เมื่อพูดถึงประเทศนอร์เวย์ หลายคนอาจนึกถึงความหนาว หิมะ หรือแสงเหนือ แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างที่นอร์เวย์มีเยอะไม่แพ้กันก็คือ ‘พื้นที่สีเขียว’ และ ‘ต้นไม้’ จากข้อมูลใน ค.ศ. 2018 พบว่ากรุงออสโล (เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์) มีพื้นที่สีเขียวต่อคนถึง 39.05 ตารางเมตร ในขณะที่กรุงเทพฯ มีแค่ 6.9 ตารางเมตร

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

Royal Palace Park คือสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงออสโล แม้ว่าสวนแห่งนี้จะเป็นของราชสำนักและอยู่ล้อมรอบพระราชวัง แต่ที่นี่ก็เปิดให้คนทั่วไปมาใช้ประโยชน์ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งต้นไม้ทุกต้นก็ได้รับการดูแลอย่างดี เบื้องหลังความสวยงามของต้นไม้ที่นี่ คือผลงานของ จอห์น ดิดส์ โคลส์ (John Didj Coles)  รุกขกรประจำราชสำนักนอร์เวย์ (ใช่แล้ว ที่นี่มีรุกขกรประจำพระราชวัง) โดยเขามีหน้าที่ดูแลต้นไม้ในเขตราชสำนักทุกต้น ตั้งแต่วางแผนการปลูก ไปจนถึงการดูแลรักษาและตัดแต่ง

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“คนนอร์เวย์มีความใกล้ชิดและผูกพันกับธรรมชาติ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภูมิประเทศที่มีป่าเขาและพื้นที่ธรรมชาติเยอะ แค่ขับรถครึ่งชั่วโมงจากเมืองหลวงออสโลก็ไปอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติได้แล้ว ส่วนในเขตเมือง เราก็ให้ความสำคัญกับสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียว”

เมื่อต้นไม้ถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้คนที่นี่ อาชีพหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ‘รุกกร

ทำไมต้นไม้ต้องการรุกขกร

“โดยทั่วไปต้นไม้ในป่าไม่ต้องการมนุษย์หรอก ต้นไม้อยู่บนโลกมาเป็นล้านๆ ปีก่อนจะมีมนุษย์อีก แต่ถ้าพูดถึงต้นไม้ในเมืองที่ต้องอยู่คู่กับสิ่งปลูกสร้าง อยู่ใกล้บ้านเรือน มันจำเป็นต้องมีคนที่มีทักษะความรู้มาดูแล”

จอห์นเล่าให้ฟังถึงความแตกต่างระหว่างต้นไม้ในป่ากับต้นไม้ในเมือง ถ้าเราปล่อยให้ต้นไม้ในเมืองโตตามธรรมชาติโดยไม่ตัดแต่งดูแล รากของต้นไม้ก็จะขยายแผ่กว้างไปเรื่อยๆ จนอาจรบกวนฐานรากสิ่งปลูกสร้างหรือท่อประปา ส่วนกิ่งก้านก็จะแผ่ไปทุกทิศทาง อาจไปพันสายไฟฟ้า เข้าไปในอาคาร หรือกิ่งหักเป็นอันตรายต่อผู้สัญจร

“ตามธรรมชาติ ต้นไม้จะโตเข้าหาแสง ถ้าเป็นในป่าที่ต้นไม้หนาแน่น การเติบโตของต้นไม้จะเป็นไปในทางเพิ่มความสูงเพื่อแข่งกันหาแสง ซึ่งไม่มีปัญหากับแรงโน้มถ่วง แต่ต้นไม้ในเมืองซึ่งมักอยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง การเติบโตมักเป็นการแผ่กิ่งก้านไปด้านข้างทุกทิศทาง หากการแตกกิ่งไม่สมดุล แม้ต้นไม้จะแข็งแรง แต่ก็สู้แรงโน้มถ่วงไม่ได้ สุดท้ายอาจล้มหรือกิ่งหัก เป็นอันตรายต่อผู้คนและทรัพย์สิน”

