The Cloud Journey ครั้งที่ 1 คือทริปที่ชวนผู้อ่านเที่ยวกรุงศรีอยุธยาแบบไม่เหมือนใครผ่านตัวละครจาก บุพเพสันนิวาส จัดโดย The Cloud และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง สนับสนุนโดยน้ำแร่มิเนเร่ ที่มีแหล่งน้ำอยู่ใต้พื้นดินของอยุธยา มีวิทยากรคือ จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา มัคคุเทศก์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม

ทริปนี้จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา แต่แฟนพี่หมื่นและแม่หญิงการะเกดที่พลาดมาร่วมเดินทางไม่ต้องเสียใจ เราบันทึกข้อมูลสนุกและน่าสนใจจากทริปไว้ให้ออเจ้าตามรอยกันเองได้เลย

The Cloud Journey

01

หมู่บ้านญี่ปุ่นและหมู่บ้านโปรตุเกส

เยี่ยมบ้านต้นตระกูลมารี กีมาร์ และเรียนรู้ประวัติการค้าสมัยอยุธยาที่ฟอลคอนเชี่ยวชาญ  

อยุธยา อยุธยา อยุธยา อยุธยา มารี กีมาร์ มารี กีมาร์

หมู่บ้านญี่ปุ่นและหมู่บ้านโปรตุเกสที่อยู่ตรงข้ามกันคนละฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้ คือถิ่นที่อยู่ของพ่อและแม่ของมารี กีมาร์ หรือแม่มะลิ พ่อของมารีเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น โปรตุเกส และเบงกอล ส่วนแม่เป็นญี่ปุ่นและโปรตุเกส ทั้งสองคนเป็นชาวคริสต์ที่ต้องลี้ภัยจากบ้านเกิดจากความขัดแย้งเรื่องศาสนามาอยู่ที่หมู่บ้าน 2 แห่งนี้

ภายในหมู่บ้านญี่ปุ่นมีภาพแผนที่แสดงเส้นทางการเดินทางของชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขาย และสร้างประโยชน์จนได้รับพระราชทานที่ดินเพื่อตั้งชุมชนในอยุธยา ซึ่งมีมากมายจนนับได้ว่าสยามในยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเป็นสังคมนานาชาติ โดยชุมชนแต่ละแห่งตั้งอยู่นอกเขตใจกลางเมือง เพราะเกิดเหตุการณ์ทหารอาสาต่างชาติบางกลุ่มก่อกบฏ พระเจ้าแผ่นดินเลยไล่ให้ชาวต่างชาติออกมาอยู่ด้านนอก ซึ่งการสร้างเมืองยุคต่อมาคือกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ก็ใช้ผังแบบเดียวกัน

มารี กีมาร์ เติบโตบนแผ่นดินไทย ก่อนจะสมรสกับออกญาวิชาเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน ขุนนางต่างชาติชาวกรีกที่สร้างความดีความชอบในราชสำนักจนได้ตำแหน่งดูแลการค้าขายกับชาติต่างๆ และช่วยให้ยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มีการติดต่อค้าขายกับต่างแดน

สินค้าของอยุธยานั้นมีหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือหนังสัตว์ เหตุผลก็เพราะว่าแม้อยุธยาเป็นเมืองท่าที่ไม่ได้อยู่ติดทะเล ตั้งอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดิน แต่ตำแหน่งที่ตั้งก็ทำให้คุม 3 ลำน้ำได้ เพราะอยุธยาล้อมรอบด้วยลำน้ำ 3 สายคือ เจ้าพระยา ป่าสัก และลพบุรี ต่างชาติที่เข้ามาซื้อของป่าซึ่งมีเยอะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปทำกำไร จึงเลือกซื้อสินค้าผ่านอยุธยาเพราะจะได้ไม่ต้องเดินเรือไปเอง ส่วนญี่ปุ่นซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อแม่มารีนั้นอยู่ในฐานะพ่อค้าคนกลาง รับซื้อของป่าจากอยุธยาแล้วนำไปขายต่อ เรือสินค้าที่เดินทางมาจากญี่ปุ่นต้องมีคนไม่ต่ำกว่าร้อยคนต่อลำ การค้าระหว่างญี่ปุ่นกับอยุธยาเฟื่องฟูมากที่สุดในสมัยโชกุนโตกุกาวา อิเอยาสึ โชกุนที่ปรากฏตัวในการ์ตูนเรื่อง อิกคิวซัง นั่นเอง

ที่หมู่บ้านญี่ปุ่นยังมีแผ่นโลหะรูปเรือหลากหลายชนิดเพื่อเล่าเรื่องเรือสินค้าสมัยอยุธยา คำว่า ‘สำเภา’  นั้นใช้เรียกเรือที่แล่นในฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยและทะเลจีน ท้องทะเลบริเวณนี้ไม่ลึกมาก สำเภาจึงมีท้องเรือกว้าง ส่วน ‘สลุป’ คือเรือที่วิ่งในทะเลอันดามัน มีท้องแหลมเป็นตัววีเพราะท้องทะเลส่วนนี้ลึก และ ‘กำปั่น’ คือเรือที่มาจากเมืองฝรั่ง ลักษณะเป็นเรือไม้ผสมเหล็ก

ส่วนท้ายหมู่บ้านเกือบติดริมแม่น้ำ มีนิทรรศการเล่าเรื่องมารี กีมาร์ ภายหลังการผลัดแผ่นดินที่ออกญาวิชาเยนทร์ต้องโทษจนเสียชีวิต มาดามฟอลคอนก็ถูกขังกว่า 2 ปี ก่อนที่ในบั้นปลายจะได้รับหน้าที่เป็นวิเสทหลวงหรือผู้ดูแลการครัวหลังจากรัชสมัยของพระเพทราชา (คำว่าท้าวทองกีบม้าที่เราคุ้นเคยนั้นเป็นชื่อตำแหน่งนี้) ชาวสยามสมัยนั้นไม่บริโภคไข่ไก่ นม เนย เพราะรู้สึกว่ามีคาว ส่วนน้ำตาลนั้นรู้จักแค่น้ำตาลโตนดกับน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อยเริ่มมาจากจีนและญี่ปุ่น ส่วนขนมที่มารีประยุกต์ขึ้นจากขนมโปรตุเกสนั้น สมัยอยุธยาเรียกทองหยิบว่า ทองกีบม้า และการจับจีบสมัยก่อนทำแค่ 3 จีบ ส่วนฝอยทองเรียกว่า ทองพยศ และขนมหม้อแกงเรียกกันว่า กุมภมาศ

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.
02

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

เห็นความรุ่งเรืองของอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ยุคที่ฝรั่งเข้ามาทำการค้า

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

นอกจากเป็นโลเคชันถ่ายทำฉากห้องเรียนของเกศสุรางค์และเรืองฤทธิ์แล้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ยังเป็นที่รวมของชั้นเลิศของอยุธยาซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองในหลายยุคสมัย รวมถึงรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์

เมื่อก้าวเข้าด้านในจะพบเศียรพระพุทธรูปยุคอู่ทองตอนต้นตั้งตระหง่าน การที่ช่างสมัยนั้นสร้างเศียรพระพุทธรูปใหญ่ขนาดนี้ได้ สะท้อนว่านอกจากเป็นศูนย์กลางการค้า อยุธยายังเป็นศูนย์รวมช่างฝีมือ วิธีสังเกตว่าพระพุทธรูปนี้เป็นศิลปะอยุธยาตอนต้นคือ พระพักตร์เคร่งขรึม มีโครงเหลี่ยมคล้ายศิลปะเขมร พราะเกศาเป็นเม็ดละเอียดเหมือนหนามขนุน

