ฟ้าอึมครึมเหมือนฝนจะตกในไม่ช้า แต่เมื่อเราได้เดินเข้ามาในห้องสมบัติของ อุ๋ง-จีรณัทย์ แพทย์อุดม บรรยากาศรอบตัวก็สดใสขึ้นทันตา เพราะของเล่นที่เขาสะสมมานานหลายสิบปีเรียงรายดาษดื่นไปทั่วทั้งห้อง ตั้งแต่บนตู้ ในตู้ บนกำแพง ไปจนถึงพื้นห้องและหลังประตู ชนิดที่เราแทบไม่มีที่ยืน!

ระหว่างที่เรากำลังตกตะลึงกับความมากมายหลากหลายของความทรงจำวัยเด็ก เจ้าของห้องก็รีบบอกเราอย่างถ่อมตัวว่า “ผมคิดว่า ผมไม่น่าจะใช่นักสะสม Happy Meal เบอร์ต้นของประเทศไทยนะครับ เพราะผมสะสมอย่างจริงจังแค่ของไทย แต่ยังมีนักสะสมท่านอื่นที่สะสมทั้งของไทยและต่างประเทศ”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

อย่างไรก็ตาม อุ๋งน้อมรับว่าเขาเป็น McDonald’s LOVER ที่สะสมแทบจะ ‘ทุกสิ่งอย่าง’ ของ McDonald’s เรียกว่าแพสชันเรื่องนี้ของเขาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของประเทศ โดยมีตั้งแต่กล่องกระดาษ Happy Meal รุ่นใหม่ที่เรียงสูงจนเลยเพดาน กล่องกระดาษรุ่นเก่าหายาก ของสะสม McDonald’s พรีเมียม แก้วน้ำ หลอด ถัง สติกเกอร์ ปากกา ปฏิทิน คูปอง ใบปลิว บัตร Pin (เข็มกลัด) หรือแม้กระทั่งถุงพลาสติก ขอแค่มีโลโก้ตัวเอ็ม (M) อันคุ้นเคยของ McDonald’s เขาก็เก็บทุกอย่าง

แต่ก่อนจะถึงช่วงเวลาแห่งการสนทนาอย่างตั้งใจ อุ๋งใช้เวลาสักพักในการอธิบายที่มาโดยย่อของของสะสมด้วยท่าทางกระตือรือร้น เพราะครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ เขาเคยคิดว่าตัวเองมีความชอบที่แปลกประหลาด แต่ในวันที่สังคมออนไลน์เรียกเพื่อนพ้องในวันวานกลับมาหากัน อุ๋งกล้าจะบอกเล่าประสบการณ์เปิดโลกอันน่าสนใจของตนเอง ซึ่งเราก็นั่งลงกลางดงของเล่น และฟังอย่างจดจ่อราวกับพี่ชายเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

01
Once upon a time

เจ้าของเรื่องหยิบตัวช่วยในการรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมา นั่นคือหนังสือ ‘Thailand’s Happy Meal For McDonald’s Collectors – คู่มือสะสมแฮปปี้มีล’ จัดทำโดย etc.com ซึ่งภายในมีภาพชุด Happy Meal ให้ชมกว่า 500 ภาพ รวมถึงข้อมูลจากการสัมภาษณ์และแหล่งข่าวทั่วไป

เราที่เคยแต่กินอย่างคนไม่รู้ประวัติได้มานั่งเลกเชอร์ที่มาที่ไปของแบรนด์ ก็พบความน่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งจะขอสรุปโดยย่อให้ทุกคนฟังว่า McDonald’s เป็นธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดของสองพี่น้อง Dick and Mac McDonald ที่ดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จและไปเข้าตาของ Ray Kroc เซลล์ขายเครื่องปั่นมิลค์เชคผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จน Ray มองเห็นลู่ทางในการขยายธุรกิจจึงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดต่อ ก่อนที่จะซื้อหุ้นจากสองพี่น้องมาบริหารเอง และประสบความสำเร็จยิ่งกว่าเก่า

หนึ่งในความสำเร็จด้านการตลาดและโฆษณาของบริษัท คือการรวมอาหารและของเล่นเข้าด้วยกัน เป็นชุด Happy Meal ที่มุ่งเป้าไปยังเด็ก ๆ แต่ถึงอย่างนั้นผู้ใหญ่ทั่วโลกก็ชอบสะสมของเล่นดังกล่าวเช่นเดียวกัน

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

สำหรับ McDonald’s ในประเทศไทยเกิดจากการที่ คุณเดช บุลสุข ได้รับคัดเลือกจากอเมริกาให้เป็นผู้จำหน่าย ภายใต้ชื่อ ‘บริษัท แมคไทย จำกัด’ ใน พ.ศ. 2528 ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือการทดลองขายอาหารชุด Happy Meal โดยเริ่มจำหน่ายตัวอย่างทดลองตลาดเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2535 ชื่อชุด ‘Carnival’ ออกมาทั้งหมด 4 แบบ ประกอบด้วย 4 สหายมาสค็อตของร้าน คือ Birdie on Swing, Grimace on Merry-Go-Round, Hamburglar on Ferris Wheel และ Ronald on Carousel ทั้งหมดเป็นตุ๊กตาสีสันสดใส ทั้งยังหมุนได้ เล่นได้ ประกอบสนุก และไม่อันตรายต่อเด็ก ส่งผลให้ความนิยมชุดอาหารหรรษานี้เพิ่มขึ้นในประเทศไทย

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Carnival ของเล่นชุดแรกที่ทดลองขายในประเทศไทย

ตามต่อมาด้วยชุด McDino Changeables (พ.ศ. 2535) ของเล่นจาก 4 เมนูยอดนิยมที่เปลี่ยนร่างเป็นไดโนเสาร์ได้ และ Mc Rockin Food (พ.ศ. 2536) 4 ของเล่นจาก 4 เมนูยอดฮิตที่ดุ๊กดิ๊กไปมาเมื่อไขลาน

