2 เดือนพอดี

นับจากวันแรกที่ติดต่อขอสัมภาษณ์ จนถึงวันที่บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ บอกว่าช่วงนี้เธอยุ่งมาก และประเด็นข่าวที่เธอทำช่วงนี้ก็หนักมาก พอจัดรายการเสร็จก็หมดพลัง

ไม่กี่วันหลังจากติดต่อกันครั้งแรก รายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ ก็เป็นที่พูดถึงทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะทำประเด็นที่ทุกคนสนใจได้ลึกซึ้งถึงใจ

ผมแอบเสียดาย ถ้าได้สัมภาษณ์ตั้งแต่วันนั้น บทสัมภาษณ์นี้ก็จะออกพร้อมกับกระแสนั้นพอดี

แต่ก็เลิกเสียดาย เพราะสัปดาห์ต่อมา รายการของเธอ (รวมถึงภาพสีหน้าแววตาท่าทางของเธอ) ก็ถูกแชร์ว่อนโลกออนไลน์อีกครั้ง และเป็นอย่างนั้นเสมอมาในช่วง 2 เดือน

กระแสรายการของเธอไม่เคยหาย

เธอทำรายการด้วยสูตรไหน ถึงเป็นที่พูดถึงได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

แล้วลีลาการถามตรงๆ เข้าแสกหน้า กับสีหน้าท่าทางที่หลายคนนิยามว่า ‘เล่นใหญ่’ เป็นความตั้งใจหรือเปล่า

ผมไม่น่าเกริ่นอะไรเยอะ เก็บพื้นที่ไว้เล่าประสบการณ์การทำรายการข่าวเกือบ 20 ปี ของเธอดีกว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องบอกกันก็คือ จอมขวัญตัวจริงไม่เหมือนจอมขวัญในรายการ เธอไม่ได้จริงจังและดุดันแบบนั้น อาจจะตรงข้ามด้วยซ้ำ เธอเป็นคนเฮฮา เล่นมุกได้ตลอดการสนทนา เราคุยกันแบบนั้น จนบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ผมพิมพ์ (หัวเราะ) ได้ฟุ่มเฟือยที่สุดในชีวิต

(ตัดออกไปเยอะมากแล้วด้วย)

หากไม่ใส่ใว้ อาจเข้าใจว่า เธอพูดน้ำเสียงเหมือนในรายการ

ประโยคแรกเธอก็หัวเราะแล้ว

(หัวเราะ) – อันนี้ของผมเอง

ช่วงวิกฤตแบบนี้เป็นโอกาสให้นักข่าวได้แสดงฝีมือมากกว่าช่วงปกติหรือเปล่า

ไม่นะ เราเป็นคนขี้เกียจโดยพื้นฐาน (หัวเราะ) การแสดงความสามารถไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงขนาดนี้ก็ได้ เพราะเป็นต้นทุนที่คนอื่นต้องจ่ายด้วยไง ไม่จำเป็นต้องเกิดเหตุการณ์อะไรนักข่าวก็พิสูจน์ฝีมือตัวเองได้อยู่แล้ว คนพูดกันเยอะว่านักข่าวหากินกับความผิดปกติของสังคม ความขัดแย้ง เรื่องลบ เราไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องไม่ดี เพราะไม่จำเป็น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว เราก็ควรส่งเสียงเรื่องที่ผิดปกติหรือเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรมากกว่า เมื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เราจะทำยังไงกับเรื่องพวกนี้ จะใช้ความรู้วิชาชีพของตัวเองกับเรื่องพวกนี้ยังไง จะตีโจทย์ในการทำข่าวยังไง จะเลือกมุมไหนมานำเสนอ

เช่น มีคนถูกฆาตกรรม ญาติไปร้องหน่วยงานต่างๆ แล้วกลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะคู่กรณีเป็นลูกหลานคนใหญ่คนโต เราอาจจะเลือกข่าวเดียวกับทุกที่ เพราะเวลามีข่าวดังๆ ทุกที่ก็เล่นหมด แต่เราจะเลือกเข้าไปที่โครงสร้างความขัดแย้ง ก็ไม่รู้ว่าทำได้ดีแค่ไหนนะ เป็นกรอบคิดของนักข่าวที่มาจากสายโครงสร้าง

ถามตรงๆ กับจอมขวัญ ถือเป็นรายการประเภทไหน

เป็นรายการสัมภาษณ์ แต่มีกลิ่นอายของความเป็นไทยรัฐ คือเป็นข่าวที่มีสีสัน และพื้นที่ข่าวที่กว้างมาก เราเลยได้สัมภาษณ์ในหัวข้อที่เราไม่เคยฝึกเลยตอนอยู่เนชั่น เราเป็นสายซีเรียส บางเรื่องอาจจะมีสีสันได้กว่านี้ แต่เราก็ยังดำดิ่งลงไปได้ แล้วดันเจอโปรดิวเซอร์สไตล์เดียวกันอีก

รายการคุณไม่เน้นขยี้เอาดราม่า

ส่วนตัวขวัญเป็นคนไม่ค่อยชอบดราม่า เพราะมันเป็นสีสันไม่ใช่แกนกลาง ตัวอย่างที่ยกบ่อยๆ คือ หวยสามสิบล้าน เนื้อเรื่องมันสนุกมากเลย ไม่ได้บอกว่าเราสนุกบนความขัดแย้งหรือความลำบากใครนะ คือมันเป็นเรื่องจริงที่มีการพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของ แต่รายการดิฉันก็พยายามอิงกฎหมายว่าตกลงมันของใครคะ ต้องถูกพิสูจน์ขั้นไหนคะ เรื่องการฟ้องร้องกันก็นั่งไล่ดูคดีว่าทั้งสองฝ่ายมีคดีอะไร แพ่งเท่าไหร่ อาญาเท่าไหร่ กี่สำนวน ใครฟ้องใคร นั่งไล่แบบนี้ แล้วก็ไม่ได้ใช้ในรายการนะ ใช้แค่ครั้งเดียวเพื่อจะตามว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ
จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

เชิญแขกมาออกรายการยากไหม

หืดเหมือนกันนะ เป็นงานที่โหดมากของโปรดิวเซอร์ การเชิญคนมาออกโทรทัศน์มันใช้ต้นทุนของแขกเยอะ เช่น เขาต้องมาพูดในเรื่องที่เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะพูดได้มากน้อยแค่ไหน ต้องเดินทางมา ต้องเจอบรรยากาศที่ไม่ได้เจอทุกวัน ผนวกเข้าไปกับความเป็นจอมขวัญ จะคุยกับมันดีไหมวะ (หัวเราะ)

เคยมีคนปฏิเสธเพราะต้องคุยกับจอมขวัญไหม

ก็มีบ้างนะ บุคลิกแบบจอมขวัญก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของโปรดิวเซอร์นะ ต้องขอโทษโปรดิวเซอร์ด้วย (หัวเราะ) เราไม่รู้ตัวจริงๆ ว่าเป็นคนถามดุ เราถามเพราะคิดว่าเรื่องนี้อยากรู้ เรื่องนี้ต้องถาม เวลาเราคุยกับใครในเรื่องที่เราไม่รู้ แล้วเขารู้ เราก็บุคลิกนี้แหละ พอมาเป็นนักข่าวมันก็อาจจะดูน่าอึดอัดหรือโหด จริงๆ เราไม่มีอะไรเลย เราเป็นแค่เด็กอยากรู้เฉยๆ

แขกรับเชิญกลุ่มไหนเชิญยากที่สุด

ขวัญแบ่งแขกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรก เป็นคนที่โดนซักค้านตรวจสอบ ก็ยาก แม้กระทั่งขอโฟนอิน ซึ่งเราก็เข้าใจนะ แต่เราอยากให้เขาเปลี่ยนมุมมอง ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะสังกัดใด การให้ข้อมูลกับประชาชนเป็นหน้าที่หนึ่งนะ เราเป็นผู้จ่ายภาษีย่อมมีสิทธิ์รู้ คลาสสิกมาก (หัวเราะ) ไม่ได้ทวงนะ เงื่อนไขในการได้สิทธิ์นี้มาโดยตัวมันเอง เดี๋ยวนี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ เพราะมีการพูดคุยเรื่องพวกนี้หรือชี้แจงกันจนคุ้นเคย เจ้าหน้าที่รัฐรุ่นใหม่ก็มีวิธีคิดที่ใหม่ขึ้น เป็นแบบแผนที่ลำลองขึ้น

อีกแบบคือเป็นผู้เสียหาย อันนี้เชิญง่าย เขายินดีมาเพราะต้องการพื้นที่เรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ได้แปลว่าคนที่มาจะเป็นฝ่ายถูกนะ เพราะหน้าที่ของเราไม่ได้ตรวจสอบ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นทางการ เราแค่เปิดพื้นที่ให้เขาใช้เป็นกระบอกเสียง ในทางกลับกัน ตัวละครในคดีเดียวกันที่อยู่อีกฝั่งซึ่งไม่ได้อยากออกสื่อ เมื่อเราติดต่อไปว่า มีเรื่องนี้ ฝั่งนี้มาออกนะ อยากใหัอีกฝั่งมาด้วย ก็แล้วแต่ว่าเขาจะมาพูดไหม กรณีที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการนะ

แล้วก็มีกลุ่มที่เป็นหัวข้อต่างๆ นอกเหนือจากคดี เช่นเรื่องที่ใช้ความเห็น ใช้ข้อมูล ไม่ได้ซักค้านใคร อันนี้ไม่ยาก

การเชิญแขกมาให้จอมขวัญซักค้านในรายการ ต้องโน้มน้าวยังไง

ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย โปรดิวเซอร์จะพูดตรงไปตรงมาว่า ทำไมเราถึงคิดว่าเขาควรจะพูด แล้วเขาจะเจอสถานการณ์ยังไง เมื่อก่อนอาจจะยากกว่านี้นะ แต่แขกรับเชิญหมวดนี้จำนวนมากมีวิธีคิดเปลี่ยนไป อาจจะเห็นการโต้แย้งกันแสดงความคิดเห็นกันในโซเชียลมีเดียจนคุ้นเคย

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

สิบปีก่อนรายการทอล์กอยู่ช่วงสี่ทุ่ม แล้วขยับลงมาเป็นหัวค่ำ เย็น บ่าย ตอนนี้เริ่มตั้งแต่เที่ยงแล้ว เวลามีผลอะไรกับรายการบ้าง

เรายังเคยคุยกันเลยว่า ต่อไปรายการทอล์กไม่ต้องมาตีห้าเลยเหรอ ได้สัมภาษณ์แล้วนะเว้ย (หัวเราะ) บริบทของรายการทอล์กคือ เวลาคุณมองว่าเรื่องไหนควรทำ ใครควรเป็นแขกรับเชิญ ทุกช่องก็มองเหมือนกันหมด ใช้แขกก็กลุ่มเดียวกัน พอมีโซเชียลมีเดีย รายการไหนได้แขกไปก่อนก็โพสต์ลงโซเชียลมีเดียก่อน หลายสถานีก็ปรับเวลารายการทอล์ก ซึ่งมีผลเหมือนกันในการได้แขกรับเชิญมา

