เรานัดพบ เต้-จิราภรณ์ วิหวา ที่ร้านอาหารย่านสีลม เป็นร้านอาหารเล็กๆ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในซอยหนึ่ง ไม่ใหญ่โต แน่นขนัด หรือฉูดฉาด แต่เมื่อผลักประตูเข้าไปจะพบว่าเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กน้อยแสนมีเสน่ห์ ดึงดูดผู้คนที่ชอบทางเดียวกันให้หลงรักได้ไม่ยาก

หลังการพูดคุย ฉันอดนึกไม่ได้ว่า จิราภรณ์และผลงานของเธอช่างคล้ายคลึงกับร้านแห่งนี้

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

หากเดินสวนกัน อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร a day และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสร้างสรรค์คอนเทนต์ ILI คนนี้ ไม่ได้โดดเด่นจากฝูงชนแต่แรกเห็น หากถ้าได้นั่งลงพูดคุย สบตากันเสียหน่อย ก็จะพบว่าจิราภรณ์เป็นคน ‘คาแรกเตอร์ชัด’ ตั้งแต่มุมมอง ความสนใจ จนถึงสำนวนพูดจา

เช่นเดียวกับผลงานเรื่องแต่งของเธอ ตั้งแต่ ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามากๆ รวมเรื่องสั้นเล่มแรก จนถึงอีก 2 ผลงานเรื่องแต่งที่ตามมาคือ เขตการปกครองมายองเนส และ สนธิสัญญาฟลามิงโก ทุกเล่มล้วนไม่ใช่หนังสือตอบโจทย์ตลาดแมส แต่มีเอกลักษณ์เต็มเปี่ยม ตั้งแต่การคว้าจับรายละเอียดเล็กน้อยในชีวิตผู้คนมาบอกเล่า ถ้อยคำสำนวนสะดุดตา จนถึงมวลบรรยากาศกึ่งหม่นเศร้าที่มักปกคลุมเนื้อหาเสมอ

ไม่นานนี้ รวมเรื่องสั้นเล่มแรกในชีวิตของจิราภรณ์ได้วาระพิมพ์ใหม่ โดยมีเรื่องสั้นเพิ่มขึ้นที่ข้างท้าย 1 เรื่อง ในชื่อ ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามมากๆ เรื่องสั้นนี้มีตัวเอกชื่อ ‘จิราภรณ์’ และมีเนื้อหามองย้อนชีวิตซึ่งเกาะเกี่ยวกับหนังสือเล่มแรกนี้

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

ในโอกาสนี้ เราจึงชวนนักเขียนเจ้าของจักรวาลงานเขียนเล็กแต่พิเศษมานั่งสนทนา ว่าด้วยการเติบโตนับจากการพิมพ์ครั้งที่ 1 จนถึงวันมีผลงานทบทวนชีวิต ซึ่งถ้าเหลือบดูหมุดหมายเวลาก็ครบ 11 ปีแล้ว

และนี่คือเรื่องราวการเดินทางที่บางสิ่งเปลี่ยนแปลงและบางสิ่งไม่เปลี่ยนไปของ ‘จิราภรณ์’ ตลอด เวลาที่ผ่านมา

1

จิราภรณ์กับหลุมหลบภัยที่กลายเป็นประตู

ว่ากันตามเส้นทางชีวิต จิราภรณ์อยู่ใกล้ชิดขอบเขตการเป็นนักเขียนมาตลอด เธอฝันอยากเป็นนักเขียนนิยายมาแต่เด็ก เพราะเคยเห็นนางเอกในละครเป็นนักเขียนนิยายพิมพ์ดีดอยู่กลางทุ่งหญ้าแล้วหลงรัก แถมทักษะภาษาก็ดี เขียนงานทีมีครูชม อย่างไรก็ตาม จิราภรณ์ไม่เคยคิดจะก้าวเข้าสู่ดินแดนนั้นจริงจัง 

“เราเป็นเด็กแพสชันต่ำ” เธอว่าอย่างนั้น ก่อนเล่าว่าที่เลือกเรียนนิเทศศาสตร์ก็เพราะคำแนะนำของครูแนะแนว จากนั้น การเรียนในคณะก็ทำให้ชัดเจนขึ้นว่าคงต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียน และเมื่อมาฝึกงานนิตยสาร เธอก็พบว่าน่าจะเหมาะกับตัวเอง จิราภรณ์จึงทำงานเขียนเป็นอาชีพเรื่อยมา โดยที่ไม่ได้สนใจเป็นนักเขียน

จนกระทั่งขวบปีที่ 25 – 26 ของชีวิต 

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

“เป็นช่วงชีวิตทุกข์ที่สุดช่วงหนึ่ง” ถ้าให้สรุปสั้น จิราภรณ์จะอธิบายมันแบบนี้ ตอนนั้นเธอเป็นกองบรรณาธิการประจำนิตยสาร a day ชีวิตโดยรวมราบรื่นปกติดี ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้มีปัญหาหนักหน่วง แต่จู่ๆ จิราภรณ์ก็พบว่าตัวเองเศร้าเหลือเกิน

“น่าจะเป็นวงจรที่คนต้องเจอ คือชีวิตเราโดนผลักมาเรื่อยๆ ตามระบบว่า เรียนจบมอหกก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัย เข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ต้องทำงาน แล้วก็โอเค เจองานที่ถนัด ช่วงแรกเข้าไปก็ต้องต่อสู้กับมาตรฐานแบบหนึ่งที่ไม่เคยเจอ ต่อสู้ผ่านมาแล้ว แล้วยังไงต่อวะ ก็คงต้องทำสิ่งนี้ต่อไปแหละ แต่ว่าแล้วยังไงต่อวะกับเรื่องอื่นๆ

“ก็เกิดเศร้าขึ้นมา รู้สึกชีวิตแย่จังเลยแบบไม่มีสาเหตุ ไม่ได้มีเรื่องเป็นชิ้นเป็นอันจับต้องได้ แค่รู้สึกว่าเกิดมาทำไมวะแล้วก็เศร้าจนเริ่มส่งผลต่อร่างกาย ปวดหัว เครียด ซึม จนต้องไปหาหมอ แต่การรักษาตอนนั้นเป็นการกินยารักษาอาการมากกว่าจะปรึกษาหาปมความเศร้าอะไร อาการดีขึ้นก็จบเรื่องนี้ไป”

แต่ระหว่างไทม์ไลน์ช่วงเศร้านั้นเอง จิราภรณ์ลุกขึ้นมาลองเขียนเรื่องสั้นเป็นครั้งแรก เพราะรุ่นพี่ในวงการหนังสือชักชวน บวกกับเธออ่านเรื่องแต่งและนึกอยากเปลี่ยนแนวจากงานนิตยสารที่เขียนเรื่องจริงเป็นหลัก 

ทำไปทำมา สิ่งที่ลองทำและมองว่าเป็นหนึ่งในงานอดิเรกสนุกๆ กลับกลายเป็นที่พักใจชั้นดี

“การเขียนเรื่องแต่งเป็นหลุมหลบภัย ทำให้ไม่ได้อยู่กับตัวเองมากนัก ไปอยู่กับตัวละครเหล่านั้นแทน โดยเราไม่ได้เขียนเรื่องตัวเองแต่เป็นเรื่องคนนั้นคนนี้ ที่ก็ไม่ใช่คนนั้นคนนี้ เพราะเรากลัวว่าเอาไปเขียนแล้วจะโดนโกรธ เราก็จะเอาไปบิด ใส่สิ่งต่างๆ ไปจนเป็นใครไม่รู้ แล้วเราก็สบายใจที่จะพาใครก็ไม่รู้นี้ไปเจออะไรก็ได้

“ขณะเดียวกันเวลาเราไม่อยากพูดบางสิ่ง ตัวละครพูดแทนเราได้ เหมือนเราไม่ชอบอะไรในโลกนี้ ไม่ทำให้มันดีขึ้นในโลกนี้ ก็ทำให้รู้ว่าฉันไม่พอใจโลกแบบนั้น หรือบางทีมาแค่หาตัวละครตัวหนึ่งมาคุยกับเราหน่อย ซึ่งมันก็เหมือนเราได้คุยกับตัวเอง ตกลงรู้สึกอย่างนี้จริงๆ เหรอ โกรธเพราะเรื่องนี้จริงๆ เหรอ เป็นกระบวนการบำบัดแบบเบ็ดเสร็จ มันไม่ได้ทำให้หายเศร้าขนาดนั้น แต่เป็นช่วงเวลาที่ดีจังเลย เราก็ใช้เวลาช่วงนั้นเขียน แล้วก็รู้สึกว่าโอเค ก็ผ่านมาได้นี่หว่า ก็เขียนมาเรื่อยๆ”

ระหว่างนั้น จิราภรณ์ทยอยส่งเรื่องสั้นให้ ต๊ะ-จักรพันธุ์ ขวัญมงคล อดีตบรรณาธิการนิตยสาร HAMBURGER คนรักในวันนั้นและคู่ชีวิตในวันนี้ของเธออ่าน กระทั่งมีเรื่องสั้นเยอะเป็นรูปเป็นร่าง จักรพันธุ์ที่ทำสำนักพิมพ์ไซส์เล็กตอนนั้นก็เอ่ยปากชวนเธอรวมเล่ม

เช่นเคย จิราภรณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักเขียนเรื่องแต่ง ก็ไม่มีฝันสูงสุดคือการได้ตีพิมพ์งานเขียนแต่อย่างใด

“ตอนนั้นเราแค่รู้สึกว่าเปลืองเงิน” เธอย้อนเล่าปนหัวเราะ “แต่พี่ต๊ะบอกว่า เชื่อเราเถอะ ต้องพิมพ์ ในที่สุดแล้วก็ต้องให้เครดิตพี่ต๊ะที่เชื่อว่ามันจะเวิร์ก”

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามากๆ จึงปรากฏตัวขึ้นในฐานะหนังสือรวม 10 เรื่องสั้นที่ให้ความรู้สึกแบบหนังสือทำมือ รวมเรื่องสั้นนี้ไม่ได้เข้าถึงคนหมู่มาก เพราะอยู่ตามร้านหนังสืออิสระและงานหนังสือเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็โดดเด่นพอจะทำให้คนดังในวงการหนังสือหยิบขึ้นอ่านและชื่นชมมันในฐานะเรื่องสั้นรสชาติใหม่ของนักเขียนหญิง ซึ่งในตอนนั้นดูเหมือนอยู่ในวงการนิยายกันมากกว่างานแนวนี้ รวมถึงเมื่อถูกหยิบไปพิมพ์อีกครั้งกับสำนักพิมพ์ Salmon มันยังผ่านเข้าไปถึง Shortlist ของรางวัล 7 Book Awards

จิราภรณ์เล่าว่า การที่คนในวงการหยิบอ่านแล้วยอมรับ ช่วยให้เธอรู้สึกว่ารวมเรื่องสั้นที่คล้ายจะเขียนเองพิมพ์เองนั้นผ่านมาตรฐาน ขณะเดียวกัน เมื่อมองย้อนไป เธอก็ได้เห็นตัวตนสะท้อนอยู่ในผลงานเล่มแรก

“ต่อให้อยากเขียนเรื่องแต่งยังไง เราก็จะออกแบบ ไม่ได้เขียนเรื่องที่เป็นส่วนตัว เป็นความรู้สึกของฉัน มันคือความคิดแบบคนทำนิตยสารน่ะ ที่จริงพอกลับไปอ่านก็เขินนิดหน่อย เพราะเล่มนี้ออกแบบมาก อย่างถ้าเขียนเนื้อเรื่องให้ตัวละครไปเจออย่างนี้ Cliché ว่ะ หักมุมอีกแบบหนึ่งสิ เพียงแต่วิธีใช้ภาษาของเราไม่ได้ดูเป็นเรื่องสั้นที่ออกแบบ เขียนด้วยการเล่าไปเรื่อยๆ คนเลยไม่รู้ แต่ พี่วิวัฒน์ (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา นักเขียนเจ้าของนามปากกา Filmsick) ก็เคยเขียนวิจารณ์ว่า ตลกดีที่ตัวละครต้องมีแรงขับตามอาชีพ คือถ้าเป็นเภสัชกรก็ต้องกินยาด้วย ต้องสั่งยาให้ตัวเอง เราก็คิดว่า เฮ้ย เขาจับได้”

นอกจากการมองเรื่องสั้นราวกับทำนิตยสาร อีกสิ่งที่เมื่อรวมตัวกันแล้วถึงเห็นชัดเจน คือมวลความหม่นเศร้าซึ่งปกคลุมอยู่ตลอดเล่ม

