ไม่อยากให้คุณคาดคิดไปก่อนว่า โจ๊ก So Cool หรือ กรภพ จันทร์เจริญ ต้องชงมุกฮาตลอดบทสนทนานี้

จริงอยู่ว่าภาพความฮาเป็นคาแรกเตอร์ติดตัวของเขาอย่างชัดเจน ตั้งแต่เป็นนักร้องนำวง So Cool

ไม่ว่าใครก็ติดตามิวสิกวิดีโอหลายตัวที่เขาทำอะไรบ้าๆ ไม่ว่าจะเป็นสวมแว่นตาดำน้ำตาไหลพรากขนาดต้องใช้แก้วมารอง หรือเขียนบนเปลือกตาทั้งสองว่า Love You ไปจนถึงกินซิมโทรศัพท์ และขี่ควายวิ่งไล่แฟนเพลง

ไหนจะเป็นบทบาทสุดเพี้ยนชนิดคนดูหัวเราะตัวงอจากภาพยนตร์แทบทุกเรื่องที่เขาแสดง ซึ่งผลงานล่าสุด ภาพยนตร์เรื่อง มิสเตอร์ดื้อ กันท่าเหรียญทอง ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

และยังไม่รวมถึงการรับสมอ้างเป็น ‘บร๊ะเจ้าโจ๊ก’ ของชุมชนชาวเน็ต

แม้ระยะหลังๆ เขาผันตัวมาเป็น YouTuber และหันมาเอาดีทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ยังเน้นตลกชนิดรัวตบมุกโดนใจเรียกยอดไลก์ยอดแชร์ถล่มถลาย

จนกลับกลายเป็นเรื่องที่คนต่างคาดหวังว่า โจ๊ก So Cool จะมาแบบไม่ฮาไม่ได้

แต่เมื่อเรามีโอกาสได้คุยกับเขาสบายๆ ชนิดที่ให้เขาได้ยุติบทบาทหน้าฉากสักพัก จึงได้ทำความรู้จักเขาในมุมใหม่ 

เพราะภายใต้ใบหน้าตลกหน้าตาย ซ่อนความคิดและความรู้สึกที่ตกตะกอนจากประสบการณ์ชีวิตสุดโต่งไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นการเป็นเด็กบ้านนอกที่ฝ่าฟันให้ได้เป็นที่หนึ่งบนเวทีประกวดเพื่อเข้าค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ได้รับชื่อเสียงและความสำเร็จเร็วเกินไปจนหลงระเริง ไม่นานนักกลับดิ่งลงเหมือนลิฟต์สลิงขาด เข้าหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณจนอยู่ในสังคมไม่ได้ กลับมาดังอีกครั้ง แต่ตัดสินใจขอยุบวง ฯลฯ

รวมไปถึงแพสชันในเรื่องที่คนว่าบ้าแต่กลับได้ดี และอีกหลายเรื่องราวที่มีในใจซึ่งไม่ค่อยได้บอกใคร

ประสบการณ์ดีระคนร้ายกล่อมเกลาให้วันนี้เขามีชีวิตที่ ‘นิ่ง’ และบทบาทในชีวิตจริงคือการเป็นคุณพ่อลูกสองที่รักครอบครัวเหนือสิ่งอื่นใด (หลังจบการสัมภาษณ์เขาก็รีบขอตัวไปรับลูกสาวที่โรงเรียนทันที)

ระหว่างสนทนา เขายังคงสนุกกับการเล่าเรื่องราวอย่างลื่นไหล หากเราสังเกตได้ว่าคำตอบที่เขาเอ่ยมานั้นล้วนมาจากการครุ่นคิดจนเข้าใจแก่นแท้ของชีวิตแล้ว

ใต้หน้ากาก บร๊ะเจ้าโจ๊ก ที่ซ่อนแพสชันในเรื่องที่คนว่าบ้าแต่กลับได้ดี กับเรื่องในใจที่ไม่ค่อยบอกใคร
ใต้หน้ากาก บร๊ะเจ้าโจ๊ก ที่ซ่อนแพสชันในเรื่องที่คนว่าบ้าแต่กลับได้ดี กับเรื่องในใจที่ไม่ค่อยบอกใคร

วันนี้ชื่อของ โจ๊ก So Cool เป็นที่รู้จักในหลายบทบาท ทั้งนักร้อง นักแสดง คอมเมนเตเตอร์ ยูทูเบอร์ อยากรู้ว่าก่อนจะมีวันนี้ คุณตั้งหมุดหมายในการเข้ามาในวงการอย่างไร

ผมต้องการเข้ามาในฐานะวงร็อกเท่านั้น ชัดเจนเลย อยากเป็นวงร็อกที่ออกเทปกับแกรมมี่ แต่งเพลงเองทั้งหมด นั่นคือความฝัน แล้วก็ได้ทำ ถือว่าบรรลุเป้าหมายที่ทุ่มเทมาแต่เด็ก 

เส้นทางการเข้าแกรมมี่ยากง่ายแค่ไหนสำหรับเด็กในวันนั้น

ยากมากครับ แต่คุ้มค่า ยากตรงที่ว่าเขาจะรับไหม เพราะว่าใครก็อยากเข้ามา นักร้องนักดนตรีส่งเทปเดโมเข้ามากันทั้งนั้น  วิธีที่เด็กต่างจังหวัดอย่างเราทำได้คือ ประกวดให้ชนะ มันเป็นทางลัดและวิธีที่ง่ายที่สุดในยุคนั้น ต้องประกวดเวทีใหญ่ระดับประเทศและได้ที่หนึ่ง แล้วเขาจะให้ความสำคัญ ให้ความสนใจ หรือมีเครดิตที่จะขอเข้าค่ายเพลงได้