กระทั่ง พ.ศ. 2537 การทดลองจำหน่ายก็สิ้นสุดลง แทนที่ด้วยของเล่นอย่างเป็นทางการชุดที่ 2 คือ The Flintstone ที่ออกมาสนองความดังของหนัง ประกอบด้วยตัวละครบนรถยุคหินและบ้าน 5 หลัง ได้แก่ Fred and Bedrock-O-rama, Wilma and Flinstone’s House, Barney and Fossil Fill-up, Betty, Bamm-Bamm and RockDonald’s และ Pebble, Dino and Toy-saurus ซึ่งอุ๋งบอกว่า นี่เป็นเซ็ตที่โด่งดังตามความฮิตของหนัง แต่เมื่อเทียบกับ Summer Set (พ.ศ. 2537) ที่ออกมาอย่างเป็นทางการชุดแรกของประเทศไทย ความต้องการนั้นแตกต่างกันอย่างลิบลับ

“ชุดนี้ผมเคยมีตอนเด็ก แต่หายไปแล้ว พยายามจะหาซื้อแต่ยากจริง ๆ เพราะมันเป็นลูกบอล 2 ชั้นเป่าลม มีแว่นกันแดด กับถังทรายพลาสติก ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่มี หากไม่แตกก็พัง แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนเก็บไว้อยู่” อุ๋งพูดอย่างเสียดาย แต่ถึงอย่างนั้นความชื่นชอบในร้านอาหารรูปตัว M ของเขาก็ไม่เคยน้อยลง เขายังมุ่งมั่นสะสมทุกอย่างด้วยความสุขต่อไป จนถึงขั้นเคยสมัครเป็นพนักงานพาร์ตไทม์หลังจบชั้นมัธยมศึกษา และยอมไปทำงานไกลบ้าน เพื่อไม่ให้พลาดของจาก McDonald’s สักชิ้น!

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Flintstone ของเล่น Happy Meal อย่างเป็นทางการชุดที่ 2 ของประเทศไทย
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Summer Set ถ่ายจากหนังสือ Thailand’s Happy Meal For McDonald’s Collectors

02
McDonald’s and my part-time E-I-E-I-O

ในสมัยที่อุ๋งยังเป็นวัยรุ่น การสะสมของเล่นช่างเป็นเรื่องที่น่าขำขันในสายตาของคนอื่น มีทั้งคนที่หัวเราะด้วยความไม่เข้าใจ และหัวเราะด้วยความแปลกใจระคนตื่นเต้น แต่สำหรับนักเรียนชายที่มีจิตใจมุ่งมั่นคนนี้ การสะสมของเล่นกลับไม่ได้ไร้สาระอย่างที่ใครดูแคลน เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการท่องโลกกว้างครั้งแรก ที่มอบทั้งประสบการณ์การทำงานและมิตรภาพข้ามประเทศให้กับเขา ภายใต้ตราบริษัท แมคไทย จำกัด

“ตอนที่มีร้านแฮมเบอร์เกอร์มาจากเมืองนอก พ่อของผมก็พาไปกิน ด้วยความที่ชอบของเล่นอยู่แล้ว ผมจึงขอพ่อซื้อของเล่นด้วย เริ่มตั้งแต่ประมาณ 11 ขวบ แต่ตอนนั้นยังเก็บไม่ครบนะครับ เพราะเรายังเด็ก ราคาตอนนั้นยังไม่แพง ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 35 บาท พอเราโตขึ้นก็ยังเก็บเงินซื้อเองได้ในแต่ละอาทิตย์ แต่ความเจ็บใจมันเกิดจากชุด Mulan (พ.ศ. 2541)” เขาเปิดหนังสือคู่มือให้ดูก่อนจะเล่าต่อ

“ผมชอบดิสนีย์มาก เลยตั้งใจว่าชุดมู่หลานยังไงก็ต้องเก็บได้สบาย ๆ แต่ปรากฏว่ามันฮิตมากเกินไปจนผมซื้อไม่ได้! ซื้อได้แค่ Khan (ม้า), Mulan, Shang-Li, Mushu และ Shan-Yu (ตัวร้าย) ขาด Little Brother (สุนัข), Chien-Po, Ling and Yao (3 สหายเพื่อนมู่หลาน) และ Cri-Kee (จิ้งหรีด) เพราะวิธีสมัยก่อนของร้านคือ ปกติที่ขายแบบละอาทิตย์ ถ้าวันจันทร์แบบแรกหมด เขาจะเอาแบบต่อไปมาขายเลย โดยไม่รอรอบถัดไป สมัยก่อนน่าจะขายวันจันทร์กับพุธ แปลว่าถ้าเราอยากได้ครบต้องไปทุกวัน แต่มันคือวันเรียนของเรา ก็เลยซื้อไม่ทัน เจ็บใจมากครับ”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Mulan ของเล่น Happy Meal ที่ปัจจุบันสะสมครบแล้ว

เด็กชายเก็บความชอกช้ำในวัยเรียนเอาไว้จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วไปบอกคุณแม่ว่า จะไปสมัครทำงานที่ McDonald’s 

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเป็นพนักงานก็จะได้ของเล่นครบ โดยไม่ต้องตาม เพราะรู้อยู่แล้วว่าของเล่นออกวันไหน ผมก็ไปสมัครที่สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ผู้จัดการถามว่ามาสมัครเพราะอะไร ผมบอกตามตรงไปเลยว่า ผมชอบของเล่นเลยอยากสะสมให้ครบ เขาก็หัวเราะ”

ในตอนนั้น สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วานรับพนักงานเต็มแล้ว ทำให้อุ๋งที่บ้านอยู่นนทบุรีตัดสินใจรับงานที่สาขาโลตัสหลักสี่ ซึ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ลำดับที่ 77 ของประเทศไทย ด้วยความมุ่งมั่นและโชคดี การเติบโตของพนักงานคนนี้จึงเริ่มขึ้นท่ามกลางมิตรภาพ จนเวลาล่วงเลยไป 2 ปี อุ๋งวางมือจากการเป็นพนักงาน และเริ่มต้นชีวิตวัยผู้ใหญ่อย่างจริงจัง

หลายคนอาจมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า ชีวิตการทำงานของเด็กที่เพิ่งเรียนจบมัธยมนั้นเป็นอย่างไร อุ๋งบอกอย่างภูมิใจว่า พนักงานที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดี นอกจากนี้ McDonald’s ยังจัดกิจกรรมมากมายที่พัฒนาสกิลล์และความสนุกสนานให้กับพนักงาน รวมถึงลูกค้าที่แวะเวียนมา

“มันทำให้ผมรักแมคมากขึ้น สมัยก่อนไม่ใช่แฟรนไชส์ที่เหมือนกันทั่วโลกแบบปัจจุบัน คุณเดชใส่ใจพนักงานทุกสาขา เขามีแพสชันที่จะทำอาหารของเราให้ดีและเสิร์ฟรวดเร็ว การเป็นพนักงานทำให้ผมเก็บของนอกจาก Happy Meal ได้ เช่น ของพรีเมียม Pin เข็มกลัด สมัยก่อนจะมีขายที่สาทร แต่พอเราเป็นพนักงานมันมีความพิเศษกว่านั้น คือผู้จัดการจะเอา Pin มาหลอกล่อพนักงาน โดยเฉพาะผม ถ้าลงเคาน์เตอร์ เขาจะบอกตอนเช้าว่า วันนี้ให้แข่งขายพาย ใครขายได้มากสุดเขาจะให้”

แล้วเป็นยังไงคะ – เรารีบถาม

“ผมก็ขายพายทั้งวัน เหมือนขายขนมจีบซาลาเปาในเซเว่น (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ผมจะได้นะ แต่ต่อให้ไม่ได้ เพื่อนก็จะให้เราอยู่ดี จนวันหนึ่ง เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก คือมีทีมจากอเมริกามาตรวจงานที่ไทย ผมก็ทำงานปกติไม่คิดอะไร แต่ตอนกลับเขาฝาก Pin อันหนึ่งให้ผม มันเป็น Pin จากอเมริกาที่มอบให้เพื่อแสดงว่า พนักงานคนนี้ยิ้มเก่ง มีความเป็นมิตรกับลูกค้า (เขียนว่า The Smile Maker) ผมภูมิใจมาก เพราะมันได้จากการทำงานของตัวเอง”

เรามองไปที่เสื้อสีขาวหม่นของอุ๋ง เขานำ Pin สำคัญหลายอันมาติดไว้บนนั้นเพื่อให้เราเก็บภาพ บางอันเป็นของที่ได้จากวัฒนธรรมการแลก Pin กับเพื่อนต่างสาขาในประเทศไทย บางอันเขาได้มาจากเพื่อนร่วมงานตอนไปที่สาขาสิงคโปร์ และอีกหลายอันที่แสดงถึงความภูมิใจด้วยคำว่า ‘100% Customer Satisfaction’

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

03
“I’m lovin’ it”

ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ ทุกประสบการณ์ล้วนสอนให้เราเติบโต เมื่ออุ๋งเก็บเกี่ยวทุกอย่างจนถึงเวลาวางมือ เขาหันหลังให้งานพาร์ตไทม์ แต่เขาไม่เคยหันหน้าหนี McDonald’s จนถึงทุกวันนี้ที่เขามีครอบครัว ในทางกลับกัน ยิ่งห่างไกลวัยเด็กมากขึ้น คุณค่าของความทรงจำ คุณค่าของของเล่น และคุณค่าของความชอบ กลับยืนเด่นยิ่งกว่าเดิม

“สำหรับผม ของเล่นไม่ได้มีประโยชน์อะไรไปมากกว่าความสุข”

เขาบอกกับเราเมื่อชวนแลกเปลี่ยนว่า อะไรคือประโยชน์ของการสะสมทุกสิ่งอย่างของเขา

“คนเราจะหาความสุขในรูปแบบที่แตกต่างกัน ถ้าเครียด ถ้าเซ็ง เข้าไปในห้องหยิบของเล่นออกมา หรือจัดของก็เพลินแล้ว ส่วนตัวผม ของเล่นเป็นเรื่องของความสุข แต่วันนี้ที่มีลูก ของเล่นถือเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ ไม่ว่าของเล่นจะถูกหรือแพง มันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพัฒนาการของเด็กที่ดีมาก และตัวเราคือคนที่ได้ใช้เวลากับเขา อันไหนที่ลูกเล่นได้ เขาอยากเล่นก็เล่นได้เลย บางชุดลูกชอบ เราก็ซื้อให้เขาด้วย ผมย้อนนึกถึงวันที่พ่อแม่พาผมไปกินแมค พอลูกโตเราก็พาเขาไปบ้าง”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

พูดถึงความหมายของของสะสม McDonald’s ที่มีต่อชีวิตอุ๋ง เขาอธิบายไม่ถูก แต่ขอเล่าเรื่องให้ฟังแทนว่า ช่วงที่ไปญี่ปุ่น เขาซื้อ Happy Meal ของที่นั่น แต่ก็ไม่พลาดฝากเพื่อนที่ประเทศไทยซื้อของไทยอย่างขาดไม่ได้ สำหรับชายคนนี้ เสน่ห์ของการสะสมเกิดจากการที่ของเหล่านั้นหาซื้อทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าไม่ได้ บางอย่างคือของพรีเมียมที่ต้องแลกกับประสบการณ์การรอและเดินไปซื้อด้วยตัวเอง

“ผมชอบของเล่น แต่เด็ก ๆ เราซื้อของเล่นทุกวันไม่ได้ พอมี Happy Meal เกิดขึ้น มันเหมือนเป็นกิจวัตรที่เรารู้ว่า ถ้าเสาร์อาทิตย์พ่อแม่พาไปกินแมค เราจะได้ของเล่น เลยรู้สึกว่าแมคเจ๋ง มันทำให้เราได้ของเล่นทุกอาทิตย์ แถมพอมีดิสนีย์ที่เราชื่นชอบออกมาให้เก็บสะสม เราก็ยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก อย่างมู่หลานที่เล่าไป เราชอบจนไปอ่านหนังสือวิธีการสร้างการ์ตูน เราอยากทำงานเป็นแอนิเมเตอร์ พอได้ทำจริงมันก็อัปเกรดชีวิตเรา เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจาก McDonald’s ทั้งในฐานะลูกค้าและคนที่เคยเป็นพนักงาน”

