เมื่อ 12 ปีก่อน ตั้ม-ดร.ศุภพงศ์ สอนสังข์ คือนักออกแบบผลิตภัณฑ์วัย 30 มือฉมังที่ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานให้แบรนด์ระดับสากล เขาเคยชนะการประกวดใหญ่ บินข้ามทวีปไปจัดแสดงงานที่ยุโรปอยู่บ่อยครั้ง และเป็นหนึ่งในผู้ได้รับรางวัล Designer of the Year เมื่อ พ.ศ. 2547 และ 2548

แต่แล้วชีวิตก็พลิกผัน ในวันที่กำลังขยับเข้าใกล้ความฝันการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ไทยที่ได้รับการยอมรับบนเวทีโลก ตั้มตัดสินใจพักรับงานออกแบบให้ลูกค้าทุกประเภท เพื่อมาเริ่มเป็นเกษตรกร ปลูกป่าบนผืนดินของครอบครัว

Jird Design Gallery, ตั้ม-ดร.ศุภพงศ์ สอนสังข์

หลายคนบ่น บางคนคิดว่าเขาบ้า ปลูกป่าไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา

1 รอบชีวิตผ่านไป ตั้มในวัย 43 ปีและภรรยา เดียร์-นริศรา สอนสังข์ นำทางเราเข้าสู่อาณาจักรต้นไม้บนแปลงหมายเลข 2 ขนาด 4 ไร่ครึ่ง ย่านหนองโพ จังหวัดราชบุรี ปกคลุมพื้นที่ที่เคยเป็นเพียงทุ่งหญ้าเปล่าไว้ให้ร่มเย็น เขาเริ่มบทสนทนาด้วยการแนะนำให้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามและสรรพคุณของต้นไม้แต่ละต้น ตั้งแต่สัก ประดู่ พะยูง แดง มะค่าแต้ มะคำดีควาย มะเกลือ มะฮอกกานี ยางนา สมอพิเภก จันทน์กะพ้อ อินจัน และอีกหลายสิบชื่อในบริเวณเล็กๆ ที่ล้วนเพาะปลูกด้วยมือตัวเองจนเราแทบจดไม่ทัน

“เราเริ่มปลูกด้วยความเป็นนักสะสม อยากมีต้นไม้ทุกแบบในไทยรวมไว้ที่นี่ ตอนแรกมีมากกว่าสี่ร้อยสายพันธุ์เลย แต่ตอนนี้เหลือรอดอยู่ประมาณร้อยสี่สิบสายพันธุ์ตามความเหมาะสมกับพื้นที่ เน้นไปที่ไม้เศรษฐกิจและไม้ภูมิปัญญาไทยโบราณมากขึ้น” ตั้มอธิบายจักรวาลของต้นไม้บนพื้นที่นี้

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

ภายในป่า ตั้มยังสร้างบ้านและห้องทำงานไม้เล็กๆ ที่ชุบชีวิตไม้เก่าจากชุมชนมาผลิตเฟอร์นิเจอร์ในชื่อแบรนด์ Jird Design Gallery หรือเรียกย่อๆ ว่า ‘เจิด’ ควบคู่ไประหว่างรอต้นไม้ในป่าเติบโต

เจิดมีแนวคิดเบื้องหลังบรรเจิดสมชื่อ แบรนด์นี้ตั้งใจไม่มีหน้าร้าน ไม่ฝากขายที่อื่น ไม่ขายออนไลน์ ลูกค้าจะพบพวกเขาได้ในงานนิทรรศการเท่านั้น ส่วนสินค้าที่ขายก็แสนทนทาน อายุของวัสดุอยู่ยืนยาวรวมนับร้อยปี

อีกไม่ช้า วัสดุที่จะนำมาใช้ผลิตคือต้นไม้รอบๆ ที่ปลูกขึ้นใหม่ด้วยมือนักออกแบบเอง แต่ละต้นมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เป็นผลงานที่จะมีเพียงชิ้นเดียวในโลก

สร้างธุรกิจที่ฉีกตำราการตลาดแบบเดิมๆ ไปพร้อมสร้างป่าและอยู่ได้อย่างยั่งยืนครบ 1 ทศวรรษ เป็นเกษตรกรควบคู่กับนักออกแบบงานไม้ เรื่องราวเหล่านี้นำพาเรามานั่งบนโต๊ะไม้ที่มีเพียงหนึ่งเดียว เพื่อสนทนากับชายที่เคยถูกสงสัยว่าจะปลูกป่าไปทำไม

ถึงตรงนี้ น่าสนใจไม้ล่ะ

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

01

ไม้ออกแบบแล้ว

“เรารู้สึกไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อวิชาชีพ” นักออกแบบมือรางวัลเผยความรู้สึกในใจ ในวันที่ประกาศหยุดรับงานออกแบบ

หลังเรียนจบด้านออกแบบผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้มมุ่งใช้ชีวิตการทำงานราว 8 ปีแรกไปกับการพิสูจน์ฝีมือ เปิดบริษัทรับออกแบบและขยันส่งงานประกวดที่ต่างประเทศ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนักออกแบบอย่าง ฟิลิปส์ สตาร์ค (Philippe Starck) และ นาโอโตะ ฟุคาซาวะ (Naoto Fukasawa) แต่เขาก็ค้นพบว่าวิธีการนี้ไม่เหมาะกับตัวเองเท่าไร