“สิ่งนี้ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ออกแบบไว้” จิราภรณ์บอก “เราไม่คิดว่าฉันเป็นคนเศร้า แต่มันเป็นเองอัตโนมัติมาแต่ไหนแต่ไร เหมือนผู้คนที่เรากรี๊ดเขาก็จะไม่ใช่คนสว่างไสว มันก็แค่เรามาทางนี้ ชอบสิ่งนี้ รู้สึกว่าเรื่องแบบนี้จับใจกว่าเรื่องแฮปปี้ เอ็นดิ้ง สมมติคนอื่นเล่าเรื่องความทรงจำหอมหวานวัยเด็ก เราจะรู้สึกว่าเรื่องของเขาหวาน แต่เรื่องวัยเด็กที่เรานึกถึงจะขมๆ ทั้งที่เป็นเหตุการณ์เดียวกันเลยนะ สมมติเพื่อนเอาแอปเปิ้ลมาให้กิน คนอื่นก็มีมุมเล่าว่าเพื่อนน่ารัก ขณะที่เรารู้สึกว่า แต่เพื่อนคนนี้เล่าว่าต้องไปหยิบแอปเปิ้ลเองตอนเช้า แม่ไม่ได้มาหยิบให้ คือจะโฟกัสสิ่งที่คนอื่นไม่สนใจ ซึ่งดันขมๆ นิดหนึ่ง แล้วมันก็เลยอยู่ในเรื่องที่เขียน และพออยู่รวมกันเลยเป็นมวลชัดขึ้นมา”

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่องสำนวนภาษา ซึ่งถ้าใครเคยผ่านตางานเขียนจิราภรณ์จะรู้ว่าเป็นจุดเด่นของเธอ

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

“เราเจอ ประภัสสร เสวิกุล ที่เราชอบเขามาก แล้วเขาก็พูดว่า งานคุณน่าสนใจมากเลยนะ แต่คุณคิดว่าในเล่มต่อไปจะเขียนประโยคอย่างแม่น้ำสีชาชักได้อีกจริงเหรอ ซึ่งมันฝังใจเรามากว่า แม่น้ำสีชาชักของฉันสลักสำคัญอะไร เราเลยเพิ่งเข้าใจว่า อ๋อ หนังสือเล่มนี้น่าสนใจเพราะใช้คำแปลก เชื่อมโยงคำ หรือมองเห็นความเชื่อมโยงของบางอย่างที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกัน แล้วเราก็เลยเข้าใจขึ้นนิดหน่อยว่า นี่คือทางของฉัน และรู้สึกอยากเขียนเล่มต่อไป”

ด้วยเหตุนี้ จากงานอดิเรกที่ใช้หลบความเศร้า การเขียนก็พาจิราภรณ์มาสู่ถนนงานเขียน และความฝันถึงก้าวต่อไปบนทางเส้นนี้

“อย่างที่บอกว่าเราเขินกับงานเล่มนี้นิดหน่อย เวลามีคนบอกว่า ผู้เขียนเรื่อง ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามากๆ เหรอคะ ก็คิดว่าไม่น่าตั้งชื่อนี้เลย (หัวเราะ) แต่ไม่ได้เกลียดมัน แล้วมันก็พาให้เรามาถึงการเขียนสิ่งนี้ต่อไป จะบอกว่าทำให้เราเป็นนักเขียนก็ไม่ใช่ ไม่โรแมนติกขนาดนั้น แต่มันพาเรามา ทำให้เรารู้ว่าทำสิ่งนี้ได้”

2

จิราภรณ์กับถนนที่ชัดและหลากหลาย

จากรวมเรื่องสั้นที่เปรียบเหมือนประตูสู่ถนนนักเขียน จิราภรณ์มีผลงานรวมเล่มหลังจากนั้นในหลากหลายรูปแบบ โดยผลงานถัดจาก ทานยาหลังอาหารฯ คือรวมเรื่องสั้นหอมกลิ่นอาหารชื่อ เขตการปกครองมายองเนส ที่เธอบอกว่าค่อยๆ พบและเป็นตัวเองมากขึ้น 

“หนังสือเล่มนี้คิดแบบนิตยสารอยู่ดี ตอนนั้นเราเริ่มสนใจทำอาหารแล้วก็อยากเขียนเรื่องอาหาร มันก็ถูกออกแบบว่าเดี๋ยวจะต้องมีเมนูในเรื่อง เสร็จแล้วต้องมีสูตร แต่เล่มนี้เป็นงานที่โตหน่อย มีสิ่งต่างๆ มากขึ้น แล้วก็เป็นผู้หญิงมากขึ้น เหมือนพอค่อยๆ เขียนไป เราก็อาจชัดขึ้นว่าฉันเป็นแบบนี้ ความเป็นตัวเองเลยค่อยๆ ชัดขึ้น ตอนเขียนก็ชอบมันมากขึ้น เราค่อนข้างหลงตัวเอง (หัวเราะ) นอกจากเรื่องแรกที่เขินนิดหน่อย เราชอบงานตัวเองทุกชิ้นเลย รู้สึกว่าเขียนดีจัง หยิบมาเปิดอ่านได้เรื่อยๆ”

ถัดจากนั้น จิราภรณ์ก็มีผลงานรวมบทความอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ร้านหวานหวานวันวาน ซึ่งชวนไปลัดเลาะสัมผัสเสน่ห์ร้านเก่าแก่ในกรุงเทพฯ และ เมื่อคิดให้ดีโลกนี้ตลาด ที่จูงมือคนอ่านไปสำรวจตลาดต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล  แต่แม้งานเหล่านี้จะอยู่ในพอร์ตงานเขียนของเธอ จิราภรณ์ก็มองว่ามันต่างกับการเขียนเรื่องแต่งชัดเจน

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

“การเขียนบทความเหมือนการตั้งสเตตัสเฟซบุ๊ก เรารู้สึกว่าสนุกจัง อยากเล่า แต่เรื่องแต่งเป็นเราเวอร์ชันจิตใต้สำนึกอีกนิดหนึ่ง” จิราภรณ์อธิบาย

“เพราะต่อให้บอกว่า เริ่มเขียนหนังสือรวมเล่มได้แล้ว มันก็ไม่ได้เริ่มด้วยการคิดว่า ฉันจะเขียนเพราะจะรวมเล่ม แต่ฉันจะเขียนเพราะชอบการได้อยู่ในเรื่องนี้ตอนนั้นมากเลย ความรู้สึกเหมือนตอนที่เศร้าและเขียนสิ่งนี้แล้วดีขึ้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ยังอยู่ในเรื่องแต่งทุกเล่มของเรา”

หลังจากนั้น นักเขียนสาวก็เดินมาสู่อีกหมุดหมายในเส้นทางการเขียน นั่นคือการเขียนนิยายเรื่องแรกในชื่อแปลกตาว่า สนธิสัญญาฟลามิงโก เป็นนิยายรักในโลกแฟนตาซีที่มีตัวเอกคือฟลามิงโกกับแมวคู่รัก และธีมหลักว่าด้วย ‘ความลับ’

“เราอยากลองเขียนนิยาย คือพอเริ่มมีหนังสือก็มีคนบอกว่าเมื่อไหร่จะเขียนนิยาย เขาอาจทักไปอย่างนั้นแหละ แต่เราจริงจังมาก ซึ่งเราเขียนอะไรโดยไม่มีชื่อไม่ได้ คิดชื่อได้ก่อนถึงค่อยเขียน ทีนี้ก็ต้องรับผิดชอบชื่อว่าจะทำยังไงให้มันมีความหมาย บวกกับมีเรื่องอยากพูดอยู่ ตอนนั้นรู้สึกว่าตกลงชีวิตที่เราอยู่นี่มีความลับมั้ย เพราะเล่นเฟซบุ๊กแล้วเครียดว่าความลับมีอยู่จริงเหรอ แกแอบฟังฉันอยู่ใช่มั้ย

“เราเขียนเล่มนี้อยู่ปีสองปีเลย พออยากเขียนก็อยากเขียนให้ดี และไอ้ความอยากให้ดีนี่ก็ยากเว้ย แต่ก็ดี เป็นช่วงหมกมุ่น เป็นช่วงที่ผ่านมาได้อีกปีโดยไม่สะบักสะบอม”

แน่นอนว่าหนังสือที่มีชื่อจิราภรณ์ วิหวา ประดับบนปกยังพาเธอเดินต่อบนถนนสายนี้ ถึงทางนั้นอาจไม่ใหญ่โตเหมือนเหล่านักเขียนซึ่งเป็นรู้จักทั่วประเทศ แต่เธอพอใจ

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

“หนังสือมันปกป้องเรา อยู่ดีๆ เราก็ไปอยู่ในงานเปิดตัวหนังสือได้โดยไม่เขินมาก ส่วนคนอ่านก็น่ารัก ที่จริงทุกครั้งที่ใครเอาหนังสือมาให้เซ็นนี่เราแทบจะกราบ ขอบคุณมากนะคะ (หัวเราะ) แต่เราไม่ทดท้อโชคชะตาว่าเป็นนักเขียนไม่ดัง เรารู้ว่านี่คือทางเรา”

ระหว่างนั้น เวลาก็เคลื่อนผ่าน รู้อีกทีจิราภรณ์ก็เดินทางบนถนนนักเขียนมายาวนานถึง 11 ปี

ณ หมุดเวลานั้น หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเธอได้กลับมาตีพิมพ์ใหม่ จิราภรณ์จึงเลือกเพิ่มเรื่องสั้นเข้าไป 1 เรื่องที่ท้ายเล่ม

ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามมากๆ คือชื่อเรื่องสั้นดังกล่าว ที่มีตัวเอกชื่อเดียวกับเธอ 

3

จิราภรณ์ที่หวนสู่หลุมหลบภัย แล้วเดินทางต่อไป

กว่า 1 ทศวรรษผ่านไป โลกรอบตัวที่จิราภรณ์เคยเก็บส่วนเสี้ยวไว้ในหนังสือเล่มแรกไม่เหมือนเดิม โรงหนังลิโด้ รถมินิบัสสีเขียว ศัพท์แสงที่ฮิตในตอนนั้นล้วนแปรเปลี่ยนสูญหาย จิราภรณ์จึงอยากให้เรื่องสั้นใหม่เป็นเหมือนเชิงอรรถ บอกสักนิดว่าที่ผ่านมาในเล่มคือสิ่งใด

นอกจากนั้น จิราภรณ์บอกเราว่าช่วงที่กำลังเขียนเรื่องสั้นนี้ เธอพบว่าความเศร้าที่เคยพบกันเมื่อ 11 ปีก่อนหวนกลับมา 

“ตอนย้อนไปอ่าน ทานยาหลังอาหารฯ เราเห็นว่าตอนนั้นยังไม่เจอของหนักแบบนี้สินะ ทำมาเป็น (หัวเราะ) เพราะชีวิตส่วนตัวหลังจบเล่มนี้ เราเจอของหนักตลอด พ่อตาย เยียวยาแม่หลังพ่อตาย ซื้อบ้าน แต่งงาน ช่วงนั้นจึงเป็นช่วงเอาตัวรอดผ่านความทุกข์รูปธรรม จนมาสู่ความทุกข์นามธรรมอีกครั้งในปีนี้ คือเรากลับไปรู้สึกเศร้ามากอีกแล้ว ทั้งที่ชีวิตปกติ น่าจะเป็นวงจร Life Crisis เราเริ่มทำกิจการ แต่ก็ไม่ได้สู้มากเท่าปีแรกแล้ว กลับไปรู้สึกว่าชีวิตยาก แล้วยังไงต่อ ที่จริงอยากทำอะไร”

เมื่อชีวิตทวนกลับ จิราภรณ์จึงได้หยุดทบทวนจนตระหนักว่า การเขียนหนังสือคือหลุมหลบภัยของเธอตลอดมา และชัดเจนว่านี่คือสิ่งที่เธออยากบันทึกไว้ในเรื่องสั้นใหม่

“ก่อนหน้านี้เราไม่ได้คิด แค่ชอบโมเมนต์การเขียนเรื่องแต่งเหมือนที่ชอบทำอาหาร ที่ผ่านมาตลอดสิบกว่าปีคือการชอบก็ทำ แต่เราเพิ่งเข้าใจว่า อ๋อ ที่ชอบทำเพราะมันช่วยแกไง เพิ่งตระหนักว่าตอนนั้นผ่านมาได้เพราะเขียนหนังสือ เราถึงเล่าให้ฟังเป็นฉากๆ ได้ว่าการเขียนเยียวยา”

ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามมากๆ จึงเป็นเรื่องของ ‘จิราภรณ์’ และโลกใน11 ปีให้หลัง บรรจุเรื่องรอบตัวที่เปลี่ยนแปลง การเขียนที่ยังอยู่ และแน่นอน ตัวเธอที่เติบโตผ่านกาลเวลา

“เป็นตัวฉันที่โตขึ้นอีกสิบเอ็ดปี ฉันที่ผ่านความทุกข์แบบหนึ่งมาได้ ยังผ่านความทุกข์อีกแบบหนึ่งไม่ได้ แต่รู้ว่าฉันรักชีวิตน่ะ ท่ามกลางความรู้สึกว่าเป็นคนเศร้า เราโคตรรักตัวเองเลย รักการมีชีวิตอยู่ เวลาชีวิตขมๆ เราก็รู้สึกว่า อืม นี่แหละชีวิต ในงานเขียน สิ่งที่เราอยากเอามาเขียนก็คือเรื่องเล็กๆ ในความทุกข์ เราไม่ได้เชิดชูความพังภินท์ของมัน”

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

เมื่อพลิกอ่านผลงานเรื่องแต่งของจิราภรณ์ ในจักรวาลหม่นเศร้าแปลกประหลาด สุดท้ายแล้ว ตัวอักษรเหล่านั้นก็ชวนเราสังเกตรสขมที่แทรกอยู่ในชีวิตมากกว่าพาดำดิ่งสู่ก้นแม่น้ำ

