เมื่อ 12 ปีก่อน ตั้ม-ดร.ศุภพงศ์ สอนสังข์ คือนักออกแบบผลิตภัณฑ์วัย 30 มือฉมังที่ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานให้แบรนด์ระดับสากล เขาเคยชนะการประกวดใหญ่ บินข้ามทวีปไปจัดแสดงงานที่ยุโรปอยู่บ่อยครั้ง และเป็นหนึ่งในผู้ได้รับรางวัล Designer of the Year เมื่อ พ.ศ. 2547 และ 2548

แต่แล้วชีวิตก็พลิกผัน ในวันที่กำลังขยับเข้าใกล้ความฝันการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ไทยที่ได้รับการยอมรับบนเวทีโลก ตั้มตัดสินใจพักรับงานออกแบบให้ลูกค้าทุกประเภท เพื่อมาเริ่มเป็นเกษตรกร ปลูกป่าบนผืนดินของครอบครัว

Jird Design Gallery, ตั้ม-ดร.ศุภพงศ์ สอนสังข์

หลายคนบ่น บางคนคิดว่าเขาบ้า ปลูกป่าไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา

1 รอบชีวิตผ่านไป ตั้มในวัย 43 ปีและภรรยา เดียร์-นริศรา สอนสังข์ นำทางเราเข้าสู่อาณาจักรต้นไม้บนแปลงหมายเลข 2 ขนาด 4 ไร่ครึ่ง ย่านหนองโพ จังหวัดราชบุรี ปกคลุมพื้นที่ที่เคยเป็นเพียงทุ่งหญ้าเปล่าไว้ให้ร่มเย็น เขาเริ่มบทสนทนาด้วยการแนะนำให้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามและสรรพคุณของต้นไม้แต่ละต้น ตั้งแต่สัก ประดู่ พะยูง แดง มะค่าแต้ มะคำดีควาย มะเกลือ มะฮอกกานี ยางนา สมอพิเภก จันทน์กะพ้อ อินจัน และอีกหลายสิบชื่อในบริเวณเล็กๆ ที่ล้วนเพาะปลูกด้วยมือตัวเองจนเราแทบจดไม่ทัน

“เราเริ่มปลูกด้วยความเป็นนักสะสม อยากมีต้นไม้ทุกแบบในไทยรวมไว้ที่นี่ ตอนแรกมีมากกว่าสี่ร้อยสายพันธุ์เลย แต่ตอนนี้เหลือรอดอยู่ประมาณร้อยสี่สิบสายพันธุ์ตามความเหมาะสมกับพื้นที่ เน้นไปที่ไม้เศรษฐกิจและไม้ภูมิปัญญาไทยโบราณมากขึ้น” ตั้มอธิบายจักรวาลของต้นไม้บนพื้นที่นี้

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

ภายในป่า ตั้มยังสร้างบ้านและห้องทำงานไม้เล็กๆ ที่ชุบชีวิตไม้เก่าจากชุมชนมาผลิตเฟอร์นิเจอร์ในชื่อแบรนด์ Jird Design Gallery หรือเรียกย่อๆ ว่า ‘เจิด’ ควบคู่ไประหว่างรอต้นไม้ในป่าเติบโต

เจิดมีแนวคิดเบื้องหลังบรรเจิดสมชื่อ แบรนด์นี้ตั้งใจไม่มีหน้าร้าน ไม่ฝากขายที่อื่น ไม่ขายออนไลน์ ลูกค้าจะพบพวกเขาได้ในงานนิทรรศการเท่านั้น ส่วนสินค้าที่ขายก็แสนทนทาน อายุของวัสดุอยู่ยืนยาวรวมนับร้อยปี

อีกไม่ช้า วัสดุที่จะนำมาใช้ผลิตคือต้นไม้รอบๆ ที่ปลูกขึ้นใหม่ด้วยมือนักออกแบบเอง แต่ละต้นมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เป็นผลงานที่จะมีเพียงชิ้นเดียวในโลก

สร้างธุรกิจที่ฉีกตำราการตลาดแบบเดิมๆ ไปพร้อมสร้างป่าและอยู่ได้อย่างยั่งยืนครบ 1 ทศวรรษ เป็นเกษตรกรควบคู่กับนักออกแบบงานไม้ เรื่องราวเหล่านี้นำพาเรามานั่งบนโต๊ะไม้ที่มีเพียงหนึ่งเดียว เพื่อสนทนากับชายที่เคยถูกสงสัยว่าจะปลูกป่าไปทำไม

ถึงตรงนี้ น่าสนใจไม้ล่ะ

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

01

ไม้ออกแบบแล้ว

“เรารู้สึกไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อวิชาชีพ” นักออกแบบมือรางวัลเผยความรู้สึกในใจ ในวันที่ประกาศหยุดรับงานออกแบบ

หลังเรียนจบด้านออกแบบผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้มมุ่งใช้ชีวิตการทำงานราว 8 ปีแรกไปกับการพิสูจน์ฝีมือ เปิดบริษัทรับออกแบบและขยันส่งงานประกวดที่ต่างประเทศ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนักออกแบบอย่าง ฟิลิปส์ สตาร์ค (Philippe Starck) และ นาโอโตะ ฟุคาซาวะ (Naoto Fukasawa) แต่เขาก็ค้นพบว่าวิธีการนี้ไม่เหมาะกับตัวเองเท่าไร

“การจัดแสดงงานทั่วโลกไม่ได้แปลว่าคุณประสบความสำเร็จ เหมือนไปชุบตัวมากกว่า และพอมาสังเกตดีๆ นักออกแบบระดับโลกที่เราชื่นชมก็เริ่มจากเก่งในประเทศก่อน เลยคิดว่าวิธีที่ตอบโจทย์อาจเป็นการทำให้คนไทยหันมาซื้อและใช้งานออกแบบแบรนด์ของคนไทยก่อน” ตั้มอธิบาย ความคิดนี้ทำให้เขาอยากรื้อระบบการคิดงานของตัวเองใหม่ และถ้าจะทำ ก็ควรเป็นตอนนี้เลย

“ช่วงนั้นเราได้งานใหญ่ที่มีค่าแบบเป็นล้าน รู้สึกเลยว่าถ้าทำต่อไปเรื่อยๆ นิสัยเสียแน่ ใครจ่ายเราแค่หลักแสน เราคงไม่รับ เหมือนขึ้นแล้วลงไม่ได้ นาทีนั้นเลยตัดสินใจว่าต้องเริ่มจากศูนย์” ตั้มเสริม หลังจบงานนั้น เขานำเงินที่มีมาปลูกป่าบนแปลงหมายเลข 1 ที่จังหวัดกำแพงเพชร และบนแปลงหมายเลข 2 ที่เรายืนอยู่ทันที