เขาเล่าว่า เพื่อนหลายคนที่เข้ามาเห็นขุมทรัพย์ความทรงจำมักจะบอกว่าเขาบ้า

“ผมก็เชื่อแบบนั้นครับว่าผมบ้า ก่อนหน้าที่จะมีสังคมออนไลน์นะ สมัยก่อนเราต้องไปต่อคิวซื้อเองทุกสัปดาห์ ถ้าซื้อไม่ครบต้องไปซื้อกับพ่อค้าตามตลาด บางครั้งก็ต้องตัดใจซื้อทั้งชุด แต่ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงมันมี ผมยังเหมือนเดิมคือซื้อเองทุกวันศุกร์ ไม่ก็สั่งเข้ามา แต่พอมีโซเชียล เราก็ตามหาในกลุ่มของเล่นได้”

แม้ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่ใจชายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจริง ๆ

อุ๋งบอกเราว่า เขาไม่เคยมีความคิดจะหยุดซื้อของเล่นเลยแม้อายุจะขึ้นเลข 4 แล้วก็ตาม เขายังมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างจากการ์ตูน และเดินหน้าด้วยการ์ตูนอยู่ตลอด สิ่งนี้สะท้อนว่า Happy Meal เจาะกลุ่มเป้าหมายได้หลายช่วงวัย โดยเริ่มจากของเล่นเด็ก และพัฒนากลายมาเป็นของสะสมของผู้ใหญ่ด้วยตัวเอง

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

04
Happy man and his happy time

ระหว่างชมของสะสมภายในห้องของอุ๋ง เขาบรรยายเรื่องราวที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำด้วยแววตาสนุกสนานราวกับเด็กอยู่เสมอ เราชอบเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังมาก แต่จะขอคัดเรื่องและของเล่นมาให้ชมกันเพียงเท่านี้ก่อน (บางส่วนมีภาพประกอบไปในช่วงแรกแล้ว)

01 ตู้สะสม McDonald’s

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง
ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“ตู้นี้เป็นของสะสม McDonald’s ถ้าพูดถึงความเปลี่ยนแปลงของของสะสม ผมเก็บแก้วแมคธรรมดาด้วย มีทุกไซส์ 4 ไซส์ แก้วเหล่านี้ตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมามันเปลี่ยนรูปแบบไปเยอะ เราเองในฐานะนักออกแบบก็ได้รู้ถึงความคิด ค่านิยม ของคนออกแบบในยุคนั้น เหมือนกล่อง Happy Meal ที่เปลี่ยนไป ซึ่งชุด Flintstone เล่าไปก่อนหน้านี้ จุดเด่นอีกอันจะอยู่ที่กล่องกระดาษนี่เลย”

02 กล่อง Happy Meal

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดเกี่ยวกับ Happy Meal นอกจากของเล่น คือกล่อง Happy Meal พวกกล่องหรือแก้ว หลายคนมองว่ามันเป็นขยะ แต่เรารู้สึกว่า ถ้าบ่งบอกความเป็นตัวเราว่า เราชอบเก็บจริง ๆ ไม่ใช่แค่เอาของเล่นออกมา กินของข้างใน แล้วทิ้งไป เราจึงเก็บมันด้วย ต่อให้เหมือนกันหมดทุกใบเราก็เก็บ พวกกล่องธรรมก็เอาซ้อนกันจนถึงเพดาน แต่ต้องยกออกเพราะมันเลยเพดาน”

03 ของพรีเมียมและการทำงานที่ McDonald’s

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“นี่คือภาพตอนที่ทำงานอยู่หลักสี่ อันนี้คือผ้าพันคอที่ให้กับพนักงานที่ร่วมปาร์ตี้ประจำปี เขาจะมี Outing พาไปเที่ยว และวันนี้ที่จัดงานใหญ่ พนักงานทุกสาขาจะมารวมกัน สีม่วงเป็นของกลุ่มเรา ของโต๊ะอื่นก็สีอื่น”

อุ๋งเล่าเพิ่มว่า สมัยก่อน McDonald’s มีความเป็นไทยเข้าไปผสมมากกว่ายุคปัจจุบัน เช่น มีสะเต๊ะไก่ ข้าวมันไก่ เนื่องจากสมัยก่อนบริษัทแมคไทยทำเองได้ การตกแต่งของแต่ละสาขาจึงไม่เหมือนกัน ส่วน Happy Meal ค่อนข้างเหมือนกันทั่วโลก ขึ้นอยู่กับการเลือกของเล่นมาจำหน่ายของแต่ละประเทศ เช่น 1 ชุด มีตุ๊กตา 8 แบบ ไทยอาจเลือกมาแค่ 4 แบบ ทำให้บางครั้งเมื่อนักสะสมเก็บของเล่น Happy Meal ไทยครบ แต่เมื่อไปต่างประเทศก็อาจเจอของเล่นแบบอื่นในชุดเดียวกัน

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“อันนี้เป็นของพรีเมียมอื่น ๆ จริง ๆ มีไม้บรรทัดด้วย ตอนนั้นเดอะมอลล์งามวงศ์วานทำเดลิเวอรี่ก่อนที่จะมีบริการส่งอาหารแบบในปัจจุบัน ทำมาตั้งแต่โทรศัพท์ยังไม่เป็น 02 ผมจำปีไม่ได้ แต่เขาแจกในวันที่เราไปทาน แล้วเขาบอกว่า เดี๋ยวนี้ถ้าคุณอยู่แถวนนทบุรี เขาส่งให้ฟรีนะ”

นอกจากนี้ อุ๋งยังเก็บบัตรสมาชิก รวมถึงใบปลิวและคูปองอื่น ๆ เอาไว้ โดยเขาเล่าถึงคามสนุกสนานสมัยก่อนว่า