ขณะที่พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยจะต่างไป มีรัศมีเป็นรูปเปลวไฟเหนือพระเศียรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา รวมถึงมีพระเกศาขมวดเป็นรูปก้นหอย พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อยคล้ายอมยิ้ม พระศอเป็นปล้อง พระอังสา (บ่า) ใหญ่ บั้นพระองค์ (เอว) เล็ก และประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานเตี้ย ในทางศิลปะบอกว่าพระพุทธรูปแบบนี้มีความงามในทางสรีระเพราะไม่มีเส้นตรงเลย แต่ในทางศิลปะอีกเช่นกันที่บอกว่าพระสุโขทัยงามเฉพาะหน้าตรงเท่านั้น ด้านข้างไม่งาม แต่พระอยุธยานั้นงามทั้งสามด้านคือซ้าย กลาง และขวา

นอกจากพระพุทธรูปอันงดงาม โบราณวัตถุอีกชิ้นที่ไม่ควรพลาดคือ โขนเรือรูปครุฑ เพราะนี่คือหนึ่งในโขนเรือเก่าแก่ที่สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือเยี่ยมซึ่งยังหลงเหลือมาถึงยุคปัจจุบัน ในยุคสมัยนั้นกระบวนเรือพระราชพิธียิ่งใหญ่อลังการมาก ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มีฝรั่งบันทึกไว้ว่ามีเรือไม่ต่ำกว่า 300 ลำ และมีฝีพายไม่ต่ำกว่า 20,000 คนเลยทีเดียว

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น.
ค่าเข้าชม | ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 150 บาท
*หมายเหตุ สำหรับกรณีเข้าชมเป็นหมู่คณะ กรุณาทำหนังสือติดต่อเข้ามาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เพื่อขอละเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชม เป็นเวลาล่วงหน้าก่อน 3 วันทำการ โดยส่งมาตามที่อยู่ โทรสาร หรือที่อีเมล [email protected]
03

เรือนไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

ไปดูว่านายและบ่าวอย่างพี่ผิน พี่แย้ม อยู่อย่างไรในเรือน และชมเครื่องกรองน้ำแม่หญิงการะเกด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เครื่องกรองน้ำ เครื่องกรองน้ำ ชุดไทย

ชีวิตของตัวละครในเรื่อง บุพเพสันนิวาส เชื่อมโยงอยู่กับเรือนไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ของบ้านเรา จุดเด่นของเรือนไทยคือหลังคาจั่วตั้ง ด้านข้างลาดลงเล็กน้อย เพราะอยุธยาเป็นเมืองฝนตกชุก จั่วทรงนี้จึงช่วยชะลอน้ำฝนในยามฝนตกหนัก ทำให้น้ำฝนไม่ไหลแรงลงตัวบ้าน ไม่ไหลทิ้ง รองเก็บไว้กินได้ และความสูงของหลังคาทรงนี้ยังทำให้อากาศถ่ายเทได้ดีด้วย ส่วนตัวบ้านล้มผนังลงนิดเกิดลักษณะการยึดโยง ใต้ถุนสูง พื้นกระดานปูไม่ติดกัน เพื่อให้ลมถ่ายเท อากาศปลอดโปร่งเย็นสบาย

เรือนไทยนี้เป็นแบบเดียวกับเรือนของออกญาโหราธิบดีในละครที่เรียกว่า เรือนเครื่องสับ หรือเรือนที่มีลักษณะคุมเข้าด้วยกันด้วยวิธีเข้าไม้โดยใช้สลักลิ่มและเดือย ตัวเรือนมีลักษณะอยู่รวมกันเป็นหมู่เรือน ตรงกลางคือหอนั่ง แยกจากหอนั่งคือห้องนอนของสมาชิกในครอบครัว เหมือนที่พี่หมื่นฯ และแม่การะเกดมีห้องของตัวเองเรียกว่า หอนอน ส่วนเรือนครัวกับเว็จ (ส้วม) ปกติจะแยกออกไปไม่อยู่ในบ้าน ตัวห้องครัวจะทำฝาเป็นไม้ไผ่เพื่อให้ลมผ่านได้ เรียกว่า ฝาสำหรวด เรือนบ่าวหรือที่พักทาสอย่างจ้อยก็แยกไปอยู่ด้านล่างเช่นกัน ยกเว้นพี่ผิน พี่แย้ม ที่ในละครนั้นอยู่ในฐานะบ่าวพี่เลี้ยงของแม่หญิงการะเกด จึงได้นอนอยู่หน้าหอนอน

บริเวณด้านบนของหน้าต่างและตามชายคาเรือนไทยนี้มีตัวอย่างเครื่องแขวนดอกไม้สดแขวนอยู่ เหมือนที่เห็นได้ในเรือนของออกญาโหราธิบดี โดยในสมัยอยุธยาจะใช้ดอกไม้สดมากรอง เพราะถือเป็นน้ำหอมปรับอากาศชั้นดีรวมถึงเป็นการอวดฝีมือการทำเครื่องแขวนอีกด้วย

ภายในเรือนมียกพื้นหลายระดับ ตรงส่วนชานบ้านจะเป็นที่นั่งของบ่าวอย่างพี่ผิน พี่แย้ม ส่วนคนเป็นนายจะนั่งสูงขึ้นไปและนั่งบนตั่ง เหตุผลของการทำธรณีประตูให้สูงก็เพื่อป้องกันสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์มีพิษเข้าบ้านเมื่อฝนตกชุก         

บนเรือนนี้ยังมีเครื่องกรองน้ำซึ่งเป็นเรื่องที่คนพูดถึงกันทั่วโลกโซเชียล เครื่องกรองน้ำที่นี่เป็นเครื่องโบราณทำจากหินทรายของจริง วิธีการกรองก็ไม่ต่างจากที่แม่หญิงการะเกดเคยสาธิต นั่นคือใส่นุ่น ถ่าน ทรายละเอียด ทรายหยาบ กรวดเล็ก และกรวดใหญ่ลงในเครื่อง (ลำดับนี้เรียงตามชั้นล่างสุดถึงชั้นบนสุด)  นุ่น ทราย และกรวด จะทำให้น้ำที่ตักมาใส่สะอาดมากขึ้นจนดื่มได้ ส่วนถ่านช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่ถ้าคิดว่าการประดิษฐ์เครื่องกรองน้ำดูยุ่งยากไป แนะนำให้ดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ 100% ตรามิเนเร่ จากแหล่งน้ำใต้พื้นดินเมืองอโยธยา ที่สะอาดมีประโยชน์ และมีแบบฝา Active Cap ที่เปิดได้ 180 องศา รวมถึงปิดสนิทไม่หก

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น.
ค่าเข้าชม | ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 150 บาท
*หมายเหตุ สำหรับกรณีเข้าชมเป็นหมู่คณะ กรุณาทำหนังสือติดต่อเข้ามาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เพื่อขอละเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชม เป็นเวลาล่วงหน้าก่อน 3 วันทำการ โดยส่งมาตามที่อยู่ โทรสาร หรือที่อีเมล [email protected]
04

สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด

คารวะท่านตาของหลวงศรียศ

สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายก-เฉกอะหมัด น้ำดื่ม

หลวงศรียศ ตัวละครมุสลิมในละครมีประวัติน่าสนใจทีเดียว เขาเป็นจุฬาราชมนตรี หรือผู้นำศาสนาอิสลามคนที่ 2 ของราชอาณาจักรสยาม โดยปฐมจุฬาราชมนตรีคือเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) คุณตาของเขานั่นเอง

ร่อยรอยของตระกูลนี้อยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏอยุธยา สุสานเจ้าพระยาบวรราชนายกตั้งเด่นเป็นสง่าในสถานศึกษา เฉกอะหมัดเป็นชีก (Sheikh) ผู้นำของกลุ่มคนที่เร่ร่อนไปในทะเลทราย ที่เดินทางนำสินค้าจากเปอร์เซียเข้ามาขายในราชสำนักอโยธยา ทำงานจนได้รับหน้าที่เป็นล่ามให้หมู่พ่อค้าแขกต่างชาติ ช่วงแรกที่เฉกอะหมัดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร ท่านมีบทบาทสำคัญในการช่วยพระเจ้าทรงธรรมปราบกบฏญี่ปุ่น เลยตั้งถิ่นฐานบริเวณตะเกี่ย อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะเมือง มีคนอยู่ประมาณเกือบ 3,000 ครัวเรือน

