The Cloud Journey ครั้งที่ 1 คือทริปที่ชวนผู้อ่านเที่ยวกรุงศรีอยุธยาแบบไม่เหมือนใครผ่านตัวละครจาก บุพเพสันนิวาส จัดโดย The Cloud และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง สนับสนุนโดยน้ำแร่มิเนเร่ ที่มีแหล่งน้ำอยู่ใต้พื้นดินของอยุธยา มีวิทยากรคือ จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา มัคคุเทศก์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม

ทริปนี้จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา แต่แฟนพี่หมื่นและแม่หญิงการะเกดที่พลาดมาร่วมเดินทางไม่ต้องเสียใจ เราบันทึกข้อมูลสนุกและน่าสนใจจากทริปไว้ให้ออเจ้าตามรอยกันเองได้เลย

The Cloud Journey

01

หมู่บ้านญี่ปุ่นและหมู่บ้านโปรตุเกส

เยี่ยมบ้านต้นตระกูลมารี กีมาร์ และเรียนรู้ประวัติการค้าสมัยอยุธยาที่ฟอลคอนเชี่ยวชาญ  

อยุธยา อยุธยา อยุธยา อยุธยา มารี กีมาร์ มารี กีมาร์

หมู่บ้านญี่ปุ่นและหมู่บ้านโปรตุเกสที่อยู่ตรงข้ามกันคนละฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้ คือถิ่นที่อยู่ของพ่อและแม่ของมารี กีมาร์ หรือแม่มะลิ พ่อของมารีเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น โปรตุเกส และเบงกอล ส่วนแม่เป็นญี่ปุ่นและโปรตุเกส ทั้งสองคนเป็นชาวคริสต์ที่ต้องลี้ภัยจากบ้านเกิดจากความขัดแย้งเรื่องศาสนามาอยู่ที่หมู่บ้าน 2 แห่งนี้

ภายในหมู่บ้านญี่ปุ่นมีภาพแผนที่แสดงเส้นทางการเดินทางของชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขาย และสร้างประโยชน์จนได้รับพระราชทานที่ดินเพื่อตั้งชุมชนในอยุธยา ซึ่งมีมากมายจนนับได้ว่าสยามในยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเป็นสังคมนานาชาติ โดยชุมชนแต่ละแห่งตั้งอยู่นอกเขตใจกลางเมือง เพราะเกิดเหตุการณ์ทหารอาสาต่างชาติบางกลุ่มก่อกบฏ พระเจ้าแผ่นดินเลยไล่ให้ชาวต่างชาติออกมาอยู่ด้านนอก ซึ่งการสร้างเมืองยุคต่อมาคือกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ก็ใช้ผังแบบเดียวกัน

มารี กีมาร์ เติบโตบนแผ่นดินไทย ก่อนจะสมรสกับออกญาวิชาเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน ขุนนางต่างชาติชาวกรีกที่สร้างความดีความชอบในราชสำนักจนได้ตำแหน่งดูแลการค้าขายกับชาติต่างๆ และช่วยให้ยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มีการติดต่อค้าขายกับต่างแดน

สินค้าของอยุธยานั้นมีหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือหนังสัตว์ เหตุผลก็เพราะว่าแม้อยุธยาเป็นเมืองท่าที่ไม่ได้อยู่ติดทะเล ตั้งอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดิน แต่ตำแหน่งที่ตั้งก็ทำให้คุม 3 ลำน้ำได้ เพราะอยุธยาล้อมรอบด้วยลำน้ำ 3 สายคือ เจ้าพระยา ป่าสัก และลพบุรี ต่างชาติที่เข้ามาซื้อของป่าซึ่งมีเยอะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปทำกำไร จึงเลือกซื้อสินค้าผ่านอยุธยาเพราะจะได้ไม่ต้องเดินเรือไปเอง ส่วนญี่ปุ่นซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อแม่มารีนั้นอยู่ในฐานะพ่อค้าคนกลาง รับซื้อของป่าจากอยุธยาแล้วนำไปขายต่อ เรือสินค้าที่เดินทางมาจากญี่ปุ่นต้องมีคนไม่ต่ำกว่าร้อยคนต่อลำ การค้าระหว่างญี่ปุ่นกับอยุธยาเฟื่องฟูมากที่สุดในสมัยโชกุนโตกุกาวา อิเอยาสึ โชกุนที่ปรากฏตัวในการ์ตูนเรื่อง อิกคิวซัง นั่นเอง

ที่หมู่บ้านญี่ปุ่นยังมีแผ่นโลหะรูปเรือหลากหลายชนิดเพื่อเล่าเรื่องเรือสินค้าสมัยอยุธยา คำว่า ‘สำเภา’  นั้นใช้เรียกเรือที่แล่นในฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยและทะเลจีน ท้องทะเลบริเวณนี้ไม่ลึกมาก สำเภาจึงมีท้องเรือกว้าง ส่วน ‘สลุป’ คือเรือที่วิ่งในทะเลอันดามัน มีท้องแหลมเป็นตัววีเพราะท้องทะเลส่วนนี้ลึก และ ‘กำปั่น’ คือเรือที่มาจากเมืองฝรั่ง ลักษณะเป็นเรือไม้ผสมเหล็ก

ส่วนท้ายหมู่บ้านเกือบติดริมแม่น้ำ มีนิทรรศการเล่าเรื่องมารี กีมาร์ ภายหลังการผลัดแผ่นดินที่ออกญาวิชาเยนทร์ต้องโทษจนเสียชีวิต มาดามฟอลคอนก็ถูกขังกว่า 2 ปี ก่อนที่ในบั้นปลายจะได้รับหน้าที่เป็นวิเสทหลวงหรือผู้ดูแลการครัวหลังจากรัชสมัยของพระเพทราชา (คำว่าท้าวทองกีบม้าที่เราคุ้นเคยนั้นเป็นชื่อตำแหน่งนี้) ชาวสยามสมัยนั้นไม่บริโภคไข่ไก่ นม เนย เพราะรู้สึกว่ามีคาว ส่วนน้ำตาลนั้นรู้จักแค่น้ำตาลโตนดกับน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อยเริ่มมาจากจีนและญี่ปุ่น ส่วนขนมที่มารีประยุกต์ขึ้นจากขนมโปรตุเกสนั้น สมัยอยุธยาเรียกทองหยิบว่า ทองกีบม้า และการจับจีบสมัยก่อนทำแค่ 3 จีบ ส่วนฝอยทองเรียกว่า ทองพยศ และขนมหม้อแกงเรียกกันว่า กุมภมาศ

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.
02

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

เห็นความรุ่งเรืองของอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ยุคที่ฝรั่งเข้ามาทำการค้า

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

นอกจากเป็นโลเคชันถ่ายทำฉากห้องเรียนของเกศสุรางค์และเรืองฤทธิ์แล้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ยังเป็นที่รวมของชั้นเลิศของอยุธยาซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองในหลายยุคสมัย รวมถึงรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์

