เมื่อโควิด-19 แพร่ระบาดไปกระทบชีวิตประชาชนทุกสารทิศ แพลตฟอร์ตแผนที่เรียลไทม์อย่าง Jitasa.Care เปิดให้คนเข้ามาปักหมุดขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญโควิด-19 และใช้พลังของ Crowdsourcing ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาช่วยเหลือกัน ทั้งอัปเดตจุดสำคัญต่างๆ เช่น จุดตรวจโควิด จุดเติมออกซิเจน และประสานงานให้คนเข้าถึงการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่รวบรวมข้อมูลและรักษาชีวิตคนไว้ไม่ให้เกิดความสูญเสียอันน่าสลด

แพลตฟอร์มนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น เริ่มตั้งแต่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ร่วมพัฒนาโดยทีมงานอาสาสมัครกว่า 20 ชีวิต ทั้งจากภาคเอกชนและประชาสังคม ทำงานกันอย่างสุดกำลัง เพื่อสร้างแพลตฟอร์มให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน พวกเขาทราบเป็นอย่างดีว่า เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็อาจต่อชีวิตใครสักคนได้

เมื่อนับเวลาจากวันที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียในวันที่ 26 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบบมีผู้ใช้งานเข้ามามากกว่า 3,500,000 คน ทั้งเข้ามาขอความช่วยเหลือกว่า 6,275 รายการ และได้ติดต่อช่วยเหลือไปแล้วอย่างน้อยกว่า 2,000 ชีวิต 

ในวันที่หมุดสีแดงที่แสดงการรอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่พื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ยังกระจายไปทั่วประเทศ The Cloud นัดหมายพูดคุยกับ สรณ์-สรณ์สกุล เถาหมอ หนึ่งในตัวแทนทีมพัฒนา Jitasa.Care เพื่อสอบถามถึงเบื้องหลังการทำงานในภารกิจเร่งด่วนนี้ และหนทางการช่วยเหลือกันต่อไปในสภาวะวิกฤต

เพื่อให้หมุดสีแดงกลายเป็นหมุดสีเทาที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วอย่างรวดเร็วที่สุด 

และป้องกันให้ไม่มีอีกหนึ่งชีวิต ต้องกลายเป็นหมุดสีแดงบนแผนที่

เบื้องหลังแผนที่จุดสำคัญและคนที่รอการช่วยเหลือจากโควิด-19 โดยทีมอาสาสมัครที่พัฒนาเครื่องมือให้คนไทยช่วยกันง่ายขึ้น

เครื่องมือที่ช่วยให้คนช่วยเหลือกัน

“จุดเริ่มต้นของเราเกิดขึ้นจากกลุ่ม ThaiFightCOVID นำโดย รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา และ ไก่-ดร.ปิยพรรณ หันนาคินทร์ ที่ช่วยเหลือสถานการณ์โควิดมาตั้งแต่ปีก่อน มีโจทย์ขึ้นมาว่า จะแก้ปัญหาให้ผู้ตามหาวัดที่รับณาปนกิจผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพราะเริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น และไม่ใช่ทุกวัดที่เปิดรับ” สรณ์เล่าจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์

เมื่อโจทย์นี้เกิดขึ้น ทีม ThaiFightCOVID จึงชักชวน Developer มากฝีมืออย่าง วิว-วสันชัย วงศ์สันติวนิช และทีม SOAR (Strategic and Operation Aerospace Research Center) ผู้ทำงานด้านดาวเทียมและอวกาศ รวมถึงสรณ์และอาสาสมัครไฟแรงด้านต่างๆ ที่อยากช่วยเหลือ เข้าร่วมภารกิจ 

“หลายคนไม่เคยเจอกันมาก่อน เป็นงานอาสาที่แต่ละวันเราเริ่มประชุมกันตอนสองทุ่มและทำงานกันไปจนดึก เมื่อตื่นเช้ามาก็แยกย้ายไปทำภารกิจของแต่ละคน และตอนกลางคืนก็ประชุมกันใหม่เพื่ออัปเดตสถานการณ์ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ เกือบทุกคนมีงานประจำตอนกลางวัน แต่เรามีความคิดตรงกัน และอยากเอาความสามารถของแต่ละคนมาช่วยแก้ปัญหา”

แนวคิดหลักของ Jitasa.Care คือเครื่องมือเสมือนกระดาษทด ให้คนหรือหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบ ค้นหา หรือเพิ่มสถานที่จำเป็นลงบนแผนที่ เดิมเริ่มจากแสดงวัดที่ณาปนกิจผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ก่อน แล้วค่อยๆ ขยายให้ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม จุดฉีดวัคซีน จุดพักคอย (Isolation Center) จุดตรวจโควิด-19 จุดเติมออกซิเจน (เข้าไปเลือกประเภทได้ที่มุมขวาบนของเว็บไซต์) 