มีคนถามเรื่องเลื่อนเวลาเยอะ เรายังไม่เคยอธิบายเรื่องนี้เหมือนกัน เท่าที่ได้รับการบอกมาคือ เป็นเรื่องการจัดลำดับเวลาของผังรายการ ซึ่งเราว่ามีผลหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด ยุทธศาสตร์การดึงคนดู หรือดึงแขก ถ้าถามว่าเวลาของรายการเรามีผลต่อการเชิญแขกไหม ก็มีทั้งบวกและลบ ทำให้ได้แขกก่อนก็จริง แต่แขกบางหมวดก็ยังไม่เลิกงาน

หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของพิธีกรคืออะไร

ถามในสิ่งที่คนอยากรู้ เพราะหลายเรื่องเรารู้อยู่แล้ว หลายเรื่องเราก็ไม่ได้อยากรู้ (หัวเราะ) เราเป็นคนแบบถ้ำๆ อยู่ในโลกส่วนตัว ไม่ค่อยจะอยากรู้อะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจจริงๆ ไม่ใช่พื้นฐานของคนที่ควรจะมาเป็นนักข่าวเลย (หัวเราะ)

พอต้องทำหน้าที่พิธีกร เราก็ตีโจทย์ให้ง่ายที่สุด ซับซ้อนน้อยที่สุด เราจะถามในสิ่งที่คนอยากรู้ มีสิทธิ์รู้ ต้องรู้ เท่านั้นเอง เราเป็นคนรู้น้อย ก็ต้องเตรียมตัวทำการบ้านให้มาก บางเรื่องก็รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ถามเพื่อให้ผู้พูดเป็นคนพูดเอง เราพยายามเป็นผู้ถามที่ดีนะ ซึ่งไม่ได้แปลว่าผู้ตอบจะชอบผู้ถามคนนี้ (หัวเราะ)

ผู้ถามที่ดีเป็นยังไง

ต้องอยากรู้และเป็นนักฟังที่ดี อยากรู้ไม่ได้แปลว่า อยากรู้ไปซะทุกเรื่อง สิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นนักสัมภาษณ์ที่ดีคือการฟัง ไม่ใช่คิดแต่จะถามให้คมยังไง ลึกยังไง ต้อนยังไง การถามที่ดีมาจากการฟัง ฟังอย่างเปิดใจ พร้อมฟังเขา ทำให้เขาอยากคุยกับเรา อยากบอกเรา เราไม่รู้สึกว่าเป็นการสัมภาษณ์นะ เหมือนมานั่งคุยกัน

ถ้าไม่ใช่เรื่องปัญหาโครงสร้าง รายการเราจะมีบรรยากาศของการนั่งคุยกัน บางเรื่องเราไม่ได้ถามเพราะอยากได้คำตอบ แต่ถามเพื่อสื่อสารกับเขา ว่ามีคนพร้อมฟังให้เขาระบาย มีคนอยากเข้าใจความทุกข์ของเขา มีคนเข้าใจนะว่าทำไมต้องออกมาพูดเรื่องนี้ ต้องออกมาสู้ มันเป็นมิติของความเป็นมนุษย์

เราจึงเป็นทั้งคนถามและเพื่อนมนุษย์ แล้วการเป็นคนฟังที่ดีต้องอาทรนะ มันอาจจะมีคนผิดในบางเรื่องจริง แต่เราก็ยังให้ความสำคัญกับการพูดคุย เพราะการพิสูจน์ถูกผิดมันต้องเข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการ แต่การสื่อสารผ่านสื่อ เราอยากให้สังคมคุ้นกับการพูดคุยกันได้ แม้จะเป็นเรื่องความขัดแย้ง หรือคิดต่างกัน คนสองกลุ่มนั้นต้องคุยกันได้ และไม่ได้แปลว่ากลุ่มใดต้องเปลี่ยนไปคิดเหมือนกลุ่มใด บางหัวข้อไม่ต้องมีใครชนะหรือเป็นฝ่ายถูกก็ได้

ถ้าแขกตอบไม่เหมือนสิ่งที่คุณรู้มา คุณทำยังไง

แล้วแต่ว่าเป็นเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องการเมือง มีคนถามเราเยอะว่า ไม่รู้เหรอว่าเขาโกหก บางเรื่องก็รู้อย่างชัดแจ้ง แต่นั่นคือสิทธิ์ที่เขาจะใช้ ในภาวะแบบนี้ หน้าที่ของเราคือพยายามถามเพื่อให้เขาอธิบายสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าไม่จริงให้มากที่สุด เราจะเจาะเข้าไปให้ลึกที่สุด เรื่องที่แต่งขึ้นมันจะไปไม่สุด จะตันของมันเอง

ถ้าเรื่องส่วนตัว เราอาจจะบอกได้แค่ คนนี้มองมุมนี้ เขามีคำตอบชุดนี้ เราถึงบอกว่า ทำไมทุกคนที่เกี่ยวข้องถึงควรได้พูด เอาข้อมูลจากทุกมุมมาพิสูจน์กัน แต่อย่าคิดว่ารายการข่าวเป็นที่พิสูจน์ความถูกผิด ไม่ใช่ทุกคนจะพูดทุกเรื่องผ่านสื่อ ซึ่งเราก็ไม่เห็นความจำเป็นนั้น เราบอกแขกรับเชิญเสมอว่า บอกเท่าที่สบายใจ บอกเท่าที่อยากบอก รายการเราไม่ได้มีเป้าหมายให้ใครมาสารภาพอะไรกับเรา เราเป็นใคร เขาถึงต้องมาสารภาพกับเรา

ในเรื่องที่เป็นหัวข้อมาร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือ ถ้าคิดว่าอะไรเป็นประโยชน์ที่สื่อจะขับเคลื่อนให้ได้ก็ใช้ ถ้าคิดว่าไม่ควร ไม่ต้อง ไม่สบายใจจะตอบ ก็ไม่เป็นไรเลย ต่อให้เป็นคดีอาชญากรรม คนที่มาร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อก็ไม่ต้องบอกเราทุกเรื่องนะ บางเรื่องเป็นแค่เรื่องส่วนตัวที่จะสร้างสีสันความลึกซึ้งให้เรื่อง ถ้าไม่เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเขา ขวัญก็จะไม่ถามเข้าไป บางคนมากับทนาย ขวัญจะเตือนเขาในรายการด้วยซ้ำว่า ให้ทนายลองฟังนะคะ ถ้าคำถามมันจะนำไปสู่คำตอบซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อเขาเตือนได้เลย

ถ้วยรางวัลของเราไม่ได้มาจากการเข้าไปลึกที่สุดในพื้นที่ที่ไม่ควรจะเข้านะ แต่ถ้วยรางวัลของเราคือ คนได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่การทำงานของเราได้มากที่สุด อันนี้สำหรับคนที่มาร้องเรียน

ถ้าแขกบอกว่า ผมไม่ตอบ ขอให้การในชั้นศาล จะดำเนินรายการต่อกันไปยังไง

ได้ เราให้สิทธิ์นั้น เรามีทริกที่จะดำเนินรายการต่อได้ เราเจอแบบนี้น้อยนะ เพราะก่อนเข้าสู่รายการสดจะมีกระบวนการทำความเข้าใจกรอบร่วมกัน แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง โดยเฉพาะคดีส่วนตัว เราเข้าใจ แต่ถ้าเป็นคดีประโยชน์สาธารณะ อันนี้ปล่อยยาก ไม่ต้องศาลค่ะ เดี๋ยวดิฉันเนี่ยแหละค่ะจะเข้าไปหาเอง (หัวเราะ)

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

หน้าที่พิธีกรของคุณครอบคลุมถึงการสร้างความสนุกสีสันในรายการด้วยไหม

ทีวีมีสิ่งที่ช่วยดึงดูดเยอะทั้งภาพและเสียง ถ้าเราได้สัมภาษณ์คนที่เป็นแกนกลางเรื่อง ก็ไม่ต้องทำหน้าที่สร้างแรงดึงดูดมาก แต่เราก็ต้องทำให้มันเปล่งประกายกว่าเดิม สไตล์ขวัญไม่ได้เน้นสีสันเท่าเนื้อหา แต่สีสันที่ผ่านมาอาจจะถูกเน้นโดยบุคลิกของเราเอง (หัวเราะ) ทั้งมือไม้ สีหน้า แววตา ซึ่งเราเป็นคนแบบนั้น นั่งคุยกันอยู่นี่เราก็โยกตัวตลอดเวลา คนหรือลูกข่างวะเนี่ย (หัวเราะ) เราเป็นคนเสียงดัง ขี้เล่น ตลกท่าทาง แอคติ้งเยอะ เล่นใหญ่ ซึ่งเพื่อนจะคุ้นกันอยู่แล้ว

เมื่อก่อนคุณก็ไม่ได้เล่นใหญ่ขนาดนี้นะ

เพราะเราแก่ขึ้นเลยไม่ค่อยสนใจสิ่งเหล่านี้มั้ง (หัวเราะ) พอเราเปลี่ยนมาทำเรื่องคดี ต้องสัมภาษณ์คนธรรมดาไม่ใช่คนดัง เราต้องลดความเป็นทางการของเราลงมา ไม่งั้นเขาจะเกร็ง แต่พอทำบ่อยๆ แล้วมันติดน่ะ (หัวเราะ)

เราเป็นผู้ดำเนินรายการที่หลุดแบบแผนมาก ไม่ใช่ผู้ดำเนินรายการที่ดูเป็นทางการ ดูเท่ ดูเจ๋ง เพราะเราบ้านมากเลย เวลาเรานึก หน้าเราก็นึกเลย ไม่ได้สนใจกล้องใดๆ ไม่ได้คิดว่าต้องนั่งท่าให้สวย เราต้องการสร้างบรรยากาศคนคุยกัน นี่ขนาดพยายามเป็นคนคุยกัน คนยังรู้สึกว่าเราน่ากลัวเลย ถ้าอยู่ในโหมดถามตอบตรงๆ จะน่ากลัวกว่านี้อีก ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีแซวเลย

เราแก่เกินกว่าจะเปลี่ยนบุคลิกได้แล้ว ทั้งเวลาจะเอ๊ะ จะเล่นใหญ่ เราก็เลยบอกน้องผู้กำกับว่า ไม่ต้องตัดหน้าพี่ออกจอมาก บางทีเราไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังทำหน้าอะไร บางครั้งช่างภาพต้องพูดเข้าหูฟังว่า พี่ถอยลงมาหน่อยได้ไหม หน้าพี่เข้าเฟรมแขกแล้ว คือเราถลึงหน้าเข้าไปเพราะเราอยากฟังเขา มันก็เข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะ)

นอกจากทีมงานคุณไม่ได้ตัดสีหน้าคุณออกแล้ว ตอนทำภาพปกวิดีโอรายการในยูทูบทุกตอน ครึ่งภาพยังเป็นรูปคุณกำลังทำสีหน้าต่างๆ ดูเหมือนสีหน้าของคุณจะเป็นที่ชื่นชอบของทีมงานนะ

