ปัญหาสิ่งแวดล้อม สภาวะโลกร้อน ยุคของการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

หลายคนอาจเคยได้เห็น ได้ฟังคำเหล่านี้ผ่านสื่อมาบ้าง แต่อาจรู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องใหญ่ไกลตัว จับต้องได้ยากเหลือเกิน และแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าการปรับตัว หันมาใช้ชีวิตแบบที่เขาเรียกกันว่า ‘ไลฟ์สไตล์แบบรักษ์โลก’ นั้นจำเป็นแค่ไหน แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องการต้นทุนทั้งทางการเงิน ความรู้ และความเข้าใจ

ดังนั้น การปลูกฝังให้เด็กๆ ทั้งเข้าใจและใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เยาว์วัยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่แค่เพราะโลกต้องการพวกเขา แต่พวกเขาเองก็ต้องการโลกที่อยู่อาศัยได้ต่อไปเช่นกัน

น่าเสียดายที่การสอนเรื่องความสำคัญของธรรมชาติ การเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในระบบการศึกษาหลักของประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีใครพยายามผลักดันเรื่องนี้ 

อย่างน้อยก็มีโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านชานเมืองกรุงเทพฯ พยายามผลักดันการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตรอย่างโรงเรียนนานาชาติ Harrow หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วม Eco Schools โครงการด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเป้าหมายในการทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ ผ่านการส่งเสริมพลังบวกให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมกับเรียนรู้อย่างสนุกและเต็มใจ จัดโดย Foundation for Environmental Education (FEE) ส่วนในประเทศไทยดำเนินการโดย FEE และ WWF ประเทศไทย

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

วันนี้เรามีโอกาสได้ฟังเรื่องราวของคุณครูนักขับเคลื่อน จากโรงเรียนที่พยายามผลักดันการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อม จากกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตรของโรงเรียนนานาชาติ Harrow หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วม Eco Schools โดย WWF ประเทศไทยที่มีเป้าหมายในการทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ

คุณครูคนนี้คือ เจสสิกา แลม (Jessica Lam) หนึ่งในทีมครูผู้ผลักดันกิจกรรมหลากหลายในโรงเรียน เธอจะมาเล่าเส้นทางชีวิตใหัฟัง ตั้งแต่ยังเป็นเด็กชาวเมืองที่ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะได้สัมผัสกับธรรมชาติ สู่บทบาทของการเป็นผู้ผลักดันให้เด็กๆ สานสัมพันธ์กับโลกรอบตัว

เพราะเธอเชื่อเหลือเกินว่า เด็กคือตัวแปรสำคัญที่จะผันเปลี่ยนอนาคตของเราทุกคน

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

เด็กหญิงเจสสิกา

ย้อนกลับไปในวันที่เจสสิกายังเป็นเด็กหญิงตัวน้อย เธอเติบโตมาในครอบครัวขนาดเล็ก ในเมืองที่นาฬิกาชีวิตเดินเร็วอย่างฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก และมีบรรยากาศความกดดันรายล้อมเป็นหมอกจางๆ อยู่รอบตัวตลอดเวลา

จึงไม่แปลกที่พ่อแม่ของเจสสิกาอยากให้เธอไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับลูกสาว นั่นเองคือการเดินทางก้าวแรกของเด็กหญิงวัย 9 ขวบ จากเมืองแห่งความวุ่นวายสู่บริสตอล เมืองชนบทอันสงบเงียบในอังกฤษ

“เราย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง ก่อนจะไปเราคิดว่าเป็นการผจญภัยครั้งใหม่ เหมือนเราได้ไปเที่ยวยาว” คุณครูเจสสิกาเล่าย้อนความด้วยรอยยิ้ม

“จำได้ว่าพอลงจากเครื่องบิน ในสนามบินวุ่นวายมาก แต่พอขึ้นรถทัวร์ออกไปชนบท เราได้เห็นภาพทุ่งหญ้ากว้าง เห็นคนเดินช้าๆ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราในตอนนั้น เพราะเราเอาไปเทียบกับฮ่องกงที่มีแต่ตึกระฟ้า มีคนเต็มไปหมดทุกที่”