และถ้ามองไปได้ถึงเบื้องหลังถ้อยคำ จะพบจิราภรณ์ที่ยังเดินทางต่อไป

“เราชอบการเติบโต ชอบวันนี้มากกว่าเมื่อวาน ก็เวอร์ชันปัจจุบันต้องดีกว่าสิ ต่อให้เจอเรื่องแย่มา การผ่านเหตุการณ์นั้นได้ก็แปลว่าแกอัปเกรดไง หรืออาจเป็นคำพูดของคนที่ไม่ได้เจอเรื่องเลวร้ายมากก็ได้นะ แต่นั่นแหละ ในฐานะมนุษย์ที่ใช้ชีวิตไปตามวันเวลาคนหนึ่ง เราชอบตัวเองเวอร์ชันปัจจุบันมากกว่า” เธอทิ้งท้ายกับเราเช่นนี้

เรานัดพบ เต้-จิราภรณ์ วิหวา ที่ร้านอาหารย่านสีลม เป็นร้านอาหารเล็กๆ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในซอยหนึ่ง ไม่ใหญ่โต แน่นขนัด หรือฉูดฉาด แต่เมื่อผลักประตูเข้าไปจะพบว่าเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กน้อยแสนมีเสน่ห์ ดึงดูดผู้คนที่ชอบทางเดียวกันให้หลงรักได้ไม่ยาก

หลังการพูดคุย ฉันอดนึกไม่ได้ว่า จิราภรณ์และผลงานของเธอช่างคล้ายคลึงกับร้านแห่งนี้

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

หากเดินสวนกัน อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร a day และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสร้างสรรค์คอนเทนต์ ILI คนนี้ ไม่ได้โดดเด่นจากฝูงชนแต่แรกเห็น หากถ้าได้นั่งลงพูดคุย สบตากันเสียหน่อย ก็จะพบว่าจิราภรณ์เป็นคน ‘คาแรกเตอร์ชัด’ ตั้งแต่มุมมอง ความสนใจ จนถึงสำนวนพูดจา

เช่นเดียวกับผลงานเรื่องแต่งของเธอ ตั้งแต่ ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามากๆ รวมเรื่องสั้นเล่มแรก จนถึงอีก 2 ผลงานเรื่องแต่งที่ตามมาคือ เขตการปกครองมายองเนส และ สนธิสัญญาฟลามิงโก ทุกเล่มล้วนไม่ใช่หนังสือตอบโจทย์ตลาดแมส แต่มีเอกลักษณ์เต็มเปี่ยม ตั้งแต่การคว้าจับรายละเอียดเล็กน้อยในชีวิตผู้คนมาบอกเล่า ถ้อยคำสำนวนสะดุดตา จนถึงมวลบรรยากาศกึ่งหม่นเศร้าที่มักปกคลุมเนื้อหาเสมอ

ไม่นานนี้ รวมเรื่องสั้นเล่มแรกในชีวิตของจิราภรณ์ได้วาระพิมพ์ใหม่ โดยมีเรื่องสั้นเพิ่มขึ้นที่ข้างท้าย 1 เรื่อง ในชื่อ ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามมากๆ เรื่องสั้นนี้มีตัวเอกชื่อ ‘จิราภรณ์’ และมีเนื้อหามองย้อนชีวิตซึ่งเกาะเกี่ยวกับหนังสือเล่มแรกนี้

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

ในโอกาสนี้ เราจึงชวนนักเขียนเจ้าของจักรวาลงานเขียนเล็กแต่พิเศษมานั่งสนทนา ว่าด้วยการเติบโตนับจากการพิมพ์ครั้งที่ 1 จนถึงวันมีผลงานทบทวนชีวิต ซึ่งถ้าเหลือบดูหมุดหมายเวลาก็ครบ 11 ปีแล้ว

และนี่คือเรื่องราวการเดินทางที่บางสิ่งเปลี่ยนแปลงและบางสิ่งไม่เปลี่ยนไปของ ‘จิราภรณ์’ ตลอด เวลาที่ผ่านมา

1

จิราภรณ์กับหลุมหลบภัยที่กลายเป็นประตู

ว่ากันตามเส้นทางชีวิต จิราภรณ์อยู่ใกล้ชิดขอบเขตการเป็นนักเขียนมาตลอด เธอฝันอยากเป็นนักเขียนนิยายมาแต่เด็ก เพราะเคยเห็นนางเอกในละครเป็นนักเขียนนิยายพิมพ์ดีดอยู่กลางทุ่งหญ้าแล้วหลงรัก แถมทักษะภาษาก็ดี เขียนงานทีมีครูชม อย่างไรก็ตาม จิราภรณ์ไม่เคยคิดจะก้าวเข้าสู่ดินแดนนั้นจริงจัง 

“เราเป็นเด็กแพสชันต่ำ” เธอว่าอย่างนั้น ก่อนเล่าว่าที่เลือกเรียนนิเทศศาสตร์ก็เพราะคำแนะนำของครูแนะแนว จากนั้น การเรียนในคณะก็ทำให้ชัดเจนขึ้นว่าคงต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียน และเมื่อมาฝึกงานนิตยสาร เธอก็พบว่าน่าจะเหมาะกับตัวเอง จิราภรณ์จึงทำงานเขียนเป็นอาชีพเรื่อยมา โดยที่ไม่ได้สนใจเป็นนักเขียน

จนกระทั่งขวบปีที่ 25 – 26 ของชีวิต 

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

“เป็นช่วงชีวิตทุกข์ที่สุดช่วงหนึ่ง” ถ้าให้สรุปสั้น จิราภรณ์จะอธิบายมันแบบนี้ ตอนนั้นเธอเป็นกองบรรณาธิการประจำนิตยสาร a day ชีวิตโดยรวมราบรื่นปกติดี ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้มีปัญหาหนักหน่วง แต่จู่ๆ จิราภรณ์ก็พบว่าตัวเองเศร้าเหลือเกิน

“น่าจะเป็นวงจรที่คนต้องเจอ คือชีวิตเราโดนผลักมาเรื่อยๆ ตามระบบว่า เรียนจบมอหกก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัย เข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ต้องทำงาน แล้วก็โอเค เจองานที่ถนัด ช่วงแรกเข้าไปก็ต้องต่อสู้กับมาตรฐานแบบหนึ่งที่ไม่เคยเจอ ต่อสู้ผ่านมาแล้ว แล้วยังไงต่อวะ ก็คงต้องทำสิ่งนี้ต่อไปแหละ แต่ว่าแล้วยังไงต่อวะกับเรื่องอื่นๆ

“ก็เกิดเศร้าขึ้นมา รู้สึกชีวิตแย่จังเลยแบบไม่มีสาเหตุ ไม่ได้มีเรื่องเป็นชิ้นเป็นอันจับต้องได้ แค่รู้สึกว่าเกิดมาทำไมวะแล้วก็เศร้าจนเริ่มส่งผลต่อร่างกาย ปวดหัว เครียด ซึม จนต้องไปหาหมอ แต่การรักษาตอนนั้นเป็นการกินยารักษาอาการมากกว่าจะปรึกษาหาปมความเศร้าอะไร อาการดีขึ้นก็จบเรื่องนี้ไป”

แต่ระหว่างไทม์ไลน์ช่วงเศร้านั้นเอง จิราภรณ์ลุกขึ้นมาลองเขียนเรื่องสั้นเป็นครั้งแรก เพราะรุ่นพี่ในวงการหนังสือชักชวน บวกกับเธออ่านเรื่องแต่งและนึกอยากเปลี่ยนแนวจากงานนิตยสารที่เขียนเรื่องจริงเป็นหลัก 

ทำไปทำมา สิ่งที่ลองทำและมองว่าเป็นหนึ่งในงานอดิเรกสนุกๆ กลับกลายเป็นที่พักใจชั้นดี

“การเขียนเรื่องแต่งเป็นหลุมหลบภัย ทำให้ไม่ได้อยู่กับตัวเองมากนัก ไปอยู่กับตัวละครเหล่านั้นแทน โดยเราไม่ได้เขียนเรื่องตัวเองแต่เป็นเรื่องคนนั้นคนนี้ ที่ก็ไม่ใช่คนนั้นคนนี้ เพราะเรากลัวว่าเอาไปเขียนแล้วจะโดนโกรธ เราก็จะเอาไปบิด ใส่สิ่งต่างๆ ไปจนเป็นใครไม่รู้ แล้วเราก็สบายใจที่จะพาใครก็ไม่รู้นี้ไปเจออะไรก็ได้

“ขณะเดียวกันเวลาเราไม่อยากพูดบางสิ่ง ตัวละครพูดแทนเราได้ เหมือนเราไม่ชอบอะไรในโลกนี้ ไม่ทำให้มันดีขึ้นในโลกนี้ ก็ทำให้รู้ว่าฉันไม่พอใจโลกแบบนั้น หรือบางทีมาแค่หาตัวละครตัวหนึ่งมาคุยกับเราหน่อย ซึ่งมันก็เหมือนเราได้คุยกับตัวเอง ตกลงรู้สึกอย่างนี้จริงๆ เหรอ โกรธเพราะเรื่องนี้จริงๆ เหรอ เป็นกระบวนการบำบัดแบบเบ็ดเสร็จ มันไม่ได้ทำให้หายเศร้าขนาดนั้น แต่เป็นช่วงเวลาที่ดีจังเลย เราก็ใช้เวลาช่วงนั้นเขียน แล้วก็รู้สึกว่าโอเค ก็ผ่านมาได้นี่หว่า ก็เขียนมาเรื่อยๆ”

ระหว่างนั้น จิราภรณ์ทยอยส่งเรื่องสั้นให้ ต๊ะ-จักรพันธุ์ ขวัญมงคล อดีตบรรณาธิการนิตยสาร HAMBURGER คนรักในวันนั้นและคู่ชีวิตในวันนี้ของเธออ่าน กระทั่งมีเรื่องสั้นเยอะเป็นรูปเป็นร่าง จักรพันธุ์ที่ทำสำนักพิมพ์ไซส์เล็กตอนนั้นก็เอ่ยปากชวนเธอรวมเล่ม

เช่นเคย จิราภรณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักเขียนเรื่องแต่ง ก็ไม่มีฝันสูงสุดคือการได้ตีพิมพ์งานเขียนแต่อย่างใด

“ตอนนั้นเราแค่รู้สึกว่าเปลืองเงิน” เธอย้อนเล่าปนหัวเราะ “แต่พี่ต๊ะบอกว่า เชื่อเราเถอะ ต้องพิมพ์ ในที่สุดแล้วก็ต้องให้เครดิตพี่ต๊ะที่เชื่อว่ามันจะเวิร์ก”

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามากๆ จึงปรากฏตัวขึ้นในฐานะหนังสือรวม 10 เรื่องสั้นที่ให้ความรู้สึกแบบหนังสือทำมือ รวมเรื่องสั้นนี้ไม่ได้เข้าถึงคนหมู่มาก เพราะอยู่ตามร้านหนังสืออิสระและงานหนังสือเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็โดดเด่นพอจะทำให้คนดังในวงการหนังสือหยิบขึ้นอ่านและชื่นชมมันในฐานะเรื่องสั้นรสชาติใหม่ของนักเขียนหญิง ซึ่งในตอนนั้นดูเหมือนอยู่ในวงการนิยายกันมากกว่างานแนวนี้ รวมถึงเมื่อถูกหยิบไปพิมพ์อีกครั้งกับสำนักพิมพ์ Salmon มันยังผ่านเข้าไปถึง Shortlist ของรางวัล 7 Book Awards

จิราภรณ์เล่าว่า การที่คนในวงการหยิบอ่านแล้วยอมรับ ช่วยให้เธอรู้สึกว่ารวมเรื่องสั้นที่คล้ายจะเขียนเองพิมพ์เองนั้นผ่านมาตรฐาน ขณะเดียวกัน เมื่อมองย้อนไป เธอก็ได้เห็นตัวตนสะท้อนอยู่ในผลงานเล่มแรก

“ต่อให้อยากเขียนเรื่องแต่งยังไง เราก็จะออกแบบ ไม่ได้เขียนเรื่องที่เป็นส่วนตัว เป็นความรู้สึกของฉัน มันคือความคิดแบบคนทำนิตยสารน่ะ ที่จริงพอกลับไปอ่านก็เขินนิดหน่อย เพราะเล่มนี้ออกแบบมาก อย่างถ้าเขียนเนื้อเรื่องให้ตัวละครไปเจออย่างนี้ Cliché ว่ะ หักมุมอีกแบบหนึ่งสิ เพียงแต่วิธีใช้ภาษาของเราไม่ได้ดูเป็นเรื่องสั้นที่ออกแบบ เขียนด้วยการเล่าไปเรื่อยๆ คนเลยไม่รู้ แต่ พี่วิวัฒน์ (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา นักเขียนเจ้าของนามปากกา Filmsick) ก็เคยเขียนวิจารณ์ว่า ตลกดีที่ตัวละครต้องมีแรงขับตามอาชีพ คือถ้าเป็นเภสัชกรก็ต้องกินยาด้วย ต้องสั่งยาให้ตัวเอง เราก็คิดว่า เฮ้ย เขาจับได้”