(มองบน) ข้อแรกนะคะ เราไม่ได้แอคติ้ง เวลาคุยกับคนมันไม่มีเวลาแอคติ้ง ไม่งั้นสมาธิคุณจะหลุดจากสิ่งที่เขาพูด แล้วไม่รู้จะถามอะไรต่อ เพราะเราไม่มีสคริปต์คำถาม ช่วงทำรายการใหม่ๆ ขวัญถูกสอนให้มีประเด็นคำถาม พอทำมาถึงจุดหนึ่งมันไม่เวิร์กสำหรับเรา เพราะเราถามแข็งมาก เลยมีแค่เช็กลิสต์ว่า รายการวันนี้ต้องตอบสองประเด็นนี้ แต่ละประเด็นมีประเด็นย่อยๆ อะไรบ้าง คำถามของเราจะมาจากสิ่งที่เขาตอบ

ตอนอยู่ในรายการ เราไม่ได้ชักสีหน้าหรือพยายามแสดงออกทางสีหน้า เราเป็นคนขมวดคิ้วอยู่แล้ว เราเข้าใจอะไรยาก เข้าใจช้ากว่าคนอื่น บางสีหน้าเหมือนเรากำลังโกรธคำตอบแขก แต่ตอนนั้นเราคุยกันเรื่องที่เซนซิทีฟ แล้วเรากังวลเรื่องอื่น ทั้งการถามของเราและคำตอบของเขา ความเครียดไม่ได้มาจากความรู้สึกต่อคำตอบ แต่มาจากบริบททั้งหมด

คนจำนวนมากเอาสีหน้าของคุณไปใช้สรุปสิ่งที่แขกรับเชิญพูด

คนพูดกันเยอะว่า จอมขวัญมีสีหน้าแบบนี้ แสดงออกแบบนี้ เพราะรู้สึกกับแขกรับเชิญแบบนี้ พยายามทำให้แขกรับเชิญเป็นแบบนั้นแบบนี้ นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลย เราไม่เคยมีความรู้สึกนั้น เราแทบไม่ได้รู้สึกอะไรกับตัวบุคคลด้วยซ้ำ ใจของเราไปอยู่ที่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่คนพูด เราถูกฝึกมานานจนแยกได้จริงๆ นะ

บางสีหน้าก็ไม่ใช่ไม่เชื่อนะ แค่ เอ๊ะ เฉยๆ สงสัยว่าเป็นแบบนี้ก็ได้เหรอ การถามซ้ำๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราคิดว่าคนที่คุยด้วยโกหก เราแค่เอ๊ะ ยังไงต่อ

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

คุณเคยตั้งใจเชือดแขกในรายการไหม

เราไม่เคยมีความตั้งใจนั้นเลยจริงๆ เราสอนน้องโปรดิวเซอร์ด้วยซ้ำว่า ไม่ว่าหัวข้อไหน แขกคนนั้นจะเป็นใคร ทีมงานเรามีความรู้สึกส่วนตัวยังไง ต้องตัดออกให้หมด เราต้องปฏิบัติกับแขกทุกคนเหมือนกันหมด

เราเคยมีความเข้าใจผิดตั้งแต่ทำรายการสัมภาษณ์แรกๆ บริบทแวดล้อมทำให้เราเข้าใจผิดว่า ความเท่คือการที่คนสัมภาษณ์บี้ให้แขกจนมุม แต่เราไม่เคยมีธงแบบนี้ เพราะวิธีการนี้ไม่เวิร์ก จะทำไปเพื่ออะไร ถ้าเขามาแล้วถูกปฏิบัติแบบนั้น เขาก็จะไม่มาอีก นอกรายการเขาก็จะไม่คุยกับคุณ ไม่แม้แต่จะเป็นเพื่อนคุณด้วย เราไม่ทำแบบนั้น

ถ้าวิธีการถามและบุคลิกเราทำให้เขารู้สึกว่าเขาโดนทำแบบนั้น เราก็พร้อมจะขอโทษ เราไม่มีความตั้งใจนั้นแน่ๆ เราเป็นคนคุ้นเคยกับความขัดแย้ง แต่ไม่ชอบเอาตัวไปอยู่ในความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ถ้าใครมารายการเราแล้วรู้สึกว่าโดนเชือด เราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

เวลาแขกจนมุมในรายการรู้สึกสงสารไหม

ถ้าเป็นหมวดความขัดแย้งทั่วไป เราไม่เคยเจอภาวะแบบนั้นมากนัก แต่ถ้าเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะที่ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบให้ได้ว่า ทำไมแบบนั้นแบบนี้ เราจะไม่ใช้ความสงสารในการสัมภาษณ์ แต่เมื่อได้คำตอบแล้ว สุดแล้ว ไปต่อไม่ได้แล้ว เราก็พอ เราจะไม่แบบ เอาอีกหน่อยให้สะใจ ถ้าเราสัมผัสได้ว่าเขากำลังเข้ามุม เราจะพยายามดึงเขากลับมา แต่ไม่รู้ว่าเขารู้สึกหรือเปล่านะ เมื่อได้คำตอบแล้วไม่ต้องทิ้งเขาไว้ตรงมุมก็ได้ เพราะเราไม่ได้ต้องการให้คนจนมุม หลังพิงกำแพงไปไหนไม่ได้

บางคนต้องพูดแทนหน่วยงานตัวเอง เขาอาจจะมีสองด้านที่ต้องรับมือ เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พูดก็ได้ แต่เขาจะทำยังไงได้ล่ะ เราไม่รู้สึกว่าเขาคือจำเลย เราจะรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าเราถามเฉยๆ ไม่ได้ตัดสิน เราไม่ต้องการให้เกิดการตัดสินในรายการ เพราะมันไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่กระบวนการที่ควรจะเป็น

ตั้งแต่ทำมา ตอนไหนที่คุณชอบสุด

ตอนที่ปัญหาถูกคลี่คลาย มันพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่ของรายการช่วยเขาได้จริงๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น คดีของแม่น้องพลอย ลูกสาวหายไปสองสามปี หาไม่เจอ ก็มาร้องกับทนาย ร้องสื่อ จนได้มาออกในรายการ แล้วก็หาลูกเจอ พบว่าลูกถูกกระทำจริงๆ เป็นหน้าที่บนพื้นที่ที่เราควรจะใช้ ไม่ว่าจะเป็นคดีไหน ก็ไม่ได้เกิดจากรายการถามตรงๆ เพียงรายการเดียว แต่ทุกสื่อช่วยกัน ที่สำคัญคือ สังคม โซเชียลมีเดียเป็นกลไกที่เดินเรื่องให้ทุกคนเร็วมาก เราไม่ได้ต้องการตัดสินในรายการ แต่รายการควรจะไปหยอดน้ำมันฟันเฟืองให้เดินได้อย่างที่ควรจะเดิน

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ตอนที่ชอบกับตอนที่เรตติ้งดีเป็นตอนเดียวกันไหม

ไม่ (หัวเราะเสียงดัง) ไม่ใกล้กันเลย เราเป็นคนสายเครียด ตอนที่ชอบมีสองแบบ คือถนัดเข้าปากมาก กับเรื่องนี้ต้องถูกพูด เรื่องประเภทหลังนี่ท้าทายสภาพจิตใจในการรับเรตติ้งมาก (หัวเราะ) เรื่องที่เรตติ้งดีมักจะเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแส ซึ่งไม่ใช่การวัดคุณค่าข่าวนะคะ เพราะทุกข่าวมีมุมและคุณค่าในตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรตติ้งเป็นกลไกในการเดิน ในการอยู่ของสื่อในโลกทุนนิยม ถ้าคุยเรื่องนี้อีกยาวเลย (หัวเราะ)

ตอนที่เรตติ้งดีก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้นะ แต่ต้องประยุกต์หลายชั้นหน่อยเพราะเราเป็นคนถนัดเชื่อมแบบบ้านๆ อยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ควรจะถูกพูดถึงนี่คือการเขย่าตอม่อเลย เป็นการทำงานคนละแบบ เราอาจจะถนัดเขย่าตอม่อเป็นส่วนใหญ่

ช่วงก่อนหรือหลังรายการ มีเหตุการณ์อะไรสนุกๆ ที่คนดูนึกไม่ถึงบ้าง

มีเยอะเลย (หัวเราะ) มีคนบางหมวดที่เวลาออกสื่อแล้วคนจะหมั่นไส้ว่าพูดแบบนี้ได้ยังไง บางคนตัวจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ เขาแค่รู้สึกว่าเมื่อขึ้นเวทีเขาต้องมีบุคลิกนี้ เราถึงกับต้องถามเขานอกรอบว่า ทำไมพี่ต้องทำขนาดนี้ (หัวเราะ)

บางครั้งคุณก็เรียกแขกรับเชิญในรายการว่า พี่ ซึ่งพิธีกรส่วนใหญ่ไม่ทำกัน

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในรายการเราไม่ได้เผลอนะ ตั้งใจ กรองแล้ว เพราะมันทำให้แขกสบายขึ้น คุยกันง่ายขึ้น บางครั้งคุยไปคุยมา จากคำว่าดิฉัน ก็กลายเป็นจอมขวัญ ไม่รู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำนะ แต่การทำแบบนี้ทำให้แขกรับเชิญรู้สึกโล่งขึ้น

ชีวิตคุณในแต่ละวันทำอะไรบ้าง

เราขอเขาทำรายการเดียวเพราะแก่แล้ว (หัวเราะ) เราคุยไลน์กับน้องๆ โปรดิวเซอร์ตลอด คุยมากหน่อยช่วงเย็นกับเช้า คุยประเด็น คุยว่าแขกรับเชิญเป็นใคร น้องๆ ก็เตรียมไป เราก็นั่งอ่านข้อมูล ช่วงบ่ายก็เข้าออฟฟิศ ไปเตรียมจัดรายการสด เราได้ประเด็นที่จะจัดรายการวันพรุ่งนี้ตั้งแต่ตอนเย็นวันนี้ แต่พรุ่งนี้เช้ามาทบทวนอีกทีว่า เอาประเด็นนี้แน่นะ เหลี่ยมนี้แน่นะ ยังเป็นแขกคนนี้อยู่ไหม ช่วงข้ามคืนถึงเช้าอาจมีอะไรเปลี่ยนแปลง

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ดูเหมือนทำงานไม่เยอะ

ถ้าดูผ่านหน้าจอก็ใช่ แต่ต้องมาดูเรานั่งอ่านข้อมูล สมัยที่เราจัดรายการคู่กับ คุณสุทธิชัย หยุ่น รายการสั้นมากสิบกว่านาทีต่อวัน เราต้องนั่งอ่านข้อมูลสามชั่วโมงเพื่อตอบคุณสุทธิชัยแค่สองประโยค มันต้องใช้เวลา เวลาใครบอกว่าทำงานแค่นี้เอง อยากให้มาทำจัง (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนะ ที่ต้องคุยกับคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนในชีวิต แล้วทำให้เขาสบายใจ อยากคุย อยากบอก

กว่าจะมานั่งคุยยิ้มๆ ได้ เราผ่านอะไรมาเยอะมาก ระหว่างทางก็ถามตัวเองตลอดว่า ใช่ไหมเนี่ย อยู่ถูกที่หรือเปล่า จะไปต่อยังไง เราถามตัวเองบ่อยมาก ตอนนี้ก็เข้าใจมากขึ้น