เราฝึกฝนกันมาเป็นร้อยเวที ประกวดใหญ่ๆ ห้าถึงหกครั้ง สุดท้ายพอได้ที่หนึ่งของประเทศก็เอาเครดิตนี้ไปสมัคร แกรมมี่จึงรับไว้เป็นเด็กฝึกหัด แต่ไม่ได้การันตีว่าจะให้ออกอัลบั้ม ถ้าทำผลงานได้ดีก็มีโอกาส เราก็ใช้เวลาประมาณสองปี และขออยู่กับค่ายเล็กที่เขาให้ความสำคัญเรา ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่อยู่กับค่ายอัพจี

วันที่วง So Cool ก้าวมาถึงจุดสูงสุดที่หวังไว้ ผลงานที่ออกมาสมใจรอคอยไหม

ชุดแรกดีครับ มีเพลงดังคือ คนเจียมตัว คาแรกเตอร์ของวงตอนแรกมีแฟนคลับเป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงนะ แต่มีอายุสั้นมาก ประมาณหนึ่งปีที่มีเด็กนักเรียนวิ่งไล่รถตู้ กรี๊ดกร๊าดขอถ่ายรูป เป็นป๊อปร็อกกลางๆ  เรียกว่าเป็นช่วงก่อนจะพลิกตัวเองเป็นแนวซึ่งตอนนั้นเรียกว่า ‘เสี่ยว’

เป็นมาเป็นไปอย่างไรถึงมาทางแนว ‘เสี่ยว’ ที่ว่านี้ได้

เราตั้งใจระดับหนึ่ง เป็นคาแรกเตอร์คล้ายๆ จิ๊กโก๋ร้องเพลง กวนๆ เราก็สนุกกับมัน แต่กลับเปลี่ยนกลุ่มคนฟังโดยที่เราก็ไม่ได้อยากเลือกกลุ่ม ตอนนี้กลายมาเป็นร็อก คอนเสิร์ตมีแต่เด็กผู้ชาย มีความรุนแรง เพลงก็มีสีสันเป็นลูกทุ่งร็อก คาแรกเตอร์ชัดเจน เราออกไปเล่นตามต่างจังหวัดมากขึ้น อาจไม่ใช่กลุ่มหรูหรา แต่กว้างขวาง ซึ่งเราพอใจ

การประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยทำให้หลายคนหลงระเริง ได้ยินว่าคุณเองก็เป็นเหมือนกัน ถึงกับเรียกมันว่าเป็นโรค ‘หวัดศิลปิน’

โรคนี้มีจริงนะ แต่เราไม่รู้ว่ามีทางการแพทย์หรือเปล่า (ตอบหน้าตาย) พูดรวมๆ แล้วกันว่าเวลาที่คนดังมากๆ สิ่งแวดล้อมมันพาไป บางทีประสบความสำเร็จเร็ว ไม่ได้เห็นชีวิตเหมือนคนอื่นว่าเขาเหนื่อยแค่ไหนกว่าจะจบปริญญา กว่าจะสมัครงาน ไต่ระดับตำแหน่ง ผ่านความยากลำบากในการเอาชนะเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย เพราะเมื่อเราเป็นศิลปิน เราไม่ได้ผ่านการเรียนรู้ตรงนั้น อายุสิบเก้ายี่สิบอยู่ดีๆ ประสบความสำเร็จ มีเงินแบบก้าวกระโดด ซื้อของแพงได้ คนอวยเกินเหตุ เรื่องพวกนี้เป็นพิษที่รุนแรงมาก

ผมไม่พูดว่าใครเป็นยังไง แต่กรณีของผมคือใช้เงินสิ้นเปลือง มองตัวเองว่าเป็นศิลปิน เพราะคนรอบตัวทำกับเราแบบนั้น เพื่อนเก่าก็หันมาคุยกับเราอีกภาษา ยกยอ ส่วนตัวเราเองก็ไม่รู้ตัว เวลาไปแฮงเอาต์กับเพื่อน กับรุ่นน้อง ก็เริ่มแจกเงิน ซึ่งทำโดยที่ไม่ได้พยายามอัพตัวเองนะ ไม่รู้ด้วยว่าดีหรือไม่ดี แต่มันเป็นไปเอง

โรคนี้มีทางหายไหม

โรคนี้จะหายได้ด้วยการตัดท่อน้ำเลี้ยงต่างๆ นั่นคือช่วงขาลงของเรา เปรียบให้เห็นภาพคือลงแบบรถคว่ำเลย ถ้าวิเคราะห์ก็เกิดจากออกอัลบั้มต่อเนื่องเกินไป ของเก่าก็ยังอยู่ในตลาด ทำให้คนไม่ได้ตื่นเต้นกับผลงานใหม่ และของเก่าทำไว้ดีเกินไป ของใหม่ก็ออกมาง่ายอีก รวมถึงการออกนอกเวย์เกินไป เล่นตลกแบบไม่คิด พอมันล้นก็เลยกลายเป็นตัวตลกจริงๆ

