เมื่อพูดถึงประเทศนอร์เวย์ หลายคนอาจนึกถึงความหนาว หิมะ หรือแสงเหนือ แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างที่นอร์เวย์มีเยอะไม่แพ้กันก็คือ ‘พื้นที่สีเขียว’ และ ‘ต้นไม้’ จากข้อมูลใน ค.ศ. 2018 พบว่ากรุงออสโล (เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์) มีพื้นที่สีเขียวต่อคนถึง 39.05 ตารางเมตร ในขณะที่กรุงเทพฯ มีแค่ 6.9 ตารางเมตร

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

Royal Palace Park คือสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงออสโล แม้ว่าสวนแห่งนี้จะเป็นของราชสำนักและอยู่ล้อมรอบพระราชวัง แต่ที่นี่ก็เปิดให้คนทั่วไปมาใช้ประโยชน์ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งต้นไม้ทุกต้นก็ได้รับการดูแลอย่างดี เบื้องหลังความสวยงามของต้นไม้ที่นี่ คือผลงานของ จอห์น ดิดส์ โคลส์ (John Didj Coles)  รุกขกรประจำราชสำนักนอร์เวย์ (ใช่แล้ว ที่นี่มีรุกขกรประจำพระราชวัง) โดยเขามีหน้าที่ดูแลต้นไม้ในเขตราชสำนักทุกต้น ตั้งแต่วางแผนการปลูก ไปจนถึงการดูแลรักษาและตัดแต่ง

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“คนนอร์เวย์มีความใกล้ชิดและผูกพันกับธรรมชาติ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภูมิประเทศที่มีป่าเขาและพื้นที่ธรรมชาติเยอะ แค่ขับรถครึ่งชั่วโมงจากเมืองหลวงออสโลก็ไปอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติได้แล้ว ส่วนในเขตเมือง เราก็ให้ความสำคัญกับสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียว”

เมื่อต้นไม้ถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้คนที่นี่ อาชีพหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ‘รุกกร

ทำไมต้นไม้ต้องการรุกขกร

“โดยทั่วไปต้นไม้ในป่าไม่ต้องการมนุษย์หรอก ต้นไม้อยู่บนโลกมาเป็นล้านๆ ปีก่อนจะมีมนุษย์อีก แต่ถ้าพูดถึงต้นไม้ในเมืองที่ต้องอยู่คู่กับสิ่งปลูกสร้าง อยู่ใกล้บ้านเรือน มันจำเป็นต้องมีคนที่มีทักษะความรู้มาดูแล”

จอห์นเล่าให้ฟังถึงความแตกต่างระหว่างต้นไม้ในป่ากับต้นไม้ในเมือง ถ้าเราปล่อยให้ต้นไม้ในเมืองโตตามธรรมชาติโดยไม่ตัดแต่งดูแล รากของต้นไม้ก็จะขยายแผ่กว้างไปเรื่อยๆ จนอาจรบกวนฐานรากสิ่งปลูกสร้างหรือท่อประปา ส่วนกิ่งก้านก็จะแผ่ไปทุกทิศทาง อาจไปพันสายไฟฟ้า เข้าไปในอาคาร หรือกิ่งหักเป็นอันตรายต่อผู้สัญจร

“ตามธรรมชาติ ต้นไม้จะโตเข้าหาแสง ถ้าเป็นในป่าที่ต้นไม้หนาแน่น การเติบโตของต้นไม้จะเป็นไปในทางเพิ่มความสูงเพื่อแข่งกันหาแสง ซึ่งไม่มีปัญหากับแรงโน้มถ่วง แต่ต้นไม้ในเมืองซึ่งมักอยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง การเติบโตมักเป็นการแผ่กิ่งก้านไปด้านข้างทุกทิศทาง หากการแตกกิ่งไม่สมดุล แม้ต้นไม้จะแข็งแรง แต่ก็สู้แรงโน้มถ่วงไม่ได้ สุดท้ายอาจล้มหรือกิ่งหัก เป็นอันตรายต่อผู้คนและทรัพย์สิน”

แม้โดยอาชีพ รุกขกรคือคนที่ดูแลต้นไม้ แต่หากมองให้ลึกจริงๆ แล้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นคนที่ดูแลความปลอดภัยของมนุษย์ด้วยเช่นกัน

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“หลายประเทศในยุโรป ถ้าต้นไม้ไม่ได้รับการดูแลและเกิดอุบัติเหตุขึ้น เช่นถ้าถนนสายหนึ่งมีต้นไม้สวยมากๆ ตลอดสองข้างทาง แต่ไม่ได้รับการดูแล วันหนึ่งบังเอิญกิ่งไม้หักลงมาทับผู้หญิงที่กำลังเข็นรถเข็นลูก เหตุการณ์นั้นจะทำให้ทุกคนกลัว และต้นไม้ทั้งหมดจะถูกตัด เพียงเพราะมัน ‘อาจจะ’ ไม่ปลอดภัย นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยในยุโรปช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งต้นไม้ถูกตัดด้วยเหตุผลแค่ว่าไม่มีใครอยากเสี่ยง โดยที่ไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบหรือประเมินก่อนเลย”