“การจัดแสดงงานทั่วโลกไม่ได้แปลว่าคุณประสบความสำเร็จ เหมือนไปชุบตัวมากกว่า และพอมาสังเกตดีๆ นักออกแบบระดับโลกที่เราชื่นชมก็เริ่มจากเก่งในประเทศก่อน เลยคิดว่าวิธีที่ตอบโจทย์อาจเป็นการทำให้คนไทยหันมาซื้อและใช้งานออกแบบแบรนด์ของคนไทยก่อน” ตั้มอธิบาย ความคิดนี้ทำให้เขาอยากรื้อระบบการคิดงานของตัวเองใหม่ และถ้าจะทำ ก็ควรเป็นตอนนี้เลย

“ช่วงนั้นเราได้งานใหญ่ที่มีค่าแบบเป็นล้าน รู้สึกเลยว่าถ้าทำต่อไปเรื่อยๆ นิสัยเสียแน่ ใครจ่ายเราแค่หลักแสน เราคงไม่รับ เหมือนขึ้นแล้วลงไม่ได้ นาทีนั้นเลยตัดสินใจว่าต้องเริ่มจากศูนย์” ตั้มเสริม หลังจบงานนั้น เขานำเงินที่มีมาปลูกป่าบนแปลงหมายเลข 1 ที่จังหวัดกำแพงเพชร และบนแปลงหมายเลข 2 ที่เรายืนอยู่ทันที

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

แล้วทำไมต้องเริ่มใหม่กับต้นไม้ เราสงสัย

“เวลาชนะงานประกวด เราจะรู้สึกดีใจประมาณนี้ (ทำมือประกอบ) อยู่มาวันหนึ่ง เราเห็นต้นกระเจี๊ยบเขียวที่ปลูกไว้เล่นๆ โตจนออกดอกออกผลให้กิน จู่ๆ การเห็นต้นไม้โตแบบนี้ก็ทำให้เราดีใจในระดับใกล้เคียงกับที่ชนะการประกวด เลยคิดว่าจริงๆ ใจเราอาจชอบต้นไม้ก็ได้ ส่วนงานออกแบบเป็นสิ่งที่ทำได้ดีตามหน้าที่” ตั้มตอบ เขายังจินตนาการว่าถ้ามีป่า ถึงชีวิตการทำงานล้มเหลว ก็คงยังพอกลับบ้านมีข้าวกินเหมือนศิลปินที่ปลีกวิเวกไปคิดงานในป่า

ช่วง 2 ปีหลังจากนั้น เขาจึงพักเพื่อตั้งหลักและทุ่มเทชีวิตให้การปลูกต้นไม้

02

ไม้ตาย

เมื่อผ่านพ้นช่วง 2 ปีแรกที่วัดใจคนว่าจะทนต่อความยากลำบากในการดูแลต้นกล้าที่เติบโตอย่างช้าๆ ไปได้ ในปีที่ 3 ตั้มคิดว่าถึงเวลาหวนคืนสู่วงการออกแบบแล้ว เพื่อสร้างแบรนด์มาทดลองตลาดไทย เตรียมรองรับวันที่ต้นไม้เติบโตพร้อมใช้ในอีก 20 ปีข้างหน้า 

แล้วก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก หากเขาแก้ไขปัญหาน่ากวนใจให้นักออกแบบคนอื่นๆ ไปพร้อมกัน

โดยทั่วไป จุดบอดที่นักออกแบบไม่ถนัดคือการขายของ ทำให้ต้องรับงานจากบริษัทที่ไม่ได้เป็นผู้ใช้สินค้าเอง แต่เป็นตัวกลางคัดเลือกแบบที่ถูกใจในราคาสบายกระเป๋า นำไปขายต่อให้ลูกค้าอีกทีหนึ่ง ซึ่งถ้าขายไม่ดี ก็มักกล่าวโทษนักออกแบบ 

ถ้าอยากหลุดพ้นจากวงจรนี้ นักออกแบบควรเป็นผู้ผลิต ผู้ขายสินค้า และเจอผู้ใช้งานด้วยตัวเอง ตั้มจึงริเริ่ม ‘เจิด’ และรวมพลนักออกแบบฝีมือดีที่หลงใหลในงานไม้ 3 – 5 แบรนด์ สร้างเป็นกลุ่มชื่อ hat ขึ้นมา

“การรวมกลุ่มทำให้เราไม่เหงาและมีพลัง เวลาไปออกงานอยู่รวมกันจะดูใหญ่ เรียกลูกค้าได้ง่ายกว่า ส่วนสินค้าที่ขาย เราจะหาช่องว่างที่ไม่ต้องแข่งขันสูง บริษัทเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆ ไม่อยากทำ เพราะถ้าขายได้น้อยจะเหมือนคนกินไม่อิ่ม แต่สำหรับเรา ขายของดีๆ ได้สักร้อยตัว กำไรตัวละพัน เราก็รอดแล้ว” ตั้มแจงยุทธศาสตร์ที่คิดในหัวเมื่อ 10 ปีก่อน ในช่วงแรก เจิดรับหน้าที่ผลิตโคมไฟห้อยจากไม้สำเร็จรูป มีรูปลักษณ์แปลกใหม่และเปล่งแสงเจิดจ้า ส่วนรายอื่นๆ ผลิตเฟอร์นิเจอร์ตามที่ตัวเองถนัด

แม้วันนี้จะยุติการรวมกลุ่มไปแล้ว แต่แบรนด์ภายใต้ hat ก็ยังอยู่รอดหรือเติบโตได้อย่างงดงามในเส้นทางอื่นตามที่ตั้มวางแผนไว้อย่างดี

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี
Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

03

ไม้เหลือเศษ

ในมุมมองของตั้ม บนโลกนี้มีไม้ที่เสียชาติเกิดหรือไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มอายุขัยอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่มีเพียงสองชีวิตเท่านั้น หนึ่งเป็นต้นไม้ สองเป็นบ้านที่อยู่ราว 40 – 50 ปี แล้วคนก็รื้อทิ้งไปปรับเปลี่ยนสร้างเป็นบ้านปูนตามยุคสมัย โดยไม่ได้นำไม้มากมูลค่าเหล่านั้นไปทำอะไรต่อ