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

แล้วทำไมต้องเริ่มใหม่กับต้นไม้ เราสงสัย

“เวลาชนะงานประกวด เราจะรู้สึกดีใจประมาณนี้ (ทำมือประกอบ) อยู่มาวันหนึ่ง เราเห็นต้นกระเจี๊ยบเขียวที่ปลูกไว้เล่นๆ โตจนออกดอกออกผลให้กิน จู่ๆ การเห็นต้นไม้โตแบบนี้ก็ทำให้เราดีใจในระดับใกล้เคียงกับที่ชนะการประกวด เลยคิดว่าจริงๆ ใจเราอาจชอบต้นไม้ก็ได้ ส่วนงานออกแบบเป็นสิ่งที่ทำได้ดีตามหน้าที่” ตั้มตอบ เขายังจินตนาการว่าถ้ามีป่า ถึงชีวิตการทำงานล้มเหลว ก็คงยังพอกลับบ้านมีข้าวกินเหมือนศิลปินที่ปลีกวิเวกไปคิดงานในป่า

ช่วง 2 ปีหลังจากนั้น เขาจึงพักเพื่อตั้งหลักและทุ่มเทชีวิตให้การปลูกต้นไม้

02

ไม้ตาย

เมื่อผ่านพ้นช่วง 2 ปีแรกที่วัดใจคนว่าจะทนต่อความยากลำบากในการดูแลต้นกล้าที่เติบโตอย่างช้าๆ ไปได้ ในปีที่ 3 ตั้มคิดว่าถึงเวลาหวนคืนสู่วงการออกแบบแล้ว เพื่อสร้างแบรนด์มาทดลองตลาดไทย เตรียมรองรับวันที่ต้นไม้เติบโตพร้อมใช้ในอีก 20 ปีข้างหน้า 

แล้วก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก หากเขาแก้ไขปัญหาน่ากวนใจให้นักออกแบบคนอื่นๆ ไปพร้อมกัน

โดยทั่วไป จุดบอดที่นักออกแบบไม่ถนัดคือการขายของ ทำให้ต้องรับงานจากบริษัทที่ไม่ได้เป็นผู้ใช้สินค้าเอง แต่เป็นตัวกลางคัดเลือกแบบที่ถูกใจในราคาสบายกระเป๋า นำไปขายต่อให้ลูกค้าอีกทีหนึ่ง ซึ่งถ้าขายไม่ดี ก็มักกล่าวโทษนักออกแบบ 

ถ้าอยากหลุดพ้นจากวงจรนี้ นักออกแบบควรเป็นผู้ผลิต ผู้ขายสินค้า และเจอผู้ใช้งานด้วยตัวเอง ตั้มจึงริเริ่ม ‘เจิด’ และรวมพลนักออกแบบฝีมือดีที่หลงใหลในงานไม้ 3 – 5 แบรนด์ สร้างเป็นกลุ่มชื่อ hat ขึ้นมา

“การรวมกลุ่มทำให้เราไม่เหงาและมีพลัง เวลาไปออกงานอยู่รวมกันจะดูใหญ่ เรียกลูกค้าได้ง่ายกว่า ส่วนสินค้าที่ขาย เราจะหาช่องว่างที่ไม่ต้องแข่งขันสูง บริษัทเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆ ไม่อยากทำ เพราะถ้าขายได้น้อยจะเหมือนคนกินไม่อิ่ม แต่สำหรับเรา ขายของดีๆ ได้สักร้อยตัว กำไรตัวละพัน เราก็รอดแล้ว” ตั้มแจงยุทธศาสตร์ที่คิดในหัวเมื่อ 10 ปีก่อน ในช่วงแรก เจิดรับหน้าที่ผลิตโคมไฟห้อยจากไม้สำเร็จรูป มีรูปลักษณ์แปลกใหม่และเปล่งแสงเจิดจ้า ส่วนรายอื่นๆ ผลิตเฟอร์นิเจอร์ตามที่ตัวเองถนัด

แม้วันนี้จะยุติการรวมกลุ่มไปแล้ว แต่แบรนด์ภายใต้ hat ก็ยังอยู่รอดหรือเติบโตได้อย่างงดงามในเส้นทางอื่นตามที่ตั้มวางแผนไว้อย่างดี

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี
Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

03

ไม้เหลือเศษ

ในมุมมองของตั้ม บนโลกนี้มีไม้ที่เสียชาติเกิดหรือไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มอายุขัยอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่มีเพียงสองชีวิตเท่านั้น หนึ่งเป็นต้นไม้ สองเป็นบ้านที่อยู่ราว 40 – 50 ปี แล้วคนก็รื้อทิ้งไปปรับเปลี่ยนสร้างเป็นบ้านปูนตามยุคสมัย โดยไม่ได้นำไม้มากมูลค่าเหล่านั้นไปทำอะไรต่อ

ในปีที่ 5 ของการปลูกป่า ตั้มเล็งเห็นว่า เราสามารถชุบชีวิตไม้ให้มีชีวิตที่ 3 จนอายุครบร้อยปี ด้วยการออกแบบเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรงและสวยจนคนไม่กล้าทิ้ง เขาจึงเริ่มขยายมาผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้เก่า คิดเป็นปริมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของงานทั้งหมด

“เราเลือกไม้เก่าที่แกร่ง เนื้อแข็ง โดนน้ำหรือปลวกก็ไม่เสียหาย และพยายามเลี่ยงไม้ที่คนใช้เยอะเช่น ไม้โอ๊ก ไม้แอช เพื่อสร้างจุดเด่นของเจิดว่าเรามีเฟอร์นิเจอร์จากไม้เนื้อแข็งหายากที่คนอื่นไม่มี และจะอยู่ในบ้านคุณได้นาน” ตั้มอธิบาย พร้อมแนะนำให้เรารู้จักชุมชนบางแพ แหล่งไม้เก่าชั้นดีที่เขายอมจ่ายราคาแพงเพื่อให้ได้ไม้คุณภาพสูง และช่วยส่งเสริมธุรกิจของชุมชนไปในตัว

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี
Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

04

ไม้นิมอล

หัวใจสำคัญของเจิดไม่ได้มีเพียงไม้ แต่ยังมีเหล็กที่ทำให้เฟอร์นิเจอร์แต่ละตัวเจิดจรัส