แม้โดยอาชีพ รุกขกรคือคนที่ดูแลต้นไม้ แต่หากมองให้ลึกจริงๆ แล้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นคนที่ดูแลความปลอดภัยของมนุษย์ด้วยเช่นกัน

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“หลายประเทศในยุโรป ถ้าต้นไม้ไม่ได้รับการดูแลและเกิดอุบัติเหตุขึ้น เช่นถ้าถนนสายหนึ่งมีต้นไม้สวยมากๆ ตลอดสองข้างทาง แต่ไม่ได้รับการดูแล วันหนึ่งบังเอิญกิ่งไม้หักลงมาทับผู้หญิงที่กำลังเข็นรถเข็นลูก เหตุการณ์นั้นจะทำให้ทุกคนกลัว และต้นไม้ทั้งหมดจะถูกตัด เพียงเพราะมัน ‘อาจจะ’ ไม่ปลอดภัย นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยในยุโรปช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งต้นไม้ถูกตัดด้วยเหตุผลแค่ว่าไม่มีใครอยากเสี่ยง โดยที่ไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบหรือประเมินก่อนเลย”

จอห์นพูดถึงความจริงที่น่าเศร้า ทั้งที่จริงแล้ว หากเพียงแค่ต้นไม้เหล่านั้นได้รับการตัดแต่งดูแลอย่างถูกวิธีจากผู้เชี่ยวชาญ ต้นไม้ก็จะไม่เป็นอันตราย แถมสร้างประโยชน์มากกว่าการตัดทิ้งหลายเท่า

“หน้าที่ของเราคือ Save trees from people และ Save people from trees (ช่วยต้นไม้ให้ปลอดภัยจากคน และช่วยคนให้ปลอดภัยจากต้นไม้) โดยเราเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างต้นไม้กับผู้คน เราพูดแทนต้นไม้เพราะเราเข้าใจต้นไม้ เราไม่อยากให้ต้นไม้ทำให้คนบาดเจ็บ เมื่อผู้คนไม่ต้องกังวลว่าต้นไม้จะไม่ปลอดภัย ก็ไม่มีใครคิดจะตัดต้นไม้” จอห์นสรุป

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

การดูแลต้นไม้ในฐานะรุกขกร 

เขาเล่าว่า ต้องเริ่มตั้งแต่รู้จักสายพันธุ์ต้นไม้และความต้องการที่ต่างกันของต้นไม้แต่ละชนิด การเลือกปลูกในที่ที่เหมาะสม โดยประเมินว่าต้นไม้จะมีดิน น้ำ แสงแดด เพียงพอต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพหรือไม่ หลังจากปลูกแล้วต้องมีการตัดแต่งดูแล ประเมินสุขภาพรายปี ไม่ต่างจากคุณหมอที่ดูแลสุขภาพของคนไข้

“เวลาผมปลูกหรือตัดแต่งดูแลต้นไม้ ผมไม่ได้มองแค่ว่าสิ่งที่ผมทำจะส่งผลอะไรในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ แต่มองว่ามันจะส่งผลอะไรในหนึ่งร้อยปีหรือสองร้อยปีข้างหน้า ถ้าผมปลูกตรงนี้ มันจะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับเติบโตถึงร้อยปีข้างหน้าไหม เพื่อที่จะได้ตัดสินใจได้ถูกต้อง”

ท่ามกลางการขยายตัวของเมืองและการเพิ่มของประชากร แน่นอนว่าพื้นที่สำหรับต้นไม้ย่อมมีน้อยลง ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญของต้นไม้ในเมืองทั่วโลก การจัดหาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“ต้นไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสี่สิบเจ็ดเซนติเมตร สูงแปดถึงสิบเมตร ซึ่งถือเป็นต้นไม้ขนาดกลาง ต้องการดินถึงสามสิบลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับราคาของที่ดินในเมือง ทำให้ต้นไม้ใหญ่หลายต้นมีดินและน้ำไม่เพียงพอ เพราะเมื่อพื้นในเมืองส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต น้ำซึมทะลุลงไปไม่ได้ ฝนที่ตกมาก็ไหลลงท่อแทนที่จะได้กักเก็บไว้ใต้ดิน”