เมื่อก้าวเข้าด้านในจะพบเศียรพระพุทธรูปยุคอู่ทองตอนต้นตั้งตระหง่าน การที่ช่างสมัยนั้นสร้างเศียรพระพุทธรูปใหญ่ขนาดนี้ได้ สะท้อนว่านอกจากเป็นศูนย์กลางการค้า อยุธยายังเป็นศูนย์รวมช่างฝีมือ วิธีสังเกตว่าพระพุทธรูปนี้เป็นศิลปะอยุธยาตอนต้นคือ พระพักตร์เคร่งขรึม มีโครงเหลี่ยมคล้ายศิลปะเขมร พราะเกศาเป็นเม็ดละเอียดเหมือนหนามขนุน

ขณะที่พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยจะต่างไป มีรัศมีเป็นรูปเปลวไฟเหนือพระเศียรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา รวมถึงมีพระเกศาขมวดเป็นรูปก้นหอย พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อยคล้ายอมยิ้ม พระศอเป็นปล้อง พระอังสา (บ่า) ใหญ่ บั้นพระองค์ (เอว) เล็ก และประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานเตี้ย ในทางศิลปะบอกว่าพระพุทธรูปแบบนี้มีความงามในทางสรีระเพราะไม่มีเส้นตรงเลย แต่ในทางศิลปะอีกเช่นกันที่บอกว่าพระสุโขทัยงามเฉพาะหน้าตรงเท่านั้น ด้านข้างไม่งาม แต่พระอยุธยานั้นงามทั้งสามด้านคือซ้าย กลาง และขวา

นอกจากพระพุทธรูปอันงดงาม โบราณวัตถุอีกชิ้นที่ไม่ควรพลาดคือ โขนเรือรูปครุฑ เพราะนี่คือหนึ่งในโขนเรือเก่าแก่ที่สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือเยี่ยมซึ่งยังหลงเหลือมาถึงยุคปัจจุบัน ในยุคสมัยนั้นกระบวนเรือพระราชพิธียิ่งใหญ่อลังการมาก ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มีฝรั่งบันทึกไว้ว่ามีเรือไม่ต่ำกว่า 300 ลำ และมีฝีพายไม่ต่ำกว่า 20,000 คนเลยทีเดียว

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น.
ค่าเข้าชม | ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 150 บาท
*หมายเหตุ สำหรับกรณีเข้าชมเป็นหมู่คณะ กรุณาทำหนังสือติดต่อเข้ามาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เพื่อขอละเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชม เป็นเวลาล่วงหน้าก่อน 3 วันทำการ โดยส่งมาตามที่อยู่ โทรสาร หรือที่อีเมล [email protected]
03

เรือนไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

ไปดูว่านายและบ่าวอย่างพี่ผิน พี่แย้ม อยู่อย่างไรในเรือน และชมเครื่องกรองน้ำแม่หญิงการะเกด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เครื่องกรองน้ำ เครื่องกรองน้ำ ชุดไทย

ชีวิตของตัวละครในเรื่อง บุพเพสันนิวาส เชื่อมโยงอยู่กับเรือนไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ของบ้านเรา จุดเด่นของเรือนไทยคือหลังคาจั่วตั้ง ด้านข้างลาดลงเล็กน้อย เพราะอยุธยาเป็นเมืองฝนตกชุก จั่วทรงนี้จึงช่วยชะลอน้ำฝนในยามฝนตกหนัก ทำให้น้ำฝนไม่ไหลแรงลงตัวบ้าน ไม่ไหลทิ้ง รองเก็บไว้กินได้ และความสูงของหลังคาทรงนี้ยังทำให้อากาศถ่ายเทได้ดีด้วย ส่วนตัวบ้านล้มผนังลงนิดเกิดลักษณะการยึดโยง ใต้ถุนสูง พื้นกระดานปูไม่ติดกัน เพื่อให้ลมถ่ายเท อากาศปลอดโปร่งเย็นสบาย

เรือนไทยนี้เป็นแบบเดียวกับเรือนของออกญาโหราธิบดีในละครที่เรียกว่า เรือนเครื่องสับ หรือเรือนที่มีลักษณะคุมเข้าด้วยกันด้วยวิธีเข้าไม้โดยใช้สลักลิ่มและเดือย ตัวเรือนมีลักษณะอยู่รวมกันเป็นหมู่เรือน ตรงกลางคือหอนั่ง แยกจากหอนั่งคือห้องนอนของสมาชิกในครอบครัว เหมือนที่พี่หมื่นฯ และแม่การะเกดมีห้องของตัวเองเรียกว่า หอนอน ส่วนเรือนครัวกับเว็จ (ส้วม) ปกติจะแยกออกไปไม่อยู่ในบ้าน ตัวห้องครัวจะทำฝาเป็นไม้ไผ่เพื่อให้ลมผ่านได้ เรียกว่า ฝาสำหรวด เรือนบ่าวหรือที่พักทาสอย่างจ้อยก็แยกไปอยู่ด้านล่างเช่นกัน ยกเว้นพี่ผิน พี่แย้ม ที่ในละครนั้นอยู่ในฐานะบ่าวพี่เลี้ยงของแม่หญิงการะเกด จึงได้นอนอยู่หน้าหอนอน

บริเวณด้านบนของหน้าต่างและตามชายคาเรือนไทยนี้มีตัวอย่างเครื่องแขวนดอกไม้สดแขวนอยู่ เหมือนที่เห็นได้ในเรือนของออกญาโหราธิบดี โดยในสมัยอยุธยาจะใช้ดอกไม้สดมากรอง เพราะถือเป็นน้ำหอมปรับอากาศชั้นดีรวมถึงเป็นการอวดฝีมือการทำเครื่องแขวนอีกด้วย

ภายในเรือนมียกพื้นหลายระดับ ตรงส่วนชานบ้านจะเป็นที่นั่งของบ่าวอย่างพี่ผิน พี่แย้ม ส่วนคนเป็นนายจะนั่งสูงขึ้นไปและนั่งบนตั่ง เหตุผลของการทำธรณีประตูให้สูงก็เพื่อป้องกันสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์มีพิษเข้าบ้านเมื่อฝนตกชุก         

บนเรือนนี้ยังมีเครื่องกรองน้ำซึ่งเป็นเรื่องที่คนพูดถึงกันทั่วโลกโซเชียล เครื่องกรองน้ำที่นี่เป็นเครื่องโบราณทำจากหินทรายของจริง วิธีการกรองก็ไม่ต่างจากที่แม่หญิงการะเกดเคยสาธิต นั่นคือใส่นุ่น ถ่าน ทรายละเอียด ทรายหยาบ กรวดเล็ก และกรวดใหญ่ลงในเครื่อง (ลำดับนี้เรียงตามชั้นล่างสุดถึงชั้นบนสุด)  นุ่น ทราย และกรวด จะทำให้น้ำที่ตักมาใส่สะอาดมากขึ้นจนดื่มได้ ส่วนถ่านช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่ถ้าคิดว่าการประดิษฐ์เครื่องกรองน้ำดูยุ่งยากไป แนะนำให้ดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ 100% ตรามิเนเร่ จากแหล่งน้ำใต้พื้นดินเมืองอโยธยา ที่สะอาดมีประโยชน์ และมีแบบฝา Active Cap ที่เปิดได้ 180 องศา รวมถึงปิดสนิทไม่หก

