เมื่อพูดถึงประเทศนอร์เวย์ หลายคนอาจนึกถึงความหนาว หิมะ หรือแสงเหนือ แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างที่นอร์เวย์มีเยอะไม่แพ้กันก็คือ ‘พื้นที่สีเขียว’ และ ‘ต้นไม้’ จากข้อมูลใน ค.ศ. 2018 พบว่ากรุงออสโล (เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์) มีพื้นที่สีเขียวต่อคนถึง 39.05 ตารางเมตร ในขณะที่กรุงเทพฯ มีแค่ 6.9 ตารางเมตร

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

Royal Palace Park คือสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงออสโล แม้ว่าสวนแห่งนี้จะเป็นของราชสำนักและอยู่ล้อมรอบพระราชวัง แต่ที่นี่ก็เปิดให้คนทั่วไปมาใช้ประโยชน์ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งต้นไม้ทุกต้นก็ได้รับการดูแลอย่างดี เบื้องหลังความสวยงามของต้นไม้ที่นี่ คือผลงานของ จอห์น ดิดส์ โคลส์ (John Didj Coles)  รุกขกรประจำราชสำนักนอร์เวย์ (ใช่แล้ว ที่นี่มีรุกขกรประจำพระราชวัง) โดยเขามีหน้าที่ดูแลต้นไม้ในเขตราชสำนักทุกต้น ตั้งแต่วางแผนการปลูก ไปจนถึงการดูแลรักษาและตัดแต่ง

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“คนนอร์เวย์มีความใกล้ชิดและผูกพันกับธรรมชาติ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภูมิประเทศที่มีป่าเขาและพื้นที่ธรรมชาติเยอะ แค่ขับรถครึ่งชั่วโมงจากเมืองหลวงออสโลก็ไปอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติได้แล้ว ส่วนในเขตเมือง เราก็ให้ความสำคัญกับสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียว”

เมื่อต้นไม้ถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้คนที่นี่ อาชีพหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ‘รุกกร

ทำไมต้นไม้ต้องการรุกขกร

“โดยทั่วไปต้นไม้ในป่าไม่ต้องการมนุษย์หรอก ต้นไม้อยู่บนโลกมาเป็นล้านๆ ปีก่อนจะมีมนุษย์อีก แต่ถ้าพูดถึงต้นไม้ในเมืองที่ต้องอยู่คู่กับสิ่งปลูกสร้าง อยู่ใกล้บ้านเรือน มันจำเป็นต้องมีคนที่มีทักษะความรู้มาดูแล”

จอห์นเล่าให้ฟังถึงความแตกต่างระหว่างต้นไม้ในป่ากับต้นไม้ในเมือง ถ้าเราปล่อยให้ต้นไม้ในเมืองโตตามธรรมชาติโดยไม่ตัดแต่งดูแล รากของต้นไม้ก็จะขยายแผ่กว้างไปเรื่อยๆ จนอาจรบกวนฐานรากสิ่งปลูกสร้างหรือท่อประปา ส่วนกิ่งก้านก็จะแผ่ไปทุกทิศทาง อาจไปพันสายไฟฟ้า เข้าไปในอาคาร หรือกิ่งหักเป็นอันตรายต่อผู้สัญจร

“ตามธรรมชาติ ต้นไม้จะโตเข้าหาแสง ถ้าเป็นในป่าที่ต้นไม้หนาแน่น การเติบโตของต้นไม้จะเป็นไปในทางเพิ่มความสูงเพื่อแข่งกันหาแสง ซึ่งไม่มีปัญหากับแรงโน้มถ่วง แต่ต้นไม้ในเมืองซึ่งมักอยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง การเติบโตมักเป็นการแผ่กิ่งก้านไปด้านข้างทุกทิศทาง หากการแตกกิ่งไม่สมดุล แม้ต้นไม้จะแข็งแรง แต่ก็สู้แรงโน้มถ่วงไม่ได้ สุดท้ายอาจล้มหรือกิ่งหัก เป็นอันตรายต่อผู้คนและทรัพย์สิน”

