“ค่ะ”

คือคำพูดติดปากที่ทำให้คนทั้งประเทศจดจำ จิตดี ศรีดี ผู้ประกาศข่าวจากรายการ ทุบโต๊ะข่าว ทางช่องอมรินทร์ทีวีได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพราะเธอไม่มีอะไรจะพูดหรือไม่มีความคิดความอ่านแต่อย่างใด ในทางกลับกัน สิ่งที่คนดูประทับใจในตัวเธอคือการเป็นลูกคู่ที่ดีเยี่ยมของพิธีกรฝีปากกล้า พูดในจังหวะที่ควรพูดและทำให้รายการดูกลมกล่อมขึ้น จากไหวพริบและความอดทนของตัวเธอเองตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

จนถึงเวลาที่บทถัดไปของชีวิตเริ่มต้นขึ้น

น้อยคนที่จะรู้ว่า จิตดี ศรีดี หรือ เจี๊ยบ คนนี้ เคยทำงานเป็นพนักงานโรงแรมมาก่อนถึง 2 ปี ก่อนจะเดินตามความฝัน เริ่มต้นอาชีพผู้ประกาศข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ และค่อยๆ เติบโตจนมาเป็นพิธีกรคู่ขวัญกับ พุทธ อภิวรรณ ผู้ประกาศข่าวชื่อดังขวัญใจมหาชน 

จนล่าสุดที่มีข่าว ‘จิตดีจะได้พูดแล้ว’ ทำให้แวดวงสื่อและแฟนคลับของเธอตื่นเต้นว่าเธอจะย้ายไปไหน ซึ่งจิตดีเองก็ยืนยันว่าไม่ได้ลาออกจากช่อง ยังเป็นพนักงานเหมือนเดิม เพียงแต่เธอได้รับโอกาสจากผู้บริหารอมรินทร์ทีวีให้ย้ายช่วงมาจัดรายการข่าวเช้า ‘อรุณอัมรินทร์’ แทน เป็น 1 ใน 4 ผู้ประกาศข่าวหลักร่วมกับ โจ-อรชุน รินทรวิฑูรย์, บอล-สถาปัตย์ แพทอง และ กรุ๊งกริ๊ง-รังสิมา ศฤงคารนฤมิตร ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว

จะว่าไปนี่คือการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองภายใต้เงาของพุทธด้วยซ้ำ เพราะอยู่รายการใหญ่ มีผู้ดำเนินรายการที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดสายตาของผู้ชม ย่อมมั่นคงกว่าการเริ่มต้นใหม่เองเสมอ แม้จิตดีจะบอกกับ The Cloud ว่าเธอได้พูดมากขึ้นเป็นเท่าตัว แต่โจทย์นี้ก็ไม่ง่ายเมื่อต้องทำงานช่วงชิงเรตติ้งข่าวเช้าในวันที่กรรมกรข่าวตัวจริงอย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา หวนกลับคืนหน้าจออีกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอต้องทำการบ้านอย่างหนักในการปรับตัวและพัฒนาตัวเธอเองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาเหลือให้มองสิ่งที่อยู่ข้างหลังอีกต่อไป

บทสัมภาษณ์นี้น่าจะทำให้ใครหลายคนรู้จัก เข้าใจ และรักผู้หญิงคนนี้มากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะผู้ประกาศข่าวชื่อดัง แต่เป็นบทบาทของลูกคนหนึ่งที่มีความฝัน ผูกพันกับแม่อย่างลึกซึ้ง เด็กสาวจากสามพรานที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาเองจากศูนย์ อดีตนักจัดรายการวิทยุในวัดของชุมชนที่สอบใบผู้ประกาศผ่านเพราะมีหลวงพ่อคอยชี้แนะ 

ถ้ามองชีวิตของเธออย่างตรงไปตรงมา เรื่องราวของเธอก็คือเรื่องของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง เหมือนกับตัวผู้เขียนและผู้อ่าน ไม่ได้มีใครพิเศษไปกว่าหลักการของเหตุและผลที่มีทีมาที่ไปของมันเอง เพียงแต่เรื่องของ เจี๊ยบ จิตดี นี้ น่าจะเป็นเรื่องธรรดาที่ทำให้ใครหลายคนยิ้มได้ อิ่มใจ และเอ็นดูความเป็นเธอไม่น้อยเลย

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

เป็นอย่างไรบ้างกับการเปลี่ยนมาอ่านข่าวเช้า

ท้าทายค่ะ เพราะการแข่งขันสูงมาก เราต้องทำให้แตกต่างเพื่อให้คนดูอยู่กับเราไปตลอดสามชั่วโมงที่เรานั่งจัดข่าวเช้ากัน พอเปลี่ยนเวลาก็เปลี่ยนชีวิตไปเลยค่ะ ทั้งเวลานอน เวลาตื่น เวลากิน แม้กระทั่งเวลาขับถ่าย (หัวเราะ) เปลี่ยนหมด ทุกวันนี้ตื่นสามทุ่มครึ่งไม่เกินสี่ทุ่ม ตื่นเวลาคนเข้านอน หลังจากตื่นแล้วก็อาบน้ำแต่งตัวมาเข้าออฟฟิศไม่เกินห้าทุ่มครึ่งหรือเที่ยงคืนประมาณนี้ จะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นรอบวันบ้าง จากนั้นก็มาคุยกันว่าข่าวของเราเก้าเบรกเราจะเล่นอะไรกันบ้าง

นอกจากเป็นผู้ประกาศข่าวแล้วก็ช่วยงานกองบรรณาธิการด้วย

ใช่คะ ต้องเลือกประเด็นข่าวและวางข่าว ตอนนี้พี่ใหญ่ในทีมคือ พี่โจ อรชุน รองลงมาก็เจี๊ยบ จะมีน้องที่เขาอยู่ข่าวเช้าเดิมคือ น้องกรุ๊งกริ๊ง รังสิมา และ บอล สถาปัตย์ ตัวเจี๊ยบมีโอกาสมาดูเบื้องหลังด้วย ซึ่งระบบการทำงานของข่าวเช้าต่างจากรายการ ทุบโต๊ะข่าว ที่เคยทำมา ทีมทำงานต่างกันก็ต้องปรับตัว ดูว่าเขาทำอย่างไรมาก่อน อะไรที่เราต้องปรับบ้างให้ทีมแข็งแรงขึ้น ตอนนี้เราจะหาจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละคน เป็นเรื่องของผู้จัดรายการก่อนเลยค่ะ บทบาทของเราก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้พูด ตอนนี้ต้องพูดเยอะขึ้น เรามีข่าวที่เราต้องรับผิดชอบและต้องนำเสนอหน้ากล้องให้ดี

แล้วจุดแข็งของคุณเจี๊ยบ จิตดี คืออะไร

เรื่องประเด็นข่าวค่ะ เรามองออกอยู่แล้ว รู้ว่าต้องเลือกข่าวแบบไหน ควรไว้เบรกไหน จัดเรียงข่าวอย่างไรค่ะ

ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำงานหรือเปล่า

มีความสุข สนุกมากเลยนะ เรารู้สึกผ่อนคลาย และเคมีตรงกันทั้งสี่คนเลย รู้สึกแบบนั้นค่ะ โชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานดี น้องในทีมก็น่ารัก เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

มาวันนี้ได้พูดเยอะขึ้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

(หัวเราะ) เจี๊ยบได้พูดเยอะขึ้นอีกเท่าตัวเลยค่ะ เพราะว่าแต่ละเบรก จิตดีต้องได้พูดสักหนึ่งข่าว บางเบรกยาวก็อ่านสองข่าว ได้พูดเยอะขึ้น พอได้พูดเราก็พูดเลย แสดงศักยภาพเต็มที่ อยากใส่อะไรก็ใส่ในข่าว รูปแบบข่าวเช้าคือข่าวเช้าอารมณ์ดี ต้องมีความร่าเริง ต้องดูอารมณ์ข่าว เป็นตัวเองมากขึ้น ตอน ทุบโต๊ะข่าว ก็เป็นตัวเองนะคะ มีแหย่เล่น มีเถียง แต่พูดมากไม่ได้

รายการ ทุบโต๊ะข่าว เหมือนพื้นที่ปลอดภัย พอต้องออกมาจัดรายการเช้าเอง รู้สึกกดดันหรือไม่

คือเจี๊ยบต้องปรับตัวและแสดงศักยภาพให้มากยิ่งขึ้น ต้องทำให้คนดูเข้าใจง่ายที่สุด บวกกับความเป็นตัวตนของเรา เราต้องเล่าให้เข้าไปกับข่าว ทำงานสี่คนก็ไม่ได้ง่ายเลย ธรรมชาติของแต่ละคนแตกต่างกัน ก็ต้องปรับ เพื่อปลุกคนดูตอนเช้า ตัวเจี๊ยบไม่เคยเป็นน้ำเต็มแก้ว เราพร้อมเรียนรู้ ทำงานเป็นทีม มันทำให้ทุกอย่างสำเร็จ ไม่ใช่โชว์คนเดียว ไม่เป็นแบบนั้นเพราะงานจะไม่เดิน บอกทุกคนหมดว่ามีอะไรบอกได้เลยนะ พร้อมปรับค่ะ

วันนี้ได้พูดเยอะขึ้น ตั้งใจจะพูดอะไร

สิ่งที่เจี๊ยบคิดคือ อยากปั้นข่าวเช้าให้เป็นที่พึ่งของประชาชน มีเรื่องร้องทุกข์ ร้อนใจตรงไหนขอให้บอกเรา เราจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้เกิดการแก้ไข อยากสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น หรือมีบางช่วงที่เป็นมุมดีๆ ให้คนที่กำลังท้อ ได้มีความหวัง มีกำลังใจสู้ต่อ บางคนหาทางออกไม่เจอ เราอาจมีบางแง่มุมมาสอดแทรกให้พวกเขา

มองกลับไปที่จุดเริ่มต้น ทำงานสายนี้มากี่ปีแล้ว

นานมากเลยค่ะ ถ้านับตอนนี้ก็สิบสองสิบสามปีได้ พอเจี๊ยบเรียนจบ สองปีแรกเราทำงานโรงแรมก่อน จากนั้นมาทำงานเป็นผู้ประกาศอ่านข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ พอต้นสังกัดที่เราอยู่เขาทำเคเบิลทีวี เรามีโอกาสได้ไปจัดรายการข่าว อ่านข่าว ทำมาโดยตลอด จากนั้นก็ลาออก แล้วอีก สี่เดือนไปทำอีกช่องหนึ่ง เป็นรายการเกี่ยวกับการเกษตรค่ะ แล้วก็ถูกชักชวนกับคุณพุทธมาทำที่อมรินทร์ทีวี ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่เจ็ดแล้ว

เห็นว่าทำด้านนี้มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

สมัยเป็นนักศึกษาทำงานเสียงตามสายค่ะ เป็นชมรมเลย มีรุ่นพี่ที่เขาจัดอยู่แล้ว เขาจะเฟ้นหานักศึกษาที่สนใจด้านนี้ เจี๊ยบไปสมัครและเขาเห็นแววเรา ก็พูดคุยและชักชวนกันเข้ามาทำ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเลย ตอนเด็กเจี๊ยบอยากเป็นดีเจ เพราะตอนนั้นวิทยุบูมมากเลยนะ เราฟังวิทยุ EFM, Green Wave, Hot Wave คิดว่าอยากทำแบบนั้น แต่ตัวเราไม่ได้มีเส้นสายหรือจะหาเส้นจากไหนเพราะเราไม่มี ก็ค่อยๆ ไต่เต้าด้วยตัวเองจนวันหนึ่งได้มาสายนี้

โชคดีอีกอย่างที่ก่อนเรียนจบเจี๊ยบไปฝึกงานในวิทยุชุมชนในวัดสามพราน (พุทโธภาวนา) ได้จัดรายการหนึ่งชั่วโมงเต็ม เป็นรายการแนวความรู้คู่การศึกษา เอาเกร็ดข่าวมาเล่าคู่กับความรู้ในชุมชนและเปิดเพลงลุกทุ่งไปด้วย มีพระอาจารย์ท่านคอยแนะนำ ท่านให้ตำรามาและให้เจี๊ยบไปฝึกออกเสียง ร เรือ ล ลิง ฝึกสอบใบผู้ประกาศ เจี๊ยบก็เอาตำรานั้นไปฝึกเองแล้วก็ไปสอบจนผ่าน เพราะพระอาจารย์นี่ล่ะค่ะที่สอนการออกเสียง จำได้ว่าวันนั้นมีเปิดสอบแปดสิบคน แต่สอบผ่านสามคน เจี๊ยบเป็นหนึ่งในสามคนนั้นค่ะ

ผ่านมาสิบกว่าปีในวงการสื่อ คิดว่าอะไรที่ทำให้คนทำอาชีพนี้ยังอยู่ได้นาน

ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยค่ะ อะไรที่ดีอยู่แล้วเราก็คงไว้ เราต้องพัฒนาอะไรใหม่ๆ ไปด้วย อย่างเมื่อก่อนเป็นสื่อ ก็แค่วิทยุ ทีวี เดี๋ยวนี้มีสื่อโซเชียลเต็มไปหมด เราต้องปรับตัวให้สื่อสารผ่านสิ่งเหล่านี้ ต้องทันโลกมากขึ้น ช่องทางในการฝึกฝนตัวเองก็มีมากขึ้นด้วย เราจึงต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

คนภายนอกเห็นตอนจัดรายการ ถูกแย่งพูดตลอด จริงๆ รักกันดีกับคุณพุทธใช่ไหม

รักกันดีค่ะ สนิทสนม เป็นพี่เป็นน้องกัน สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องตื่นตัวตลอด ไม่อยู่นิ่ง คิดสิ่งใหม่เสมอ มองประเด็นให้แตก จับจริตชาวบ้านให้ถูก จะไม่ปล่อยผ่านความผิดพลาดออกไป เจออะไรผิดต้องรีบแก้เลย