จอห์นพูดถึงความจริงที่น่าเศร้า ทั้งที่จริงแล้ว หากเพียงแค่ต้นไม้เหล่านั้นได้รับการตัดแต่งดูแลอย่างถูกวิธีจากผู้เชี่ยวชาญ ต้นไม้ก็จะไม่เป็นอันตราย แถมสร้างประโยชน์มากกว่าการตัดทิ้งหลายเท่า

“หน้าที่ของเราคือ Save trees from people และ Save people from trees (ช่วยต้นไม้ให้ปลอดภัยจากคน และช่วยคนให้ปลอดภัยจากต้นไม้) โดยเราเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างต้นไม้กับผู้คน เราพูดแทนต้นไม้เพราะเราเข้าใจต้นไม้ เราไม่อยากให้ต้นไม้ทำให้คนบาดเจ็บ เมื่อผู้คนไม่ต้องกังวลว่าต้นไม้จะไม่ปลอดภัย ก็ไม่มีใครคิดจะตัดต้นไม้” จอห์นสรุป

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

การดูแลต้นไม้ในฐานะรุกขกร 

เขาเล่าว่า ต้องเริ่มตั้งแต่รู้จักสายพันธุ์ต้นไม้และความต้องการที่ต่างกันของต้นไม้แต่ละชนิด การเลือกปลูกในที่ที่เหมาะสม โดยประเมินว่าต้นไม้จะมีดิน น้ำ แสงแดด เพียงพอต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพหรือไม่ หลังจากปลูกแล้วต้องมีการตัดแต่งดูแล ประเมินสุขภาพรายปี ไม่ต่างจากคุณหมอที่ดูแลสุขภาพของคนไข้

“เวลาผมปลูกหรือตัดแต่งดูแลต้นไม้ ผมไม่ได้มองแค่ว่าสิ่งที่ผมทำจะส่งผลอะไรในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ แต่มองว่ามันจะส่งผลอะไรในหนึ่งร้อยปีหรือสองร้อยปีข้างหน้า ถ้าผมปลูกตรงนี้ มันจะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับเติบโตถึงร้อยปีข้างหน้าไหม เพื่อที่จะได้ตัดสินใจได้ถูกต้อง”

ท่ามกลางการขยายตัวของเมืองและการเพิ่มของประชากร แน่นอนว่าพื้นที่สำหรับต้นไม้ย่อมมีน้อยลง ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญของต้นไม้ในเมืองทั่วโลก การจัดหาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“ต้นไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสี่สิบเจ็ดเซนติเมตร สูงแปดถึงสิบเมตร ซึ่งถือเป็นต้นไม้ขนาดกลาง ต้องการดินถึงสามสิบลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับราคาของที่ดินในเมือง ทำให้ต้นไม้ใหญ่หลายต้นมีดินและน้ำไม่เพียงพอ เพราะเมื่อพื้นในเมืองส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต น้ำซึมทะลุลงไปไม่ได้ ฝนที่ตกมาก็ไหลลงท่อแทนที่จะได้กักเก็บไว้ใต้ดิน”

ผลก็คือสุขภาพต้นไม้ย่ำแย่ ทางออกหนึ่งก็อาจเป็นการเลือกชนิดต้นไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มี แต่ข้อเสียก็คือ ตามอาคารบ้านเรือนก็จะมีแต่ต้นไม้เล็กๆ ที่ไม่ได้ให้ประโยชน์เชิงนิเวศมากนัก นอกจากความสบายตา ทางออกที่ดีกว่าที่จอห์นแนะนำคือ การแบ่งพื้นที่เมืองส่วนหนึ่งให้เป็นพื้นที่สำหรับต้นไม้ใหญ่โดยเฉพาะ

“วิธีคือสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เช่นสวนสาธารณะที่ต้นไม้ใหญ่เติบโตได้โดยมีดินเพียงพอ และที่สำคัญคือ ในการสร้างอาคาร ควรมีการวางแผนร่วมกันระหว่างสถาปนิก รุกขกร และนักนิเวศวิทยา เพื่อจัดสรรให้ต้นไม้อยู่ร่วมกับเมืองอย่างเหมาะสม เพราะคนไม่สามารถอยู่ในป่าคอนกรีตอย่างเดียว”

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

ความสุขของรุกขกร

จากเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อเป็นรุกขกร ได้ตามพ่อไปทำงาน ได้เป็นลูกมือช่วยส่งเครื่องมือให้พ่อ ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเลือกเส้นทางสายนี้เมื่อโตขึ้น

“เป็นธรรมชาติของเด็กผู้ชายอยู่แล้วที่สนุกกับการได้วิ่งเล่น ทำอะไรที่น่าตื่นเต้น มีเครื่องมือต่างๆ ได้ปีนต้นไม้ แล้วพอคุณใช้เวลากับอะไรมากๆ มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณ ซึ่งผมดีใจมากที่ผมเลือกเส้นทางสายนี้”