เฉกอะหมัดเป็นหัวหน้าชาวมุสลิม กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่นับถือนิกายชีอะห์ ต่อมาในสมัยพระเจ้าทรงธรรม พระยาเพ็ชร์พิไชย ลูกหลานในตระกูลของเฉกอะหมัดเปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธเมื่อตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี ตระกูลนี้จึงแบ่งเป็นสายนับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม โดยรับราชการในตำแหน่งสำคัญๆ สืบเนื่องมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ปัจจุบันตระกูลที่สืบทอดมาจากเฉกอะหมัดและหลวงศรียศ คือตระกูลบุนนาคนั่นเอง

05

วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ

เยี่ยมบ้านเก่าของพระเพทราชา และตลาดที่แม่การะเกดซื้อดินสอ

วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ ชุดไทย อยุธยา

ถัดจากสุสานเจ้าพระยาบวรราชนายกไปนิดเดียวจะพบวัดบรมพุทธาราม เดิมเป็นที่ตั้งนิวาสถานของพระเพทราชา 

วัดโบราณนี้มีชื่อเล่นว่าวัดกระเบื้องเคลือบ เพราะแทนที่จะมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ที่นี่มุงหลังคาพระอุโบสถด้วยกระเบื้องเคลือบ แม้ปัจจุบันร่องรอยจะหายไปเกือบหมดแล้ว แต่เราก็ยังเห็นสถาปัตยกรรมสวยงามอ่อนช้อยของยุคที่ศิลปะอยุธยารุ่งเรืองเกือบถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ยอดทรงปรางค์เหมือนฝักข้าวโพดแบบศิลปะเขมร มีซุ้มจรนำสวยงามสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป และซุ้มประตูที่ยังเหลือร่องรอยปูนปั้นอันประณีตบรรจง ซึ่งเหลือเพียงไม่กี่แห่งในเมืองไทยเท่านั้น

วัดบรมพุทธารามและป่าดินสอ

ข้างวัดมีสะพานที่เรียกว่าสะพานข้ามคลองฉะไกรน้อย เป็นศิลปกรรมเปอร์เซีย สังเกตบริเวณโค้งใต้สะพานที่ทำเป็นแบบอินโด-อิหร่าน คือเป็นซุ้มกลีบบัว บริเวณหน้าสะพานคือป่าดินสอ หรือตลาดที่แม่การะเกดมาซื้อดินสอหินเขียนกระดานชนวนนั่นเอง ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยปรับพื้นที่ให้กลายเป็นตลาดเล็กๆ ในตอนเย็น ใครผ่านมาตามรอยแม่การะเกดที่นี่ก็จะได้ช้อปปิ้งหน้าวัดโบราณแสนร่มรื่นแบบเดียวกับแม่หญิงคนงาม

06

วัดสุวรรณดาราราม

ชมจิตรกรรมฝาผนังที่เฉลยเรื่องที่เราไม่เคยรู้ของโกษาเหล็ก โกษาปาน และพบเหตุผลว่าทำไมจ้อยชอบตีไก่

วัดสุวรรณดาราราม วัดสุวรรณดาราราม วัดสุวรรณดาราราม วัดสุวรรณดาราราม

ชื่อวัดที่ไพเราะเพราะพริ้งคล้ายกับวัดหนึ่งย่านบางกอกน้อย คือวัดสุวรรณดาราราม นิวาสสถานเดิมพระราชบิดาของรัชกาลที่ 1 ท่านชื่อว่าท่านทองดี แม่ท่านชื่อดาวเรือง เมื่อนำมาผนวกกันจึงเป็นชื่อสุวรรณดาราราม เป็นวัดที่พระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์บูรณะอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ไม่น่าพลาดคือจิตรกรรมในพระวิหารเรื่องพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชซึ่งวาดในสมัยรัชกาลที่ 7 คนวาดคือจิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีชื่อเสียงมาจนถึงช่วงรัชกาลที่ 7 คือพระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) ความเข้าใจเกี่ยวกับพระนเรศวรของเราส่วนใหญ่ก็มาจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตีไก่ชนกับนันทบุเรง หรือสงครามชนช้าง ซึ่งรายละเอียดถูกแต่งเติมในพงศาวดารชั้นหลัง

วัดสุวรรณดาราราม

ภาพตีไก่ชนแสดงให้เห็นกีฬาบันเทิงที่ชายสมัยโบราณนิยมชมชอบ เป็นมรดกตกทอดมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และนี่คือเหตุผลที่บ่าวผู้รักความสนุกสนานอย่างจ้อยชอบอุ้มไก่ไปไหนมาไหน

ในภาพจิตรกรรมยังมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่สืบเนื่องมาจากขุนนางมอญ 2 คนคือพระยาเกียรติและพระยารามได้รับคำสั่งให้มาลอบปลงพระชนม์พระนเรศวร แต่ทั้งคู่เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกับพระนเรศวร จึงลอบนำข่าวมาบอกพระมหาเถรคันฉ่องผู้เป็นอาจารย์ เมื่อพระนเรศวรทรงทราบจึงทรงตัดสัมพันธไมตรีกับทางพม่าโดยการหลั่งทักษิโณทก

วัดสุวรรณดาราราม

พระยาเกียรติมีบุตรคนหนึ่งที่ต่อมาได้สมรสกับสนมในสมเด็จพระเอกาทศรถ มีธิดาชื่อท่านบัว ต่อมาท่านบัวได้เป็นพระนมดูแลสมเด็จพระนารายณ์ รู้จักกันในนาม ‘เจ้าแม่วัดดุสิต’ ท่านบัวมีลูกชายชื่อเหล็กและปาน ต่อมาลูกๆ ของท่านกลายเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ดูแลพระคลังสินค้าให้สมเด็จพระนารายณ์ และ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีที่ประเทศฝรั่งเศส

คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่าโกษาปานเกี่ยวเนื่องกับราชวงศ์จักรีโดยตรง เนื่องจากรัชกาลที่ 1 (พระนามเดิมทองด้วง) มีพ่อชื่อทองดี มีปู่ชื่อทองคำ มีทวดชื่อขุนทอง และมีเทียดชื่อปาน ดังนั้น ราชทูตผู้เดินทางไปฝรั่งเศสคนนี้ก็คือต้นตระกูลของปฐมกษัตริย์แห่งรัตนโกสินทร์นั่นเอง

07

ชมวิถีชีวิตชาวอยุธยาที่ผูกพันกับน้ำ

ล่องเรือดูจุดที่เรือพี่หมื่นฯ และแม่หญิงการะเกดล่ม ชมวัดไชยฯ ที่เป็นจุดเริ่มต้นรักข้ามภพ

แม่น้ำ

เรือ

ลอดช่อง

คนอยุธยาเมื่อก่อนอยู่กับน้ำ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่ช่วงบ่ายเราได้ล่องเรือเอี้ยมจุ๊นจำลองวิถีชาวน้ำแบบคนสมัยก่อน ในอดีตนั้นเรือเอี้ยมจุ๊นใช้บรรทุกข้าวและเกลือ แต่พอถึงยุคปัจจุบันสมัยของเกศสุรางค์และเรืองฤทธิ์ เรือเอี้ยมจุ๊นที่ความหมายแปลว่าเรือเกลือก็ถูกใช้เป็นเรือท่องเที่ยว เรือรับประทานอาหาร

พอได้ล่องเรือสมมติว่าตัวเองเป็นชาวกรุงเก่า จึงได้เรียนรู้ว่าเวลาคนสมัยก่อนพายเรือไปไหนมาไหนนั้นดูอย่างไรว่าตรงไหนเป็นบ้านคน ตรงไหนเป็นศาสนสถาน ตรงไหนเป็นวังเจ้า