“มีช่วงหนึ่งซื้อ Happy Meal แล้วเอาคูปองส่วนลดไปลดค่าซื้อวิดีโอได้ ตอนนั้นพวกดิสนีย์กำลังมา Beauty and the Beast, The Lion King 2: Simba’s Pride หรือ The Little Mermaid II: Return to the Sea อีกอันที่ชอบมากคือคูปอง 60 วินาที เป็นความสนุกของเราและลูกค้า สมัยนั้นจะมีนาฬิกาจับเวลาตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ พอลูกค้าสั่งซื้อเสร็จ จ่ายเงิน เราจะกดจับเวลา แล้วหันไปจัดอาหารให้เสร็จภายใน 60 วินาที ถ้าไม่ทันลูกค้าจะได้คูปองไปเป็นส่วนลดต่าง ๆ”

04 Happy Meal ชุด Toy Story (พ.ศ. 2539)

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“ชุดแรก ๆ ของ Walt Disney กับ Happy Meal ก็มี Toy Story เราชอบดิสนีย์เป็นพิเศษ เพราะเขามีพัฒนาการด้านการ์ตูนเรื่อย ๆ พอออก Toy Story ชุดแรกมา ผมยังจำได้ว่าที่บ้านพาไปเที่ยวพัทยา ผมก็ไปซื้อได้ Buzz Lightyear มาจากพัทยา สมัยก่อนถ้าซื้อของเล่นดิสนีย์ตามห้างมันแพงมาก แต่ Happy Meal ทำให้เราสัมผัสของเล่นดิสนีย์ได้ในราคาถูก จากนั้นก็มี The Hunchback of Notre Dame, 101 Dalmatians ตอบโจทย์มาเรื่อย ๆ

“ที่ฮือฮากันมากตอนนั้นคือ 101 Dalmatians เพราะออกมา 101 แบบ ให้คนเก็บกันจนอ้วก รวมกับภาค 2 อีก 102 ตัว เป็น 203 ตัว แต่คาแรกเตอร์ 4 สหาย Birdie, Grimace, Hamburglar และ Ronald เป็นสิ่งที่เราชอบ เจ้าอื่นก็มีการสร้างคาแรกเตอร์ แต่เราไม่ค่อยชอบ เพราะบางอันดูเป็นเด็กไป ส่วนคาแรกเตอร์ที่เห็นบ่อย ๆ จะเป็น 4 สหาย, Barbie และ Snoopy เราเก็บ Barbie ด้วยแต่ไม่ได้เอาออกมาโชว์ เพราะเดี๋ยวผมโดนฝุ่นจับ”

05 Happy Meal ของเล่น Hot Wheels

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“นี่คือรุ่นแรก ๆ ของ Hot Wheels ผมเห็นพัฒนาการของของเล่นมาเรื่อย ๆ ด้วยความที่ผมเป็นนักออกแบบทำงานอยู่ในวงการเหล่านี้ ผมจึงชอบมองดูการเปลี่ยนแปลงของมัน ของเดิมจากที่สกรีนลงไปบนเหล็ก เขาเริ่มลดต้นทุนเป็นเหล็ก แต่ไม่สกรีน ให้ติดสติกเกอร์แทน พอนานวันเข้ามันก็หลุด ปัจจุบันเป็นพลาสติกเพียว ติดสติกเกอร์เอง แต่ผมเข้าใจนะ เขาต้องทำให้ราคามันอยู่ได้ แล้ว Barbie จะมาคู่กับ Hot Wheels เสมอ อย่างละ 4 แบบ เป็น 8 แบบใน 1 เดือน เพราะถ้ามี Barbie อย่างเดียว เด็กผู้ชายจะไม่ซื้อ และถ้ามี Hot Wheels อย่างเดียวเด็กผู้หญิงก็จะไม่ซื้อ เขาจึงออกมาสัปดาห์ละ 2 ตัว ส่วนผมซื้อครบหมด”

เรานั่งสนทนากันอย่างสนุกสนานกว่า 3 ชั่วโมง เรื่องราวของ อุ๋งจีรณัทย์ ทำให้เราเชื่อเหลือเกินว่า ของเล่นและความชอบไม่เคยเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เป็นความสุขที่ก่อเกิดประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และชีวิตที่ถูกเติมเต็มอย่างมีความหมายเหนือความคาดหมายของใครหลายคน

“ผมจะสะสมต่อไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่แมคยังไม่หยุดผลิต” อุ๋งจบการสนทนาด้วยความแน่วแน่เหมือนตอนที่เริ่ม

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

ไม่ใช่แค่ผ้าผืนเก่าผืนหนึ่ง แต่มีเรื่องราว มีวัฒนธรรม หลายครั้งก็เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง บทสนทนาระหว่างเรากับ ชุติมา โมกขะสมิต นักสะสมผ้าห่มของขวัญอายุกว่าร้อยปีจากสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1600 – 1868) และสมัยเมจิ  (ค.ศ. 1868 – 1912) และผ้านานาชาติ ในวันนี้คล้ายกับการค่อยๆ เปิดหนังสือประวัติศาสตร์ วรรณคดีโบราณ ไม่เพียงเรื่องราวความหมายแต่ได้สัมผัสความอ่อนช้อยในทุกรายละเอียดของผืนผ้า

ชุติมาบอกว่าเหตุผลที่เธอซื้อและสะสมผ้าเก่าพวกนี้มาได้อาจจะเป็นเพราะมีคนไม่เห็นค่า

แต่เธอเห็น เธอเห็นความสวยงาม เห็นความหมาย เห็นเทคนิคหลายอย่างที่น่าชื่นชม

ยุคสมัยที่กระบวนการผลิตผ้าเหลือเพียงขั้นตอนพิมพ์ลายลงบนผืน ทำให้คนไม่ค่อยเห็นคุณค่าของการมีผ้า การมีแพตเทิร์น ต่างจากในอดีต การมีผ้าสักผืนถือเป็นความหรูหราของชีวิตมากๆ