“ในวงการ เราถือเป็นช่างไม้มือใหม่มาก แต่เราพอมีทักษะด้านการออกแบบ ก็คิดว่าทำอย่างไรให้โต๊ะไม่เทอะทะ ขนส่งไม่ยาก เลยแก้ปัญหาด้วยการทำโครงเหล็กเจาะรูสองโมเดลเป็นตัวกลางไว้ยึดชิ้นไม้ทุกส่วนแทนการเข้าเดือยและสลักยากๆ ถอดประกอบและต่อยอดเป็นอย่างอื่นได้อีกหลายร้อยแบบ เปลี่ยนสี ชนิด และขนาดไม้แทน เป็นวิธีการออกแบบเชิงระบบของที่นี่” พูดเสร็จตั้มก็หยิบเหล็กที่อยู่เบื้องหลังชิ้นงานตั้งแต่เริ่มสร้างแบรนด์มาให้เราดูประกอบ

และถึงแม้มีโมเดลใหม่อีก 5 แบบรออยู่ในโปรแกรมออกแบบ ตั้มตัดสินใจทิ้งไว้อยู่อย่างนั้น จากที่เมื่อก่อนเขาจะเป็นกังวล เกรงว่าถ้าไม่รีบผลิต จะมีคนคิดเหมือนกันและปล่อยสินค้าสู่ตลาดตัดหน้า แต่ในวันนี้ เขารู้ชัดแล้วว่าไม่จำเป็นต้องเร่งรีบทำอะไรมากมาย

“นักออกแบบที่ลงมือผลิตเองต้องมีตัวตนชัด ถ้าทำสะเปะสะปะ คนจะจำเราไม่ได้ เมื่อก่อนเราบ้าพลัง อยากโชว์ไปหมด ปล่อยงานทีละสิบแบบ ปรากฏว่าลูกค้างง เขายังไม่ทันคุ้นกับของเดิมเลย” ตั้มสรุปบทเรียนที่เขาเคยเจ็บมาก่อน ด้วยเหตุนี้ งานออกแบบของเจิดจึงมีน้อยประเภท เน้นที่โต๊ะและม้านั่งที่คู่แข่งไม่มากเป็นหลัก และทำให้ประณีตที่สุด

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

05

ไม้เก็ตติ้ง

เจิดขายของตามแบบเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวและขายผลผลิตตามฤดูกาล ใครอยากซื้อเฟอร์นิเจอร์ของพวกเขาจะต้องไปพบกันตามงานนิทรรศการ โดยปีหนึ่งนำออกขายประมาณ 3 ครั้งเท่านั้น

“เรามีปรัชญาว่า หน้าที่ของนักออกแบบคือการเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน ลูกค้าเป็นเหมือนผู้จ่ายค่าเข้าชมงาน เป้าหมายเราคือขายแล้วมีกำไรไปลงทุนขยายบูทครั้งต่อไป คนจะรู้สึกว่าเราเติบโตและสำเร็จไปด้วยกัน” ตั้มเล่า การขายเช่นนี้เป็นเหมือนสัญญาใจ ที่สร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่หาจากที่อื่นในโลกไม่ได้ ต้องมาพบกันในวาระพิเศษ ซึ่งที่ผ่านมาเจิดไม่เคยขาดทุนเลยในแต่ละครั้ง

อาจเพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเจิดเป็นกลุ่มคนที่เติบโตมาในยุคสมัยที่ไม้รุ่งเรือง พวกเขาจึงเห็นคุณค่าและรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ อีกส่วนหนึ่งคือคนที่ต้องการสนับสนุนเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม รวมแล้วปีหนึ่งเจิดผลิตงานให้ลูกค้าได้ประมาณ 200 ครัวเรือน

นอกเหนือจากการขายวิธีนี้แล้ว การตลาดแบบเจิดคือการแทบไม่ทำการตลาด พวกเขาไม่พุ่งเข้าหาลูกค้า ไม่เร่งรัดป่าวประกาศให้ซื้อ เพราะตั้มอยากวัดผลว่างานออกแบบจะเปล่งเสียงด้วยตัวเองดังแค่ไหน

“เวลาขายของ เราจะอยู่ท่ามกลางงานชิ้นอื่นอีกเป็นร้อย โจทย์คือต่อให้ถูกปิดปากไม่ให้อธิบาย คนก็หยุดดู รู้สึกว้าว รักและซื้อในแบบที่มันเป็น ถ้าเดินดูแล้วเห็นงานหน้าตาและราคาพอกัน คนจะเริ่มถามข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ ถึงจุดนั้นเราค่อยเล่าคุณค่าที่ซ่อนอยู่” ตั้มเผย พร้อมยอมรับว่าแนวคิดนี้ย่อมทำให้เดียร์ที่ดูแลด้านการขายลำบากบ้าง แต่ทั้งสองเห็นร่วมกันว่านี่คือตัวตนของแบรนด์

06

ไม้ใกล้ตัว

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต พนักงานคือเรื่องสำคัญ

ที่เจิด พวกเขาสรรหาบุคลากรจากคนที่ขาดโอกาสในชุมชนใกล้ๆ มาช่วยทำงาน และปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นศิลปิน เช่น ให้เริ่มและเลิกงานได้อย่างอิสระ ไม่หยุดวันแรงงาน แต่ให้หยุดในวันศิลป์ พีระศรี

“เราพยายามปั้นชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกัน ข้อดีคือเราได้งานทั้งจากวัสดุและผู้ผลิตในท้องถิ่นแท้ๆ เกิดมิตรภาพและความยั่งยืน ส่วนคนทำงานก็ไม่ต้องเดินทางเยอะ งานไม้เป็นงานที่เหนื่อย ถ้านอนไม่พอจะอันตราย เอาเวลาไปนอนดีกว่า” ตั้มเล่า ปัจจุบันศิลปิน 4 – 5 คนในสังกัดจังหวัดราชบุรีของเขาช่วยดูแลกิจการและลดความเหนื่อยล้าไปได้มาก

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

07

ไม้ป่าปลูก

ในปีที่ 12 ของการปลูกป่านี้ ตั้มเริ่มตัดไม้เบิกนำอย่างกระถินเทพา 40 ต้นที่โตเร็วจนโอบแทบไม่มิด จากทั้งหมดราว 400 ต้นมาทดลองผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ และเตรียมปล่อยขายปีหน้าภายใต้แบรนด์ใหม่