เฉลยให้ออเจ้าร้องอ๋อว่า ดูสิ่งที่โผล่พ้นยอดไม้

ศาสนสถานจะมียอดเจดีย์ ถ้าต้องการให้มองเห็นได้แต่ไกลก็ปิดทอง ประดับกระจก จนสะท้อนแสงและเห็นจากที่ไกลๆ ได้

คนโบราณเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นเทวดาอวตารมายังโลกมนุษย์เพื่อทำหน้าที่ เมื่อเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นสมมติเทพ ที่ประทับของพระองค์จึงต้องมี ‘มหาปราสาท’ อย่างเทวดาบนสวรรค์

ในรัชสมัยพระนารายณ์ก็มีพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท สถานที่ประกอบพิธีสำคัญของราชสำนักและที่รับแขกบ้านแขกเมืองของพระมหากษัตริย์ เห็นได้จากฉากที่เชอวาลิเยร์ เดอ โชมองต์ ผู้แทนพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เข้าเฝ้าและถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์

ส่วนบ้านคนที่ไม่มียอดปรางค์ ยอดมหาปราสาท ก็ให้ดูต้นไม้ที่มีความสูงเป็นพิเศษอย่างต้นตาล ต้นมะพร้าว ต้นหมาก ใน 3 อย่างนี้มะพร้าวนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่เกิดยันตาย จึงอยู่ใกล้เรือนที่สุด

แม่น้ำ ป้อมเพชร

เรือเอี้ยมจุ๊นแล่นผ่านป้อมเพชร ป้อมที่มีความสำคัญมากที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์ เมื่อก่อนมีป้อมเรียงรายออกมาเป็นปีกกา แต่ทุกวันนี้เหลือเพียงบางส่วนเท่านั้น ตลาดประตูจีนในละคร บุพเพสันนิวาส ก็คือบริเวณหน้าป้อมเพชรนี้

ป้อมเพชรตั้งอยู่ตรงจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักพอดี จึงมีวังน้ำวนขนาดใหญ่และมักมีเรือถูกดูดลงไป ตำบลฝั่งตรงข้ามจึงได้ชื่อว่า ‘สำเภาล่ม’ เรือของพี่หมื่นฯ และการะเกดเองก็เคยเผลอผ่านเข้ามาในเขตน้ำวนจนพลาดท่าตกน้ำ กลายเป็นฉากเมาท์ทูเมาท์ที่ลือกระฉ่อนไปทั่วอยุธยา

จากนั้นก็มาถึงจุดสุดท้ายที่น่าสนใจคือ วัดไชยวัฒนารามอันงดงาม

อยุธยา

อยุธยา

“บ้านเราอยู่ใกล้ๆ วัดไชยหรือคะเนี่ย” ถ้ายังจำกันได้ คงรู้ว่าแม่หญิงการะเกดนั้นตื่นเต้นนักหนาที่เรือนออกญาโหราธิบดีนั้นอยู่ละแวกวัดไชยวัฒนาราม อันเป็นจุดเริ่มต้นของการข้ามภพ

แล้วทำไมการะเกดต้องตื่นเต้นขนาดนี้? …ก็เพราะวัดไชยวัฒนารามตั้งอยู่บริเวณโค้งน้ำอันโดดเด่น มีผังที่จำลองมาจากรูปแบบของจักรวาลคล้ายพระเมรุมาศที่เราเคยเห็นกัน และยังมีความสำคัญในฐานะเป็นนิวาสสถานเดิมของพระเจ้าปราสาททอง 

ความงามของที่นี่ไม่ได้มีแค่พระปรางค์ประธานอย่างเดียว แต่มีอาคารทรงปราสาทยอดที่เรียกว่า เมรุทิศเมรุราย รายรอบระเบียงคดทั้งแปดทิศ ซึ่งหาดูที่ไหนในอยุธยาไม่ได้ มีเพียงที่ปราสาทนครธมในเมืองพระนครของกัมพูชาเท่านั้น โดยมีลักษณะต่างกันแค่ที่ปราสาทนครธมสร้างเป็นรูปพรหมพักตร์

เวลาทำการ | เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.30 – 16.30 น.
ค่าเข้าชม | ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท (หรือสามารถซื้อบัตรรวมราคา ชาวไทย 60 บาท ชาวต่างประเทศ 180 บาท โดยบัตรนี้สามารถเข้าชมวัดและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ภายในระยะเวลา 30 วัน อันได้แก่วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังหลวง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดไชยวัฒนาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม)
*หมายเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30 – 21.00 น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน

เรื่องราวประวัติศาสตร์และวิถีของชาวอยุธยาผ่านหลากหลายตัวละครใน บุพเพสันนิวาส และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยระหว่างทางของ ‘The Cloud Journey : เมื่อคิดให้ดีโลกนี้ประหลาด…’ น่าจะช่วยให้ผู้ที่ตั้งใจไปตามรอยละครประวัติศาสตร์ บุพเพสันนิวาส ท่องเที่ยวได้อย่างมีอรรถรสมากขึ้น

เวลาเพียงวันเดียวอาจไม่เพียงพอให้เก็บเกี่ยวเรื่องราวทั้งหมดของประวัติศาสตร์อยุธยาที่ดำเนินมากว่า 417 ปีได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเสี้ยวหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง ที่เราได้ฟังประวัติศาสตร์จากผู้รู้

ตลอดทริปเราถูกย้ำเสมอว่า ก่อนจะเชื่อเรื่องอะไรให้อ่านพงศาวดารหลายๆ ฉบับเปรียบเทียบกัน หากกล่าวตรงกันหลายฉบับแสดงว่าพอจะเชื่อถือได้ ข้อมูลบางอย่างที่เรารับรู้กันทุกวันนี้อาจมาจากแหล่งข้อมูลเดียว ซึ่งเขียนขึ้นเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ออเจ้านักท่องเที่ยวที่มีใจรักในประวัติศาสตร์จึงพึงเปิดใจให้กว้าง อ่านและฟังข้อมูลจากหลายๆ ที่ (รวมข้อมูลของ The Cloud ไปด้วยนะ) และอย่าลืมติดน้ำแร่แก้กระหายกันไปด้วย ถ้าจะให้ดีต้องเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ 100% ตรามิเนเร่นะ จากนั้นก็ออกเดินทางไปเที่ยวอยุธยากันเถอะ

Supported By

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Cloud Journey

กิจกรรมที่จะพาผู้ร่วมทริปไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านกิจกรรม

ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ เป็นหนังสือที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2549 ของนักเขียนชื่อดัง วรพจน์ พันธุ์พงศ์

ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ ยังเป็นคำที่อธิบายโฮมสเตย์กลางป่าเมี่ยง จ.เชียงใหม่ ของ วัลลภ ปัสนานนท์ อดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยได้เป็นอย่างดี

The Cloud Journey 10 : Future Farming เราปักหลักกันที่นี่ ไร่กาแฟแห่งอนาคตที่ดำเนินโดยใช้หลักวนเกษตรเป็นสำคัญ ขนาดว่า ปิยชาติ ไตรถาวร เจ้าของฉายา ‘ดริปคิง’ ยังออกปากว่า เป็นกาแฟที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา ยิ่งทำให้เราอยากเข้าไปพิสูจน์ความมหัศจรรย์

ทริปนี้มีผู้เข้าร่วมกับเราอีกนับสิบชีวิต ตั้งแต่อายุ 20 ตอนปลายไปจนถึง 50 ตอนต้น จากเกือบทุกภูมิภาคของประเทศ ประกอบอาชีพหลากหลายแบบที่ไม่น่าโคจรมาเจอกันได้ แต่กาแฟคือสิ่งยึดโยงคนเหล่านี้ไว้ด้วยกัน