เมื่อได้เห็นชาวเมืองบริสตอลใช้ชีวิตสุดชิลล์ และได้ใช้เวลากับครอบครัวแบบที่เธอคุ้นเคย เจสสิกาตระหนักได้ว่าชีวิตมีรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ได้มีแต่ด้านที่เร่งร้อนเหมือนในบ้านเกิดเท่านั้น นั่นทำให้เธอมองโลกในมุมใหม่ 

วิถีชีวิตที่เนิบช้าเช่นนั้นทำให้เธอมีเวลาหยุด และคิดถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวอย่างธรรมชาติถ้วนถี่ขึ้นกว่าเดิม

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

“เราไม่ได้เกลียดชีวิตในฮ่องกงนะ” คุณครูสาวตอบเมื่อเราถามว่า ชอบชีวิตที่ไหนมากกว่ากัน “เพียงแต่ตอนเรียนที่อังกฤษ เรามีโอกาสสัมผัสธรรมชาติมากกว่า ซึ่งในฮ่องกงแทบไม่มีเลย”

“โรงเรียนที่อังกฤษจัดทริปให้นักเรียนออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเรื่องปกติ ออกไปผจญภัย ไปใช้ชีวิตข้างนอก สร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มนักเรียนด้วยกันเอง นอนค้างในบ้านพักตากอากาศด้วยกันในพื้นที่แถบชนบท โดยเฉพาะเด็กโรงเรียนประจำ เจออะไรแบบนี้เยอะมาก

“นั่นคือโอกาสที่ทำให้เราได้เข้าใกล้ธรรมชาติ เป็นจุดที่ทำให้เราสนใจ และเข้าใจว่าการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาตินั้นดีแค่ไหน”

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

แม้จะเป็นธรรมชาติแบบชนบท ไม่ใช่ธรรมชาติแท้ๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เจสสิกาเติบโตมาพร้อมกับความคิดเรื่องเกี่ยวกับโลก การอนุรักษ์ และการตระหนักรู้ว่าธรรมชาติมีความหมายกับเธอในฐานะมนุษย์อย่างไรบ้าง

นอกจากกิจกรรมนอกห้องเรียนแล้ว การเรียนการสอนในห้องเรียนที่ประเทศอังกฤษได้เติมเต็มความรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย นั่นเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ผลักดันให้เธอเลือกเดินบนทางสายสิ่งแวดล้อมต่อในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเติมเต็มทั้งความรักและความสนใจของเธอที่มีต่อโลกรอบตัว

และเป็นก้าวแรกสู่การเป็นคุณครูผู้พยายามผลักดันประเด็นสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

จากนักเรียน สู่ผู้สร้างห้องเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อม

เจสสิกาเล่าว่า ระบบการศึกษาของอังกฤษจะสนับสนุนให้เด็กเลือกเรียนสิ่งที่ตัวเองสนใจ ตอนนั้นเธอชื่นชอบวิชาชีววิทยามากเป็นพิเศษ แม้หลังจบเกรด 11 ซึ่งเธอได้ย้ายกลับมาเรียนที่ฮ่องกง เธอก็ยังได้เรียนในโรงเรียนนานาชาติซึ่งเป็นแนวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีก

ปัจจัยทุกอย่างพาให้ตัวเธอเอนไปทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

“ตอนนั้นมองอยู่หลายทางเลือก ชีววิทยา ชีววิทยาทางทะเล วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายก็รู้ตัวว่าเราอยากสำรวจองค์ความรู้ของประเด็นสิ่งแวดล้อมในภาพรวม เราไม่ได้สนใจแค่ชีววิทยา แต่ยังสนใจการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การก่อสร้าง เป็นต้น วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเป็นสาขาที่ตอบโจทย์ความสนใจที่หลากหลายของเราได้” เจสสิกาสะท้อนความสนใจของเธอให้เราฟัง 

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

ดูเหมือนระบบการศึกษาในอังกฤษจะทำให้เจสสิกาเห็นตัวเองชัดขึ้นมากทีเดียว นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเธอในช่วงวัยรุ่น เธอบอกว่า เธอยังไม่ได้รู้หรือเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมลึกซึ้งมากนัก แต่มีครูที่เป็นตัวอย่างให้เธอมาตลอดตั้งแต่เรียน เห็นคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ประสบความสำเร็จ เธอจึงอยากเป็นแบบพวกเขาบ้าง 

การเรียนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมตอบโจทย์ความกระหายใคร่รู้ของเธอได้เป็นอย่างดี “มันเป็นสาขาที่กว้างใหญ่ไพศาล” เจสสิกาอธิบาย “เข้าไปแล้วก็ต้องเลือกเรียนในสิ่งที่เราชอบและเจาะลึกลงไป เช่น ถ้าเรียนสายเคมีก็ต้องเรียนเรื่องสารเคมีต่างๆ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมถ้าสารเคมีเหล่านั้นรั่วไหลลงไปปนเปื้อนในทะเล

“เราไม่เก่งเคมี เลยเลือกเรียนด้านการอนุรักษ์และชีววิทยาเป็นหลัก ลงเรียนบางวิชาที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลประทบสิ่งแวดล้อมด้วย ช่วงปิดเทอมก็ไปเรียนรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก เครื่องหมักปุ๋ยจากเศษอาหารบ้าง ซึ่งเป็นเหมือนส่วนผสมของสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราทำได้ดี และสิ่งที่เราสนใจ” 

ฟังดูแล้วไม่น่าแปลกใจที่สาวคนนี้จะกระโดดออกจากห้องเรียนสายสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัย มาเป็นนักรณรงค์หรือคุณครูที่เล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมในทันที แต่ชีวิตของเธอก็มีทางอ้อมอยู่เล็กน้อยเหมือนกัน

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

“งานแรกของเราคือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในไซต์ก่อสร้างค่ะ เราไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมาเป็นครูที่ขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม เราก็ทำงานแรกนั้นไป เรียนรู้เรื่องกฎระเบียบ กฎหมาย วิธีการทำเอกสารต่างๆ อยู่ระยะหนึ่ง

“มีช่วงหนึ่งเราได้ไปทำงานในสวนสัตว์แห่งหนึ่งในฮ่องกง มีหน้าที่อธิบายให้คนที่มาเที่ยวเข้าใจเรื่องสัตว์ต่างๆ นั่นเป็นครั้งแรกที่เราคิดได้ว่า เราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความรู้กับคนทั่วไปว่า ทำไมประเด็นสัตว์และสิ่งแวดล้อมถึงมีความสำคัญ และไม่ควรถูกมองข้าม” 

เมื่อเจสสิการู้ว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้ถ้าได้ทำงานในระบบการศึกษา เธอก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้านการศึกษา และเริ่มมุ่งเข้าสู่เส้นทางของการเป็นคุณครูในโรงเรียนที่อังกฤษ

เด็ก อนาคต และสิ่งแวดล้อม คือเรื่องเดียวกัน

การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เป็นวิชาที่อยู่ในหลักสูตรของอังกฤษอยู่แล้ว คุณครูจากฮ่องกงคนนี้มีหน้าที่เลือกหัวข้อที่คิดว่าเด็กน่าจะสนใจมาสอนเท่านั้น 

“โรงเรียนที่เราสอนตอนนั้นเน้นการทำให้เด็กใกล้ชิดธรรมชาติ เพราะโรงเรียนตั้งอยู่ในเมืองใหญ่อย่างลอนดอน นักเรียนเป็นเด็กเมือง บางคนอาจจะคุ้นเคยกับธรรมชาติ แต่เด็กบางคนไม่กล้าแตะใบไม้ด้วยซ้ำ งานหลักของเราจึงเป็นเรื่องการเปลี่ยนวิธีคิดของเด็ก

“การพาพวกเขาออกไปสัมผัสธรรมชาติ สอนให้เข้าใจโลกที่กว้างขึ้น สอนเรื่องมลพิษ เรื่องชีวิต จึงสำคัญ เพื่อให้เขาคุ้นเคยและเติบโตมาพร้อมความตระหนักรู้ในประเด็นเหล่านี้ ซึ่งในแต่ละประเทศและแต่ละโรงเรียนก็แตกต่างกันออกไป”

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

การย้ายที่ทำงานจากอังกฤษมาสู่ประเทศไทย ซึ่งยังไม่มีการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมจริงจังนัก ย่อมเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับเจสสิกา

“ช่วงแรกเราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนหรอกค่ะ” คุณครูสาวสารภาพ “เราแค่อยากสอนเด็กๆ ให้เติบโตอย่างเข้าใจโลกรอบตัวเท่านั้น