ส่วนใครต้องการความช่วยเหลือ เพียงกรอกข้อมูลออนไลน์ ระบุสิ่งที่ต้องการ เช่น หาเตียง ถังออกซิเจน ยา ข้าวของเครื่องใช้ และรอการยืนยัน จะมีหมุดปรากฏขึ้นบนแผนที่ เมื่อมีคนเห็นและเข้าไปช่วยเมื่อไร สถานะของหมุดก็จะเปลี่ยน เพื่ออัปเดตสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือ

ความท้าทายใหญ่คือ ข้อมูลที่มีอยู่ล้วนกระจัดกระจายและอัปเดตกันคนละช่วงเวลา ทีม Developer นำโดยวิวและทีม SOAR จึงมองว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการใช้ Crowdsourcing เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาช่วยอัปเดตข้อมูลได้ด้วยตัวเอง โดยใส่เพียงข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และเพื่อให้การขอและเข้าช่วยเหลือเป็นไปอย่างง่ายที่สุด ไม่ต้องส่งเอกสารหรือกรอกข้อมูลอะไรให้ยุ่งยาก 

แม้ว่าการเปิดกว้างให้ใครเข้ามาใช้ก็ได้ อาจทำให้มีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาสร้างความปั่นป่วน แต่จริงๆ แล้ว พวกเขาออกแบบระบบและการดำเนินการเพื่อป้องกันกรณีเหล่านี้ได้อย่างรัดกุม และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากวิธีการนี้มีเยอะกว่ามาก

“สิ่งที่เราประทับใจมากคือความมีน้ำใจของคนไทย ก่อนหน้านี้เราแค่ไม่รู้ว่าคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ที่ไหนบ้าง แต่ปรากฏการณ์ที่เห็นจากเครื่องมือนี้คือ คนเริ่มสำรวจรอบบ้านของเขาว่ามีจุดสำคัญ หรือใครต้องการความช่วยเหลือบ้าง เราไม่ได้มีทีม Operation เป็นของตัวเอง ข้อมูลแทบทั้งหมดมาจากอาสาสมัคร เราเพียงช่วยอำนวยความสะดวกให้คนช่วยเหลือกันได้ง่ายขึ้น ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยกัน” 

เบื้องหลังแผนที่จุดสำคัญและคนที่รอการช่วยเหลือจากโควิด-19 โดยทีมอาสาสมัครที่พัฒนาเครื่องมือให้คนไทยช่วยกันง่ายขึ้น
ทีม Developer ของ Jitasa.care

ร่วมอาสา

การสมัครเข้าเป็นอาสาสมัครของ Jitasa.Care ทำได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที โดยแบ่งประเภทของอาสาสมัครเป็น 4 แบบคือ

หนึ่ง อาสาข้อมูล ช่วยเพิ่มและอัปเดตสถานะของจุดต่างๆ เช่น จุดฉีดวัคซีนนี้ยังเปิดให้บริการอยู่ มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

สอง อาสาติดต่อ ทั้งบุคคลทั่วไปและบุคลากรสาธารณสุข ช่วยสอบถามและประเมินอาการของผู้ป่วย เพื่อดำเนินการต่อได้อย่างเหมาะสม และยืนยันข้อมูลในกรณีที่บางคนอาจไม่สะดวกพิมพ์ เช่นผู้สูงอายุ หรือไม่ทราบอาการที่แท้จริงของตัวเอง รวมถึงประสานงานกับจุดหมายปลายทาง ช่วยลงทะเบียนในระบบ สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ด้วย

“ตอนนี้อาสาติดต่อที่ต้องการเพิ่มเติมอย่างยิ่งคือบุคลากรสาธารณสุข ที่จะช่วยติดต่อเพื่อเช็กอาการผู้ป่วย เข้าใจว่าด่านหน้าตอนนี้หนักมาก แต่หากใครไม่ได้อยู่ด่านหน้าและพอมีเวลา เรายินดีเป็นอย่างยิ่งถ้าสะดวกมาช่วยเหลือตรงนี้”

สาม อาสาพาไป ช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต แรกเริ่มเป็นมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลือในนามบุคคล แต่ตอนนี้มีอาสาส่งข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้ถึงที่หมายแล้ว เช่น ถังออกซิเจน อาหาร ยา

สุดท้าย อาสาทั่วไปที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการอื่นๆ 