นอกจากการมองเรื่องสั้นราวกับทำนิตยสาร อีกสิ่งที่เมื่อรวมตัวกันแล้วถึงเห็นชัดเจน คือมวลความหม่นเศร้าซึ่งปกคลุมอยู่ตลอดเล่ม

“สิ่งนี้ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ออกแบบไว้” จิราภรณ์บอก “เราไม่คิดว่าฉันเป็นคนเศร้า แต่มันเป็นเองอัตโนมัติมาแต่ไหนแต่ไร เหมือนผู้คนที่เรากรี๊ดเขาก็จะไม่ใช่คนสว่างไสว มันก็แค่เรามาทางนี้ ชอบสิ่งนี้ รู้สึกว่าเรื่องแบบนี้จับใจกว่าเรื่องแฮปปี้ เอ็นดิ้ง สมมติคนอื่นเล่าเรื่องความทรงจำหอมหวานวัยเด็ก เราจะรู้สึกว่าเรื่องของเขาหวาน แต่เรื่องวัยเด็กที่เรานึกถึงจะขมๆ ทั้งที่เป็นเหตุการณ์เดียวกันเลยนะ สมมติเพื่อนเอาแอปเปิ้ลมาให้กิน คนอื่นก็มีมุมเล่าว่าเพื่อนน่ารัก ขณะที่เรารู้สึกว่า แต่เพื่อนคนนี้เล่าว่าต้องไปหยิบแอปเปิ้ลเองตอนเช้า แม่ไม่ได้มาหยิบให้ คือจะโฟกัสสิ่งที่คนอื่นไม่สนใจ ซึ่งดันขมๆ นิดหนึ่ง แล้วมันก็เลยอยู่ในเรื่องที่เขียน และพออยู่รวมกันเลยเป็นมวลชัดขึ้นมา”

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่องสำนวนภาษา ซึ่งถ้าใครเคยผ่านตางานเขียนจิราภรณ์จะรู้ว่าเป็นจุดเด่นของเธอ

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

“เราเจอ ประภัสสร เสวิกุล ที่เราชอบเขามาก แล้วเขาก็พูดว่า งานคุณน่าสนใจมากเลยนะ แต่คุณคิดว่าในเล่มต่อไปจะเขียนประโยคอย่างแม่น้ำสีชาชักได้อีกจริงเหรอ ซึ่งมันฝังใจเรามากว่า แม่น้ำสีชาชักของฉันสลักสำคัญอะไร เราเลยเพิ่งเข้าใจว่า อ๋อ หนังสือเล่มนี้น่าสนใจเพราะใช้คำแปลก เชื่อมโยงคำ หรือมองเห็นความเชื่อมโยงของบางอย่างที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกัน แล้วเราก็เลยเข้าใจขึ้นนิดหน่อยว่า นี่คือทางของฉัน และรู้สึกอยากเขียนเล่มต่อไป”

ด้วยเหตุนี้ จากงานอดิเรกที่ใช้หลบความเศร้า การเขียนก็พาจิราภรณ์มาสู่ถนนงานเขียน และความฝันถึงก้าวต่อไปบนทางเส้นนี้

“อย่างที่บอกว่าเราเขินกับงานเล่มนี้นิดหน่อย เวลามีคนบอกว่า ผู้เขียนเรื่อง ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามากๆ เหรอคะ ก็คิดว่าไม่น่าตั้งชื่อนี้เลย (หัวเราะ) แต่ไม่ได้เกลียดมัน แล้วมันก็พาให้เรามาถึงการเขียนสิ่งนี้ต่อไป จะบอกว่าทำให้เราเป็นนักเขียนก็ไม่ใช่ ไม่โรแมนติกขนาดนั้น แต่มันพาเรามา ทำให้เรารู้ว่าทำสิ่งนี้ได้”

2

จิราภรณ์กับถนนที่ชัดและหลากหลาย

จากรวมเรื่องสั้นที่เปรียบเหมือนประตูสู่ถนนนักเขียน จิราภรณ์มีผลงานรวมเล่มหลังจากนั้นในหลากหลายรูปแบบ โดยผลงานถัดจาก ทานยาหลังอาหารฯ คือรวมเรื่องสั้นหอมกลิ่นอาหารชื่อ เขตการปกครองมายองเนส ที่เธอบอกว่าค่อยๆ พบและเป็นตัวเองมากขึ้น 

“หนังสือเล่มนี้คิดแบบนิตยสารอยู่ดี ตอนนั้นเราเริ่มสนใจทำอาหารแล้วก็อยากเขียนเรื่องอาหาร มันก็ถูกออกแบบว่าเดี๋ยวจะต้องมีเมนูในเรื่อง เสร็จแล้วต้องมีสูตร แต่เล่มนี้เป็นงานที่โตหน่อย มีสิ่งต่างๆ มากขึ้น แล้วก็เป็นผู้หญิงมากขึ้น เหมือนพอค่อยๆ เขียนไป เราก็อาจชัดขึ้นว่าฉันเป็นแบบนี้ ความเป็นตัวเองเลยค่อยๆ ชัดขึ้น ตอนเขียนก็ชอบมันมากขึ้น เราค่อนข้างหลงตัวเอง (หัวเราะ) นอกจากเรื่องแรกที่เขินนิดหน่อย เราชอบงานตัวเองทุกชิ้นเลย รู้สึกว่าเขียนดีจัง หยิบมาเปิดอ่านได้เรื่อยๆ”

ถัดจากนั้น จิราภรณ์ก็มีผลงานรวมบทความอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ร้านหวานหวานวันวาน ซึ่งชวนไปลัดเลาะสัมผัสเสน่ห์ร้านเก่าแก่ในกรุงเทพฯ และ เมื่อคิดให้ดีโลกนี้ตลาด ที่จูงมือคนอ่านไปสำรวจตลาดต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล  แต่แม้งานเหล่านี้จะอยู่ในพอร์ตงานเขียนของเธอ จิราภรณ์ก็มองว่ามันต่างกับการเขียนเรื่องแต่งชัดเจน

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

“การเขียนบทความเหมือนการตั้งสเตตัสเฟซบุ๊ก เรารู้สึกว่าสนุกจัง อยากเล่า แต่เรื่องแต่งเป็นเราเวอร์ชันจิตใต้สำนึกอีกนิดหนึ่ง” จิราภรณ์อธิบาย

“เพราะต่อให้บอกว่า เริ่มเขียนหนังสือรวมเล่มได้แล้ว มันก็ไม่ได้เริ่มด้วยการคิดว่า ฉันจะเขียนเพราะจะรวมเล่ม แต่ฉันจะเขียนเพราะชอบการได้อยู่ในเรื่องนี้ตอนนั้นมากเลย ความรู้สึกเหมือนตอนที่เศร้าและเขียนสิ่งนี้แล้วดีขึ้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ยังอยู่ในเรื่องแต่งทุกเล่มของเรา”

หลังจากนั้น นักเขียนสาวก็เดินมาสู่อีกหมุดหมายในเส้นทางการเขียน นั่นคือการเขียนนิยายเรื่องแรกในชื่อแปลกตาว่า สนธิสัญญาฟลามิงโก เป็นนิยายรักในโลกแฟนตาซีที่มีตัวเอกคือฟลามิงโกกับแมวคู่รัก และธีมหลักว่าด้วย ‘ความลับ’

“เราอยากลองเขียนนิยาย คือพอเริ่มมีหนังสือก็มีคนบอกว่าเมื่อไหร่จะเขียนนิยาย เขาอาจทักไปอย่างนั้นแหละ แต่เราจริงจังมาก ซึ่งเราเขียนอะไรโดยไม่มีชื่อไม่ได้ คิดชื่อได้ก่อนถึงค่อยเขียน ทีนี้ก็ต้องรับผิดชอบชื่อว่าจะทำยังไงให้มันมีความหมาย บวกกับมีเรื่องอยากพูดอยู่ ตอนนั้นรู้สึกว่าตกลงชีวิตที่เราอยู่นี่มีความลับมั้ย เพราะเล่นเฟซบุ๊กแล้วเครียดว่าความลับมีอยู่จริงเหรอ แกแอบฟังฉันอยู่ใช่มั้ย

“เราเขียนเล่มนี้อยู่ปีสองปีเลย พออยากเขียนก็อยากเขียนให้ดี และไอ้ความอยากให้ดีนี่ก็ยากเว้ย แต่ก็ดี เป็นช่วงหมกมุ่น เป็นช่วงที่ผ่านมาได้อีกปีโดยไม่สะบักสะบอม”

แน่นอนว่าหนังสือที่มีชื่อจิราภรณ์ วิหวา ประดับบนปกยังพาเธอเดินต่อบนถนนสายนี้ ถึงทางนั้นอาจไม่ใหญ่โตเหมือนเหล่านักเขียนซึ่งเป็นรู้จักทั่วประเทศ แต่เธอพอใจ

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

“หนังสือมันปกป้องเรา อยู่ดีๆ เราก็ไปอยู่ในงานเปิดตัวหนังสือได้โดยไม่เขินมาก ส่วนคนอ่านก็น่ารัก ที่จริงทุกครั้งที่ใครเอาหนังสือมาให้เซ็นนี่เราแทบจะกราบ ขอบคุณมากนะคะ (หัวเราะ) แต่เราไม่ทดท้อโชคชะตาว่าเป็นนักเขียนไม่ดัง เรารู้ว่านี่คือทางเรา”

ระหว่างนั้น เวลาก็เคลื่อนผ่าน รู้อีกทีจิราภรณ์ก็เดินทางบนถนนนักเขียนมายาวนานถึง 11 ปี

ณ หมุดเวลานั้น หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเธอได้กลับมาตีพิมพ์ใหม่ จิราภรณ์จึงเลือกเพิ่มเรื่องสั้นเข้าไป 1 เรื่องที่ท้ายเล่ม

ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามมากๆ คือชื่อเรื่องสั้นดังกล่าว ที่มีตัวเอกชื่อเดียวกับเธอ 

3

จิราภรณ์ที่หวนสู่หลุมหลบภัย แล้วเดินทางต่อไป

กว่า 1 ทศวรรษผ่านไป โลกรอบตัวที่จิราภรณ์เคยเก็บส่วนเสี้ยวไว้ในหนังสือเล่มแรกไม่เหมือนเดิม โรงหนังลิโด้ รถมินิบัสสีเขียว ศัพท์แสงที่ฮิตในตอนนั้นล้วนแปรเปลี่ยนสูญหาย จิราภรณ์จึงอยากให้เรื่องสั้นใหม่เป็นเหมือนเชิงอรรถ บอกสักนิดว่าที่ผ่านมาในเล่มคือสิ่งใด

นอกจากนั้น จิราภรณ์บอกเราว่าช่วงที่กำลังเขียนเรื่องสั้นนี้ เธอพบว่าความเศร้าที่เคยพบกันเมื่อ 11 ปีก่อนหวนกลับมา 

“ตอนย้อนไปอ่าน ทานยาหลังอาหารฯ เราเห็นว่าตอนนั้นยังไม่เจอของหนักแบบนี้สินะ ทำมาเป็น (หัวเราะ) เพราะชีวิตส่วนตัวหลังจบเล่มนี้ เราเจอของหนักตลอด พ่อตาย เยียวยาแม่หลังพ่อตาย ซื้อบ้าน แต่งงาน ช่วงนั้นจึงเป็นช่วงเอาตัวรอดผ่านความทุกข์รูปธรรม จนมาสู่ความทุกข์นามธรรมอีกครั้งในปีนี้ คือเรากลับไปรู้สึกเศร้ามากอีกแล้ว ทั้งที่ชีวิตปกติ น่าจะเป็นวงจร Life Crisis เราเริ่มทำกิจการ แต่ก็ไม่ได้สู้มากเท่าปีแรกแล้ว กลับไปรู้สึกว่าชีวิตยาก แล้วยังไงต่อ ที่จริงอยากทำอะไร”

เมื่อชีวิตทวนกลับ จิราภรณ์จึงได้หยุดทบทวนจนตระหนักว่า การเขียนหนังสือคือหลุมหลบภัยของเธอตลอดมา และชัดเจนว่านี่คือสิ่งที่เธออยากบันทึกไว้ในเรื่องสั้นใหม่

“ก่อนหน้านี้เราไม่ได้คิด แค่ชอบโมเมนต์การเขียนเรื่องแต่งเหมือนที่ชอบทำอาหาร ที่ผ่านมาตลอดสิบกว่าปีคือการชอบก็ทำ แต่เราเพิ่งเข้าใจว่า อ๋อ ที่ชอบทำเพราะมันช่วยแกไง เพิ่งตระหนักว่าตอนนั้นผ่านมาได้เพราะเขียนหนังสือ เราถึงเล่าให้ฟังเป็นฉากๆ ได้ว่าการเขียนเยียวยา”

ทานยาหลังอาหาร แล้วดื่มน้ำตามมากๆ จึงเป็นเรื่องของ ‘จิราภรณ์’ และโลกใน11 ปีให้หลัง บรรจุเรื่องรอบตัวที่เปลี่ยนแปลง การเขียนที่ยังอยู่ และแน่นอน ตัวเธอที่เติบโตผ่านกาลเวลา

