ฟ้าอึมครึมเหมือนฝนจะตกในไม่ช้า แต่เมื่อเราได้เดินเข้ามาในห้องสมบัติของ อุ๋ง-จีรณัทย์ แพทย์อุดม บรรยากาศรอบตัวก็สดใสขึ้นทันตา เพราะของเล่นที่เขาสะสมมานานหลายสิบปีเรียงรายดาษดื่นไปทั่วทั้งห้อง ตั้งแต่บนตู้ ในตู้ บนกำแพง ไปจนถึงพื้นห้องและหลังประตู ชนิดที่เราแทบไม่มีที่ยืน!

ระหว่างที่เรากำลังตกตะลึงกับความมากมายหลากหลายของความทรงจำวัยเด็ก เจ้าของห้องก็รีบบอกเราอย่างถ่อมตัวว่า “ผมคิดว่า ผมไม่น่าจะใช่นักสะสม Happy Meal เบอร์ต้นของประเทศไทยนะครับ เพราะผมสะสมอย่างจริงจังแค่ของไทย แต่ยังมีนักสะสมท่านอื่นที่สะสมทั้งของไทยและต่างประเทศ”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

อย่างไรก็ตาม อุ๋งน้อมรับว่าเขาเป็น McDonald’s LOVER ที่สะสมแทบจะ ‘ทุกสิ่งอย่าง’ ของ McDonald’s เรียกว่าแพสชันเรื่องนี้ของเขาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของประเทศ โดยมีตั้งแต่กล่องกระดาษ Happy Meal รุ่นใหม่ที่เรียงสูงจนเลยเพดาน กล่องกระดาษรุ่นเก่าหายาก ของสะสม McDonald’s พรีเมียม แก้วน้ำ หลอด ถัง สติกเกอร์ ปากกา ปฏิทิน คูปอง ใบปลิว บัตร Pin (เข็มกลัด) หรือแม้กระทั่งถุงพลาสติก ขอแค่มีโลโก้ตัวเอ็ม (M) อันคุ้นเคยของ McDonald’s เขาก็เก็บทุกอย่าง

แต่ก่อนจะถึงช่วงเวลาแห่งการสนทนาอย่างตั้งใจ อุ๋งใช้เวลาสักพักในการอธิบายที่มาโดยย่อของของสะสมด้วยท่าทางกระตือรือร้น เพราะครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ เขาเคยคิดว่าตัวเองมีความชอบที่แปลกประหลาด แต่ในวันที่สังคมออนไลน์เรียกเพื่อนพ้องในวันวานกลับมาหากัน อุ๋งกล้าจะบอกเล่าประสบการณ์เปิดโลกอันน่าสนใจของตนเอง ซึ่งเราก็นั่งลงกลางดงของเล่น และฟังอย่างจดจ่อราวกับพี่ชายเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

01
Once upon a time

เจ้าของเรื่องหยิบตัวช่วยในการรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมา นั่นคือหนังสือ ‘Thailand’s Happy Meal For McDonald’s Collectors – คู่มือสะสมแฮปปี้มีล’ จัดทำโดย etc.com ซึ่งภายในมีภาพชุด Happy Meal ให้ชมกว่า 500 ภาพ รวมถึงข้อมูลจากการสัมภาษณ์และแหล่งข่าวทั่วไป

เราที่เคยแต่กินอย่างคนไม่รู้ประวัติได้มานั่งเลกเชอร์ที่มาที่ไปของแบรนด์ ก็พบความน่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งจะขอสรุปโดยย่อให้ทุกคนฟังว่า McDonald’s เป็นธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดของสองพี่น้อง Dick and Mac McDonald ที่ดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จและไปเข้าตาของ Ray Kroc เซลล์ขายเครื่องปั่นมิลค์เชคผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จน Ray มองเห็นลู่ทางในการขยายธุรกิจจึงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดต่อ ก่อนที่จะซื้อหุ้นจากสองพี่น้องมาบริหารเอง และประสบความสำเร็จยิ่งกว่าเก่า

หนึ่งในความสำเร็จด้านการตลาดและโฆษณาของบริษัท คือการรวมอาหารและของเล่นเข้าด้วยกัน เป็นชุด Happy Meal ที่มุ่งเป้าไปยังเด็ก ๆ แต่ถึงอย่างนั้นผู้ใหญ่ทั่วโลกก็ชอบสะสมของเล่นดังกล่าวเช่นเดียวกัน

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

สำหรับ McDonald’s ในประเทศไทยเกิดจากการที่ คุณเดช บุลสุข ได้รับคัดเลือกจากอเมริกาให้เป็นผู้จำหน่าย ภายใต้ชื่อ ‘บริษัท แมคไทย จำกัด’ ใน พ.ศ. 2528 ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือการทดลองขายอาหารชุด Happy Meal โดยเริ่มจำหน่ายตัวอย่างทดลองตลาดเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2535 ชื่อชุด ‘Carnival’ ออกมาทั้งหมด 4 แบบ ประกอบด้วย 4 สหายมาสค็อตของร้าน คือ Birdie on Swing, Grimace on Merry-Go-Round, Hamburglar on Ferris Wheel และ Ronald on Carousel ทั้งหมดเป็นตุ๊กตาสีสันสดใส ทั้งยังหมุนได้ เล่นได้ ประกอบสนุก และไม่อันตรายต่อเด็ก ส่งผลให้ความนิยมชุดอาหารหรรษานี้เพิ่มขึ้นในประเทศไทย

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Carnival ของเล่นชุดแรกที่ทดลองขายในประเทศไทย

ตามต่อมาด้วยชุด McDino Changeables (พ.ศ. 2535) ของเล่นจาก 4 เมนูยอดนิยมที่เปลี่ยนร่างเป็นไดโนเสาร์ได้ และ Mc Rockin Food (พ.ศ. 2536) 4 ของเล่นจาก 4 เมนูยอดฮิตที่ดุ๊กดิ๊กไปมาเมื่อไขลาน