ปัจจุบัน มีอาสาสมัครกว่า 6,000 คนเข้าไปลงทะเบียนบนเว็บไซต์ แต่ยังคงต้องการกำลังช่วยเหลืออีก โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น แพทย์หรือเจ้าหน้าที่กู้ภัย 

ทุกคนคือทีมเดียวกัน

การทำงานแบบออนไลน์ในบริษัทที่คนพอรู้จักกันมาก่อนยังถือว่ายาก แต่ Jitasa.Care บริหารจัดการให้เกิดผลลัพธ์ได้ในเวลาอันสั้น เพราะทุกคนมีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน และเคารพความรู้ความสามารถแต่ละฝ่าย

“ในทีมของเรามีตั้งแต่น้องๆ Developer วัยยี่สิบต้นๆ ไปจนถึงพี่ๆ ผู้ใหญ่ระดับผู้บริหารองค์กรเอกชน สิ่งสำคัญในเวลาแบบนี้คือการสื่อสาร เราแบ่งอย่างชัดเจนว่าในการคุยแต่ละครั้ง เราจะคุยเรื่องอะไรบ้าง ใครต้องเข้าร่วม พอจบเรื่องนี้ ใครที่ไม่เกี่ยวข้องแยกไปคุยห้องอื่นกันต่อได้ เพื่อให้ต่างคนต่างทำงานของตัวเองแล้วมาต่อจิ๊กซอว์กัน ไม่ต้องเสียเวลามานั่งประชุมนานๆ ไม่อย่างนั้นคนจะล้ามาก พอเป็นแบบนี้การทำงานเลยลื่นไหล”

เป็นเรื่องน่าคิดว่า หน่วยงานต่างๆ จะปรับตัว เปลี่ยนระบบให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ติดอยู่กับกลไกที่วุ่นวาย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้ประชาชนแบบอาสาสมัครเหล่านี้ได้อย่างไร

เบื้องหลังแผนที่จุดสำคัญและคนที่รอการช่วยเหลือจากโควิด-19 โดยทีมอาสาสมัครที่พัฒนาเครื่องมือให้คนไทยช่วยกันง่ายขึ้น

นอกจากบริหารจัดการภายในแล้ว ทีมงานยังประสานกับหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงภาครัฐ ตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจกต์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มร่วมกันให้ได้มากที่สุด โดยในอนาคตอาจมีการต่อยอดไปใช้งานในเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้แผนที่แบบนี้ เช่น การรับมือกับภัยพิบัติ

ส่วนในเชิงการออกแบบแพลตฟอร์ม Jitasa.Care คำนึงถึงการใช้งานแบบต่อยอดเสมอ เช่น เมื่อกรอกข้อมูลขอความช่วยเหลือเสร็จ ผู้กรอกจะได้รับ QR Code นำไปแชร์บนแพลตฟอร์มอื่นได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้คนอื่นสแกนและช่วยเหลือ โดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์หรืออธิบายข้อมูลซ้ำๆ 

“การช่วยเหลือไม่มีการแบ่งว่าใครเป็นฝ่ายไหน ใครจะเข้ามาใช้ก็ได้ เรายินดีอย่างยิ่ง บางกลุ่มอาสาที่ทำงานอยู่บน Excel ก็เพียงย้ายข้อมูลเข้ามาปักหมุดบนแผนที่ ทำงานสะดวกและสื่อสารง่ายขึ้นด้วย 

“ตอนนี้อาสาสมัครหลายกลุ่มกำลังคุยกันว่าแต่ละคนจะช่วยอะไรกันได้บ้าง ทุกคนอยากทำให้เหตุการณ์กลับสู่ปกติเร็วที่สุด” สรณ์กล่าว พร้อมเล่าว่าจากข้อมูลตอนนี้ สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการคือการเพิ่มจำนวน Isolation Center ในชุมชน เพราะเตียงในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามแทบจะไม่เพียงพอแล้ว รวมทั้งควรเร่งตรวจเชิงรุก และกระจายยาให้มากที่สุด เพื่อให้มีระบบรองรับผู้ป่วยที่จะทำ Home Isolation อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ส่วนทาง Jitasa.Care จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนา และดูแลแพลตฟอร์มนี้ต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

หากใครยังพอมีเวลาและกำลัง ขอเชิญชวนมาเป็นอาสาสมัคร ใช้เครื่องมือนี้เพื่ออำนวยความสะดวก บรรเทาความทุกข์ยาก และรักษาชีวิตของคนไทยไปด้วยกัน

ตรวจสอบสถานการณ์ กรอกข้อมูลเพื่อขอความช่วยเหลือ หรือสมัครเป็นอาสาสมัครได้ที่ คลิก

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : @Jitasa.Care

ภาพ: Jitasa.Care

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load