ตัวตลกแบบเท่ๆ กับตัวตลกไม่เหมือนกันนะ เราเป็นตัวตลกแบบหลังที่เพลงเริ่มไม่ดัง จากที่คนเคยเห็นแล้วตื่นเต้น กลับมีกลุ่มวัยรุ่นเจนใหม่หัวเราะเยาะ ไม่ได้หัวเราะแบบเจอตลกซูเปอร์สตาร์นะ แต่เป็นหัวเราะเยาะแบบตัวตลกเดินผ่าน ทำให้เราป่วยเป็นอีกโรคคือ โรคกลัวคน

ใต้หน้ากาก บร๊ะเจ้าโจ๊ก ที่ซ่อนแพสชันในเรื่องที่คนว่าบ้าแต่กลับได้ดี กับเรื่องในใจที่ไม่ค่อยบอกใคร

โรคกลัวคนที่ว่านี้เป็นยังไง 

เรื่องนี้ไม่ค่อยได้พูดที่ไหนเยอะ แต่จริงๆ เป็นอยู่ช่วงหนึ่ง น่าจะเป็นปีเลย เวลาออกไปนอกบ้านบางครั้งจะได้ยินเสียงในจินตนาการว่ามีคนด่าอยู่ แต่จริงๆ ไม่มี พาแฟนไปกินข้าว ไปร้านนม เห็นวัยรุ่นเยอะก็กลัวเขาด่า กลับบ้านเลย เป็นหนักอยู่ เพราะว่าเราทำตัวไม่ถูก เราเจอเรื่องนี้อยู่พักหนึ่งเลย

เพราะโรคกลัวคนนี่หรือเปล่าที่คุณเคยเล่าว่าถึงกับต้องหลบหนีผู้คนไปนั่งสมาธิอยู่คนเดียว

การไปนั่งสมาธิไม่ได้มาจากเรื่องนี้ แต่มาจากความล้มเหลวในช่วงเดียวกัน เป็นความล้มเหลวทางอาชีพในทุกทาง ไม่มีคนจ้างงานคอนเสิร์ต ทำค่ายเพลงติดลบ ขาดทุน โดนตักเตือนว่าอาจไม่ได้ไปต่อ ซึ่งตอนนั้นเพิ่งดังได้ไม่นาน แล้วอยู่ดีๆ ก็ไม่ดัง 

การลงของเราไม่ได้เป็นแบบขั้นบันได มันเหมือนลิฟต์ตก จึงเศร้ามาก ปรับตัวไม่ทัน จากโรคกลัวคนก็กลายเป็นมีอาการซึมเศร้า ร้องไห้ โทษฟ้า โทษโชคชะตา พอคุยกับแม่ แม่ก็บอกว่าเป็นวงล้อของบุญ พอเราใช้หมดปุ๊บมันก็หมด แต่ผมว่าไม่แฟร์

ผมค้านแม่ว่า ถ้าจะเป็นแบบนี้ สู้ให้เราไม่ได้ขึ้นไปแต่แรกดีกว่า เราจะมีความสุขกับชีวิต ไม่ใช่เคยมีชื่อเสียง มีเงิน มีคนคอยเอาอกเอาใจ แล้วตกลงมา ต้องกลับไปหาอาชีพใหม่ มันไม่โอเคกับเราเลย ตอนนั้นมีเพื่อนๆ นอกวงการแนะนำว่าช่วงออกพรรษาให้ทำบุญโดยไม่กินเหล้าสามเดือน ซื้อหนังสือพระมาอ่าน เราก็ทำจนถึงขั้นอิน ลืมโลกใบนี้ไปเลย

ช่วงนั้นอินธรรมะขนาดไหน

เราอินมาก ไปนั่งสมาธิในป่าคนเดียว หนักจนคนอยู่ด้วยไม่ได้ เพราะเหมือนอยู่กับพระ ใครมาก็ไปสอน นั่นเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจธรรมะอย่างแท้จริง หนังสือที่เราอ่านเป็นหนังสือระดับพระ ไม่ใช่หนังสือสอนคนให้ใช้ชีวิตเป็นฆราวาส พอเราไปปฏิบัติแบบนั้นก็อยู่ในสังคมไม่ได้ คนอึดอัด แต่ทั้งหมดทั้งมวลมีข้อดีเยอะ คือลืมความอยากได้อยากมีไปทั้งหมด

สุดท้ายทางค่ายเรียกกลับไปประชุมทำอัลบั้มใหม่ เขาไม่ได้ไล่ออก แต่ให้ทำต่อ ผมก็ไม่ได้ดีใจมากนัก เพราะปล่อยวาง ไม่ยินดีและยินร้ายกับชีวิตแล้ว เลยตอบไปว่า ‘อ๋อ ให้ทำเหรอครับ แล้วที่เคยบอกว่าติดลบล่ะ (ทำเสียงเรียบ) ผมยังทำได้เหรอ ถ้าเกิดทำไม่ได้หรือพวกพี่ไม่สะดวกผมกลับบ้านได้นะ’ ตอนนั้นเพื่อนเหวอเลย แต่พอกลับมาเพลง เหตุผลที่ไม่อยากเป็นเพื่อนเธอ ก็ฮิตติดชาร์ตอันดับหนึ่งเลย

การกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกวง แต่แล้วทำไมวันหนึ่งคุณถึงเลือกที่จะเลิกเป็นนักร้องและยุบวง ทั้งที่เดิมเป็นหมุดหมายสำคัญของชีวิต