จากในอดีตที่เด็กชายจอห์นเคยยืนดูพ่อปีนต้นไม้ มาวันนี้เขาก็กลายเป็นชายบนต้นไม้ที่มีเด็กๆ มายืนล้อมดูอยู่ข้างล่างด้วยความตื่นเต้น หลายครั้งเมื่อเขาลงมา ก็มีเด็กๆ มารุมล้อมพร้อมคำถามมากมาย ซึ่งจอห์นก็ยินดีตอบคำถามเด็กๆ ด้วยความเต็มใจ เขาชอบเล่าให้เด็กๆ ฟังว่าต้นไม้เจ๋งแค่ไหน เช่น ต้นไม้ช่วยสร้างออกซิเจนให้เราหายใจ ช่วยกักเก็บน้ำในระบบราก ทำให้น้ำไม่ท่วม รวมถึงการที่ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

“ผมรู้สึกว่าเด็กๆ เขามีความสามารถในการเข้าใจสิ่งต่างๆ ในระดับที่ต่างจากเรา เมื่อพูดถึงต้นไม้ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขาจะมีจินตนาการ ซึ่งผมคิดว่าถ้ามีการสอนเรื่องต้นไม้ให้เขาเข้าใจตั้งแต่เด็กๆ โตมาเขาก็จะเคารพต้นไม้ เคารพธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้โลกเรามีปัญหาน้อยลงมาก”

เมื่อถามถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จอห์นได้เรียนรู้จากการทำอาชีพนี้ เขาก็ตอบว่า คือการได้ตระหนักถึงความไม่ยั่งยืนของชีวิตมนุษย์

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“ผมทำงานกับสิ่งมีชีวิตที่มีอายุหลายร้อยปี และอาจจะมีชีวิตอยู่ไปอีกหลายร้อยปีข้างหน้าจากการช่วยเหลือของเรา แต่เราไม่สามารถอยู่จนเห็นวันนั้น นี่จึงเป็นเหมือนมรดกที่เราทิ้งไว้ เป็นความรับผิดชอบที่ไปไกลกว่าอายุขัยของเรา เหมือนผมมีโอกาสเห็นอนาคตที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็น

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นขยะในมหาสมุทร มลพิษ โลกร้อน ทั้งหมดก็มาจากการที่มนุษย์คิดระยะสั้น มองแค่อายุขัยตัวเอง แต่ไม่ได้มองถึงอนาคตของโลกในอีกสองร้อยปีข้างหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ต้นไม้ถูกตัดเพื่อสร้างตึกสร้างอาคาร ความยากคือการทำให้คนเข้าใจ ว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของโลก เราเป็นแค่ส่วนหนึ่ง”

ตลอดชีวิตการทำงานของรุกขกรชาวนอร์เวย์คนนี้ เขาไม่เพียงแต่ดูแลต้นไม้ในราชสำนักนอร์เวย์เท่านั้น แต่เขายังทำงานกับรุกขกรทั่วโลก และได้เดินทางไปทำงานช่วยต้นไม้ในหลายๆ ประเทศ อีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมการการแข่งขันปีนต้นไม้ระดับนานาชาติ (International Tree Climbing Championships)

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“เมื่อคุณทำงานกับต้นไม้ที่อายุหลายร้อยปี หรือต้นไม้ใหญ่ที่ไม่รู้กี่คนโอบ เช่น ต้นสนยักษ์ (Giant Sequoia) เป็นสิ่งที่คุณจะไม่มีวันลืม การได้เห็นต้นไม้เหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกถ่อมตัว รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กราวกับมด อายุสั้นนิดเดียว และการได้เห็นความเกี่ยวโยงของระบบนิเวศ ได้เห็นสิ่งมีชีวิตนักปีนป่ายตัวจิ๋วๆ ตามกิ่งก้านต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นแมลง ไลเคน ไม้อากาศ (Air Plants) ก็เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ ผมรู้สึกโชคดีมากที่มีโอกาสได้เห็นต้นไม้ที่น่ามหัศจรรย์มากมายบนโลกใบนี้ และผมจำได้ทุกต้น”

รุกขกรชาวนอร์เวย์เล่าความรู้สึก ซึ่งทุกครั้งที่ได้ปีนขึ้นไปยืนบนกิ่งก้านของคุณปู่ต้นไม้ใหญ่ นั่นคือความรู้สึกที่ประเมินค่าไม่ได้

“มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก สำหรับต้นไม้บางต้น ผมคิดว่ามีคนได้ไปเหยียบดวงจันทร์มากกว่าคนที่ได้มายืนบนยอดของต้นไม้ต้นนี้เสียอีก มันเป็นความพิเศษที่คุณเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกที่ได้เห็นความสวยงามในมุมนี้”

