เมื่อโควิด-19 แพร่ระบาดไปกระทบชีวิตประชาชนทุกสารทิศ แพลตฟอร์ตแผนที่เรียลไทม์อย่าง Jitasa.Care เปิดให้คนเข้ามาปักหมุดขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญโควิด-19 และใช้พลังของ Crowdsourcing ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาช่วยเหลือกัน ทั้งอัปเดตจุดสำคัญต่างๆ เช่น จุดตรวจโควิด จุดเติมออกซิเจน และประสานงานให้คนเข้าถึงการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่รวบรวมข้อมูลและรักษาชีวิตคนไว้ไม่ให้เกิดความสูญเสียอันน่าสลด

แพลตฟอร์มนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น เริ่มตั้งแต่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ร่วมพัฒนาโดยทีมงานอาสาสมัครกว่า 20 ชีวิต ทั้งจากภาคเอกชนและประชาสังคม ทำงานกันอย่างสุดกำลัง เพื่อสร้างแพลตฟอร์มให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน พวกเขาทราบเป็นอย่างดีว่า เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็อาจต่อชีวิตใครสักคนได้

เมื่อนับเวลาจากวันที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียในวันที่ 26 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบบมีผู้ใช้งานเข้ามามากกว่า 3,500,000 คน ทั้งเข้ามาขอความช่วยเหลือกว่า 6,275 รายการ และได้ติดต่อช่วยเหลือไปแล้วอย่างน้อยกว่า 2,000 ชีวิต 

ในวันที่หมุดสีแดงที่แสดงการรอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่พื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ยังกระจายไปทั่วประเทศ The Cloud นัดหมายพูดคุยกับ สรณ์-สรณ์สกุล เถาหมอ หนึ่งในตัวแทนทีมพัฒนา Jitasa.Care เพื่อสอบถามถึงเบื้องหลังการทำงานในภารกิจเร่งด่วนนี้ และหนทางการช่วยเหลือกันต่อไปในสภาวะวิกฤต

เพื่อให้หมุดสีแดงกลายเป็นหมุดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วอย่างรวดเร็วที่สุด 

และป้องกันให้ไม่มีอีกหนึ่งชีวิต ต้องกลายเป็นหมุดสีแดงบนแผนที่

เบื้องหลังแผนที่จุดสำคัญและคนที่รอการช่วยเหลือจากโควิด-19 โดยทีมอาสาสมัครที่พัฒนาเครื่องมือให้คนไทยช่วยกันง่ายขึ้น

เครื่องมือที่ช่วยให้คนช่วยเหลือกัน

“จุดเริ่มต้นของเราเกิดขึ้นจากกลุ่ม ThaiFightCOVID นำโดย รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา และ ไก่-ดร.ปิยพรรณ หันนาคินทร์ ที่ช่วยเหลือสถานการณ์โควิดมาตั้งแต่ปีก่อน มีโจทย์ขึ้นมาว่า จะแก้ปัญหาให้ผู้ตามหาวัดที่รับณาปนกิจผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพราะเริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น และไม่ใช่ทุกวัดที่เปิดรับ” สรณ์เล่าจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์

เมื่อโจทย์นี้เกิดขึ้น ทีม ThaiFightCOVID จึงชักชวน Developer มากฝีมืออย่าง วิว-วสันชัย วงศ์สันติวนิช และทีม SOAR (Strategic and Operation Aerospace Research Center) ผู้ทำงานด้านดาวเทียมและอวกาศ รวมถึงสรณ์และอาสาสมัครไฟแรงด้านต่างๆ ที่อยากช่วยเหลือ เข้าร่วมภารกิจ 

“หลายคนไม่เคยเจอกันมาก่อน เป็นงานอาสาที่แต่ละวันเราเริ่มประชุมกันตอนสองทุ่มและทำงานกันไปจนดึก เมื่อตื่นเช้ามาก็แยกย้ายไปทำภารกิจของแต่ละคน และตอนกลางคืนก็ประชุมกันใหม่เพื่ออัปเดตสถานการณ์ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ เกือบทุกคนมีงานประจำตอนกลางวัน แต่เรามีความคิดตรงกัน และอยากเอาความสามารถของแต่ละคนมาช่วยแก้ปัญหา”

แนวคิดหลักของ Jitasa.Care คือเครื่องมือเสมือนกระดาษทด ให้คนหรือหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบ ค้นหา หรือเพิ่มสถานที่จำเป็นลงบนแผนที่ เดิมเริ่มจากแสดงวัดที่ณาปนกิจผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ก่อน แล้วค่อยๆ ขยายให้ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม จุดฉีดวัคซีน จุดพักคอย (Isolation Center) จุดตรวจโควิด-19 จุดเติมออกซิเจน (เข้าไปเลือกประเภทได้ที่มุมขวาบนของเว็บไซต์) 