เพราะวันหนึ่งเราตัดสินใจเลือกครอบครัวอย่างจริงจัง ผมคบกับแฟนในช่วงขาลงที่เล่าให้ฟัง เราตกลงกันว่าจะทำธุรกิจเล็กๆ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง พอถึงช่วงกลับมาดังก็มีลูกเล็กๆ ทำให้ต้องไปทัวร์คอนเสิร์ตตลอด ไม่อยู่บ้าน ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เข้าใจกัน เราเป็นเด็กต่างจังหวัดเลยรู้สึกว่าผู้ชายต้องทำงาน ผู้หญิงต้องเลี้ยงลูก ก็เราเป็นนักร้องมาแต่แรกนะ เราเห็นแก่ตัวมาก

ยิ่งไปเล่นหนังหรือ ATM เออรัก..เออเร่อ ยิ่งดังอีก ดังสองทาง หนักเลย ไม่อยู่บ้าน ยิ่งไม่เข้าใจกัน เราลืมธรรมะไปหมดเลย เราคัมแบคแล้ว หวงแหนชื่อเสียง นี่ฉันอุตส่าห์สู้มาเพื่ออาชีพเงินทอง แฟนจะมาเรียกร้องอะไรอย่างนี้ เรื่องมันยาวมาก 

แต่สุดท้ายก็คิดได้ว่าจะเลือกครอบครัว เราเลยต้องตัดอะไรสักอย่าง ที่เสียดายที่สุดคือเลิกเป็นนักร้อง เพื่อให้มีเวลาดูแลครอบครัว ตรงนี้ดราม่านะ เราต้องปล่อยมือข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งจะโหดร้ายกว่าถ้าปล่อยมือจากลูก

ความรู้สึกที่ต้องปล่อยมือข้างที่เคยเป็นชีวิตจิตใจมันเป็นอย่างไร

ทรมานที่สุดครับ เราเลือกที่จะยุบวง ไม่ได้ยุบทันที แต่ไม่ว่าอย่างไรในเรื่องนี้เราก็เป็นตัวร้ายของวง เราต้องบอกเพื่อนว่าขอสองปี ให้ทุกคนเตรียมตัวดูแลตัวเองนะ ระหว่างนั้นเราก็ไปทำงานกับเขา ส่วนภรรยาก็อยู่ด้วยความโศกเศร้า รอให้ถึงวันนั้น ช่วงที่ว่านี้ผมเจอเรื่องหนักๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง ที่เคยป่วยอะไรนั่นหายสนิทเลย

การทิ้งอาชีพหลักมาอย่างนั้น แสดงว่าคุณมีแผนชีวิตที่ดีกว่าแล้ว

ไม่มีแผนใดเลยครับ ที่เราเลือกคือลูกและครอบครัว ณ เวลานั้นไม่กลัวเรื่องอาชีพเลย เพราะทุกข์กับปัญหาที่เกิดขึ้น เราอยากหลุดจากทุกข์นั้น ไม่สนใจว่าจะจนจะรวย เหมือนคนป่วยโรคร้ายแรง เขาแค่อยากหาย อยากกลับมาเดินได้ เขาไม่เอาอะไรแล้ว เราเป็นแบบนั้น เป็นคนที่อยู่ในความทุกข์ใหญ่มาก จึงไม่สนใจเรื่องอื่นเลย

ตอนตัดสินใจยุบวงยังไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนที่เราเล่นฉายเลย นั่นหมายความว่า ไม่มีใครรู้เลยว่าปีหน้าหนังจะดังไหม และความคาดหวังของเราเองก็ต้องไม่มีด้วย เพราะเราเป็นนักร้อง เราไม่คิดจะเปลี่ยนอาชีพ แต่สุดท้ายภาพมันกลายเป็นว่าเราเลิกร้องเพลงไปเป็นนักแสดง ทั้งที่จริงตอนนั้นเราจะเลิกร้องเพลงไปขายอาหารด้วยซ้ำ แต่ปรากฏว่าจังหวะเวลามันได้ ระหว่างสองปีนั้นหนังที่เล่นไว้ดังเรื่อยๆ พอยุบวงก็มีอาชีพใหม่ เป็นโชคชะตา เพราะเรื่องนี้แบบนี้ไม่มีใครรู้ก่อนเลยว่าจะเป็นอย่างไร

โจ๊ก So Cool

การเลือกครอบครัว ทิ้งงานที่รัก มันดีอย่างที่คิดไหม

ไม่เลย เราก็ยังทะเลาะกันต่อ เพราะอายุน้อยและเด็กมาก เราจัดการตัวเองไม่เป็น หนังประสบความสำเร็จ คิวงานก็แน่นอยู่ดี เราไม่แพลนอะไรเลย ความสำเร็จมา ความหวงแหนอาชีพก็เกิดอีก เรารู้สึกว่ามันมีคุณค่า ก็ไม่เข้าใจแฟนอีก เกือบสองปีกว่าจะเข้าใจและจัดการได้ ตอนหลังก็เริ่มคัดงาน เรียนรู้ไปเรื่อยๆ กว่าจะเข้าที่ก็เมื่อไม่นานมานี้เองครับ เมื่อลูกโตขึ้น อยู่เป็นเพื่อนแม่เขาได้ ด้วยรายได้ที่มากขึ้นก็ช่วยซัพพอร์ตครอบครัว