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น.
ค่าเข้าชม | ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 150 บาท
*หมายเหตุ สำหรับกรณีเข้าชมเป็นหมู่คณะ กรุณาทำหนังสือติดต่อเข้ามาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เพื่อขอละเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชม เป็นเวลาล่วงหน้าก่อน 3 วันทำการ โดยส่งมาตามที่อยู่ โทรสาร หรือที่อีเมล [email protected]
04

สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด

คารวะท่านตาของหลวงศรียศ

สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด น้ำดื่ม

หลวงศรียศ ตัวละครมุสลิมในละครมีประวัติน่าสนใจทีเดียว เขาเป็นจุฬาราชมนตรี หรือผู้นำศาสนาอิสลามคนที่ 2 ของราชอาณาจักรสยาม โดยปฐมจุฬาราชมนตรีคือเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) คุณตาของเขานั่นเอง

ร่อยรอยของตระกูลนี้อยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏอยุธยา สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายกตั้งเด่นเป็นสง่าในสถานศึกษา เฉกอะหมัดเป็นชีก (Sheikh) ผู้นำของกลุ่มคนที่เร่ร่อนไปในทะเลทราย ที่เดินทางนำสินค้าจากเปอร์เซียเข้ามาขายในราชสำนักอโยธยา ทำงานจนได้รับหน้าที่เป็นล่ามให้หมู่พ่อค้าแขกต่างชาติ ช่วงแรกที่เฉกอะหมัดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร ท่านมีบทบาทสำคัญในการช่วยพระเจ้าทรงธรรมปราบกบฏญี่ปุ่น เลยตั้งถิ่นฐานบริเวณตะเกี่ย อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะเมือง มีคนอยู่ประมาณเกือบ 3,000 ครัวเรือน

เฉกอะหมัดเป็นหัวหน้าชาวมุสลิม กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่นับถือนิกายชีอะห์ ต่อมาในสมัยพระเจ้าทรงธรรม พระยาเพ็ชร์พิไชย ลูกหลานในตระกูลของเฉกอะหมัดเปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธเมื่อตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี ตระกูลนี้จึงแบ่งเป็นสายนับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม โดยรับราชการในตำแหน่งสำคัญๆ สืบเนื่องมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ปัจจุบันตระกูลที่สืบทอดมาจากเฉกอะหมัดและหลวงศรียศ คือตระกูลบุนนาคนั่นเอง

05

วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ

เยี่ยมบ้านเก่าของพระเพทราชา และตลาดที่แม่การะเกดซื้อดินสอ

วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ ชุดไทย อยุธยา

ถัดจากสุสานเจ้าพระยาบวรราชนายกไปนิดเดียวจะพบวัดบรมพุทธาราม เดิมเป็นที่ตั้งนิวาสถานของพระเพทราชา 

วัดโบราณนี้มีชื่อเล่นว่าวัดกระเบื้องเคลือบ เพราะแทนที่จะมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ที่นี่มุงหลังคาพระอุโบสถด้วยกระเบื้องเคลือบ แม้ปัจจุบันร่องรอยจะหายไปเกือบหมดแล้ว แต่เราก็ยังเห็นสถาปัตยกรรมสวยงามอ่อนช้อยของยุคที่ศิลปะอยุธยารุ่งเรืองเกือบถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ยอดทรงปรางค์เหมือนฝักข้าวโพดแบบศิลปะเขมร มีซุ้มจรนำสวยงามสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป และซุ้มประตูที่ยังเหลือร่องรอยปูนปั้นอันประณีตบรรจง ซึ่งเหลือเพียงไม่กี่แห่งในเมืองไทยเท่านั้น

วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ

ข้างวัดมีสะพานที่เรียกว่าสะพานข้ามคลองฉะไกรน้อย เป็นศิลปกรรมเปอร์เซีย สังเกตบริเวณโค้งใต้สะพานที่ทำเป็นแบบอินโด-อิหร่าน คือเป็นซุ้มกลีบบัว บริเวณหน้าสะพานคือป่าดินสอ หรือตลาดที่แม่การะเกดมาซื้อดินสอหินเขียนกระดานชนวนนั่นเอง ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยปรับพื้นที่ให้กลายเป็นตลาดเล็กๆ ในตอนเย็น ใครผ่านมาตามรอยแม่การะเกดที่นี่ก็จะได้ช้อปปิ้งหน้าวัดโบราณแสนร่มรื่นแบบเดียวกับแม่หญิงคนงาม

06

วัดสุวรรณดาราราม

ชมจิตรกรรมฝาผนังที่เฉลยเรื่องที่เราไม่เคยรู้ของโกษาเหล็ก โกษาปาน และพบเหตุผลว่าทำไมจ้อยชอบตีไก่

วัดสุวรรณดาราราม วัดสุวรรณดาราราม วัดสุวรรณดาราราม วัดสุวรรณดาราราม

ชื่อวัดที่ไพเราะเพราะพริ้งคล้ายกับวัดหนึ่งย่านบางกอกน้อย คือวัดสุวรรณดาราราม นิวาสสถานเดิมพระราชบิดาของรัชกาลที่ 1 ท่านชื่อว่าท่านทองดี แม่ท่านชื่อดาวเรือง เมื่อนำมาผนวกกันจึงเป็นชื่อสุวรรณดาราราม เป็นวัดที่พระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์บูรณะอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ไม่น่าพลาดคือจิตรกรรมในพระวิหารเรื่องพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชซึ่งวาดในสมัยรัชกาลที่ 7 คนวาดคือจิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีชื่อเสียงมาจนถึงช่วงรัชกาลที่ 7 คือพระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) ความเข้าใจเกี่ยวกับพระนเรศวรของเราส่วนใหญ่ก็มาจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตีไก่ชนกับนันทบุเรง หรือสงครามชนช้าง ซึ่งรายละเอียดถูกแต่งเติมในพงศาวดารชั้นหลัง

วัดสุวรรณดาราราม

ภาพตีไก่ชนแสดงให้เห็นกีฬาบันเทิงที่ชายสมัยโบราณนิยมชมชอบ เป็นมรดกตกทอดมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และนี่คือเหตุผลที่บ่าวผู้รักความสนุกสนานอย่างจ้อยชอบอุ้มไก่ไปไหนมาไหน

ในภาพจิตรกรรมยังมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่สืบเนื่องมาจากขุนนางมอญ 2 คนคือพระยาเกียรติและพระยารามได้รับคำสั่งให้มาลอบปลงพระชนม์พระนเรศวร แต่ทั้งคู่เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกับพระนเรศวร จึงลอบนำข่าวมาบอกพระมหาเถรคันฉ่องผู้เป็นอาจารย์ เมื่อพระนเรศวรทรงทราบจึงทรงตัดสัมพันธไมตรีกับทางพม่าโดยการหลั่งทักษิโณทก