กระทั่ง พ.ศ. 2537 การทดลองจำหน่ายก็สิ้นสุดลง แทนที่ด้วยของเล่นอย่างเป็นทางการชุดที่ 2 คือ The Flintstone ที่ออกมาสนองความดังของหนัง ประกอบด้วยตัวละครบนรถยุคหินและบ้าน 5 หลัง ได้แก่ Fred and Bedrock-O-rama, Wilma and Flinstone’s House, Barney and Fossil Fill-up, Betty, Bamm-Bamm and RockDonald’s และ Pebble, Dino and Toy-saurus ซึ่งอุ๋งบอกว่า นี่เป็นเซ็ตที่โด่งดังตามความฮิตของหนัง แต่เมื่อเทียบกับ Summer Set (พ.ศ. 2537) ที่ออกมาอย่างเป็นทางการชุดแรกของประเทศไทย ความต้องการนั้นแตกต่างกันอย่างลิบลับ

“ชุดนี้ผมเคยมีตอนเด็ก แต่หายไปแล้ว พยายามจะหาซื้อแต่ยากจริง ๆ เพราะมันเป็นลูกบอล 2 ชั้นเป่าลม มีแว่นกันแดด กับถังทรายพลาสติก ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่มี หากไม่แตกก็พัง แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนเก็บไว้อยู่” อุ๋งพูดอย่างเสียดาย แต่ถึงอย่างนั้นความชื่นชอบในร้านอาหารรูปตัว M ของเขาก็ไม่เคยน้อยลง เขายังมุ่งมั่นสะสมทุกอย่างด้วยความสุขต่อไป จนถึงขั้นเคยสมัครเป็นพนักงานพาร์ตไทม์หลังจบชั้นมัธยมศึกษา และยอมไปทำงานไกลบ้าน เพื่อไม่ให้พลาดของจาก McDonald’s สักชิ้น!

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Flintstone ของเล่น Happy Meal อย่างเป็นทางการชุดที่ 2 ของประเทศไทย
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Summer Set ถ่ายจากหนังสือ Thailand’s Happy Meal For McDonald’s Collectors

02
McDonald’s and my part-time E-I-E-I-O

ในสมัยที่อุ๋งยังเป็นวัยรุ่น การสะสมของเล่นช่างเป็นเรื่องที่น่าขำขันในสายตาของคนอื่น มีทั้งคนที่หัวเราะด้วยความไม่เข้าใจ และหัวเราะด้วยความแปลกใจระคนตื่นเต้น แต่สำหรับนักเรียนชายที่มีจิตใจมุ่งมั่นคนนี้ การสะสมของเล่นกลับไม่ได้ไร้สาระอย่างที่ใครดูแคลน เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการท่องโลกกว้างครั้งแรก ที่มอบทั้งประสบการณ์การทำงานและมิตรภาพข้ามประเทศให้กับเขา ภายใต้ตราบริษัท แมคไทย จำกัด

“ตอนที่มีร้านแฮมเบอร์เกอร์มาจากเมืองนอก พ่อของผมก็พาไปกิน ด้วยความที่ชอบของเล่นอยู่แล้ว ผมจึงขอพ่อซื้อของเล่นด้วย เริ่มตั้งแต่ประมาณ 11 ขวบ แต่ตอนนั้นยังเก็บไม่ครบนะครับ เพราะเรายังเด็ก ราคาตอนนั้นยังไม่แพง ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 35 บาท พอเราโตขึ้นก็ยังเก็บเงินซื้อเองได้ในแต่ละอาทิตย์ แต่ความเจ็บใจมันเกิดจากชุด Mulan (พ.ศ. 2541)” เขาเปิดหนังสือคู่มือให้ดูก่อนจะเล่าต่อ

“ผมชอบดิสนีย์มาก เลยตั้งใจว่าชุดมู่หลานยังไงก็ต้องเก็บได้สบาย ๆ แต่ปรากฏว่ามันฮิตมากเกินไปจนผมซื้อไม่ได้! ซื้อได้แค่ Khan (ม้า), Mulan, Shang-Li, Mushu และ Shan-Yu (ตัวร้าย) ขาด Little Brother (สุนัข), Chien-Po, Ling and Yao (3 สหายเพื่อนมู่หลาน) และ Cri-Kee (จิ้งหรีด) เพราะวิธีสมัยก่อนของร้านคือ ปกติที่ขายแบบละอาทิตย์ ถ้าวันจันทร์แบบแรกหมด เขาจะเอาแบบต่อไปมาขายเลย โดยไม่รอรอบถัดไป สมัยก่อนน่าจะขายวันจันทร์กับพุธ แปลว่าถ้าเราอยากได้ครบต้องไปทุกวัน แต่มันคือวันเรียนของเรา ก็เลยซื้อไม่ทัน เจ็บใจมากครับ”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Mulan ของเล่น Happy Meal ที่ปัจจุบันสะสมครบแล้ว

เด็กชายเก็บความชอกช้ำในวัยเรียนเอาไว้จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วไปบอกคุณแม่ว่า จะไปสมัครทำงานที่ McDonald’s 

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเป็นพนักงานก็จะได้ของเล่นครบ โดยไม่ต้องตาม เพราะรู้อยู่แล้วว่าของเล่นออกวันไหน ผมก็ไปสมัครที่สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ผู้จัดการถามว่ามาสมัครเพราะอะไร ผมบอกตามตรงไปเลยว่า ผมชอบของเล่นเลยอยากสะสมให้ครบ เขาก็หัวเราะ”

ในตอนนั้น สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วานรับพนักงานเต็มแล้ว ทำให้อุ๋งที่บ้านอยู่นนทบุรีตัดสินใจรับงานที่สาขาโลตัสหลักสี่ ซึ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ลำดับที่ 77 ของประเทศไทย ด้วยความมุ่งมั่นและโชคดี การเติบโตของพนักงานคนนี้จึงเริ่มขึ้นท่ามกลางมิตรภาพ จนเวลาล่วงเลยไป 2 ปี อุ๋งวางมือจากการเป็นพนักงาน และเริ่มต้นชีวิตวัยผู้ใหญ่อย่างจริงจัง

หลายคนอาจมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า ชีวิตการทำงานของเด็กที่เพิ่งเรียนจบมัธยมนั้นเป็นอย่างไร อุ๋งบอกอย่างภูมิใจว่า พนักงานที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดี นอกจากนี้ McDonald’s ยังจัดกิจกรรมมากมายที่พัฒนาสกิลล์และความสนุกสนานให้กับพนักงาน รวมถึงลูกค้าที่แวะเวียนมา