เมื่อปลีกตัวออกจากวงการเพลงมาเป็นนักแสดงเต็มตัวนับเป็นการเปลี่ยนวงการ มีความท้าทายแค่ไหน

มันไม่ท้าทายเท่าตอนประกวดดนตรีเข้ามาแกรมมี่ เพราะมีคนรู้จักเราอยู่แล้ว ที่ท้าทายน่าจะเป็นเรื่องแสดงอย่างไรให้สมราคาที่สุด ผมเครียดเรื่องการรับเล่นภาพยนตร์มาก บางทีคนมองว่าเราหยิ่งก็ต้องปล่อยให้เป็นไป แต่ที่เราเลือกรับงานเพราะอยากทำงานคุณภาพให้คนดูไม่ผิดหวัง ไม่อยากเล่นเรื่อยเปื่อย เป็นการตอบแทนคนดู ผลงานภาพยนตร์ถึงออกมาน้อย 

อีกเรื่องที่คุณชอบแต่ไม่ค่อยมีคนรู้คือ การเขียน และคุณเคยมีหนังสือของตัวเองด้วย

เมื่อก่อนผมชอบเขียนไดอารี่ออนไลน์ เขียนเล่าเรื่องตลกของตัวเอง แล้วคนเกิดชอบ เลยฮิตขึ้นมา คอมเมนต์เยอะแยะไปหมด แต่ในวันนั้นเราไม่รู้ว่ามันจะมีค่า ไม่รู้ว่าควรเก็บ เรื่องที่สนุกๆ ก็หายไป โดนลบไปหมดแล้ว หาไม่ได้ ที่เก็บไว้ได้คือครั้งที่เคยรวมเล่มเป็นหนังสือ เขาเรียกผมว่าบร๊ะเจ้า น่าเสียดายที่ช่วงเวลานั้นช่องทางการติดตามเราไม่ค่อยมี หนังสือเลยไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

หลายคนสงสัยว่า ‘บร๊ะเจ้าโจ๊ก’ มีที่มายังไง ใครเป็นคนตั้งฉายานี้ให้คุณ

คำนี้มาตั้งแต่ยังอยู่วง So Cool มันเป็นคำล้อตอนที่เราเสี่ยวนั่นแหละ เราเป็นตัวตลกแล้วเขาอำกัน เอาภาพเรามากราบไหว้บูชา ซึ่งจริงๆ มันคือการประชดแบบ โห นี่คือบร๊ะเจ้า คือคนบ้า ก็เหมือนว่าเราเป็นคนบ้านั่นแหละ เล่นไปเล่นมาคนไม่รู้ก็เยอะ เขาก็นึกว่าเป็นแฟนคลับ เล่นไปเล่นมาก็ดังในทางบวก ถ้าคุณไปทำอย่างนั้นกับศิลปินคนอื่น อาจทำลายเขาได้ เขาจะน้อยใจว่าเขาไม่ได้เป็นตลกนะ

แต่คุณมาเล่นกับคนที่เป็นตลก ผมก็ไม่เขิน ผมยอมรับ กลายเป็นพระเจ้าขึ้นมา พอนักข่าวมาสัมภาษณ์ ‘บร๊ะเจ้าโจ๊กครับ’ ผมตอบทันที ‘อ๋อ ว่าไงครับ ก็ลูกศิษย์ของผม ลัทธิผมใหญ่โต’ เขาก็สนุกกันใหญ่ กลายเป็นกระแสบวกขึ้นมาในช่วงที่เวลาลงตัว ทำอะไรก็ดีไปหมด เพลงก็ประสบความสำเร็จพร้อมกัน ช่วงหนึ่งจึงดังเปรี้ยงปร้างเลย คำนี้ฮิตมาก วิกฤตก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโอกาส ไม่ว่าคำนี้จะเกิดจากการเย้ยหยันหรืออะไรก็ตาม แต่มันกลับกลายเป็นดี

คุณเป็นคนไวต่อความรู้สึกอยู่แล้ว เมื่อแรกเริ่มมันคือการเย้ยหยัน คุณรับมือกับมันอย่างไร

ตอนนั้นเหมือนมันชาไปหมดแล้ว มันเข้ามาแบบไม่แทงใจมากนัก ถ้ามาพูดว่า ‘กระจอก’ อย่างนี้มันรู้สึก แต่พอมาอำแบบนี้มันเบา ก็เลยเล่นไปด้วย

สุดท้ายกลายเป็นว่าคุณดังในโซเชียล ก็เลยเอาตัวเข้าไปอยู่ในโซเชียลด้วยเลย

บังเอิญครับ เพราะเป็นยุคที่ทุกคนเข้าถึงโซเชียลกัน คนส่วนใหญ่ติดมือถืออยู่แล้ว ผมก็เหมือนคนทั่วไป เล่นมาตั้งแต่ MSN Hi5 มา Facebook Instagram มา Twitter ช่วงท้ายที่ลองเล่นเพราะ คุณโอปอล์ ปณิศรา ชวน 

เล่นไปมีคนตามหกพันคน เราก็บ่นว่านี่เป็นนักร้องจริงเหรอเนี่ย ทำไมไม่มีใครอยากฟอลโลว์เลย คนเขาก็ทวีตจนเกิดกระแสต่อเนื่องถึงวันนี้ รู้ตัวอีกทีเราก็เป็นคนถนัดโซเชียลไปแล้ว และกลายเป็นคนเข้าใจโซเชียล เรียกว่าจับทางถูกว่าพูดแบบไหน คลิปแบบไหน คนจะฮา