แม้โดยอาชีพ รุกขกรคือคนที่ดูแลต้นไม้ แต่หากมองให้ลึกจริงๆ แล้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นคนที่ดูแลความปลอดภัยของมนุษย์ด้วยเช่นกัน

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“หลายประเทศในยุโรป ถ้าต้นไม้ไม่ได้รับการดูแลและเกิดอุบัติเหตุขึ้น เช่นถ้าถนนสายหนึ่งมีต้นไม้สวยมากๆ ตลอดสองข้างทาง แต่ไม่ได้รับการดูแล วันหนึ่งบังเอิญกิ่งไม้หักลงมาทับผู้หญิงที่กำลังเข็นรถเข็นลูก เหตุการณ์นั้นจะทำให้ทุกคนกลัว และต้นไม้ทั้งหมดจะถูกตัด เพียงเพราะมัน ‘อาจจะ’ ไม่ปลอดภัย นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยในยุโรปช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งต้นไม้ถูกตัดด้วยเหตุผลแค่ว่าไม่มีใครอยากเสี่ยง โดยที่ไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบหรือประเมินก่อนเลย”

จอห์นพูดถึงความจริงที่น่าเศร้า ทั้งที่จริงแล้ว หากเพียงแค่ต้นไม้เหล่านั้นได้รับการตัดแต่งดูแลอย่างถูกวิธีจากผู้เชี่ยวชาญ ต้นไม้ก็จะไม่เป็นอันตราย แถมสร้างประโยชน์มากกว่าการตัดทิ้งหลายเท่า

“หน้าที่ของเราคือ Save trees from people และ Save people from trees (ช่วยต้นไม้ให้ปลอดภัยจากคน และช่วยคนให้ปลอดภัยจากต้นไม้) โดยเราเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างต้นไม้กับผู้คน เราพูดแทนต้นไม้เพราะเราเข้าใจต้นไม้ เราไม่อยากให้ต้นไม้ทำให้คนบาดเจ็บ เมื่อผู้คนไม่ต้องกังวลว่าต้นไม้จะไม่ปลอดภัย ก็ไม่มีใครคิดจะตัดต้นไม้” จอห์นสรุป

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

การดูแลต้นไม้ในฐานะรุกขกร 

เขาเล่าว่า ต้องเริ่มตั้งแต่รู้จักสายพันธุ์ต้นไม้และความต้องการที่ต่างกันของต้นไม้แต่ละชนิด การเลือกปลูกในที่ที่เหมาะสม โดยประเมินว่าต้นไม้จะมีดิน น้ำ แสงแดด เพียงพอต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพหรือไม่ หลังจากปลูกแล้วต้องมีการตัดแต่งดูแล ประเมินสุขภาพรายปี ไม่ต่างจากคุณหมอที่ดูแลสุขภาพของคนไข้

“เวลาผมปลูกหรือตัดแต่งดูแลต้นไม้ ผมไม่ได้มองแค่ว่าสิ่งที่ผมทำจะส่งผลอะไรในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ แต่มองว่ามันจะส่งผลอะไรในหนึ่งร้อยปีหรือสองร้อยปีข้างหน้า ถ้าผมปลูกตรงนี้ มันจะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับเติบโตถึงร้อยปีข้างหน้าไหม เพื่อที่จะได้ตัดสินใจได้ถูกต้อง”

ท่ามกลางการขยายตัวของเมืองและการเพิ่มของประชากร แน่นอนว่าพื้นที่สำหรับต้นไม้ย่อมมีน้อยลง ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญของต้นไม้ในเมืองทั่วโลก การจัดหาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“ต้นไม้ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสี่สิบเจ็ดเซนติเมตร สูงแปดถึงสิบเมตร ซึ่งถือเป็นต้นไม้ขนาดกลาง ต้องการดินถึงสามสิบลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับราคาของที่ดินในเมือง ทำให้ต้นไม้ใหญ่หลายต้นมีดินและน้ำไม่เพียงพอ เพราะเมื่อพื้นในเมืองส่วนใหญ่เป็นคอนกรีต น้ำซึมทะลุลงไปไม่ได้ ฝนที่ตกมาก็ไหลลงท่อแทนที่จะได้กักเก็บไว้ใต้ดิน”