“มันทำให้ผมรักแมคมากขึ้น สมัยก่อนไม่ใช่แฟรนไชส์ที่เหมือนกันทั่วโลกแบบปัจจุบัน คุณเดชใส่ใจพนักงานทุกสาขา เขามีแพสชันที่จะทำอาหารของเราให้ดีและเสิร์ฟรวดเร็ว การเป็นพนักงานทำให้ผมเก็บของนอกจาก Happy Meal ได้ เช่น ของพรีเมียม Pin เข็มกลัด สมัยก่อนจะมีขายที่สาทร แต่พอเราเป็นพนักงานมันมีความพิเศษกว่านั้น คือผู้จัดการจะเอา Pin มาหลอกล่อพนักงาน โดยเฉพาะผม ถ้าลงเคาน์เตอร์ เขาจะบอกตอนเช้าว่า วันนี้ให้แข่งขายพาย ใครขายได้มากสุดเขาจะให้”

แล้วเป็นยังไงคะ – เรารีบถาม

“ผมก็ขายพายทั้งวัน เหมือนขายขนมจีบซาลาเปาในเซเว่น (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ผมจะได้นะ แต่ต่อให้ไม่ได้ เพื่อนก็จะให้เราอยู่ดี จนวันหนึ่ง เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก คือมีทีมจากอเมริกามาตรวจงานที่ไทย ผมก็ทำงานปกติไม่คิดอะไร แต่ตอนกลับเขาฝาก Pin อันหนึ่งให้ผม มันเป็น Pin จากอเมริกาที่มอบให้เพื่อแสดงว่า พนักงานคนนี้ยิ้มเก่ง มีความเป็นมิตรกับลูกค้า (เขียนว่า The Smile Maker) ผมภูมิใจมาก เพราะมันได้จากการทำงานของตัวเอง”

เรามองไปที่เสื้อสีขาวหม่นของอุ๋ง เขานำ Pin สำคัญหลายอันมาติดไว้บนนั้นเพื่อให้เราเก็บภาพ บางอันเป็นของที่ได้จากวัฒนธรรมการแลก Pin กับเพื่อนต่างสาขาในประเทศไทย บางอันเขาได้มาจากเพื่อนร่วมงานตอนไปที่สาขาสิงคโปร์ และอีกหลายอันที่แสดงถึงความภูมิใจด้วยคำว่า ‘100% Customer Satisfaction’

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

03
“I’m lovin’ it”

ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ ทุกประสบการณ์ล้วนสอนให้เราเติบโต เมื่ออุ๋งเก็บเกี่ยวทุกอย่างจนถึงเวลาวางมือ เขาหันหลังให้งานพาร์ตไทม์ แต่เขาไม่เคยหันหน้าหนี McDonald’s จนถึงทุกวันนี้ที่เขามีครอบครัว ในทางกลับกัน ยิ่งห่างไกลวัยเด็กมากขึ้น คุณค่าของความทรงจำ คุณค่าของของเล่น และคุณค่าของความชอบ กลับยืนเด่นยิ่งกว่าเดิม

“สำหรับผม ของเล่นไม่ได้มีประโยชน์อะไรไปมากกว่าความสุข”

เขาบอกกับเราเมื่อชวนแลกเปลี่ยนว่า อะไรคือประโยชน์ของการสะสมทุกสิ่งอย่างของเขา

“คนเราจะหาความสุขในรูปแบบที่แตกต่างกัน ถ้าเครียด ถ้าเซ็ง เข้าไปในห้องหยิบของเล่นออกมา หรือจัดของก็เพลินแล้ว ส่วนตัวผม ของเล่นเป็นเรื่องของความสุข แต่วันนี้ที่มีลูก ของเล่นถือเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ ไม่ว่าของเล่นจะถูกหรือแพง มันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพัฒนาการของเด็กที่ดีมาก และตัวเราคือคนที่ได้ใช้เวลากับเขา อันไหนที่ลูกเล่นได้ เขาอยากเล่นก็เล่นได้เลย บางชุดลูกชอบ เราก็ซื้อให้เขาด้วย ผมย้อนนึกถึงวันที่พ่อแม่พาผมไปกินแมค พอลูกโตเราก็พาเขาไปบ้าง”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

พูดถึงความหมายของของสะสม McDonald’s ที่มีต่อชีวิตอุ๋ง เขาอธิบายไม่ถูก แต่ขอเล่าเรื่องให้ฟังแทนว่า ช่วงที่ไปญี่ปุ่น เขาซื้อ Happy Meal ของที่นั่น แต่ก็ไม่พลาดฝากเพื่อนที่ประเทศไทยซื้อของไทยอย่างขาดไม่ได้ สำหรับชายคนนี้ เสน่ห์ของการสะสมเกิดจากการที่ของเหล่านั้นหาซื้อทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าไม่ได้ บางอย่างคือของพรีเมียมที่ต้องแลกกับประสบการณ์การรอและเดินไปซื้อด้วยตัวเอง

“ผมชอบของเล่น แต่เด็ก ๆ เราซื้อของเล่นทุกวันไม่ได้ พอมี Happy Meal เกิดขึ้น มันเหมือนเป็นกิจวัตรที่เรารู้ว่า ถ้าเสาร์อาทิตย์พ่อแม่พาไปกินแมค เราจะได้ของเล่น เลยรู้สึกว่าแมคเจ๋ง มันทำให้เราได้ของเล่นทุกอาทิตย์ แถมพอมีดิสนีย์ที่เราชื่นชอบออกมาให้เก็บสะสม เราก็ยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก อย่างมู่หลานที่เล่าไป เราชอบจนไปอ่านหนังสือวิธีการสร้างการ์ตูน เราอยากทำงานเป็นแอนิเมเตอร์ พอได้ทำจริงมันก็อัปเกรดชีวิตเรา เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจาก McDonald’s ทั้งในฐานะลูกค้าและคนที่เคยเป็นพนักงาน”

เขาเล่าว่า เพื่อนหลายคนที่เข้ามาเห็นขุมทรัพย์ความทรงจำมักจะบอกว่าเขาบ้า

“ผมก็เชื่อแบบนั้นครับว่าผมบ้า ก่อนหน้าที่จะมีสังคมออนไลน์นะ สมัยก่อนเราต้องไปต่อคิวซื้อเองทุกสัปดาห์ ถ้าซื้อไม่ครบต้องไปซื้อกับพ่อค้าตามตลาด บางครั้งก็ต้องตัดใจซื้อทั้งชุด แต่ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงมันมี ผมยังเหมือนเดิมคือซื้อเองทุกวันศุกร์ ไม่ก็สั่งเข้ามา แต่พอมีโซเชียล เราก็ตามหาในกลุ่มของเล่นได้”