ในปีที่ 5 ของการปลูกป่า ตั้มเล็งเห็นว่า เราสามารถชุบชีวิตไม้ให้มีชีวิตที่ 3 จนอายุครบร้อยปี ด้วยการออกแบบเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรงและสวยจนคนไม่กล้าทิ้ง เขาจึงเริ่มขยายมาผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้เก่า คิดเป็นปริมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของงานทั้งหมด

“เราเลือกไม้เก่าที่แกร่ง เนื้อแข็ง โดนน้ำหรือปลวกก็ไม่เสียหาย และพยายามเลี่ยงไม้ที่คนใช้เยอะเช่น ไม้โอ๊ก ไม้แอช เพื่อสร้างจุดเด่นของเจิดว่าเรามีเฟอร์นิเจอร์จากไม้เนื้อแข็งหายากที่คนอื่นไม่มี และจะอยู่ในบ้านคุณได้นาน” ตั้มอธิบาย พร้อมแนะนำให้เรารู้จักชุมชนบางแพ แหล่งไม้เก่าชั้นดีที่เขายอมจ่ายราคาแพงเพื่อให้ได้ไม้คุณภาพสูง และช่วยส่งเสริมธุรกิจของชุมชนไปในตัว

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี
Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

04

ไม้นิมอล

หัวใจสำคัญของเจิดไม่ได้มีเพียงไม้ แต่ยังมีเหล็กที่ทำให้เฟอร์นิเจอร์แต่ละตัวเจิดจรัส

“ในวงการ เราถือเป็นช่างไม้มือใหม่มาก แต่เราพอมีทักษะด้านการออกแบบ ก็คิดว่าทำอย่างไรให้โต๊ะไม่เทอะทะ ขนส่งไม่ยาก เลยแก้ปัญหาด้วยการทำโครงเหล็กเจาะรูสองโมเดลเป็นตัวกลางไว้ยึดชิ้นไม้ทุกส่วนแทนการเข้าเดือยและสลักยากๆ ถอดประกอบและต่อยอดเป็นอย่างอื่นได้อีกหลายร้อยแบบ เปลี่ยนสี ชนิด และขนาดไม้แทน เป็นวิธีการออกแบบเชิงระบบของที่นี่” พูดเสร็จตั้มก็หยิบเหล็กที่อยู่เบื้องหลังชิ้นงานตั้งแต่เริ่มสร้างแบรนด์มาให้เราดูประกอบ

และถึงแม้มีโมเดลใหม่อีก 5 แบบรออยู่ในโปรแกรมออกแบบ ตั้มตัดสินใจทิ้งไว้อยู่อย่างนั้น จากที่เมื่อก่อนเขาจะเป็นกังวล เกรงว่าถ้าไม่รีบผลิต จะมีคนคิดเหมือนกันและปล่อยสินค้าสู่ตลาดตัดหน้า แต่ในวันนี้ เขารู้ชัดแล้วว่าไม่จำเป็นต้องเร่งรีบทำอะไรมากมาย

“นักออกแบบที่ลงมือผลิตเองต้องมีตัวตนชัด ถ้าทำสะเปะสะปะ คนจะจำเราไม่ได้ เมื่อก่อนเราบ้าพลัง อยากโชว์ไปหมด ปล่อยงานทีละสิบแบบ ปรากฏว่าลูกค้างง เขายังไม่ทันคุ้นกับของเดิมเลย” ตั้มสรุปบทเรียนที่เขาเคยเจ็บมาก่อน ด้วยเหตุนี้ งานออกแบบของเจิดจึงมีน้อยประเภท เน้นที่โต๊ะและม้านั่งที่คู่แข่งไม่มากเป็นหลัก และทำให้ประณีตที่สุด

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

05

ไม้เก็ตติ้ง

เจิดขายของตามแบบเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวและขายผลผลิตตามฤดูกาล ใครอยากซื้อเฟอร์นิเจอร์ของพวกเขาจะต้องไปพบกันตามงานนิทรรศการ โดยปีหนึ่งนำออกขายประมาณ 3 ครั้งเท่านั้น

“เรามีปรัชญาว่า หน้าที่ของนักออกแบบคือการเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน ลูกค้าเป็นเหมือนผู้จ่ายค่าเข้าชมงาน เป้าหมายเราคือขายแล้วมีกำไรไปลงทุนขยายบูทครั้งต่อไป คนจะรู้สึกว่าเราเติบโตและสำเร็จไปด้วยกัน” ตั้มเล่า การขายเช่นนี้เป็นเหมือนสัญญาใจ ที่สร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่หาจากที่อื่นในโลกไม่ได้ ต้องมาพบกันในวาระพิเศษ ซึ่งที่ผ่านมาเจิดไม่เคยขาดทุนเลยในแต่ละครั้ง

อาจเพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเจิดเป็นกลุ่มคนที่เติบโตมาในยุคสมัยที่ไม้รุ่งเรือง พวกเขาจึงเห็นคุณค่าและรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ อีกส่วนหนึ่งคือคนที่ต้องการสนับสนุนเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม รวมแล้วปีหนึ่งเจิดผลิตงานให้ลูกค้าได้ประมาณ 200 ครัวเรือน

นอกเหนือจากการขายวิธีนี้แล้ว การตลาดแบบเจิดคือการแทบไม่ทำการตลาด พวกเขาไม่พุ่งเข้าหาลูกค้า ไม่เร่งรัดป่าวประกาศให้ซื้อ เพราะตั้มอยากวัดผลว่างานออกแบบจะเปล่งเสียงด้วยตัวเองดังแค่ไหน