ส่วนใครต้องการความช่วยเหลือ เพียงกรอกข้อมูลออนไลน์ ระบุสิ่งที่ต้องการ เช่น หาเตียง ถังออกซิเจน ยา ข้าวของเครื่องใช้ และรอการยืนยัน จะมีหมุดปรากฏขึ้นบนแผนที่ เมื่อมีคนเห็นและเข้าไปช่วยเมื่อไร สถานะของหมุดก็จะเปลี่ยน เพื่ออัปเดตสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือ

ความท้าทายใหญ่คือ ข้อมูลที่มีอยู่ล้วนกระจัดกระจายและอัปเดตกันคนละช่วงเวลา ทีม Developer นำโดยวิวและทีม SOAR จึงมองว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการใช้ Crowdsourcing เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาช่วยอัปเดตข้อมูลได้ด้วยตัวเอง โดยใส่เพียงข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และเพื่อให้การขอและเข้าช่วยเหลือเป็นไปอย่างง่ายที่สุด ไม่ต้องส่งเอกสารหรือกรอกข้อมูลอะไรให้ยุ่งยาก 

แม้ว่าการเปิดกว้างให้ใครเข้ามาใช้ก็ได้ อาจทำให้มีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาสร้างความปั่นป่วน แต่จริงๆ แล้ว พวกเขาออกแบบระบบและการดำเนินการเพื่อป้องกันกรณีเหล่านี้ได้อย่างรัดกุม และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากวิธีการนี้มีเยอะกว่ามาก

“สิ่งที่เราประทับใจมากคือความมีน้ำใจของคนไทย ก่อนหน้านี้เราแค่ไม่รู้ว่าคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ที่ไหนบ้าง แต่ปรากฏการณ์ที่เห็นจากเครื่องมือนี้คือ คนเริ่มสำรวจรอบบ้านของเขาว่ามีจุดสำคัญ หรือใครต้องการความช่วยเหลือบ้าง เราไม่ได้มีทีม Operation เป็นของตัวเอง ข้อมูลแทบทั้งหมดมาจากอาสาสมัคร เราเพียงช่วยอำนวยความสะดวกให้คนช่วยเหลือกันได้ง่ายขึ้น ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยกัน” 

เบื้องหลังแผนที่จุดสำคัญและคนที่รอการช่วยเหลือจากโควิด-19 โดยทีมอาสาสมัครที่พัฒนาเครื่องมือให้คนไทยช่วยกันง่ายขึ้น
ทีม Developer ของ Jitasa.care

ร่วมอาสา

การสมัครเข้าเป็นอาสาสมัครของ Jitasa.Care ทำได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที โดยแบ่งประเภทของอาสาสมัครเป็น 4 แบบคือ

หนึ่ง อาสาข้อมูล ช่วยเพิ่มและอัปเดตสถานะของจุดต่างๆ เช่น จุดฉีดวัคซีนนี้ยังเปิดให้บริการอยู่ มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

สอง อาสาติดต่อ ทั้งบุคคลทั่วไปและบุคลากรสาธารณสุข ช่วยสอบถามและประเมินอาการของผู้ป่วย เพื่อดำเนินการต่อได้อย่างเหมาะสม และยืนยันข้อมูลในกรณีที่บางคนอาจไม่สะดวกพิมพ์ เช่นผู้สูงอายุ หรือไม่ทราบอาการที่แท้จริงของตัวเอง รวมถึงประสานงานกับจุดหมายปลายทาง ช่วยลงทะเบียนในระบบ สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ด้วย

“ตอนนี้อาสาติดต่อที่ต้องการเพิ่มเติมอย่างยิ่งคือบุคลากรสาธารณสุข ที่จะช่วยติดต่อเพื่อเช็กอาการผู้ป่วย เข้าใจว่าด่านหน้าตอนนี้หนักมาก แต่หากใครไม่ได้อยู่ด่านหน้าและพอมีเวลา เรายินดีเป็นอย่างยิ่งถ้าสะดวกมาช่วยเหลือตรงนี้”

สาม อาสาพาไป ช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต แรกเริ่มเป็นมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลือในนามบุคคล แต่ตอนนี้มีอาสาส่งข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้ถึงที่หมายแล้ว เช่น ถังออกซิเจน อาหาร ยา

สุดท้าย อาสาทั่วไปที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการอื่นๆ 