วัดสุวรรณดาราราม

พระยาเกียรติมีบุตรคนหนึ่งที่ต่อมาได้สมรสกับสนมในสมเด็จพระเอกาทศรถ มีธิดาชื่อท่านบัว ต่อมาท่านบัวได้เป็นพระนมดูแลสมเด็จพระนารายณ์ รู้จักกันในนาม ‘เจ้าแม่วัดดุสิต’ ท่านบัวมีลูกชายชื่อเหล็กและปาน ต่อมาลูกๆ ของท่านกลายเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ดูแลพระคลังสินค้าให้สมเด็จพระนารายณ์ และ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีที่ประเทศฝรั่งเศส

คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่าโกษาปานเกี่ยวเนื่องกับราชวงศ์จักรีโดยตรง เนื่องจากรัชกาลที่ 1 (พระนามเดิมทองด้วง) มีพ่อชื่อทองดี มีปู่ชื่อทองคำ มีทวดชื่อขุนทอง และมีเทียดชื่อปาน ดังนั้น ราชทูตผู้เดินทางไปฝรั่งเศสคนนี้ก็คือต้นตระกูลของปฐมกษัตริย์แห่งรัตนโกสินทร์นั่นเอง

07

ชมวิถีชีวิตชาวอยุธยาที่ผูกพันกับน้ำ

ล่องเรือดูจุดที่เรือพี่หมื่นฯ และแม่หญิงการะเกดล่ม ชมวัดไชยฯ ที่เป็นจุดเริ่มต้นรักข้ามภพ

แม่น้ำ

เรือ

ลอดช่อง

คนอยุธยาเมื่อก่อนอยู่กับน้ำ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่ช่วงบ่ายเราได้ล่องเรือเอี้ยมจุ๊นจำลองวิถีชาวน้ำแบบคนสมัยก่อน ในอดีตนั้นเรือเอี้ยมจุ๊นใช้บรรทุกข้าวและเกลือ แต่พอถึงยุคปัจจุบันสมัยของเกศสุรางค์และเรืองฤทธิ์ เรือเอี้ยมจุ๊นที่ความหมายแปลว่าเรือเกลือก็ถูกใช้เป็นเรือท่องเที่ยว เรือรับประทานอาหาร

พอได้ล่องเรือสมมติว่าตัวเองเป็นชาวกรุงเก่า จึงได้เรียนรู้ว่าเวลาคนสมัยก่อนพายเรือไปไหนมาไหนนั้นดูอย่างไรว่าตรงไหนเป็นบ้านคน ตรงไหนเป็นศาสนสถาน ตรงไหนเป็นวังเจ้า

เฉลยให้ออเจ้าร้องอ๋อว่า ดูสิ่งที่โผล่พ้นยอดไม้

ศาสนสถานจะมียอดเจดีย์ ถ้าต้องการให้มองเห็นได้แต่ไกลก็ปิดทอง ประดับกระจก จนสะท้อนแสงและเห็นจากที่ไกลๆ ได้

คนโบราณเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นเทวดาอวตารมายังโลกมนุษย์เพื่อทำหน้าที่ เมื่อเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นสมมติเทพ ที่ประทับของพระองค์จึงต้องมี ‘มหาปราสาท’ อย่างเทวดาบนสวรรค์

ในรัชสมัยพระนารายณ์ก็มีพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท สถานที่ประกอบพิธีสำคัญของราชสำนักและที่รับแขกบ้านแขกเมืองของพระมหากษัตริย์ เห็นได้จากฉากที่เชอวาลิเยร์ เดอ โชมองต์ ผู้แทนพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เข้าเฝ้าและถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์

ส่วนบ้านคนที่ไม่มียอดปรางค์ ยอดมหาปราสาท ก็ให้ดูต้นไม้ที่มีความสูงเป็นพิเศษอย่างต้นตาล ต้นมะพร้าว ต้นหมาก ใน 3 อย่างนี้มะพร้าวนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่เกิดยันตาย จึงอยู่ใกล้เรือนที่สุด

แม่น้ำ ป้อมเพชร

เรือเอี้ยมจุ๊นแล่นผ่านป้อมเพชร ป้อมที่มีความสำคัญมากที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อก่อนมีป้อมเรียงรายออกมาเป็นปีกกา แต่ทุกวันนี้เหลือเพียงบางส่วนเท่านั้น ตลาดประตูจีนในละคร บุพเพสันนิวาส ก็คือบริเวณหน้าป้อมเพชรนี้

ป้อมเพชรตั้งอยู่ตรงจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักพอดี จึงมีวังน้ำวนขนาดใหญ่และมักมีเรือถูกดูดลงไป ตำบลฝั่งตรงข้ามจึงได้ชื่อว่า ‘สำเภาล่ม’ เรือของพี่หมื่นฯ และการะเกดเองก็เคยเผลอผ่านเข้ามาในเขตน้ำวนจนพลาดท่าตกน้ำ กลายเป็นฉากเมาท์ทูเมาท์ที่ลือกระฉ่อนไปทั่วอยุธยา

จากนั้นก็มาถึงจุดสุดท้ายที่น่าสนใจคือ วัดไชยวัฒนารามอันงดงาม

อยุธยา

อยุธยา

“บ้านเราอยู่ใกล้ๆ วัดไชยหรือคะเนี่ย” ถ้ายังจำกันได้ คงรู้ว่าแม่หญิงการะเกดนั้นตื่นเต้นนักหนาที่เรือนออกญาโหราธิบดีนั้นอยู่ละแวกวัดไชยวัฒนาราม อันเป็นจุดเริ่มต้นของการข้ามภพ

แล้วทำไมการะเกดต้องตื่นเต้นขนาดนี้? …ก็เพราะวัดไชยวัฒนารามตั้งอยู่บริเวณโค้งน้ำอันโดดเด่น มีผังที่จำลองมาจากรูปแบบของจักรวาลคล้ายพระเมรุมาศที่เราเคยเห็นกัน และยังมีความสำคัญในฐานะเป็นนิวาสสถานเดิมของพระเจ้าปราสาททอง 

ความงามของที่นี่ไม่ได้มีแค่พระปรางค์ประธานอย่างเดียว แต่มีอาคารทรงปราสาทยอดที่เรียกว่า เมรุทิศเมรุราย รายรอบระเบียงคดทั้งแปดทิศ ซึ่งหาดูที่ไหนในอยุธยาไม่ได้ มีเพียงที่ปราสาทนครธมในเมืองพระนครของกัมพูชาเท่านั้น โดยมีลักษณะต่างกันแค่ที่ปราสาทนครธมสร้างเป็นรูปพรหมพักตร์

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.30 – 16.30 น.
ค่าเข้าชม | ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท (หรือสามารถซื้อบัตรรวมราคา ชาวไทย 60 บาท ชาวต่างประเทศ 180 บาท โดยบัตรนี้สามารถเข้าชมวัดและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ภายในระยะเวลา 30 วัน อันได้แก่วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังหลวง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดไชยวัฒนาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม)
*หมายเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30 – 21.00 น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน

เรื่องราวประวัติศาสตร์และวิถีของชาวอยุธยาผ่านหลากหลายตัวละครใน บุพเพสันนิวาส และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยระหว่างทางของ ‘The Cloud Journey : เมื่อคิดให้ดีโลกนี้ประหลาด…’ น่าจะช่วยให้ผู้ที่ตั้งใจไปตามรอยละครประวัติศาสตร์ บุพเพสันนิวาส ท่องเที่ยวได้อย่างมีอรรถรสมากขึ้น

เวลาเพียงวันเดียวอาจไม่เพียงพอให้เก็บเกี่ยวเรื่องราวทั้งหมดของประวัติศาสตร์อยุธยาที่ดำเนินมากว่า 417 ปีได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเสี้ยวหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง ที่เราได้ฟังประวัติศาสตร์จากผู้รู้

ตลอดทริปเราถูกย้ำเสมอว่า ก่อนจะเชื่อเรื่องอะไรให้อ่านพงศาวดารหลายๆ ฉบับเปรียบเทียบกัน หากกล่าวตรงกันหลายฉบับแสดงว่าพอจะเชื่อถือได้ ข้อมูลบางอย่างที่เรารับรู้กันทุกวันนี้อาจมาจากแหล่งข้อมูลเดียว ซึ่งเขียนขึ้นเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ออเจ้านักท่องเที่ยวที่มีใจรักในประวัติศาสตร์จึงพึงเปิดใจให้กว้าง อ่านและฟังข้อมูลจากหลายๆ ที่ (รวมข้อมูลของ The Cloud ไปด้วยนะ) และอย่าลืมติดน้ำแร่แก้กระหายกันไปด้วย ถ้าจะให้ดีต้องเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ 100% ตรามิเนเร่นะ จากนั้นก็ออกเดินทางไปเที่ยวอยุธยากันเถอะ

Supported By

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Cloud Journey

กิจกรรมที่จะพาผู้ร่วมทริปไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านกิจกรรม

18 กุมภาพันธ์ 2563
3 K

The Cloud X Thailand Coffee Fest

“จงดีใจและภูมิใจที่พวกคุณได้อยู่ในวงการกาแฟ เพราะกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยธรรมชาติ” นี่คือคำพูดของชายที่หลายคนในวงการกาแฟขนานนามว่าเป็นปราชญ์แห่งกาแฟ เอโกะ ปูร์โนโมวีดี หรือ ปาเอโกะ เกษตรกรชาวอินโดนีเซียผู้บุกเบิกวิถีกาแฟพิเศษในประเทศอินโดนีเซีย ที่เราพาผู้อ่านที่รักกาแฟ ธรรมชาติ และความยั่งยืน ดั้นด้นจากประเทศไทยไปเรียนรู้วิชาการปลูกกาแฟกับเขาและชาวเผ่าบาตักในทริป The Cloud Journey 09 : Tribal Wisdom

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ด้วยอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ตั้งขนาบกับเส้นศูนย์สูตรทั้งประเทศและอยู่ใน ‘Coffee Belt’ (ประเทศบนแถบพื้นที่เส้นศูนย์สูตรที่ปลูกกาแฟได้) ประเทศนี้จึงปลูกและผลิตกาแฟได้ตลอดทั้งปี ทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศอันดับ 4 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชียที่ผลิตและส่งออกเมล็ดกาแฟ ไม่เพียงแต่ปริมาณที่บ่งบอกกำลังการผลิต แต่คุณภาพของกาแฟก็มีชื่อเสียงอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก อย่างกาแฟชวา กาแฟจาการ์ตา กาแฟสุมาตรา

ครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งสู่เมืองหลวงจาการ์ตาเพื่อตามรอยกาแฟคุณภาพคับแก้ว แต่เรากำลังมุ่งหน้าสู่ลินตงนีฮุตา จังหวัดสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย เขตพื้นที่ราบสูงทางตอนเหนือของอินโดนีเซีย ที่ที่มีกระบวนการทำกาแฟเฉพาะตัว สร้างเป็นเอกลักษณ์ที่ทั่วโลกจดจำว่า นี่คือกาแฟของสุมาตราเหนือ

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ลินตง สุมาตราเหนือ 

ซิโบรงโบรง คือชื่อสนามบินที่ไม่คุ้นหูใครเลยแม้แต่เรา ไม่ต้องแปลกใจถ้าคุณจะไม่เคยได้ยินชื่อนี้ เพราะที่นี่ไม่มีไฟลต์ตรงจากประเทศไทย วิธีการเดินทางที่สะดวกมากที่สุดต้องอาศัยการบินจากกรุงเทพฯ มากัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แล้วค่อยต่อเครื่องไปซิโบรงโบรง สุมาตราเหนือ ที่มีเพียงสัปดาห์ละ 3 ไฟลต์เท่านั้น

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

สถานที่แห่งนี้เป็นที่ราบสูง เกิดจากการทับถมของดินภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่ปะทุในอดีตกาลราวๆ 100,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดเป็นแอ่งน้ำขนาดมหึมา ซึ่งต่อมากลายมาเป็นทะเลสาบโทบา (Lake Toba) ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีระดับความลึก 1,500 เมตร เป็นที่กักเก็บน้ำและอุดมเป็นด้วยแร่ธาตุจากดินภูเขาไฟอย่างมหาศาล ห่างออกมาจากทะเลสาบโทบาราวๆ 400 เมตร คือที่หมายของเราในทริปนี้ ลินตง สุมาตราเหนือ

ทริปครั้งนี้เราชวนผู้อ่าน The Cloud ซึ่งทุกคนมาจากหลากหลายอาชีพในวงการกาแฟตั้งแต่ เกษตรกร โพรเซสเซอร์ บาริสต้า คนคั่ว ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ ทุกคนต่างมีประสบการณ์การเดินทางไปทริปกาแฟมาแล้วหลายต่อหลายแห่ง

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมาถึงลินตง คือสายตาที่มองออกไปนอกกระจกรถบัสระหว่างทางเรากำลังเดินทาง บรรยากาศที่รายล้อมลินตงแตกต่างจากสวนกาแฟที่พวกเขาเคยเห็น พวกเขาเห็นต้นกาแฟในสวนหลังบ้านทุกหลัง และหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กระดับความสูงของพื้นที่ผ่านแอปพลิเคชัน จนพบว่าตัวเลขความสูงของลินตงคือ 1,300-1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นความสูงที่สามารถปลูกกาแฟอาราบิก้าได้เป็นอย่างดี แถมเป็นที่ราบบริเวณกว้าง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับที่ประเทศไทย ความสูงระดับนี้จะเป็นพื้นที่ยอดเขามีทั้งเนินและความชัน ทำให้เห็นความแตกต่างของภูมิประเทศที่ส่งผลต่อการปลูกกาแฟอย่างชัดเจน

