“ไทก้า! ไฟย่า! ไซบ้า! ไฟบ้า! ไดว่า! ไวบ้า! จ้าจ้า!”

พ.ศ. 2560 วงไอดอลชุดสีลูกกวาดแปลกตาสัญชาติญี่ปุ่น BNK48 ปรากฏตัวให้ชาวไทยได้เห็น ซึ่งเพลง ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ ซิงเกิลที่ 2 ของวงก็ดังเป็นพลุแตก จนปลุกกระแสเกิร์ลกรุ๊ปไทยให้กลับมาได้อีกครั้ง และส่งผลมาถึงทิศทางบางส่วนของ T-POP ในปัจจุบัน

เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ ชื่อแรก ๆ ที่คนจะพูดถึงเมื่อพูดถึง BNK48 เรียกว่าเป็นบุคคลที่ก้าวขาเข้าไปในวงก่อนใครเขา เพราะในงาน BNK48 We Need You ซึ่งเป็นงานประกาศการออดิชั่นสานฝันวัยรุ่นสาวชาวไทยสู่วงการบันเทิง เมื่อ พ.ศ. 2559 เด็กสาวผู้เป็นแฟนคลับวงพี่อย่าง AKB48 ที่ได้ขึ้นไปถ่ายรูปบนเวทีคือ กระเต็น หรือ เจนนิษฐ์ BNK48 ในวันนี้

สำหรับเรา เราเห็นเธอมาก่อนหน้านั้น ตั้งแต่เรายังอยู่มัธยมปลายและเธอยังเป็นเด็กน่ารักผูกคอซองเดินอยู่ที่โรงเรียน น่าทึ่งที่รุ่นน้องคนนี้ได้เริ่มชีวิตการทำงานจริง ๆ จัง ๆ ก่อนเรานานนัก ผ่านไปเกือบ 6 ปี เธอกลายเป็นไอดอลที่มีประสบการณ์ ทั้งร้อง เต้น เป็นนักแสดง และปัจจุบันก็กำลังจะเข้าสู่บทใหม่ของชีวิต หลังจากที่ประกาศจบการศึกษาไป จะทำงานในวงถึงแค่สิ้นปีนี้

ในวาระที่ภาพยนตร์ระทึกขวัญ Faces of Anne ผลงานแสดงของเธอเข้าโรงไป (เราคุยกันก่อนภาพยนตร์เข้าโรง) เราขอชวนเธอมาคุยกันถึงการทำงานชิ้นนี้ รวมถึงสรุปสิ่งที่ตกตะกอนจากการเป็น ‘ไอดอล’ และการเป็น ‘เจนนิษฐ์’ ผู้เถรตรงในวัย 22 ปี กันสักหน่อย

แอบกระซิบว่าการพูดคุยในครั้งนี้ทำให้เราเข้าใจมุมมองของเธอต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่น้อย แม้จะเผยแพร่ไม่ได้ทั้งหมดเพราะความอ่อนไหวบางอย่าง แต่เท่าที่คัดมาลงในบทความนี้ก็น่าสนใจทีเดียว

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

เปิดใจสาวเต็น

แนะนำตัวพอเป็นพิธี

สวัสดีค่ะ เจนนิษฐ์ BNK48 ค่ะ ถ้าคนอื่นมองเข้ามา เราคือไอดอลคนหนึ่ง แต่จริง ๆ ก็เป็นคนธรรมดานี่แหละค่ะ ทำงานหาเช้ากินค่ำ

BNK48 รุ่น 1 กำลังทยอยประกาศจบการศึกษากันหลายคนแล้ว ใจหายไหม

มากค่ะ วันนี้เพิ่งไปถ่ายรายการมาก็น้ำตาร่วงอีกแล้ว ช่วงนี้รุ่น 1 ทริกเกอร์นะคะ ห้ามพูดอะไรเซนซิทีฟ ร้องไห้กันเก่งมาก

