร์มแบบออร์แกนิก

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ลูซานพาพวกเราเดินสำรวจสวนกาแฟ แต่ก่อนจะเข้าไปในสวน ลูซานพาเดินตรงไปที่ป่าที่ล้อมรอบสวนอยู่ เขาเล่าว่านี่ไม่ใช่ป่าที่มีอยู่แต่เดิมอยู่แล้ว แต่เป็นการปลูกขึ้นเพื่อเป็นแนวกันลมเพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นและลมแรง การมีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบนอกจากจะช่วยเป็นแนวกันลมแล้วยังเป็น Agroforestry (การวนเกษตร : สวนไม้ผสมผสานกับไม้ใช้สอยหลังบ้าน มีลักษณะเฉพาะคือปลูกไม้ยืนต้น ร่วมกับพืชเศรษฐกิจหรือฟาร์มปศุสัตว์) ซึ่งใช้วิธีการแบ่งการปลูกอย่างชัดเจน เพราะการมีป่าล้อมรอบช่วยให้เกิดเป็นระบบนิเวศของธรรมชาติ 

เมื่อมีป่าสัตว์ป่าก็มาอาศัยได้และมันจะไม่เข้าไปกินพืชผลกาแฟในสวน แถมยังช่วยผลิตปุ๋ยตามธรรมชาติด้วย คนสมัยก่อนจึงนิยมสร้างป่าล้อมรอบแปลง

ก่อนจะออกจากป่าลูซานชี้ชวนให้ดูว่าต้นไม้เล็กๆ เกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ แล้วบอกเราว่า สิ่งนี้เกิดจากสัตว์ที่เก็บพืชผลต่างๆ มากินแล้วถ่ายทิ้งไว้จนเกิดเป็นต้นไม้โดยธรรมชาติ

สวนกาแฟของลูซานเต็มไปด้วยต้นกาแฟสายพันธุ์ดั้งเดิมของลินตง สิ่งที่ชาวสวนกาแฟต้องคำนึงมากที่สุดคือศัตรูพืช โรคพืช และคุณภาพของดิน ปริมาณน้ำฝนของที่นี่อยู่ที่ปีละ 3,000 มิลลิลิตร ซึ่งมากกว่าประเทศไทยเป็นเท่าตัว แต่ที่นี่ปลอดเชื้อราสนิม เพราะเกษตรกรลินตงวางต้นกาแฟไม่แน่นเกินไป อากาศจึงถ่ายเท ต้นกาแฟไม่แย่งสารอาหารในดินกันเอง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่เป็นที่ราบ ซึ่งต่างจากไทยที่ปลูกกาแฟบนภูเขา แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาสู่ต้นกาแฟที่อยู่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของเนินเขาก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน 

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต
เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ระหว่างทางเดินในสวนกาแฟเราสังเกตว่ามีหลุมอยู่ใกล้ต้นกาแฟมากมาย หลุมพวกนี้ถูกขุดขึ้นเพื่อช่วยให้ต้นกาแฟหายใจได้ดีขึ้น มีอากาศถ่ายเททั้งจากใต้ดินและบนดิน (Air Circulation) และหลุมนี้ยังใช้หมักปุ๋ยตามธรรมชาติได้ วิธีก็ไม่ยาก สับวัชพืชจากต้นกาแฟแล้วใส่ลงไปในหลุมนั่นแหละ แถมยังเป็นที่กักเก็บน้ำเวลาฝนตก ต้นกาแฟก็จะได้รับความชื้นทั้งจากหน้าดินและจากหลุมนี้ ดินที่ขุดขึ้นมาก็เอาไปใช้เป็นหน้าดินได้บ้างบางส่วน จุดสังเกตว่าแนวคิดนี้ได้ผลดีคือ บริเวณใต้ต้นกาแฟดินจะชุ่มพอดีๆ แต่บริเวณทางเดินดินจะแห้ง เพราะรากดูดซับน้ำในดินไปเลี้ยงลำต้น

ต้นกาแฟที่เราเจอบางต้นใบเยอะเป็นพุ่ม กิ่งยื่นยาวออกมานอกลำต้น ถึงแม้จะเป็นกิ่งที่แข็งแรงมีผลออกทุกๆ กิ่ง แต่ก็ไม่ถูกสุขลักษณะของต้นกาแฟนัก เมื่อเราถามลูซานว่าทำไมปล่อยให้ต้นกาแฟเป็นแบบนี้ คำตอบคือ จำนวนต้นกาแฟที่นี่มีเยอะมากและปลูกมานานมากแล้ว คนที่นี่จึงพยายามปรับเท่าที่จะทำได้ จะให้ปรับทั้งหมดในทันทีคงทำไม่ได้ เพราะทุกอย่างควรค่อยเป็นค่อยไป 