ปัจจุบัน มีอาสาสมัครกว่า 6,000 คนเข้าไปลงทะเบียนบนเว็บไซต์ แต่ยังคงต้องการกำลังช่วยเหลืออีก โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น แพทย์หรือเจ้าหน้าที่กู้ภัย 

ทุกคนคือทีมเดียวกัน

การทำงานแบบออนไลน์ในบริษัทที่คนพอรู้จักกันมาก่อนยังถือว่ายาก แต่ Jitasa.Care บริหารจัดการให้เกิดผลลัพธ์ได้ในเวลาอันสั้น เพราะทุกคนมีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน และเคารพความรู้ความสามารถแต่ละฝ่าย

“ในทีมของเรามีตั้งแต่น้องๆ Developer วัยยี่สิบต้นๆ ไปจนถึงพี่ๆ ผู้ใหญ่ระดับผู้บริหารองค์กรเอกชน สิ่งสำคัญในเวลาแบบนี้คือการสื่อสาร เราแบ่งอย่างชัดเจนว่าในการคุยแต่ละครั้ง เราจะคุยเรื่องอะไรบ้าง ใครต้องเข้าร่วม พอจบเรื่องนี้ ใครที่ไม่เกี่ยวข้องแยกไปคุยห้องอื่นกันต่อได้ เพื่อให้ต่างคนต่างทำงานของตัวเองแล้วมาต่อจิ๊กซอว์กัน ไม่ต้องเสียเวลามานั่งประชุมนานๆ ไม่อย่างนั้นคนจะล้ามาก พอเป็นแบบนี้การทำงานเลยลื่นไหล”

เป็นเรื่องน่าคิดว่า หน่วยงานต่างๆ จะปรับตัว เปลี่ยนระบบให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ติดอยู่กับกลไกที่วุ่นวาย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้ประชาชนแบบอาสาสมัครเหล่านี้ได้อย่างไร

เบื้องหลังแผนที่จุดสำคัญและคนที่รอการช่วยเหลือจากโควิด-19 โดยทีมอาสาสมัครที่พัฒนาเครื่องมือให้คนไทยช่วยกันง่ายขึ้น

นอกจากบริหารจัดการภายในแล้ว ทีมงานยังประสานกับหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงภาครัฐ ตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจกต์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มร่วมกันให้ได้มากที่สุด โดยในอนาคตอาจมีการต่อยอดไปใช้งานในเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้แผนที่แบบนี้ เช่น การรับมือกับภัยพิบัติ

ส่วนในเชิงการออกแบบแพลตฟอร์ม Jitasa.Care คำนึงถึงการใช้งานแบบต่อยอดเสมอ เช่น เมื่อกรอกข้อมูลขอความช่วยเหลือเสร็จ ผู้กรอกจะได้รับ QR Code นำไปแชร์บนแพลตฟอร์มอื่นได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้คนอื่นสแกนและช่วยเหลือ โดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์หรืออธิบายข้อมูลซ้ำๆ 

“การช่วยเหลือไม่มีการแบ่งว่าใครเป็นฝ่ายไหน ใครจะเข้ามาใช้ก็ได้ เรายินดีอย่างยิ่ง บางกลุ่มอาสาที่ทำงานอยู่บน Excel ก็เพียงย้ายข้อมูลเข้ามาปักหมุดบนแผนที่ ทำงานสะดวกและสื่อสารง่ายขึ้นด้วย 

“ตอนนี้อาสาสมัครหลายกลุ่มกำลังคุยกันว่าแต่ละคนจะช่วยอะไรกันได้บ้าง ทุกคนอยากทำให้เหตุการณ์กลับสู่ปกติเร็วที่สุด” สรณ์กล่าว พร้อมเล่าว่าจากข้อมูลตอนนี้ สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการคือการเพิ่มจำนวน Isolation Center ในชุมชน เพราะเตียงในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามแทบจะไม่เพียงพอแล้ว รวมทั้งควรเร่งตรวจเชิงรุก และกระจายยาให้มากที่สุด เพื่อให้มีระบบรองรับผู้ป่วยที่จะทำ Home Isolation อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ส่วนทาง Jitasa.Care จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนา และดูแลแพลตฟอร์มนี้ต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

หากใครยังพอมีเวลาและกำลัง ขอเชิญชวนมาเป็นอาสาสมัคร ใช้เครื่องมือนี้เพื่ออำนวยความสะดวก บรรเทาความทุกข์ยาก และรักษาชีวิตของคนไทยไปด้วยกัน

ตรวจสอบสถานการณ์ กรอกข้อมูลเพื่อขอความช่วยเหลือ หรือสมัครเป็นอาสาสมัครได้ที่ คลิก

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : @Jitasa.Care

ภาพ: Jitasa.Care

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

19 มิถุนายน 2560
5,334

คุณคิดว่าเราต้องใช้อะไรบ้างเพื่อเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้ดีขึ้น?