เคยโดนดุไหม

โดนทุกวันค่ะ หนักสุดคือน้ำตาตกในห้องประชุมเลย เราก็ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ อันนี้เป็นตอนแรกๆ นะ เพราะเราไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้ เราไม่อยากให้คนมาสงสารเรา ก็แค่ลุกออกไป เจี๊ยบต้องทำการบ้านเยอะมาก เวลานักข่าวของเราเวลาลงพื้นที่ไปเจาะประเด็นจะส่งข้อมูลมา เราต้องอ่าน บางข่าวส่งมาเดี๋ยวนั้น เราก็ต้องประมวลผลตรงนั้นเลย

คุณพุทธเป็นอัจฉริยะตรงที่จับประเด็นได้ตรงนั้นและขยี้เก่ง ส่วนเรามีช้าบ้างไม่ทันบ้างก็ต้องปรับตัว เราต้องดูว่าคู่หูของเราต้องการอะไร เราจะเสริมตรงนั้น ตั้งแต่ทำงานกับเขามา เจี๊ยบจะโฟกัสไปที่เนื้อหาที่เราต้องการจะสื่อถึงคนดู ไม่ได้มาดูว่าฉันถูกตัดบทนะหรือถูกหักหน้า คนดูอาจจะมองแบบนั้น แต่ด้วยความที่เป็นเจี๊ยบ ก็จะ อ๋อ พี่เขาเป็นแบบนี้ ให้พี่เขาโซโล่ไป เราเสริมได้ก็เสริม ทั้งที่พี่เขาอาจจะตกหล่นบางอย่างไป เราคอยช่วยเสริม เจี๊ยบเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่ค่อยสู้รบปรบมือกับใคร พี่เขาเป็นหัวหน้าด้วย ก็ปล่อยพี่เขาเล่าไป เราไม่กล้าขัดหรือแย้ง พูดง่ายๆ ก็ไม่มีปากไม่มีเสียงนั่นล่ะค่ะ

คนชอบแซวจิตดีว่าพูดแต่คำว่า ค่ะ เคยไปอ่านคอมเมนต์พวกนั้นบ้างไหมและรู้สึกอย่างไร

ไม่เป็นไรค่ะ เขาเห็นแบบนั้นแต่อาจไม่ทราบเบื้องหลังว่าเราทำงานหนักมาก โดนคุณพุทธเคี่ยวเรื่องภาพ เสียง บท คุณพุทธเป็นคนที่ดูรายการนี้ (ทุบโต๊ะข่าว) เขาคุมทุกอย่าง เสียงต้องเอาช่วงนี้นะ ภาพต้องปล่อยแบบนี้นะ เราเป็นคนหนึ่งในทีมต้องรู้ว่าพี่เขาจะเอาอะไร เราก็คอยเสริม เป็นตัวช่วย 

บางอย่างสิ่งที่พี่เขาคิดมันพรั่งพรู จะไปขัดเขาไม่ได้ เพราะเวลาที่เราไปขัดก็จะมีอาการ (ปัดมือ) เราต้องเรียนรู้กันและกัน จะให้ไปพูดแทรกเหรอ คนดูจะรู้สึกว่าแย่งกันพูด เราปล่อยเขาเล่าไป เราอยากเสริมอะไรถึงจังหวะเราก็เล่า บางทีไม่ทันใจ เขาก็ดึงไปเล่าเอง เป็นแบบนี้มาตลอดเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกัน คนมองจากภายนอกเห็นแต่ว่าพี่เขาพูดอยู่คนเดียว ที่อื่นอาจจะมีการแบ่งบท แต่ที่นี่ไม่มีแบ่ง ดังนั้น คุณต้องทำการบ้าน เจี๊ยบก็รอจังหวะพี่เขาหยุดหายใจถึงได้พูด (หัวเราะลั่น)

คนมักคิดว่าพิธีกรที่พูดเยอะคือรู้เยอะและฉลาด พูดน้อยเท่ากับไม่ฉลาด เราพูดน้อยจะทำอย่างไรดี

เจี๊ยบไม่แคร์ค่ะ บางเรื่องที่ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้ทุกอย่าง เราไม่ได้ฉลาดไปทุกเรื่อง แต่เราไปหาข้อมูลให้รู้ได้ มันไม่ใช่เรื่องโชว์โง่หรืออวดฉลาด ไม่ใช่ว่าคนที่พูดเยอะจะอวดฉลาด ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย เจี๊ยบคิดแต่ว่าคนดูจะได้อะไรจากรายการของฉัน อยากให้รายการออกมาดี อยากให้คนดูรับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนในแบบของเรา เราไม่ได้เตรียมกันนะ เราจัดสดที่ตรงนั้นเลย เป็นธรรมชาติของพวกเราทั้งสองคน ทุกอย่างพี่พุทธคุมเองหมด

ถ้าเป็นคนอื่นมานั่งคิดว่าไม่ได้พูดเลยจะอึดอัดนะ เรามีสคริปต์ มีเรื่องในหัวนะ แต่อรรถรสในการเล่า เราต้องยอมพี่เขาจริงๆ เรายอมรับและศรัทธาในตัวพี่เขา ก็เลยแบบ เออ เชิญเลยค่ะพี่ เล่าเลย แล้วเราก็ตามเขา ดูเหมือนเราไม่ค่อยได้พูด แต่เบื้องหลังทำงานกันหนัก

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง
ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

โดนแซวออกอากาศแรงๆ โกรธบ้างหรือไม่

เอาจริงๆ นะ ไม่โกรธเลย น่ารักดี คือ แรกๆ ก่อนมาที่อมรินทร์ทีวีเราทำงานข่าวดึกกับพี่เขามาสองปี พอมาเจอแซวที่นี่แรกๆ ก็โกรธ ควันออกหูเลย จำได้ว่ามีข่าวหนึ่งเรื่องหมอลำที่แต่งตัวเป็นตัวตลก ทาปากเบินๆ เขียนคิ้วหนาๆ เขาบอกว่า จิตดี เหมือนเธอเลย นี่ก็เงียบ โกรธ มือสั่นเลย ฉันเป็นผู้หญิงนะ มาว่าแบบนี้ได้ยังไง ตอนนั้นเพิ่งรู้จักกัน พอพักรายการเราก็ตึงใส่เลย พออีกวันหนึ่งก็แซวอีก จบรายการเขาก็พูดคุยกับเราปกติ ยังสงสัยว่าพี่เขาไม่โกรธอะไรเลยหรอวะ งั้นเราไม่โกรธก็ได้ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นลูกเล่นของพี่เขา บางข่าวเป็นสีสัน แซวได้ก็แซว กลายเป็นคนดูชอบให้แซวด้วยซ้ำ

คิดว่าข่าวอาชญากรรมให้อะไรกับสังคม

มันไม่ใช่แค่เรื่องฆ่าแกงนะคะ บางทีก็มีเรื่องล่อลวง เป็นด้านมืดของสังคมที่บางทีคนไม่รู้เท่าทัน พอเรานำเสนอก็สะท้อนว่ามันมีคนแบบนี้นะ โหดเหี้ยมอย่างนี้นะ ทุกอย่างมันเป็นอุทธาหรณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัวหรืออะไรก็ตาม คนดูจะคิดว่าเขาจะไม่ทำตามแบบนี้ หรือเวลาเห็นคนลำบากก็จะคิดว่าเขายังอยู่ได้เลยแม้เป็นผู้ถูกกระทำ บางคดีดูเหมือนเป็นการตายธรรมดาแต่พอเราส่งนักข่าวไป คดีพลิกเพราะเป็นฆาตกรรมก็มี มีหลายคดีเลย ถือเราว่าได้ช่วยสังคม ดังนั้นข่าวอาญชากรรมก็ถือว่าให้อะไรกับสังคมเยอะเลยค่ะ