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

บทเรียนที่ 4

Wet Hulling

สุมาตราเหนือมีความชื้นสูง การจะทำกาแฟ Washed Procress หรือ Dry Process ดีๆ นั้นยากมาก โอกาสการเกิดเชื้อรามีสูง ชาวบาตักจึงทดลองทุกทางให้กาแฟออกมาดีที่สุด ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางธรรมชาติ จนออกมาเป็น Wet Hulling กระบวนการสีกาแฟเป็น Green Bean (สารกาแฟ) ตอนที่กาแฟยังคงเปียกอยู่ 

โดยปกติวิธีแปรรูปทั่วไปจะกะเทาะเปลือกกาแฟได้มาเป็นกะลากาแฟ (ผิวชั้นในของผลเชอร์รี่กาแฟ) แล้วนำไปตากกลับไปมาจนแห้ง จนระดับความชื้นในกะลากาแฟอยู่ที่ราวๆ 7 – 8 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาราวๆ 1 สัปดาห์ แล้วจึงนำไปสีจึงจะออกมาเป็นสารกาแฟที่พร้อมนำไปคั่วดื่ม

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

แต่ Wet Hulling รวบรัดมากกว่านั้น คือเก็บผลเชอร์รี่มาสีให้ได้กะลากาแฟแล้วหมักเอาไว้ 1 คืน วันถัดมาขัดเมือกด้วยมือเท่านั้นจนเมือกหลุดจนหมด แล้วนำมาตากจนมีระดับความชื้นอยู่ที่ราวๆ 30 เปอร์เว็นต์ จากนั้นนำไปสีให้กะลาหลุดออกมาเป็นสารกาแฟที่มีความชื้นสูงยิ่งกว่าตอนเป็นกะลากาแฟ แล้วนำมาตากอีกรอบ แต่รอบนี้จะแห้งอย่างรวดเร็ว เพราะตอนเป็นสารกาแฟความชื้นจะสลายตัวไปเร็วกว่าตอนเป็นกะลา ซึ่งมีความเสี่ยงที่ความชื้นด้านในและด้านนอกของสารกาแฟจะไม่เท่ากัน 

พวกเขาก็พยายามแก้เกมด้วยการสร้างโรงตากที่เป็นมาตรฐาน เกลี่ยให้เมล็ดกระจายตัวบ่อยครั้ง จนได้สารกาแฟที่มีความชื้นประมาณ  12 – 13 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังถือว่าสูงอยู่ แล้วเริ่มเก็บใส่กระสอบมาพักเอาไว้ให้ความชื้นด้านในและด้านนอกเท่าๆ กันแล้วจึงนำไปเข้ากระบวนการคัดแยกขนาดเมล็ดต่อไป ทั้งหมดจะจบภายใน 7 วัน ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่ากระบวนการแปรรูปทั่วๆ ไปเป็นเท่าตัว อีกสาเหตุที่ทำให้กระบวนการต้องรวบรัดมากเพราะปริมาณกาแฟของที่นี่มีมหาศาล หากใช้เวลานานกว่านี้เกษตรกรก็จะสูญเสียเชอร์รี่ ซึ่งเท่ากับสูญเสียรายได้ไปด้วย ทั้งหมดนี้คือที่มาของกระบวนการแปรรูปที่ทำให้ทั้งโลกรู้จักกับกาแฟสุมาตราเหนือ

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

บทเรียนที่ 5

พิสูจน์รสชาติผ่านการ Cupping

จากการเรียนรู้ทุกกระบวนการตั้งแต่กาแฟปลูก เก็บ แปรรูป กาแฟของคนบาตัก ทำให้รับรู้ได้ถึงความรักและความตั้งใจของพวกเขาที่อยากทำกาแฟให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น บทเรียนสุดท้ายเพื่อไขความลับและพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของกาแฟสุมาตราจึงเป็นการ Cupping วิธีสากลที่ในวงการกาแฟใช้ทดสอบรสชาติและตรวจจับข้อผิดพลาดของกาแฟแต่ละชนิดได้เป็นอย่างดี เพราะกาแฟทุกเมล็ดยังไม่ถูกปรุงแต่งด้วยการชงใดๆ เพียงถูกเทน้ำร้อนผ่านเท่านั้น