จากนอร์เวย์ถึงเชียงใหม่ และภารกิจช่วยต้นยางนา

นับตั้งแต่ยุค 90 ที่จอห์นมาเมืองไทยครั้งแรกในฐานะนักท่องเที่ยวแบกแพ็กเกอร์ หลังจากนั้น โชคชะตาก็พาให้เขาได้พบกับภรรยาชาวไทยซึ่งเป็นคนเชียงใหม่ และนับจากนั้น เชียงใหม่ก็เปรียบดังบ้านหลังที่สองของเขา ซึ่งหนึ่งในหลายสิ่งที่เขาประทับใจเกี่ยวกับเมืองไทย ก็คือการได้เห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ร่วมกับผู้คนในเขตเมืองได้ โดยเฉพาะต้นยางนาขนาดใหญ่ตลอดถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน

“มีไม่กี่ที่ในโลกที่มีต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้ในเขตเมือง ผมเคยอ่านบันทึกในยุค 1996 ที่พูดถึงประวัติของต้นยางนาที่นี่ว่ามีทั้งหมด 1,047 ต้น ผมรู้สึกว่านี่เป็นความพิเศษมากที่มีต้นไม้ใหญ่ขนาดนั้นบนถนนที่ตัดผ่านเมือง

“ผมรู้สึกว่านิสัยสบายๆ ‘ไม่เป็นไร’ ของคนไทย อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยชีวิตต้นไม้ใหญ่หลายๆ ต้นไว้ เพราะเขาไม่กังวลว่าต้นไม้จะโค่นหรือกิ่งหักมาทับบ้านหรือเปล่า ทำให้คนอยู่ร่วมกับต้นไม้ใหญ่ได้ ในขณะที่ถ้าเป็นอเมริกาหรือยุโรปบางประเทศ ต้นไม้นั้นอาจถูกตัดไปแล้วเพราะอยู่ใกล้บ้านเรือน ไม่มีใครอยากเสี่ยง เพราะถ้ากิ่งหักหรือโค่นมาทำคนบาดเจ็บ อาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก แต่ในยุคหลังๆ มีแนวคิดตะวันตกเข้ามาเยอะขึ้น คนเริ่มตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ มีคนอยากให้ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดเพราะความกลัว”

และนั่นก็อาจเป็นชะตากรรมในอนาคตของยางนาบนถนนสายนี้ ซึ่งจอห์นก็คิดมาตลอดว่า อยากให้ยางนาเหล่านี้ได้รับการดูแลที่ดี จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว จอหน์ได้รับเชิญเป็นหนึ่งในคณะกรรมการและวิทยากรเรื่องความปลอดภัยในการปีนต้นไม้ ในงานแข่งขันปีนต้นไม้ชิงแชมป์ประเทศไทย ค.ศ. 2019 ทำให้เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่ทำงานสายนี้ในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นรุกขกร ทีมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่ม BIG Trees และเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ซึ่งนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ฟื้นฟูสุขภาพต้นยางนา

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล
John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“ผมได้เจอกับคนไทยหลายกลุ่มที่ทำงานหนักมากเพื่อช่วยต้นไม้ ทั้งติดต่อหน่วยงานราชการ หาทุน ซึ่งผมรู้ว่าไม่ง่าย ผมชื่นชมในความทุ่มเทของพวกเขามาก ผมชอบเวลาที่เห็นคนทำอะไรที่มาจากหัวใจ และนั่นก็ทำให้ผมยินดีมากๆ ที่จะมาช่วยและทำงานร่วมกัน”

แม้สถานการณ์ COVID-19 จะทำให้แผนนี้ถูกเลื่อนออกไป แต่เขายืนยันว่าเมื่อ COVID-19 หมด ก็จะกลับมาแน่นอน

“นี่คือสิ่งแรกในลิสต์ที่อยากทำ คนที่นี่รู้จักต้นไม้ในเขตร้อนดีกว่าผม เป็นโอกาสดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน คุณอาจสอนผมบางอย่าง และผมก็อาจสอนคุณบางอย่าง”

แม้ว่าหนทางข้างหน้าในการดูแลสุขภาพต้นไม้ใหญ่ในเมืองไทยยังอีกยาวไกล แต่หากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา จอห์นก็มองว่ามีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นมาก

“อย่างเมื่อยี่สิบปีก่อน ครอบครัวฝั่งภรรยาผมไม่รู้เลยว่าอาชีพผมทำอะไร แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มีคนทำงานด้านนี้มากขึ้น และอีกอย่างที่ผมสังเกตคือ คนที่ทำอาชีพนี้ในไทยหลายคนเรียนจบสูง จบปริญญา ซึ่งต่างจากตะวันตกที่คนทำงานภาคสนามมักไม่ได้มาทางสายวิชาการ ส่วนคนที่มาทางสายวิชาการก็ไม่มาปีนต้นไม้ นี่คือข้อได้เปรียบที่เมืองไทยมีเหนือหลายๆ ประเทศ”

จอห์นปิดท้ายถึงความหวังในอนาคตของต้นไม้ใหญ่ในเมืองไทย

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

ภาพ : The Royal Court

Writer

Avatar

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นาทีนี้นอกจากชื่อเสียงเรื่องร้านกาแฟ เชียงใหม่ยังเป็นที่รู้จักในฐานะสวรรค์ของคนรักวีแกนและมังสวิรัติ 