แม้ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่ใจชายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจริง ๆ

อุ๋งบอกเราว่า เขาไม่เคยมีความคิดจะหยุดซื้อของเล่นเลยแม้อายุจะขึ้นเลข 4 แล้วก็ตาม เขายังมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างจากการ์ตูน และเดินหน้าด้วยการ์ตูนอยู่ตลอด สิ่งนี้สะท้อนว่า Happy Meal เจาะกลุ่มเป้าหมายได้หลายช่วงวัย โดยเริ่มจากของเล่นเด็ก และพัฒนากลายมาเป็นของสะสมของผู้ใหญ่ด้วยตัวเอง

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

04
Happy man and his happy time

ระหว่างชมของสะสมภายในห้องของอุ๋ง เขาบรรยายเรื่องราวที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำด้วยแววตาสนุกสนานราวกับเด็กอยู่เสมอ เราชอบเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังมาก แต่จะขอคัดเรื่องและของเล่นมาให้ชมกันเพียงเท่านี้ก่อน (บางส่วนมีภาพประกอบไปในช่วงแรกแล้ว)

01 ตู้สะสม McDonald’s

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง
ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“ตู้นี้เป็นของสะสม McDonald’s ถ้าพูดถึงความเปลี่ยนแปลงของของสะสม ผมเก็บแก้วแมคธรรมดาด้วย มีทุกไซส์ 4 ไซส์ แก้วเหล่านี้ตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมามันเปลี่ยนรูปแบบไปเยอะ เราเองในฐานะนักออกแบบก็ได้รู้ถึงความคิด ค่านิยม ของคนออกแบบในยุคนั้น เหมือนกล่อง Happy Meal ที่เปลี่ยนไป ซึ่งชุด Flintstone เล่าไปก่อนหน้านี้ จุดเด่นอีกอันจะอยู่ที่กล่องกระดาษนี่เลย”

02 กล่อง Happy Meal

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดเกี่ยวกับ Happy Meal นอกจากของเล่น คือกล่อง Happy Meal พวกกล่องหรือแก้ว หลายคนมองว่ามันเป็นขยะ แต่เรารู้สึกว่า ถ้าบ่งบอกความเป็นตัวเราว่า เราชอบเก็บจริง ๆ ไม่ใช่แค่เอาของเล่นออกมา กินของข้างใน แล้วทิ้งไป เราจึงเก็บมันด้วย ต่อให้เหมือนกันหมดทุกใบเราก็เก็บ พวกกล่องธรรมก็เอาซ้อนกันจนถึงเพดาน แต่ต้องยกออกเพราะมันเลยเพดาน”

03 ของพรีเมียมและการทำงานที่ McDonald’s

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“นี่คือภาพตอนที่ทำงานอยู่หลักสี่ อันนี้คือผ้าพันคอที่ให้กับพนักงานที่ร่วมปาร์ตี้ประจำปี เขาจะมี Outing พาไปเที่ยว และวันนี้ที่จัดงานใหญ่ พนักงานทุกสาขาจะมารวมกัน สีม่วงเป็นของกลุ่มเรา ของโต๊ะอื่นก็สีอื่น”

อุ๋งเล่าเพิ่มว่า สมัยก่อน McDonald’s มีความเป็นไทยเข้าไปผสมมากกว่ายุคปัจจุบัน เช่น มีสะเต๊ะไก่ ข้าวมันไก่ เนื่องจากสมัยก่อนบริษัทแมคไทยทำเองได้ การตกแต่งของแต่ละสาขาจึงไม่เหมือนกัน ส่วน Happy Meal ค่อนข้างเหมือนกันทั่วโลก ขึ้นอยู่กับการเลือกของเล่นมาจำหน่ายของแต่ละประเทศ เช่น 1 ชุด มีตุ๊กตา 8 แบบ ไทยอาจเลือกมาแค่ 4 แบบ ทำให้บางครั้งเมื่อนักสะสมเก็บของเล่น Happy Meal ไทยครบ แต่เมื่อไปต่างประเทศก็อาจเจอของเล่นแบบอื่นในชุดเดียวกัน

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“อันนี้เป็นของพรีเมียมอื่น ๆ จริง ๆ มีไม้บรรทัดด้วย ตอนนั้นเดอะมอลล์งามวงศ์วานทำเดลิเวอรี่ก่อนที่จะมีบริการส่งอาหารแบบในปัจจุบัน ทำมาตั้งแต่โทรศัพท์ยังไม่เป็น 02 ผมจำปีไม่ได้ แต่เขาแจกในวันที่เราไปทาน แล้วเขาบอกว่า เดี๋ยวนี้ถ้าคุณอยู่แถวนนทบุรี เขาส่งให้ฟรีนะ”

นอกจากนี้ อุ๋งยังเก็บบัตรสมาชิก รวมถึงใบปลิวและคูปองอื่น ๆ เอาไว้ โดยเขาเล่าถึงคามสนุกสนานสมัยก่อนว่า

“มีช่วงหนึ่งซื้อ Happy Meal แล้วเอาคูปองส่วนลดไปลดค่าซื้อวิดีโอได้ ตอนนั้นพวกดิสนีย์กำลังมา Beauty and the Beast, The Lion King 2: Simba’s Pride หรือ The Little Mermaid II: Return to the Sea อีกอันที่ชอบมากคือคูปอง 60 วินาที เป็นความสนุกของเราและลูกค้า สมัยนั้นจะมีนาฬิกาจับเวลาตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ พอลูกค้าสั่งซื้อเสร็จ จ่ายเงิน เราจะกดจับเวลา แล้วหันไปจัดอาหารให้เสร็จภายใน 60 วินาที ถ้าไม่ทันลูกค้าจะได้คูปองไปเป็นส่วนลดต่าง ๆ”