เคยทำงานหนักที่สุดในชีวิตแค่ไหน

ทำสัปดาห์ละเจ็ดแปดรายการ มีทั้งอ่านสั้นๆ แต่สั้นๆ ก็ต้องเตรียมเยอะมาก มีรายการรายวัน รายสัปดาห์ แล้วก็รายการที่สลับกับคนอื่นบ้าง ที่รู้สึกว่าเยอะเพราะเหลือเวลานอนน้อยมาก ที่รู้สึกว่าพอแล้วต้องหยุดก็คือ แม่โทรมาก็บอกเดี๋ยวโทรกลับ ไม่ได้โทรมาตอนที่เรากำลังทำงานสำคัญด้วยนะ อาจจะเป็นช่วงเตรียมตัว หรือตอนกำลังเหนื่อย กว่าจะโทรกลับก็นานมาก นี่คือสัญญาณเตือนว่าเสียสมดุลแล้ว

งานเยอะขนาดเราถามตัวเองว่า ทำขนาดนี้ไปเพื่ออะไร ตอนรับเราก็ไม่ได้คิดอะไร งานมันถูกมอบหมายเข้ามาพร้อมๆ กัน ตอนนั้นเราเป็นเด็กรุ่นใหม่ เขาให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเลือก ต้องเรียงลำดับความสำคัญ มันเริ่มหนักตั้งแต่อายุยี่สิบหก จนเราถามตัวเองว่า จะหนักแบบนี้อีกกี่ปี ก็ตอบว่า อีกสิบปี พออายุเริ่มสามสิบก็ตั้งใจผ่อนเลย พอสามสิบห้าเราก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงเพื่อบาลานซ์แล้ว

พออายุสามสิบห้า คุณเลือกเก็บอะไรไว้ ตัดอะไรออก

ขอทำแต่รายการสัมภาษณ์ ขอทำรายการเดียวในด้านที่เราสนใจ ทำให้มันเข้มข้นไปเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากเล่าข่าว ไม่อยากทำงานอื่นนะ แต่รายการสัมภาษณ์มันหนักมาก ต้องเตรียมตัวแบบที่คนนึกไม่ออก เราเลยเลือกสิ่งที่ทำแล้วคุ้มเหนื่อย การสัมภาษณ์ทำให้เราโตขึ้นเยอะ อาจเพราะได้เจอคนหลากหลายรูปแบบ หลากหลายหัวข้อ ต้องคุยกับคู่ขัดแย้งที่อยู่ตรงหน้าเรา ได้เห็นว่าสังคมโลกและมนุษย์มันเป็นยังไง ไม่ใช่แค่ได้ชั่วโมงบิน แต่ได้ขัดเกลาชีวิตเราไปด้วย

โจทย์ของการสัมภาษณ์ยังเหลืออีกเยอะเลยที่เราจะจินตนาการได้ เรายังไม่เคยมีอันนั้น อันนี้เลย ทั้งตัวบุคคลและประเด็น ก็เลยเลือกสัมภาษณ์ ตอนเลือกเป็นช่วงที่เราถูกท้าทายจากสิ่งรอบข้างจำนวนมากด้วย ถ้าเล่าข่าวอาจจะสบายใจกว่านี้ ไม่โดนวิจารณ์ขนาดนี้ ไม่ถูกจับตาขนาดนี้

คุณยังไม่ชินกับการเป็นบุคคลสาธารณะหรือ

เราไม่ชอบอยู่ในสปอตไลต์เลย จะยี่สิบปีแล้วเรายังปรับตัวอยู่เลยนะ ความยากคือเมื่อคุณทำมาถึงจุดหนึ่งที่คนคุ้นหน้าคุ้นชื่อคุณแล้ว คุณก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่ายกว่า คุณจะรับมือมันยังไง มันเป็นสิ่งที่บุคคลสาธารณะทุกคนต้องเจอ บางคนอาจจะจัดการได้ดีกว่าเรา แต่สำหรับเราซึ่งเป็นมนุษย์ถ้ำถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

ถือว่าคุณแจ้งเกิดในวงการข่าวจากการจัดรายการคู่คุณสุทธิชัยได้ไหม

ถ้าคนนอกมองเข้ามาก็ใช่ เป็นรายการที่ออกฟรีทีวีด้วย คนเลยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่กับคุณสุทธิชัย ขวัญเรียนจบเอกภาษาอังกฤษ สมัครเข้าไปเป็นนักข่าวเศรษฐกิจ แต่แสดงความจำนงว่าอยากอยู่ข่าวต่างประเทศเพราะเรียนมาด้านนี้ วันหนึ่งที่จะทำรายการข่าวต่างประเทศ ต้องหาคนมาดำเนินรายการคู่กับคุณสุทธิชัย หยุ่น และคุณเทพชัย หย่อง เลยเรียกเราไปแคสต์ แล้วก็เลือกสองคน อีกคนเป็นพี่ที่อยู่โต๊ะต่างประเทศอยู่แล้ว

กดดันไหม

กดดันสิ ไม่ไช่เรื่องคนจะมองว่าเราเก่งหรือไม่เก่งนะ กดดันว่าวันนี้คุณสุทธิชัยจะถามว่าอะไร เขาชอบโยนมาในสิ่งที่ไม่ได้เตี๊ยม โดยบทบาทคุณสุทธิชัยคือคนวิเคราะห์ ขวัญเป็นลูกคู่ คุณสุทธิชัยร้องท่อนหลัก ขวัญก็ฮู้เยๆ ไป แต่เป็นลูกคู่ที่อย่าทำเพลงกูเพี้ยนนะ (หัวเราะ) น้อยมากที่แกจะบอกว่า ผมจะเล่นมุมนี้นะ คุณพูดเรื่องนี้ ส่วนใหญ่จะโยนสดเลย น่ากลัวไหมล่ะ เราก็ต้องนั่งอ่านข้อมูลสามชั่วโมงเพื่อตอบคุณสุทธิชัยให้ได้สองประโยค

บางทีแกจะโยนมาแบบ อ้า คุณจอมขวัญ อันนี้สบาย แต่ถ้าต้องเสียบเข้าไปเอง เราต้องจับจังหวะการพูดของแกให้ได้ ต้องรู้ว่าพูดอันนี้เสร็จแล้ว จบประเด็นแล้ว ซึ่งเราต้องอ่านมา ถ้าพูดถึงตรงนี้แปลว่าจบ เข้าไปเลย แรกๆ ก็มีพูดทับนิดหน่อย เราก็ผวาเลย ตายห่า เข้าผิดทาง (หัวเราะ) แต่คุณสุทธิชัยจะไม่ตำหนิเรื่องนี้ เลยทำให้กล้าเสียบ คุณสุทธิชัยก็ทราบแหละว่าทีมงานเกร็งแค่ไหน ก็พยายามให้ความคุ้นเคย ชวนคุยนอกรอบจะได้เกร็งน้อยลง

ได้วิชาอะไรมาบ้าง

สิ่งที่ได้ก็คือ ต้องเตรียมตัวให้ดี เวลาคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าคุณจะใช้หรือไม่ใช้ข้อมูลนั้น คุณต้องอ่าน ต้องรู้ไว้ บางทีขวัญอ่านเยอะมาก นึกในใจว่า เฮ้ย ไม่ถามเลยเหรอ นี่เตรียมมาแบบมั่นใจเลยนะ แต่เตรียมไว้ก็ไม่เสียหาย ไม่ใช่ว่าเราเตรียมมาแล้วต้องโชว์ว่ารู้ อ่านไว้แค่ให้รู้ก็ได้ เหมือนวัตถุดิบ บางอย่างคุณอาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ถ้าต้องใส่คือเตรียมไว้แล้ว ไม่ต้องซื้อ

มีช่วงที่เรียกว่าทำงานด้วยความสนุกไหม

ไม่มีนิยามของการทำงานแล้วสนุกเลย (หัวเราะ) ถ้าสนุกปนเหนื่อยคือ ช่วงน้ำท่วมใหญ่ เหนื่อยจนไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้ยังไงในแต่ละวัน เหนื่อยจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดอะไร อีกเรื่องที่ตอนนี้พูดถึงได้อย่างสนุกคือ ช่วงการเมืองแรงๆ ตอนนั้นสะบักสะบอม โอ้ย พร้อมจะใช้ถังออกซิเจน แต่วันนี้พูดได้แล้วว่าตอนนั้นมีสีสันที่ฉูดฉาดมาก

การทำงานในช่วงนี้ต่างจากช่วงที่ผ่านๆ มายังไง

ตอนนี้อยู่ในช่วงที่คิดว่าจะออกจากคอมฟอร์ตโซนดีไหม คิดว่าเราทำอะไรได้มากกว่านี้อีกไหม ไม่ใช่เพราะเราคิดว่าตัวเองเจ๋งแล้ว สุดแล้ว แต่เราคิดว่าต้องรู้จักพื้นที่ซึ่งขยายไปมากกว่านี้แล้ว เราควรจะลองขยับออกไปอีกไหม เราอยู่กับข่าวมาเกือบยี่สิบปี ก็นึกไม่ออกว่าจะขยับไปทางด้านไหน เพราะถ้าเป็นด้านเนื้อหาข่าวเราก็ทำครบแล้ว หลังจากนี้ยังคิดไม่ออกเลย

ถ้ารายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ เชิญจอมขวัญไปออก คิดว่าจะคุยเรื่องอะไร

อาจจะถามคล้ายๆ The Cloud มั้ง ทำมาตั้งนาน คิดยังไง ตอนเกิดเหตุนี้สัมภาษณ์นี้คิดยังไง แล้วทั้งหลายทั้งปวงที่ทำมาทั้งหมดคิดเห็นประการใด ขอลอกเลย (หัวเราะ)

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ พิธีกรนอกขนบ ถามเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ถามเอาดราม่าสะใจ

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“โอ้ หนักพอสมควร” พิธีกรชายรายการหนึ่งพูดเมื่อลองถือเข็มขัดแชมป์โลก WBC ออกอากาศ

หนักครับ” วันนั้น แหลม-ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เจ้าของเข็มขัดรับคำพิธีกรด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะประคองเข็มขัดเส้นนั้นกลับมาวางไว้ตำแหน่งเดิม

นาทีนี้นับเป็นจังหวะชีวิตที่ดีของศรีสะเกษ ใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ย่อมผ่านตาข่าวการป้องกันแชมป์โลกครั้งล่าสุดของยอดนักชกจากศรีสะเกษ ตอนนี้คือช่วงเวลาทองของเขา โอกาสที่ไม่เคยได้ก็ได้รับ เสียงแซ่ซ้องดังมาจากทุกสารทิศไม่เพียงในประเทศไทย

แม้ทุกอย่างฟังดูหอมหวาน แต่หากใครลองได้ยินได้ฟังชีวิตเขาที่ผ่านมาย่อมรู้ว่ามันไม่ได้หอมหวนชวนฝันเช่นนั้น