ตอนขึ้นไปรับรางวัลผู้ประกาศข่าวหญิงที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 วินาทีที่ยืนอยู่บนเวที คิดอะไรอยู่

มันเป็นกำลังใจในการทำงานให้กับเรา เพราะแสดงว่าเขาเห็นเรา มันไม่ใช่แค่เจี๊ยบกับพี่พุทธนะคะ แต่เป็นทั้งทีมงานเลย พวกเราช่วยสร้างกันขึ้นมา ไม่ได้โกรธเวลาคนแซวว่าพูดแต่คำว่า ‘ค่ะ’ แล้วทำไมได้รับรางวัล ใครจะรู้ว่าเราทำงานหนักมาก จิตดีทำงานเกินสิบสองชั่วโมง บางวันสิบห้าชั่วโมงก็มี เข้างานบ่ายสองก็ต้องมาดูข่าวว่ามีอะไรบ้าง พอประชุมข่าว พี่พุทธจะเคาะประเด็นเอง เจี๊ยบต้องรู้ว่าทิศทางจะไปทางไหน ต้องไปดูภาพ ทำบท คิดพาดหัวข่าว อ่านสคริปต์ พอจบรายการก็ต้องอัปคลิปรายการ ทำพาดหัวทำปกเองอีก กลับบ้านตีสามครึ่งหรือตีสี่ทุกวันเลยค่ะ งานหนักมาก ไม่ผ่านไม่ได้กลับค่ะ

มีวิธีผ่อนคลายตัวเองยังไงจากการทำงานหนักขนาดนั้น

คือพอวางมือถือหรือไม่ได้ดูทีวีก็ถือว่าได้พักแล้วล่ะค่ะ แต่เวลากลับบ้านต้องเปิดทีวีดูช่องอื่นอยู่ดี มันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้วที่เราต้องเสพข่าว ดูข่าวว่าช่องอื่นเขามีคอนเทนต์อะไร เป็นแบบนั้นไปแล้ว ถ้าวันไหนไม่อยากดูข่าว ก็จะดูหนัง ดูซีรีส์ ยูทูบ เฟซบุ๊กไปเรื่อยแทน

ชีวิตนี้มีเรืองให้กังวลหรือเปล่า

เคยกังวล กลัวตกงานค่ะ เครียด

ระดับจิตดีเนี่ยนะกลัวตกงาน

ใช่ค่ะ มันมีความกดดัน ความเครียด อย่างเคยโดนพี่พุทธตวาดว่า “ทำไม่ได้ก็ลาออกไป” เราก็เครียด คิดว่าเราตกงานคงแย่ เพราะเรามีภาระข้างหลัง มันเป็นเรื่องที่ฝังในใจว่าเราต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นเราจะตกงาน (หัวเราะ) มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เจี๊ยบเป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลแม่ เป็นลูกคนเดียว แต่ไม่เอาแต่ใจนะคะ เป็นคนมีเหตุผลพอสมควร ไม่ได้งี่เง่านะ

(ผู้เขียน : การสนทนาระหว่าง The Cloud และจิตดีเป็นไปอย่างลื่นไหล เธอตอบคำถามอย่างสดใสและมั่นใจในตัวเอง จนเมื่อถึงคำถามง่ายๆ ข้อถัดไปนี้ ท่าทีของผู้ประกาศข่าวคนเก่งก็เปลี่ยนไป นิ่งอยู่ชั่วครู่ และสิ่งที่ตามมาก็ทำให้ทีมงานประหลาดใจอยู่ไม่น้อย)

ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

ความฝันของจิตดีคืออะไร

เจี๊ยบหรอคะ เจี๊ยบอยากมี คือ… (นิ่งสักพักและเริ่มน้ำตาคลอ) มัน มันพูดไม่ออกค่ะ นี่ไม่ได้จะดราม่านะ (จากนั้นเธอร้องไห้และทีมงานก็หยิบทิชชูส่งให้เธอซับน้ำตาที่ไม่มีทีท่าจะหยุดไหลง่ายๆ)

คำถามเรื่องความฝัน ความฝันของเจี๊ยบไม่มีอะไรเลยค่ะ มีแต่หน้าของแม่ลอยมาเลย (สะอื้น) อยากให้แม่มีความสุข ทุกวันนี้มีความสุขนะคะ แต่ไม่รู้สิ อยากให้แม่สบาย อยากจะมีบ้านอยู่ด้วยกัน เพราะตอนนี้เจี๊ยบมีบ้านของเจี๊ยบ ส่วนแม่ก็จะอยู่ที่ของเขา ซึ่งเขาผูกพัน เป็นที่ทำงานแม่เขา แต่วันหนึ่งแม่ต้องเกษียณ หยุดทำงาน เราอยากดูแลเขา แม่อายุห้าสิบเก้าย่างหกสิบแล้วค่ะ ในหัวคิดแต่ว่าอยากมีบ้านอยู่ด้วยกัน มีเรา แฟน แม่ และอาจจะมีลูกตัวน้อย อยากมีแบบนี้ (ร้องไห้) คือเราก็คุยกันทุกวันแหละค่ะ แต่ไม่รู้จะบอกยังไงดี

คุณแม่ได้ดูรายการหรือเปล่าและพูดว่าอย่างไรบ้าง

ดูค่ะ แม่จะคอยบอกว่าพูดให้ชัดๆ นะลูก จะคอยสอนตลอด เวลาเราเครียดจากที่ทำงาน บ่นให้แม่ฟัง แม่ก็จะบอกว่าไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องเก็บมาคิด ตั้งใจทำหน้าที่ของเรา เขาเป็นคนที่รับฟังเรา คือแม่เลี้ยงเจี๊ยบมา พอสิบขวบคุณพ่อเสีย แม่เลี้ยงดูเรามาด้วยเงินเดือนที่น้อยมาก แต่เจี๊ยบโชคดีอย่างที่ชีวิตนี้มีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์มาโดยตลอด 

อย่างเจี๊ยบเกิดและโตมาจากสวนสามพราน พ่อแม่ทำงานในนั้น แม่เจี๊ยบทำงานเป็นแม่บ้านของตระกูลในสวนสามพรานนี่ล่ะค่ะ เราเป็นลูกแม่บ้าน ลูกหลานของพวกเขาก็เป็นเจ้านายของเราด้วย ถือว่าตัวเองโชคดีที่ได้เกิดและเติบโตมาในที่ที่ดี เพราะสวนสามพรานเลี้ยงดูพนักงานดีมาก อบอุ่นเป็นครอบครัว ข้าวหม้อแกงหม้อ เลี้ยงให้อิ่มเลย เราเกิดและโตในนั้น แม่ทำงานในนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตลำบากเลยเรื่องการกินการนอน แต่ด้วยความที่เราไม่มีสมบัติอะไร แม่ก็หาเช้ากินค่ำ ใช้เงินเดือนชนเดือน พอเจี๊ยบเรียนจบก็ต้องสร้างของเจี๊ยบเอง (สะอื้น) และนี่คือสิ่งที่เจี๊ยบสร้าง (ร้องไห้)