“เวลาขายของ เราจะอยู่ท่ามกลางงานชิ้นอื่นอีกเป็นร้อย โจทย์คือต่อให้ถูกปิดปากไม่ให้อธิบาย คนก็หยุดดู รู้สึกว้าว รักและซื้อในแบบที่มันเป็น ถ้าเดินดูแล้วเห็นงานหน้าตาและราคาพอกัน คนจะเริ่มถามข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ ถึงจุดนั้นเราค่อยเล่าคุณค่าที่ซ่อนอยู่” ตั้มเผย พร้อมยอมรับว่าแนวคิดนี้ย่อมทำให้เดียร์ที่ดูแลด้านการขายลำบากบ้าง แต่ทั้งสองเห็นร่วมกันว่านี่คือตัวตนของแบรนด์

06

ไม้ใกล้ตัว

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต พนักงานคือเรื่องสำคัญ

ที่เจิด พวกเขาสรรหาบุคลากรจากคนที่ขาดโอกาสในชุมชนใกล้ๆ มาช่วยทำงาน และปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นศิลปิน เช่น ให้เริ่มและเลิกงานได้อย่างอิสระ ไม่หยุดวันแรงงาน แต่ให้หยุดในวันศิลป์ พีระศรี

“เราพยายามปั้นชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกัน ข้อดีคือเราได้งานทั้งจากวัสดุและผู้ผลิตในท้องถิ่นแท้ๆ เกิดมิตรภาพและความยั่งยืน ส่วนคนทำงานก็ไม่ต้องเดินทางเยอะ งานไม้เป็นงานที่เหนื่อย ถ้านอนไม่พอจะอันตราย เอาเวลาไปนอนดีกว่า” ตั้มเล่า ปัจจุบันศิลปิน 4 – 5 คนในสังกัดจังหวัดราชบุรีของเขาช่วยดูแลกิจการและลดความเหนื่อยล้าไปได้มาก

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

07

ไม้ป่าปลูก

ในปีที่ 12 ของการปลูกป่านี้ ตั้มเริ่มตัดไม้เบิกนำอย่างกระถินเทพา 40 ต้นที่โตเร็วจนโอบแทบไม่มิด จากทั้งหมดราว 400 ต้นมาทดลองผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ และเตรียมปล่อยขายปีหน้าภายใต้แบรนด์ใหม่

สาเหตุที่ต้องแยกแบรนด์เป็นเพราะคุณค่าที่ต่างกัน ไม้ป่าปลูกจะมีความแข็งแรงทนทานน้อยกว่าไม้เก่า และควรขายในราคาที่ต่ำกว่า แต่การซื้อหนึ่งครั้งของลูกค้าจะหมายถึงการช่วยสร้างตลาดสินค้าจากไม้ป่าปลูก และกระตุ้นให้คนเห็นข้อดีของการปลูกป่า

“อยากทำให้พื้นที่ป่าในประเทศเพิ่มขึ้น ถ้าเราขายสินค้าใหม่นี้ได้ จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าการปลูกต้นไม้ทันใช้ชาตินี้ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น ซึ่งตอนนี้ลูกค้าส่วนหนึ่งที่มาซื้อเฟอร์นิเจอร์ก็เริ่มถามเรื่องการปลูกต้นไม้ด้วย” ตั้มประกาศเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ในวันที่ผืนป่าเริ่มน้อยลงไปทุกที จนต้องมีการประกาศ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2562 ที่ปลดล็อกให้คนนำต้นไม้ในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้องมาใช้งานได้โดยไม่ถูกหวงห้าม

ส่วนด้านการออกแบบ แม้ตั้มจะผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้เก่าอยู่ แต่ตัวแบบนั้นคิดคำนวณไว้เผื่อการใช้ไม้ป่าปลูกเรียบร้อย เมื่อถึงเวลาที่ต้นไม้โต เขาพร้อมผลิตด้วยแบบที่มีทันที

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี
Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

08

ไม้เปลี่ยนไปตามเวลา

“เราเป็นเหมือนเต่า จะชนะกระต่ายได้คงไม่ใช่ด้วยความเร็ว เราต้องออกแบบให้การแข่งขันมีระยะเวลาเดินทางนานกว่าอายุขัยของกระต่าย แต่จะทำอย่างนี้ได้ใจต้องนิ่งนะ” ตั้มตอบ เมื่อเราถามว่าเขากังวลกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกธุรกิจยุคสมัยนี้บ้างหรือไม่ เขาเชื่อว่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อมนุษย์ และต่อให้เวลาผ่านไป คนก็ยังคงต้องการไม้ไว้ใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ อยู่ดีด้วยราคาที่สูงขึ้น เพราะจะยิ่งหายาก 

เขาเพียงแค่ต้องรอเวลา หากใครคิดเข้ามาแข่งในตลาดตอนนี้ ก็ยากเหลือเกินที่จะวิ่งไล่ตามต้นไม้ที่เติบโตตามเวลาของธรรมชาติมานาน 12 ปีแล้วได้ทัน

“เรามีพนักงานที่ขยันที่สุดในโลก จะหลับหรือตื่น แดดแรงแค่ไหน ต้นไม้ทำงานและโตตลอดเวลา” 

หรือต่อให้ธุรกิจไม้ถึงทางตัน ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ยังใช้เป็นแหล่งพักพิงอิงอาศัยได้อีกนานเป็นปี ไม่หวั่นแม้เจอ COVID-19 