มันหนักกว่าเข็มขัดที่เขาเป็นเจ้าของเสียอีก

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ผมเดินทางไปยังค่ายมวยนครหลวงโปรโมชั่นย่านรัตนาธิเบศร์ตามเวลานัด นอกจากอยากนั่งฟังเขาเล่าถึงชีวิตอันหนักหนาที่ผ่านมา ผมยังอยากรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเขาประกอบด้วยอะไรบ้าง ในวันที่ไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเขา มีใครบ้างที่อยู่เคียงข้างและหนุนหลัง แล้วผ่านพ้นคืนวันเหล่านั้นมาอย่างไร

แบงค์-เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ลูกชายคนเล็กของ เสี่ยฮุย-สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ แห่งค่ายนครหลวงโปรโมชั่นเดินมารับผมที่ฝั่งตรงข้ามซอยซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายมวยช่วงใกล้หัวค่ำ ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าชายวัยเพียง 28 ผู้นี้คือผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญที่ทำให้ศรีสะเกษกลับมาผงาดในวงการมวยอีกครั้ง

ชายหนุ่มเดินนำทางจนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งขนาดราว 150 ตารางวา มองจากหน้าบ้านแทบไม่มีอะไรบ่งบอกว่าที่แห่งนี้คือสถานที่ผลิตนักชกแชมป์โลก เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในบ้านจึงเห็นเวทีมวยอยู่ทางซ้าย ในขณะที่ด้านขวามีกระสอบทรายและเป้าไว้สำหรับซ้อมอยู่จำนวนหนึ่ง

บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบเนื่องจากสิ้นสุดเวลาซ้อมของนักมวยในค่าย เมื่อเดินเข้าไปถึงตัวบ้านหมาพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ตัวหนึ่งก็วิ่งออกมาต้อนรับ

ออสการ์” แบงค์เรียกชื่อมัน ก่อนเฉลยว่าออสการ์ที่ว่ามาจากชื่อของยอดนักชกอย่าง Oscar De La Hoya (ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า) ผมนึกในใจว่าโชคดีที่มันไม่ดุเหมือนนักชกซึ่งเป็นที่มาของชื่อ

ระหว่างที่ศรีสะเกษกำลังเดินทางมาค่าย ผมกับแบงค์ได้นั่งคุยกันถึงชีวิตที่ผ่านมาของเขา

ผมว่าชีวิตพี่แหลมเริ่มมาจากพื้นเลย แล้วจึงเริ่มดีขึ้น จุดที่เปลี่ยนชีวิตของเขาแต่ละครั้งมันได้มายาก และไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะทำได้ เหมือนเขาใช้ทุกโอกาสที่มี แล้วก็พลิกมันให้เปลี่ยนชีวิตได้ทุกครั้ง และทำได้ดีกว่าที่ทุกคนคิด” ชายหนุ่มพูดถึงสิ่งที่เขามองเห็นในตัวนักชกแชมป์โลกตั้งแต่วันที่ยังสะกดคำว่าชัยชนะไม่เป็น

รอไม่นาน นักชกขวัญใจชาวไทยคนใหม่ก็มาถึง เขามาในชุดสีเหลืองคุ้นตา ยกมือสวัสดีทุกคนที่รออยู่ในบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีมาดของคนที่แสงไฟกำลังสาดส่อง

ก่อนที่ผมจะเริ่มถามคำถามแรกกับแหลม ผมนึกถึงอีกประโยคที่แบงค์บอกผมระหว่างนั่งคุยกัน เป็นคำตอบของคำถามที่ว่า อะไรทำให้แหลมคว้าโอกาสเปลี่ยนชีวิตที่ผ่านเข้ามาได้แทบทุกครั้ง

“ผมว่าหลักๆ คือเรื่องของใจ ใจเขาสู้มาก ซึ่งใจสู้เกิดจากอะไร ก็ต้องย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในชีวิตเขาที่ผ่านมา”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 1

ภาพ Román González (โรมัน กอนซาเลซ) ยอดนักชกชาวนิการากัว โดนหมัดขวาของศรีสะเกษต่อยเข้าเต็มหน้าจนกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นขณะที่การชกผ่านไปเพียง 4 ยก ในจอโทรทัศน์วันนั้นยังติดตาผมจนวันนี้

หากใครรู้ว่าเส้นทางชีวิตของศรีสะเกษเป็นอย่างไร ย่อมรู้สึกคล้ายกันว่ามันคล้ายความฝันมากกว่าความจริง

กันยายนปีที่แล้ว โรมัน กอนซาเลซ เพิ่งคว้าแชมป์รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท 115 ปอนด์ ของสภามวยโลก (WBC) ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์รุ่นที่ 4 ของเขา ขณะที่นักชกชาวไทยยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองด้วยซ้ำว่าจะมีโอกาสชิงแชมป์เมื่อไหร่

กันยายนปีนี้ ผมนั่งอยู่กับศรีสะเกษ โดยมีเข็มขัดแชมป์โลกวางอยู่ใกล้ๆ

“ผมไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นแชมป์โลก ไม่ได้คิดเลย” ชายตรงหน้าพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก แหลมเติบโตมาในครอบครัวนักมวย ปู่ อา พ่อ และน้อง 2 คนของเขาเป็นนักมวยทั้งหมด แหลมจึงเลือกเดินบนถนนสายกำปั้นแม้ในทีแรกเขาจะบอกใครต่อใครว่าไม่อยากเป็นนักมวยก็ตาม โดยตอนนั้นเขาใช้ชื่อในวงการมวยไทยว่า ‘ซูเปอร์เล็ก ศิษย์ประเทือง’

“ตอนแรกผมไม่ได้อยากต่อยมวย” แหลมเริ่มย้อนเล่าเมื่อผมชวนคุยถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด “ตอนนั้นกลัวเจ็บ ไม่กล้า แต่พอดีมีคนเขามาท้าถึงบ้าน ผมก็เลยต้องต่อย แล้วพอต่อยครั้งแรกชนะน็อกได้ ผมเลยมีกำลังใจ

ช่วงที่ชกมวยผมมีแฟน แล้วตอนนั้นมีคนดูถูกที่บ้านว่า ‘เป็นนักมวยจะทำอะไรกิน จะเลี้ยงดูกันได้เหรอ’ ผมกับแฟนก็คุยกัน เลยตัดสินใจมากรุงเทพฯ ผมจะพิสูจน์ให้คนทางบ้าน ทั้งครอบครัวของแฟนและของผม เห็นว่าเราอยู่กันได้ เราเอาตัวรอดได้ จะทำงานหรือชกมวย อะไรก็ได้”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 2

ชายหนุ่มและคนรักเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเงินติดตัว 500 บาท เขาว่าพอจ่ายค่าตั๋วรถไฟเรียบร้อยเหลือเงินแค่ 20 บาท และเมื่อจ่ายค่ารถโดยสารประจำทางไปเซ็นทรัล บางนาเพื่อหาพี่สาวของแฟนสาว เขาก็ไม่เหลือเงินติดตัวสักบาท

ชีวิตช่วงแรกของแหลมในกรุงเทพฯ หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เซ็นทรัล บางนา และเดินสายต่อยมวย

“ตอนนั้นผมเดินสายต่อยมวยไทย ไม่ได้มีค่าย ต่อยได้ครั้งละพัน ตอนนั้นต่อยถี่ๆ เลยครับ ต่อย 5 วัน บางทีคืนนึงต่อย 2 – 3 ครั้ง แล้วเราจะมาช้ำเอาวันสุดท้าย มีอยู่วันหนึ่งจำได้ ผมโดนชกจนมีแผลแตก หลังจากแตกเสร็จผมแพ้ ผมก็กลับมาเซ็นทรัล บางนา มาสมัครเป็นคนเก็บขยะ คือตอนที่เป็น รปภ. เราต้องตื่นตี 5 ไปทำงาน 7 โมง เลิก 5 ทุ่ม แต่พอมาเก็บขยะมันดีกว่า ตื่นตี 5 ทำงาน 7 โมง แต่ 5 โมงเย็นก็เลิกงาน

แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ผมไปเดินเล่นที่บิ๊กซี บางนา มีหมอดูคนหนึ่งเข้ามาทัก ตอนแรกผมไม่สนใจ เขาเข้ามาดูลายมือโดยไม่เอาเงิน แล้วเขาก็บอกว่าอนาคตเราจะมีชื่อเสียง จะดัง จะรวย ผมก็ไม่เชื่อ

“เราทำงานแบบนี้จะไปดังยังไงวะ จะไปมีชื่อเสียงยังไง”

ว่าถึงตรงนี้ เขา แบงค์ และผม ก็หัวเราะพร้อมกันในสิ่งที่ ณ วันนี้เรารู้คำตอบกันอยู่แล้ว

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 3

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของคนเรามีไม่กี่ครั้ง และใครหลายคนยังคงเฝ้ารอสิ่งนี้

วันหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเดินทางมาเยือนศรีสะเกษเมื่อพี่ที่รู้จักโทรมาชักชวนเขาในวัย 18 ปีไปต่อยมวยสากลที่ญี่ปุ่น และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาตัดสินใจเปลี่ยนจากการต่อยมวยไทยเป็นมวยสากล

“ชกครั้งแรกฉายแววเลยมั้ย” ผมถาม

“แพ้ครับ ไม่มีสภาพเลย ผมไม่ได้ซ้อมไม่ได้อะไรเลย ผมแค่หวังไปหาตังค์ แล้วก็ไปเที่ยว ตอนนั้นไปชกที่ญี่ปุ่นได้หมื่นหนึ่ง ซึ่งเยอะแล้ว ผมไปญี่ปุ่น 3 ครั้ง แพ้กลับมาทั้งหมด

ครั้งสุดท้ายผมเจ็บตัวมาก ตาปูด เขียว ช้ำไปหมด มันเจ็บมากเลยครับ วันนั้นลงมาจากเวทีแล้วไปสนามบิน ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้เจ็บหน้า จะไม่ให้ปูดอีกแล้ว ถ้าต่อยอีกผมจะไม่ให้โดนหน้า ไม่ให้โดนคาง จนมาถึงไฟต์ที่ผมได้ต่อยกับ นวพล นครหลวงโปรโมชั่น วันนั้นถ้าผมแพ้ ผมพูดกับตัวเองว่า ผมจะไม่ต่อยแล้ว ตอนนั้นก็คิดว่าถ้าเราไม่ชนะจะต่อยไปทำไม ผมจะกลับไปทำงานเหมือนเดิม แล้วนั่นแหละจุดเปลี่ยน”

วันนั้นเขายันเสมอนวพลได้สำเร็จ และทำให้ค่ายนครหลวงโปรโมชั่นซึ่งเป็นโปรโมเตอร์จัดการแข่งขันเห็นหัวจิตหัวใจนักสู้ของเขา

ตอนนั้นยกท้ายๆ พี่แหลมใจสู้มาก เชิงมวยยังไม่ดีแต่ก็สู้จนเสมอ” แบงค์ซึ่งนั่งอยู่ในวงสนทนาด้วยเล่าถึงความประทับใจแรกพบ “หนึ่งคือ เราเห็นหัวใจ ว่าเขาใจเพชร หลังจากนั้นเลยให้พี่แหลมมาเป็นคู่ลงนวมที่ค่าย แต่ยังไม่ได้เป็นนักมวยของค่าย ซึ่งเขาขยันมาก ซ้อมเองโดยไม่ต้องบอก มุ่งมั่นมาก ค่ายเห็นแล้วว่านักมวยคนนี้ขยัน ใจเพชร หมัดหนัก ก็เลยตัดสินใจเซ็นสัญญา”