“ทุกครั้งที่ได้ผ้าเก่ามา เราหาข้อมูลเกี่ยวกับผ้าผืนนั้น อย่างน้อยก็ต้องหาซื้อหนังสือเรื่องผ้าชนิดนั้นมาอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ มีความสุขทุกครั้งที่อ่านเจอรายละเอียดความรู้ใหม่ๆ เรื่อยมาจนวันหนึ่งที่เราตัดสินใจเลือกทำในสิ่งที่รัก ผ้าโบราณเป็นสิ่งแรกที่เรานึกถึง ในเมื่อเรามีผ้าที่เก็บไว้มากมายและอยากให้คนที่ชอบเหมือนกันรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ไม่อยากให้ผ้าเก่ากลายเป็นเพียงผ้าที่ถูกทิ้งหรือเก็บอยู่ในเฉพาะกับกลุ่มคนที่สะสมผ้า”

ผ้าโบราณ

เธอเชื่อในความรักความชอบสิ่งของสวยงามเพราะมันสากลมากๆ

“ถ้าเราได้เล่าให้เขาฟังสักนิด เขาอาจจะรู้สึกประทับใจเหมือนกันกับเรา”

เมื่อช่วง 2 ปีที่แล้ว ชุติมาเริ่มต้นทำแบรนด์ชุดผ้าของแต่งบ้านจากกิโมโนเก่า เช่น ปลอกหมอน ผ้าปูเตียง โต๊ะ และผ้าแขวนตกแต่ง จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ด้วยความตั้งใจให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงชิ้นงานเหล่านี้ และใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งยังทำหนังสือประกอบแบรนด์ รวบรวมและบอกเล่าที่มาที่ไปของผ้า รวมทั้งเทคนิคที่ใช้ด้วย

อนาคตชุติมามีแผนเปิดเว็บไซต์เล็กๆ เพราะเธอเชื่อว่ามีคนที่ชอบผ้าเก่าและหลงใหลเรื่องราวเหมือนกันกับเธอ ระหว่างนี้หากใครสนใจลองเข้าไปติดตามดูชิ้นงานของเธอในนาม Coral Tree Design ได้ที่เว็บไซต์ etsy.com ตลาดออนไลน์ที่รวมงานฝีมือจากทั่วโลก

ผ้าโบราณ

ผ้าห่อความปรารถนาดี

สมัยก่อนที่ญี่ปุ่นเวลาจะให้ของขวัญเขาจะนำใส่ถาดไม้แล้วคลุมด้วยผ้าพาดของขวัญ หรือ Fukusa คล้ายการห่อกระดาษของขวัญในปัจจุบัน โดยผ้าจะระบุตราประจำตระกูล และหลังจากเปิดรับของขวัญแล้วผู้รับจะคืนผ้ากลับมา นอกจากจะแสดงความรู้สึกของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับแล้ว ผ้าผืนนี้ยังแสดงยศถาบรรดาศักดิ์

“บ่งบอกชนชั้นเหลือเกิน” ช่างภาพสาวของเราร้องบอก

“เรื่องลายประจำตระกูลเราอาจจะไม่รู้มาก เราชอบความหมายของคำอวยพรบนผ้า” ชุติมารีบเล่า

นอกจากผ้าผืนลายต้นไผ่ของเจ้าหญิงสมัยเอโดะแล้ว ชุติมายังเก็บสะสมผ้าพาดของขวัญที่มีความหมายดีๆ มากมาย ฟังแล้วก็ไม่แปลกใจว่าทำไมญี่ปุ่นจึงเป็นชาติช่างคิดและช่างส่งต่อปรารถนาที่ดีแบบนี้

“ตอนซื้อมาเก็บเราก็จะถามคนขาย บางครั้งแขาก็ไม่ได้อธิบายละเอียด เราก็ไปหาข้อมูลความหมายหรือตำนานเบื้องหลังความหมายเหล่านั้น หลายลายมาจากละครโน หรือศิลปะการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีเรื่องราวอิงตามหลักคำสอนของพุทธศาสนา”

ผ้าโบราณ

ผ้าโบราณ

ลายเหยี่ยวกับต้นสน ราวกับเป็นงานศิลปะเก่าๆ มีรายละเอียดการปักผ้าเล็กๆ ที่คล้ายทำ Spot UV บนผืนผ้า ต้นสน คือสัญลักษณ์ของ Evergreen เป็นพืชที่อดทนอยู่ได้ตลอด เพราะยังเขียวอยู่แม้อยู่ในฤดูหนาว หมายความถึง ความอดทน ความซื่อสัตย์ ขณะที่นกเหยี่ยวเมื่ออยู่รวมกับมะเชือม่วงจะหมายถึงความสำเร็จ มาจากความเชื่อของคนญี่ปุ่นเรื่องฝันแรกในคืนวันปีใหม่ (1 มกราคม) หรือ Hatsuyume หากฝันถึงหนึ่งภูเขาฟูจิ สองเหยี่ยว สามมะเขือม่วง แปลว่าปีนั้นจะโชคดีตลอดปี เพราะคำว่า ‘นะสึบิ’ ของมะเขือม่วงพ้องกับคำว่า ‘นาสึ’ ซึ่งมีความหมายว่าสำเร็จ เหมือนนกกระจิบที่ญี่ปุ่นได้ยินเสียงร้องว่า ‘ชิโยะ’ พ้องเสียงกับคำว่าหมื่นปี

ลายผู้ชาย 3 คนเป็นตัวแทนของความอายุยืน หนึ่งในนั้นคือ อุระชิมะ ทะโร เป็นตัวละครในตำนานญี่ปุ่นที่ช่วยเต่าจากการถูกกลั่นแกล้ง เต่าตอบแทนบุญคุณด้วยการพาลงไปเมืองบาดาล 3 วัน ก่อนกลับขึ้นมาบนโลกเจ้าหญิงของเมืองมอบหีบและสั่งว่าห้ามเปิด ต่อมาพบว่าเวลาบนโลกมนุษย์ผ่านไป 300 ปีแล้ว เขาจึงเปิดหีบและกลายเป็นชายชราอายุ 300 ปีแล้วตาย