เหตุการณ์อะไรที่รู้สึกภูมิใจที่สุดตั้งแต่เข้ามา

ภูมิใจที่สุดน่าจะเป็นช่วงรับรางวัลตอน (ภาพยนตร์) Where We Belong นี่แหละค่ะ เป็นช่วงที่เดินสาย Q&A ต่างประเทศเยอะที่สุดในชีวิต ปกติไม่เคยไปทำงานต่างประเทศนอกจากญี่ปุ่น แต่ครั้งนั้นไปทุกที่เลย น่าจะประสบความสำเร็จที่สุดตั้งแต่อยู่ในวงมาค่ะ

ช่วงชีวิต 5 – 6 ปีที่ผ่านมานี่คิดว่าต่างจากชีวิตก่อนหน้านั้นมากไหม

แน่นอน ต้องต่างมากแน่นอน เพราะว่าเปลี่ยนจากการเรียนหนังสืออย่างเดียวมาทำงานเต็มตัว จากคนที่ไม่ได้มีใครรู้จักเราขนาดนั้นก็กลายมาเป็นจุดสนใจ

ขอสักคำมานิยามให้กับช่วงชีวิตนี้หน่อย

เหมือนเข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ค่ะ เหมือนเรียน ม.1 ถึง ม.6 กับเพื่อนห้องเดิมตลอด ไม่เปลี่ยนห้องเลย (กลั้วหัวเราะ) อาจจะมีเพื่อนหายไปบ้าง แล้วก็มีรุ่นน้องชั้นปีใหม่เข้ามา 

มันคือการเรียน แค่ไม่ได้เรียนวิชาในตำรา ในหนังสือ แต่เรียนวิชาชีวิต การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การตอบคำถามสื่อ เรียนเต้น เรียนร้อง

ความรู้สึกตอนนี้ต่างจากวันที่เข้ามายังไงบ้าง การรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ของเรามันเปลี่ยนไปมากไหม

แน่นอนค่ะ เราเรียนรู้จากความผิดพลาดทั้งของตัวเองและของคนอื่น เรียนรู้ว่าควรจะทำยังไง ควรจะรับมือยังไง ตอนนี้เราก็เก่งขึ้น ชั่วโมงบินเยอะขึ้น และมีวิธีหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหา

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

มาถึงจุดนี้แล้ว คิดว่า ‘ไอดอล’ คืออะไร

ตอบเหมือนเดิม ไอดอลก็คืออาชีพค่ะ เราทำหลายอย่าง เลยรู้สึกว่าไอดอลเป็นชื่อเรียกอาชีพเราที่คนจะเข้าใจมากที่สุดถ้าถามว่าเราทำอะไร จะพูดว่านักร้องก็ไม่ใช่ นักเต้นก็ไม่ใช่ บอกว่าไอดอลคนก็คงเข้าใจแหละว่าเราทำงานแบบนี้ ๆ

ในบริบทที่ว่าไอดอลคือบุคคลตัวอย่าง มันเป็นผลพลอยได้ที่คนอื่นเรียกเรา แต่ถ้าในมุมมองของหนู ยังไงไอดอลก็คือชื่ออาชีพของหนูเอง

แล้วเราคิดว่าเราเป็นบุคคลตัวอย่างบ้างไหม

อันนี้ก็แล้วแต่ว่าคนจะนับถือหนูเป็นบุคคลตัวอย่างไหม แต่ตัวเองก็รู้สึกเฉย ๆ เหมือนเรามาทำอาชีพที่เราชอบแล้วมีคนมาชอบเรา 

หนูบอกตลอดว่าหนูไม่ทำตามที่คนอื่นคาดหวังอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นคนที่ชอบทำตามใจคนอื่น หนูทำตามใจตัวเอง

แสดงว่าไม่เคยทุกข์กับการที่มีคนมาคาดหวังอะไรกับเราแบบคนอื่นเขาเลย

ไม่เคยค่ะ (ยิ้ม) พูดมาแต่แรกเลยว่าไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนเรียบร้อย ไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่คนเพอร์เฟกต์ที่จะมาคาดหวังได้ แต่ถ้าคุณโอเคกับการตามเรา เราก็ยินดี ก็ขอบคุณเขาที่ชอบที่เราเป็นเรา