ผลก็คือสุขภาพต้นไม้ย่ำแย่ ทางออกหนึ่งก็อาจเป็นการเลือกชนิดต้นไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มี แต่ข้อเสียก็คือ ตามอาคารบ้านเรือนก็จะมีแต่ต้นไม้เล็กๆ ที่ไม่ได้ให้ประโยชน์เชิงนิเวศมากนัก นอกจากความสบายตา ทางออกที่ดีกว่าที่จอห์นแนะนำคือ การแบ่งพื้นที่เมืองส่วนหนึ่งให้เป็นพื้นที่สำหรับต้นไม้ใหญ่โดยเฉพาะ

“วิธีคือสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เช่นสวนสาธารณะที่ต้นไม้ใหญ่เติบโตได้โดยมีดินเพียงพอ และที่สำคัญคือ ในการสร้างอาคาร ควรมีการวางแผนร่วมกันระหว่างสถาปนิก รุกขกร และนักนิเวศวิทยา เพื่อจัดสรรให้ต้นไม้อยู่ร่วมกับเมืองอย่างเหมาะสม เพราะคนไม่สามารถอยู่ในป่าคอนกรีตอย่างเดียว”

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

ความสุขของรุกขกร

จากเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อเป็นรุกขกร ได้ตามพ่อไปทำงาน ได้เป็นลูกมือช่วยส่งเครื่องมือให้พ่อ ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเลือกเส้นทางสายนี้เมื่อโตขึ้น

“เป็นธรรมชาติของเด็กผู้ชายอยู่แล้วที่สนุกกับการได้วิ่งเล่น ทำอะไรที่น่าตื่นเต้น มีเครื่องมือต่างๆ ได้ปีนต้นไม้ แล้วพอคุณใช้เวลากับอะไรมากๆ มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณ ซึ่งผมดีใจมากที่ผมเลือกเส้นทางสายนี้”

จากในอดีตที่เด็กชายจอห์นเคยยืนดูพ่อปีนต้นไม้ มาวันนี้เขาก็กลายเป็นชายบนต้นไม้ที่มีเด็กๆ มายืนล้อมดูอยู่ข้างล่างด้วยความตื่นเต้น หลายครั้งเมื่อเขาลงมา ก็มีเด็กๆ มารุมล้อมพร้อมคำถามมากมาย ซึ่งจอห์นก็ยินดีตอบคำถามเด็กๆ ด้วยความเต็มใจ เขาชอบเล่าให้เด็กๆ ฟังว่าต้นไม้เจ๋งแค่ไหน เช่น ต้นไม้ช่วยสร้างออกซิเจนให้เราหายใจ ช่วยกักเก็บน้ำในระบบราก ทำให้น้ำไม่ท่วม รวมถึงการที่ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

“ผมรู้สึกว่าเด็กๆ เขามีความสามารถในการเข้าใจสิ่งต่างๆ ในระดับที่ต่างจากเรา เมื่อพูดถึงต้นไม้ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขาจะมีจินตนาการ ซึ่งผมคิดว่าถ้ามีการสอนเรื่องต้นไม้ให้เขาเข้าใจตั้งแต่เด็กๆ โตมาเขาก็จะเคารพต้นไม้ เคารพธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้โลกเรามีปัญหาน้อยลงมาก”

เมื่อถามถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จอห์นได้เรียนรู้จากการทำอาชีพนี้ เขาก็ตอบว่า คือการได้ตระหนักถึงความไม่ยั่งยืนของชีวิตมนุษย์

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“ผมทำงานกับสิ่งมีชีวิตที่มีอายุหลายร้อยปี และอาจจะมีชีวิตอยู่ไปอีกหลายร้อยปีข้างหน้าจากการช่วยเหลือของเรา แต่เราไม่สามารถอยู่จนเห็นวันนั้น นี่จึงเป็นเหมือนมรดกที่เราทิ้งไว้ เป็นความรับผิดชอบที่ไปไกลกว่าอายุขัยของเรา เหมือนผมมีโอกาสเห็นอนาคตที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็น