สาเหตุที่ต้องแยกแบรนด์เป็นเพราะคุณค่าที่ต่างกัน ไม้ป่าปลูกจะมีความแข็งแรงทนทานน้อยกว่าไม้เก่า และควรขายในราคาที่ต่ำกว่า แต่การซื้อหนึ่งครั้งของลูกค้าจะหมายถึงการช่วยสร้างตลาดสินค้าจากไม้ป่าปลูก และกระตุ้นให้คนเห็นข้อดีของการปลูกป่า

“อยากทำให้พื้นที่ป่าในประเทศเพิ่มขึ้น ถ้าเราขายสินค้าใหม่นี้ได้ จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าการปลูกต้นไม้ทันใช้ชาตินี้ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น ซึ่งตอนนี้ลูกค้าส่วนหนึ่งที่มาซื้อเฟอร์นิเจอร์ก็เริ่มถามเรื่องการปลูกต้นไม้ด้วย” ตั้มประกาศเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ในวันที่ผืนป่าเริ่มน้อยลงไปทุกที จนต้องมีการประกาศ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2562 ที่ปลดล็อกให้คนนำต้นไม้ในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้องมาใช้งานได้โดยไม่ถูกหวงห้าม

ส่วนด้านการออกแบบ แม้ตั้มจะผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้เก่าอยู่ แต่ตัวแบบนั้นคิดคำนวณไว้เผื่อการใช้ไม้ป่าปลูกเรียบร้อย เมื่อถึงเวลาที่ต้นไม้โต เขาพร้อมผลิตด้วยแบบที่มีทันที

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี
Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

08

ไม้เปลี่ยนไปตามเวลา

“เราเป็นเหมือนเต่า จะชนะกระต่ายได้คงไม่ใช่ด้วยความเร็ว เราต้องออกแบบให้การแข่งขันมีระยะเวลาเดินทางนานกว่าอายุขัยของกระต่าย แต่จะทำอย่างนี้ได้ใจต้องนิ่งนะ” ตั้มตอบ เมื่อเราถามว่าเขากังวลกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกธุรกิจยุคสมัยนี้บ้างหรือไม่ เขาเชื่อว่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อมนุษย์ และต่อให้เวลาผ่านไป คนก็ยังคงต้องการไม้ไว้ใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ อยู่ดีด้วยราคาที่สูงขึ้น เพราะจะยิ่งหายาก 

เขาเพียงแค่ต้องรอเวลา หากใครคิดเข้ามาแข่งในตลาดตอนนี้ ก็ยากเหลือเกินที่จะวิ่งไล่ตามต้นไม้ที่เติบโตตามเวลาของธรรมชาติมานาน 12 ปีแล้วได้ทัน

“เรามีพนักงานที่ขยันที่สุดในโลก จะหลับหรือตื่น แดดแรงแค่ไหน ต้นไม้ทำงานและโตตลอดเวลา” 

หรือต่อให้ธุรกิจไม้ถึงทางตัน ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ยังใช้เป็นแหล่งพักพิงอิงอาศัยได้อีกนานเป็นปี ไม่หวั่นแม้เจอ COVID-19 

“เรามีพืช มีผัก มีปลา เป็นฐานทรัพยากรซึ่งพอต่อการดำรงชีพที่ไม่ได้ต้องการอะไรมากของเรา และถึงไม่ทำงานออกแบบ การปลูกป่ายังช่วยสร้างธุรกิจใหม่ระหว่างทางได้อีกเป็นสิบนะ เช่น ขายไม้ล้อม กล้าไม้ เมล็ดพันธุ์ที่หล่นจากต้น หมักปุ๋ย ทำน้ำมัน แทบไม่มีทางเจ๊งเลย” ตั้มกล่าวอย่างมั่นใจ

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี
Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

09

ไม้ใหม่ 

ล่าสุด เจิดเพิ่งขยายขอบเขตการทำงานด้วยการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมกับ Vandapac และ Best Polymer สองผู้ประกอบการคู่ค้าของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC ในโครงการ Upcyling Upstyling by GC

โดยในผลงานร่วมกับ Best Polymer บริษัทผู้ผลิตสินค้ารีไซเคิลพลาสติกและไม้เทียม (Wood Plastic Composite) ตั้มได้แสดงฝีไม้ลายมือวิชางานไม้ด้วยการแปลงขยะพลาสติกผสมกับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เนรมิตกลายเป็น Nakashima ชั้นวางอเนกประสงค์และม้านั่งที่แข็งแรงทนทาน ลวดลายหลากหลายสวยงามเสมือนไม้จริงจากธรรมชาติ ซึ่งเทคนิคการออกแบบของตั้มทำให้เกิดเศษไม้ในกระบวนการผลิตน้อยมากอีกด้วย

“โปรเจกต์นี้ทำให้เราได้ใช้ความรู้เรื่องการออกแบบและลวดลายของพันธุ์ไม้ไปในงานรีไซเคิลขยะอื่น
ถ้าคนเห็นคุณค่าและยอมรับวัสดุแบบนี้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้อนขยะออกจากระบบได้เยอะเลย” ตั้มเล่าถึงผลงานที่เขาได้ใช้ทักษะที่ฝึกฝนมา 12 ปีในรูปแบบใหม่

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

10

ไม้คือชีวิต

“ต้นไม้สอนอะไรเราเยอะมาก” นอกจากทำให้ใจเย็นขึ้น ตั้มเล่าว่าป่าทำให้เขาเข้าใจและยอมรับในปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ถ้าต้นไม้ไม่เหมาะกับพื้นที่ ต่อให้ฝืนปลูกแค่ไหนก็ตายอยู่ดี

และต้นไม้ในป่ามีวิธีเติบโตเพื่ออยู่ร่วมกัน แต่ละต้นโดยทั่วไปจะพยายามเข้าหาด้านที่มีแสง เมื่อต้นใหญ่ต้นหนึ่งตายหรือถูกตัดนำไปใช้ จะเปิดทางให้ต้นอื่นได้เจริญงอกงามเองโดยไม่ต้องจัดการอะไร เป็นสาเหตุที่เราไม่ควรรีบตัดต้นไม้ให้หมดป่าเพื่อใช้งานอย่างเร่งรีบ หรือคาดหวังว่าปลูก 100 ต้นจะโตได้ทั้งร้อยต้นพร้อมกัน