บางคนอาจคิดถึงกำลังเงิน กำลังคน หรือองค์ความรู้มหาศาล แต่สำหรับ Megan O’Malley (เมแกน โอมอลลีย์) และ Gab Murphy (แก็บ เมอร์ฟีย์) สองสาวชาวออสเตรเลียตรงหน้าฉัน คำตอบเรียบง่ายกว่านั้น

นั่นคือ 2 เท้าของพวกเธอ  

Walk Sew Good

“ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้นวม อ่านเรื่องราวของชายคนนี้ที่เดินไปทั่วโลกในช่วงปี 1960” เมแกนเล่าให้ฉันฟังถึงแรงบันดาลใจการเริ่มต้นก้าว ชายที่เธอพูดถึงคือ สาทิศ กุมาร นักปรัชญาชาวอินเดียผู้รณรงค์เรื่องสันติภาพผ่านการเดิน “ฉันอ่านเรื่องราวชีวิตเขาและคิดว่า ว้าว แล้วนี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงบนโลกนี้ ฉันเองชอบการเดินแล้วก็คิดว่าตัวเองควรออกเดินเพื่อบางสิ่งที่สนใจอย่างแท้จริง”

เมแกนเป็นอดีตสาวนักช้อปผู้ชื่นชอบแฟชั่น แต่ก็ตระหนักว่าอุตสาหกรรมนี้ก่อให้เกิดผลเลวร้ายมหาศาล เมื่อไม่อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เมแกนจึงค้นคว้าข้อมูลและกลายเป็นผู้หลงใหลเรื่องราวแฟชั่นที่ยั่งยืน

นั่นคือเหตุผลที่เมื่ออยากออกเดินเพื่อบางสิ่ง เธอจึงริเริ่ม Walk Sew Good โปรเจกต์ที่จะออกเดินไปบันทึกเรื่องราวผู้คนที่มุ่งมั่นผลิตเสื้อผ้าด้วยวิธีเชิงบวกและยั่งยืน แล้วนำวิดีโอเหล่านั้นโพสต์ขึ้นเว็บไซต์ โดยมีแก็บ เพื่อนสาวที่เจอกันในชั้นเรียนเกี่ยวกับความยั่งยืนมาเป็นเพื่อนร่วมทาง แก็บสนใจเรื่อง Women’s Empowerment ซึ่งแน่นอน มีผู้หญิงจำนวนมากอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ความสนใจของทั้งคู่จึงผสมผสานลงตัว

Megan O’Malley and Gab Murphy

ผู้หญิง 2 คนตรงหน้าฉันตั้งใจใช้เวลา 1 ปี ออกเดินเท้าผ่าน 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ เวียดนาม กัมพูชา ไทย และลาว รวมระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร เหตุผลการเลือกพื้นที่คือพวกเธอเห็นว่าบริเวณนี้มีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแฟชั่นเยอะ จึงเลือกเดินผ่านเพื่อสื่อสารว่าที่นี่ยังมีเรื่องราวดีๆ ซ่อนอยู่ ซึ่งผู้คนที่ทั้งคู่ไปพูดคุยบันทึกเรื่องราวก็หลากหลายและน่าประทับใจ เช่น หญิงชาวกัมพูชาที่ก้าวมาทำธุรกิจซึ่งส่งเสริมการทอผ้าของชุมชน อีกทั้งยังหลงใหลในผ้าไหมกัมพูชาและตั้งใจว่าจะทำพิพิธภัณฑ์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวนี้  

แม้จะพึ่งพาวิธีเดินทางแบบอื่นอยู่บ้าง แต่สุดท้ายการเดินเท้าก็คือใจความหลักของโปรเจกต์ และการเดินนับสิบกิโลเมตรต่อวันกลางแดดฝนของเขตร้อนย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายและน่ารื่นรมย์ อย่างไรก็ตามสองสาวแห่ง Walk Sew Good เชื่อมั่นในพลังของเครื่องมือที่ใช้ “ฉันคิดว่ามันบ้ามาก” เมแกนกล่าว “แต่เราใช้การเดินเป็นเครื่องมือเรียกความสนใจ เมื่อคุณบอกว่ากำลังเดินข้ามเอเชีย คนจะบอกว่า อะไรนะ คุณทำไปทำไม มันบ้ามาก แล้วหลังจากนั้นคุณก็จะแนะนำสิ่งที่ทำอยู่ได้ ฉันมองว่าการเดินเป็นเครื่องมือที่สงบมากและมหัศจรรย์”