เจนนิษฐ์ล่ะ คาดหวังอะไรกับตัวเองไหม

ไม่เชิงว่าคาดหวัง มันเป็นความต้องการนะ เราอยากเก่งขึ้นแหละ แต่ไม่ได้คาดหวังว่าฉันจะต้องเล่นหนังแล้วได้รางวัลปีละ 3 เรื่อง แค่อยากเก่งขึ้น ได้งานดี ๆ ทำ

การที่เป็นไอดอลมา 5 – 6 ปี หล่อหลอมอะไรเราบ้าง เหมือนเราโตมาในนี้เลย

หล่อหลอมให้อยู่เป็น ให้เจอจุดสมดุลในการเป็นตัวเองโดยที่อยู่กับคนอื่นได้ บางทีเป็นตัวเองเกินก็อยู่กับคนอื่นไม่ได้ เราทำงานกับคนที่หลากหลาย ก็ต้องปรับตัวให้หลากหลายตามเขาด้วย แต่ต้องไม่สูญเสียตัวเองไปเลย

แปลว่าถ้าไม่ได้เข้ามาที่นี่ คิดว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นแบบนี้เหรอ

ใช่ ก่อนเข้าวงก็คือไม่ค่อยแคร์ ไม่ค่อยประนีประนอมค่ะ อาจจะเพราะเราไม่ค่อยอยู่กับใครมาก เราอยู่แค่กับแก๊งเพื่อนของเราที่เข้าใจความเป็นเราอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้เดือดร้อน เราไม่รู้ด้วยว่าการที่เราเป็นตัวเราแบบนี้จะไปทำคนอื่นเดือดร้อนหรือเปล่า เพราะเราไม่ได้เจอคนเยอะ แต่พอเข้าวงก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่ได้ว่ะ แบบนี้มันอยู่ไม่ได้ ต้องปรับแล้ว

คิดว่าออกไปจะกลับสู่สภาพเดิมหรือเปล่า

ไม่ ไม่แล้วค่ะ (ตอบยิ้ม ๆ) ออกไปก็ต้องปรับไปเรื่อยเลย เพราะเราออกไปเจอโลกที่กว้างขึ้น ออกไปเจอคนเยอะขึ้นแน่นอน

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

หาตัวเองเจอ

คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาการจัดการและพัฒนาไอดอลและอินฟลูเอนเซอร์ ที่เรียนอยู่นี่เรียนอะไรบ้าง

มีเรียนร้อง เรียนเต้น เรียน ASEAN Music ถ้าวิชาของธุรกิจ (สาขาเดิม) ก็จะมีเรียน Aesthetic Listening เรียนวิเคราะห์ดนตรีพื้นฐาน เรียนวิชา PR เรียน Customer Behavior พวกวิชา Business ก็มี

คนที่เรียนคือเขาอยากเป็นไอดอลหรืออยากอยู่เบื้องหลัง

ถ้าเป็นธุรกิจดนตรีและบันเทิง สาขาเก่าหนู คือเป็นเบื้องหลัง แต่ถ้าสาขาใหม่ที่ย้ายมาน่าจะเบื้องหน้ามากกว่า แต่ก็เป็นเบื้องหลังได้ด้วย ถ้าจะเป็นเบื้องหลังก็เรียนให้รู้ว่าเบื้องหน้าต้องทำอะไร เบื้องหลังจะได้รับมือจัดการได้ถูกต้อง

ตอนแรกดูเป็นคนสายวิทย์นะ

ใช่ เรียนวิทย์มาตลอดชีวิต ตอนอยู่จุฬาฯ ก็ยังเรียนวิทย์ แต่พอคิดว่าคงไม่ได้ใช้แล้ว ก็ทิ้งเลย