รู้จักกับชนเผ่า ‘บาตัก’ ชนพื้นเมืองที่สุมาตราเหนือ

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแถบลินตง สุมาตราเหนือ แห่งนี้เป็นชาวบาตัก ชนเผ่าที่นับถือศาสนาคริสต์และมีความเชื่อที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ตลอดชีวิตของคนบาตักมักใช้ทุกๆ วาระของช่วงชีวิตในการปลูกต้นไม้ กระทั่งเมื่อสิ้นอายุขัยก็ยังปลูกต้นไม้ต้นเล็กๆ เหนือหลุมศพ ตามความเชื่อว่าถ้าหากต้นไม้ที่ปลูกนั้นแตกกิ่งก้านสาขามากก็จะมีลูกชายเอาไว้สืบสกุลมาก หากออกใบมากก็จะมีลูกสาวมาก วงศ์ตระกูลจะเจริญและรุ่งเรือง เพราะสำหรับคนบาตัก ลูกสาวมีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทำการค้าและธุรกิจทั้งหมด ซึ่งธุรกิจหลักของคนที่นี่ก็หนีไม่พ้นเรื่องกาแฟ

จุดเริ่มต้นของการทำกาแฟคุณภาพของคนบาตัก เริ่มต้นตั้งแต่การให้ปุ๋ยกับต้นกาแฟ การเพาะเลี้ยงการดูแล และการแปรรูป สิ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น พวกเขายินดีที่จะแบ่งปัน สิ่งที่เขามีให้พวกเราได้เห็น ได้เรียนรู้ ได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อ อย่างเต็มใจ ซึ่งเรายังได้เก็บเกี่ยว 5 บทเรียนมาฝาก ดังนี้

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

บทเรียนที่ 1

ปุ๋ยหมักออร์แกนิก

ปุ๋ยคือสารอาหารหลักของพืชทุกชนิด ไม่เพียงสำหรับกาแฟ และที่นี่เลือกใช้ปุ๋ยหมักที่นำทรัพยากรธรรมชาติที่มีรอบตัวมาทำ โดยส่วนผสมจะถูกทับถมเป็นชั้นๆ ประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้ตามลำดับ

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ชั้นที่ 1 ใบไม้แห้ง ชั้นที่ 2 มูลหมูหรือไก่จากฟาร์มที่เลี้ยงเอง เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์จะไม่ถูกให้อาหารที่มีสารเคมีเจือปน สัตว์จะต้องกินอาหารตามธรรมชาติและต้องหมักทิ้งไว้ราวๆ 2 เดือน ใส่ถุงและมัดปากถุงเอาไว้ไม่ให้แมลงเข้าไปวางไข่

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ชั้นที่ 3 ใบไม้สดสับละเอียด ชั้นที่ 4 มูลสัตว์ ชั้นที่ 5 โปะด้วยใบไม้แห้งอีกครั้ง และกลบด้วยดินดำ อาจจะใส่ผลเชอร์รี่ลงไปผสมด้วยหากเป็นฤดูกาลที่มีผล จากนั้นรดน้ำพอชื้นแล้วคลุมด้วยผ้าใบไว้ 3 เดือน และทุกๆ 2 เดือนจะต้องเปิดผ้าใบขึ้นมาคลุกส่วนผสมทั้งหมด แล้วคลุมไว้อย่างเดิม ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนครบกำหนดก็จะได้ปุ๋ยหมักไปใช้ต่อ 

สำหรับปุ๋ยหมัก ไม่จำเป็นต้องกะส่วนผสมแต่ละชั้นให้เป๊ะเหมือนปุ๋ยเคมี เพียงกะให้อยู่ในอัตราส่วนที่พอๆ กัน เคล็ดไม่ลับคือมูลสัตว์มีอุณหภูมิไม่เท่ากัน อย่างมูลไก่นั้นร้อน สังเกตได้คือหากวางไว้บนหญ้า หญ้าจะเริ่มไหม้และดำเพราะฉะนั้น หากใส่มูลไก่เยอะ ก็ต้องเตรียมพืชใบสดให้มากขึ้นอีกนิด

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ปุ๋ยหมักเป็นอาหารเสริมของต้นไม้ ถึงไม่ใส่ต้นไม้ก็ไม่ตาย แต่ถ้าใส่ต้นไม้ก็จะแข็งแรงขึ้น เพราะสิ่งที่เราหมักจะทำให้เกิดแบคทีเรียที่ช่วยเป็นสารอาหารให้ต้นไม้ ข้อควรระวังคือไม่ควรใส่ใกล้โคนต้นจนเกินไป ระยะที่พอเหมาะคือเส้นรอบวงความกว้างของพุ่มใบต้นนั้นๆ และใช้ในปริมาณ 2 อุ้งมือเท่านั้น

บทเรียนที่ 2

เพาะต้นกล้าลงดิน

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ดินที่สุมาตราเหนือเป็นดินที่มีคุณสมบัติต่างออกไป เป็นดินแห้งและมีคุณสมบัติเป็นกรด ซึ่งเป็นผลกระทบจากการระเบิดของภูเขาไฟในอดีต ทำให้ไม่มีหน้าดินและส่วนมากจะเป็นหิน การขุดดินเพื่อเพาะปลูกจึงต้องขุดลึกเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีหินอยู่ก้นหลุม 

ความลึกที่พอเหมาะสำหรับที่นี่คือระดับสะโพก-เอว วิธีการวัดระดับความลึกสไตล์บาตักคือเมื่อขุดเสร็จแล้วให้ลงไปยืนในหลุม พอได้ความลึกที่ต้องการแล้ว ต้องเช็กอีกว่าในหลุมจะมีหินอยู่ใต้หลุมหรือไม่ ด้วยการเทน้ำลงไป 1 ถัง แล้วดูว่าน้ำซึมลงดินไหม ถ้าไม่ซึมแปลว่ามีหินอยู่ใต้หลุม นั่นแปลว่าใช้ไม่ได้ ต้องหาตำแหน่งปลูกใหม่ทันที

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำในการเพาะต้นกล้าลงดินคือ ระยะห่างของแต่ละต้นจะต้องกว้างมากพอให้อากาศผ่านลำต้นกันได้ และไม่ควรปลูกให้แน่นจนเกินไป เพราะจะนำมาซึ่งโรคต่างๆ ทั้งรา สนิม รวมไปถึงอาจทำให้ต้นไม้แย่งสารอาหารในดินกันเอง จนทำให้ต้นใดต้นหนึ่งไม่แข็งแรงและตายไป

บทเรียนที่ 3

สำรวจผืนป่า คนบาตัก

จาก 2 บทเรียนแรก เราเริ่มลงมือสร้างป่าจากกระบวนการริเริ่มของคนบาตักไปแล้ว บทเรียนนี้ทำให้เราเห็นผลลัพธ์ของการใช้ภูมิปัญญาที่คนบาตักทำมาตลอดเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ลูซาน โรสมานี่ ลาบาบัน และ ปางุน เจ้าของสวนกาแฟอายุ 30 ปี ขนาด 1 เฮกเตอร์ (ประมาณ 6 ไร่) ที่ปลูกแบบใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ (Shade-grown) ซึ่งหาได้ยากในลินตงแล้ว พวกเขาใช้หลักการ 5 ข้อในการทำสวนกาแฟนี้ให้ยั่งยืน คือตัดแต่งกิ่งให้ถูกต้อง ปลูกอย่างเป็นสัดส่วน จัดการโรคของต้นกาแฟ มีร่มเงาที่ดี และเก็บเกี่ยวอย่างถูกต้อง ซึ่งแน่นอนทุกหลักการเป็นการทำฟาร์มแบบออร์แกนิก