“แต่พอสอนไปสักพัก เราเห็นว่ามีลู่ทางให้ไปมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับแก้ไขหลักสูตร การเรียนการสอน เพื่อให้เด็กๆ เชื่อมโยงเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับประเด็นที่เราสอนได้มากขึ้น เด็กที่เราสอนก็ค่อนข้างเป็นเด็กเล็กมาก การสอดแทรกเรื่องพวกนี้ไปกับการเรียนการสอนจึงมีความยืดหยุ่นมากกว่าการสอนเด็กโต ซึ่งเนื้อหาที่เรียนมีกรอบชัดเจนกว่า”

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

โชคดีที่โรงเรียนนานาชาติ Harrow มอบอิสระให้เธอและเหล่าเพื่อนครูได้ริเริ่มการเรียนการสอนและกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อปลูกฝังความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับผู้เรียน

แต่ผ่านด่านโรงเรียนหรือระบบมาได้ ก็ยังมีความท้าทายในการชวนเด็กๆ มามีส่วนร่วมกับกิจกรรมอีก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เด็กเข้าใจเรื่องที่ยากและไกลตัวอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อม เราจึงอยากรู้ว่าเธอกับเพื่อนครูทำได้อย่างไร

“กิจกรรมการเรียนการสอนจะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงชั้นเรียน เด็กโตหน่อยอาจจะได้เรียนเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงจริยธรรมในวิชาธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ มีโอกาสออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับเนื้อหาในหลักสูตร เพราะพวกเขาต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย” เจสสิกาเริ่มต้นให้ข้อมูล

“ส่วนเด็กเล็กเราพยายามปลูกฝังให้เขามีบทบาทในการเป็นผู้นำมากขึ้น แม้ว่าเด็กเล็กจะไม่เข้าใจเต็มร้อยว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมคืออะไร ส่งผลอะไรกับเขาบ้าง เพราะเขายังเด็กมาก แต่เขาก็ให้ความสนใจเรื่องสัตว์ทะเลและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างเห็นได้ชัด ในระดับโรงเรียน เรามีโครงการอนุรักษ์ปะการังที่ประสบความสำเร็จมากๆ อยู่ด้วย” 

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

ทุกกิจกรรมที่โรงเรียนนานาชาติ Harrow จัดขึ้น เน้นการมีส่วนร่วมตามความสนใจและความสมัครใจของเด็กแต่ละคน เช่น ในกิจกรรม Eco-week เด็กๆ ได้ทดลองทำเสื้อผ้าขึ้นมาจากเศษขยะ หรือ Reuse เสื้อผ้าเก่า แต่งตัวเป็นสัตว์น้ำ และเด็กทุกคนก็ได้ทดสอบทดลองทักษะของตัวเองไปด้วยในตัว

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่เด็กๆ ได้ลองชวนผู้ปกครองมามีส่วนร่วมด้วย เช่น รับประทานอาหารมังสวิรัติด้วยกัน 1 สัปดาห์ หรือแข่งขันลดปริมาณขยะที่สร้างขึ้น มีของรางวัลให้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้น กิจกรรมเหล่านี้จะสร้างความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมให้พวกเขา แล้วเขาจะไปเป็นกระบอกเสียงสื่อสารเรื่องนี้ต่อให้คนรอบตัวเขาอีกทอด

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

“นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำให้พวกเขารู้สึกว่า ได้ริเริ่มทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อสิ่งแวดล้อม มีความรู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งที่ทำ และได้เรียนรู้ว่าพวกเขาสนใจเรื่องอะไรไปด้วยในเวลาเดียวกันค่ะ” เจสสิกาอธิบายแนวคิดเบื้องหลังกิจกรรมเหล่าทั้งหมด

“สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการคือ การเป็นผู้ใหญ่ที่ชี้นิ้วบอกกับเด็กรุ่นใหม่ว่า เขาต้องหรือไม่ต้องทำอะไร เราอยากมอบแรงบันดาลใจให้เขามากกว่า เมื่อเขามีแนวทาง มีแผนการแล้ว เราค่อยสนับสนุนให้เขาทำสิ่งนั้นเท่าที่จะทำได้” คุณครูสาวชาวฮ่องกงเน้นย้ำถึงพลังของเด็กๆ ว่า พวกเขาคือผู้ชี้ชะตาอนาคต