เซ็น-ในวันที่ไม่มีใครรู้จัก เซ็น-ในวันที่ศรีสะเกษยังชกแทบไม่ชนะใครสักคน เซ็น-ในวันที่การฝันถึงแชมป์โลกอาจเป็นเรื่องเพ้อฝันในสายตาใครหลายคน

หลังจากเซ็นสัญญา เขาได้รับการฝึกซ้อมอย่างจริงจังแบบที่นักมวยอาชีพควรทำ ได้รับคำแนะนำจากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการมวยมาจนทะลุปรุโปร่งอย่างเสี่ยฮุย เจ้าของค่าย และ ‘อาจารย์ป็อป’ ลูกชายคนโตของเสี่ยฮุย ซึ่งเป็นอดีตนักชกทีมชาติเพื่อนซี้เก่าของ สมรักษ์ คำสิงห์ และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการปั้นแชมป์โลกของค่ายมาแล้ว 3 คนก่อนหน้าศรีสะเกษ

พอย้ายมาอยู่ที่นี่อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะ เรารู้หน้าที่มากขึ้น ตอนอยู่ค่ายเก่าเราซ้อมแบบวิ่งบ้างไม่วิ่งบ้าง ต่อยเป้าบ้างไม่ต่อยบ้าง แต่พอเรามาอยู่นี่เสี่ยฮุยคุมเอง มาทุกเช้าทุกเย็น เราก็เริ่มรู้หน้าที่ ก็ซ้อม ซ้อม ซ้อม”

ว่าถึงตรงนี้คุณจะเชื่อไหม ถ้าผมบอกว่าหลังเซ็นสัญญาเป็นนักมวยในค่ายนครหลวงโปรโมชั่น ศรีสะเกษขึ้นชก 17 ไฟต์ เขาชนะรวดทั้งหมด 17 ไฟต์ และคว้าเข็มขัดสภามวยโลกเอเชีย (WBC Asia) มาครองได้

ที่สำคัญ ชัยชนะทั้ง 17 ไฟต์ที่ว่า เขาชนะน็อกทั้งหมด

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก, แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 4

ปี 2013 ศรีสะเกษขยับเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์โลกเมื่อมีชื่อเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์รุ่นซูเปอร์ฟลายเวทของสภามวยโลกจาก โยตะ ซาโตะ เจ้าของเข็มขัดในขณะนั้น

แบงค์ ลูกชายเจ้าของค่ายผู้รับหน้าที่เจรจาในการชกแต่ละไฟต์ เล่าว่า ก่อนที่นักชกจากแดนปลาดิบจะยอมมาต่อยป้องกันแชมป์กับศรีสะเกษ เขาต้องบินไปโน้มน้าวใจถึงญี่ปุ่น

“ตอนนั้นซาโตะมีคิวชกที่ญี่ปุ่นพอดี ผมจึงบินไปญี่ปุ่นเพื่อเจรจาให้ซาโตะยอมมาชกมาไทย ผมก็พาพี่แหลมไปดูด้วย แล้วก็นั่งคุยกัน พี่แหลมบอกว่าเขาดีใจมากที่จะได้ชิงแชมป์กับซาโตะ พี่แหลมบอกว่า ‘ผมแค่นั่งหลับตาแล้วนึกถึงว่าชนะ น้ำตามันไหลพรากออกมาเลย’

“เหมือนพี่แหลมเขามุ่งมั่นจริงๆ ว่าเขาได้มาถึงตรงนี้แล้ว เขาดีใจมาก อันนี้คือชีวิตที่เขาอยากได้จริงๆ เขามุ่งมั่นขนาดที่นั่งอยู่แล้วนึกภาพถึงวันที่จะเป็นแชมป์ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนนะที่จะคิดแบบนี้”

ผมนั่งฟังชายหนุ่มเล่าโดยที่แหลมซึ่งนั่งอยู่ด้วยถึงกับประหลาดใจที่มีคนจำเรื่องราวนั้นได้ ก่อนที่เขาจะเล่าเสริม

“ตอนที่ยังไม่ได้ต่อยกับซาโตะ มีอยู่คืนหนึ่งผมนอนคิดว่า ถ้าเราได้เป็นแชมป์โลกจะเป็นยังไง แล้วน้ำตามันไหลออกมาเองเลย มันตื้นตันใจ ตอนนั้นยังไม่ได้ต่อยเลยนะ เราแค่คิดเฉยๆ ว่าเราได้เป็นแชมป์โลกแล้วมันดีใจ น้ำตามันไหลออกมาเลย มันร้องไห้เอง คืออย่างน้อยเราก็มีความหวัง ถ้าได้แชมป์ชีวิตจะเปลี่ยน

“แล้วพอขึ้นเวทีจริงมันยิ่งทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ยิ่งทำให้เรามั่นใจขึ้น”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก, แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 5

ก่อนที่ศรีสะเกษจะขึ้นชกกับเจ้าของเข็มขัดจากแดนอาทิตย์อุทัย แทบไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะสามารถแย่งแชมป์มาครองได้

“ตอนนั้นแทบไม่มีใครคิดว่าพี่แหลมจะชนะยกเว้นที่ค่าย” แบงค์ย้อนเล่า“ทั้งแฟนมวยทั้งสื่อคิดว่าซาโตะกินหมูแล้ว เพราะว่าตอนนั้นซาโตะเก่งมาก ชนะสุริยัน นครหลวงโปรโมชั่น เจ้าของแชมป์คนก่อน และชนะนักมวยดีๆ หลายคนแบบขาดลอย แล้วตอนนั้นพี่แหลมยังไม่เคยเจอนักมวยที่อยู่ในอันดับโลกเลย”

ซึ่งการชกกับซาโตะครั้งนั้นทางค่ายได้วางแผนการบางอย่างก่อนขึ้นชกอย่างแยบยลชนิดที่นักชกชาวญี่ปุ่นและทีมงานเองก็คาดไม่ถึง

แบงค์บอกว่าความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของ ศรีสะเกษ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือเขาสามารถต่อยได้ 2 การ์ด

“สิ่งนี้โคตรพิเศษเลย พิเศษสุดๆ คือจริงๆ มันก็มีนักมวยที่หมัดหนักทั้งสองข้าง แต่ปกติถ้าคนถนัดมือขวา ตั้งแต่เริ่มซ้อมมวยเขาจะฝึกโดยเอาหมัดขวาอยู่ข้างหลัง หมัดซ้ายอยู่ข้างหน้า หรือถ้าถนัดซ้ายก็เอาหมัดซ้ายอยู่ข้างหลัง ซึ่งเวลาฝึกมันก็จะเป็นอย่างนั้นไปตลอดทั้งชีวิตการชกมวย 99 เปอร์เซ็นต์ของนักมวยเป็นแบบนี้ แล้วจริงๆ พี่แหลมเขาเป็นคนถนัดซ้าย แต่ตอนเริ่มชกมวยสากลใหม่ๆ ครูมวยสากลฝึกให้เขาตั้งการ์ดเหมือนมวยถนัดขวา

“ผมเพิ่งอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้า เขาไปสัมภาษณ์คนสอนมวยพี่แหลมมา เขาบอกว่าตอนแรกนั้นพี่แหลมเป็นนักมวยที่เขาจะส่งไปต่อยเพื่อจะสร้างอันดับให้นักมวยที่ญี่ปุ่น ซึ่งนักมวยที่นั่นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบต่อยกับมวยซ้าย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นมวยซ้ายเขาก็จะไม่เรียกให้ไปต่อย เขาก็เลยฝึกพี่แหลมเป็นนักมวยขวา เพราะฉะนั้นเขาจึงต่อยเป็นมวยการ์ดขวามาตลอด อยู่ค่ายนครหลวงโปรโมชั่นเริ่มแรกเขาก็ต่อยการ์ดขวาตลอด 17 ไฟต์ที่ชนะ”

ซึ่งแน่นอนว่าทีมงานของโยตะ ซาโตะ ซึ่งเตรียมตัวขึ้นชกป้องกันแชมป์กับศรีสะเกษย่อมทำการบ้านมาอย่างดี และเข้าใจว่านักชกชาวไทยถนัดขวาจากการไล่ดูเทปการชกทุกครั้งที่ผ่านมา

ก่อนจะต่อยกับซาโตะเรารู้แล้วว่าพี่แหลมต่อยซ้ายได้ โค้ชก็รู้อยู่แล้วว่าถนัดซ้าย ก็เลยฝึกให้ต่อยทั้งซ้ายทั้งขวา แล้วก็ตั้งใจเลยว่าทุกครั้งที่ต่อยออกทีวีห้ามใช้การ์ดซ้ายเลย ทุกครั้งที่ถ่ายรูปออกหนังสือพิมพ์ ออกข่าว ก็จะซ้อมการ์ดขวาโชว์อย่างเดียว เพื่อไม่ให้ซาโตะรู้ว่าเราต่อยการ์ดซ้ายได้ ครั้งแรกที่พี่แหลมต่อยการ์ดซ้ายคือวันชิงแชมป์โลกครั้งแรกกับซาโตะ

ซาโตะรู้ตอนยกที่ 1 ของไฟต์นั้น ระฆังดังเป๊ง การ์ดซ้ายออก ซาโตะงง แล้วทำอะไรไม่ถูกเลย ก่อนชกไม่มีใครคิดว่าจะชนะ แต่พอต่อยจริงพี่แหลมชนะแบบขาดลอย ชนะแบบต่อยกระจุยอยู่ข้างเดียว เขาใช้โอกาสนั้นพลิกชีวิตได้”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 6

เราคุยกันจนถึงช่วงหัวค่ำ ดวงอาทิตย์ลาลับท้องฟ้าไปแล้ว มีเพียงแสงไฟนีออนให้แสงสว่าง

น่าเสียดายที่แชมป์ครั้งแรกของเขาอายุสั้นเกินกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อป้องกันแชมป์ได้เพียงหนึ่งครั้ง ก่อนจะมาเสียแชมป์ให้ Carlos Cuadras (คาร์ลอส คูเอดราส) นักชกชาวเม็กซิโก ด้วยความกังขา

วันนั้นนักมวยจากแดนจังโก้เกิดแผลแตกจากจังหวะหัวชนกันแล้วศรีสะเกษโดนตัดคะแนน ก่อนกรรมการจะยุติการชกในยกที่ 8 แล้วรวมคะแนนให้คูเอดราสเป็นผู้ชนะไปในไฟต์นั้น

และหากใครได้ชมการถ่ายทอดสดจะเห็นว่าเขาร้องไห้บนเวที

“มันไม่น่าแพ้เลยวันนั้น ไม่น่าแพ้ เขาแตกนิดเดียว น่าจะเปิดโอกาสให้เราหน่อย เราก็ต่อยได้ ไม่ใช่เราต่อยไม่ได้ มันจะน็อกอยู่แล้ว ทำไมต้องจับเราแพ้” ศรีสะเกษโอดครวญถึงผลการแข่งขันในวันนั้น น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสังเกตได้ชัด