ผลก็คือสุขภาพต้นไม้ย่ำแย่ ทางออกหนึ่งก็อาจเป็นการเลือกชนิดต้นไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มี แต่ข้อเสียก็คือ ตามอาคารบ้านเรือนก็จะมีแต่ต้นไม้เล็กๆ ที่ไม่ได้ให้ประโยชน์เชิงนิเวศมากนัก นอกจากความสบายตา ทางออกที่ดีกว่าที่จอห์นแนะนำคือ การแบ่งพื้นที่เมืองส่วนหนึ่งให้เป็นพื้นที่สำหรับต้นไม้ใหญ่โดยเฉพาะ

“วิธีคือสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เช่นสวนสาธารณะที่ต้นไม้ใหญ่เติบโตได้โดยมีดินเพียงพอ และที่สำคัญคือ ในการสร้างอาคาร ควรมีการวางแผนร่วมกันระหว่างสถาปนิก รุกขกร และนักนิเวศวิทยา เพื่อจัดสรรให้ต้นไม้อยู่ร่วมกับเมืองอย่างเหมาะสม เพราะคนไม่สามารถอยู่ในป่าคอนกรีตอย่างเดียว”

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

ความสุขของรุกขกร

จากเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อเป็นรุกขกร ได้ตามพ่อไปทำงาน ได้เป็นลูกมือช่วยส่งเครื่องมือให้พ่อ ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเลือกเส้นทางสายนี้เมื่อโตขึ้น

“เป็นธรรมชาติของเด็กผู้ชายอยู่แล้วที่สนุกกับการได้วิ่งเล่น ทำอะไรที่น่าตื่นเต้น มีเครื่องมือต่างๆ ได้ปีนต้นไม้ แล้วพอคุณใช้เวลากับอะไรมากๆ มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณ ซึ่งผมดีใจมากที่ผมเลือกเส้นทางสายนี้”

จากในอดีตที่เด็กชายจอห์นเคยยืนดูพ่อปีนต้นไม้ มาวันนี้เขาก็กลายเป็นชายบนต้นไม้ที่มีเด็กๆ มายืนล้อมดูอยู่ข้างล่างด้วยความตื่นเต้น หลายครั้งเมื่อเขาลงมา ก็มีเด็กๆ มารุมล้อมพร้อมคำถามมากมาย ซึ่งจอห์นก็ยินดีตอบคำถามเด็กๆ ด้วยความเต็มใจ เขาชอบเล่าให้เด็กๆ ฟังว่าต้นไม้เจ๋งแค่ไหน เช่น ต้นไม้ช่วยสร้างออกซิเจนให้เราหายใจ ช่วยกักเก็บน้ำในระบบราก ทำให้น้ำไม่ท่วม รวมถึงการที่ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

“ผมรู้สึกว่าเด็กๆ เขามีความสามารถในการเข้าใจสิ่งต่างๆ ในระดับที่ต่างจากเรา เมื่อพูดถึงต้นไม้ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขาจะมีจินตนาการ ซึ่งผมคิดว่าถ้ามีการสอนเรื่องต้นไม้ให้เขาเข้าใจตั้งแต่เด็กๆ โตมาเขาก็จะเคารพต้นไม้ เคารพธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้โลกเรามีปัญหาน้อยลงมาก”

เมื่อถามถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จอห์นได้เรียนรู้จากการทำอาชีพนี้ เขาก็ตอบว่า คือการได้ตระหนักถึงความไม่ยั่งยืนของชีวิตมนุษย์

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“ผมทำงานกับสิ่งมีชีวิตที่มีอายุหลายร้อยปี และอาจจะมีชีวิตอยู่ไปอีกหลายร้อยปีข้างหน้าจากการช่วยเหลือของเรา แต่เราไม่สามารถอยู่จนเห็นวันนั้น นี่จึงเป็นเหมือนมรดกที่เราทิ้งไว้ เป็นความรับผิดชอบที่ไปไกลกว่าอายุขัยของเรา เหมือนผมมีโอกาสเห็นอนาคตที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็น