“เราต้องสอดแทรกเรื่องนี้เข้าไปตั้งแต่ยังเด็ก ถ้าเราเริ่มตั้งแต่อายุน้อย เราจะมีคนรุ่นใหม่อีกรุ่นที่ใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องปกติของชีวิตของเรา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมได้ในที่สุด” เจสสิกาสรุปส่งท้าย

เราแอบถามเธอก่อนจะจากกันว่า ภารกิจของคุณครูเจสสิกาเรียกว่าประสบความสำเร็จได้แล้วหรือยัง เธอลังเลเล็กน้อยก่อนจะบอกว่า สถานการณ์โควิด-19 อาจทำให้บางโครงการล่าช้าหรือต้องเลื่อนออกไป แต่ที่ผ่านมา ทั้งห้องเรียนและกิจกรรมต่างๆ ได้เริ่มหว่านเมล็ดแห่งความตระหนักรู้ให้กับเด็กๆ ไปหลายต่อหลายรุ่นแล้ว

อีกไม่นานเมื่อเด็กๆ กลับมาเรียนได้ พวกเขาก็จะได้กลับมาสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมได้อีกครั้ง

 ภาพ : เจสสิกา แลม

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จากการพูดคุยกันสั้น ๆ ในระยะเวลาชั่วโมงเศษผ่านช่องทางออนไลน์ เราเรียนรู้ว่าผู้ชายที่ชื่อ กุล-กุลชาติ เค้นา เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้การท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

กุลมีอาชีพหลักเป็น UX/UI Designer ทำงานแบบ Digital Nomad (กลุ่มคนที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เดินทางไปด้วย ทำงานไปด้วยจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก) เป็นผู้ปลุกปั้น ฟาร์มคิด ร้านอาหาร-กาแฟที่ขายความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวกินอร่อย เป็นหนึ่งในสามผู้สร้าง วิวผาม่าน ผู้ให้บริการพานักท่องเที่ยวไปดริปกาแฟหลักร้อย แต่ได้ชมวิวหลักล้าน ร่วมผลักดันการสร้าง มหา’ลัยไทบ้าน ร่วมกับกลุ่มมหาลัยเถื่อนและนักขับเคลื่อนในอำเภออื่น ๆ เพื่อเสริมพลังคนพื้นที่ที่ทำงานพัฒนาบ้านเกิด จนแตกหน่อออกมาเป็นโปรเจกต์เทคไทบ้าน’ ที่จะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนไปพร้อมกัน

ถ้าเล่าแค่ความดีงามของโปรเจกต์ที่เขาทำมันจะไปสนุกอะไร 

เมื่อความน่าสนใจของผู้ชายไทบ้านคนนี้มีซ่อนอยู่อีกหลากหลายมุม 

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Prototype ถึง MVP

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว นักออกแบบหนุ่มชื่อกุลได้เริ่มนำไอเดียในการขับเคลื่อนสังคมของเขาที่คุกรุ่นอยู่ในใจออกมา 

“โปรเจกต์แรกที่เริ่มคือ ฟาร์มคิด เป็นชื่อในอุดมคติของผมก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมไม่มี Business Model แค่อยากทำชุดปลูกผักคนเมือง เพื่อให้คนได้กินผักปลอดภัย ผมก็ให้พ่อตายิงไม้พาเลต ทำ Prototype ขึ้นมา ปรากฏว่าแค่กล่องก็หนัก 10 กก. เราไม่ได้คำนวณต้นทุนก่อน ก็เลยไม่เวิร์ก เลิกทำ” กุลเล่าจุดเริ่มต้นของฟาร์มคิดอย่างติดตลก

เมื่อโมเดลแรกไม่สำเร็จ เขาลองกลับไปทบทวนเป้าหมายจริง ๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ และพบว่าหนทางในการขับเคลื่อนเป้าหมายในการสร้างงานให้ชุมชน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย จนถึงการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คุ้นชินกับเทคโนโลยี ไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว 

เมื่อเวลาผ่านไป ไอเดียถูกตกผลึกเป็นร้านอาหารพื้นถิ่น ‘ฟาร์มคิด’ เปิดในอำเภอภูผาม่าน บ้านเกิดของเขา