จุดเปลี่ยนมันคืออะไร รู้สึกว่าเราไม่เอาแล้วเหรอ

ไม่ได้ไม่เอาแล้ว แต่มันจะไม่ได้ใช้แล้วในอนาคต ก็เลยไม่รู้จะเรียนไปทำไมค่ะ มันเสียตังค์อะเนอะ ค่าเทอมแพง (หัวเราะ) เราจะอยู่ในวงการบันเทิง ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในเบื้องหน้า ก็คงอยู่ในธุรกิจแวดวงนี้ หรือไม่ก็คงไปทำธุรกิจตัวเอง ถ้าจะใช้วิทย์มันคงไม่ถึงขั้นต้องเรียนมหา’ลัย หรือเรียนเฉพาะเจาะจงไปขนาดนั้น

เรียกว่าหาตัวเองเจอแล้วหรือเปล่า

ช่าย (ลากเสียง) คนอื่นเขาอาจจะเรียนมหา’ลัยเพื่อหาสิ่งที่ชอบ หางานที่ชอบ เราข้ามขั้นตอนไปแล้ว แต่พอเจองานที่ชอบก็มีปัญหาเหมือนกันว่าจะเรียนไปทำไม เพราะเราเจองานแล้ว

แล้วพอเข้าไปเรียน เรามีมุมมองต่อวงการไอดอลเปลี่ยนไปไหม

ไม่นะ เราเป็นผู้รู้ในวงการ (หัวเราะ) เข้าไปแนะนำคนอื่นได้มากกว่า ถ้าน้อง ๆ ถามเราก็ตอบได้

จริง ๆ ในอนาคตอยากลองเป็นเบื้องหลังไหม ไม่ต้องที่นี่ก็ได้นะ

ช่วยดูได้ เป็นที่ปรึกษาได้ แต่คุมทั้งหมดอาจจะไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราจัดการตัวเองได้ดีกว่าจัดการคนอื่น

เวลาไปเอาต์ติ้ง เขาจะมีการแบ่งคนตามสี สีแดงกับเขียวที่คนเยอะมาก สีเหลืองกับน้ำเงินจะเป็นส่วนน้อย เขาเปรียบเทียบว่าสมมติจะไปเดินทางต่างจังหวัดวันเสาร์ สีแดงจะจัดกระเป๋าเช้าวันเสาร์แบบโยนทุกอย่างเข้าไปแล้วไปเลย เป็นพวกที่ลงมือทำเลย ไม่ค่อยคิด สีเขียวจะเป็นพวกมีเช็กลิสต์ 1 2 3 4 ถ้ามีครบก็ไป สีเหลืองจะยาก ๆ หน่อย ไม่หลุดโลกไปเลย ก็เป็นพวกธรรมะธรรมโม ส่วนหนูเป็นสีน้ำเงิน เป็นพวกคิดแล้วคิดอีก จัดตั้งแต่วันเสาร์ที่แล้วจนถึงวันเสาร์สุดท้ายแล้วค่อยปิดกระเป๋าแล้วค่อยไป อาจจะไม่เหมาะกับการเป็นเบื้องหลัง

คิดเยอะ ๆ ไม่ปวดหัวเหรอ

ชินแล้ว ขนาดอยู่บนห้องจะเดินลงไปทำ 2 – 3 อย่างข้างล่าง ยังคิดก่อนว่าต้องไปทำอันไหนก่อนถึงจะเซฟเวลาที่สุด (หัวเราะ) แต่เพราะอย่างนี้ สีน้ำเงินก็เลยรู้จักตัวเองนะ เราคิดเยอะ

คิดยังไงกับอุตสาหกรรมเพลงไทย อุตสาหกรรมไอดอลในตอนนี้บ้าง

ช่วงนี้ครึกครื้นดีนะ คนเยอะมาก ๆ เลย ย้อนกลับไปก่อน BNK48 ก็คือไม่มีเลย ไม่มีทั้งเกิร์ลกรุ๊ป ทั้งบอยแบนด์ เงียบเหงามาก แต่ตอนนี้มีเพื่อน ๆ รุ่นใกล้ ๆ กัน เป็นเหมือนเพื่อนคนละโรงเรียนที่ทำสิ่งเดียวกับเรา ดูสนุกสนานดี ยิ่งถ้ามีโอกาสได้มาคอลแลบกันยิ่งเจ๋ง