Megan O’Malley and Gab Murphy

Megan O’Malley and Gab Murphy

ที่สำคัญคือ การที่ผู้หญิง 2 คนออกเดินเท้าอาจดูน่ากลัว แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น นอกจากทั้งคู่จะวางแผนการเดินอย่างฉลาดและปลอดภัย เช่น ไม่เลือกเดินไปเรื่อยๆ ตอนกลางคืน ผู้คนที่พานพบยังน่ารักและเป็นมิตรอย่างยิ่ง “เนื่องจากเราเดินเท้าผ่านชนบทและพื้นที่เกษตร เรามักต้องหยุดพักในบ้านคนแปลกหน้าและสื่อสารผ่านกำแพงภาษา แล้วฉันก็ร้องไห้เยอะมากเพราะตื้นตันกับความรักและความใจกว้างของผู้คน ฉันมักร้องไห้และกอดพวกเขา มันน่าอายมากเลย” แก็บเล่าให้เราฟัง

Megan O’Malley and Gab Murphy

ตอนนี้หญิงสาว 2 คนแห่ง Walk Sew Good ฝ่าฟันอุปสรรคและความคิดถึงครอบครัวมาได้ไกลราว 1,800 กิโลเมตรแล้ว ขณะที่นั่งสนทนา พวกเธออยู่ที่ตัวเมืองเชียงใหม่และกำลังจะขึ้นไปคุยกับผู้คนที่ดอยสะเก็ด แม้ยังไม่รู้ว่าระยะทางอีกพันกว่ากิโลเมตรที่รออยู่จะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่รู้คือพันกว่ากิโลเมตรที่ผ่านมาทำให้พวกเธอเติบโต “สำหรับฉัน แฟชั่นที่ดีเคยเป็นสิ่งที่ต้องถูกต้องครบทุกข้อ ไม่มีการประนีประนอม แบรนด์ที่ยั่งยืนควรมหัศจรรย์แบบนี้” เมแกนเอ่ย “แต่ที่จริงมีหนทางต่างกันมากมายที่แบรนด์ของคุณจะยั่งยืนและส่งผลมหัศจรรย์ มันไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซนต์ เพราะนั่นเป็นเรื่องยากนะ”

ไม่ใช่แค่ตัวตนผู้ก้าวเดินที่เติบโต โปรเจกต์ของพวกเธอก็กำลังงอกงาม สองสาวเล่าว่าได้รับอีเมลทุกวัน ส่วนมากจะบอกว่ารักสิ่งที่พวกเธอทำอยู่ ขอให้ทำต่อไป นั่นช่วยให้ทั้งคู่มีกำลังใจในการก้าวต่อเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของแฟชั่นที่ดีสู่ผู้คน “ฉันคิดว่าเราควรสนใจเรื่องแฟชั่นที่ยั่งยืนด้วยหลายเหตุผล เพราะอุตสาหกรรมเสื้อผ้ามีผลกระทบมหาศาลต่อโลก การใส่ใจว่าเสื้อผ้าเรามาจากไหนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคต เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และฉันอยากบอกว่ามันเท่มากด้วยที่เราจะมีส่วนร่วมกับเรื่องราวของผู้คน แม้คุณอาจไม่ใส่ใจจริงจังกับอนาคตของโลกนี้ หรือคุณอาจไม่ใส่ใจมากว่าผู้คนได้ค่าแรงพอมั้ย มันก็ยังเท่มากที่ได้รู้ว่าเสื้อผ้าของคุณมาจากไหน” เมแกนอธิบาย ขณะที่แก็บเล่าถึงความคาดหวังของเธอ “ฉันจะดีใจมากที่ได้เห็นผู้คนบริโภคน้อยลงและขบคิดอย่างจริงจังว่าสิ่งที่บริโภคมาจากไหน นั่นจะเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก หรืออย่างน้อยแค่สนับสนุนแบรนด์ที่ยั่งยืนก็ได้”

ณ ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า ก้าวเล็กๆ ของผู้หญิง 2 คนในชื่อ Walk Sew Good จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าได้มากมายแค่ไหน

แต่อย่างน้อยก้าวแรกก็เริ่มต้น และพวกเธอยังก้าวต่อไป

Megan O’Malley and Gab Murphy

Facebook: walksewgood
Walksewgood.com

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load