ลายดอกบ๊วย ซึ่งเป็นดอกไม้ดอกแรกที่บานในช่วงหิมะตก หมายถึงความเบิกบาน หากผ้าพาดของขวัญมีลายของต้นสน ดอกบ๊วย ต้นไผ่ จะมีความหมายถึง Three friends of winter นั่นคือ ฤดูหนาวทำอะไรฉันไม่ได้และฉันกลับเบิกบานขึ้นมา มีความหมายว่าการมีชีวิตรอดท่ามกลางความยากลำบาก

ลายนกกระเรียนมีความหมายเรื่องความซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว

ลายก้อนเมฆ คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นเรื่องของปัญญา น้ำฝนที่หล่นมาจากฟ้าเขาเชื่อว่าเป็นปัญญาจากการกลั่นตัวลงมา

ผ้าโบราณ

ผ้าโบราณ

ลายผ้าวาดไม่ใช่แค่การวาดผ้า

การวาดภาพลงผืนผ้าของญี่ปุ่นเป็นที่เรียกว่า การย้อมเทคนิคยูเซน (Yuzen) นั่นคือ การย้อมจากผ้าสีขาว เขียนลายบนกระดาษแล้วจึงลอกลายลงผ้า ลายที่ออกมาจะไม่เท่ากัน จากนั้นลงแป้งแล้วนำผ้าไปย้อมสี นึ่ง อบ ซักล้าง ตากแห้ง แล้วเริ่มวาดและลงสีใหม่อีกครั้ง ทำแบบนี้วนอยู่หลายรอบ

“งานฝีมือของญี่ปุ่นเขาจะแยกความเชี่ยวชาญของแต่ละบ้านแต่ละตระกูลแบ่งกันทำงาน บ้านนี้เก่งสีย้อม บ้านนี้ปักผ้าเก่งก็จะมาปักตอนจบ จะไม่ได้จบกระบวนในคราวเดียวแบบผ้าไทยเรา ทำให้ศิลปะงานฝีมือของญี่ปุ่นพัฒนาในส่วนที่ถนัดอย่างเต็มที่ ทำให้งานแต่ละชิ้นพัฒนายิ่งขึ้น”

ชุติมาเล่าว่า ญี่ปุ่นในสมัยเอโดะและเมจิ เขาจะส่งคนไปเรียนเรื่องทอผ้าที่ยุโรป จึงได้เทคนิคการทอผ้ามาและพัฒนาต่อ

ผ้ามัดย้อมญี่ปุ่น เรียกว่า Shibori เป็นเทคนิคมัดย้อมที่ค่อยๆ ใช้เข็มมัดย้อมทีละจุดเล็กๆ เกิดเป็นลาดลายและทำให้เนื้อผ้าดูเป็นสามมิติ นอกจากนี้ยังมีผ้าที่มีลายคล้ายผ้าบาติกด้วย เพราะญี่ปุ่นเองก็ทำการค้ากับทางอินโดนีเซียเหมือนกันจึงรับวัฒนธรรมนี้เข้าไปด้วย

ผ้ามัดหมี่ญี่ปุ่น เรียกว่า Kasuri ซึ่งแตกต่างจากการมัดหมี่ของไทย ที่เส้นยืนสีพื้นแต่เส้นพุ่งมัดเป็นลายแล้วค่อยๆ ทอทีละเส้น แต่เทคนิคมัดหมี่ญี่ปุ่น เขาจะมัดทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืนลายก่อนทอจึงได้ลวดลายที่ละเอียดกว่ามาก นอกจากยังมีวิธีที่วาดภาพลงบนเส้นยืนที่ขึงอยู่ก่อนทอ

ผ้าโบราณ

แต่เราก็หากันจนเจอ

“ไม่ใช่แค่เราตามหาในร้านของเก่าแล้วจะเจอผ้าแบบที่เราอยากได้นะ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่าผ้าที่ปิ๊ง ใช่เลย นั้นเป็นแบบไหน และเราเชื่อว่าผ้าเองก็ตามหาเราเหมือนกัน”

คำตัดสินของชุติมาจึงได้แก่ ชอบ และราคาที่รับไหว

นอกจากผ้าพาดของขวัญและผ้ากิโมโนญี่ปุ่นโบราณ ชุติมายังหลงใหลการสะสมผ้าโบราณหลากหลายชาติ หลากหลายเทคนิค

ผ้ากลุ่มแรกๆ ที่ทำให้ชุติมาเก็บสะสมผ้าโบราณคือพวกผ้าซิ่น ทั้งๆ ที่เธอเป็นคนไม่ใส่ซิ่นนะ แต่ชอบเก็บมากๆ ก่อนจะชี้ชวนให้เราจับสัมผัสและสังเกตดูลวดลายและสีของผ้าซิ่นจากแม่แจ่ม “ชาวบ้านเขาใส่ให้ลายด้านในโชว์ออกมาด้านนอก เพราะเขาเสียดาย” ไม่น่าแปลกใจ เพราะหากเป็นเราก็คงทำอย่างนั้น

“มีคนถามว่าเก็บผ้าเก่าแล้วไม่กลัวเจ้าของที่ตามมากับผ้าหรอ ไม่กลัวเลย ถ้าเขามาเราจะได้ถามที่มาที่ไปผ้าผืนนั้น ชอบมั้ย สีสันตอนนั้นเป็นอย่างไร จะว่าไปห้องเก็บผ้าเก่าอยู่หน้าห้องพระด้วย บางวันเราก็เปิดเทปเสียงสวดมนต์บ้าง พระเทศน์บ้าง แบ่งกันฟัง”

ผ้าโบราณ

ผ้าโบราณ

ผ้าไม่ว่าจะชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมแบบไหน สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือผ้าทำหน้าที่แสดงตัวตน ความคิด ความเชื่อและวิถีชีวิต ของผู้ใส่ ว่าฉันเป็นคนกล้าหาญหรือฉันเป็นคนอย่างไรจากลวดลาย