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นขยะในมหาสมุทร มลพิษ โลกร้อน ทั้งหมดก็มาจากการที่มนุษย์คิดระยะสั้น มองแค่อายุขัยตัวเอง แต่ไม่ได้มองถึงอนาคตของโลกในอีกสองร้อยปีข้างหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ต้นไม้ถูกตัดเพื่อสร้างตึกสร้างอาคาร ความยากคือการทำให้คนเข้าใจ ว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของโลก เราเป็นแค่ส่วนหนึ่ง”

ตลอดชีวิตการทำงานของรุกขกรชาวนอร์เวย์คนนี้ เขาไม่เพียงแต่ดูแลต้นไม้ในราชสำนักนอร์เวย์เท่านั้น แต่เขายังทำงานกับรุกขกรทั่วโลก และได้เดินทางไปทำงานช่วยต้นไม้ในหลายๆ ประเทศ อีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมการการแข่งขันปีนต้นไม้ระดับนานาชาติ (International Tree Climbing Championships)

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“เมื่อคุณทำงานกับต้นไม้ที่อายุหลายร้อยปี หรือต้นไม้ใหญ่ที่ไม่รู้กี่คนโอบ เช่น ต้นสนยักษ์ (Giant Sequoia) เป็นสิ่งที่คุณจะไม่มีวันลืม การได้เห็นต้นไม้เหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกถ่อมตัว รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กราวกับมด อายุสั้นนิดเดียว และการได้เห็นความเกี่ยวโยงของระบบนิเวศ ได้เห็นสิ่งมีชีวิตนักปีนป่ายตัวจิ๋วๆ ตามกิ่งก้านต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นแมลง ไลเคน ไม้อากาศ (Air Plants) ก็เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ ผมรู้สึกโชคดีมากที่มีโอกาสได้เห็นต้นไม้ที่น่ามหัศจรรย์มากมายบนโลกใบนี้ และผมจำได้ทุกต้น”

รุกขกรชาวนอร์เวย์เล่าความรู้สึก ซึ่งทุกครั้งที่ได้ปีนขึ้นไปยืนบนกิ่งก้านของคุณปู่ต้นไม้ใหญ่ นั่นคือความรู้สึกที่ประเมินค่าไม่ได้

“มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก สำหรับต้นไม้บางต้น ผมคิดว่ามีคนได้ไปเหยียบดวงจันทร์มากกว่าคนที่ได้มายืนบนยอดของต้นไม้ต้นนี้เสียอีก มันเป็นความพิเศษที่คุณเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกที่ได้เห็นความสวยงามในมุมนี้”

จากนอร์เวย์ถึงเชียงใหม่ และภารกิจช่วยต้นยางนา

นับตั้งแต่ยุค 90 ที่จอห์นมาเมืองไทยครั้งแรกในฐานะนักท่องเที่ยวแบกแพ็กเกอร์ หลังจากนั้น โชคชะตาก็พาให้เขาได้พบกับภรรยาชาวไทยซึ่งเป็นคนเชียงใหม่ และนับจากนั้น เชียงใหม่ก็เปรียบดังบ้านหลังที่สองของเขา ซึ่งหนึ่งในหลายสิ่งที่เขาประทับใจเกี่ยวกับเมืองไทย ก็คือการได้เห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ร่วมกับผู้คนในเขตเมืองได้ โดยเฉพาะต้นยางนาขนาดใหญ่ตลอดถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน

“มีไม่กี่ที่ในโลกที่มีต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้ในเขตเมือง ผมเคยอ่านบันทึกในยุค 1996 ที่พูดถึงประวัติของต้นยางนาที่นี่ว่ามีทั้งหมด 1,047 ต้น ผมรู้สึกว่านี่เป็นความพิเศษมากที่มีต้นไม้ใหญ่ขนาดนั้นบนถนนที่ตัดผ่านเมือง