“เป็นตัวฉันที่โตขึ้นอีกสิบเอ็ดปี ฉันที่ผ่านความทุกข์แบบหนึ่งมาได้ ยังผ่านความทุกข์อีกแบบหนึ่งไม่ได้ แต่รู้ว่าฉันรักชีวิตน่ะ ท่ามกลางความรู้สึกว่าเป็นคนเศร้า เราโคตรรักตัวเองเลย รักการมีชีวิตอยู่ เวลาชีวิตขมๆ เราก็รู้สึกว่า อืม นี่แหละชีวิต ในงานเขียน สิ่งที่เราอยากเอามาเขียนก็คือเรื่องเล็กๆ ในความทุกข์ เราไม่ได้เชิดชูความพังภินท์ของมัน”

ถนนงานเขียนและชีวิตของ จิราภรณ์ วิหวา ผู้เล่าเรื่องราวรสขมนิดๆ ด้วยภาษาสวยแปลกตา

เมื่อพลิกอ่านผลงานเรื่องแต่งของจิราภรณ์ ในจักรวาลหม่นเศร้าแปลกประหลาด สุดท้ายแล้ว ตัวอักษรเหล่านั้นก็ชวนเราสังเกตรสขมที่แทรกอยู่ในชีวิตมากกว่าพาดำดิ่งสู่ก้นแม่น้ำ

และถ้ามองไปได้ถึงเบื้องหลังถ้อยคำ จะพบจิราภรณ์ที่ยังเดินทางต่อไป

“เราชอบการเติบโต ชอบวันนี้มากกว่าเมื่อวาน ก็เวอร์ชันปัจจุบันต้องดีกว่าสิ ต่อให้เจอเรื่องแย่มา การผ่านเหตุการณ์นั้นได้ก็แปลว่าแกอัปเกรดไง หรืออาจเป็นคำพูดของคนที่ไม่ได้เจอเรื่องเลวร้ายมากก็ได้นะ แต่นั่นแหละ ในฐานะมนุษย์ที่ใช้ชีวิตไปตามวันเวลาคนหนึ่ง เราชอบตัวเองเวอร์ชันปัจจุบันมากกว่า” เธอทิ้งท้ายกับเราเช่นนี้

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง

การเติบโตของนักเขียนจากเล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุด

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อฟ้าใส เป็นหญิงสาวที่เรียกชื่อเล่นของ สรกล อดุลยานนท์ หรือ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ว่าพ่อค่ะ

ถ้าคุณคลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ ฉันคิดว่าคุณคงเคยเห็นผลงานเขียนของพ่อมาบ้าง อาจเป็นคอลัมน์ ‘ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ’ คอลัมน์การเมืองอย่าง ‘Xคลูซีฟ’ หรือหนังสือประวัติบุคคลอย่าง ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม และ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน “ตัน โออิชิ” 

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

ผลงานของพ่อที่ทุกคนรู้จักกันตลอดหลายสิบปีคือสิ่งที่อยู่หน้าบ้าน ส่วนฉันคือคนที่อยู่หลังบ้านค่ะ เคยไปนั่งเล่นแถวโต๊ะทำงานพ่อที่บริษัทมติชนมาบ้าง ได้เห็นพ่อเดินบ่นว่าคิดชื่อหนังสือไม่ออกตอนใกล้งานหนังสือ และปั่นต้นฉบับหนีเดดไลน์อยู่บ่อยๆ 

ในวันนี้ ถึงเวลาที่ฉันโตพอจะนั่งลง ณ โต๊ะทำงานตัวเอง แล้วบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ค่ะ

มีเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องที่เคยและไม่เคยรู้ รวมถึงหลายเรื่องที่ได้รู้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม 

ฉันสนุกมากที่ได้จดบันทึกชิ้นนี้

หวังว่าคุณจะรื่นรมย์กับการอ่านนะคะ

01 

พ่อเป็นลูกของนักอ่าน

สมัยปู่ยังอยู่ ฉันมักได้เจอปู่ตอนกลับไปจันทบุรีช่วงงานเช็งเม้งประจำปี ปู่จะนั่งอยู่ในห้องนอนที่ชั้นสองของบ้าน ภายในห้องนอกจากเตียงและโทรทัศน์ ยังมีหนังสือกองอยู่เป็นตั้งสูง

เมื่อลองทวนเข็มนาฬิกากลับไป ฉันพบว่าปู่เป็นอย่างนั้นก่อนฉันเกิดเสียอีก 

พ่อเล่าให้ฟังว่าปู่เป็นนักอ่านตัวยง สมัยเด็กๆ ที่บ้านพ่อเลยเต็มไปด้วยหนังสือ ตั้งแต่เหล่าพ็อกเก็ตบุ๊กปกแข็งที่มีหนึ่งในส่วนประกอบหลักคือนิยายกำลังภายใน จนถึงหนังสือพิมพ์และนิตยสารอย่าง มติชนสุดสัปดาห์ ที่พ่อบอกว่าปู่เป็นสมาชิกมาตั้งแต่เล่มแรก

ถ้ามองหนังสือในฐานะสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ และเทียบกับฐานะครอบครัวพ่อในวันนั้นที่ไม่ดีนัก นับได้ว่าปู่ลงทุนกับสิ่งนี้อย่างจริงจัง และเพราะอย่างนั้น แม้ไม่เคยสอนเป็นคำพูด ลูกๆ ก็กลายเป็นหนอนตัวอ้วนตามรอยปู่ 

ซึ่งเมื่อย้อนมองกลับไป ความเป็นนักอ่านของปู่สะท้อนถึงการเป็นคนสนใจโลกรอบตัวเสมอ 

พ่อเองก็มีคุณสมบัตินี้อยู่เต็มๆ 

นอกจากนั้น เมื่อความเป็นนักอ่านเต็มเปี่ยม มันก็ขยายวงกว้างมาสู่การลงมือเขียน 

จากที่ฉันเคยแอบเห็นว่าปู่เขียนจดหมายรักถึงย่าอย่างแสนน่ารัก เมื่อถึงรุ่นลูก พ่อและพี่น้องในวัยเด็กก็รวมตัวกันทำหนังสือทำมือแบบเขียนเองอ่านเองในชื่อ ‘อดุลยา’ พอโตขึ้น พี่น้องของพ่อยังกลายเป็นนักเขียนเต็มตัว อาทิ คุณลุงคนโตสุดของฉันที่ถึงขั้นเคยเป็นนักเขียนมีนิยายลงเป็นรายเดือน 

ส่วนพ่อก็รู้ตัวว่าพอจะเขียนหนังสือได้ แต่ไม่ได้สนใจจนลงมือทำจริงจังเหมือนพี่น้อง 

“ไม่มีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักเขียนเลย แต่รู้ว่าเขียนได้ จำได้ว่าหนังสือเฟรนด์ชิปตอนมัธยมปลาย มีเพื่อนเขียนบอกพ่อว่า จะไม่แปลกใจเลยถ้าพ่อจะเป็นนักเขียน” พ่อย้อนเล่าความทรงจำ 

ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะนั่งขีดเขียนเรื่องลงกระดาษ เราจึงพบเด็กชายสรกลวิ่งไปเตะบอลกับเพื่อนฝูงแทน

แน่นอนว่า สุดท้ายเราจะได้เห็นพ่อนั่งเขียนงานยาวนานเป็น 10 ปี แต่นั่นเป็นเรื่องราวหลังจากนั้น

ต้องมาคั่นฉากกันก่อนด้วยอีกส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของพ่อ

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

02

พ่อเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

แม้ฉันจะเลือกเรียนที่อื่น แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นสถานที่พิเศษเสมอ เพราะมันบรรจุความทรงจำของพ่อและแม่ที่เป็นหนุ่มสาวธรรมศาสตร์ทั้งคู่เอาไว้ 

ขณะที่แม่เป็นสาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด พ่อคือหนุ่มเมืองจันท์ที่เข้าเมืองหลวงมาเพราะเลือกเรียนธรรมศาสตร์โดยตั้งใจ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 

พ่อมักเล่าเสมอเรื่องพลังการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล เพราะตอนนั้นสื่อไม่ได้หลากหลาย มีเสรีภาพเท่าวันนี้ จนทำให้พ่อรู้สึกดีใจเมื่อได้ยินว่านักศึกษาโดนปราบ

มารู้ความจริงเอาภายหลัง เมื่อพี่ชายคนโตของพ่อที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมหิดลกลับมาบ้าน พร้อมเรื่องราวอีกด้าน หนังสือและอัลบั้มวงประกายดาวซึ่งเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตของนักศึกษามหิดล หลังจากวันนั้น พ่อที่สนใจบ้านเมืองเป็นทุนจึงมองธรรมศาสตร์ด้วยสายตาใหม่ และเลือกสอบเอนทรานซ์เข้าที่นี่อย่างไม่ลังเล

แล้วก็ไม่ผิดหวัง

“บรรยากาศอบอุ่นแบบที่ใฝ่ฝันไว้ว่า ธรรมศาสตร์คือดินแดนแห่งประชาธิปไตย ดินแดนแห่งเรื่องการเมือง เรื่องความเท่าเทียม” พ่อเล่าถึงหนึ่งในช่วงดีที่สุดของชีวิต 

วันเวลานั้นเป็นยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ประมาณ 5 ปี พ่อในฐานะนักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้มีโอกาสสนทนากับรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ตรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้เห็นว่าอุโมงค์ลับที่ร่ำลือกันแท้จริงเป็นเพียงท่อระบายน้ำ รวมถึงได้โดดไปร่วมทำกิจกรรมซึ่งยังกรุ่นกลิ่นอายสังคมการเมือง 

พ่อนั่งเล่นหมากรุกใต้คณะ วิ่งเตะบอลกับเพื่อน ไปพร้อมๆ กับเป็นประธานคณะ แล้วไปต่อที่ตำแหน่งอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้หัดจัดม็อบรวมมวลชน รวมถึงร่วมจัดกิจกรรมสำคัญอย่างงานรำลึก 6 ตุลาฯ 

แม้ชื่อของธรรมศาสตร์จะถูกตัดคำว่าการเมืองออกไปนานแล้ว แต่พลังของที่แห่งนี้ยังเข้มขลัง ช่วยรดน้ำให้ความสนใจบ้านเมืองของพ่อทั้งหยั่งรากลึกและแตกกิ่งก้านงอกงาม 

“พ่ออยู่ธรรมศาสตร์สี่ปี มุมคิดการเมืองชัดเจน เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะวิเคราะห์หรือมีจุดยืนทางการเมือง มันก็ชัดเจน พ่อไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบเลวร้ายน้อยที่สุด และการเลือกตั้งคือกระบวนเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดในการเลือกว่า คนส่วนใหญ่เห็นว่าจะให้ใครบริหารประเทศ”

ขณะเดียวกัน พลังการรวมตัวของหนุ่มสาวก็ช่วยลับมิติความคิดให้พ่อ

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

“กิจกรรมนักศึกษาทำให้บางทีตอนดึกๆ เรานั่งคุยกันในเรื่องที่ไม่ใช่งาน คุยเรื่องชีวิตคืออะไร มนุษย์คืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องกึ่งนามธรรมที่ถกเถียงกันอย่างหนักแต่นำไปสู่ปัญญา ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ดีมาก และเป็นช่วงที่ควรต้องคุยถึงสิ่งเหล่านั้น”

 หากชีวิตคือเส้นทางทอดยาวและประกอบสร้างขึ้นด้วยชิ้นส่วนมากมาย ช่วงเวลาในธรรมศาสตร์ก็คือหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญ แม้ไม่ใช่ช่วงผลิตผลงาน แต่ทรงพลังในฐานะรากอีกเส้นที่ช่วยให้พ่อเป็นพ่อทุกวันนี้ 

ก่อนที่เมื่อเวลา 4 ปีสิ้นสุดลง พ่อจะเดินออกจากมหาวิทยาลัยไปสู่จิ๊กซอว์อีกชิ้นสำคัญ

นั่นคือการเข้าสู่โลกหนังสือพิมพ์

03

พ่อเป็นนักข่าว

ฉันรู้ว่าพ่อเป็นนักข่าว ไม่ใช่เพราะเห็นตำแหน่งใดบนนามบัตร แต่รู้สึกได้

เวลาอยู่บ้าน วันไหนเกิดเหตุการณ์สำคัญ บ้านเราแทบเปลี่ยนร่างเป็นสำนักสื่อ เพราะพ่อเล่นตามข่าวจากทุกช่องแบบไม่ยอมคลาดสายตา และทั้งที่ลาออกจากการเป็นสื่อมาหลายปี พ่อก็ยังไปร่วมกินข้าว คุยเรื่องข่าวกับเพื่อนพี่น้องตระกูล มติชนสุดสัปดาห์ ทุกอาทิตย์

“พ่อคิดว่านักข่าวคือความอยากรู้อยากเห็น เวลาคุยเรื่องหนึ่งแล้วอยากรู้ว่าทำไมทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้เพราะอะไร พอรู้สึกว่า เฮ้ย เรื่องนี้น่าสนใจ ไม่เคยรู้เบื้องหลังเรื่องนี้ เรดาร์จะจับทันทีเลย” พ่ออธิบายถึงสิ่งที่เป็นเนื้อเป็นตัว

เพราะอย่างนั้น ไม่น่าแปลกใจที่ตอนพ่อเรียนจบ แล้วได้เริ่มงานแรกที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ บัณฑิตหนุ่มคนนั้นจะเมามันกับงานหนักระดับทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์เป็นที่สุด 