เลยผันตัวเองมาเป็นยูทูเบอร์เต็มตัว 

เป็นเพราะผมจับทางออกว่าการเป็นยูทูเบอร์ เราต้องหาธรรมชาติว่าเราถนัดอะไร ผมถนัดทำอาหารไทยในครัวแบบง่ายๆ แล้วก็เล่นตลกโชว์ไป นี่คือธรรมชาติที่สุด คนตัดต่อก็เป็นน้องชายแท้ๆ รู้ทางมุกของพี่ว่าต้องการนำเสนออะไร พอเขาตัดต่อก็เน้นตรงนั้น มันจึงออกมาดีมาก มีซิกเนเจอร์ของเรา ถ้าเอาอย่างมาอื่นมาลงคนจะด่า เพราะเขาจะดูแบบนี้ สุดท้ายมียอด Subscribe ถึงสองแสน มีรายได้จาก YouTube แต่น้องชายมีเหตุจำเป็นต้องไปประกอบอาชีพอื่น เลยต้องเลิกไป จะจ้างใครมาก็วุ่นวาย เลยต้องพับไปก่อน เสียดายมาก แต่ก็มีแพลนว่าจะทำช่องยูทูบใหม่ให้ลูกทั้งสองคน

โจ๊ก So Cool
โจ๊ก So Cool

ถึงจะบอกว่าตัวเองถนัดโซเชียล แต่ก็ไม่วายเจอดราม่าหนักจนได้

ดราม่าเบาๆ ก็มีตลอดเวลาครับ แค่ไม่เป็นข่าว ที่เป็นเรื่องใหญ่เกิดจากที่บางทีเราลืมว่าเรามีคนหลากหลายตามอยู่ หนึ่งจุดเจ็ดล้าน ลืมว่ามันไม่ใช่ที่ส่วนตัวของเรา บางทีพูดกับเพื่อนแล้วใช้คำโดยที่เราไม่มีเจตนาร้าย แต่เมื่อไปเล่นกับคนที่เขามีคนรักเยอะ ถึงจะบอกว่าไม่ได้เจตนาร้าย แต่เราไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว ถ้าเป็นเพื่อน พี่น้อง หรือแฟนคลับ เขาก็จะไม่ว่า แต่นี่เราคือคนอื่น

ตอนนั้นเราเสียใจนะ ตามธรรมชาติมนุษย์ เราโทษพวกเขาในใจ ทำไมใจร้ายจัง ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย แต่พอผ่านไป เราหายใจลึกๆ แล้วมองโลกจากมุมนอกซึ่งไม่ใช่ที่ตัวเรายืนอยู่จึงรู้สึกว่าเราก็ผิด เลยจำเป็นบทเรียน เหมือนถือเหล้ากินในร้านเหล้าใครก็ทำกัน แต่อยู่ดีๆ ถือขวดเหล้าเดินเข้าไปในวัด ไม่เหมาะสม ก็จำไว้

ย้อนกลับไปถึงช่องยูทูบทำอาหารของคุณ เดาว่าคุณคงชอบทำอาหารมาก ขนาดเข้าประกวดรายการ The Mask Singer แล้วเลือกหน้ากากกะเพราไก่ 

เป็นเรื่องน่าภูมิใจที่การกินกะเพราไก่เป็นเรื่องเป็นราวได้ขนาดนี้ (ยิ้ม) ตอนเราอายุสิบกว่าเราไปเล่นดนตรีตามร้านอาหาร เลิกตีหนึ่งตีสอง ขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านเจอร้านอาหารตามสั่งที่เขาผัดกะเพราอร่อยมาก เราหลงใหลในรสชาติมาก กินจนสนิทกับเจ้าของร้าน ถึงกับไปยืนดูเขาผัด แล้วไปซื้อเตา ซื้อทุกอย่างมาผัดบ้าง ทำแล้วก็เสีย จนแม่ด่า จนเพื่อนมองว่าวัยรุ่นเขาไม่ทำกับข้าวแบบนี้นะ ไปแต่งมอเตอร์ไซค์โน่น ผมก็บ้าทำอาหาร ทำแต่ผัดกะเพราอยู่คนเดียว

แต่มันเป็นสิ่งที่ผมชอบ ผมไม่หยุด ยืนหยัดทำมาจนถึงทุกวันนี้ ใครว่าผัดกะเพราร้านไหนอร่อยก็ตามไปกิน ทุ่มเทเวลาไปกับการแอบดูเขาผัดกะเพราอยู่นั่นแหละ หลายปีมานี้ทำเสียไม่รู้กี่ร้อยจาน ผัดจนมีรายการ ครัวเชฟบร๊ะ ซึ่งก็ได้ดีจากตรงนี้ และทำให้ผมเชื่อแล้วว่า ถ้าเรารู้ว่าชอบอะไรและรักมันจริง มันจะส่งผลดีในที่สุด