“เรามีพืช มีผัก มีปลา เป็นฐานทรัพยากรซึ่งพอต่อการดำรงชีพที่ไม่ได้ต้องการอะไรมากของเรา และถึงไม่ทำงานออกแบบ การปลูกป่ายังช่วยสร้างธุรกิจใหม่ระหว่างทางได้อีกเป็นสิบนะ เช่น ขายไม้ล้อม กล้าไม้ เมล็ดพันธุ์ที่หล่นจากต้น หมักปุ๋ย ทำน้ำมัน แทบไม่มีทางเจ๊งเลย” ตั้มกล่าวอย่างมั่นใจ

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี
Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

09

ไม้ใหม่ 

ล่าสุด เจิดเพิ่งขยายขอบเขตการทำงานด้วยการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมกับ Vandapac และ Best Polymer สองผู้ประกอบการคู่ค้าของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC ในโครงการ Upcyling Upstyling by GC

โดยในผลงานร่วมกับ Best Polymer บริษัทผู้ผลิตสินค้ารีไซเคิลพลาสติกและไม้เทียม (Wood Plastic Composite) ตั้มได้แสดงฝีไม้ลายมือวิชางานไม้ด้วยการแปลงขยะพลาสติกผสมกับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เนรมิตกลายเป็น Nakashima ชั้นวางอเนกประสงค์และม้านั่งที่แข็งแรงทนทาน ลวดลายหลากหลายสวยงามเสมือนไม้จริงจากธรรมชาติ ซึ่งเทคนิคการออกแบบของตั้มทำให้เกิดเศษไม้ในกระบวนการผลิตน้อยมากอีกด้วย

“โปรเจกต์นี้ทำให้เราได้ใช้ความรู้เรื่องการออกแบบและลวดลายของพันธุ์ไม้ไปในงานรีไซเคิลขยะอื่น
ถ้าคนเห็นคุณค่าและยอมรับวัสดุแบบนี้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้อนขยะออกจากระบบได้เยอะเลย” ตั้มเล่าถึงผลงานที่เขาได้ใช้ทักษะที่ฝึกฝนมา 12 ปีในรูปแบบใหม่

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

10

ไม้คือชีวิต

“ต้นไม้สอนอะไรเราเยอะมาก” นอกจากทำให้ใจเย็นขึ้น ตั้มเล่าว่าป่าทำให้เขาเข้าใจและยอมรับในปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ถ้าต้นไม้ไม่เหมาะกับพื้นที่ ต่อให้ฝืนปลูกแค่ไหนก็ตายอยู่ดี

และต้นไม้ในป่ามีวิธีเติบโตเพื่ออยู่ร่วมกัน แต่ละต้นโดยทั่วไปจะพยายามเข้าหาด้านที่มีแสง เมื่อต้นใหญ่ต้นหนึ่งตายหรือถูกตัดนำไปใช้ จะเปิดทางให้ต้นอื่นได้เจริญงอกงามเองโดยไม่ต้องจัดการอะไร เป็นสาเหตุที่เราไม่ควรรีบตัดต้นไม้ให้หมดป่าเพื่อใช้งานอย่างเร่งรีบ หรือคาดหวังว่าปลูก 100 ต้นจะโตได้ทั้งร้อยต้นพร้อมกัน

ปัจจุบัน ตั้มและเดียร์ขยายพื้นที่สำหรับปลูกป่ารวมเป็นทั้งหมด 80 ไร่ ในจังหวัดกำแพงเพชร ราชบุรี เพชรบุรี และพัทลุง และเริ่มวางแผนสำหรับอนาคต ทั้งในเชิงธุรกิจและชีวิตครอบครัว

ทั้งสองพาเรามาเดินดูแปลงที่ยังเป็นพื้นที่โล่ง ในอีก 6 ปีข้างหน้าเมื่อต้นไม้ที่ปลูกผลิดอกสวยงาม ที่แห่งนี้จะกลายเป็นแกลเลอรี่จัดแสดงผลงาน เปิดให้คนมาชื่นชม

ส่วนตอนนี้ ตรงบริเวณนั้นมีต้นไม้ 2 – 3 ต้นที่เริ่มเติบโตแล้ว

“ต้นนี้ลูกสาวเป็นคนปลูก เราชวนลูกทั้งสามคนปลูกต้นไม้ด้วยตัวเองในวันเกิดทุกปี สะสมไปเรื่อยๆ อีกยี่สิบปีคงมีสักสองร้อยต้นขนาดใหญ่ ขายเป็นทุนไว้เรียนต่อต่างประเทศสบายๆ เป็นหลักประกันชีวิตและความมั่งคั่งที่สร้างได้ตั้งแต่วันนี้เลย” ตั้มยิ้มพร้อมตอบคำถามในใจเราว่าจะปลูกป่าไปทำไม

Jird Design Gallery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ชุบชีวิตที่ 3 ให้ไม้เก่าและปลูกป่าใหม่ไว้ใช้ในอีก 20 ปี

Lesson Learned

“เรามองว่าแต่ละธุรกิจควรมีตัวตนที่ชัดเจน ไม่ใช่ชำเลืองมองผู้อื่นแล้วเห็นอะไรดีก็ทำตามหมด เปรียบเทียบกับการปลูกพืชแบบเพาะเมล็ดเพื่อให้มีรากแก้ว ต้นไม้จะอยู่รอดและทนได้นานกว่าการตอนหรือปักชำกิ่ง ที่ถึงปลูกได้เหมือนสวนต้นแบบเลย แต่ไม่มีรากแก้ว พังและตายได้ง่ายมาก แต่การปลูกแบบแรกก็อาจมีกลายพันธุ์จากต้นแม่บ้าง เป็นเรื่องที่ต้องลองเสี่ยงและยอมรับ”

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together) 

เข้าชมทุก Speaker ทุก Session ย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