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ลูซานพาพวกเราเดินสำรวจสวนกาแฟ แต่ก่อนจะเข้าไปในสวน ลูซานพาเดินตรงไปที่ป่าที่ล้อมรอบสวนอยู่ เขาเล่าว่านี่ไม่ใช่ป่าที่มีอยู่แต่เดิมอยู่แล้ว แต่เป็นการปลูกขึ้นเพื่อเป็นแนวกันลมเพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นและลมแรง การมีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบนอกจากจะช่วยเป็นแนวกันลมแล้วยังเป็น Agroforestry (การวนเกษตร : สวนไม้ผสมผสานกับไม้ใช้สอยหลังบ้าน มีลักษณะเฉพาะคือปลูกไม้ยืนต้น ร่วมกับพืชเศรษฐกิจหรือฟาร์มปศุสัตว์) ซึ่งใช้วิธีการแบ่งการปลูกอย่างชัดเจน เพราะการมีป่าล้อมรอบช่วยให้เกิดเป็นระบบนิเวศของธรรมชาติ 

เมื่อมีป่าสัตว์ป่าก็มาอาศัยได้และมันจะไม่เข้าไปกินพืชผลกาแฟในสวน แถมยังช่วยผลิตปุ๋ยตามธรรมชาติด้วย คนสมัยก่อนจึงนิยมสร้างป่าล้อมรอบแปลง

ก่อนจะออกจากป่าลูซานชี้ชวนให้ดูว่าต้นไม้เล็กๆ เกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ แล้วบอกเราว่า สิ่งนี้เกิดจากสัตว์ที่เก็บพืชผลต่างๆ มากินแล้วถ่ายทิ้งไว้จนเกิดเป็นต้นไม้โดยธรรมชาติ

สวนกาแฟของลูซานเต็มไปด้วยต้นกาแฟสายพันธุ์ดั้งเดิมของลินตง สิ่งที่ชาวสวนกาแฟต้องคำนึงมากที่สุดคือศัตรูพืช โรคพืช และคุณภาพของดิน ปริมาณน้ำฝนของที่นี่อยู่ที่ปีละ 3,000 มิลลิลิตร ซึ่งมากกว่าประเทศไทยเป็นเท่าตัว แต่ที่นี่ปลอดเชื้อราสนิม เพราะเกษตรกรลินตงวางต้นกาแฟไม่แน่นเกินไป อากาศจึงถ่ายเท ต้นกาแฟไม่แย่งสารอาหารในดินกันเอง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่เป็นที่ราบ ซึ่งต่างจากไทยที่ปลูกกาแฟบนภูเขา แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาสู่ต้นกาแฟที่อยู่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของเนินเขาก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน 

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต
เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ระหว่างทางเดินในสวนกาแฟเราสังเกตว่ามีหลุมอยู่ใกล้ต้นกาแฟมากมาย หลุมพวกนี้ถูกขุดขึ้นเพื่อช่วยให้ต้นกาแฟหายใจได้ดีขึ้น มีอากาศถ่ายเททั้งจากใต้ดินและบนดิน (Air Circulation) และหลุมนี้ยังใช้หมักปุ๋ยตามธรรมชาติได้ วิธีก็ไม่ยาก สับวัชพืชจากต้นกาแฟแล้วใส่ลงไปในหลุมนั่นแหละ แถมยังเป็นที่กักเก็บน้ำเวลาฝนตก ต้นกาแฟก็จะได้รับความชื้นทั้งจากหน้าดินและจากหลุมนี้ ดินที่ขุดขึ้นมาก็เอาไปใช้เป็นหน้าดินได้บ้างบางส่วน จุดสังเกตว่าแนวคิดนี้ได้ผลดีคือ บริเวณใต้ต้นกาแฟดินจะชุ่มพอดีๆ แต่บริเวณทางเดินดินจะแห้ง เพราะรากดูดซับน้ำในดินไปเลี้ยงลำต้น

ต้นกาแฟที่เราเจอบางต้นใบเยอะเป็นพุ่ม กิ่งยื่นยาวออกมานอกลำต้น ถึงแม้จะเป็นกิ่งที่แข็งแรงมีผลออกทุกๆ กิ่ง แต่ก็ไม่ถูกสุขลักษณะของต้นกาแฟนัก เมื่อเราถามลูซานว่าทำไมปล่อยให้ต้นกาแฟเป็นแบบนี้ คำตอบคือ จำนวนต้นกาแฟที่นี่มีเยอะมากและปลูกมานานมากแล้ว คนที่นี่จึงพยายามปรับเท่าที่จะทำได้ จะให้ปรับทั้งหมดในทันทีคงทำไม่ได้ เพราะทุกอย่างควรค่อยเป็นค่อยไป 

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

บทเรียนที่ 4

Wet Hulling

สุมาตราเหนือมีความชื้นสูง การจะทำกาแฟ Washed Procress หรือ Dry Process ดีๆ นั้นยากมาก โอกาสการเกิดเชื้อรามีสูง ชาวบาตักจึงทดลองทุกทางให้กาแฟออกมาดีที่สุด ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางธรรมชาติ จนออกมาเป็น Wet Hulling กระบวนการสีกาแฟเป็น Green Bean (สารกาแฟ) ตอนที่กาแฟยังคงเปียกอยู่ 

โดยปกติวิธีแปรรูปทั่วไปจะกะเทาะเปลือกกาแฟได้มาเป็นกะลากาแฟ (ผิวชั้นในของผลเชอร์รี่กาแฟ) แล้วนำไปตากกลับไปมาจนแห้ง จนระดับความชื้นในกะลากาแฟอยู่ที่ราวๆ 7 – 8 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาราวๆ 1 สัปดาห์ แล้วจึงนำไปสีจึงจะออกมาเป็นสารกาแฟที่พร้อมนำไปคั่วดื่ม

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

แต่ Wet Hulling รวบรัดมากกว่านั้น คือเก็บผลเชอร์รี่มาสีให้ได้กะลากาแฟแล้วหมักเอาไว้ 1 คืน วันถัดมาขัดเมือกด้วยมือเท่านั้นจนเมือกหลุดจนหมด แล้วนำมาตากจนมีระดับความชื้นอยู่ที่ราวๆ 30 เปอร์เว็นต์ จากนั้นนำไปสีให้กะลาหลุดออกมาเป็นสารกาแฟที่มีความชื้นสูงยิ่งกว่าตอนเป็นกะลากาแฟ แล้วนำมาตากอีกรอบ แต่รอบนี้จะแห้งอย่างรวดเร็ว เพราะตอนเป็นสารกาแฟความชื้นจะสลายตัวไปเร็วกว่าตอนเป็นกะลา ซึ่งมีความเสี่ยงที่ความชื้นด้านในและด้านนอกของสารกาแฟจะไม่เท่ากัน 