ผู้ร่วม the Cloud Journey 09 : Tribal Wisdom ต่างผ่านการ Cupping มาแล้วหลายครั้งหลายครา ในรอบแรกของการ Cupping ทั้งห้องไร้เสียงพูดคุย มีเพียงเสียงซดกาแฟอย่างออกรสออกชาติของแต่ละคน ผ่านไปในรอบที่ 2 ผู้ร่วมทริปเริ่มมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรสชาติของกาแฟสุมาตราที่พึ่งได้ลิ้มลองกันไป บ้างพูดถึงความแตกต่างที่ไม่เหมือนกาแฟอินโดนีเซียที่เคยดื่มมา บ้างวิเคราะห์ถึงความ Tasting ของตัวกาแฟแต่ละประเภทที่ได้ Cupping ไป

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต
เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ข้อสรุปที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ กาแฟสุมาตรามีจุดเด่นอยู่ที่ Body (ความหนักแน่นในรสชาติของกาแฟ) Aftertatse (รสชาติที่ยังติดอยู่ในลำคอหลังจากดื่มกาแฟเข้าไปแล้ว) หวานและไม่ติดขม เมล็ดกาแฟทุกประเภทมีคุณภาพสูงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่าการสร้างผลผลิตที่มีมาตรฐานเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้คนทั่วโลกยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นในกาแฟสุมาตราแก่ผู้บริโภค

จากจุดเริ่มต้นของความเชื่อ นำไปสู่วิถีชีวิตที่คนบาตักเลือกที่ปลูกต้นไม้อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สร้างผลผลิตที่ดีแล้วส่งต่อให้กับลูกหลานรุ่นถัดไป คนบาตักย้ำคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่เขากำลังจะลงมือทำลงไปนั้นส่งผลอะไรต่ออนาคต ส่งผลอะไรต่อลูกหลานในวันข้างหน้า ลูซานเล่าว่า คนบาตักส่งเด็กๆ เข้าไปเรียนในเมือง แต่พอกลับมาบ้านผู้ใหญ่ก็จะชวนมาล้อมวงกันทานข้าวใต้ต้นไม้ใหญ่ เป็นการสอนให้เด็กๆ ปลูกต้นไม้เพื่อพยายามปลูกฝังคนรุ่นต่อไปว่า พวกเราคือต้นไม้ใหญ่ที่ดูแลต้นไม้เหล่านี้อีกที คนเราเมื่อไปอยู่เมืองใหญ่มักจะลืมตัวตนไป การทำแบบนี้เป็นการเตือนว่าอะไรสร้างเราขึ้นมา หากอนาคตข้างหน้าธรรมชาติน้อยลงแล้วลูกหลานเลือกที่จะไม่รักษาธรรมชาติ นั่นคือความผิดของเราที่ไม่สร้างความทรงจำแบบนี้ให้คนรุ่นต่อไป

จากจุดตั้งต้นของทริปที่อยากพาให้ผู้ร่วมทริปไปเรียนรู้กระบวนการสร้างกาแฟคุณภาพ ไปแลกเปลี่ยนความรู้จากตัวกลางนั่นคือกาแฟ ถึงวันสุดท้ายชาวเผ่าบาตักพาเราไปไกลกว่าจุดมุ่งหมายแรกไม่น้อย ตั้งแต่วันแรกที่เราย่างก้าวเข้ามา ชาวบาตักถือว่าพวกเราคือครอบครัวของพวกเขา และพวกเขาก็แบ่งปันความสุขและน้ำใจแก่พวกเราตลอด 3 วัน 2 คืนในลินตง 

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ทริปนี้เป็นหนึ่งเรื่องราวที่มี Coffee Wisdom พาให้คนที่รักและชอบอะไรเหมือนๆ กันมาพบกัน แต่การเรียนรู้นั้นไม่มีจุดสิ้นสุด และยังมีภูมิปัญญาอีกมากนักที่เรายังต้องเรียนรู้ เราจึงอยากชวนผู้อ่านไปร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน กันต่อที่ Thailand Coffee Fest 2020 : Coffee Wisdom  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และพบกับภูมิปัญญาใหม่ๆ ของวงการกาแฟอีกมากมาย ในวันที่ 12 – 15 มีนาคม 2563 ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชัน เซ็นเตอร์ฮอลล์ 5 – 6 เมืองทองธานี

Writer

นพพร ทัตสิริวรวัฒน์

ครีเอทีฟและกราฟิกดีไซเนอร์ อยู่เบื้องหลังอีเวนท์เทศกาลกาแฟ พบตัวได้ที่หน้าโต๊ะคอนโทรลในทุกงานอีเวนท์ของ The Cloud

Photographer

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load