04 Happy Meal ชุด Toy Story (พ.ศ. 2539)

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“ชุดแรก ๆ ของ Walt Disney กับ Happy Meal ก็มี Toy Story เราชอบดิสนีย์เป็นพิเศษ เพราะเขามีพัฒนาการด้านการ์ตูนเรื่อย ๆ พอออก Toy Story ชุดแรกมา ผมยังจำได้ว่าที่บ้านพาไปเที่ยวพัทยา ผมก็ไปซื้อได้ Buzz Lightyear มาจากพัทยา สมัยก่อนถ้าซื้อของเล่นดิสนีย์ตามห้างมันแพงมาก แต่ Happy Meal ทำให้เราสัมผัสของเล่นดิสนีย์ได้ในราคาถูก จากนั้นก็มี The Hunchback of Notre Dame, 101 Dalmatians ตอบโจทย์มาเรื่อย ๆ

“ที่ฮือฮากันมากตอนนั้นคือ 101 Dalmatians เพราะออกมา 101 แบบ ให้คนเก็บกันจนอ้วก รวมกับภาค 2 อีก 102 ตัว เป็น 203 ตัว แต่คาแรกเตอร์ 4 สหาย Birdie, Grimace, Hamburglar และ Ronald เป็นสิ่งที่เราชอบ เจ้าอื่นก็มีการสร้างคาแรกเตอร์ แต่เราไม่ค่อยชอบ เพราะบางอันดูเป็นเด็กไป ส่วนคาแรกเตอร์ที่เห็นบ่อย ๆ จะเป็น 4 สหาย, Barbie และ Snoopy เราเก็บ Barbie ด้วยแต่ไม่ได้เอาออกมาโชว์ เพราะเดี๋ยวผมโดนฝุ่นจับ”

05 Happy Meal ของเล่น Hot Wheels

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“นี่คือรุ่นแรก ๆ ของ Hot Wheels ผมเห็นพัฒนาการของของเล่นมาเรื่อย ๆ ด้วยความที่ผมเป็นนักออกแบบทำงานอยู่ในวงการเหล่านี้ ผมจึงชอบมองดูการเปลี่ยนแปลงของมัน ของเดิมจากที่สกรีนลงไปบนเหล็ก เขาเริ่มลดต้นทุนเป็นเหล็ก แต่ไม่สกรีน ให้ติดสติกเกอร์แทน พอนานวันเข้ามันก็หลุด ปัจจุบันเป็นพลาสติกเพียว ติดสติกเกอร์เอง แต่ผมเข้าใจนะ เขาต้องทำให้ราคามันอยู่ได้ แล้ว Barbie จะมาคู่กับ Hot Wheels เสมอ อย่างละ 4 แบบ เป็น 8 แบบใน 1 เดือน เพราะถ้ามี Barbie อย่างเดียว เด็กผู้ชายจะไม่ซื้อ และถ้ามี Hot Wheels อย่างเดียวเด็กผู้หญิงก็จะไม่ซื้อ เขาจึงออกมาสัปดาห์ละ 2 ตัว ส่วนผมซื้อครบหมด”

เรานั่งสนทนากันอย่างสนุกสนานกว่า 3 ชั่วโมง เรื่องราวของ อุ๋งจีรณัทย์ ทำให้เราเชื่อเหลือเกินว่า ของเล่นและความชอบไม่เคยเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เป็นความสุขที่ก่อเกิดประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และชีวิตที่ถูกเติมเต็มอย่างมีความหมายเหนือความคาดหมายของใครหลายคน

“ผมจะสะสมต่อไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่แมคยังไม่หยุดผลิต” อุ๋งจบการสนทนาด้วยความแน่วแน่เหมือนตอนที่เริ่ม

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

วันฟ้าครึ้ม ฝนปรอย กับการเดินลัดเลาะเข้าซอยเพื่อไปยังคลังหนังสือโบราณ

เราจินตนาการถึงความชื้นที่อาจทำให้หนังสือเก่ากรอบ ฉีกขาด บวมน้ำ หรือเสียหาย

แต่หลังจากที่เจ้าของบ้านอย่าง คุณประยงค์ อนันทวงศ์ หรือ ลุงยงค์ นำทางเราเข้ามานั่งบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ในสวนหย่อมหน้าบ้าน ฝนปรอยที่ว่าก็หยุดตก และเจ้าของบ้านก็นำหนังสือเก่าโบราณสภาพดีออกมาให้เราชมเป็นบุญตา โดยส่วนมากเป็นหนังสืองานศพ

ลุงยงค์ได้รับฉายาจากคนในวงการนักสะสมหนังสือว่าเป็น เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ซึ่งหนังสือประเภทนี้จะถูกพิมพ์แจกให้กับผู้มาร่วมงานศพเพื่อระลึกถึงผู้วายชนม์

ไม่แปลกหากคุณกำลังสงสัยว่า หนังสืองานศพมีประโยชน์อย่างไร และทำไมต้องเก็บจนถึงขั้นได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าพ่อ เราเองก็สงสัยเช่นกัน แต่ก่อนจะไปถึงคำถามนั้น เราเริ่มอุ่นเครื่องบทสนทนาด้วยการถามว่า นอกจากหนังสืองานศพ ลุงยงค์เก็บหนังสืออะไรบ้าง

เขาหัวเราะแล้วบอกว่า “เก็บทุกอย่าง ตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ”

“หนังสือเก่าพวกนี้หาไม่ได้แล้ว คนที่มาซื้อไปหลายคน เขาซื้อความรู้ที่หาไม่ได้ในปัจจุบัน เพราะไม่มีการตีพิมพ์อีก โดยเฉพาะความรู้ที่บางครั้งมีอยู่แค่ในหนังสืองานศพเท่านั้น เช่น สูตรอาหารโบราณ คนที่เสียชีวิตอาจเป็นเจ้าของสูตร หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารในยุคก่อน พอเสียชีวิตจึงนำองค์ความรู้ของเขามาพิมพ์ในหนังสืองานศพ ดังนั้นความรู้นี้จึงมีแค่ในหนังสืองานศพ เสียดายว่าหนังสือของผมกระจายอยู่หลายที่ ที่ร้านด้วย ที่บ้านด้วย รวม ๆ ก็ 10,000 – 20,000 เล่ม”