พวกเขาก็พยายามแก้เกมด้วยการสร้างโรงตากที่เป็นมาตรฐาน เกลี่ยให้เมล็ดกระจายตัวบ่อยครั้ง จนได้สารกาแฟที่มีความชื้นประมาณ  12 – 13 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังถือว่าสูงอยู่ แล้วเริ่มเก็บใส่กระสอบมาพักเอาไว้ให้ความชื้นด้านในและด้านนอกเท่าๆ กันแล้วจึงนำไปเข้ากระบวนการคัดแยกขนาดเมล็ดต่อไป ทั้งหมดจะจบภายใน 7 วัน ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่ากระบวนการแปรรูปทั่วๆ ไปเป็นเท่าตัว อีกสาเหตุที่ทำให้กระบวนการต้องรวบรัดมากเพราะปริมาณกาแฟของที่นี่มีมหาศาล หากใช้เวลานานกว่านี้เกษตรกรก็จะสูญเสียเชอร์รี่ ซึ่งเท่ากับสูญเสียรายได้ไปด้วย ทั้งหมดนี้คือที่มาของกระบวนการแปรรูปที่ทำให้ทั้งโลกรู้จักกับกาแฟสุมาตราเหนือ

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

บทเรียนที่ 5

พิสูจน์รสชาติผ่านการ Cupping

จากการเรียนรู้ทุกกระบวนการตั้งแต่กาแฟปลูก เก็บ แปรรูป กาแฟของคนบาตัก ทำให้รับรู้ได้ถึงความรักและความตั้งใจของพวกเขาที่อยากทำกาแฟให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น บทเรียนสุดท้ายเพื่อไขความลับและพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของกาแฟสุมาตราจึงเป็นการ Cupping วิธีสากลที่ในวงการกาแฟใช้ทดสอบรสชาติและตรวจจับข้อผิดพลาดของกาแฟแต่ละชนิดได้เป็นอย่างดี เพราะกาแฟทุกเมล็ดยังไม่ถูกปรุงแต่งด้วยการชงใดๆ เพียงถูกเทน้ำร้อนผ่านเท่านั้น

ผู้ร่วม the Cloud Journey 09 : Tribal Wisdom ต่างผ่านการ Cupping มาแล้วหลายครั้งหลายครา ในรอบแรกของการ Cupping ทั้งห้องไร้เสียงพูดคุย มีเพียงเสียงซดกาแฟอย่างออกรสออกชาติของแต่ละคน ผ่านไปในรอบที่ 2 ผู้ร่วมทริปเริ่มมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรสชาติของกาแฟสุมาตราที่พึ่งได้ลิ้มลองกันไป บ้างพูดถึงความแตกต่างที่ไม่เหมือนกาแฟอินโดนีเซียที่เคยดื่มมา บ้างวิเคราะห์ถึงความ Tasting ของตัวกาแฟแต่ละประเภทที่ได้ Cupping ไป

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต
เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ข้อสรุปที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ กาแฟสุมาตรามีจุดเด่นอยู่ที่ Body (ความหนักแน่นในรสชาติของกาแฟ) Aftertatse (รสชาติที่ยังติดอยู่ในลำคอหลังจากดื่มกาแฟเข้าไปแล้ว) หวานและไม่ติดขม เมล็ดกาแฟทุกประเภทมีคุณภาพสูงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่าการสร้างผลผลิตที่มีมาตรฐานเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้คนทั่วโลกยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นในกาแฟสุมาตราแก่ผู้บริโภค

จากจุดเริ่มต้นของความเชื่อ นำไปสู่วิถีชีวิตที่คนบาตักเลือกที่ปลูกต้นไม้อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สร้างผลผลิตที่ดีแล้วส่งต่อให้กับลูกหลานรุ่นถัดไป คนบาตักย้ำคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่เขากำลังจะลงมือทำลงไปนั้นส่งผลอะไรต่ออนาคต ส่งผลอะไรต่อลูกหลานในวันข้างหน้า ลูซานเล่าว่า คนบาตักส่งเด็กๆ เข้าไปเรียนในเมือง แต่พอกลับมาบ้านผู้ใหญ่ก็จะชวนมาล้อมวงกันทานข้าวใต้ต้นไม้ใหญ่ เป็นการสอนให้เด็กๆ ปลูกต้นไม้เพื่อพยายามปลูกฝังคนรุ่นต่อไปว่า พวกเราคือต้นไม้ใหญ่ที่ดูแลต้นไม้เหล่านี้อีกที คนเราเมื่อไปอยู่เมืองใหญ่มักจะลืมตัวตนไป การทำแบบนี้เป็นการเตือนว่าอะไรสร้างเราขึ้นมา หากอนาคตข้างหน้าธรรมชาติน้อยลงแล้วลูกหลานเลือกที่จะไม่รักษาธรรมชาติ นั่นคือความผิดของเราที่ไม่สร้างความทรงจำแบบนี้ให้คนรุ่นต่อไป

จากจุดตั้งต้นของทริปที่อยากพาให้ผู้ร่วมทริปไปเรียนรู้กระบวนการสร้างกาแฟคุณภาพ ไปแลกเปลี่ยนความรู้จากตัวกลางนั่นคือกาแฟ ถึงวันสุดท้ายชาวเผ่าบาตักพาเราไปไกลกว่าจุดมุ่งหมายแรกไม่น้อย ตั้งแต่วันแรกที่เราย่างก้าวเข้ามา ชาวบาตักถือว่าพวกเราคือครอบครัวของพวกเขา และพวกเขาก็แบ่งปันความสุขและน้ำใจแก่พวกเราตลอด 3 วัน 2 คืนในลินตง 

เดินทางไปหาเผ่าบาตัก อินโดนีเซีย เรียนรู้ภูมิปัญญาการทำกาแฟกับชนเผ่าที่มีกาแฟเป็นชีวิต

ทริปนี้เป็นหนึ่งเรื่องราวที่มี Coffee Wisdom พาให้คนที่รักและชอบอะไรเหมือนๆ กันมาพบกัน แต่การเรียนรู้นั้นไม่มีจุดสิ้นสุด และยังมีภูมิปัญญาอีกมากนักที่เรายังต้องเรียนรู้ เราจึงอยากชวนผู้อ่านไปร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน กันต่อที่ Thailand Coffee Fest 2020 : Coffee Wisdom  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และพบกับภูมิปัญญาใหม่ๆ ของวงการกาแฟอีกมากมาย ในวันที่ 12 – 15 มีนาคม 2563 ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชัน เซ็นเตอร์ฮอลล์ 5 – 6 เมืองทองธานี

Writer

นพพร ทัตสิริวรวัฒน์

ครีเอทีฟและกราฟิกดีไซเนอร์ อยู่เบื้องหลังอีเวนท์เทศกาลกาแฟ พบตัวได้ที่หน้าโต๊ะคอนโทรลในทุกงานอีเวนท์ของ The Cloud

Photographer

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load