ไล่เรียงไปผลงานคุณเยอะมากทีเดียวนะ ปีนี้ได้เป็นโค้ชในรายการ The Voice Kids ด้วย

นี่คืองานคุณภาพที่รับแบบคิดไม่เยอะ ปกติผมคิดมากจริงๆ ในการรับงานรายการทีวี เพราะกลัวจะไม่สนุก งานออกมาไม่คุ้มค่าอย่างที่คนรอคอย แต่พอเป็นรายการนี้ผมรับทันที พอทำไปก็กลัว เครียด เพราะเหมือนเอาชีวิตเด็กมาฝากไว้ที่เรา แล้วคนก็เตือนเยอะว่า ตัดดราม่าได้คือจบ ไม่ต้องแคร์ว่าใครมาโทษเรา พ่อแม่ใครเสียใจ ใครเศร้า ใครไม่ชอบเรา เพราะนี่คือเกม แต่สุดท้ายผมก็พยายามให้คนเสียใจน้อยที่สุดอยู่ดี และถือว่าเราเอาอยู่

แต่สิ่งหนึ่งที่เบื่อตัวเองมากคือ เรื่องความอิน ผมให้ความสำคัญกับเด็กจนเหมือนเป็นลูกของตัวเอง รายการจบไปแล้วก็ห่วงหาอาทร พยายามดูแลทุกคนกลัวว่าเขาจะหาว่าไม่รัก อันนี้เป็นปัญหาของความอินเด็กลิฟวิ่งมอลล์ (เขาเล่นมุกหน้านิ่ง แต่แอบมองว่าเราจะเก็ตและขำหรือไม่ ซึ่งเขาทำสำเร็จ) เราจะรักเด็กและไม่ยอมจบ ยุ่งกับเขาไปเรื่อย อาจเป็นเพราะเรามีลูกด้วยเลยเป็นอย่างนี้

การมีลูกเปลี่ยนคุณไปอย่างไรบ้าง

มากถึงมากที่สุดครับ พูดถึงสิ่งที่เหมือนเดิมก่อนดีกว่า เพราะที่เปลี่ยนไปมันเยอะ สิ่งที่เหมือนเดิมคือ ผมยังคงรักความสนุกสนานเฮฮาของตัวเองที่มีให้เพื่อนและเพื่อนร่วมงาน ยังอยากเจอ อยากเล่นกับเพื่อน เติมความสนุกให้ตัวเอง ตรงนี้ยังเป็นเหมือนเดิม นอกนั้นเปลี่ยนไปหมดแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นการล็อกตัวอยู่กับบ้าน อยู่กับลูก นอนสองทุ่ม ตื่นตีห้าครึ่ง ปรับอาหารการกิน เลิกกินอาหารหลายประเภท เช่น น้ำอัดลม ให้ร่างกายแข็งแรง อยู่กับลูกได้นานๆ

ทุกวันนี้การที่ผมออกจากบ้านคือทำงาน ไม่มีออกไปเตะบอล สังสรรค์ เจอเพื่อนเก่า ถ้าจะสนุกก็สนุกในงาน นัดกินข้าวกันก็กินระหว่างงาน ใครจะมาเจอ แวบมาหา ก็มาตอนทำงานเท่านั้น

ทำไปทำมาทำไมตอนนี้ลูกสาวทั้งสองกลายเป็นขวัญใจชาวโซเชียลไปแล้ว

เป็นเรื่องน่าดีใจครับ เหมือน ครัวเชฟบร๊ะ นั่นแหละ เราทำมันโดยธรรมชาติ ไม่มีธุรกิจ อยู่กับลูกก็ดีดกีตาร์ ร้องเพลงเล่นๆ จังหวะมันได้ที่มีกล้องอยู่ตรงนี้ ถ่ายเล่นๆ แล้วคนชอบ เพลงนี้เล่นมุกได้แล้วลูกก็เอาด้วย ลูกก็สนุก ไม่ได้โดนบังคับ เล่นจนกลายเป็นแก๊งขึ้นมา พ่อลูกออกมาร้องเพลงสร้างความปั่นป่วน จนในที่สุดก็ทำเป็นเรื่องเป็นราว เพราะลูกเริ่มมีแฟนคลับ คราวนี้ต้องมีโรดแมพแล้ว เพราะถ้าไม่ทำจะโดนประท้วง

สมมติผมร้องคนเดียว อยากทำแบบ พี่หนุ่ม กะลา ลงคลิปร้องเพลง คนชอบจังเลยเว้ย เอาบ้างดีกว่า เราร้องแบบจริงจัง ไม่เล่นตลกด้วยนะ กลับมีคนมาคอมเมนต์ว่า ‘อยากดูลูกมากกว่า เมื่อไหร่ลูกจะมา’ เราไม่โกรธนะ ก็ไม่แปลกที่คนจะดูมากกว่า เพราะตัวเราเองยังชอบดูลูกเรามากกว่าเลย (หัวเราะ)

มีหลักในการเลี้ยงลูกอย่างไร ทั้งยี่หวาและยูจินถึงเป็นเด็กน่ารักและอารมณ์ดีขนาดนี้

ต้องให้เขามีความสุขครับ ผมเคยเห็นเด็กที่เติบโตมาแบบเครียด เขามักมีปัญหาหรือนิสัยไม่ดีบางอย่าง ดังนั้น ผมจึงมอบความสุขให้ลูกอย่างสุดเหวี่ยง ผลก็ชัดเจนว่าเขาไม่เครียด เด็กเขาก็จะไม่โทษใคร ไม่ว่าร้ายใคร เพราะเขาไม่มีอารมณ์จะมองว่าใครหรือโลกใบนี้ไม่ดี เขามองว่าโลกนี้สวยงาม น่าอยู่ เมื่อเขามีความสุข เขาก็แบ่งรอยยิ้มให้คนอื่นต่อไปให้เพื่อนหรือใครต่อใครที่มาเจอ เพราะเขาไม่มีปัญหาข้างใน ผมเชื่อทฤษฎีนี้มาตลอด