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นขยะในมหาสมุทร มลพิษ โลกร้อน ทั้งหมดก็มาจากการที่มนุษย์คิดระยะสั้น มองแค่อายุขัยตัวเอง แต่ไม่ได้มองถึงอนาคตของโลกในอีกสองร้อยปีข้างหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ต้นไม้ถูกตัดเพื่อสร้างตึกสร้างอาคาร ความยากคือการทำให้คนเข้าใจ ว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของโลก เราเป็นแค่ส่วนหนึ่ง”

ตลอดชีวิตการทำงานของรุกขกรชาวนอร์เวย์คนนี้ เขาไม่เพียงแต่ดูแลต้นไม้ในราชสำนักนอร์เวย์เท่านั้น แต่เขายังทำงานกับรุกขกรทั่วโลก และได้เดินทางไปทำงานช่วยต้นไม้ในหลายๆ ประเทศ อีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมการการแข่งขันปีนต้นไม้ระดับนานาชาติ (International Tree Climbing Championships)

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“เมื่อคุณทำงานกับต้นไม้ที่อายุหลายร้อยปี หรือต้นไม้ใหญ่ที่ไม่รู้กี่คนโอบ เช่น ต้นสนยักษ์ (Giant Sequoia) เป็นสิ่งที่คุณจะไม่มีวันลืม การได้เห็นต้นไม้เหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกถ่อมตัว รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กราวกับมด อายุสั้นนิดเดียว และการได้เห็นความเกี่ยวโยงของระบบนิเวศ ได้เห็นสิ่งมีชีวิตนักปีนป่ายตัวจิ๋วๆ ตามกิ่งก้านต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นแมลง ไลเคน ไม้อากาศ (Air Plants) ก็เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ ผมรู้สึกโชคดีมากที่มีโอกาสได้เห็นต้นไม้ที่น่ามหัศจรรย์มากมายบนโลกใบนี้ และผมจำได้ทุกต้น”

รุกขกรชาวนอร์เวย์เล่าความรู้สึก ซึ่งทุกครั้งที่ได้ปีนขึ้นไปยืนบนกิ่งก้านของคุณปู่ต้นไม้ใหญ่ นั่นคือความรู้สึกที่ประเมินค่าไม่ได้

“มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก สำหรับต้นไม้บางต้น ผมคิดว่ามีคนได้ไปเหยียบดวงจันทร์มากกว่าคนที่ได้มายืนบนยอดของต้นไม้ต้นนี้เสียอีก มันเป็นความพิเศษที่คุณเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกที่ได้เห็นความสวยงามในมุมนี้”

จากนอร์เวย์ถึงเชียงใหม่ และภารกิจช่วยต้นยางนา

นับตั้งแต่ยุค 90 ที่จอห์นมาเมืองไทยครั้งแรกในฐานะนักท่องเที่ยวแบกแพ็กเกอร์ หลังจากนั้น โชคชะตาก็พาให้เขาได้พบกับภรรยาชาวไทยซึ่งเป็นคนเชียงใหม่ และนับจากนั้น เชียงใหม่ก็เปรียบดังบ้านหลังที่สองของเขา ซึ่งหนึ่งในหลายสิ่งที่เขาประทับใจเกี่ยวกับเมืองไทย ก็คือการได้เห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ร่วมกับผู้คนในเขตเมืองได้ โดยเฉพาะต้นยางนาขนาดใหญ่ตลอดถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน

“มีไม่กี่ที่ในโลกที่มีต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้ในเขตเมือง ผมเคยอ่านบันทึกในยุค 1996 ที่พูดถึงประวัติของต้นยางนาที่นี่ว่ามีทั้งหมด 1,047 ต้น ผมรู้สึกว่านี่เป็นความพิเศษมากที่มีต้นไม้ใหญ่ขนาดนั้นบนถนนที่ตัดผ่านเมือง