2 กุมภาพันธ์ 2566
671

การประกาศยุติบทบาทการเป็นบริษัทพัฒนาและดูแลศิลปินของ บริษัท นาดาว บางกอก จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 หลังจากดำเนินธุรกิจอย่างโดดเด่น สร้างผลงานและศิลปินผู้เป็นที่รักมาประดับวงการบันเทิงไทยมากมายตลอด 12 ปี ทิ้งคำถามให้หลายคนสงสัยว่า ทีมงานนาดาวบางกอกจะไปทำอะไรกันต่อ

วันนี้ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ในบทบาท Chief Executive Officer จับมือกับผู้บริหารอีก 3 คน ทั้ง แท๊ด-รดีนภิส โกสิยะจินดา Chief Commercial Officer, ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ Artist Strategy Director (SONRAY MUSIC Co., Ltd.) และ ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร Managing Director (5×6 House Co., Ltd.) มาแถลงข่าวเปิดตัวบริษัทใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 บริษัทย่อย ภายใต้บริษัทแม่ที่ชื่อว่า ‘TADA Entertainment (ทาดา เอ็นเทอร์เทนเมนท์)

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ชื่อ ‘ทาดา’ พ้องเสียงกับ ‘ธาดา’ ที่แปลว่าผู้สร้าง 

และเป็นเสียงประกอบเวลาที่ใครมีอะไรภูมิใจนำเสนอ

เราเคยคุยกับย้งเมื่อครั้งยังเป็นนาดาวบางกอก แล้วประทับใจกับความเป็นบริษัทที่พัฒนาศิลปินให้เป็น ‘คนมีคุณภาพ’ แบบที่คิดว่าให้วันหนึ่งศิลปินอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีนาดาวบางกอก และวันนั้นเขาก็ตั้งใจอยากหาคนมารับช่วงต่อในการบริหาร แต่ติดว่าต้องหาคนที่เชื่อและคิดเหมือนกัน เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าผู้บริหารคนใหม่จะดูแลศิลปินเหล่านี้ได้อย่างที่เขาตั้งใจ

ในบทบาทการเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรรอบที่ 2 ของย้ง เขาจึงอยากสร้างทั้งผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่และศิลปินไอดอลคุณภาพสูง มาประดับวงการบันเทิงไทยแบบที่เขาภูมิใจนำเสนอ

แต่ก่อนจะคุยเรื่องการเปิดประตูบานนี้ เราเชื่อว่าทุกคนคงอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงของการปิดประตูบ้านนาดาวบางกอกจากปากของย้ง ซึ่งเขายังไม่เคยพูดเรื่องนี้กับสื่อไหน เขายินดีจะพูดวันนี้ เพราะเขาบอกว่าฝุ่นหายตลบและทุกอย่างตกตะกอนแล้ว จึงมั่นใจว่าจะตอบคำถามนี้ได้ตรงกับใจจริง ๆ

เขาเล่าว่าก่อนยุติบทบาทของนาดาวบางกอก ทีมผู้บริหารใช้เวลาพิจารณา วางแผน และเตรียมตัวมาร่วม 3 ปี และยืนยันว่าไม่ได้มีใครในบริษัทหมดแพสชัน

“การปิดนาดาวฯ คือการไปต่อ ไม่ใช่การสิ้นสุด เพราะนาดาวฯ คือหมู่มวลคนซึ่งรักจะทำสิ่งที่สนใจเหมือนกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่พอถึงเวลาที่ต่างคนต่างมีเป้าหมายใหม่ น้อง ๆ นักแสดงเติบโตในวงการบันเทิงได้ดี หลายคนเรียนจบแล้ว บางคนก็แข็งแรงจนเปิดบริษัทเองได้ บางคนมีแนวคิดในการบริหารศิลปินหรือนักแสดงในแบบของตัวเอง เราก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการเป็นนาดาวบางกอกต่อไป เราแยกกันไปสนุกกับทางที่ตัวเองสนใจดีกว่า ซึ่งก็หมายถึงการต้องยุติธุรกิจเดิม เพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่”

การเลือกปิดประตูบานเก่าอันโด่งดังและมั่นคงเพื่อเปิดประตูบานใหม่นี้ ย้งบอกว่าไม่มีอะไรที่เขาเสียดายเลย 

“มีแต่กลัวจะเสียดายเวลาและโอกาสของทุกคน ถ้าเราไม่ได้ให้อิสระพวกเขาไปเติบโตงอกงามในผืนดินของตัวเอง” ย้งบอก

สำหรับย้งและพนักงานบางส่วน เป้าหมายใหม่ของพวกเขาคือการสร้างศิลปินไอดอลชาวไทยประดับวงการบันเทิงไทยที่พวกเขารัก เพื่อเป็นความสุขและแรงบันดาลใจให้กับผู้คน 

“มันน่าสนุกดี” ย้งบอกเหตุผลที่คิดจะทำงานนี้

“ตอนเปิดออดิชัน เราได้เจอน้อง ๆ หลายคนที่มีความฝันอยากเป็นศิลปิน แต่เขาไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์หรือเก่งมาแล้ว พวกเขาเป็นเด็กที่ยังอยู่ในจุดเริ่มต้น มีความฝันและมีความพยายาม ผมว่ามันน่าสนุกที่เราจะได้เริ่มต้นกับคนที่มีความฝัน แล้วเราก็ฝึกหัดไปด้วยกัน เพื่อไปสู่ปลายทางซึ่งเขาเป็นศิลปินที่มีมาตรฐานที่ดีได้”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ยุคนี้เป็นยุคของคนที่พยายามและตั้งใจ