พอทำงานมีรายได้แล้ว ช้อปปิ้งเก่งหรือเปล่า

อู๊ย เหมือนเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง เป็นค่ะ ช้อปพวกเสื้อผ้าเยอะที่สุด พอวันหนึ่งเราต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เรารู้สึกว่าต้องประหยัดนะ รู้จักใช้ เพราะเคยแบบ (สะอื้น) ไม่เหลือเงินในบัญชี ต้องไปยืมเพื่อนฝูงก็มี มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เราต้องใช้เงิน มีครั้งหนึ่งแม่ต้องผ่าสะโพก เราต้องเอาเงินเก็บมาใช้หมด ยังไงเราก็ต้องให้แม่ ดูแลแม่น่ะค่ะ เจี๊ยบเต็มใจอยู่แล้ว พอเราผ่านเหตุการณ์มาหลายๆ อย่าง ทำให้คิดได้ว่า เราต้องประหยัด ทุกอย่างเจี๊ยบสร้างเอง ถ้าวันหนึ่งไม่มีก็คือไม่มีเลย เจี๊ยบต้องเป็นหลักให้แม่ มีบางวันที่ใช้เงินเดือนชนเดือน เราต้องอยู่ให้ได้ ยังโชคดีที่ในแต่ละช่วงชีวิตที่ทำให้เราได้เจอกับโอกาสที่ดีในทุกๆ เรื่อง

วันข้างหน้า ถ้าเป็นแม่คนบ้าง จะสอนอะไรลูก

แม่ของเจี๊ยบสอนให้เป็นคนดี เป็นเด็กดี ให้คิดดีค่ะ ถ้ามีลูกเจี๊ยบก็จะสอนให้เขารู้จักการใช้ชีวิตที่ดี ให้มีสติ เพราะแม่ก็บอกกับเจี๊ยบแบบนั้น ให้เป็นเด็กดี พูดจาดีๆ นะ เราซึมซับสิ่งดีๆ จากสิ่งแวดล้อมในสวนสามพรานไปด้วย เวลาเจออะไรไม่ดีในชีวิตก็จะมาระบายกับแม่ ระบายกับเพื่อน แล้วก็ผ่านมันมาได้

ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

พี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน โทรศัพท์หาผมเมื่อวันก่อนว่า เขาเพิ่งไปกินขนมเค้กที่ร้าน Windows Café & Restaurant ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมสไตล์โคโลเนียลเปิดใหม่ที่เชียงใหม่ชื่อ Sela

แน่นอน พี่ก้องไม่ได้โทรมาแค่จะบอกว่า เค้กร้านนี้อร่อย ผมควรไปชิม ใจความจากปลายสายระบุถึงเรื่องราวของคนทำเค้กที่เจ้าตัวเพิ่งไปกินมา

“เชฟชื่อคริส เป็นคนอังกฤษ เคยทำขนมเสิร์ฟเชื้อพระวงศ์ที่นั่น ตอนนี้เขาย้ายมาเปิดร้านอยู่เชียงใหม่…”

เหล่านี้คือข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รับ พร้อมเบอร์ติดต่อที่พี่ก้องได้มาจากเจ้าของ Windows Café & Restaurant 

“ลองไปคุยดู น่าสนใจดีครับ” แกว่าอย่างนั้น

นั่นแหละครับ

หลังการนัดหมายเสร็จสิ้น เชฟคริสส่งโลเคชันมาทางไลน์ ร้านของเขาอยู่ไม่ห่างจากโรงแรม Sela เท่าไหร่นัก ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ทางถนนเลียบคลองชลประทาน เลยสี่แยกสะเมิงไปสักพัก จนพ้นปั๊มน้ำมัน ปตท. ก็กลับรถข้ามคลอง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอย ก็จะเห็นดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง หลังการทักทาย ผมตั้งใจจะถามว่า ทำไมคนทำอาหารเก่ง ๆ นิยมมาปลูกบ้านหรือเปิดร้านในย่านหรืออำเภอนี้กันนัก อาจเป็นเรื่องบังเอิญ หรือมีใครเป็นตัวตั้งตัวตีชักชวน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถาม

ลักษณะของร้านเป็นบ้านชั้นเดียวล้อมรอบด้วยสวน โต๊ะอาหารถูกจัดเรียงไว้บนสนามหญ้า ส่วนพื้นที่ในอาคารเป็นห้องครัว ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นโถงทำครัว เพราะมีขนาดใหญ่เท่าบ้านทั้งหลัง เคาน์เตอร์ทำอาหารพร้อมอ่างล้างจาน 6 จุด เตาแก๊สและเตาอบอย่างละ 4 เตา ตู้เย็นขนาดเล็กอีก 6 ตู้ และไซส์จัมโบ้อีก 1 ตู้ นี่คือภาพที่ผมเห็นโดยคร่าว ไม่ใช่ทั้งหมด

“เรียกว่าเป็นการชดเชยชีวิตที่ผ่านมาก็ได้ ผมเคยทำงานแค่ในห้องครัวเล็ก ๆ บนเรือ” เจ้าของสถานที่ผายมือเพื่อกะระยะขนาดห้องครัวในอดีต “พอจะทำห้องครัวเป็นของตัวเองบ้าง เลยขอกว้างขวางหน่อย อยากให้มันเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นน่ะ”

ถึงจุดนั้น ผมก็ได้ทราบข้อมูลใหม่ คู่สนทนาไม่ใช่แค่เชฟเบเกอรี่ แต่เป็นเชฟที่ทำอาหารครอบจักรวาล ซึ่งประจำการอยู่บนเรือยอชต์ เขาทำอาชีพนี้ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี จนเกษียณ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Limeleaf Kitchen นอกจากเป็นร้านอาหารเปิดใหม่ที่เสิร์ฟบาร์บีคิว สลัด และเบเกอรี่ รวมถึงเมนูพิเศษ ๆ ตามวาระ เชฟคริสยังตั้งใจให้ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย หากแตกต่างจากที่อื่นตรงที่มีคอร์สพิเศษสำหรับผู้ที่ประสงค์อยากเป็นเชฟบนเรือแบบเขา

ส่วน คริสโตเฟอร์ ริชาร์ด โจนส์ (Christopher Richard Jones) คือชื่อจริงของเขา หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษที่เคยเป็นเชฟประจำเรือยอชต์ชั้นนำอย่าง Enigma, Perini Navi และอื่น ๆ พาผู้คนล่องมหาสมุทรมาแล้วทั่วโลก ลูกค้าที่เคยฝากท้องไว้กับเขามีตั้งแต่มหาเศรษฐี เซเลบริตี้ ศิลปิน และนักแสดงฮอลลีวูด รวมถึงครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและโซฟี เคาน์เตสแห่งเวสเซกซ์