จะเห็นว่าการทำลวดลายของบ้านเราและประเทศเพื่อนบ้านจะมีลายนกคู่ ลายแมงมุม ลายขอดาว ลายเถาวัลย์เลื้อย เป็นหน้ากระดาษบันทึกวิถีชีวิต ความเชื่อของพื้นที่นั้นๆ รวมถึงบันทึกเหตุการณ์อย่างช่วงสงครามโลกจะมีการทอผ้าลายเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ ในผ้าล้านนาหรือชนเผ่า หรือลวดลายบนกิโมโนของญี่ปุ่น

ถึงอย่างนั้นก็มีลายสากลมากอย่างลายข้าวหลามตัด ที่ไม่ได้มีแต่ในผ้าไทย ญี่ปุ่นก็มี หรือประเทศทางยุโรป เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ก็มีลายข้าวหลามตัดนี้เหมือนกัน

“ทุกครั้งที่หยิบผ้าไทยเก่ามาดูเราจะเห็นร่องรอยความเป็นเจ้าของเดิมอยู่ ผ่านลวดลายและการใช้สี ผ่านความสมบูรณ์ของตัวผ้าที่บอกถึงการใช้งาน ยิ่งทำให้เราอยากเก็บรักษาเขาให้ดี เราคิดแค่นี้จริงๆ”

ผ้าโบราณ ผ้าโบราณ ผ้าโบราณผ้าโบราณ

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ

ข้อระวังในการดูแลเก็บรักษาผ้าไทย เรื่องความบอบบางของผ้าอายุเกิน 60 ปีที่พร้อมยุ่ยสลายหากจับบ่อยๆ ด้วยเพราะอุณหภูมิและความชื้นในอากาศ

กฎทั่วไปของการเก็บผ้าเก่า ได้แก่ หนึ่ง อย่าให้โดนแดด สอง ให้ระวังความชื้น สาม การเก็บผ้าบางครั้งจะเก็บเป็นชิ้น ไม่ก็ม้วนเป็นข้อป้องกันการแตกลาย สี่ ห่อด้วยผ้าฝ้าย ห้า ให้ระวังกระดาษห่อผ้า โดยเฉพาะกระดาษสีขาวเพราะมีสารกัดสี

“เราสงสัยเหมือนกันนะว่าคนสมัยก่อนเขาไม่มีซักอบแห้งหรือ Dry Cleaning แล้วเขาซักผ้าเหล่านี้กันอย่างไร ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ได้หาเจ้าที่ถูกใจได้ง่ายกว่าก่อนเลย เพราะการทำ Dry Cleaning จะใช้สารเคมี เราก็ต้องคอยย้ำว่าผ้าเราห้ามใช้เคมีนะ สุดท้ายแล้วซักมือเองดีที่สุด ส่วนขั้นตอนรีดก็ง่ายเหมือนรีดผ้าทั่วไป”

ผ้าโบราณ

ผ้า 5 ผืนที่มีความหมายมากที่สุด

1. ผ้าพาดของขวัญของเจ้าหญิง: เป็นผ้าผืนที่ชอบมากที่สุด เราได้มาจากตลาดในเกียวโต เป็นผ้าในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1600 – 1868) หรือก่อนสมัยเมจิแต่เก็บรักษาอย่างดี จะเห็นว่าฝีมือเขาละเอียดมากเป็นลายต้นไผ่ปักลายด้วยดิ้นทอง ลายผ้าด้านล่างเป็นผ้าทอ

2. ผ้าซิ่น Sunset จากลาว: ผ้าผืนนี้อาจจะไม่ใช่ผ้าเก่าหากนับตามเวลา แต่เรารู้สึกมีความหมาย ทุกครั้งที่ใส่จะอธิบายให้คนที่พบเห็นฟังถึงที่มาของชื่อผ้าซิ่นว่า Sunset ผืนนี้ (หัวเราะ) เพราะคนทอเป็นยายแก่ๆ คนหนึ่งนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินที่ริมคันนาทุกวัน จะเห็นว่าสีค่อยๆ ไล่เปลี่ยนระดับตามแสงของพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้าจริงๆ

3. เสื้อแจ็กเก็ตชนเผ่า: ผ้าเก่าชิ้นแรกที่ทำให้เริ่มเก็บสะสมผ้า

4. ผ้าพาดของขวัญลายไก่และกลอง: ไก่ กลอง ผืนนี้เป็นผ้าสมัยเมจิอายุร้อยกว่าปีแล้ว จะเห็นว่าสภาพยังดีอยู่ จีนเชื่อว่าไก่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญเพราะไก่ดูแลลูกเมีย ขณะที่ญี่ปุ่นเชื่อว่าเขาเป็นลูกพระอาทิตย์ และคนที่ปลุกพระอาทิตย์ออกมาได้คือไก่ ไก่จึงมีความหมายที่ดี

5. Dragon Kabuto หมวกซามูไร: เป็นกิโมโนเด็กแรกเกิด Miyamairi มีลวดลายอลังการ ใช้สำหรับเด็กแรกเกิดใส่ให้พระชินโตสวดมนต์ให้พร ผืนนี้ที่ได้มาจากช่างตัดเสื้อเก่า เป็นผ้าผืนที่ตัดไว้เตรียมเย็บแต่คงมีเหตุการณ์ที่ทำให้เย็บไม่สำเร็จ แต่ด้วยลายหมวกซามูไรที่สวยมากเราจึงเย็บเข้าด้วยกันต่อกรอบด้วยผ้าไหมไทยสีดำหายาก

ผ้าเก่าชิ้นที่กำลังตามหา

Fireman เป็นเสื้อแจ็กเก็ตเก่าของนักดับเพลิงญี่ปุ่น เป็นชิ้นที่สวยมากๆ บางทีจะมีลายเทพเจ้าแห่งไฟตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น ตามหายากเพราะว่าเป็นที่ต้องการกลุ่มนักสะสมเหมือนกัน เราก็จะปลอบใจว่าไม่เป็นไร เราอาจจะได้ชิ้นที่ดีกว่า แต่จริงๆ ไม่เคยมีอะไรที่ดีกว่าอะไร มันแค่ว่า ‘ใช่’ ไหม

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load