SONRAY MUSIC (ซันเรย์ มิวสิค) ลูกชายที่สดใสเหมือนแสงแดด และ ILY LAB (ไอลี่ แล็บ) กลุ่มเด็กสาวที่เรียบง่ายและงดงาม เป็นบริษัทลูกของ TADA Entertainment สำหรับสร้างและพัฒนากลุ่มศิลปินไอดอล 

SONRAY MUSIC ผลิตศิลปินไอดอลชาย และ ILY LAB ผลิตศิลปินไอดอลหญิง ย้งเล่าว่าจากประสบการณ์ การดูแลศิลปินชายและหญิงมีรายละเอียดแตกต่างกัน จึงอยากแยกการบริหารออกเป็น 2 บริษัท แต่ศิลปินจาก 2 ค่ายก็จะได้ทำงานร่วมกันในบางโอกาส

สำหรับใครที่ไม่ใช่แฟนไอดอล เราขอชวนมาแวะฟังนิยามคำว่าศิลปินไอดอลจากย้งกันสักนิด

“ศิลปินไอดอลเป็นศิลปินที่มีการฝึกหัดและพัฒนาให้มาเป็นศิลปิน บอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปสมัยก่อนอาจอาศัยหน้าตาดี ความสามารถกลาง ๆ ได้ แต่ยุคนี้ผู้บริโภคต้องการศิลปินที่นอกจากภาพลักษณ์และบุคลิกดีแล้ว เขายังต้องมีความสามารถสูง ทั้งด้านการร้องเพลง การแสดง และการเต้นด้วย”

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ย้งผู้ติดตามและชื่นชอบศิลปินไอดอลต่างชาติ มองไอดอลเหล่านั้นด้วยสายตานักปั้นดาวแล้วฟันธงว่า มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่มีเสน่ห์ความเป็นไอดอลอยู่ในตัว 

“วัยรุ่นไทยมีจุดเด่นอย่างความสนุกสดใส ไม่ซีเรียสกับชีวิตมากเกินไป แต่ถ้าเขาจะเอาจริงกับอะไร เขาก็ตั้งใจและจริงจังกับมันได้ ความทะเล้น ความกวนที่มากับความมุ่งมั่นนี่แหละเป็นบุคลิกที่ผมอยากทำงานด้วย อยากเห็นพวกเขาค่อย ๆ เก่ง ค่อย ๆ เติบโต จนเป็นศิลปินที่ชนะใจแฟนเพลงหรือคนดูได้” 

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ความฝันของหนุ่มสาวกับหน้าที่การสร้างความสุขและแรงบันดาลใจ

ศิลปินไอดอลกลุ่มแรกที่ TADA Entertainment จะเปิดตัว เป็นกลุ่มศิลปินหญิงนามว่า ‘MXFRUIT (มิกซ์ฟรุต)’ ภายใต้สังกัด ILY LAB (ซึ่งย่อมาจาก I Love You)

ย้งไม่คิดแบบ Fail Fast, Fail Cheap และเราก็เห็นด้วยว่า ความฝันของเด็กสาวไม่ควรถูกเอามาใช้เป็นการทดลองทางธุรกิจ ศิลปินไอดอลหญิงกลุ่มนี้จึงเป็นเด็กที่เทรนมาแล้วเกือบ 2 ปี และพวกเธอกำลังจะได้เดบิวต์ในเดือนมีนาคมนี้

ย้งเล่าว่าเขาชวนสมาชิกทั้ง 5 ที่ตอนแรกต่างคนต่างมามารวมเป็น Girl Group และทำวงด้วยกัน เพื่อใช้พื้นที่นี้ค้นหาแนวทางของตัวเองในวัยที่เพิ่งเริ่มต้น และผนึกกันเป็นทีมที่แข็งแรงมากพอจะพากันไปสู่ความสำเร็จ 

“จริง ๆ ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความสามารถในการเป็นศิลปินเดี่ยว แต่โชคดีที่เด็ก 5 คนนี้มีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันแล้วลงตัว และยอมที่จะเปิดตัวร่วมกัน วันหนึ่งถ้าพวกเขามีประสบการณ์และความสามารถมากพอ มีอะไรที่อยากเล่าจากตัวเอง หรือมีแนวทางของตัวเองแล้ว อาจจะได้ทำเพลงแบบโซโล่ก็ได้” ย้งวางแผนแบบเล่นเกมยาวเอาไว้

ศิลปินไอดอลอีกกลุ่มที่พวกเขาปลุกปั้นอยู่เป็นกลุ่มศิลปินไอดอลชาย ชื่อ 789 TRAINEE ภายใต้สังกัด SONRAY MUSIC

ด้วยจุดแข็งการเป็นคนทำคอนเทนต์ของย้ง และประสบการณ์ในบริษัท SM Entertainment ของปรุง กลุ่มศิลปินฝึกหัดชายที่เปิดตัวบนโลกออนไลน์มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 จึงเป็นสีสันใหม่ในวงการที่น่าจับตามอง ศิลปินหนุ่มฝึกหัด 24 คนกำลังจะมีโปรเจกต์รายการ 789 SURVIVAL เป็นเรียลิตี้โชว์ ออกอากาศทางช่อง ONE31 พวกเขาจะได้ทำบททดสอบต่าง ๆ เพื่อแสดงความมุ่งมั่น ความตั้งใจพัฒนาตัวเองและทีม เพื่อเดบิวต์เป็นวงบอยกรุ๊ปวงต่อไป ซึ่งจำนวนคนในวงนั้นยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 7 8 หรือ 9 คนก็ได้ ย้งบอกไว้อย่างนั้น

สิ่งที่ย้งหมายมั่นปั้นมือในตัวศิลปินไอดอลก็คือ อยากให้พวกเขาสร้างความสุขให้แฟน ๆ และอยากให้เก่งพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แฟน ๆ ได้