 “ตอนนั้นพ่อจบมาใหม่ๆ ห้าวน่ะ เป็นช่วงหนุ่มที่งานเยอะ ออกไปทำข่าวเสร็จกลับมาพิมพ์ข่าว ตอนเย็นลงไปเตะบอล ขึ้นมาพิมพ์ข่าวต่อ เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวต้มโดยยังคุยกันเรื่องข่าวอยู่ กลับมาพิมพ์ข่าวต่อ แล้วก็นอนค้างโรงพิมพ์ด้วยการเอาเก้าอี้มาต่อกัน ตื่นเช้ามาก็ไปอาบน้ำ ชงกาแฟ แล้วก็มานั่งพิมพ์งานต่อ ชีวิตอยู่กับงานแบบนี้ มันสนุก” พ่อเล่าเรื่องตัวเองในวัย 20 ต้น

ไม่ใช่แค่ได้ทำงานข่าวที่ชอบ พ่อยังสนุกมากเวลาได้โจทย์ใหม่มาให้รับมือ หนึ่งในเรื่องที่พ่อมักเล่าเป็นกรณีศึกษา คือ การเขียนสกู๊ปใหญ่ขนาด 2 หน้าหนังสือพิมพ์ช่วงวันหยุดยาว (ตัวช่วยช่วงโฆษณาน้อยแล้วหน้ากระดาษเหลือเยอะ) ซึ่งพ่อชอบหาวิธีเล่าแบบใหม่ๆ ให้คนอ่านงานเขียนยาวและเยอะจนจบ 

“เวลาเขาให้งานกลางๆ มา มันมีอยู่สองอย่างที่เราคิดได้คือ หนึ่ง โยนงาน กับสอง โอกาสในการเรียนรู้” พ่อพูดถึงวิธีคิด “ถ้าคิดว่าโยนงาน เราจะตั้งการ์ดแล้วรู้สึกว่าทำไมพี่ไม่ให้คนนั้นไป แต่ถ้าคิดว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เราจะคิดว่ามันคือโอกาสได้เขียน ดีไม่ดีก็ได้ลอง บางเรื่องที่ไม่ค่อยรู้เรื่องก็จะได้ค้นข้อมูลแล้วได้ความรู้เพิ่ม” 

การเปิดรับโอกาสนำไปสู่ประตูบานใหม่ จากสกู๊ปชิ้นแรก พ่อได้เขียนชิ้นต่อๆ ไป แล้วสุดท้าย สกู๊ปเหล่านั้นก็ไปผ่านตา เสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการบริหาร มติชนสุดสัปดาห์ ในขณะนั้นที่กำลังมองหาเรื่องธุรกิจมาใส่ในเล่ม 

พี่เสถียรถามพ่อว่า ถ้าจะเขียนประวัตินักธุรกิจรุ่นใหม่ มีใครน่าสนใจ

พ่อเอ่ยชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ 

และนี่คือต้นกำเนิดซีรีส์ประวัติทักษิณ ชินวัตร ในหนังสือ มติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งผสมผสานระหว่างเขียนใหม่จากการค้นข้อมูลเก่าและการคุยเพิ่มอีกเล็กน้อย 

ซีรีส์ที่กลายเป็นหนังสือเล่มแรกของสรกล อดุลยานนท์

04

พ่อเป็นคนเขียนหนังสือ

ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม คือชื่อเต็มของหนังสือเล่มนั้น 

แม้มีหนังสือมาแล้วหลายสิบเล่ม แต่พ่อยังจดจำความตื่นเต้นของการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งได้ และเล่าว่าตอนหนังสือเล่มนี้ออกมาก็มียอดขายน่าชื่นใจ เพราะจังหวะเหมาะเจาะกับการที่คุณทักษิณเป็นดาวรุ่งในวงธุรกิจ อีกทั้งยังกลับมาขายดีในหลายปีให้หลังเมื่อนักธุรกิจคนนี้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

ขณะฉันที่ซึ่งหยิบหนังสือมาดูได้พบความตื่นเต้นอีกแบบ เพราะที่หน้าคำอุทิศ มีชื่อแม่และฉันอยู่ตรงนั้น

“นก-ฟ้าใส” ผู้เป็นพลังแห่งชีวิต

“เป็นพลังจริงๆ” พ่อที่นั่งอยู่ตรงข้ามยืนยัน “คนที่เป็นพ่อแม่ก็อย่างนี้แหละ พอมีลูก เรารู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิต ไม่อย่างนั้นก็อาจคิดถึงแค่ชีวิตเราสองคน พอมีคนคนหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มันก็ต้องทำอะไรเพื่อสิ่งเหล่านี้” 

แล้วจากวันของการพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง พ่อก็มีโอกาสเขียนประวัติบุคคลอีกหลายเล่ม เล่มที่ฉันชอบเป็นพิเศษคือ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน “ตัน โออิชิ” ที่พ่อได้สัมภาษณ์คุณตันแบบลงลึกจนตัดสินใจเลือกเล่าจากมุมคุณตันไปเลย แทนที่จะเล่าจากสายตาคนนอก และเป็นงานเขียนที่ตกผลึกวิธีเล่าแล้ว

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

“เล่มนี้ถือว่าเขียนดี ได้ประมวลกระบวนท่าทั้งหลายมา ทั้งเรื่องการวางโครงเรื่อง ประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ที่เก๋าขึ้น รวมถึงวิธีที่เราเคยเขียนสกู๊ปสองหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์แล้วทำให้คนอ่านติดตามได้ เช่น ช่วงไหนควรเป็นล้อมกรอบ ช่วงไหนควรเป็นบทสัมภาษณ์ เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น” พ่อทบทวนให้ฟัง

และแน่นอน เรื่องราวคุณทักษิณจากตัวอักษรของพ่อไม่ได้แค่พาพ่อเดินต่อบนทางสายประวัติบุคคล แต่ยังเปิดทางสายสำคัญอีกเส้น เมื่อพี่เสถียรชวนพ่อเปิดคอลัมน์เล่าเรื่องธุรกิจแบบง่ายๆ ใน มติชนสุดสัปดาห์

‘ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ’ และ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ จึงมีโอกาสลืมตาดูโลก มาเคียงคู่กับชื่อ ‘สรกล อดุลยานนท์’ ที่เล่าเรื่องการเมืองและธุรกิจแบบลงลึก 

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

จากการโฟกัสเรื่องธุรกิจย่อยง่ายเพื่อตอบโจทย์หนังสือที่มีกลุ่มเป้าหมายคือปัญญาชนท้องถิ่น (พี่เสถียรเปรียบไว้เห็นภาพว่าคือผู้อำนวยการโรงเรียนที่ยโสธร) ผสมกับโจ๊กตลกซึ่งพ่อชอบ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจคลี่คลายเป็นพื้นที่ซึ่งพ่อใช้นั่งคุยสบายๆ กับคนอ่าน โดยคง 3 ดีเอ็นเอหลักไว้ คือ ธุรกิจแบบง่ายๆ แรงบันดาลใจ และอารมณ์ขัน เมื่อคุณเปิดอ่านคอลัมน์นี้ จึงเป็นไปได้ที่จะเจอหนังสนุกที่พ่ออยากชวนดู หรือบางทีก็เจอวีรกรรมลูกที่พ่อแอบหยิบมาเม้า

ฟาสต์ฟู้ดฯ จะแวะเวียนมาพบผู้อ่านบนหน้ากระดาษทุกวันอังคาร รู้อีกที แต่ละสัปดาห์ก็เลยผ่าน กลายเป็นเวลายาวนานเกินกว่า 20 ปี 

“มีบางวันที่ตัน แต่ไม่มีความรู้สึกว่าจะเลิกเขียน เพราะยังมีเรื่องเล่าอยู่” พ่อบอกฉัน “แล้วมันเหมือนคุยกับเพื่อนที่เจอกันทุกสัปดาห์ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องคิดว่าต้องคมที่สุด ดีที่สุด มันเป็นเรื่องเล่าของอาทิตย์นั้น พ่อชอบคำของพี่ วาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่บอกว่า งานเขียนเขามีมาตรฐานอยู่ระดับหนึ่ง เขาเขียนไม่ต่ำกว่ามาตรฐานนี้แน่นอน แต่จะสูงกว่าแค่ไหนไม่รู้ หรือจะเท่ากับมาตรฐานก็โอเค พ่อก็เหมือนกัน มีมาตรฐานระดับหนึ่ง คือเขียนแล้วอ่านรู้เรื่องและได้อะไรบางอย่าง 

“แต่เวลารวมเล่มอีกเรื่องนะ มาตรฐานสูง เพราะการเขียนลงคอลัมน์มันขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ เวลารีไรต์ เราต้องนึกว่าเรื่องนี้อาจจะอ่านในอีกหกเดือน บางเรื่องก็ต้องตัดทิ้งไปเลย”

อย่างไรก็ตาม พ่อที่ได้เขียนงานลงนิตยสารซึ่งตัวเองอ่านมาแต่เล่มแรก แถมยืนระยะได้ยาว ก็ยังไม่ค่อยอยากเรียกตัวเองว่านักเขียน

“พ่อรู้สึกว่างานตัวเองไม่ได้ลึกซึ้งลุ่มลึก ไม่ใช่นิยาย เป็นการเล่าเรื่องธรรมดาเท่านั้นเอง สมัยก่อนพ่อจะใช้คำเรียกตัวเองว่าเป็นแค่คนเขียนหนังสือ เวลาใครเรียกนักเขียนมันจะเขินๆ” พ่อบอกฉัน

แต่บางที คำเรียกขานอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น เมื่อตั้งใจทำไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดพ่อก็เขียนหนังสือมาแล้วมากกว่า 30 เล่ม (เฉพาะ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ คือ 32 เล่ม) ได้พบเรื่องประทับใจจากผู้อ่านมากมาย อีกทั้งงานเขียนยังพาพ่อต่อยอดไปทำสิ่งอื่นอีกหลากหลาย อาทิ รายการ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ที่เคยออกอากาศทางช่อง Workpoint TV และพอดแคสต์ THE POWER GAME

และเมื่อตั้งใจทำไปเรื่อยๆ พ่อก็เป็นคนเขียนหนังสือมาถึงปีที่ 58 ของชีวิต 

พร้อมกับที่โลกเข้าสู่ปี 2021 และหมุนเร็วขึ้นทุกที

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว
บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

05

พ่อเป็นคนมีความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่

ขณะที่ยังคงพบปะผู้อ่านในหน้าฟาสต์ฟู้ดธุรกิจสม่ำเสมอ วันสองวันก่อน พ่อเพิ่งมาถามฉันถึงเรื่อง Reach กับ Engagement ของเฟซบุ๊ก เพราะพ่อมีแฟนเพจที่เอาไว้โพสต์เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้คนอ่านฟัง 

ส่วนเมื่อวาน พ่อเพิ่งทดลองเข้าไปแจมในแอปพลิเคชัน Clubhouse ที่ชักฮอตขึ้นเรื่อยๆ (เร็วๆ นี้คุณอาจเจอพ่อเปิดห้องของตัวเองทดแทน THE POWER GAME ที่จบซีซั่นไปแล้วก็ได้)

ในปี 2021 ที่โลกแห่งการสื่อสารผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง และยังมีคลื่นลูกใหม่ซัดมาไม่ขาดสาย ฉันเห็นพ่อยังคงสนุกกับการมองหาช่องทางเล่าเรื่องที่อยากเล่า ไม่ต่างจากนักข่าวหนุ่มคนนั้นที่เฝ้าครุ่นคิดว่าจะเล่าเรื่องใส่ 2 หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์อย่างไรดี

 “ถ้าเรายังอยากนำเสนอความคิดต่อเรื่องต่างๆ อยู่ เหมือนการเป็นนักข่าว เป็นคอลัมนิสต์ แล้วโลกวันนี้ยังมีช่องทางให้เราเสนอความคิด แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว” พ่อกล่าวเรียบง่าย

เมื่อละสายตาจากการสื่อสารกับผู้อ่าน คุณจะพบพ่อเปิดประตู เดินออกไปนอกบ้าน รดน้ำสารพัดต้นไม้อย่างตั้งอกตั้งใจ

“แก่แล้วนิ่งขึ้น ไม่ตื่นเต้นกับอะไรมาก ตื่นเต้นกับต้นไม้มากกว่าแล้ว บางทีเห็นต้นโมกที่ใบร่วงอยู่ ลองให้ปุ๋ยให้น้ำมัน สามสี่วัน เฮ้ย ใบออก ดีจังเลย” นักทดลองที่มีแล็บเป็นสวนหน้าบ้านบอกฉัน 

อาจกล่าวได้ว่า พ่อที่วันนี้ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์หลายปีแล้วได้ผ่อนฝีเท้าลง สังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ถ้ามีเรื่องใหม่น่าสนใจก็ยังพร้อมกระโดดเข้าไปสนุกกับมัน 

อาจพูดได้อีกอย่างคือ ไม่ว่าชีวิตจะเคลื่อนไปสู่จุดไหน เป็นจุดที่ต้องเจออะไร พ่อก็ยังคงยืนอยู่ได้อย่างรื่นรมย์