ความพ่ายแพ้ทำให้ความว่างเปล่ามาเยือนชีวิตของศรีสะเกษ เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเข้าใกล้แชมป์โลกอีกครั้งเมื่อไหร่ เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่เขาไม่มีโอกาสชิงแชมป์อีกเลย 

“ตอนนั้นจะออกจากค่าย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะออกไปทำอะไร แต่คิดไว้เฉยๆ คือมันรอนานมากนะครับ ไม่ได้ชิงหลายที คูเอดราสเขาป้องกันแชมป์ไปแล้วหลายไฟต์ ผมก็ยังไม่ได้ชิงกับเขาสักที เลื่อนไปตลอด เหมือนเขาจะหนีตลอด ผมก็เลยท้อ”

“อะไรทำให้ยังอยู่ต่อ สู้ต่อ” ผมถาม

“แฟน เหมือนเดิม คนนี้เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่มาก เขาคอยให้กำลังใจมาตลอด เขามั่นใจว่าผมทำได้ เขาเคยดูผมต่อยมวยไทย ตอนนั้นผมโดนฟันศอกจนฟันหัก เขายังถามว่าผมทนได้ยังไง เขาเลยเชื่อมั่นในตัวผม

“ผมจะไปหลายทีแล้ว เขาก็บอกให้สู้ตลอด ผมเลยกลับมาต่อยมวยเหมือนเดิม”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 7

“ตอนนั้นเฮิร์ตกันทุกคน เฮิร์ตมาก” แบงค์เล่าถึงบรรยากาศในค่ายตอนที่เพิ่งสูญเสียแชมป์ “ณ วันนั้นก็ยังงง เพราะมันคาดเดายาก ถามว่ารู้มั้ยว่าจะกลับมาเป็นแชมป์ยาก ผมรู้ ยากแน่นอน แต่ถามว่าจะต้องรอนานขนาดไหน ผมไม่รู้ เพราะว่าพี่แหลมเสียแชมป์โลกตอนไฟต์บังคับ ซึ่งไม่มีสัญญาแก้มือ

“หลังจากนั้นผมก็นั่งดูเทป ดูพี่แหลมเทียบกับยอดมวยคนอื่นที่ดังๆ ดูนักมวยในประวัติศาสตร์ที่เลิกไปแล้ว คือมันเห็นว่าเขามีพรสวรรค์ดั้งเดิมอยู่แล้ว เขามีหมัดที่หนักมากกว่านักมวยในรุ่นเยอะมาก ถ้าฝรั่งเขาจะเรียกว่ามี One-punch knockout ซึ่งไม่ใช่นักมวยทุกคนที่จะมี และยังต่อยได้สองการ์ด

“ผมดูเสร็จก็บอกพี่ชายว่า ถ้าเราทำให้ศรีสะเกษดังไม่ได้ ผมถือว่าเราทำหน้าที่ของเราได้ไม่ดีพอ”

ช่วงระหว่างรอโอกาสมาเยือนอีกครั้ง ศรีสะเกษขึ้นชกอุ่นเครื่องเพื่อสะสมสถิติเรื่อยมา เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่เขาห่างเหินจากการชิงแชมป์โลก และไม่รู้ว่าจะได้โอกาสอีกครั้งเมื่อไหร่ ยิ่งแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์ฟลายเวทเปลี่ยนมือจากคูเอดราสไปอยู่กับโรมัน กอนซาเลซ ซูเปอร์สตาร์ชาวนิการากัวเจ้าของแชมป์ 4 รุ่นผู้ไม่เคยแพ้ใคร ยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นหลายเท่าชนิดที่คนไม่ดูมวยอาจจินตนาการไม่ออกว่ายากยังไง

“ทำไมคุณถึงบอกว่าการขอชิงแชมป์กับโรมัน กอนซาเลซ จึงเป็นเรื่องยากมาก จนไม่มีใครเชื่อว่าศรีสะเกษจะได้ไปชิงแชมป์” ผมถามแบงค์ผู้อยู่เบื้องหลังไฟต์สำคัญ

“โรมันเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เวลาชกถ่ายทอดสดโดย HBO ขายตั๋วเข้าชมที่อเมริกา ทุกครั้งที่จัดแข่งเขาต้องได้กำไร โรมันต่อยกับใครคนที่อเมริกาคนต้องรู้จัก เพราะไม่อย่างนั้นคนที่นั่นเขาก็ไม่เข้าสนามมาดูหรอก แล้วถ่ายทอดสดที่นั่นเป็นแบบ Pay-Per-View ต่อให้เราเก่งแค่ไหนคนก็ไม่จ่ายเงินหรอกเพราะไม่รู้จัก แล้วนักมวยคนหนึ่ง ถ้าอยู่ในระดับโรมัน ต่อยอย่างมากปีละ 2 – 3 ครั้ง

“คำถามคือแล้วทำไมเขาต้องมาชกกับเรา โดยที่เราไม่มีชื่อเสียงอยู่ที่อเมริกา”

ยกที่ 8

แต่แล้วก็คล้ายโชคชะตากำหนดไว้ เมื่อแบงค์ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่าวิทยากรคนหนึ่งที่ได้รับเชิญมาพูดในคลาสเรียนวิชา Sport Management คือ Peter Nelson (ปีเตอร์ เนลสัน) ผู้นั่งตำแหน่ง Executive Vice President ของ HBO Sport

“HBO เป็นต้นสังกัดของโรมันอยู่แล้ว ผมก็เลยไปหาอาจารย์ ไปขอร้องอาจารย์ เล่าให้เขาฟังว่าที่บ้านมีค่ายมวย อยากเจอคนนี้มากเลย อาจารย์ช่วยนัดกินกาแฟให้หน่อยได้มั้ย ไปตื๊อจนอาจารย์เขาโอเคนัดให้ วันที่เขามาผมยังมีรูปอยู่เลย เราก็พรีเซนต์พี่แหลม บอกเขาว่าผมมีนักมวยคนหนึ่งที่เป็นของที่บ้านเลย ดุดันมาก อึดมาก เก่งมาก ทำคลิปไปให้เขาดู เขาบอกเคยได้ยินชื่อแล้วแต่ไม่เคยเห็นต่อย ผมก็บอกว่าด้วยสไตล์โรมันกับพี่แหลมเดินหน้าเข้าหากันแน่นอน

“ณ วันนั้น ผมก็ไม่ได้ไปบอกหรอกว่าเราจะชนะ เพราะไม่มีใครเชื่ออยู่แล้ว ใครจะไปชนะโรมัน ผมแค่บอกว่าอยากให้ดูเทป ยังไงถ้าสองคนนี้ชกกันสนุกแน่นอน ทุกคนก็รู้ว่าโรมันจะชนะอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณจัดให้แฟนมวยคุณดูเขาชอบแน่นอน จากวันนั้นก็ตื๊อเขาปีหนึ่ง ทั้งส่งอีเมลและขอคุย ระหว่างนั้นก็บินไปเม็กซิโก ซิตี้ และ ไมอามี่ เพื่อขอให้ทาง WBC ช่วยสนับสนุนให้อีกทาง”

แล้วในที่สุดการรอคอยเกือบ 3 ปี ก็สิ้นสุดลง

วันที่ 19 มีนาคม 2017 ศรีสะเกษได้ขึ้นสังเวียนชกกับโรมัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่นักมวยไทยได้มีโอกาสไปชิงแชมป์ที่ Madison Square Garden ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคล้ายเมกกะของวงการมวยอันเก่าแก่และแสนเข้มขลัง

และครั้งนั้น HBO ก็ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 9

“ผมไม่คิดเลยว่าจะได้ต่อยกับโรมัน เขาเป็นมวยที่เก่งมากนะครับ เขาเก่งจริงๆ” ศรีสะเกษเล่าความรู้สึกเมื่อรู้ว่าจะได้ชิงแชมป์ที่พรากไปคืนมา

นี่เป็นอีกอุปนิสัยหนึ่งของเขาที่ผมสังเกตเห็นจากการพูดคุย คือเขาให้เกียรติคู่ต่อสู้ทุกคน ไม่ว่าจะคนคนนั้นจะเป็นใคร

“ตอนนั้นผมเริ่มซ้อมหนัก ก็ทำหน้าที่ของผม ซ้อม ซ้อม ซ้อมไปเรื่อยๆ ตอนนั้นผมมีเวลาซ้อมแค่ 2 เดือน ไม่คิดเลยว่าจะชนะ ไม่คิดเลย คิดแค่ได้ชิงก็โอเคแล้ว ตอนนั้นผมก็เลยไปด้วยความรู้สึกไม่เกร็ง”

แน่นอน ไม่ใช่แค่แหลมที่ไม่คิดว่าจะชนะ ผู้คนในวงการมวย สื่อมวลชน นักวิจารณ์ แฟนมวย ก็ไม่มีใครคิด

แบงค์ที่นั่งฟังอยู่บอกว่า “ตอนเจอโรมันไม่มีใครบอกว่าพี่แหลมจะชนะเลย ยิ่งสื่อฝรั่งนี่ยิ่งหนักเลย ฝรั่งเขาบอก ใครไม่รู้มาต่อย”

รู้สึกยังไงเวลาได้ยินคนดูถูก โกรธบ้างมั้ย” ผมหันไปถามศรีสะเกษ

ไม่โกรธ ผมเอาคำคนดูถูกเก็บไว้ แล้วขึ้นไปข้างบนเวทีดีกว่า ทำให้คนเห็นว่าเราทำได้”

“แล้วคืนก่อนชกกับโรมันนอนหลับมั้ย”

“หลับสบายครับ ไม่กังวล ไม่มีเกร็ง ขึ้นเวทีไปผมไม่มีความรู้สึกกลัวเลย แปลกเหมือนกัน”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 10

หลับตา สูดหายใจลึกๆ เรากำลังจะเดินขึ้นไปเวทีด้วยกัน มันเป็นเวทีใหม่ ที่เราไม่เคยมา แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเวทีที่เหมือนบ้านของเรานี่แหละ เราจะมาอีกหลายๆ รอบ แค่คราวนี้เรามาครั้งแรก เขาจะโห่หรือตะโกนก็เหมือนเขาเชียร์เรา เราจะเดินขึ้นไปบนเวทีกัน เราจะสู้ แล้วเราก็จะเดินลงมาพร้อมกับเข็มขัดและตำแหน่งแชมป์โลกกลับเมืองไทย ที่เมืองไทยจะมีคนมารอรับเยอะมาก เราจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยกัน

ในห้องแต่งตัวนักกีฬาที่ Madison Square Garden แบงค์พูดปลุกใจศรีสะเกษและทีมงานก่อนเดินออกสู่สังเวียน

เสียงโห่ดังสนั่นหวั่นไหวหวังให้ผู้มาเยือนใจเสีย

โห่มาเหอะ ไม่สนใจ มันยิ่งทำให้เรามีลูกฮึดสู้ต่อ-แหลมว่าอย่างนั้น

“ผมเดินออกจากทางเดินจากห้องแต่งตัวมองไปแฟนมวยเยอะมาก รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ไม่กลัว แล้วพอขึ้นเวทีไป ตอนที่เราต่อยโรมันลงไปโดนนับได้ในยกแรก เราก็คิดว่า เฮ้ย เราต่อยได้ด้วยว่ะ ต่อยโดนด้วย มันเลยทำให้เรามั่นใจขึ้น วันนั้นต่อยแบบคล่องเลย” นักชกแชมป์โลกย้อนเล่าด้วยรอยยิ้ม