“ร้านฟาร์มคิดตอนแรกเป็นร้านขายสเต๊ก ตอนนั้นก็ห้าว คิดว่าตัวเองชอบทำสเต๊กก็เลยทำขาย จริง ๆ ขายได้โอเคนะ แต่ชีวิตพังเพราะเราต้องเลี้ยงลูก ทำงาน ประชุม เตรียมของขาย ธาตุไฟเข้าแทรกเหมือนกัน” กุลเล่าถึงช่วงเวลาที่ยังหาสมดุลระหว่างงานประจำกับความฝัน แต่นั่นไม่ใช่แค่ปัญหาเดียวที่เขาต้องเจอ “เปิดร้านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน โควิด-19 ก็มา ซึ่งปัญหาใหญ่จริง ๆ ที่เราเจอ คือการหมุนเวียนของเงินมันน้อย เพราะอำเภอภูผาม่านไม่มีคนมาท่องเที่ยวเลย เป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก” 

ถ้าเป็นคนอื่นคงยอมแพ้และปิดร้านอาหารไปแล้วใช่ไหม

แต่กุลไม่ได้เลือกเส้นทางนั้น เขากลับเลือกชวนเพื่อน ๆ สายเทคที่ทำงานด้วยกันมาจัดอีเวนต์ด้านเทคโนโลยีกลางทุ่งนา พร้อมไลฟ์สดอวดคนในเมืองด้วยว่าบ้านฉันมีวิวสวยขนาดนี้ จนใคร ๆ ก็อิจฉา เป็นที่มาของอีกหลายกิจกรรมที่เลือกภูผาม่านเป็นฉากหลัง

เมื่อภูผาม่านบ้านนาถูกค้นพบในฐานะ Hidden Gem สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เริ่มมีองค์กรรัฐและเอกชนให้ความสนใจ ดึงดูดให้ผู้คนใหม่ ๆ เข้ามา รวมถึงไอเดียในการทำธุรกิจแบบใหม่ ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาถึงกุลด้วย

“หลังจาก ททท. และ TCDC เข้ามาร่วมทำทริปโปรโมตการท่องเที่ยวให้ภูผาม่าน เราก็ได้รับไอเดียจากช่างภาพของ TCDC ท่านหนึ่ง เขาบอกให้ผมเฝ้ามองหนองสมอให้เขา หากในหนองจะมีน้ำเอ่อ ให้รีบบอกเขาเลย เขาจะมาถ่ายภาพภูเขาสะท้อนน้ำพร้อมแสงเช้า ซึ่งมันสวยมาก” ชายหนุ่มเล่าพลางอวดภาพวิวที่หนองสมอที่เป็นแบกกราวนด์ในโปรแกรม Zoom ของเขา

“แถมเขายังให้ไอเดียด้วยว่า เราน่าจะลองเอากาแฟมาดริปกันที่นี่ ผมกับน้องอีก 2 คน คือ พิมพ์กับต๋อง เลยสั่งชุดดริปกาแฟมาลองไลฟ์ลง Facebook ปรากฏว่าคนสนใจ หลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็เปิดเพจรับจองคิวให้คนมาดริปกาแฟพร้อมชมวิวกับเราที่นี่เลย เป็นการทำ MVP (บริการตัวอย่าง) เหมือนที่ทำกันในวงการสตาร์ทอัพนั่นแหละครับ เป็นที่มาของ วิวผาม่าน ที่เราพาคนมาชมวิวและดริปกาแฟด้วยกันที่หนองสมอ ทุกวันนี้คิวยังเต็มอยู่ตลอดเลย” กุลเล่าอย่างภาคภูมิใจ 

จาก Prototype เล็ก ๆ ที่ไม่เวิร์กในวันนั้น มาถึง MVP ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อการพัฒนาชุมชนในวันนี้ 

เป็นจุดเริ่มต้นสู่ความเป็นไปได้อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Network ถึง Infrastructure

แน่นอนว่าในจุดเริ่มต้นของการผลักดันภูผาม่านเป็นเมืองท่องเที่ยวนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย

กุลบอกกับเราว่าเขาผ่านมาได้ด้วยความช่วยเหลือของบ้านพี่เมืองน้อง

“นอกจากอำเภอภูผาม่านแล้ว บ้านพี่เมืองน้องอย่างอำเภอสีชมพูเขาก็ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ด้วย เราเป็นเมล็ดพันธ์ุที่เติบโตมาด้วยกัน ต่างคนต่างก็อยากโชว์ศักยภาพของพื้นที่ตัวเอง จนมีโครงการหนึ่งที่รัฐสนับสนุน จัดให้คนรุ่นใหม่มาเจอกัน เราร่วมกับ ครูสอญอ-สัญญา มัครินทร์, คุณนุ-อนุวัตร บับพาวะตา แก๊งอำเภอสีชมพู ประชุมกับ พี่ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร จากมหาลัยเถื่อน ระดมความคิดกันกลายเป็นชื่อ มหา’ลัยไทบ้าน ขึ้นมา” กุลโยงใยให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโปรเจกต์การท่องเที่ยวกับโปรเจกต์การศึกษาที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม

“มหา’ลัยไทบ้านเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ คนไทบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาทอล์ก มาแชร์ มาเสริมพลังให้กัน ทำไมนักพูดต้องอยู่บนเวที TED เท่านั้น จะอยู่บนรถแต๊ก ๆ แบบไทบ้านเราได้มั้ย เพื่อทำอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรียนรู้ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็น Contributor” ชายหนุ่มอธิบายหน้าที่ของมหาลัยไทบ้าน

กุลชัดเจนแต่แรกว่าเขาต้องการนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างอาชีพและโอกาสให้กับคนในชุมชน เขาจึงสร้างสาขาย่อยของตัวเองขึ้นมาภายใต้ร่มของมหา’ลัยไทบ้าน ชื่อว่า เทคไทบ้าน มีฟังก์ชันในการค้นหาบทบาทและจุดยืนที่เหมาะสมของเทคโนโลยีต่อชุมชนแห่งนี้

“ช่วงนี้มีคำฮิตคำหนึ่ง คือคำว่า ชนบทดิจิทัล ซึ่งผมตั้งคำถามว่าเราพร้อมจริงหรือเปล่า” กุลเปรย “จริง ๆ พวกของหรืออุปกรณ์มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสาสัญญาณ ไวไฟ แต่คนในชนบทเป็นเพียงผู้ใช้งาน ยังไม่ได้เป็นผู้สร้าง ผู้แบ่งปัน หรือผู้แก้ปัญหา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น
เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

“กรณีที่เจอล่าสุดคือหลานของผมเอง ผมสังเกตว่าเขาเรียนออนไลน์ติดปัญหาเยอะมาก ตั้งแต่เปิดไลน์ เข้าห้องเรียนไม่ทัน กรอกโค้ดไม่ได้ ต้องโหลด Google Classroom แต่ไม่รู้จักว่าคืออะไร ขนาดหลานอยู่กับผมที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีระดับหนึ่งยังเจอปัญหาขนาดนี้ แล้วเด็กในชุมชน ในหมู่บ้านที่อยู่กับตายาย ใครจะแก้ปัญหาให้เขา

“ผมเลยคิดได้ว่าเทคไทบ้านน่าจะเป็นโปรเจกต์ที่เชื่อมได้ โดยเอาเด็ก ๆ มาฝึกให้เป็นไอทีซัพพอร์ต”

เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างการพาเด็ก ๆ ไปร่วมสำรวจและเก็บข้อมูลร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนโดยใช้ Google Document ที่มีฟังก์ชันแปลงเสียงเป็นภาพ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับเทคโนโลยี ข้อมูลที่เด็ก ๆ เก็บมาเหล่านั้น กุลไม่ได้ปล่อยให้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่นำมาเป็นต้นทุนในการสร้างเว็บไซต์นำเที่ยวชุมชนที่ชื่อ phuphaman.org เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่เชื่อถือได้ รวมถึงได้สร้างแท่นแสกน QR Code ติดไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน เป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์เข้าด้วยกัน เอาไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่

“นี่คือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนครับ” กุลสรุปรวบความ 

“นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ ชาวบ้านไม่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ ซึ่งเราตั้งใจจะเปิดให้เว็บไซต์นี้เป็น Open Source ทุกอำเภอเอาโค้ดของเว็บนี้ไปทำเว็บของตัวเองได้เลย มีวิธีการทั้งหมดตั้งแต่การเก็บข้อมูลจนถึงเอาข้อมูลเข้าระบบ”

หากมองในภาพรวมแล้ว การทำงานของกุลเริ่มจากความไม่มี ความไม่พร้อม ก่อร่างสร้างตัวขึ้นบนเครือข่ายของผู้คน จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนชุมชนบ้านเกิดของเขา ทั้งการสร้างเด็ก ๆ ให้มีความพร้อม จนถึงสร้างช่องทางให้ข้อมูล