“ชีวิตที่ผ่านมา พ่อชอบที่ตัวเองปรับตัวได้กับทุกช่วงเวลา จะให้เป็นอะไรก็หาความสุขได้เสมอ พ่อเคยบอกน้องหลายคนที่มีปัญหาเรื่องงานว่า มันเหมือนนักฟุตบอล เวลาลงสนามก็มีความสุขกับเกมให้มากที่สุด ส่วนวันโดนให้พักอยู่ข้างนอกก็ให้มีความสุขในฐานะคนดู อยู่ในร่มเงา ไม่ร้อน อยู่กลางสนาม ร้อนแต่ได้เล่น อยู่ในจุดไหน หาความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ให้เจอ” พ่อบอก แล้วหัวเราะเมื่อโดนฉันบ่นว่าโฆษณาผลงาน

“เวลาเซ็นหนังสือ ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ พ่อเขียนว่า จุดหลายจุดรวมกันเป็นเส้น เส้นทางแห่งความสุข ถ้าคุณมีความสุขครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ยังไงมันนำพาคุณสู่ชีวิตที่มีความสุขแน่นอน”

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว
บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อฟ้าใส เป็นหญิงสาวที่เรียกชื่อเล่นของ สรกล อดุลยานนท์ หรือ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ว่าพ่อค่ะ

ถ้าคุณคลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ ฉันคิดว่าคุณคงเคยเห็นผลงานเขียนของพ่อมาบ้าง อาจเป็นคอลัมน์ ‘ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ’ คอลัมน์การเมืองอย่าง ‘Xคลูซีฟ’ หรือหนังสือประวัติบุคคลอย่าง ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม และ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน “ตัน โออิชิ” 

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

ผลงานของพ่อที่ทุกคนรู้จักกันตลอดหลายสิบปีคือสิ่งที่อยู่หน้าบ้าน ส่วนฉันคือคนที่อยู่หลังบ้านค่ะ เคยไปนั่งเล่นแถวโต๊ะทำงานพ่อที่บริษัทมติชนมาบ้าง ได้เห็นพ่อเดินบ่นว่าคิดชื่อหนังสือไม่ออกตอนใกล้งานหนังสือ และปั่นต้นฉบับหนีเดดไลน์อยู่บ่อยๆ 

ในวันนี้ ถึงเวลาที่ฉันโตพอจะนั่งลง ณ โต๊ะทำงานตัวเอง แล้วบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ค่ะ

มีเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องที่เคยและไม่เคยรู้ รวมถึงหลายเรื่องที่ได้รู้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม 

ฉันสนุกมากที่ได้จดบันทึกชิ้นนี้

หวังว่าคุณจะรื่นรมย์กับการอ่านนะคะ

01 

พ่อเป็นลูกของนักอ่าน

สมัยปู่ยังอยู่ ฉันมักได้เจอปู่ตอนกลับไปจันทบุรีช่วงงานเช็งเม้งประจำปี ปู่จะนั่งอยู่ในห้องนอนที่ชั้นสองของบ้าน ภายในห้องนอกจากเตียงและโทรทัศน์ ยังมีหนังสือกองอยู่เป็นตั้งสูง

เมื่อลองทวนเข็มนาฬิกากลับไป ฉันพบว่าปู่เป็นอย่างนั้นก่อนฉันเกิดเสียอีก 

พ่อเล่าให้ฟังว่าปู่เป็นนักอ่านตัวยง สมัยเด็กๆ ที่บ้านพ่อเลยเต็มไปด้วยหนังสือ ตั้งแต่เหล่าพ็อกเก็ตบุ๊กปกแข็งที่มีหนึ่งในส่วนประกอบหลักคือนิยายกำลังภายใน จนถึงหนังสือพิมพ์และนิตยสารอย่าง มติชนสุดสัปดาห์ ที่พ่อบอกว่าปู่เป็นสมาชิกมาตั้งแต่เล่มแรก

ถ้ามองหนังสือในฐานะสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ และเทียบกับฐานะครอบครัวพ่อในวันนั้นที่ไม่ดีนัก นับได้ว่าปู่ลงทุนกับสิ่งนี้อย่างจริงจัง และเพราะอย่างนั้น แม้ไม่เคยสอนเป็นคำพูด ลูกๆ ก็กลายเป็นหนอนตัวอ้วนตามรอยปู่ 

ซึ่งเมื่อย้อนมองกลับไป ความเป็นนักอ่านของปู่สะท้อนถึงการเป็นคนสนใจโลกรอบตัวเสมอ 

พ่อเองก็มีคุณสมบัตินี้อยู่เต็มๆ 

นอกจากนั้น เมื่อความเป็นนักอ่านเต็มเปี่ยม มันก็ขยายวงกว้างมาสู่การลงมือเขียน 

จากที่ฉันเคยแอบเห็นว่าปู่เขียนจดหมายรักถึงย่าอย่างแสนน่ารัก เมื่อถึงรุ่นลูก พ่อและพี่น้องในวัยเด็กก็รวมตัวกันทำหนังสือทำมือแบบเขียนเองอ่านเองในชื่อ ‘อดุลยา’ พอโตขึ้น พี่น้องของพ่อยังกลายเป็นนักเขียนเต็มตัว อาทิ คุณลุงคนโตสุดของฉันที่ถึงขั้นเคยเป็นนักเขียนมีนิยายลงเป็นรายเดือน 

ส่วนพ่อก็รู้ตัวว่าพอจะเขียนหนังสือได้ แต่ไม่ได้สนใจจนลงมือทำจริงจังเหมือนพี่น้อง 

“ไม่มีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักเขียนเลย แต่รู้ว่าเขียนได้ จำได้ว่าหนังสือเฟรนด์ชิปตอนมัธยมปลาย มีเพื่อนเขียนบอกพ่อว่า จะไม่แปลกใจเลยถ้าพ่อจะเป็นนักเขียน” พ่อย้อนเล่าความทรงจำ 

ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะนั่งขีดเขียนเรื่องลงกระดาษ เราจึงพบเด็กชายสรกลวิ่งไปเตะบอลกับเพื่อนฝูงแทน

แน่นอนว่า สุดท้ายเราจะได้เห็นพ่อนั่งเขียนงานยาวนานเป็น 10 ปี แต่นั่นเป็นเรื่องราวหลังจากนั้น

ต้องมาคั่นฉากกันก่อนด้วยอีกส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของพ่อ

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

02

พ่อเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

แม้ฉันจะเลือกเรียนที่อื่น แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นสถานที่พิเศษเสมอ เพราะมันบรรจุความทรงจำของพ่อและแม่ที่เป็นหนุ่มสาวธรรมศาสตร์ทั้งคู่เอาไว้ 

ขณะที่แม่เป็นสาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด พ่อคือหนุ่มเมืองจันท์ที่เข้าเมืองหลวงมาเพราะเลือกเรียนธรรมศาสตร์โดยตั้งใจ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 

พ่อมักเล่าเสมอเรื่องพลังการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล เพราะตอนนั้นสื่อไม่ได้หลากหลาย มีเสรีภาพเท่าวันนี้ จนทำให้พ่อรู้สึกดีใจเมื่อได้ยินว่านักศึกษาโดนปราบ

มารู้ความจริงเอาภายหลัง เมื่อพี่ชายคนโตของพ่อที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมหิดลกลับมาบ้าน พร้อมเรื่องราวอีกด้าน หนังสือและอัลบั้มวงประกายดาวซึ่งเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตของนักศึกษามหิดล หลังจากวันนั้น พ่อที่สนใจบ้านเมืองเป็นทุนจึงมองธรรมศาสตร์ด้วยสายตาใหม่ และเลือกสอบเอนทรานซ์เข้าที่นี่อย่างไม่ลังเล

แล้วก็ไม่ผิดหวัง

“บรรยากาศอบอุ่นแบบที่ใฝ่ฝันไว้ว่า ธรรมศาสตร์คือดินแดนแห่งประชาธิปไตย ดินแดนแห่งเรื่องการเมือง เรื่องความเท่าเทียม” พ่อเล่าถึงหนึ่งในช่วงดีที่สุดของชีวิต 

วันเวลานั้นเป็นยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ประมาณ 5 ปี พ่อในฐานะนักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้มีโอกาสสนทนากับรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ตรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้เห็นว่าอุโมงค์ลับที่ร่ำลือกันแท้จริงเป็นเพียงท่อระบายน้ำ รวมถึงได้โดดไปร่วมทำกิจกรรมซึ่งยังกรุ่นกลิ่นอายสังคมการเมือง 

พ่อนั่งเล่นหมากรุกใต้คณะ วิ่งเตะบอลกับเพื่อน ไปพร้อมๆ กับเป็นประธานคณะ แล้วไปต่อที่ตำแหน่งอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้หัดจัดม็อบรวมมวลชน รวมถึงร่วมจัดกิจกรรมสำคัญอย่างงานรำลึก 6 ตุลาฯ 

แม้ชื่อของธรรมศาสตร์จะถูกตัดคำว่าการเมืองออกไปนานแล้ว แต่พลังของที่แห่งนี้ยังเข้มขลัง ช่วยรดน้ำให้ความสนใจบ้านเมืองของพ่อทั้งหยั่งรากลึกและแตกกิ่งก้านงอกงาม 

“พ่ออยู่ธรรมศาสตร์สี่ปี มุมคิดการเมืองชัดเจน เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะวิเคราะห์หรือมีจุดยืนทางการเมือง มันก็ชัดเจน พ่อไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบเลวร้ายน้อยที่สุด และการเลือกตั้งคือกระบวนเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดในการเลือกว่า คนส่วนใหญ่เห็นว่าจะให้ใครบริหารประเทศ”

ขณะเดียวกัน พลังการรวมตัวของหนุ่มสาวก็ช่วยลับมิติความคิดให้พ่อ

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

“กิจกรรมนักศึกษาทำให้บางทีตอนดึกๆ เรานั่งคุยกันในเรื่องที่ไม่ใช่งาน คุยเรื่องชีวิตคืออะไร มนุษย์คืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องกึ่งนามธรรมที่ถกเถียงกันอย่างหนักแต่นำไปสู่ปัญญา ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ดีมาก และเป็นช่วงที่ควรต้องคุยถึงสิ่งเหล่านั้น”

 หากชีวิตคือเส้นทางทอดยาวและประกอบสร้างขึ้นด้วยชิ้นส่วนมากมาย ช่วงเวลาในธรรมศาสตร์ก็คือหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญ แม้ไม่ใช่ช่วงผลิตผลงาน แต่ทรงพลังในฐานะรากอีกเส้นที่ช่วยให้พ่อเป็นพ่อทุกวันนี้ 

ก่อนที่เมื่อเวลา 4 ปีสิ้นสุดลง พ่อจะเดินออกจากมหาวิทยาลัยไปสู่จิ๊กซอว์อีกชิ้นสำคัญ

นั่นคือการเข้าสู่โลกหนังสือพิมพ์

03

พ่อเป็นนักข่าว

ฉันรู้ว่าพ่อเป็นนักข่าว ไม่ใช่เพราะเห็นตำแหน่งใดบนนามบัตร แต่รู้สึกได้

เวลาอยู่บ้าน วันไหนเกิดเหตุการณ์สำคัญ บ้านเราแทบเปลี่ยนร่างเป็นสำนักสื่อ เพราะพ่อเล่นตามข่าวจากทุกช่องแบบไม่ยอมคลาดสายตา และทั้งที่ลาออกจากการเป็นสื่อมาหลายปี พ่อก็ยังไปร่วมกินข้าว คุยเรื่องข่าวกับเพื่อนพี่น้องตระกูล มติชนสุดสัปดาห์ ทุกอาทิตย์

“พ่อคิดว่านักข่าวคือความอยากรู้อยากเห็น เวลาคุยเรื่องหนึ่งแล้วอยากรู้ว่าทำไมทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้เพราะอะไร พอรู้สึกว่า เฮ้ย เรื่องนี้น่าสนใจ ไม่เคยรู้เบื้องหลังเรื่องนี้ เรดาร์จะจับทันทีเลย” พ่ออธิบายถึงสิ่งที่เป็นเนื้อเป็นตัว

เพราะอย่างนั้น ไม่น่าแปลกใจที่ตอนพ่อเรียนจบ แล้วได้เริ่มงานแรกที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ บัณฑิตหนุ่มคนนั้นจะเมามันกับงานหนักระดับทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์เป็นที่สุด 

 “ตอนนั้นพ่อจบมาใหม่ๆ ห้าวน่ะ เป็นช่วงหนุ่มที่งานเยอะ ออกไปทำข่าวเสร็จกลับมาพิมพ์ข่าว ตอนเย็นลงไปเตะบอล ขึ้นมาพิมพ์ข่าวต่อ เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวต้มโดยยังคุยกันเรื่องข่าวอยู่ กลับมาพิมพ์ข่าวต่อ แล้วก็นอนค้างโรงพิมพ์ด้วยการเอาเก้าอี้มาต่อกัน ตื่นเช้ามาก็ไปอาบน้ำ ชงกาแฟ แล้วก็มานั่งพิมพ์งานต่อ ชีวิตอยู่กับงานแบบนี้ มันสนุก” พ่อเล่าเรื่องตัวเองในวัย 20 ต้น