ห่างจากตัวเมืองออกไปราว ๆ 1 ชั่วโมง ในอำเภอแม่แตง จำเนียร เอี่ยมเจริญ หรือผู้ใหญ่ใจดีที่ชาวไทยเรียก ‘ป้าตา’ ส่วนชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ‘โอบะซัง’ เชฟอาหารมังสวิรัติวัย 66 ปี ผู้ที่ NHK สถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นเดินทางมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เธอชวนเรามาร่วมชิมอาหารมังสวิรัติสำหรับถวายพระ ณ วัดสวนสุขใจ วัดแสนสงบที่แวดล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี ซึ่งเธอถวายที่ดินของตัวเอง 7 ไร่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสร้างวัดแห่งนี้ให้เกิดเป็นสาธารณประโยชน์แก่ชุมชน

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

“เราอยากคืนสมบัติให้กับโลก อยากให้เกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ถ้าป้าเก็บที่ดินไว้ชื่นชมคนเดียวก็ไม่มีประโยชน์อะไร ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีค่าต่อเมื่อมีคนมาชื่นชมและใช้ประโยชน์” 

หลังผ่านการพูดคุยกันอย่างยาวนานที่บ้านสวนของเธอ The Cloud พบว่า นอกจากป้าตาจะเป็นแม่ครัวที่คร่ำหวอดในวงการ เป็นพุทธศาสนิกชนที่ตั้งมั่นในธรรมะ เธอยังรักษ์โลก รักศิลปะ และรักการช่วยเหลือผู้คนเป็นชีวิตจิตใจ

นี่คือเรื่องราวจากกลางป่าเขาของ ป้าตา โอบะซัง ยอดเชฟอาหารมังฯ ผู้ซ่อนตัวอยู่กับธรรมชาติโดยปราศจากไฟฟ้าและน้ำประปา 

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

แดนอาทิตย์อุทัย

แม้ป้าตาจะซ่อนตัวอยู่อย่างสงบ โชคชะตาก็นำพาฝีมือการทำอาหารมังสวิรัติของป้าไปโด่งดังไกลถึงต่างแดน ผ่านการส่งเด็กน้อยกลับบ้านเกิด

“มีเด็กญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ป้ารู้จักอยากกลับบ้านแต่ไม่มีเงิน ป้าก็เสนอว่าเดี๋ยวป้าจะพาไปทัวร์ญี่ปุ่น เธอมีเพื่อนอยู่ที่ญี่ปุ่นไหม เดี๋ยวป้าออกเงินให้ แล้วเราไปทัวร์ญี่ปุ่นด้วยกัน

“ป้าไปกับเพื่อน ๆ อีก 4-5 คน ช่วยกันลงขันแชร์ค่าใช้จ่าย แล้วป้าก็ได้มีโอกาสไปจัดกาดมั่วเล็ก ๆ ทำอาหารเจขายที่นั่น ป้าเอาวัตถุดิบที่เขามีอยู่แล้วมาประยุกต์ เช่น มิโซะ เราเอามาทำเป็นน้ำสมุนไพรหรือน้ำบูดู ทำข้าวยำบ้าง แล้วได้เงินมาก้อนหนึ่ง ไปออกงาน ลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ไปทอล์กโชว์ หลังจากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียง มีคนญี่ปุ่นติดต่อเข้ามาหาเรื่อย ๆ”

เธอเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเชฟชาวไทยชื่อดัง ขนาดที่ว่า NHK สถานีโทรทัศน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาสัมภาษณ์ และเรียนทำอาหารกับป้าตาถึงที่บ้านสวนสุขใจแห่งนี้ 

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

“ตอน NHK มาสัมภาษณ์ ป้าสอนเขาทำอาหาร ทำลิ้นจี่ลอยแก้ว แล้วเขาเอาสูตรน้ำลิ้นจี่ของป้าไปขายให้บริษัทคิริน กลายเป็นเครื่องดื่มขายดีมาก ถึงขั้นเขาเอารูปป้าไปออกแบบเป็นโลโก้ติดข้างขวด แล้วกลับมาถ่ายทำป้าชิมน้ำลิ้นจี่นี้ด้วย เพื่อไปทำโฆษณาฉายในญี่ปุ่น หลังจากนั้นป้าก็มีชื่อเสียง เขาถึงเรียกป้ากันว่า ป้าตา โอบะซัง”

กระนั้น ฝีมือปรุงอาหารระดับเทพของป้าตาก็ไม่ได้มาง่าย ๆ เธอลับคมเสน่ห์ปลายจวักนี้ตั้งแต่เด็ก โดยมีแม่เป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

มีวันนี้เพราะแม่ให้

“แม่สอนทำอาหารมาตั้งแต่ป้าจำความได้ แม่ชอบทำบุญตักบาตร ทุกวันป้าต้องตื่นตี 5 เพื่อช่วยแม่ทำอาหาร ทั้งตำน้ำพริก หุงข้าว และป้ามีหน้าที่คอยยืนดูพระให้แม่ด้วย พอพระมาก็เรียกแม่ เป็นกิจวัตรประจำวันในวัยเด็กของป้า” เธอเล่าถึงแม่ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ 