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

คริสใช้ชีวิตในวัยเลข 3 ถึงเลข 5 นำหน้า ทำอาหารบนเรือ 8 เดือนต่อปี และใช้ช่วงหยุดพักผ่อนอีก 4 เดือนที่เหลือในอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน กระทั่งช่วงปีท้าย ๆ ที่เขาเลือกใช้ชีวิตช่วงหยุดยาวประจำปีที่ประเทศไทย ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้ชีวิตในวัยหลัง 55 ปี ปักหลักที่เชียงใหม่ 12 เดือนต่อปี ด้วยการเปิดร้านพ่วงโรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งก็คือสถานที่ที่เรานัดหมายกันในวันนี้

“แปลว่าลูกค้าร้านคุณจะได้กินอาหารแบบเดียวกับที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเคยกินน่ะสิ” ผมแซว

“ผมไม่คิดว่านั่นเป็นจุดขายนะ” เขาตอบ “และอันที่จริง นอกจากที่เคยสอนลูก ๆ พวกเขาทำขนม ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าทำอาหารอะไรเสิร์ฟพวกเขา”

มรดกจากเกลียวคลื่น

“ก่อนคุยกัน ขอผมอวดห้องนี้หน่อย”

มุมด้านในสุด ซ้ายมือของโถงทำอาหาร คริสเปิดประตูนำผมสู่อีกพื้นที่ เขาเรียกมันด้วยอารมณ์ขันว่า ‘ห้องแห่งความลับ’

ห้องมีขนาดไม่ถึง 5 ตารางเมตร แอร์เย็นฉ่ำ อันที่จริงก็ไม่ต่างอะไรจากห้องเย็นที่ใช้เก็บวัตถุดิบประกอบอาหารในร้านอาหารทั่วไป กระนั้นเมื่อพินิจชั้นวางที่เต็มไปด้วยโหลบรรจุของเหลวและทัพเพอร์แวร์บรรจุวัตถุดิบ ซึ่งเจ้าของห้องแปะสติกเกอร์ชื่อกำกับและแยกไว้อย่างเป็นระเบียบ บ๊วยหมักในโถวอดก้า น้ำส้มสายชูที่หมักจากพลัม น้ำผึ้งป่าสำหรับหมักไวน์ พริกฆาลาเปญโญดอง เบียร์ที่ทำจากขิง ถั่วตองกา กัวร์กัมจากอินเดีย ไปจนถึงหัวเชื้อราโคจิ เป็นอาทิ ผมเลยถามย้ำ ไหนคุณบอกจะขายบาร์บีคิวเป็นหลัก

“ทั้งหมดนี้เป็นมรดกที่ผมได้จากการทำงานบนเรือ” ชายผู้ยืนอยู่กลางห้องกล่าว

“มรดก” ผมทวนคำ “หมายถึงคุณเก็บทั้งหมดนี้มาจากห้องครัวบนเรืองั้นหรือ”

“ไม่ใช่แบบนั้น” เขาหัวเราะ “ห้องครัวบนเรือบางลำเล็กกว่าห้องนี้เท่าหนึ่งได้ ไม่มีทางเก็บวัตถุดิบพวกนี้ได้หมด ที่ผมหมายถึงคือการที่คุณเป็นเชฟคนเดียวบนเรือที่เดินทางอยู่ตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องทำอาหารตามความต้องการของลูกค้าให้ได้หลากหลายที่สุด ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ซูชิไปจนถึงเคบับเลยน่ะ

“ไอ้ความหลากหลายตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรักการเรียนรู้ รวมถึงชอบสะสมวัตถุดิบจากเมืองต่าง ๆ ที่เรือไปเทียบท่า เพื่อทดลองพัฒนาเมนูด้วยตัวเอง พอย้ายมาปักหลักที่นี่ นิสัยนี้มันก็ติดตัวผมมาด้วย ผมเลยมองว่านี่เป็นมรดก” คริสอธิบาย

หลังจบวิทยาลัยด้านการทำอาหารที่อังกฤษ คริสทำงานแรกในแผนก Food & Beverage ของโรงแรมในฝรั่งเศส ก่อนมาเป็นเชฟส่วนตัวให้ธนาคารหรูแห่งหนึ่งที่ลอนดอน จากนั้นเรียนต่อการจัดการโรงแรมที่ไบร์ทตัน และจบออกมาได้งานกับบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงแรม The Ritz London ซึ่งบริษัทนั้นก็เป็นเจ้าของเรือยอชต์ที่จอดเทียบท่าอยู่ในบาร์เซโลนาด้วย และเขาเดินทางไปกับเรือครั้งแรกที่นั่น

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“มันไม่ใช่งานที่สนุกหรอก แค่นั่งอยู่เฉย ๆ เจอคลื่นแรง ๆ คุณก็อาจเมาแล้ว แต่ผมต้องเตรียมอาหารไปด้วยในห้องครัวที่เล็กและแคบ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่ได้ครบเหมือนทุกวันนี้ ที่สำคัญคือคุณต้องอยู่บนเรือราว 8 เดือนต่อปี พอเรือเทียบท่าส่งลูกค้าขึ้นฝั่ง อีกวันลูกค้ารายใหม่ก็มา เราก็ต้องออกเรือกันต่อ ทริปหนึ่งอาจใช้เวลาอยู่กลางทะเล 12 วัน แต่ถ้าขึ้นไปถึงนอร์เวย์หรือเกาะแอนติกาก็ใช้เวลาเกือบเดือน

“ตอนเริ่มงานใหม่ ๆ ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยรายได้ก็ดี ทำงานเก็บเงินไปสักพักแล้วค่อยว่ากัน… รู้ตัวอีกทีก็อยู่มา 20 ปีแล้ว” เขาหัวเราะ

“แล้วอะไรทำให้คุณทำงานนี้ได้นานขนาดนั้น เพราะได้เที่ยวหรือ” ผมถามต่อ

“ก็ไม่เชิง เอาจริง ๆ ถ้าคุณไปเทียบท่าอยู่เมืองเดิมเกิน 4 ครั้ง คุณจะพบว่ามันไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวอีกต่อไป” เขาตอบ “แต่อย่างที่ผมบอก มันคือการได้เรียนรู้ พอเรือเทียบท่าที่ไหน ผมก็มักจะไปตระเวนกินอาหาร แวะร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือทำอาหารท้องถิ่นกลับมา และที่สำคัญคือการได้ไปจ่ายตลาดหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร ในบางเมืองผมอาจแวะไปดูฟุตบอล หรือดู Formula 1 บ้าง แต่กิจวัตรหลัก ๆ ของผมคือชิมอาหาร ซื้อหนังสือ และจ่ายตลาด”

“คุณเรียนรู้การทำอาหารทั้งหมดจากบนเรือหรือ”