อยากให้วงการนี้ดีขึ้นยังไงบ้าง

เรื่องพื้นที่ ตอนนี้รายการโชว์มีแค่ T-POP STAGE ยังไม่ได้เยอะมากขนาดนั้น เห็นดราม่าที่วงดัง ๆ ไปลงสยามแล้วคนหาว่าแย่งพื้นที่ แต่เรารู้สึกว่าพื้นที่เราก็ไม่ได้เยอะเว้ย (หัวเราะ) ถึงเราจะมีเยอะกว่าคนอื่นก็รู้สึกว่ามันยังไม่ได้พอขนาดนั้น แล้วก็มีเรื่องการสนับสนุนที่จะโกอินเตอร์ด้วยค่ะที่ยังไม่เพียงพอ

จริง ๆ แล้ว ไอดอลไทยหรือเพลงไทย จะมีโอกาสเป็น Soft Power ในต่างประเทศได้ไหม

ได้นะ หนูว่าอย่าง MILLI ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ ในที่สุดก็ได้ชื่อว่านี่คือนักร้องไทย เอาจริง ๆ วงการบันเทิงไทยมีแฟนคลับต่างชาติเยอะจะตาย วงเราก็มีแฟนคลับจีน อินโด เยอะแยะเลย เพราะเขาชอบความเป็นไทย หนูว่ามันผลักดันได้

ถ้าจะไปขายต่างประเทศ หนูว่าแนวไหนก็ได้หมดแหละ ถ้ามันบังเอิญไปตรงจริต ไปตรงเทสเขา

คุยกับเจนนิษฐ์ BNK48 ผู้อยากรวย แต่ถ้าถูกหวยร้อยล้านก็จะยังทำงาน

ใครอยากเป็นเศรษฐี

(เจนนิษฐ์น่ะสิ เจนนิษฐ์น่ะสิ)

ถ้าไม่นับ Girls Don’t Cry ที่เป็นสารคดี Faces of Anne ก็เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของเจนนิษฐ์แล้ว รู้สึกยังไงบ้าง

รู้สึกว่าน่าจะออกมาดี (ยิ้ม) เชื่อใจ พี่เดช (คงเดช จาตุรันต์รัศมี) อยู่แล้ว ยังไม่ได้ดูนะ แต่พี่เดชกับพี่ป๊อปชอบแสดงว่ามันดี

หลายคนคงรู้สึกว่าแค่มีชื่อพี่เดชก็เชื่อใจได้ ว่าอย่างน้อยมันไม่ออกมาแย่แน่นอน อาจจะแค่ไม่ตรงเทสบางคน ผู้กำกับแต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่ส่วนตัวหนูชอบความคิดการตีความของพี่เดช แล้วก็การอธิบายให้เขาเข้าใจเวลาเขามากำกับเรา

เห็นว่าเรื่องนี้คนละแนวกับ Where We Belong ที่เจนนิษฐ์ให้พี่คงเดชเรื่องที่แล้ว คิดว่าอะไรที่เป็นลายเซ็นของผู้กำกับคนนี้

พี่เดชชอบใช้ตัวละครนำเป็นผู้หญิง เพราะว่าตัวเองมีลูกสาว เห็นลูกสาวเลยเอามาเขียน Where We Belong เรื่องนี้ก็เป็นผู้หญิงอีก ก็เลยรู้สึกว่าดูเป็นลายเซ็นช่วงนี้ของเขา

เราพัฒนาอะไรขึ้นมาจาก Where We Belong บ้าง

ในเรื่อง Acting เรื่องนี้ค่อนข้างจะคนละแบบ ยากกว่าด้วย Where We Belong อาจจะเข้าทางมากกว่าด้วยซ้ำ แต่คงพัฒนาในแง่ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ทำงานได้หน้าซีนได้เข้าใจมากขึ้น แต่ก็คงพูดไม่ได้เต็มปากว่าการแสดงพัฒนาอะไรขึ้นมา

ตอนถ่ายสนุกนะ พอมีเพื่อนมันก็จอย ๆ ได้เจอไม่กี่คนแต่ว่ามันก็สนุกกว่าเล่นคนเดียว (หัวเราะ)