เราเองก็เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ชม (หนึ่งในประเภทที่ไม่ได้ชมคือหนังสือเซ็กส์) แต่ถึงอย่างนั้น หนังสือหลายสิบเล่มที่ลุงยงค์คัดสรรมาให้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการสะสมหนังสือมากว่า 60 ปี แถมยังมีประวัติโชกโชนในวงการสื่อสิ่งพิมพ์มากกว่าที่เราคิด

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

01
จากเด็กในสวนถึงร้านกาแฟ ร้านตัดผม และธรรมศาสตร์

“ผมเริ่มสะสมหนังสือตั้งแต่เรียนอยู่บพิตรพิมุข แต่เดิมผมยากจนมาก อยู่ในสวนแห่งนี้แบบอาศัยเขาอยู่ ไม่มีบ้านของตัวเอง ผมเข้าเรียน ป.1 ก็อายุสิบกว่าขวบแล้ว เรียนถึง ป.4 ครูประจำชั้นเห็นว่าผมเรียนใช้ได้จึงไปบอกพ่อให้ผมเรียนมัธยมต่อ พ่อไม่มีเงินแต่เกรงใจครู เพราะเราเช่าที่ของครูอยู่ สุดท้ายผมได้เรียน แต่มีค่าติวก่อนเข้า พ่อไม่มีเงินจ่าย เลยหอบมะพร้าวแห้งแบกไปให้ครูเป็นค่าเรียน”

เจ้าของบ้านเล่าพลางมองไปรอบบริเวณที่แต่ก่อนเคยเป็นสวน หลังเลิกเรียน เด็กชายประยงค์มักจะวิ่งไปยังร้านกาแฟ หรือร้านตัดผมเป็นประจำ เพราะที่นั่นมีหนังสือพิมพ์ให้เขาอ่าน

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

ความตั้งใจในการเรียนและการอ่านทำให้เขาสอบเข้าได้ที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พื้นที่บพิตรพิมุข จักรวรรดิ) โดยเลือกแผนกภาษาต่างประเทศ ภาษาฝรั่งเศส แต่ก่อนหน้านั้น อาจารย์ใหญ่เล็งเห็นว่า เด็กคนนี้หัวดีแต่ยากจนจึงมอบทุนเรียนครูให้

“แต่ทุนนั้นผมยกให้เพื่อนแทน ตอนนั้นผมสอบติดบพิตรพิมุขแล้ว แต่เพื่อนยังไม่ติด ผมก็เลยยกให้เขา อาจารย์ใหญ่แกสะบัดหน้าใส่ เพราะแกไม่พอใจ แกหวังดี แต่อย่างน้อยเพื่อนผมที่ได้ทุน เขาก็ได้เป็นถึงรองผู้อำนวยการเลยนะ” ลุงยงค์ยิ้มเมื่อการเสียสละของเขาทำให้เกิดแม่พิมพ์ของชาติอีกคน เพราะสำหรับคนที่รักในความรู้ การสนับสนุนให้เกิดการส่งต่อความรู้คงจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เจ้าของวีรกรรมเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่เลือกจนถึงปี 2 จากนั้นจึงไปสมัครสอบ ม.8 แม้จะเผชิญหน้ากับความขัดสนจนไม่มีเงินจ่ายค่าสอบ 50 บาท แต่แม่ของเขาก็ไปหยิบยืมเงินมาให้จนได้

“ผมไปสอบที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งน่าจะเป็นปีแรกที่เปิด รีบไปแต่เช้า แต่ดันเจอคนรู้จักบอกว่าเขาไม่ได้สอบที่นี่! ธรรมศาสตร์สอบที่อำนวยศิลป์ พระนคร สุดท้ายผมก็ไปถึงและสอบติดคณะวารสารศาสตร์ได้ที่ 17”

ราวกับเป็นโชคชะตาของนักสะสมหนังสือที่ถูกกำหนดมาแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ทำให้ลุงยงค์ได้เข้าถึงแหล่งหนังสือจำนวนมหาศาลที่สนามหลวง เขาแวะเวียนไปอุดหนุนพ่อค้าแม่ขายตลอดจนรู้จักทุกร้าน เดินตั้งแต่ยังขายแบบแบกะดิน จนทาง กทม. สร้างซุ้มให้ตั้งแผงขายบริเวณอนุสาวรีย์พระแม่ธรณีบีบมวยผม และย้ายไปยังจตุจักรในเวลาต่อมา

02
สนามหนังสือ

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

“ผมซื้อทุกครั้งเต็มสองมือหลายสิบเล่ม แบกขึ้นรถเมล์ กระเป๋ามาช่วยก็บอกว่าหนัก คนที่เดินซื้อหนังสือสมัยนั้นมีเยอะมาก ตั้งแต่รัฐมนตรี ผู้พิพากษา นักเขียน อาจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์ ก็มาเดิน นักเล่นหนังสืออย่าง จรัญ พิกุล, ไพโรจน์ สุวรรณเสถียร ก็มา ผมไปออกหนังสือที่ธรรมศาสตร์ด้วยนะ ได้รับเลือกเป็นบรรณาธิการหนังสือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมปฏิวัติจากขนาดที่เป็นแท็บลอยด์ เอาให้เท่าไทยรัฐ (บรอดชีท) ไปเลย” เจ้าบ้านเล่าอย่างเพลิดเพลิน 

นอกจากที่สนามหลวง ลุงยงค์ยังสะสมหนังสือจากแหล่งอื่นด้วย ทั้งอนุสาวรีย์หมู ริมคลองหลอด เฉลิมบุรี และเชิงสะพานพุทธ บางครั้งก็เดินทางไปถึงบ้านของคนเก็บหนังสือที่บางซื่อ ห้วยขวาง และดินแดง เรียกว่าเดินหาหนังสือทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเบื่อ

“ผมได้เงินไปเรียนวันละ 20 บาท บางครั้งหนังสือเล่มไหนที่อยากได้แต่แพง ผมก็ผ่อนเอานะ เพราะชอบจนรู้จักเจ้าของร้านหมดเลย ผมไปเลือกหนังสือที่บ้านของบางคน เขาเอารถขนมาส่งถึงบ้านเราเลย”

เรามองเห็นแพสชันที่แรงแซงทุกสิ่งในตัวของคุณลุงวัย 84 ปีท่านนี้ หลังจากที่เขาเปิดหนังสือไปเล่าไปราวกับให้ตัวเองได้รื้อฟื้นความทรงจำ เราถามเขาอีกครั้งว่า ในวัยหนุ่มเขาเลือกซื้อหนังสือแบบไหนบ้าง ซึ่งคำตอบยังเหมือนเดิมจนถึงปัจจุบัน