หลังพวกเรากระโดกกระเดกนั่งท้ายกระบะจาก Nine One Coffee ร้านกาแฟริมธารบ้านเมี่ยงของเจ้าบ้าน ผ่านเม็ดฝนที่ทยอยตกเป็นสาย ฝ่าเถาวัลย์ของแมกไม้เขียวชอุ่มมาอย่างทุลักทุเล เพื่อเข้ามาเรียนรู้ 5 วิชากาแฟครบทุกกระบวนการ กับผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้วงการกาแฟไทยยังคงมีความหวัง

สัญญาณมือถือดับสนิทไปสักพักแล้ว

หมอกควันจากเตาผิงบอกให้รู้ว่าเรากำลังเดินทางมาถึง

ก่อนกลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟจะชวนให้เราออกไปทำความรู้จักมัน

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

วิชาที่ 1 วนเกษตร
สถานที่แก้ชง

เราเริ่มต้นการเรียนรู้ในตอนบ่ายอ่อน ๆ เม็ดฝนยังคงโปรยปรายตามประสาบ้านกลางป่า พี่วัลพาพวกเราเดินเท้าจากบ้านพักไปที่อาคารเรียน คล้ายจะปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่

กระดานเลกเชอร์ของพี่วัลคือกำแพงปูนรอบด้าน เล่าความเป็นมาคร่าว ๆ ให้เราเข้าใจร่วมกันก่อนว่า ไร่กาแฟแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ป่าเมี่ยง ความสูงประมาณ 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย 22 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดปีราว ๆ 1,800 มิลลิลิตร เพราะที่นี่ฝนตกวันเว้นวัน ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่คนจะทำไร่กาแฟควรรู้ไว้ โดยเฉพาะกับสายพันธุ์อราบิก้า

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

การทำไร่กาแฟ ทำได้ 2 วิธีคือ หนึ่ง ปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียว แม้แต่ต้นหญ้าสักต้นก็ไม่อยากให้มี กับสอง คือ กาแฟเป็นแค่ส่วนประกอบของสภาพแวดล้อม ยังคงมีต้นไม้สูงใหญ่ล้อมรอบ อาจมีผลผลิตน้อยกว่าอีกวิธี แต่ก็ทำให้กาแฟได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติเต็มที่ แน่นอนว่าไร่ของพี่วัลใช้วิธีที่ 2 แม้ความคิดแรกของเขาจะไม่ได้มุ่งหวังให้กาแฟมีรสชาติดีก็ตาม

“จริง ๆ แล้วทำเพราะอยากได้ความอุดมสมบูรณ์แค่นั้น เราก็ไม่มั่นใจว่าจะถูกต้องไหม แต่ถ้าทำแล้วกาแฟรสชาติไม่ดีก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเราใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากกว่า กาแฟเป็นแค่ผลพลอยได้ แต่ลึก ๆ ก็คิดว่า ถ้าต้นไม้อุดมสมบูรณ์ ดูแลตัวเองได้ กาแฟจะสร้างรสชาติของมันได้ดีเอง”

พิสูจน์แล้วด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศสุดยอดเมล็ดกาแฟด้วยคะแนน 90 ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์กาแฟไทยขณะนั้น แต่สิ่งที่ทำให้พี่วัลภูมิใจมากกว่า คือการยืนยันว่าเขามาถูกทาง

พี่วัลบอกว่ากาแฟเป็นผลไม้พิสดาร เพราะไม่ได้กินเนื้อแต่กินเมล็ดข้างใน แถมต้องเอาไปคั่วก่อนกินอีกต่างหาก ใน 1 ปีกาแฟจะออกลูกในฤดูหนาวเพียงครั้งเดียว เมล็ดที่ให้รสชาติดีก็มักอ่อนแอต่อศัตรูพืช ต่อแมลงทั้งหลาย อากาศที่เย็นพอดีจะทำให้พวกแมลงจำศีลนานขึ้น และยังทำให้กาแฟมีเวลาสังเคราะห์แสง สะสมอาหารแร่ธาตุได้ดี จึงต้องหมั่นทะนุถนอมดูแล ตัดแต่งกิ่งใบอยู่เสมอ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม บิ๊ก-บริรักษ์ อภิขันติกุล หนึ่งในวิทยากรของเราถึงเรียกผลไม้นี้ว่า ‘คุณแม่’

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

ปี (แห่งการ) ชง

ชั่วโมงถัดมาคือการเดินขึ้นเขาไปดูของจริง ว่าไร่แห่งอนาคตนี้จะหน้าตาเป็นอย่างไร

ในฐานะคนดื่มกาแฟเป็นประจำ เราคิดถูกมากที่มาร่วมทริปในครั้งนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราคิดผิดมหันต์ คือการเดินตามหลังพี่บิ๊กผู้ขึ้นลงเขาจนชำนาญเหมือนเดินเล่นในสวน

พี่บิ๊กโฆษณาไว้ตั้งแต่ตีนเขาว่า ถ้าก้าวเท้าเข้าสู่ไร่กาแฟของพี่วัลจะรู้สึกได้เลยว่าพื้นนิ่มมาก เพราะปล่อยให้ใบไม้ทับถมกันตามธรรมชาติ แม้ระหว่างทางจะปาดเหงื่อไปหลายที เราเห็นว่าเป็นการดีที่จะถามเขาว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับกาแฟ คำตอบของพี่บิ๊กคือไม่มีดีที่สุด สิ่งที่สมาคมกาแฟพิเศษไทยทำอยู่คือการพัฒนากาแฟไทยให้ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ พยายามเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกรได้ดูแลรักษาต้นกาแฟอย่างถูกต้องและทั่วถึง

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว
เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

เมื่อมาถึงไร่สำเร็จจนอยากจะให้รางวัลตัวเอง นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยคนปัจจุบัน เกริ่นแต่เนิ่น ๆ ว่า การปลูกแบบพี่วัลจะได้กาแฟคุณภาพดี แต่ไม่ได้ในเชิงปริมาณ

นอกจากสภาพแวดล้อมที่ดี ซุนดา เกอิชา (Sunda Geisha) คือสายพันธุ์กาแฟที่ทำให้ไร่แห่งนี้พิเศษมากขึ้น ซุนดาเป็นหนึ่งในสายพันธุ์เกอิชาที่เกิดในประเทศอินโดนีเซีย คอกาแฟอาจทราบแล้วว่าถิ่นกำเนิดที่แท้จริงของเกอิชาคือประเทศเอธิโอเปีย และกรีนบีนของเกอิชาที่ปลูกในประเทศปานามา ประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 200,000 บาทต่อกิโลกรัม การันตีได้ว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพมาก

ถ้าอยากอยู่ในตลาดกาแฟโลก สิ่งไหนที่ไม่มีเราก็ต้องแสวงหา

เป้าหมายของการปลูกเกอิชาในที่ดินผืนนี้ จึงเป็นการพัฒนาปรับปรุงชื่อเสียงของกาแฟไทยให้ไปอยู่ในกลุ่มผู้นำกาแฟโลก แม้ต้องยอมรับว่าสู้ไม่ได้ในทางภูมิศาสตร์ แต่สิ่งที่พี่นุ่นกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ แสดงให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

“การพัฒนากาแฟสุดท้ายแล้วมันย้อนกลับไปที่ยีน ยีนที่แข็งแรงก็ย่อมดีกว่า กาแฟข้ามสายพันธุ์กันง่ายมาก ถ้ามารวมกับสิ่งที่ไทยมี จะออกมาเป็นสายพันธุ์ใหม่ของเรา ผ่านไป 40 ปีจะเห็นผลว่าทำไม

“มีแค่ประเทศเราที่การเติบโตของผู้บริโภคกับผู้ผลิตโตเร็วทั้งคู่ การพัฒนาของเราใน 5 – 6 ปีที่ผ่านมา เติบโตประมาณ 300 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเช้ามาจากกรุงเทพฯ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไร่กาแฟ นี่เป็นสิ่งที่ประเทศอื่นไม่มี