“ก็ไม่เชิงอีก ปฏิเสธไม่ได้ว่างานบนเรือเป็นจุดเปลี่ยน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด หลายครั้งผมก็เรียนรู้จากช่วงหยุดยาวประจำปี อย่างไปศึกษาเรื่องอาหารโมเลกุลจาก El Bulli ที่บาร์เซโลนา หรือเดินทางมาเรียนอาหารไทยที่เมืองไทย ผมมองว่าถ้าเรารักที่จะเรียนรู้ อยู่ไหนมันก็เรียนรู้ได้หมด แค่ผมโชคดีที่ได้เดินทางไปกับเรือ” เขาตอบ

เว้นวรรคอีกสักพัก คล้ายเขารู้สึกว่ายังอธิบายได้ไม่เคลียร์นัก

“ยกตัวอย่างแบบนี้ คุณรู้จักหัวเชื้อราโคจิไหม คนญี่ปุ่นใช้มันหมักกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อทำเครื่องปรุงมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่สิ่งนี้กลับใหม่สำหรับคนตะวันตกอย่างผม โคจิทำให้ผมหมักเนื้อ Dry-aged ได้ในเวลา 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลา 45 วัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน องค์ความรู้เหล่านี้มันอยู่กับวิถีผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ หลากหลายไปหมด อากาศที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย วัตถุดิบแบบเดียวกันก็ให้รสชาติไม่เหมือนกัน ไหนจะตำรับอาหารของชนเผ่าในภูมิภาคต่าง ๆ อีก อะไรคือความสนุกของการได้ทำอาหารไปพร้อมกับเดินทางด้วยเรือ คือการมีโอกาสเข้าถึงเรื่องพวกนี้นั่นแหละครับ” คริสขยายความ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

เพลย์กราวนด์คิทเช่น

ประตูห้องแห่งความลับถูกปิด (ผมตั้งข้อสังเกตกับเขาว่ามันควรเรียกว่า Laboratory เสียมากกว่า ซึ่งคริสเห็นด้วย) เจ้าของสถานที่นำเรากลับมาสู่โถงทำอาหารกลางบ้าน พื้นที่ที่เขาเรียกมันว่า Playground

อีกหนึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า แพสชันอันล้นเหลือในการเป็นเชฟของคริส หาใช่เพียงการได้เรียนรู้ แต่ยังรวมถึงการได้ ‘ทำอาหาร’

คริสเล่าว่าเขาปลูกบ้านหลังนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว วางแผนว่าจะใช้เป็นชั้นเรียนสอนทำอาหาร โดยเน้นที่คอร์สการประกอบอาหารบนเรือ ที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ตลอดอาชีพที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เขาต้องทำอาหารบนเรือเพียงลำพัง เลยตั้งใจให้ครัวแห่งนี้เป็นสถานที่ต้อนรับเชฟจากที่ต่าง ๆ มาเปิดคอร์สสอนทำอาหารเฉพาะทางแก่ผู้ที่สนใจ หรืออย่างเรียบง่ายที่สุด คือการมีเพื่อนเชฟสักคนมาร่วมทำอาหารกับเขาบ้าง

“เลยมองว่านี่เป็นเพลย์กราวนด์น่ะ” เขาสรุป

“การเป็นเชฟบนเรือมันเหงาขนาดนั้นเลยหรือ” ผมยังไม่ยอมลงจากเรือ

“ถ้าในแง่ของการทำอาหารคนเดียวก็ใช่ มีบางครั้งถ้าได้ประจำบนเรือที่มีขนาดใหญ่หน่อย ผมก็จะมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ผมจะทำงานในเรือเล็กมากกว่า แต่ให้พูดจริง ๆ ก็ไม่เหงาขนาดนั้นหรอก”

เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเล่าว่าความสนุกอีกอย่างที่ทำให้เขาทำงานบนเรือได้ต่อเนื่องจนลืมความคิดจะลาออกตอนหนุ่ม ๆ คือการได้ทำอาหารร่วมกับลูกค้า

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“ลูกค้าเรือส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่กลุ่มเพื่อนก็เป็นครอบครัว ความที่ผมเป็นเชฟคนเดียวบนนั้น เราจึงเหมือนเป็นสมาชิกกับครอบครัวเขากลาย ๆ บางครั้งลูกค้าก็มาทำอาหารร่วมกับผม หรือไม่ก็ให้ผมสอนทำอาหาร ครั้งหนึ่งเรือที่ผมประจำการได้ต้อนรับครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ผมก็มีโอกาสสอนลูก ๆ ของพวกเขาทำเค้กและสโคน” คริสเล่า

ทั้งนี้ ด้วยฝีมือทำอาหารของคริสที่ติดปากติดใจครอบครัวจากราชวงศ์อังกฤษครอบครัวนี้ หลังเรือเทียบท่า พวกเขาจึงชวนคริสให้ติดตามไปเป็นเชฟส่วนตัวในการเดินทางพักผ่อน (บนบก) อีกหลายครั้ง ผมขอให้เชฟเล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าว แต่เขาประสงค์จะเก็บรายละเอียดส่วนตัวนี้ไว้ เผยเพียงว่าพวกเขาเป็นครอบครัวติดดินและน่ารัก นั่นเป็นอีกช่วงเวลาที่เขามีความสุขกับการทำงาน

“แน่นอน เราต้องเจอลูกค้าหลากหลายประเภท แบบที่ปาร์ตี้เมากันทั้งวันทั้งคืน หรือพวกมหาเศรษฐีที่เครซี่มาก ๆ ขนาดสั่งให้เฮลิคอปเตอร์ไปซื้อคาเวียร์ก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะอัธยาศัยดี และเราเชื่อมโยงกันได้ด้วยอาหาร” เขาตอบ เงียบสักพัก และเล่าต่อ

“อย่างที่บอก ชีวิตบนเรือยอชต์ในฐานะลูกเรือมันไม่สะดวกสบายเท่าไหร่หรอก แต่พอได้ทำอาหารให้คนกิน แล้วพวกเขาชอบมัน เท่านี้เลย ชดเชยได้แล้ว”

“คุณเคยมีความคิดจะไปทำงานบนเรือใหญ่ ๆ ที่น่าจะสบายกว่าอย่างเรือสำราญบ้างไหม” ผมถามอีก

“ไม่เลย” เขาปฏิเสธทันควัน

“ผมมองว่าปฏิสัมพันธ์แบบนี้มันไม่อาจเกิดขึ้นได้บนเรือสำราญ เพราะคุณต้องทำอาหารให้คนจำนวน 3,000 – 4,000 คนกิน มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย และหลายครั้งอาหารที่เสิร์ฟบนนั้น ก็เป็นอาหารสำเร็จรูปที่เราต้องนำมาอบไมโครเวฟเสิร์ฟ จึงมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการทำอาหารกับการเสิร์ฟอาหาร ซึ่งผมชอบทำอาหาร เรือยอชต์ยึดโยงกับผมแบบนี้”

“แต่งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราใช่ไหม” ผมคล้ายว่าจะรู้ทัน จึงถามแทรก

“แน่นอนที่สุด”

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่
เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

เทียบท่าที่เชียงใหม่

ครั้งแรกที่คริสเห็นชายฝั่งประเทศไทย คือช่วงที่เขาเป็นเชฟบนเรือที่ล่องจากสิงคโปร์ไปยังเกาะลังกาวีในมาเลเซีย