ปัจจุบัน ตั้มและเดียร์ขยายพื้นที่สำหรับปลูกป่ารวมเป็นทั้งหมด 80 ไร่ ในจังหวัดกำแพงเพชร ราชบุรี เพชรบุรี และพัทลุง และเริ่มวางแผนสำหรับอนาคต ทั้งในเชิงธุรกิจและชีวิตครอบครัว

ทั้งสองพาเรามาเดินดูแปลงที่ยังเป็นพื้นที่โล่ง ในอีก 6 ปีข้างหน้าเมื่อต้นไม้ที่ปลูกผลิดอกสวยงาม ที่แห่งนี้จะกลายเป็นแกลเลอรี่จัดแสดงผลงาน เปิดให้คนมาชื่นชม

ส่วนตอนนี้ ตรงบริเวณนั้นมีต้นไม้ 2 – 3 ต้นที่เริ่มเติบโตแล้ว

“ต้นนี้ลูกสาวเป็นคนปลูก เราชวนลูกทั้งสามคนปลูกต้นไม้ด้วยตัวเองในวันเกิดทุกปี สะสมไปเรื่อยๆ อีกยี่สิบปีคงมีสักสองร้อยต้นขนาดใหญ่ ขายเป็นทุนไว้เรียนต่อต่างประเทศสบายๆ เป็นหลักประกันชีวิตและความมั่งคั่งที่สร้างได้ตั้งแต่วันนี้เลย” ตั้มยิ้มพร้อมตอบคำถามในใจเราว่าจะปลูกป่าไปทำไม

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

Lesson Learned

“เรามองว่าแต่ละธุรกิจควรมีตัวตนที่ชัดเจน ไม่ใช่ชำเลืองมองผู้อื่นแล้วเห็นอะไรดีก็ทำตามหมด เปรียบเทียบกับการปลูกพืชแบบเพาะเมล็ดเพื่อให้มีรากแก้ว ต้นไม้จะอยู่รอดและทนได้นานกว่าการตอนหรือปักชำกิ่ง ที่ถึงปลูกได้เหมือนสวนต้นแบบเลย แต่ไม่มีรากแก้ว พังและตายได้ง่ายมาก แต่การปลูกแบบแรกก็อาจมีกลายพันธุ์จากต้นแม่บ้าง เป็นเรื่องที่ต้องลองเสี่ยงและยอมรับ”

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together) 

เข้าชมทุก Speaker ทุก Session ย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

28 มิถุนายน 2565
2.06 K

15 ปีที่แล้ว ก่อนเป็น ‘Peaberry Thai’ ที่จำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟ ในยุคสมัยที่กาแฟ Specialty ยังมีคนรู้จักไม่มากนัก Peaberry เป็นบริษัทแรก ๆ ในไทยที่มองเห็นความพิเศษของกาแฟ จึงเริ่มเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กที่คอกาแฟหลายคนรู้จักในชื่อ ‘Pacamara Coffee Roasters’ ก่อนจะเห็นโอกาสของตลาดกาแฟที่พร้อมโตได้อีกมาก

จากร้านกาแฟ 1 ร้าน เติบโตเป็นธุรกิจครบวงจรที่นำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟสารพัดอย่างจากทั่วโลก ทั้งเยอรมนี อิตาลี ไอร์แลนด์ อเมริกา และญี่ปุ่น นำเสนอหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง Giesen, Slayer, Mahlkönig, Compak, Marco, Astoria, Kalita, Urnex และอีกมากมาย

ด้วยความตั้งใจคัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอนให้พิเศษที่สุดสมกับความเชื่อ ‘Selected Toward Specialty’ พระเอกในวันนี้จึงไม่ใช่แค่กาแฟในแก้ว แต่เป็นเรื่องราวความไม่ธรรมดาของกระบวนการและอุปกรณ์ที่อยู่เบื้องหลังกาแฟทุกแก้ว

The Cloud ชวนฟังเรื่องราวสุดพิเศษเหล่านี้กับ คุณเด็บ-วิภา บุญปาลิต Managing Director และ คุณป่าน-ธงธรรม เวชยชัย Deputy Managing Director, Commercial บริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จํากัด ที่นำประสบการณ์การทำธุรกิจมานาน ผสานกับความหลงใหลในกาแฟ สกัดออกมาเป็นความใส่ใจที่อยากเล่าให้ Coffee Lovers ฟัง

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Specialty in Coffee Consult

ก่อนฟังเรื่องราวการทำธุรกิจสุดสเปเชียล ขอเสิร์ฟกาแฟของ Peaberry Thai ให้ชิมก่อนอ่านสักแก้ว

คุณเด็บบอกว่า “กาแฟที่เราทำเป็นกาแฟหวาน เวลาชิมกาแฟ จะชิมว่ารสหวานไหม ไม่ใช่ขมไหม มีความหวานอยู่ในปาก” เป็นความหวานจากรสผลไม้ที่ไม่เหมือนหวานจากน้ำตาล มี After Taste แตะที่ลิ้น ซึ่งต้องใช้ความละเมียดละไมในการลิ้มรสชาติ

เมื่อเป็นกาแฟแก้วละเมียด อุปกรณ์ที่ใช้จึงต้องใส่ใจในรายละเอียด ทั้งการคั่ว บด ชง โดยหลักการคัดเลือกสินค้านั้นแสนง่าย คือ ทุกชิ้นและทุกกระบวนการต้องส่งเสริมให้ผลลัพธ์สุดท้าย ออกมาเป็นกาแฟ Specialty แก้วพิเศษสำหรับคนทานตามคอนเซ็ปต์ Selected Toward Specialty นั่นเอง

แบรนด์เครื่องคั่วกาแฟชื่อดังที่ Peaberry Thai เลือกใช้ และเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักเจ้าเดียวในไทย คือ Giesen เครื่องคั่วหน้าตาหล่อเหลาจากยุโรปที่ใช้ในการแข่งขันคั่วกาแฟระดับโลก World Coffee Roasting Championship

คุณป่านเล่าความเป็นมาว่า “เดิม Giesen ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก จึงใช้วัสดุจากเหล็กหล่ออย่างดี ที่ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยการทำความร้อนได้ดี ทำให้การคั่วมีคุณภาพ

“จุดเด่นของเครื่อง คือ ปรับแต่งสูตรได้ ปรับความร้อนได้ และสามารถเล่นกับคาแรกเตอร์ของกาแฟได้หลากหลายโปรไฟล์ ทำซ้ำได้ ถ้าชอบโปรไฟล์สูตรนี้ ครั้งต่อไปบันทึกไว้แล้วกลับมาที่โปรไฟล์เดิมได้ แบรนด์พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้ควบคุมได้ตามที่ต้องการ”