“ซื้อทุกอย่าง สนใจทุกอย่าง เพราะผมชอบอ่านหนังสือ”

ช่วงชีวิตสำคัญต่อมาของลุงยงค์คือการเดินเข้าสู่วงการสิ่งพิมพ์ สถานที่ที่เขาได้ต่อยอดความรักและความชอบเป็นรายได้หล่อเลี้ยงชีวิตและจุนเจือครอบครัว รวมถึงเป็นคลังความรู้และสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ

03
ช่อประยงค์

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

เด็กชายในบ้านสวนใฝ่ฝันอยากไปชมกำแพงเมืองจีนสักครั้ง ในที่สุดปักกิ่งก็ได้เป็นจุดหมายปลายทางของจริงเสียที ลุงยงค์ได้รับเลือกจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยให้เดินทางไปยังประเทศจีนเป็นเวลา 15 วัน หลังจากกลับมา เขาใช้ความสนใจที่มีมานานประกอบกับประสบการณ์ที่ได้ไปสัมผัสมาเขียนเป็นหนังสือ 

ก่อนหน้านั้นเขาก็ได้ออกหนังสือชื่อว่า แลหลังจีน เป็นหนังสือสารคดีเกี่ยวกับเทศกาลและประเพณีสำคัญของจีนที่สมบูรณ์ที่สุดเล่มแรกในประเทศไทย ซึ่งเล่มนี้ได้รับรางวัลสารคดี พ.ศ. 2526 จากสัปดาห์หนังสือแห่งชาติด้วย

เมื่อชื่อเสียงจากนามปากกา ‘ช่อประยงค์’ และ ประยงค์ อนันทวงศ์ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บรรณาธิการนิตยสาร ดิฉัน ก็ได้เชิญเขาไปเขียนคอลัมน์ประจำชื่อ หล่นบนโต๊ะจีน จนออกมาเป็นหนังสือหลายเล่มในชื่อเดียวกัน เพื่อถ่ายทอดตำนาน นิยาย และความเชื่อเกี่ยวกับจีน

“ผมถามบรรณาธิการในงานเลี้ยงว่า ผมไม่รู้จักใครเลย ทำไมจึงเลือกผมมาเขียน เขาบอกว่าเขาไปอ่าน แลหลังจีน แล้วชอบ อ่านสนุก ได้ความรู้ เขาจึงเลือกผมมา หลังจากนั้นก็ได้ไปเป็นบรรณาธิการในหนังสือที่ออกร่วมกันกับเพื่อนคือ นิตยสารกินและเที่ยว ไปทานอาหารตามร้านและเก็บข้อมูลมาเขียน หนึ่งในคนที่ผมได้สัมภาษณ์คือเจ้าของตำแหน่งนางสาวไทยและนางงามจักรวาล อาภัสรา หงสกุล ครั้งแรกที่สัมภาษณ์คือตอนที่ทำงานอยู่นิตยสาร ชัยพฤกษ์

เราถามคุณลุงว่า เก็บนิตยสารกินและเที่ยวเฉพาะเล่มที่ตนเองเขียนไหม เขาตอบว่า “เก็บทุกเล่ม เพราะผมเป็นบรรณาธิการบริหาร”

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

ในฐานะนักเขียนและนักสะสม ผลงานที่เขาเคยมอบให้แก่สังคมหวนกลับมาให้รางวัลเขาอีกครั้งใน พ.ศ. 2562 กับการขึ้นเวทีรับรางวัลนราธิป ประจำ พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่นักเขียนและบรรณาธิการอาวุโสที่มีอายุมากกว่า 80 ปี โดยต้องเป็นผู้ที่มีผลงานเป็นที่ยกย่องกว้างขวาง งานดังกล่าวจัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และลุงยงค์ก็ขึ้นรับรางวัลในปีเดียวกับ คุณชวน หลีกภัย

“ตอนไปรับรางวัลนราธิปฯ ก่อนที่จะประกาศคนที่ขึ้นไปรับรางวัล โฆษกเขาจะพูดผลงานก่อน เขาเห็นว่าผมมีหนังสือเกี่ยวกับอาหารการกินของจีนเยอะ เขาเลยบอกว่า ผมคงชอบทานอาหารจีน แต่จริง ๆ ผมไม่ได้ชอบขนาดนั้น (หัวเราะ) ตอนไปเมืองจีนเขาเอาอาหารแบบดั้งเดิมมาเลี้ยง มันก็ใช้ได้ แต่หลายมื้อผมก็เบื่อ”

นักเขียนอาวุโสเล่าติดตลก นอกจากหนังสือที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีเรื่องเกี่ยวกับจีนอีกมากทั้ง นิยายปลายตะเกียบ คัมภีร์การกินของจีน และ เทพเจ้าจีน แต่ลำพังความสามารถของเขาไม่ได้เอาไว้ถ่ายทอดเรื่องจีน ๆ อย่างเดียวนั้น เพราะลุงยงค์ยังเขียนตำราภาษาไทยอย่าง กลอนและวิธีเขียนกลอน นิทานสุภาษิตไทย และ นิทานพื้นบ้านไทย ด้วย

เพื่อให้เราตามทันชื่อหนังสือที่กล่าวไป เขาจึงหันไปคว้าหนังสือเล่มจริงมาให้ดู และนั่นก็เป็นเวลาอันเหมาะสมในการเปิดกรุปล่อยของให้เราชม

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ
ลุงยงค์และคุณชวน หลีกภัย ผู้รับรางวัลนราธิป ประจำปี 2561 (ในกรอบรูป)
ถ้วยรางวัลประกวดหนังสือเก่า จัดโดย กองอำนวยการตลาดธนบุรี (สนามหลวง 2) ลุงยงค์คว้ารางวัลชนะเลิศหนังสือเก่าประเภทสารคดี บันเทิงคดี และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ จำนวน 3 รางวัล

04
ปล่อยของ(สะสม)