วันนั้นศรีสะเกษลบล้างทุกคำดูถูกด้วยผลงานบนเวที ไล่บดนักชกซูเปอร์สตาร์ชาวนิการากัวจนลงไปกองกับพื้นในยกที่ 1 และเมื่อสิ้นเสียงระฆังในยกที่ 12 นักชกชาวไทยก็ เดินลงมาพร้อมกับเข็มขัดและตำแหน่งแชมป์โลกกลับเมืองไทย อย่างในถ้อยคำปลุกใจจริงๆ

“ปาฏิหาริย์” แบงค์ว่าอย่างนั้นเมื่อผมชวนย้อนมองเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคม “คือ ณ เวลาก่อนจะก้าวขึ้นไปบนเวที เราเชื่อแหละว่าพี่แหลมสู้ได้ ยังไงก็สู้ได้ เพราะซ้อมมา เรารู้แล้ว เราแก้มวยมา แต่พอชนะแล้วความรู้สึกมันย้อนมาหมดเลย มันไม่ใช่ย้อนกลับไปแค่ก้าวแรกที่ขึ้นเวที แต่มันกลับมาตั้งแต่ก่อนมาชก มีคนพูดเรื่อยๆ ทั้งที่มาคุยต่อหน้าหรือในอินเทอร์เน็ตว่า เฮ้ย ศรีสะเกษต่อยกับโรมัน อย่าไปฝัน มันไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้

“สเต็ปแรกคือ อย่าไปคิดว่าจะได้ต่อยกับเขา สเต็ปที่สองคือ พอได้ต่อยแล้วก็อย่าไปคิดว่าจะชนะ จะเอาอะไรไปสู้ ต่อยแบบไทยๆ คุยกับทุกคนไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะทำได้ ทีนี้พอชนะปุ๊บมันก็เป็นเหมือนปาฏิหาริย์ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันย้อนกลับไปวันที่คนบอกเราว่าอย่าไปคิดเลยว่าจะได้ต่อย พวกเราทีมงานร้องไห้กันทุกคน หน้าตาเละเทะ”

ผมหันไปมองเข็มขัดแชมป์โลกที่วางอยู่ไม่ไกลจากวงสนทนา ก็พอรู้ว่ามันหนัก-กว่าจะได้มา

ตอนได้เข็มขัดเห่อมั้ย” ผมหยอกล้อเจ้าของ

“จูบเลย ก็ดูมันบ่อยๆ โห นี่เหรอ เข็มขัดแชมป์โลก”

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 11

ครั้งแรกโรมันยังคาใจที่แพ้ด้วยคะแนนไม่เป็นเอกฉันท์ ไฟต์ที่ 2 ระหว่างทั้งคู่จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แตกต่างกันตรงที่ครั้งนี้ศรีสะเกษขึ้นเวทีในฐานะเจ้าของเข็มขัด

“ทำไมถึงเคยให้สัมภาษณ์ว่าขึ้นเวทีไปตัวเองก็ไม่ใช่แชมป์แล้ว” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“แล้วมันจริงมั้ยครับ เราคิดว่าเราไม่ใช่แชมป์ เราขึ้นไปบนเวทีเราไม่ใช่แชมป์ เพราะว่าเข็มขัดอยู่กับกรรมการ เราก็เป็นผู้ท้าชิงเหมือนกัน” ศรีสะเกษอธิบายให้เห็นภาพ

ทัศนคติของแชมป์ชาวไทยส่งผลมายังการใช้ชีวิตและการซ้อม อย่างที่คนรอบตัวพูดตรงกันว่า “แหลมใช้ชีวิตเหมือนผู้ท้าชิง”

การป้องกันแชมป์ครั้งนี้ศรีสะเกษแข็งแกร่งกว่าตอนชิงแชมป์คร้ังแรกเสียอีกเนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวมากกว่าเดิม จากครั้งก่อนที่มีเวลาซ้อมเพียง 2 เดือน ครั้งนี้เขามีเวลาซ้อมถึง 4 เดือน จากที่ปกติลงนวมซ้อมกับคู่ชก 80 – 90 ยก ครั้งนี้เขาลงนวมไป 277 ยก ยังไม่นับตารางซ้อมอันแสนเข้มข้นในแต่ละวันที่เพิ่มจากตารางปกติ ทำให้สภาพร่างกายเขาแข็งแกร่งพร้อมป้องกันแชมป์

ครั้งนี้ผมมั่นใจมากเลย” นักชกวัย 30 พูดถึงความรู้สึกตอนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 2 “ครั้งนี้ต่างกับครั้งที่แล้วมาก ก่อนจะขึ้นชกผมนอนคิดทั้งคืนเลยว่าจะน็อกลูกไหนดีนะ แต่ผมไม่คิดว่าจะน็อกเร็ว ผมคิดแค่ประมาณยก 6 ยก 7”

เมื่อเดินออกมาจากห้องแต่งตัวที่ StubHub Center ลอสแอนเจลิส เสียงโห่ดังสนั่นเช่นเคย เสียงกองเชียร์ไทยราว 20 คนไม่อาจทำอะไรเสียงโห่เหล่านั้นได้ เช่นเดียวกับที่เสียงโห่ไม่อาจทำอะไรนักชกอย่างศรีสะเกษได้

“ผมได้ยินครับ มีคนตะโกนด่าด้วย ผมก็ส่งจูบ ยิ้มใส่ ไม่สนใจ เขาจะด่าผมก็ไม่สนใจ ขึ้นเวทีไปเขาก็ยังโห่ ผมคิดแค่เรื่องการชก มันยิ่งทำให้มั่นใจขึ้นด้วย” ศรีสะเกษเล่าถึงช่วงเวลาก่อนขึ้นเวที

แล้วเพียงยกที่ 4 ทุกอย่างก็สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นเสียงโห่หรือการชกบนเวที เมื่อแชมป์โลกชาวไทยต่อยหมัดขวาเข้าเต็มหน้าโรมันลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นเวทีจนกรรมการต้องยุติการชก

“ตอนที่กรรมการชูมือคุณคิดอะไรอยู่” ผมหันไปถามเจ้าของเข็มขัด

“คิดว่าผมทำให้คนไทยเห็นว่าคนไทยตัวเล็กๆ ก็ทำให้คนไทยมีความสุขได้” แหลมตอบสั้นๆ ได้ทั้งใจและความ

ภาพ โรมัน กอนซาเลซ ยอดนักชกชาวนิการากัว โดนหมัดขวาของศรีสะเกษต่อยเข้าเต็มหน้าจนกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นขณะที่การชกผ่านไปเพียง 4 ยก ในจอโทรทัศน์วันนั้นยังติดตาผมจนวันนี้

หากใครรู้ว่าเส้นทางชีวิตของศรีสะเกษเป็นอย่างไร ย่อมรู้สึกคล้ายกันว่ามันคล้ายความฝันมากกว่าความจริง

แหลม ศรีสะเกษ, มวย, มวยไทย, แชมป์โลก,

ยกที่ 12

แหลมไม่ใช่ชื่อเล่นที่แท้จริงของศรีสะเกษ

ชื่อ-นามสกุลที่แท้จริงของเขาคือ วิศักดิ์ศิลป์ วังเอก ส่วนชื่อเล่นจริงๆ ของเขาคือ ตั้ม แต่ที่ทุกวันนี้ใครต่อใครเรียกเขาว่า แหลม มาจากโครงหน้าของเขา

ผมเพิ่งเข้าใจที่มาของชื่อที่เพื่อนๆ ตั้งให้เมื่อสังเกตเห็นจากรูปของเขาที่ติดอยู่ที่เข็มขัดแชมป์โลก

“เอารูปหน้าตาดีๆ หน่อยก็ไม่ได้ เอารูปเราลดน้ำหนักมาติด ดูสิ” แชมป์โลกชาวไทยแซวตัวเองก่อนหัวเราะเสียงดัง

วันที่เราคุยกัน แหลมเพิ่งมีอินสตาแกรมเป็นของตัวเอง โดยแบงค์เป็นคนสมัครให้ และเพียงวันเดียวก็มีแฟนมวยจากทั่วโลกมากดฟอลโลว์ ไม่ว่าจะเป็นจากคาซัคสถาน อาร์เจนตินา เม็กซิโก ญี่ปุ่น ฯลฯ

ล่าสุดเขาได้รับการจัดอันดับจากเว็บไซต์มวยระดับโลกอย่าง BoxRec ให้เป็นนักมวยที่เก่งที่สุดอันดับ 5 ของโลกเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์

ผมนึกถึงประโยคที่แบงค์พูดตั้งแต่ตอนที่เราพบกันว่า “ใจเขาสู้มาก ซึ่งใจสู้เกิดจากอะไร ก็ต้องย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในชีวิตเขาที่ผ่านมา”

ก่อนออกจากค่ายมาผมพอได้คำตอบแล้วว่าอะไรพาเขามายืนอยู่จุดนี้

“ทุกวันนี้ คุณกับคนรักเคยย้อนมองไปในวันที่มีคนสงสัยว่า ‘เป็นนักมวยจะทำอะไรกิน จะเลี้ยงดูกันได้เหรอ’ บ้างไหม” ผมถามคำถามท้ายๆ ก่อนปล่อยให้เขาพักผ่อน

ไม่มีครับ ไม่นึกเลย ผมไม่ใส่ใจ แล้วทุกวันนี้เขาคงไม่พูดแล้ว เขาก็น่าจะรู้แล้วล่ะ ว่าอยู่กันได้”

“ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าความยากลำบากที่ผ่านมามันมีข้อดีบ้างมั้ย”

“มันก็ทำให้เราฮึดสู้มาตลอดไง แต่ก่อนมันเหนื่อยมากๆ เงินเราก็ไม่มี กว่าจะได้มาถึงทุกวันนี้เราผ่านอุปสรรคมามากมายจริงๆ เราลำบากมาก่อน

ผมอยู่กับแฟนมา 14 ปี เขาให้กำลังใจเรามาตลอดตอนที่ผมจะไม่สู้ จะเลิกต่อยมวย เพราะบางทีมันก็ท้อ แต่เขาก็บอกให้ผมสู้ต่อไป เขาพูดมาตลอดว่า ‘สักวันหนึ่งจะเป็นวันของเรา’ แล้วมันก็เป็นวันของเราจริงๆ ด้วย”

ฟังศรีสะเกษเล่าถึงตรงนี้แล้วผมนึกถึงตอนที่เขาเดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิหลังป้องกันตำแหน่งแชมป์ แล้วคุกเข่าขอคนรักที่ชื่อ ‘เก๋’ แต่งงาน

อย่างที่คนรักเขาว่า สักวันหนึ่งจะเป็นวันของเรา

และมันงดงามตรงที่คำว่า ‘เรา’ ในประโยคนั้น หมายถึงคนสองคน

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load