“ผมรู้สึกว่านิสัยสบายๆ ‘ไม่เป็นไร’ ของคนไทย อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยชีวิตต้นไม้ใหญ่หลายๆ ต้นไว้ เพราะเขาไม่กังวลว่าต้นไม้จะโค่นหรือกิ่งหักมาทับบ้านหรือเปล่า ทำให้คนอยู่ร่วมกับต้นไม้ใหญ่ได้ ในขณะที่ถ้าเป็นอเมริกาหรือยุโรปบางประเทศ ต้นไม้นั้นอาจถูกตัดไปแล้วเพราะอยู่ใกล้บ้านเรือน ไม่มีใครอยากเสี่ยง เพราะถ้ากิ่งหักหรือโค่นมาทำคนบาดเจ็บ อาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก แต่ในยุคหลังๆ มีแนวคิดตะวันตกเข้ามาเยอะขึ้น คนเริ่มตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ มีคนอยากให้ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดเพราะความกลัว”

และนั่นก็อาจเป็นชะตากรรมในอนาคตของยางนาบนถนนสายนี้ ซึ่งจอห์นก็คิดมาตลอดว่า อยากให้ยางนาเหล่านี้ได้รับการดูแลที่ดี จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว จอหน์ได้รับเชิญเป็นหนึ่งในคณะกรรมการและวิทยากรเรื่องความปลอดภัยในการปีนต้นไม้ ในงานแข่งขันปีนต้นไม้ชิงแชมป์ประเทศไทย ค.ศ. 2019 ทำให้เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่ทำงานสายนี้ในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นรุกขกร ทีมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่ม BIG Trees และเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ซึ่งนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ฟื้นฟูสุขภาพต้นยางนา

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล
John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

“ผมได้เจอกับคนไทยหลายกลุ่มที่ทำงานหนักมากเพื่อช่วยต้นไม้ ทั้งติดต่อหน่วยงานราชการ หาทุน ซึ่งผมรู้ว่าไม่ง่าย ผมชื่นชมในความทุ่มเทของพวกเขามาก ผมชอบเวลาที่เห็นคนทำอะไรที่มาจากหัวใจ และนั่นก็ทำให้ผมยินดีมากๆ ที่จะมาช่วยและทำงานร่วมกัน”

แม้สถานการณ์ COVID-19 จะทำให้แผนนี้ถูกเลื่อนออกไป แต่เขายืนยันว่าเมื่อ COVID-19 หมด ก็จะกลับมาแน่นอน

“นี่คือสิ่งแรกในลิสต์ที่อยากทำ คนที่นี่รู้จักต้นไม้ในเขตร้อนดีกว่าผม เป็นโอกาสดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน คุณอาจสอนผมบางอย่าง และผมก็อาจสอนคุณบางอย่าง”

แม้ว่าหนทางข้างหน้าในการดูแลสุขภาพต้นไม้ใหญ่ในเมืองไทยยังอีกยาวไกล แต่หากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา จอห์นก็มองว่ามีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นมาก

“อย่างเมื่อยี่สิบปีก่อน ครอบครัวฝั่งภรรยาผมไม่รู้เลยว่าอาชีพผมทำอะไร แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มีคนทำงานด้านนี้มากขึ้น และอีกอย่างที่ผมสังเกตคือ คนที่ทำอาชีพนี้ในไทยหลายคนเรียนจบสูง จบปริญญา ซึ่งต่างจากตะวันตกที่คนทำงานภาคสนามมักไม่ได้มาทางสายวิชาการ ส่วนคนที่มาทางสายวิชาการก็ไม่มาปีนต้นไม้ นี่คือข้อได้เปรียบที่เมืองไทยมีเหนือหลายๆ ประเทศ”

จอห์นปิดท้ายถึงความหวังในอนาคตของต้นไม้ใหญ่ในเมืองไทย

John Didj Coles รุกขกรราชสำนักนอร์เวย์ ผู้ดูแลต้นไม้ในราชสำนักทุกต้นกับสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในออสโล

ภาพ : The Royal Court

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load