“ตอนไปเคนยา เป็นดินแดนกาแฟนะ แต่ไม่ค่อยมีร้านกาแฟเลย โคลอมเบียใช้เวลา 3 วันกว่าจะขึ้นไปไร่กาแฟได้ ทำให้เห็นว่าประเทศเราพัฒนาทั้งสองด้าน ปลายน้ำก็ทำกาแฟได้อร่อย ต้นน้ำก็ปลูกได้ดี เกษตรกรบ้านเราทำ Process เก่ง เพราะระหว่างรอสายพันธ์ุดีก็ต้องหาทางเพิ่มมูลค่า

“รอดูปีหน้า กาแฟก็ดี Process ก็เก่ง เป็นจังหวะที่เราจะได้ไปต่อในระดับโลก”

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว
เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

วิชาที่ 2 สารกาแฟ
ข้อห้ามสำหรับคนปีชง

เช้าวันที่ 2 มาพร้อมกับคลาสเรียนที่ 2 โดย อ้วน-ลลิดา สิทธิพฤษทานนท์ Q Grader เจ้าของร้าน OMNiA Café & Roastery เข้ามาในอาคารก็จะเห็นกระดาษแผ่นสีดำวางรายเรียงอยู่บนโต๊ะ หัวมุมโต๊ะเขียนว่า ‘กรุณาเอาเมล็ด Defects วางในช่องด้านล่าง’

ใช่แล้ว นี่คือแผ่นเกรดสารกาแฟด้วยมือ ซึ่งพี่อ้วนจะสอนเราคัดแยกในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เพื่อทำให้กาแฟพิเศษเป็นกาแฟที่พิเศษหมดจดจริง ๆ

Defects หรือสิ่งปลอมปนในภาษาไทย แม้แต่เมล็ดเดียวก็มีผลต่อรสชาติอย่างยิ่ง การเกรดสารกาแฟที่ได้ต่อจากเกษตรกร จึงเป็นปราการด่านหน้าก่อนจะผ่านการซื้อขายและเดินทางไปถึงโรงคั่ว โดยวิธีเกรดจะสุ่มกรีนบีนแต่ละกระสอบมา 350 กรัม แยกเกณฑ์เป็น 16 ตัว 2 หมวด เรียงตามลำดับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

หมวดที่ 1 เจอแม้แต่ 1 เมล็ดก็ไม่นับเป็นกาแฟพิเศษ จะอนุโลมให้ต่อเมื่อแมลงกัดกินเล็กน้อยเท่านั้น หมวดที่ 2 ก็มีผลเช่นกัน เพียงแต่ต้องใช้ปริมาณเยอะหน่อย

ให้เล่าทั้งหมดว่ามีอะไรบ้างก็คงจะเยอะเกินไป ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ สัก 3 ตัวที่มีเมล็ด Defects ไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียวก็แล้วกัน

Full Sour (เปรี้ยวทั้งเมล็ด) เกิดจากกระบวนการหมักกาแฟ สีเมล็ดจะเหลืองซีด หากดมหรือกัดก็จะรู้สึกได้เลยว่าผิดปกติตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มคั่ว

Dried Cherry (เชอร์รีแห้ง) เกิดจากกระบวนการสีกาแฟ ผ่านการกะเทาะเปลือกแล้วต่อที่ตะแกรงร่อน ถ้าเชอร์รีเมล็ดเล็กก็อาจเล็ดลอดมาได้

Fungus Damage (ขึ้นรา) เกิดจากกระบวนการหมักนานเกินไป (Over Fermentation) เมล็ดจะมีสีน้ำตาลเหลืองด่าง รสชาติเปรี้ยว บูด มีกลิ่นเหม็นหืน

ส่วนขั้นตอนในการพิจารณาให้เริ่มจากการดูด้วยตา สีของกาแฟจะเป็นตัวคัดแยก ยิ่งปลูกในที่สูงก็ยิ่งสีเข้ม ถ้าทำ Process พิเศษก็จะมีสีแปลก ๆ เช่น ออกเหลืองน้ำตาล หรือมีน้ำผึ้งเคลือบผิว วิธีการต่อไปคือใช้จมูกดมกลิ่น เราจะรู้ได้เลยว่ากาแฟเมล็ดนี้สะอาดหรือไม่ กลิ่นบ่งบอกถึงกระบวนการทำ Process ก็เช่นกัน ถ้าเห็นเมล็ดสะอาดมาก ผิวเกลี้ยง มีกลิ่นเขียว ๆ นั่นคือ Washed Process ต่อมาให้ใช้เครื่องวัดความชื้น ค่าความชื้นควรอยู่ระหว่าง 9 – 12 เปอร์เซ็นต์ในอราบิก้า ถ้าความชื้นไม่ดี ต้องเอาไปตากต่อให้ได้มาตรฐานถึงจะผ่านการซื้อขายได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อความละเอียดมากขึ้น

เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว
เข้าป่าหาอนาคตกาแฟไทยที่ไร่กาแฟแห่งความหวัง ผ่านการเรียนรู้ 5 วิชาจากต้นน้ำถึงปากแก้ว

พี่อ้วนบอกว่าส่วนมาก Defects จะเกิดขึ้นจากในฟาร์ม เกษตรกรจึงอยากทราบฟีดแบ็กจากผู้เกรด เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนา ยกระดับกาแฟของตนต่อไปในปีหน้า

พอถึงคราวลงมือทำเอง ก็ตรัสรู้ได้ทันทีว่าต้องเชี่ยวชาญมากถึงจะแยกแยะออก ถ้าแค่รูปร่างหน้าตาภายนอก เราหยิบออกได้อยู่แล้วว่าเมล็ดไหนแตกหัก เมล็ดไหนสีดำ เมล็ดไหนเจริญเติบโตไม่เต็มที่ แต่พอเป็นกาแฟที่แปลกปลอมเพราะน้ำหนักเบาหรือมีรสชาติเปรี้ยวไป ต้องบอกเลยว่าแทบแยกไม่ได้ ดีหน่อยที่ทริปนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีกาแฟให้ดื่ม เพลาบรรยากาศที่ดูขะมักเขม้นเอาจริงเอาจังของทุกคนลงบ้าง เว้นเสียแต่นักเกรดกาแฟมือใหม่จะเผลอคัดเอาเมล็ดดี ๆ ที่ดูแปลกตาไปนิดลงตารางด้วย หักคะแนนเข้มงวดกว่ากรรมการตัวจริงเสียอีก

วิชาที่ 3 วิธีสกัดกาแฟ
วิธีแก้ชง

หลายคนเข้าร่วมทริปนี้เพราะมีใจรักกาแฟเต็มเปี่ยม แต่หลายคนเข้าร่วมทริปนี้เพราะอยากเจอไอดอลของตัวเอง

เอ-ณัฎฐ์ฐิติ อำไพวรรณ เจ้าของร้าน Gallery กาแฟดริป และ ‘ดริปคิง’ หรือพี่ปิของพวกเรา คือไอดอลที่ว่า

สิ่งหนึ่งที่อาจหาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว คือการดื่มกาแฟจากฝีมือการดริปของพี่ ๆ ทั้งสองตลอดวัน และการที่ผู้คร่ำหวอดอย่างพวกเขาจะจับมือสอนให้เราดริปเป็น

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน
ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

วิชานี้จึงเป็นชั่วโมงที่นักศึกษาทุกท่านขยับเก้าอี้เข้ามาชิดขอบโต๊ะ วางสัมภาระไว้ด้านหลัง ถือแก้วน้อยคนละใบ บ้างถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐานของประสบการณ์อันล้ำค่า เพราะพี่ปิเริ่มต้นคลาสเรียนด้วยการถามว่า “ใครบ้างที่เปิดร้านกาแฟอยู่ กลับไปนี่คุณเก็บตังค์เพิ่มได้เลยนะ (หัวเราะ)”