“แม่ของป้าเป็นคนขยัน ถ้าถึงฤดูมะม่วง ป้าต้องเดินเท้าจากตลาดสำเหร่ไปที่วัดกัลยาฯ สมัยนั้นเรือสำปั้นจอดเต็มท่าน้ำหน้าวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่จะไปซื้อมะม่วงจากเรือ เลือกซื้อมะม่วงที่เป็นตำหนิเอามากวน กลับบ้านมาช่วยแม่ปอกและกวนมะม่วง เช้ามาก็ช่วยแม่ตาก พอตากแห้งเสร็จ ป้าก็ม้วนใส่กระดาษแก้ว เอาไปขายที่โรงเรียน ส่วนแม่เอาไปขายให้ชาวบ้าน

“แม่บริหารจัดการการเงินเก่งมาก ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ บางวันแม่ไปขายกล้วยเสร็จ ขากลับถ้ามีกล้วยเหลือ แม่จะหาบกลับบ้านจากวงเวียนใหญ่ถึงสำเหร่ แม่มักจะไม่กลับบ้านพร้อมหาบเปล่า ถ้าระหว่างทางเจอถุงพลาสติก กระดาษ หรือฟืน แม่จะเก็บใส่หาบกลับมา เมื่อมาถึงบ้าน ป้าจะช่วยแม่ล้างถุงพลาสติกเก่า มัดตากแห้งไว้ แล้วรัดไปชั่งกิโลขาย ส่วนวันไหนที่ได้กระดาษหรือกล่องมา แม่จะเอามาปูทับ ๆ กัน แล้วเอาไปชั่งกิโลขาย ส่วนฟืนแม่เก็บมาใช้หุงข้าว”

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

เธอเองก็ได้นิสัยนี้มาจากแม่เต็ม ๆ ที่เห็นอะไรแล้วก็เกิดประโยชน์ทั้งหมด ไม่ทิ้งของ เช่น ถ้ามีข้าวติดก้นหม้อ แม่ก็เอาน้ำแช่ไว้แล้วกรองใส่ตะแกรง ตากแห้ง เก็บเอาไปทำขนม ป้าตาจึงมักจะได้กินขนมไข่มด ข้าวตู ข้าวคั่วโรยมะพร้าวน้ำตาล

“ป้าชอบการแปรรูปของต่าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ โดยเฉพาะพวกของเหลือใช้ เพราะสมัยก่อนไม่ค่อยมีของเล่น” เธอว่าต่อ

“แม่ซื้อโจงกระเบนมาตัดเป็นผ้าถุง พอมีเศษผ้าเหลือ ป้าก็เอามาหัดเย็บใส่นุ่นทำเป็นตุ๊กตา ข้างบ้านเขาทำขนมตาลขาย ก็ขอเอาหัวตาลมาล้างทำความสะอาดจนกระทั่งเป็นสีขาว แล้วขูดให้เป็นใบหน้า เขียนรูปตา ถักเปีย ทำเป็นตุ๊กตา บางวันเดินทางไปเรียนหนังสือ ป้าเห็นกองขยะก็เข้าไปคุ้ยดูว่ามีอะไรให้เราเล่นได้บ้าง บางครั้งได้รองเท้าส้นสูง ลิปสติก ก็เอามาทาปากเล่นลิเกกัน”

หากจะเรียกป้าตาว่าเป็นนักรีไซเคิลและสาวรักษ์โลกรุ่นเก๋าก็คงไม่ผิดแปลกอะไร แต่ใครเล่าจะรู้ว่าอีกหลายสิบปีต่อมา ตุ๊กตาที่ป้าตาชื่นชอบจะนำพาหนี้หลักล้านมาให้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ IMF ที่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตไปตลอดกาล

ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ
ป้าตา โอบะซัง เชฟวัย 66 ผู้อุทิศชีวิตให้อาหารมังสวิรัติและธรรมะกลางป่าโดยปราศจากน้ำไฟ

พืช – ล้ม – ลุก

“ชีวิตป้าผ่านอะไรมาเยอะ เรียนจบเลขา ทำงานบริษัททัวร์ อาชีพเสริมคือทำตุ๊กตาผ้า หัดจากหนังสือกุลสตรี เรียนรู้ด้วยตัวเองไปเรื่อย ๆ จนทำโรงงานตุ๊กตาส่งออกแล้วเจ๊ง ช่วงนั้นเกิดความโลภ แล้ววิกฤต IMF เข้ามาพอดี ทำให้ป้าขาดทุนหนัก กลายเป็นหนี้หลักล้าน ต้องเอาบ้านไปจำนอง เอาของไปจำนำ ชีวิตตั้งแต่สาวมามีแต่หนี้ เคยคิดว่าเมื่อไรจะพ้นหนี้สักที