ไม่ใช่แค่ได้ทำงานข่าวที่ชอบ พ่อยังสนุกมากเวลาได้โจทย์ใหม่มาให้รับมือ หนึ่งในเรื่องที่พ่อมักเล่าเป็นกรณีศึกษา คือ การเขียนสกู๊ปใหญ่ขนาด 2 หน้าหนังสือพิมพ์ช่วงวันหยุดยาว (ตัวช่วยช่วงโฆษณาน้อยแล้วหน้ากระดาษเหลือเยอะ) ซึ่งพ่อชอบหาวิธีเล่าแบบใหม่ๆ ให้คนอ่านงานเขียนยาวและเยอะจนจบ 

“เวลาเขาให้งานกลางๆ มา มันมีอยู่สองอย่างที่เราคิดได้คือ หนึ่ง โยนงาน กับสอง โอกาสในการเรียนรู้” พ่อพูดถึงวิธีคิด “ถ้าคิดว่าโยนงาน เราจะตั้งการ์ดแล้วรู้สึกว่าทำไมพี่ไม่ให้คนนั้นไป แต่ถ้าคิดว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เราจะคิดว่ามันคือโอกาสได้เขียน ดีไม่ดีก็ได้ลอง บางเรื่องที่ไม่ค่อยรู้เรื่องก็จะได้ค้นข้อมูลแล้วได้ความรู้เพิ่ม” 

การเปิดรับโอกาสนำไปสู่ประตูบานใหม่ จากสกู๊ปชิ้นแรก พ่อได้เขียนชิ้นต่อๆ ไป แล้วสุดท้าย สกู๊ปเหล่านั้นก็ไปผ่านตา เสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการบริหาร มติชนสุดสัปดาห์ ในขณะนั้นที่กำลังมองหาเรื่องธุรกิจมาใส่ในเล่ม 

พี่เสถียรถามพ่อว่า ถ้าจะเขียนประวัตินักธุรกิจรุ่นใหม่ มีใครน่าสนใจ

พ่อเอ่ยชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ 

และนี่คือต้นกำเนิดซีรีส์ประวัติทักษิณ ชินวัตร ในหนังสือ มติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งผสมผสานระหว่างเขียนใหม่จากการค้นข้อมูลเก่าและการคุยเพิ่มอีกเล็กน้อย 

ซีรีส์ที่กลายเป็นหนังสือเล่มแรกของสรกล อดุลยานนท์

04

พ่อเป็นคนเขียนหนังสือ

ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม คือชื่อเต็มของหนังสือเล่มนั้น 

แม้มีหนังสือมาแล้วหลายสิบเล่ม แต่พ่อยังจดจำความตื่นเต้นของการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งได้ และเล่าว่าตอนหนังสือเล่มนี้ออกมาก็มียอดขายน่าชื่นใจ เพราะจังหวะเหมาะเจาะกับการที่คุณทักษิณเป็นดาวรุ่งในวงธุรกิจ อีกทั้งยังกลับมาขายดีในหลายปีให้หลังเมื่อนักธุรกิจคนนี้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

ขณะฉันที่ซึ่งหยิบหนังสือมาดูได้พบความตื่นเต้นอีกแบบ เพราะที่หน้าคำอุทิศ มีชื่อแม่และฉันอยู่ตรงนั้น

“นก-ฟ้าใส” ผู้เป็นพลังแห่งชีวิต

“เป็นพลังจริงๆ” พ่อที่นั่งอยู่ตรงข้ามยืนยัน “คนที่เป็นพ่อแม่ก็อย่างนี้แหละ พอมีลูก เรารู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิต ไม่อย่างนั้นก็อาจคิดถึงแค่ชีวิตเราสองคน พอมีคนคนหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มันก็ต้องทำอะไรเพื่อสิ่งเหล่านี้” 

แล้วจากวันของการพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง พ่อก็มีโอกาสเขียนประวัติบุคคลอีกหลายเล่ม เล่มที่ฉันชอบเป็นพิเศษคือ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน “ตัน โออิชิ” ที่พ่อได้สัมภาษณ์คุณตันแบบลงลึกจนตัดสินใจเลือกเล่าจากมุมคุณตันไปเลย แทนที่จะเล่าจากสายตาคนนอก และเป็นงานเขียนที่ตกผลึกวิธีเล่าแล้ว

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

“เล่มนี้ถือว่าเขียนดี ได้ประมวลกระบวนท่าทั้งหลายมา ทั้งเรื่องการวางโครงเรื่อง ประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ที่เก๋าขึ้น รวมถึงวิธีที่เราเคยเขียนสกู๊ปสองหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์แล้วทำให้คนอ่านติดตามได้ เช่น ช่วงไหนควรเป็นล้อมกรอบ ช่วงไหนควรเป็นบทสัมภาษณ์ เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น” พ่อทบทวนให้ฟัง

และแน่นอน เรื่องราวคุณทักษิณจากตัวอักษรของพ่อไม่ได้แค่พาพ่อเดินต่อบนทางสายประวัติบุคคล แต่ยังเปิดทางสายสำคัญอีกเส้น เมื่อพี่เสถียรชวนพ่อเปิดคอลัมน์เล่าเรื่องธุรกิจแบบง่ายๆ ใน มติชนสุดสัปดาห์

‘ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ’ และ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ จึงมีโอกาสลืมตาดูโลก มาเคียงคู่กับชื่อ ‘สรกล อดุลยานนท์’ ที่เล่าเรื่องการเมืองและธุรกิจแบบลงลึก 

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

จากการโฟกัสเรื่องธุรกิจย่อยง่ายเพื่อตอบโจทย์หนังสือที่มีกลุ่มเป้าหมายคือปัญญาชนท้องถิ่น (พี่เสถียรเปรียบไว้เห็นภาพว่าคือผู้อำนวยการโรงเรียนที่ยโสธร) ผสมกับโจ๊กตลกซึ่งพ่อชอบ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจคลี่คลายเป็นพื้นที่ซึ่งพ่อใช้นั่งคุยสบายๆ กับคนอ่าน โดยคง 3 ดีเอ็นเอหลักไว้ คือ ธุรกิจแบบง่ายๆ แรงบันดาลใจ และอารมณ์ขัน เมื่อคุณเปิดอ่านคอลัมน์นี้ จึงเป็นไปได้ที่จะเจอหนังสนุกที่พ่ออยากชวนดู หรือบางทีก็เจอวีรกรรมลูกที่พ่อแอบหยิบมาเม้า

ฟาสต์ฟู้ดฯ จะแวะเวียนมาพบผู้อ่านบนหน้ากระดาษทุกวันอังคาร รู้อีกที แต่ละสัปดาห์ก็เลยผ่าน กลายเป็นเวลายาวนานเกินกว่า 20 ปี 

“มีบางวันที่ตัน แต่ไม่มีความรู้สึกว่าจะเลิกเขียน เพราะยังมีเรื่องเล่าอยู่” พ่อบอกฉัน “แล้วมันเหมือนคุยกับเพื่อนที่เจอกันทุกสัปดาห์ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องคิดว่าต้องคมที่สุด ดีที่สุด มันเป็นเรื่องเล่าของอาทิตย์นั้น พ่อชอบคำของพี่ วาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่บอกว่า งานเขียนเขามีมาตรฐานอยู่ระดับหนึ่ง เขาเขียนไม่ต่ำกว่ามาตรฐานนี้แน่นอน แต่จะสูงกว่าแค่ไหนไม่รู้ หรือจะเท่ากับมาตรฐานก็โอเค พ่อก็เหมือนกัน มีมาตรฐานระดับหนึ่ง คือเขียนแล้วอ่านรู้เรื่องและได้อะไรบางอย่าง 

“แต่เวลารวมเล่มอีกเรื่องนะ มาตรฐานสูง เพราะการเขียนลงคอลัมน์มันขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ เวลารีไรต์ เราต้องนึกว่าเรื่องนี้อาจจะอ่านในอีกหกเดือน บางเรื่องก็ต้องตัดทิ้งไปเลย”

อย่างไรก็ตาม พ่อที่ได้เขียนงานลงนิตยสารซึ่งตัวเองอ่านมาแต่เล่มแรก แถมยืนระยะได้ยาว ก็ยังไม่ค่อยอยากเรียกตัวเองว่านักเขียน

“พ่อรู้สึกว่างานตัวเองไม่ได้ลึกซึ้งลุ่มลึก ไม่ใช่นิยาย เป็นการเล่าเรื่องธรรมดาเท่านั้นเอง สมัยก่อนพ่อจะใช้คำเรียกตัวเองว่าเป็นแค่คนเขียนหนังสือ เวลาใครเรียกนักเขียนมันจะเขินๆ” พ่อบอกฉัน

แต่บางที คำเรียกขานอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น เมื่อตั้งใจทำไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดพ่อก็เขียนหนังสือมาแล้วมากกว่า 30 เล่ม (เฉพาะ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ คือ 32 เล่ม) ได้พบเรื่องประทับใจจากผู้อ่านมากมาย อีกทั้งงานเขียนยังพาพ่อต่อยอดไปทำสิ่งอื่นอีกหลากหลาย อาทิ รายการ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ที่เคยออกอากาศทางช่อง Workpoint TV และพอดแคสต์ THE POWER GAME

และเมื่อตั้งใจทำไปเรื่อยๆ พ่อก็เป็นคนเขียนหนังสือมาถึงปีที่ 58 ของชีวิต 

พร้อมกับที่โลกเข้าสู่ปี 2021 และหมุนเร็วขึ้นทุกที

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว
บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

05

พ่อเป็นคนมีความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่

ขณะที่ยังคงพบปะผู้อ่านในหน้าฟาสต์ฟู้ดธุรกิจสม่ำเสมอ วันสองวันก่อน พ่อเพิ่งมาถามฉันถึงเรื่อง Reach กับ Engagement ของเฟซบุ๊ก เพราะพ่อมีแฟนเพจที่เอาไว้โพสต์เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้คนอ่านฟัง 

ส่วนเมื่อวาน พ่อเพิ่งทดลองเข้าไปแจมในแอปพลิเคชัน Clubhouse ที่ชักฮอตขึ้นเรื่อยๆ (เร็วๆ นี้คุณอาจเจอพ่อเปิดห้องของตัวเองทดแทน THE POWER GAME ที่จบซีซั่นไปแล้วก็ได้)

ในปี 2021 ที่โลกแห่งการสื่อสารผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง และยังมีคลื่นลูกใหม่ซัดมาไม่ขาดสาย ฉันเห็นพ่อยังคงสนุกกับการมองหาช่องทางเล่าเรื่องที่อยากเล่า ไม่ต่างจากนักข่าวหนุ่มคนนั้นที่เฝ้าครุ่นคิดว่าจะเล่าเรื่องใส่ 2 หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์อย่างไรดี

 “ถ้าเรายังอยากนำเสนอความคิดต่อเรื่องต่างๆ อยู่ เหมือนการเป็นนักข่าว เป็นคอลัมนิสต์ แล้วโลกวันนี้ยังมีช่องทางให้เราเสนอความคิด แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว” พ่อกล่าวเรียบง่าย

เมื่อละสายตาจากการสื่อสารกับผู้อ่าน คุณจะพบพ่อเปิดประตู เดินออกไปนอกบ้าน รดน้ำสารพัดต้นไม้อย่างตั้งอกตั้งใจ

“แก่แล้วนิ่งขึ้น ไม่ตื่นเต้นกับอะไรมาก ตื่นเต้นกับต้นไม้มากกว่าแล้ว บางทีเห็นต้นโมกที่ใบร่วงอยู่ ลองให้ปุ๋ยให้น้ำมัน สามสี่วัน เฮ้ย ใบออก ดีจังเลย” นักทดลองที่มีแล็บเป็นสวนหน้าบ้านบอกฉัน 

อาจกล่าวได้ว่า พ่อที่วันนี้ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์หลายปีแล้วได้ผ่อนฝีเท้าลง สังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ถ้ามีเรื่องใหม่น่าสนใจก็ยังพร้อมกระโดดเข้าไปสนุกกับมัน 

อาจพูดได้อีกอย่างคือ ไม่ว่าชีวิตจะเคลื่อนไปสู่จุดไหน เป็นจุดที่ต้องเจออะไร พ่อก็ยังคงยืนอยู่ได้อย่างรื่นรมย์

“ชีวิตที่ผ่านมา พ่อชอบที่ตัวเองปรับตัวได้กับทุกช่วงเวลา จะให้เป็นอะไรก็หาความสุขได้เสมอ พ่อเคยบอกน้องหลายคนที่มีปัญหาเรื่องงานว่า มันเหมือนนักฟุตบอล เวลาลงสนามก็มีความสุขกับเกมให้มากที่สุด ส่วนวันโดนให้พักอยู่ข้างนอกก็ให้มีความสุขในฐานะคนดู อยู่ในร่มเงา ไม่ร้อน อยู่กลางสนาม ร้อนแต่ได้เล่น อยู่ในจุดไหน หาความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ให้เจอ” พ่อบอก แล้วหัวเราะเมื่อโดนฉันบ่นว่าโฆษณาผลงาน

“เวลาเซ็นหนังสือ ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ พ่อเขียนว่า จุดหลายจุดรวมกันเป็นเส้น เส้นทางแห่งความสุข ถ้าคุณมีความสุขครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ยังไงมันนำพาคุณสู่ชีวิตที่มีความสุขแน่นอน”

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว
บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load