หน้าที่ของคนชงกาแฟที่สำคัญคือการเอา Taste Note ดี ๆ ลงสู่แก้วให้คนกินมากที่สุด และเอาส่วนด้อยลงสู่แก้วให้น้อยที่สุด พี่เอจึงชวนพวกเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ทั้งหมด ใครที่ยังติดอยู่กับข้อเสียของกาแฟ อย่างขมไป บางไป เขียวไป และพยายามชงใหม่เพื่อให้หลุดพ้นจากข้อเสียนั้น ๆ ประสบการณ์ของพี่เอบอกว่า มันจะนำพาปัญหาใหม่ ๆ เข้ามาไม่หยุด

ถ้าลองมองหาข้อดี จะรู้จักกาแฟตัวนั้นเพิ่มมากขึ้น เติมข้อดีลงสู่แก้วมากยิ่งขึ้น และมันจะกลบข้อเสียไปเอง

“เราชงกาแฟโดยไม่รู้ว่ากาแฟที่เรากินทุกแก้วมันฝาด กินอยู่แต่กับบ้าน รู้สึกว่ามันก็อร่อยดีนะ สุดท้ายเราอาจจะชงกาแฟฝาดไปอีก 10 ปี แต่ถ้าเรารู้แล้วว่ามันฝาด ต่อให้เรายังไม่เก่ง แต่เราอาจจะใช้เวลาแค่ 2 ปีในการทำให้กาแฟตัวนี้หายฝาดได้”

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

ตามเกณฑ์ให้คะแนนของ World Brewers Cup แบ่งคุณสมบัติของกาแฟดริปที่ดีไว้ 7 หมวดหมู่ เรื่อง Aroma (กลิ่น) Flavor (รสชาติ) และ Aftertaste (สิ่งคงค้างในลำคอ) เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สังเกตว่าในอุณหภูมิร้อน อุ่น เย็น กาแฟจะมีกลิ่นและรสแตกต่างกัน โดยมากจะติดมากับตัวเมล็ดกาแฟ ส่วนช่องคะแนนของผู้ชงก็ขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละคน

สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากจนเรียกว่าเป็น ‘แกนกลางของแก้วกาแฟ’ คืออีก 3 หมวดหมู่ชี้วัดคุณภาพ ซึ่งพี่ปิได้คลี่คลายความสงสัยของพวกเราผ่านกาแฟ 3 แก้วของพี่ปิ ประกอบไปด้วย

Acidity (ความเปรี้ยว) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเปรี้ยวเยอะหรือน้อย แต่ชี้วัดที่ความเปรี้ยวแบบมีคุณภาพ พี่เอให้พวกเราจินตนาการถึงน้ำส้มคั้น เวลากินจะรู้ได้ทันทีว่าแท้หรือผสม

Body (มวล) คราวนี้พี่เอยกตัวอย่าง นมสด นมพร่องมันเนย นมข้นจืด เราทุกคนตอบได้หมดว่านมสดมีมวลมากกว่านมพร่องมันเนย และแม้นมข้นจืดจะมีมวลมากกว่านมสด แต่ก็มีคุณภาพด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

สุดท้ายคือ Balance (ความสมดุลของรสชาติ) พี่เอให้เรานึกถึงมื้ออาหาร เทียบระหว่างต้มจืดกับส้มตำ การปรุงส้มตำให้ได้ครบทุกรสสัมผัสนั้นยากกว่ามาก แต่มักจะกลายเป็นร้านประจำที่เราอยากกลับมากินอีก

พวกเราพูดคุย แลกเปลี่ยน และวิเคราะห์รสชาติกาแฟกันมาร่วมชั่วโมงจนได้ที่ แก้วที่ 4 ถูกชงให้ดื่มอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกคนอยากดื่มแก้วที่ 3 ที่ลงตัวมากที่สุดอีกครั้ง ก็เป็นอันจบการเรียนทฤษฎี

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน
ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

หลังจากนี้จะเป็นการชงดื่มด้วยตัวเอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญประกบตัวต่อตัวเลยก็ว่าได้ ใครที่เปิดร้านอยู่นับว่าได้เทคนิคกลับไปเพียบ ใครที่ทำ Homebrewing ก็คงมีความสุขกับการดื่มกาแฟยิ่งขึ้น เราตระเวนชิมฝีมือการดริปของพี่ ๆ ในทริปแก้วแล้วแก้วเล่าจนเมา จาก 2 แก้ว 3 แก้ว เป็น 10 แก้ว ขอบอกว่าคนรักกาแฟพวกนี้ชวนกันดริปต่อจนถึงเที่ยงคืน ส่วนเรายอมแพ้ตั้งแต่หัวค่ำ

พอผ่านการเรียนมา 2 วันเต็ม ได้ผิงไฟอุ่น ๆ เปิดประสบการณ์ดื่มกาแฟร้อน ๆ ก่อนเหยียดแข้งขานอนในตอนดึก

บอกตามตรงว่าเราไม่เคยดื่มกาแฟจริงจังเท่านี้มาก่อน รู้เพียงอะไรอร่อยถูกปากหรือไม่ถูกปากก็เท่านั้น ยังคงเขินอายที่จะพูดว่าดื่มแล้วได้รสอะไร นึกถึงดอกไม้หรือผลไม้ตัวไหนบ้างเพราะขาดความรู้ แต่แท้จริงแล้วมันอาจใช้แค่ความรู้สึกนำทาง

ทุกครั้งที่พี่เอบอกว่าได้รสฉ่ำของส้มโอ กลิ่นหมักของลูกเกดตากแห้ง ความฉูดฉาด ความแหลมคม หรือแม้แต่ความมันแบบถั่วพิสตาชิโอ เราก็ตอบตัวเองในใจเสมอว่า เออ จริงด้วย แค่ไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดยังไง

มองดูผิวเผิน กาแฟอาจเป็นเพียงน้ำสีน้ำตาลเข้มมีรสชาติ แต่ใครเล่าจะรู้ว่า อันดับหนึ่งของสุดยอดเมล็ดกาแฟไทยใน พ.ศ. 2565 จะให้รสชาติของดอกไม้และผลไม้กว่า 10 ชนิดในแก้วเดียว และเราทุกคนจะได้ชิมก่อนใครในวันสุดท้ายของทริปนี้

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน
ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

วิชาที่ 4 ปลายน้ำสู่ความยั่งยืนของวงการกาแฟ
ดวงชะตาปีชง

ก่อนจะชิม 30 สุดยอดเมล็ดกาแฟไทยก่อนใคร เรานั่งรถกระบะลงจากเขาอย่างทุลักทุเลไม่ต่างจากตอนขึ้น เสียงแจ้งเตือนของพี่คนข้าง ๆ ดังเป็นสัญญาณบอกว่าเรากลับสู่โลกความเป็นจริง และปล่อยให้ไร่กาแฟแห่งอนาคตเติบโตต่อไปอยู่เบื้องหลัง

วิชาสุดเข้มข้นนี้เราจะเรียนกับพี่นุ่น นอกจากจะเป็นนายกสมาคมฯ คนปัจจุบันแล้ว คอกาแฟยังรู้จักเธอในนาม ‘นุ่น Bluekoff’ คนปลายน้ำที่คอยผลักดันวงการกาแฟไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืนไม่แพ้ชาติใดในโลก

พี่นุ่นเล่าความท้าทายที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ให้ฟังว่า กิจการกาแฟหลายที่ขอเอากาแฟมาขายคืนให้บริษัทเยอะจนเธอรับซื้อไม่ไหว สิ่งที่พี่นุ่นทำคือช่วยให้พวกเขาทำธุรกิจต่อไปให้ได้ ถ้าเปิดขายไม่ได้ก็ให้ทำเดลิเวอรี่ ถ้าทำเดลิเวอรี่ไม่ได้ก็ต้องทำ Cold Brew ให้เป็น และแม้ พ.ศ. 2564 จะเป็นปีที่โควิด-19 เข้ามาทำให้ชีวิตทุกคนหยุดชะงัก พี่นุ่นกลับเผยความลับหนึ่งอย่างว่า อุตสาหกรรมกาแฟไม่ชะงักตาม ทั้งยังทำยอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ 20 ปีของ Bluekoff อีกต่างหาก