“ผมรู้สึกว่านิสัยสบายๆ ‘ไม่เป็นไร’ ของคนไทย อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยชีวิตต้นไม้ใหญ่หลายๆ ต้นไว้ เพราะเขาไม่กังวลว่าต้นไม้จะโค่นหรือกิ่งหักมาทับบ้านหรือเปล่า ทำให้คนอยู่ร่วมกับต้นไม้ใหญ่ได้ ในขณะที่ถ้าเป็นอเมริกาหรือยุโรปบางประเทศ ต้นไม้นั้นอาจถูกตัดไปแล้วเพราะอยู่ใกล้บ้านเรือน ไม่มีใครอยากเสี่ยง เพราะถ้ากิ่งหักหรือโค่นมาทำคนบาดเจ็บ อาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก แต่ในยุคหลังๆ มีแนวคิดตะวันตกเข้ามาเยอะขึ้น คนเริ่มตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ มีคนอยากให้ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดเพราะความกลัว”

และนั่นก็อาจเป็นชะตากรรมในอนาคตของยางนาบนถนนสายนี้ ซึ่งจอห์นก็คิดมาตลอดว่า อยากให้ยางนาเหล่านี้ได้รับการดูแลที่ดี จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว จอหน์ได้รับเชิญเป็นหนึ่งในคณะกรรมการและวิทยากรเรื่องความปลอดภัยในการปีนต้นไม้ ในงานแข่งขันปีนต้นไม้ชิงแชมป์ประเทศไทย ค.ศ. 2019 ทำให้เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่ทำงานสายนี้ในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นรุกขกร ทีมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่ม BIG Trees และเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ซึ่งนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ฟื้นฟูสุขภาพต้นยางนา

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล
John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“ผมได้เจอกับคนไทยหลายกลุ่มที่ทำงานหนักมากเพื่อช่วยต้นไม้ ทั้งติดต่อหน่วยงานราชการ หาทุน ซึ่งผมรู้ว่าไม่ง่าย ผมชื่นชมในความทุ่มเทของพวกเขามาก ผมชอบเวลาที่เห็นคนทำอะไรที่มาจากหัวใจ และนั่นก็ทำให้ผมยินดีมากๆ ที่จะมาช่วยและทำงานร่วมกัน”

แม้สถานการณ์ COVID-19 จะทำให้แผนนี้ถูกเลื่อนออกไป แต่เขายืนยันว่าเมื่อ COVID-19 หมด ก็จะกลับมาแน่นอน

“นี่คือสิ่งแรกในลิสต์ที่อยากทำ คนที่นี่รู้จักต้นไม้ในเขตร้อนดีกว่าผม เป็นโอกาสดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน คุณอาจสอนผมบางอย่าง และผมก็อาจสอนคุณบางอย่าง”

แม้ว่าหนทางข้างหน้าในการดูแลสุขภาพต้นไม้ใหญ่ในเมืองไทยยังอีกยาวไกล แต่หากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา จอห์นก็มองว่ามีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นมาก

“อย่างเมื่อยี่สิบปีก่อน ครอบครัวฝั่งภรรยาผมไม่รู้เลยว่าอาชีพผมทำอะไร แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มีคนทำงานด้านนี้มากขึ้น และอีกอย่างที่ผมสังเกตคือ คนที่ทำอาชีพนี้ในไทยหลายคนเรียนจบสูง จบปริญญา ซึ่งต่างจากตะวันตกที่คนทำงานภาคสนามมักไม่ได้มาทางสายวิชาการ ส่วนคนที่มาทางสายวิชาการก็ไม่มาปีนต้นไม้ นี่คือข้อได้เปรียบที่เมืองไทยมีเหนือหลายๆ ประเทศ”

จอห์นปิดท้ายถึงความหวังในอนาคตของต้นไม้ใหญ่ในเมืองไทย

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

ภาพ : The Royal Court

Writer

Avatar

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load