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Zero ถึง Hero

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ชายชื่อกุลปฏิเสธที่จะเชื่อว่าเขาทำไม่ได้

“ผมมองว่าก่อนหน้านี้ภูผาม่านเองก็ไม่พร้อม แล้วใครเป็นคนทำให้มันพร้อม” เขาตอบสั้น ๆ เมื่อเราถามว่า ไอเดียลักษณะนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นได้อย่างไร “ผมมีโควตหนึ่งประจำใจว่า พื้นที่ที่ดีที่สุดในทัศนคติของคุณคืออะไร… มันควรจะเป็นคุณนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น ผมพูดกับทุกคนว่า ถ้าคุณอยากเห็น คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

คำตอบของกุลไม่ได้ออกมาแบบคนโลกสวย เขาเข้าใจอย่างดีถึงความยากและข้อจำกัดของคนทำงานขับเคลื่อนชุมชน

“ปากท้องเป็นข้อจำกัดสำคัญ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระโดยที่ตัวเองไม่ปลอดภัย” กุลเสริมอย่างเรียบง่าย “คุณภาพชีวิตเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพื่อสังคมสำหรับผม ถ้าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ มีหน้าที่การงานหรือ Ecosystem ที่ทำให้เราทำงานที่บ้านและเติบโตได้ ผมว่าคนทำงานเพื่อสังคมจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ผมถึงจริงจังเรื่องการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องรอด

“ช่วงแรกก็หมดไฟเหมือนกันนะ เคยคิดว่าเลิกทำดีกว่าไหม แต่พอถึงจุดหนึ่งเราเลิกทำไม่ได้ เพราะบริบทสังคมที่อยากเห็นมันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่น่ารอดแน่ ต่อให้เราเลี้ยงลูกดี ส่งลูกไปเรียนดี ๆ แต่บริบททางสังคมไม่เอื้อให้ลูกเรามีความสุขในพื้นที่ที่เขาอยู่หรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้เขามีความสุข มีอิสระในการคิด ถ้าตัวผมคนเดียวอาจจะทำงานไปเงียบ ๆ ค่อย ๆ สื่อสารไปก็ได้ แต่เด็ก ๆ ทั้งลูกหลานของเราเขารอไม่ได้”

นั่นคือแรงผลักดันในใจที่พาให้ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มต้นจากศูนย์ จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันอุดมคติให้เกิดขึ้นได้จริงในบ้านเกิดของเขาเอง

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Local ถึง Global

เราอดถามกุลไม่ได้ว่า ทำงานขับเคลื่อนมาแล้วหลายปี เห็นพื้นที่ภูผาม่านเข้าใกล้อุดมคติที่เคยมีมากขนาดไหน

“หลังจากทำงานมา 6 ปี ภูผาม่านเข้าใกล้พื้นที่ในอุดมคติของผมมาก จนผมเริ่มคิดว่าต่อให้ไม่มีตัวเรามันก็น่าจะไปต่อได้ ผมไม่ชอบทำอะไรที่ยึดโยงกับตัวเองเยอะ ๆ เพราะมันกดดัน ผมเลยทำเทคไทบ้านเป็น Open Source เป็นชุมชน เป็นต้นไอเดีย แต่แก่นของมันคือการนำเทคโนโลยีมาทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเก็บภารกิจนี้ไว้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสมกับเขา

“อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Digital Nomad จากทั่วโลกที่จะเข้ามาในภูผาม่าน เป็นเมืองที่รองรับพลเมืองโลกแล้ว หลัง ๆ มีฝรั่งมาฟาร์มคิดเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าเขาเสิร์ช Google และดูรีวิวใน Google Maps

“อีกอย่าง ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่อินเทอร์เน็ตดีมากจากการโหวตของ Digital Nomad ทั่วโลก และปัจจุบันก็มีหลายคนที่กำลังพยายามทำเพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ในหลายพื้นที่ ต้องลองติดตามกันต่อไปครับ” กุลกล่าวปิดท้าย

คำตอบที่ไม่ลังเลใจของกุลเป็นสิ่งที่เสริมแรงใจให้เราเป็นอย่างดี และสะกิดให้เราคิดได้ว่า 

‘ถ้าพนักงานประจำที่ควบตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งอย่างเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้เกิดขึ้นได้ เราก็ทำได้เช่นกัน’

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load