“คนเข้าวงการกาแฟมากกว่าที่คนในวงการกาแฟคาดหวัง เขามีเวลาศึกษา พัฒนาฝีมือ เรามีผู้เล่นใหม่ ๆ โรงคั่วใหม่ ๆ ร้านกาแฟใหม่ ๆ เยอะมาก แต่มันจะเกิดขึ้นและดับลงเร็วถ้าสายป่านไม่ยาวพอ เพราะมีคู่แข่งเยอะ”

ราคากลางของตลาดกาแฟโลกก็ปรับขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 180 บาท แต่ปัญหาคือกาแฟไทยไม่ได้อิงกับราคาตลาดโลก และ 180 บาทคือราคากาแฟกะลาบ้านเราเท่านั้น ส่วนกาแฟพิเศษก็บวกเพิ่มไปเลยเป็น 280 บาทต่อกิโลกรัม

สิ่งที่พี่นุ่นคาดหวังและต้องทำให้ได้ คือเธอย้ำเสมอว่าไม่ได้ต้องการให้กาแฟไทยถูกลง แต่อยากให้กาแฟไทยมีคะแนนสูง ราคาสมเหตุสมผล และมีปริมาณมากพอที่จะส่งออกได้

“เราทำกาแฟไทยดีแค่ไหน แต่ถ้าคนต่างประเทศไม่ได้ลอง มันก็ไม่ยั่งยืนหรอก เรามองอนาคตไกลไหม ไม่ใช่ว่าต้องไปถึงต่างประเทศทั้งหมด แต่เราก็ต้องมีตัวแทนชาติ กระจายไปให้ทั่ว การทำกาแฟพิเศษให้มากขึ้นคือวิธีแก้ปัญหา”

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

การเรียนกับพี่นุ่นจะเน้นถาม-ตอบมากกว่า ผู้เข้าร่วมทริปก็พากันยิงคำถามใส่เธอ ทั้งในนามท่านนายกสมาคมฯ ทั้งในนามนุ่น Bluekoff แต่เราเชื่อว่าทุกคำตอบของเธอจะสร้างประโยชน์ให้กับ (ว่าที่) ผู้ประกอบการเป็นแน่

อย่างคนที่อยากเปิดร้าน พี่นุ่นตอบทันทีว่าต้องกินกาแฟให้เป็นก่อน ไม่ต้องชอบถึงขนาดคลั่งไคล้ แต่ต้องรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เป็นกาแฟเกรดไหน กลิ่นนี้คือเครื่องสกปรก กลิ่นนี้คือกาแฟเริ่มไหม้ หมั่นตรวจเช็กเครื่องมือให้ดี เพราะงานหลังบ้านเป็นตัวบ่งบอกคุณภาพของกาแฟทั้งหมด

เรียกได้ว่าความรู้แน่นมาก นั่งจดเลกเชอร์ไปเพลิน ๆ จนทีม The Cloud ทยอยแจกแก้วกาแฟให้ทุกคนนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าเวลาที่เรารอคอยมาถึงแล้ว

จากผลเชอร์รีที่เราเห็นบนยอดเขา ถึงมุมมองของปลายน้ำแห่งความหวัง

ที่เหลือตอนนี้ก็มีแค่ลองชิมแล้วล่ะ

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

วิชาที่ 5 รสชาติ 30 สุดยอดเมล็ดกาแฟไทย
ผลัดกันชง

ความพิเศษของวิชานี้ คือการที่เราจะได้ชิมสุดยอดเมล็ดกาแฟไทยล็อตเดียวกับที่กรรมการใช้ตัดสิน เรียกเสียงฮือฮาของผู้เข้าร่วมทริปได้เป็นอย่างดี เพราะนี่ถือว่าเอ็กซ์คลูซีฟมาก โดยเราจะได้ชิม 10 อันดับสุดยอดเมล็ดกาแฟไทยครบ 3 กระบวนการ เรียงจาก Washed Process, Honey Process และ Natural Process

กาแฟทุกตัวก่อนตัดสินจะส่งมาเป็นกะลา เพื่อไม่ให้มีการสวมกรีนบีน นำมาสีที่เดียวกันทั้งหมด ล้างทำความสะอาดทุกครั้งที่เปลี่ยนชนิด เพื่อให้เกษตรกรได้รับความเท่าเทียม บางคนส่งมาประกวดทั้งที่รู้ว่าไม่ชนะแน่ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

รอบแรก พวกเราเริ่มจากการดมกลิ่นผงกาแฟ ส่วนเวลาที่กรรมการใช้ตัดสินจริงจะเริ่มชิมตั้งแต่นาทีที่ 10 เป็นต้นไป แค่ได้กลิ่นหอมโชยก็แทบอดใจไว้ไม่อยู่ สุดยอดกาแฟวางเรียงอยู่บนโต๊ะด้านหน้า รอให้พวกเราเข้าคิวต่อจากวิทยากรที่ส่งเสียงซดกาแฟดังมากแบบที่เราคาดไม่ถึง

ได้ยินมาว่า การซดกาแฟเสียงดัง ๆ คล้ายซดน้ำซุปนี้เรียกว่าการ Slurp หากสูดกาแฟเข้าไปพร้อมอากาศ อโรม่าของกาแฟจะเกิดการสั่นไหว ทำให้เราได้กลิ่น ได้รสชาติชัดมากขึ้น รู้สึกถึงทุกอณูของน้ำเลยก็ว่าได้ แต่พอลองทำเองแล้วก็เขินชอบกล

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

หลังเวียนชิมอย่างละนิดละหน่อยจนครบทุกแก้ว พี่นุ่นกับพี่เอจะถามเสมอว่าใครมีแก้วไหนอยู่ในใจบ้าง สัมผัสได้ถึงรสชาติอะไร อยากประมูลตัวไหนไปขายที่ร้าน แล้วเราทุกคนก็แลกเปลี่ยนบทสนทนาดี ๆ กันท่ามกลางเสียงน้ำตกริมธารร้านพี่วัล

ตามประสาคนไม่เคยดื่มกาแฟจริงจัง การได้ฟังพี่นุ่นพูดว่ากาแฟตัวนี้ให้ Taste Note มากกว่า 10 อย่าง ก็ทำให้เราตื่นเต้นมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าการชิมกาแฟเพียงนิดเดียวจะมอบรสสัมผัสมากมายขนาดนั้นได้ เข้าใจแล้วกับความหมายของคำว่า ‘คุณภาพคับแก้ว’ ที่แท้จริง

หากเทียบกันในระดับกาแฟบดหยาบ เราที่รับหน้าที่สรุปทริป 3 วัน 2 คืนผ่านการเขียนบทความชิ้นนี้ ก็เหมือนเป็นปลายน้ำด่านสุดท้าย บรรจุประสบการณ์ที่เก็บกลับบ้านไม่ได้ออกมาเป็นตัวอักษร เช่นเดียวกับความตั้งใจจริงของคนรักกาแฟมากมายที่อบอวลอยู่ในแก้ว และรับรู้ได้เพียงยกดื่ม

ไม่รู้หรอกว่าผู้อ่านแต่ละคนจะรู้สึกเช่นไร ผู้เข้าร่วมทริปจะมีรสชาติกาแฟแบบเดียวกับเราหรือไม่ แต่เชื่อเหลือเกินว่ากาแฟแก้วนี้ของเราจะหาดื่มที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ทริป 3 วัน 2 คืนกลางป่าเมี่ยง เชียงใหม่ ตอบคำถามอนาคตกาแฟพิเศษไทย กับคนรักกาแฟที่ชวนกันดริปจนนับแก้วไม่ถ้วน

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load