การใช้เครื่องคั่วกาแฟที่ดี ช่วยดึงคาแรกเตอร์ของกาแฟให้เฉิดฉายออกมาได้เต็มที่ เหมือนมีเพื่อนดีที่สนับสนุนให้คาแรกเตอร์เราเด่นชัดขึ้นมา

สำหรับเครื่องบด Peaberry Thai มีทั้งเครื่องขนาดใหญ่อย่าง Mahlkönig ที่บดกาแฟได้ทั่วถึงและแม่นยำสม่ำเสมอ เน้นความละเอียดของกาแฟที่สเกลไมครอน ในขณะที่แบรนด์ Compak มีลักษณะของเฟืองแตกต่างออกไป ทำให้รสชาติกาแฟออกมาอีกแบบหนึ่ง เพียงทรงเฟืองของเครื่องบดที่ต่างกัน ก็ทำให้รสชาติกาแฟออกมาไม่เหมือนกันแล้ว การขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟจึงไม่ใช่แค่รู้สเปกเครื่อง แต่ต้องรู้ศาสตร์การทำกาแฟอย่างลึกซึ้งด้วย

คุณป่านบอกว่า “ทุกเครื่องมีความพิเศษในตัวเอง เรานำเข้าของมาหลายแบบ ทั้งรุ่นแพงและถูกต่างมีเอกลักษณ์”

เครื่องชงตัวท็อปของร้านคือ Slayer ที่มีเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ในการสกัดกาแฟด้วยการพรมน้ำ ค่อย ๆ ดึงความหวานและรสชาติที่ถูกบดออกมาอย่างครบถ้วนละมุนละไม ส่วนแบรนด์ Astoria มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไปคือ ความทนทาน ความนิ่ง และความแม่นยำ เหมาะสำหรับร้านกาแฟอย่าง Café Amazon ที่แต่ละสาขาขาย 300 – 500 แก้วต่อวัน

นอกจากนี้ Peaberry Thai ยังมี Coffee Supply หลากหลาย ทั้งแก้วทรงกรวย ดริปเปอร์ แอโรเพรส และอุปกรณ์สกัดกาแฟหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำเชื่อมและส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการทำกาแฟหลากหลายวิธีที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คุณป่านจึงบอกว่า เราเป็นที่ปรึกษาธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่ขายเครื่อง”

หากอยากทำร้านกาแฟ นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว ยังให้คำปรึกษาได้ทั้งด้านคุณภาพเครื่องดื่มและการทำร้านกาแฟให้ได้กำไร เพียงรู้ราคาที่อยากขายต่อแก้ว ก็คำนวณได้ว่าผู้ประกอบการเหมาะกับอุปกรณ์รุ่นไหน

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

เลือกแบรนด์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

กาแฟเป็นศิลปะที่พิเศษ ผสมผสานระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ แถมยังต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างมาก การใช้เครื่องชง Slayer ที่มีแรงดันต่างกันแค่บาร์เดียว หรืออุณหภูมิน้ำต่างกันแค่ 1 – 2 องศาเซลเซียส ก็ทำให้ได้กาแฟรสชาติไม่เหมือนกันแล้ว

หากไม่รู้จริงเรื่องกาแฟ อาจมองว่าเครื่องกรองน้ำ หม้อต้มน้ำ ตาชั่ง และถุง เป็นอุปกรณ์ธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ Peaberry Thai ตั้งใจเลือกแบรนด์เหล่านี้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางทั้งหมด เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลต่อรสชาติกาแฟ

เครื่องกรองน้ำสำหรับกาแฟแบรนด์ BWT มีเทคโนโลยีพิเศษ นอกจากกรองความสกปรกในน้ำออกแล้ว ยังใส่แมกนีเซียมลงไปในน้ำ ทำให้แร่ธาตุจับกับอโรม่าของกาแฟ จนออกมาเป็นกาแฟรสชาติดี

นอกจากนี้ คอกาแฟจะรู้ว่าอุณหภูมิและสเกลต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่ต้องเป๊ะ หม้อต้มน้ำ Marco สำหรับกาแฟ Specialty มีหัวก๊อกที่ตั้งอุณหภูมิน้ำได้เสถียร ไม่คลาดเคลื่อน ได้น้ำร้อนไวตามที่ต้องการ มีทั้งหัวก๊อกน้ำร้อน น้ำเย็น โซดา สะดวกต่อคนใช้งาน ทำให้ขายได้เร็วขึ้นและมีรูปลักษณ์สวยงาม เหมาะกับตั้งประดับที่บาร์กาแฟ

ส่วนตาชั่งสำหรับกาแฟโดยเฉพาะ จะมีสเกลไวและนิ่ง ต่างจากตาชั่งทั่วไปที่คลาดเคลื่อนในหน่วยทศนิยม เหมาะกับการชั่งกาแฟที่ต้องละเอียดในหน่วยกรัม ใส่สูตรการชงเข้าไป แล้วแชร์สูตรกับกลุ่มคนรักกาแฟผ่านแอปพลิเคชัน หรือเข้าไปดูสูตรของแชมป์บาริสต้าได้

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีน้ำยาทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟโดยเฉพาะ เพราะกาแฟเก่ามักมีกลิ่นคล้ายกระดาษโรเนียวเก่า หากไม่ใช้น้ำยาพิเศษจะทำให้รสชาติในแก้วเปลี่ยน ส่วนถุงที่เก็บเมล็ดกาแฟก็ต้องสั่งทำพิเศษหนา 4 ชั้น ใช้เวลาทดสอบถุงเป็นปีด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่ารักษาคุณภาพกาแฟให้อยู่ได้นาน

ด้วยศาสตร์ของกาแฟที่ละเมียด ทำให้คนทำธุรกิจต้องละเอียดตามไปด้วย ใส่ใจในสิ่งธรรมดาที่ทำให้ผลลัพธ์ของสินค้าออกมาไม่ธรรมดา

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

Coffee Wisdom จากการลงลึกหน้างาน

เมื่อถามว่าทำอย่างไร ถึงสะสมความรู้ด้านกาแฟจนรู้จริงและเชี่ยวชาญในการเลือกอุปกรณ์กาแฟต่าง ๆ ได้ดีขนาดนี้