“แต่การที่ป้าต้องเจอสภาวะยากลำบากแบบนั้น ทำให้ความทุกข์มันบีบคั้น ป้าจึงเริ่มศึกษาว่าชีวิตคนเราเกิดมาเพื่ออะไร ป้าก็ได้คิดได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง เริ่มปรับมุมมองความคิดใหม่ ถ้ารวยแล้วโง่ ขอไม่รวยดีกว่า ขออยู่อย่างมีบ้าง ไม่มีบ้าง

“ก่อนหน้านี้ตอนมีเงินเยอะ ๆ ป้าเรี่ยราดใช้หมด เป็นคนใช้เงินเละเทะ แต่เมื่อถึงเวลาไม่มี ได้เงินร้อยสองร้อยก็ดีใจมาก รู้สึกว่าชีวิตมันได้ลุ้นไปวัน ๆ มีรสชาติดี การมีเงินตลอดเวลาทำให้เราหลงระเริงเพลิดเพลินไปกับทรัพย์สมบัติ” อดีตนักธุรกิจสาวเล่าต่อถึงจุดเริ่มต้นการเป็นแม่ครัวแบบเต็มตัว

“การทำอาหารฝังอยู่ในสายเลือดของป้า” เธอย้ำถึงแม่ “ตุ๊กตามันกินไม่ได้ มาทำของกินขายดีกว่า”

หลังเจอพิษเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ป้าตาหันมาเปิดร้านข้าวแกงกับขนมจีนใส่หม้อดิน แน่นอนว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วยรสชาติถูกปากลูกค้า แต่แล้วป้าก็ตัดสินใจล้มเลิกกิจการ หันไปเข้าวัดปฏิบัติธรรมผ่านการทำอาหาร

“ลูกค้าหลายคนบ่นเสียดาย บอกว่ารวยก่อนแล้วค่อยเข้าวัดก็ได้ แต่เราบอกไม่เอา ฉันกลัวตายก่อนจะรวย ป้าก็ตัดสินใจเข้าวัดเลยดีกว่า

“พอหันไปเข้าวัดก็ได้อบรมปฏิบัติธรรมด้วยการทำอาหาร ไปเป็นแม่ครัวอยู่ที่วัด ทำกับข้าวเลี้ยงคนเป็นร้อย ๆ หลังจากนั้นก็เริ่มออกมาจัดงานข้างนอกบ้าง แต่ป้าก็ยังหมั่นไปวัด ทำความดี ฝึกภาวนา ฝึกตัวเอง

“เราเริ่มฉลาดในการใช้ชีวิตมากขึ้น รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร รู้จักการบริหารจัดการ ชีวิตที่ผิดพลาดมาก็เพราะเราบริหารจัดการไม่เป็น เราตามใจตัวเองด้วยอำนาจของกิเลส เมื่ออยากได้อะไร ก็ซื้อ ๆๆ จนเบื่อ พอเบื่อก็ทิ้งเป็นขยะเต็มบ้าน ตอนย้ายมาอยู่หลังบ้านนี้ ป้าแจกของให้คนอื่นไปเต็มสิบล้อ”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

เล่นแร่ แปรรูป

พ.ศ. 2536 คือปีที่ป้าตาหันเข้าหาทางธรรมอย่างเต็มตัว เธอพบว่าครูบาอาจารย์ฉันมังสวิรัติเป็นปกติ จึงเริ่มกินและปรุงอาหารมังสวิรัติ

“มังสวิรัติคือการไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ทุกชนิด การแปรรูปอาหารของป้าอาจไม่เหมือนการแปรรูปอย่างโรงงานทั่วไป เราเอาเห็ดมาสับ ๆ แล้วก็ใส่พริกแกงผสมไข่บ้าง ใส่แป้งถั่วเขียว แค่นั้นเลย ป้าแปรรูปโดยไม่ผ่านกระบวนการสลับซับซ้อน ไม่ใส่ผงชูรส และคุณค่าอาหารก็ยังคงอยู่

“ป้ากินมังฯ มาหลายปีแล้ว ไม่รู้สึกอยากกินเนื้อสัตว์เลย แต่เราก็อยู่ร่วมกับทุกคนได้ เวลาไปเที่ยว ป้าก็หิ้วอาหารของป้าไป บางคนมาแย่งอาหารมังสวิรัติของป้ากินอีกต่างหาก ป้าไม่ได้รังเกียจคนที่กินเนื้อสัตว์ และไม่เคยคิดว่าคนกินเนื้อเบียดเบียนสัตว์ เรานั่งร่วมวงกับคนอื่นเขาได้ เขาอร่อยอาหารของเขา เราก็อร่อยอาหารของเรา”

หากถามถึงเคล็ดลับก้นครัวของป้าตา เธอบอกว่า “ป้าใช้ใจทำอาหารทุกอย่าง ประณีตและไม่ตระหนี่ อาหารเป็นเรื่องศิลปะ เวลาปรุงอาหาร ป้าหยิบใส่ แล้วจะออกมาอร่อยได้อย่างไร ป้ารู้ในตัวของมันเอง”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

อาหาร 0 ดาว

อาหารมังสวิรัติของป้าตาไม่เคยได้รับดาวหรือป้ายการันตีความอร่อยใด ๆ แต่ฝีมือของเธอเป็นที่ร่ำลือ และเชฟชื่อดังหลายคนให้การยอมรับ พร้อมบอกเล่าปากต่อปาก