“ผมหมายมั่นปั้นมือที่ 2 อย่างนี้ เพราะเชื่อว่ายุคนี้มีคนไม่น้อยที่มีศิลปินเป็นกำลังและแรงบันดาลใจ ไม่รู้จะเรียกว่ายกระดับวงการบันเทิงไทยไหม แต่น่าจะทำให้คนไทยมีความสุข และในมุมคนทำงาน ผมคิดว่าผลลัพธ์จากความพยายามที่สังคมจะได้เห็น อาจไปสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ให้ทำงานดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้แรงบันดาลใจจากคนรุ่นพี่ที่ทำงานดี ๆ ออกมาก่อนหน้านี้ก็ได้ ผมอยากทำศิลปินให้วงการบันเทิงไทย ให้คนไทยดู แล้วถ้าวันหนึ่งจะไประดับสากล เราก็จะไปแบบเป็นศิลปิน T-POP ของไทย”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

โครงสร้างบริษัทย่อยที่เป็นอิสระ และมีบริษัทแม่ดูแลแบบไม่กำกับ

นอกจาก SONRAY MUSIC และ ILY LAB ซึ่งเป็นธุรกิจที่ย้งโฟกัสอยู่แล้ว TADA Entertainment ยังมีบริษัทโปรดักชันชื่อ 5×6 House ทำงานด้านคอนเทนต์อย่างที่พวกเขาถนัด ดูแลโดย ปิง เกรียงไกร 

3 บริษัทย่อยนี้บริหารในแบบของตัวเอง โดยมีบริษัทแม่เป็นหน่วยกลางดูแลเรื่องส่วนรวมต่าง ๆ เช่น การตลาด กฎหมาย บัญชี เป็นต้น 

ย้งบอกว่า “นี่อาจจะเป็นช่วงท้าย ๆ ในชีวิตการทำงานของผมแล้ว การมีบริษัทยิบย่อยคือการให้คนอื่นได้ขึ้นมาลองบริหารบริษัทนั้นในมุมมองของเขาเอง เขากำหนดทิศทางที่อยากเป็นได้เอง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรามีอิสระมากขึ้นหลังจากมาเปิดบริษัทใหม่”

5×6 House เป็นบริษัทโปรดักชันเฮาส์ที่ย้งบอกว่าให้อิสระปิงออกแบบได้เต็มที่ ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นงานที่เข้ากับศิลปินไอดอล หรือเป็นงานที่เน้นสร้างนักแสดงจากศิลปินในค่าย ซึ่งทำให้ปิงสร้างสรรค์และบริหารบริษัทของตัวเองได้เต็มที่ยิ่งขึ้น

ย้งบอกอีกว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นบริษัทภายใต้ TADA Entertainment เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย หากมีคนสนใจอยากมาร่วมทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน “ถ้าใครทำดี ความสำเร็จก็จะเป็นของเขา โดยมีพวกผมเป็นเบื้องหลัง ซัพพอร์ตและให้ความช่วยเหลือ แนะนำในพาร์ตหลังบ้าน” 

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

สุดท้าย ผู้บริหารที่โดดเด่นคนหนึ่งในยุคสมัยของเรายังยืนยันว่า เขาอยากเป็นคนทำงานมากกว่าเป็นผู้บริหารมืออาชีพ เขายังรอวันที่จะได้สร้างศิลปินไอดอลและผู้บริหารรุ่นใหม่ให้แข็งแรงพอที่เขาจะปล่อยมือจากงานบริหารและหันไปจับกล้อง จับงานกำกับที่รักได้อีกครั้ง

“ผมโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตในงานที่ผมรัก สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ การให้อิสระกับทุกคนในการบริหารงานและชีวิตของตัวเอง

“การปิดนาดาวบางกอกทำให้เรียนรู้ว่า อย่าไปยึดติดกับทั้งความทุกข์และความสุข เพราะในช่วง 2 – 3 ปีที่ต้องตัดสินใจและเตรียมการปิดนาดาวฯ เป็นช่วงเวลาที่กังวลมาก เป็นห่วงอะไรเต็มไปหมด แต่พอตัดสินใจได้แล้ว ใกล้เวลาที่จะปิดแล้วจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้น การไม่มีนาดาวฯ ไม่ได้ทำโลกแตกสลาย ไม่ได้จะทำให้เด็กนักแสดงไปต่อไม่ได้ หรือแม้กระทั่งน้อง ๆ พนักงานเขาก็จะเดินต่อไปได้ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น”

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

เขาเล่าด้วยว่าแม้แต่งานฉลองเพื่อร่ำลาอย่างการไป Outing นาดาวฯ ที่ย้งต้องพลาดเพราะติดโควิด สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟูมฟายอย่างที่เขารู้สึกในตอนแรก เพราะมิตรภาพที่ชาวนาดาวฯ ยังมีให้กันและกันก็เห็นได้ชัดว่ามันยังอยู่ 

“เท่านั้นก็พอแล้วมั้ง” ย้งกล่าวปิดท้ายก่อนขอพุ่งตัวไปดูน้องซ้อมและมีประชุมต่อ

Lessons Learned

  • อย่ายึดติดกับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จที่เคยเป็นมาก่อน เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยน ยิ่งถ้าเราเคยล้มมาก่อนแล้วลุกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
  • สร้างงานแล้ว อย่าลืมสร้างคนทำงานด้วย เพราะการจะทำให้ธุรกิจที่เราฝันอยู่เป็นไปได้อย่างยั่งยืน วันหนึ่งจำเป็นต้องมีคนรับช่วงต่อ
  • เลือกทำสิ่งที่อยากทำให้ดีจนกลายเป็นธุรกิจได้ เป็นหนทางแห่งความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมไปกับงาน

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load