ชอบเล่นหนังหรือว่าซีรีส์มากกว่า

ถนัดหนังมากกว่า ก็เลยเหมือนจะชอบมากกว่า แต่ว่าไม่ได้ไม่อยากเล่นซีรีส์นะ อยากออกจากเซฟโซนเหมือนกัน ควรจะทำให้ได้ทั้งหมด

วิธีเล่นเรามันอาจจะไปตรงกับ Pacing หนังมากกว่า หนังจอใหญ่กว่า เราเล่นน้อยกว่า ถ้าเล่นเยอะจะล้น แต่ว่าพอเป็นจอทีวีเราต้องเล่นใหญ่กว่า

ตอนนี้การแสดงเป็นแพสชันในชีวิตเรารึเปล่า

แพสชันคือเงิน (ยิ้มกริ่ม) ไม่หรอก 

(ผู้เขียน : น่าจะใช่แหละ)

เราชอบทำหลายอย่างไง แต่ว่าการที่เราจะไปทำหลายอย่างนั้นได้เราต้องมีเงิน ความสุขเราก็ต้องซื้อด้วยเงินด้วย 

ชีวิตนี้อยากทำมาหากินเหรอ

อยากรวย (หน้านิ่ง) รวยแล้วเราจะได้พาแม่ไปเที่ยว ชอบออกไปใช้ชีวิต แต่ออกเดินทางก็ต้องใช้ตังค์ไง อยากลองไปเรียนดำน้ำ เรียนวาดรูป ก็ใช้ตังค์ เราก็เลยมีแพสชันเป็นเงิน

ที่ว่าอยากออกไปใช้ชีวิตมันคืออะไรบ้าง ไปเจอโลกกว้างเหรอ

ใช่ ไปเจอคนอื่น ทำอะไรใหม่ ๆ แค่ออกไปเจอคนอื่นก็ต้องใช้ตังค์แล้ว ค่าเดินทาง ค่าข้าว ค่าน้ำ

แสดงว่าแพสชันจริง ๆ ไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นผลลัพธ์ที่ได้จากอาชีพ

ใช่ แต่ก็ชอบทำงานด้วยนะ (หัวเราะ)

ชอบอะไรมากกว่าระหว่างการเป็นคนรวยกับการทำงาน

อยากเป็นคนรวยที่มีงานดี ๆ ทำ (หัวเราะ) รวยมาก ๆ ก็ยังอยากทำงานดี ๆ อยู่ดี

เปิดใจ เจนนิษฐ์ BNK48 เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตไอดอลที่ผ่านมา และมุมมองต่ออนาคตนอกวงที่กำลังจะมาถึง

ถูกหวยร้อยล้านก็ยังจะเล่นหนัง?

ใช่ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะเล่นโดยไม่หวังเงินแล้ว เราจะเล่นเพราะเราอยากเล่น

จริง ๆ แล้วอยากทำงานแบบไหน อยากเป็นนักแสดงหรือเป็นไอดอล

ชอบทำทั้งหมด (หัวเราะ) ทุกอย่างในวงการบันเทิงที่เคยทำมาก็รู้สึกโอเคหมดเลย ต่อไปจะเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ใครจ้างอะไรก็คงทำ เป็นพิธีกร เป็นนักแสดง

ส่วนงานเพลงก็ยังอยากทำอยู่ แต่คงไม่ได้เป็นวงแล้ว เราชอบฟังหลายแนว เพลงร็อกก็ชอบ เพลงป๊อปก็ชอบ เพลงบัลลาดก็ชอบ ถ้ามีโอกาสทำได้ก็อยากทำหมดเลย

อยากมีชีวิตแบบไหนในวัยผู้ใหญ่

คำตอบจะมีแต่อยากรวย (หัวเราะ) พอรวยแล้วจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ อย่างน้อยมันก็ซื้อความสะดวกสบายได้ เราอาจจะชิลล์ขึ้นในประเทศที่ต้องใช้เวลาเดินทางเยอะเหลือเกิน แล้วก็มีตังค์จ้างแม่บ้าน แม่จะได้ไม่ต้องทำงานบ้าน (หัวเราะ) 