“ป้าทำอาหารมังฯ ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแกงหรือต้ม บางคนกินอาหารของป้ายังไม่รู้เลยว่าเป็นมังสวิรัติ ส่วนใหญ่พอลองได้กินแล้วบอกอร่อยกว่าอาหารปกติอีก บางครั้งจิตใจคนเราพอรู้ว่าเป็นอาหารมังสวิรัติแล้วต่อต้าน อาจจะคิดว่าไม่อร่อย จริง ๆ เมนูเนื้อสัตว์ไม่อร่อยก็มี มันอยู่ที่ศิลปะการทำอาหารและการเลือกวัตถุดิบมาใช้มากกว่า

“ป้าไม่เคยคิดจะเข้าประกวดแข่งขันอะไร คิดแค่ว่าการทำดีไม่ต้องมีการประกวด มันเป็นเรื่องที่คนเขาศรัทธาและยอมรับกันเอง ป้าอยากทำอาหารที่คนกินไม่เสียความรู้สึก ทำด้วยความตั้งใจ คนอื่นกินแล้วสุขใจ เราก็ดีใจแล้ว”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงในการพูดคุยกับป้าตา เรามักได้ยินเธอเปรียบเทียบการใช้ชีวิตกับการทำอาหารเสมอ

“การทำอาหารมังสวิรัติก็เหมือนทุกวันที่เราได้ทำความรู้จักและเรียนรู้มนุษย์” เธอว่า “คนเรามีทั้งดีและไม่ดีแตกต่างกันไป แต่เราจะเลือกเอาส่วนดีมาใช้ ส่วนไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขา เหมือนที่เราต้องรู้จักเอาส่วนดีของวัตถุดิบมาปรับใช้กับเมนูของเรา 

“บางอย่างมีรสเปรี้ยว ฝาด ขม บางอย่างโตอยู่ใต้ดิน ถ้าเราอยากจะทำกล้วยบวชชี นิสัยของกล้วยมีความฝาดและมียาง พอสุกแล้วอาจมีรสหวานอมฝาด แล้วเราต้องทำอย่างไร ก็ต้องเอามาต้มด้วยน้ำเย็นเสียก่อน ใช้น้ำเดือดก็ไม่ได้ เราต้องหมั่นสังเกตสิ่งเหล่านี้ และต้องเรียนรู้ศิลปะการจัดการธรรมชาติ”

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน
ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

“เช่นเดียวกับคนเรา ถ้าเจอคนนิสัยไม่ดี เราก็ต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ และเรียนรู้ว่าคนนี้มีดีหรือไม่ดี เราควรจะคบแบบห่าง ๆ หรือใกล้ ๆ หรือถ้าคนนี้เป็นบัณฑิต เราควรเข้าใกล้เพื่อจะได้ศึกษาเรื่องต่าง ๆ ให้เขาถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้มาที่เรา”

ในอนาคตป้าตามีแผนจะเปิดบ้าน พร้อมปรุงและเสิร์ฟอาหารมังสวิรัติฝีมือตัวเองให้คนอื่นได้ลองชิมในบรรยากาศเรียบง่ายแสนสงบสุข แต่ออกตัวก่อนเลยว่า ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่เป็นการมาเที่ยวสวนสุขใจของเธอ

“อยากให้ทุกคนได้ลองมาเรียนรู้วิถีชีวิตที่ไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปา ป้าจะสอนตั้งแต่การหุงข้าว การติดเตาด้วยฟืน พร้อมฝึกให้มีสติ สมาธิ ปัญญา ฝึกการแก้ไข ฝึกการสังเกต ฝึกการเคลื่อนไหว 

“นอกจากนี้ ป้าจะสอนการเดินจงกรม การปฏิบัติธรรม การนั่งสมาธิ เพื่อเอามาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ถึงแม้ว่าป้าไม่ใช่นักบวชหรือแม่ชี แต่ป้าก็อยากถ่ายทอดในสิ่งที่ป้ามีอยู่ให้กับทุกคน เพราะในอนาคตบ้านเมืองของเรายิ่งเจริญมากขึ้น คนยิ่งมีความทุกข์มากขึ้น

“เมื่อเราฝึกสิ่งเหล่านี้ในทุกวัน ๆ จะทำให้เรามีสติ อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยของการสร้างอนาคต เราจะไม่ตกใจกลัวแม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม เราจะอยู่ด้วยความมั่นใจในตัวเอง” ป้าตาทิ้งท้าย

ชีวิตสมถะที่ไม่เบียดเบียนคน สัตว์ และโลก ของ ป้าตา โอบะซัง เชฟอาหารมังสวิรัติผู้ถวายที่ดินสร้างวัดสวนสุขใจ จ.เชียงใหม่ ให้ชุมชน

Writer

Avatar

นันทรัตน์ สันติมณีรัตน์

นักเขียนฟรีแลนซ์ที่ชอบทดลองทำหลายอาชีพ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load