โจ๊ก So Cool

ตอนนี้ชีวิตของคุณดูลงตัวทั้งเรื่องงานและครอบครัว ความสุขที่แท้จริงในชีวิตตอนนี้คืออะไร

ความจริงมันไปในทางธรรมะนะ คือความไม่ยินดียินร้ายกับอะไรมากเกินไป ตอนแรกไม่เข้าใจทฤษฎีนี้อย่างรุนแรง ผมคิดว่าเราต้องยินดี ต้องโลดเต้น ทั้งที่จริงแล้วการโลดเต้นส่งผลเสียในตอนหลัง เพราะมันคือความหลง เวลาเราดีใจ หนังประสบความสำเร็จ ฉลองแทบเป็นแทบตาย พอหนังเรื่องต่อไปล้มเหลว เราจะรับตรงนั้นไม่ได้

ตอนนี้ผมดูแลครอบครัวรอดแล้ว ก็มีความสุขกับการฝึกจิตตัวเองให้ไม่อยากได้อะไรมากเกินไป ไม่ฟุ้งซ่านกับอะไรมากเกินไป ผมชอบนั่งสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะ และพยายามปล่อยวางกับเรื่องต่างๆ เพราะเราอายุสามสิบกว่าแล้ว จินตนาการไว้ว่าสักอายุหกสิบ แล้วเราป่วย เราไปไหนมาไหนไม่ได้ สภาพจิตใจเราจะมีความสุขได้อย่างไร ต้องฝึกรอไว้เลย

เพราะสุดท้ายชีวิตต้องจบ เราต้องซ้อมไว้ตลอด แต่เวลาใช้ชีวิตปกติเราก็เป็นอีกโหมด เป็นคนสนุกเฮฮา สนุกรายวัน แต่เอาเข้าลึกๆ ชนิดที่ลึกมาก มันอยู่ข้างใน เรารู้อยู่คนเดียว ไม่ได้เล่าให้ใครฟังว่าจริงๆ แล้วเรากลัวความแก่ เรากลัวความตาย เราต้องฝึกจิตใจเพื่อที่จะมีความสุขกับมันเมื่อเราแก่ แล้ววางมันได้

ส่วนในทางโลก มีแต่เรื่องของครอบครัว ให้ลูกเติบโตเป็นเด็กมีความสามารถ เป็นคนดี ครอบครัวไม่มีเรื่องเดือดร้อน นี่คือความสุขในปัจจุบัน ส่วนเรื่องการประสบความสำเร็จหรือชื่อเสียงไม่คาดหวังไปมากกว่านี้ ไม่สนว่าจะต้องดังกว่านี้อีกแล้ว

ถ้าบอกว่าไม่คาดหวังไปมากกว่านี้ แล้ววันนี้คุณนิยามความสำเร็จไว้อย่างไร

ผมว่าคนเราต้องรู้ว่าเรารักอะไร ซึ่งทั้งรักมันและมั่นใจ แต่ส่วนใหญ่หาไม่เจอ ซึ่งเป็นเรื่องแปลก นั่นเป็นเพราะเรามักมองว่าตัวเองทำอะไรเก่ง หรือทำอะไรแล้วจะรวย อาชีพไหนทำแล้วรวย เรียนโรงเรียนไหนแล้วคนยอมรับ ตรงนี้ทำลายคนเยอะ ทำให้คนลำบากกันเยอะ แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่เจอสิ่งที่รัก และทุกอาชีพรวยได้หมด

อย่างที่ผมเล่าว่าชอบผัดกะเพรา เอาจริงๆ นะ ถ้าเกิดเล่นหนังแล้วไม่ดังในตอนนั้น ผมอาจจะผัดข้าวขายหรือรวยทางนั้นก็ได้ เพราะว่าเรารัก คนที่อยากกินกะเพราที่ดีที่สุดเขาต้องมาหาผม นี่เป็นจุดยืนที่ชัดเจนมาก ต้องหาให้เจอว่ารักอะไร อย่างเดียวก็พอ มากกว่านั้นยิ่งกำไร

แสดงว่าชีวิตนี้คุณได้กำไรแล้ว

กำไรเยอะมาก โลกนี้มีสิ่งมากมายให้เลือกชอบมากมาย สิ่งรอบตัวเราคืออาชีพทั้งหมด ผมเองชอบหลายอย่างมาก แต่สุดท้ายทำได้ไม่หมดหรอก ต้องเลือกสักอันสองอันก็พอ ขอให้รักจริงๆ

อย่างตอนที่ผมอยากเป็นนักร้อง ผมรักเสียงเพลงแบบคลั่งไคล้ ใช้คำนี้ได้ เพราะมันเกินรัก ซึ่งสุดท้ายประตูมันจะเปิดสำหรับคนที่พลังมากพอ เราจึงเข้าไปได้ ไม่ว่าประเทศนี้จะมีคนเป็นล้าน ถ้าเรามีพลังในความรักมากกว่าคนอื่นใด เราจะเข้าประตูนั้นได้ 

และผมอยากให้ทุกคนทำได้เหมือนกัน

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load