ถ้าป๊ากับแม่อยากทำธุรกิจต่อ ก็คงเอาเงินไปช่วย จะรีโนเวตร้านใด ๆ ก็ว่าไป อยากสร้างบ้านใหม่ก็สร้าง

เรื่องมีครอบครัว เมื่อก่อนเคยคิดว่าจะแต่งงานสัก 28 แต่ตอนนี้คิดว่า 38 ก็อาจจะยังไม่ได้แต่ง (หัวเราะ) แม่มีลูกตอน 30 รู้สึกว่าแม่มีลูกช้าเกินไป ก็เลยคิดว่าเราต้องแต่งก่อน แต่ดูทรงแล้วคนแต่งช้าลงทุกวัน ตอนนี้ 22 แล้ว 30 กว่าคงยังทำงานอยู่แน่นอน

สรุปก็คืออยากแต่งงาน ใช้ชีวิตผาสุข รวย แล้วก็ไปเที่ยว

ใช่ เขาบอกว่าถ้าเรารวย เราก็จะเป็นคนดีได้ ถ้าเรารวยแล้วเราก็จะมีน้ำใจช่วยคนอื่นได้โดยไม่ต้องห่วงตัวเอง ไม่ใช่ว่าไม่รวยแล้วจะเป็นคนดีไม่ได้นะ แต่ถ้ารวยแล้วเราจะเป็นคนดีง่ายขึ้น ให้เห็นภาพนะ สมมติเราอยากช่วยคุณยายข้างทางซื้อของ เราก็จะรู้สึกว่าลำบากตัวเองนิดหนึ่งใช่ไหม แต่ถ้าเป็นคนรวยเราก็ซื้อแบบมีปัญหาการเงินน้อยลง

22 ปีที่ผ่านมาทำให้เราตกตะกอนเรื่องอะไรบ้าง

หนูว่าน่าจะปลงกับชีวิตกับเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น จะเรียกว่าตกตะกอนไหมไม่แน่ใจ น่าจะใช้ชีวิตด้วยแนวคิดที่ไม่ได้เปลี่ยนมากจากตอนเด็กจนถึงตอนโต เป็นคนที่มีทัศนคติที่ใกล้เคียงเดิม มีแค่ปลงกับไม่คาดหวังในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น 

เราก็เป็นเราเหมือนเดิม แค่มีสิ่งเพิ่มเติมมา

ได้ข้อสรุปไหมว่า เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ เป็นใคร

เป็นคนที่ชอบทำงาน (หัวเราะ) เป็นคน Super Extrovert ออกไปเจอคนแปลกหน้าก็ชวนทุกคนคุยได้โดยไม่อึดอัด สามารถออกไปแฮงก์เอาต์กับคนแปลกหน้าได้ ชอบพบปะ ชอบทำงานกับคนใหม่ ๆ เจอคนใหม่ ๆ แล้วก็เป็นคนใช้ชีวิตเต็มที่

ในฐานะที่สเต็ปต่อไปของชีวิตกำลังจะมาถึง อยากจะบอกอะไรกับคนที่มองมาที่เราบ้าง

อืม (คิดนาน) 

น่าจะไม่ได้หายไปไหนค่ะ น่าจะยังอยู่ในวงการบันเทิงต่อ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหนูค่ะ (หัวเราะ) น่าจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองไปได้เรื่อย ๆ หนูหาตัวเองเจอแล้ว มีเส้นทางที่ชัดเจน ถ้ายังอยากสนับสนุนกันต่อก็… ด้วยความยินดีค่ะ

หนูจะทำสิ่งที่ชอบไปเรื่อย ๆ ขอบคุณทุกการสนับสนุนที่ผ่านมา (ยิ้ม)

เปิดใจ เจนนิษฐ์ BNK48 เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตไอดอลที่ผ่านมา และมุมมองต่ออนาคตนอกวงที่กำลังจะมาถึง

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load