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินทางมาร่วมงานกับบริษัทล่องเรือยอชต์ ซึ่งประจำการที่ท่าเรือในภูเก็ต “แต่นั่นก็เป็นเวลาสั้น ๆ และผมก็แทบไม่ได้ไปไหนเลย” เขาบอก

อย่างเป็นทางการคือครั้งที่ 3 นั่นคือราวสิบกว่าปีที่แล้ว ชายหนุ่มในยามนั้นใช้วันหยุดประจำปี 4 เดือน เดินทางมาท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทย และเรียนทำอาหารที่เชียงใหม่ การเดินทางในครั้งนั้นส่งผลสำคัญต่อชีวิตของเขามาจนทุกวันนี้

“ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะรสชาติอาหาร หรือไม่ก็ป่าและภูเขา คุณนึกออกไหม ผมอยู่บนเรือมาเกือบทั้งชีวิต มองไปทางไหนก็เจอแต่ทะเล พอมาเชียงใหม่ครั้งแรก มันต่างไปอย่างสิ้นเชิง พอปีต่อมาก็กลับมาที่นี่อีก แล้วจากนั้นก็หาเวลามาเรื่อย ๆ และคิดว่าเราน่าจะมีบ้านเล็ก ๆ บนดอยสักหลังนะ” เขาว่า

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

นั่นทำให้เขาได้พบกับ หน่อย-ณัฐนิชา อิ่มอาคม ชาวกาญจนบุรีที่มาลงหลักปักฐานทำโฮมสเตย์แนวอนุรักษ์ธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว ชื่อ Limeleaf Eco-Lodge บนดอยไม่ไกลจากน้ำพุร้อนแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย หน่อยแนะนำให้คริสปลูกกระท่อมไม่ไกลจากที่พักของเธอ เพื่อให้เป็นที่พักหลักในช่วงที่เขาหยุดจากงานเรือ

นับแต่นั้น จากเดิมที่เขามีบ้านหลังแรกที่อยู่บนเรือยอชต์ และบ้านหลังที่ 2 คืออพาร์ตเมนต์ในเกาะมายอร์กา คริสได้ยกเลิกสัญญาเช่าที่พักที่สเปนหลังนั้น และเปลี่ยนมาใช้เวลาในช่วงวันหยุดบนดอยที่เชียงราย เขาเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับหน่อยอยู่หลายปี ทั้งสองเข้าพิธีวิวาห์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และคริสตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำมากว่า 20 ปี เมื่อราว 2 ปีก่อน ท้ายที่สุด เขาย้ายมาปักหลักที่เชียงใหม่แบบ For Good เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

“อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนน่ะหรือ” คริสทวนคำถาม “เมื่อคุณประสบอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือไม่อยากนอนเตียง 2 ชั้นบนเรือ เพื่อฟังเสียงกรนจากลูกเรือคนอื่นอีกแล้วน่ะสิ” เขาหัวเราะ

“ผมอายุมากแล้ว ก็คิดว่าได้เวลาลงจากเรือจริง ๆ และมีครอบครัวเสียที” ชายวัยย่าง 57 ปีตอบ

เดาได้ไม่ยาก หลังเกษียณจากงานประจำ สิ่งที่คริสยังคงทำต่อไปคืออาหาร

และอย่างไม่ต้องสงสัย Limeleaf Kitchen คือชีวิตเขาหลังจากนี้

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

“อย่างที่บอกว่าตอนแรกจะทำโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย ตั้งใจจะเปิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่โควิดก็ดันมาเสียก่อน เลยเลื่อนเปิดมาจนถึงตอนนี้ อาจจะยังไม่เปิดสอนเต็มตัว แต่จะเปิดร้านทำบาร์บีคิว สลัดบาร์ และเบเกอรี่ มีจัดบุฟเฟต์บ้างบางวัน แล้วค่อย ๆ พัฒนาเมนูอื่น ๆ ไป” เจ้าของร้านเล่า

นอกจากจะได้ชิมอาหารของอดีตเชฟบนเรือที่ทำเมนูได้หลากหลายแล้ว อีกสิ่งที่คริสภูมิใจนำเสนอคือ ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบออร์แกนิกอีกหลากหลาย ซึ่งถูกนำมาบรรจุอยู่ในเมนคอร์สและขนมเค้กของร้าน เขาและหน่อยลงมือปลูกไว้ในสวนหลังบ้านบนดอยที่แม่ขะจาน รวมถึงวัตถุดิบท้องถิ่นที่เขามักเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำรับหรือรสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ

“ผมชอบเชียงใหม่เพราะเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของอาหารและวัตถุดิบประกอบอาหารในทุกระดับ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการมีเครือข่ายคนทำอาหาร ซึ่งรวมกันอย่างเข้มแข็ง เพราะตอนผมมาที่นี่ใหม่ ๆ ผมไม่รู้จักใครเลย แล้วมาวันหนึ่งผมเห็นร้าน Windows Café & Restaurant มาเปิดแถว ๆ บ้าน ก็เลยลองนำเค้กไปเสนอขาย คุณพิ้งค์ เจ้าของร้าน พอเขาซื้อ เขาก็แนะนำให้ผมรู้จักคนอื่น ๆ หรือที่ผมรู้จัก เชฟแนนลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ (เจ้าของ Cuisine de Garden – ผู้เขียน) เขาก็พาผมไปรู้จักเชฟคนอื่น ๆ ทำให้ผมมีคอนเนกชันต่อไปเรื่อย ๆ

“ผมรู้สึกว่าเครือข่ายนี้เหมือนกลุ่มเพื่อน ที่มักเอาแหล่งวัตถุดิบหรือข้อมูลมาแบ่งปันกัน แตกต่างจากเมื่อก่อนที่เชฟมักจะผูกขาด Supplier ของตัวเอง ซึ่งผลดีของการมีเครือข่ายนี้ยังมาตกที่เกษตรกร จะได้ขายผลผลิตที่มีคุณภาพของเขาได้มากขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำอาหารที่นี่เป็นเรื่องสนุก เพราะมีเพื่อนที่พร้อมจะร่วมสนุกกับคุณอยู่ตลอดเวลา” เขายิ้ม

เป็นอีกครั้งที่เขาใช้คำว่า ‘สนุก’ เป็นคุณศัพท์ประกอบการทำอาหาร

“ว่าแต่พอมาปักหลักกับที่แบบนี้แล้ว คุณยังคิดถึงงานบนเรืออยู่ไหม” ผมสงสัย

เงียบไปสักพัก

“ไม่นะ” เขาตอบ ก่อนนำสายตาไปยังเคาน์เตอร์ครัวที่เรียงต่อกัน 3 แถว “แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ยังไม่ชินกับครัวที่ใหญ่ขนาดนี้…

“แล้วก็พื้นห้อง ที่มันไม่โคลงเคลงอีกต่อไปแล้วน่ะ” เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

Limeleaf Kitchen 

ที่ตั้ง : 25/6 หมู่ 10 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง เชียงใหม่ (แผนที่

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 09 7012 1948

Facebook : Limeleaf Kitchen

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load