คำตอบของคุณป่านคือ “ต้องลงลึก ลงพื้นที่จริง ไปขึ้นดอย คุยกับคนที่ทำจริง ทำงานกับเกษตรกร ไปดูสายพันธุ์ เก็บหน้าดินมาทดสอบ” ผนวกด้วยหลงใหลในศาสตร์กาแฟ ทำให้พัฒนาร่วมกับเกษตรกรต่อไปได้เรื่อย ๆ จากกาแฟเชอร์รี่เม็ดแดงสุกก่ำ คัดด้วยมือทีละเม็ดผ่านโรงสีและโรงคั่วของแบรนด์ ออกมาเป็นสารกาแฟตั้งต้นที่คุมคุณภาพในทุกกระบวนการ

Peaberry Thai Estate ยังคิดค้นกาแฟ Thai Single Origin ที่บ่มและหมักด้วยเมล็ดกาแฟไทย มีทั้งไอยรารัญจวนจากดอยช้าง เสน่ห์นางนอนจากดอยผาฮี้ และผกาชมพูจากแม่จันหลวงที่มีต้นผกาชมพูปลูกอยู่ มีกาแฟเบลนด์จากทั้งไทยและต่างประเทศ

คุณเด็บบอกว่า “การที่เรามีอุปกรณ์และเครื่องของตัวเอง มีผู้เชี่ยวชาญดูในแต่ละขั้นตอนทั้งหมด ทำให้คุมคุณภาพได้ครบวงจร มั่นใจคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่ามีของดีทุกขั้นตอน”

สิ่งสำคัญคือ Peaberry Thaiไม่ได้ขายแค่กาแฟแล้วบอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่บอกได้ว่าทำไมและทำอย่างไรกาแฟถึงมีคุณภาพดี ลงมือทำเองหน้างานจริงแล้ว จึงแนะนำลูกค้าต่อได้ว่าควรใช้อุปกรณ์แบบใด ใช้ดริปเปอร์แบบไหน แล้วส่งผลให้กาแฟเป็นอย่างไร แนะนำสูตรเครื่องดื่มให้ผู้ประกอบการได้ เซลล์ขายเครื่องมีประสบการณ์และความรู้ด้านกาแฟ ก็แนะนำการใช้เครื่องได้ ส่วนบริการหลังการขายนั้นยังรับซ่อมและแนะนำลูกค้าถึงที่ได้อีกด้วย โดยมีศูนย์บริการถึง 16 สาขาทั่วประเทศ

Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก
Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟของเนิร์ดกาแฟที่โตจาก Pacamara สู่ผู้นำเข้าอุปกรณ์กาแฟจากทั่วโลก

รู้ใจลูกค้า ไม่แพ้เข้าใจกาแฟ

ทุกวันนี้ Peaberry Thai มีโชว์รูม 2 สาขา คือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต สำหรับขายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟครบวงจร เน้นกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟ ส่วน Pacamara Coffee Roaster คือ ร้านกาแฟที่เป็นธุรกิจค้าปลีกของบริษัทภายใต้สโลแกน Everyday Specialty กาแฟคุณภาพดีที่ราคาไม่แพง อยากเข้าถึงคนดื่มกาแฟอย่างแพร่หลายและหลากหลายกลุ่มมากขึ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจครบวงจรของ Peaberry Thai ทำให้ส่งผลดีต่อร้านกาแฟอีกทอด บาริสต้ารู้เรื่องราวกาแฟตั้งแต่ปลูก สามารถถ่ายทอดเรื่องราวก่อนมาเป็นเครื่องดื่มในแก้วให้ลูกค้าฟังได้ เติมเสน่ห์ที่คุณเด็บบอกว่าเป็นหัวใจของธุรกิจคือการเข้าใจลูกค้า “เรารู้ใจลูกค้า เข้าใจว่าคนดื่มกาแฟกำลังมองหาอะไร เข้าร้านมาแล้วถูกใจไหม เราอธิบายข้อมูล เล่าเรื่อง Behind the Cup ให้คนเข้าใจเรื่องราว ใส่ใจในทุกขั้นตอนที่เสิร์ฟให้ลูกค้า นี่คือสิ่งที่เราทำ”

สำหรับคอกาแฟพิเศษ Pacamara เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ชอบลองกาแฟรสชาติหลากหลาย จึงเสาะหา Cup of Excellence (กาแฟดีจากทั่วโลก ที่ผ่านการให้คะแนนโดยนักชิมรสชาติกาแฟมืออาชีพ) ใน Rank 1 – 22 มากระจายขายใน 20 กว่าสาขาของ Pacamara ทำเป็น Coffee Hunt ให้คอกาแฟไปเสาะหาลองชิม

คุณป่านอธิบายว่า “Coffee Lovers ในไทยแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งคนดื่มกาแฟวันละหลายแก้วทุกวันที่ต้องการความเข้มและสตรอง หรือคนดื่มกาแฟคั่วอ่อนที่ชอบลิ้มรสชาติกาแฟ” ดังนั้น แม้สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ Specialty เป็นประจำ ก็ต้องการดื่มกาแฟที่ปรับรสชาติได้ในแบบที่แต่ละคนชอบ กาแฟพิเศษจึงตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เช่นกัน เพราะสามารถปรับรสชาติได้อย่างละเอียด เช่น ผสมรส Nutty ของกาแฟบราซิลกับรส Floral จากเอธิโอเปียด้วยกันได้

ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์กาแฟของ Peaberry Thai และร้านกาแฟ Pacamara นั้นส่งผลดีต่อกัน เมื่อเกิดเทรนด์ Coffee Culture ที่คนนิยมตามหาคาแรกเตอร์ของกาแฟมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กาแฟโตตามไปด้วย ช่วงที่ผ่านมาตลาดกาแฟยังโตขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้หลายคนลงทุนซื้อแอโรเพรส Espresso Machine เครื่องชงกาแฟแบบออโต้ หรืออุปกรณ์ดริปต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละคนมาไว้ที่บ้าน

ทั้งคู่บอกว่า นี่คือโอกาสทางธุรกิจในการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับกาแฟแก่ลูกค้า และตอบโจทย์ให้คนรู้จักกาแฟ Specialty มากขึ้น หากคนเข้าใจสุนทรีย์ของกาแฟ ว่าคือการดื่มด่ำความสุขกับกาแฟไม่ใช่คาเฟอีน ก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องเลือกอุปกรณ์ทำกาแฟอย่างละเมียดละไม

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Seasonal Problems

“Pacamara ทำให้เข้าใจว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟกำลังเผชิญกับอะไร พอมีร้านกาแฟของเราเอง เรายิ่งเข้าใจปัญหาหน้าบ้านและความซับซ้อนของร้านกาแฟ เพราะเจอสถานการณ์เดียวกัน” คุณป่านเล่า

ความท้าทายของธุรกิจกาแฟ คือ ปัจจัยที่ไม่แน่นอนและควบคุมยากอย่างดินฟ้าอากาศที่ล้วนส่งผลต่อการปลูกกาแฟ เช่น ปีที่ผ่านมาบราซิลหิมะตกหนักมากจึงขาดแคลนกาแฟทั่วโลก เมื่อสภาพแวดล้อมของแต่ละปีไม่เหมือนกัน กาแฟที่ปลูกแต่ละปีจึงไม่เหมือนกันตามไปด้วย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการบริหารจัดการกาแฟทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อทำธุรกิจกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ความท้าทายจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนจึงยิ่งทวีคูณมากขึ้นจากหลายทิศทางรอบตัว

2 ปีที่ผ่านมาในช่วงโรคระบาดโควิด-19 มีบริษัทล้มไปเยอะมาก หน้าร้านหลายสาขาของ Pacamara ต้องปิดตัวลงเช่นกัน

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

เมล็ดกาแฟแพงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวในการบริหารจัดการหาวิธีคั่วกาแฟอย่างไร ไม่ให้สูญเสียต้นทุนกาแฟที่มีค่าดั่งเพชร ปรับสัดส่วนการขายสินค้า ออกสินค้าใหม่ในช่วงโควิดอย่างกาแฟกระป๋อง Unicorn ภายใน 1 สัปดาห์ 

ในการทำธุรกิจกาแฟ ไม่ใช่แค่เบลนด์กาแฟให้อร่อย แต่ต้องรู้จักเบลนด์ไอเดียของหลายคนเข้าด้วยกันให้เกิดทีมเวิร์ก ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาที่เปลี่ยนไปทุกวัน เหมือนรสชาติกาแฟที่ผันเปลี่ยนตามฤดูกาล

เข้าใจฤดูกาลก่อน แล้วจึงหาวิธีรับมือ เข้าใจปัญหาให้ได้ก่อน แล้วจึงหาวิธีแก้ พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

ทั้งคู่สรุปว่า ทุกธุรกิจมีความท้าทาย ขึ้นอยู่กับว่ามีวิธีรับมืออย่างไร เคล็ดลับของคุณเด็บที่คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารมา 30 ปี คือ “ความรู้ในสินค้าของแต่ละธุรกิจเป็นคนละแบบ แต่หลักการการดูแลธุรกิจใกล้เคียงกัน”

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า “หลักการยังไม่เท่ากับความตั้งใจ หลักการเกิดขึ้นในถุงกาแฟใบนี้ที่ตั้งใจให้ลูกค้าได้รับกาแฟที่ดี อยู่ในช่วงเหมาะสมในการทานมากที่สุด ดังนั้น ทุกครั้งที่เดินเข้าคลัง จะนับวันว่าสต็อกมีกาแฟคั่ววันที่เท่าไหร่บ้าง”

ในขณะที่คุณป่านผู้ทำธุรกิจควบรวมกิจการมาก่อน ได้ประยุกต์ใช้หลักการวางแผนหาช่องทางการทำรายได้ใหม่ และวางโครงสร้างธุรกิจมาใช้กับธุรกิจกาแฟ

Pacamara : เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

คอเดียวกัน

คุณเด็บและคุณป่านบอกว่า อยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ Specialty ด้วยกัน อยากเป็นบริษัทที่จริงจังกับการเป็นคนรักกาแฟ และคนรักกาแฟอยากทำงานด้วย โดยตั้งใจเชื่อมต่อองค์ความรู้ของคนรักกาแฟ จากทั้งเจ้าของแบรนด์ต่างประเทศ เกษตรกร จนถึงลูกค้า สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนทำกาแฟด้วยกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

คุณเด็บบอกว่า “เราคือคนรักกาแฟ ลูกค้าก็เป็นคนรักกาแฟ เราคือผู้ขาย เขาคือผู้ซื้อ แค่มีสถานะที่ต่างกันแต่จริง ๆ เรามีรสนิยมที่เหมือนกัน ทั้งเราและลูกค้าต่างชอบดื่มกาแฟ อยากได้กาแฟที่แปลกใหม่”

เพราะเป็นแบรนด์ไทยที่เปิดร้านกาแฟ ทำให้มีเป้าหมายเหมือนกันกับผู้ประกอบการกาแฟ คือทำอย่างไรให้ส่งต่อคุณค่าของกาแฟได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น และขยายธุรกิจให้เติบโตได้มากขึ้น

ในต่างประเทศตลาดกาแฟ Specialty เริ่มต้นมาก่อนไทย วันนี้ Peaberry Thai อยากทำกาแฟไทยเทียบเท่าต่างประเทศให้ได้ อยากสร้าง Coffee Culture ในไทยที่คนดื่มกาแฟบนรสชาติกาแฟ โดยเชื่อว่าเมื่อกาแฟดี อุปกรณ์ดี มีบุคลากรที่เข้าใจกาแฟอย่างถ่องแท้ ทั้งหมดนี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ และเมื่อตลาดกาแฟ Specialty เติบโตขึ้น แปลว่าผู้ประกอบการร้านกาแฟทุกคน รวมทั้ง Peaberry Thai ก็ยิ่งโตไปได้อีกแน่นอน

เรื่องราว Behind the Cup ของ Peaberry Thai ธุรกิจกาแฟ Specialty ครบวงจรที่คัดสรรอุปกรณ์กาแฟสุดพิเศษทุกชิ้นด้วยความหลงใหลใส่ใจ

Lessons Learned

  1. หลงใหลและลงลึกจนเชี่ยวชาญ รู้ดีที่สุดในสิ่งที่ทำจากความชอบและลงมือทำจริงหน้างาน ทำให้คัดเลือกสินค้าและแนะนำลูกค้าได้อย่างช่ำชอง
  2. ไม่ปล่อยผ่านในทุกรายละเอียด ใส่ใจทุกปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ของธุรกิจ ทำให้สินค้าและบริการมีคุณภาพอย่างมั่นคง
  3. นำเสนอความพิเศษให้ลูกค้า สินค้าที่พิเศษมาจากทุกกระบวนการที่พิเศษ  พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังให้ลูกค้ารับรู้ถึงความไม่ธรรมดานั้น

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load