หนังสือหลายสิบเล่มที่นักสะสมนำมาวางให้ดูมีลักษณะเหมือนกันคือ เก่า กรอบ มีร่องรอยของการเดินทางผ่านกาลเวลา และผ่านมือคนมาหลายยุคหลายรุ่น กระดาษบางเล่มกลายเป็นสีเหลืองนวล แต่บางเล่มกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเราไม่กล้าแม้แต่จะแง้ม พอทราบอายุเท่านั้นก็อยากนำกลับไปในคลังของลุงยงค์ทันที เพราะเล่มที่เราจับอายุเกิน 100 ปีไปแล้ว

“ผมเลือกจากเรื่องที่ชอบ นักเขียนที่ชอบ และหนังสือที่นักเล่นหนังสือนิยมกัน แบ่งคร่าว ๆ เป็นหนังสือที่อายุเกิน 100 ปีขึ้นไป หนังสือลายเซ็น และหนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกในปีที่นักสะสมเกิด อันหลังนี่แล้วแต่ว่าคนสะสมจะเล่นไหม แต่ที่ผมมีเยอะที่สุดคือหนังสืองานศพ”

01 หนังสืองานศพ

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งมาจากปราจีนบุรี แกจะมาทุกอาทิตย์เพื่อซื้อหนังสือ ผมถามเขาว่า อาจารย์มาซื้อหนังสืออะไร แกซื้อหนังสืองานศพอย่างเดียว ผมถามว่าทำไม แกจึงบอกว่า หนึ่ง หนังสืองานศพทำให้เรารู้จักคนตาย รวมไปถึงครอบครัวของเขา สอง เราได้รู้ว่าคนตายมีผลงานอะไรบ้าง สาม หนังสืองานศพเสนอเรื่องทั้งที่ผู้ตายเขียนเอง รวมถึงเรื่องอื่น ๆ อย่างเรื่องที่ผู้ตายเขียนไว้ บางทีไปหาอ่านที่อื่นไม่ได้ เช่น หนังสือของคนทำบาตร การหล่อพระพุทธรูป ทั้งที่เป็นอาชีพและไม่เป็นอาชีพ แต่หาอ่านที่อื่นไม่ได้”

ลุงยงค์เก็บหนังสืองานศพมาตั้งแต่ก่อนพบกับอาจารย์ท่านนี้ โดยหนังสืองานศพเล่มแรกที่ลุงยงค์เก็บคือหนังสือบทสวดมนต์หลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานแจกไปทั่วประเทศ เป็นหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรือ พระนางเรือล่ม อัครมเหสีผู้ทรงรักยิ่ง

“ผมเก็บตั้งแต่รุ่นที่เหล่าเจ้านายพิมพ์แจก ไม่ใช่เพราะยศฐาบรรดาศักดิ์อะไรนะ แค่ชอบที่ว่าเขาเอาเรื่องโบราณมาพิมพ์ โดยเฉพาะเรื่องวรรณคดีอย่าง ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี ก็พิมพ์ครบจบเลย นิราศนรินทร์ นิราศหริภุญชัย

เราได้ชมหนังสืองานศพอีกมากมาย ชนิดที่อ่านทั้งปีก็ไม่จบ ยกตัวอย่างอีกเล่มที่ลุงยงค์นำเสนออย่างตั้งใจคือ ตำราไม้ดัด-ก่อเขามอ การจัดทำสวนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระยาปริมาณสินสมรรถ ลงวันที่ 29 มีนาคม 2508

“ท่านนี้เขาสนใจและถนัดงานไม้ดัดไทย พอเขาเสีย ลูก ๆ จึงตกลงกันว่าจะนำองค์ความรู้ที่คุณพ่อมีและเคยเผยแพร่ไปแล้วตอนที่อายุครบ 60 ปี ใน พ.ศ. 2479 มาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งในหนังสืองานศพ ผมดูแล้วมันสวยนะ ไม้ดัดแบบโบราณ มีภาพให้ด้วย เขียนอธิบายไว้เสร็จสรรพ ไม้เขน ไม้ป่าข้อม ไม้เอนชายมอ ไม้ตลกราก ปัจจุบันถ้าอยากเห็นแบบนี้เยอะ ๆ ต้องเข้าไปดูแถวพระที่นั่ง เดี๋ยวนี้ไม่ดัดกันแบบนี้แล้ว นี่คือที่เรียกกันว่า เขามอ (รูปแบบหนึ่งของการจัดสวนถาด)”

หากเป็นหนังสือที่มีเจ้านายหรือราชวงศ์พระราชทานจะมีชื่อของผู้มอบให้หรือสั่งพิมพ์อยู่บนปก พร้อมระบุโอกาสในการพิมพ์แจกและปีที่พิมพ์ เพื่อให้ผู้รับเก็บไว้เป็นที่ระลึก 

ส่วนหนังสืองานศพเล่มอื่น ๆ ที่เราเห็นผ่านตามีทั้ง ตำราเสี่ยงทาย พิมพ์แจกในการฌาปนกิจศพ นายไต้ เผ็ง จุณณานนท์ และนางพัน เหล่าวณิชย์ พ.ศ. 2468 ดอกสร้อยสุภาษิต งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ฐะปะนีย์ นาครทรรพ คำให้การเรื่องทัพญวน งานพระราชทานเพลิงศพ นายพลตรี พระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) พ.ศ. 2476 ปาฐกถาเรื่องคติฝรั่งเข้ามาเมืองไทย งานพระราชทานเพลิงพระศพ หม่อมเจ้าไตรทิพย์เทพสุต เทวกุล พ.ศ. 2505 นารายน์สิบปางของคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ ต.จ งานฌาปนกิจศพคุณละม้าย เทพหัสดิน ณ อยุธยา พ.ศ. 2499 (ชื่อหนังสือสะกดตามหน้าปก ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้จริงในสมัยก่อน)

02 หนังสือลายเซ็น

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

พอจะมีความคาบเกี่ยวกันอยู่ระหว่างหนังสืออายุเกิน 100 ปี และหนังสือลายเซ็นที่ลุงยงค์ชื่นชอบและหวงแหนมากที่สุดนั่นคือ พระราชนิพนธ์พระร่วงของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะมีลายพระหัตถ์และพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 6 รวมอยู่ด้วย

เจ้าของสมบัติหยิบหนังสืออายุกว่า 100 ปี ออกมาจากถุงผ้าสีขาว ซึ่งหนังสือสำคัญเล่มนี้มีพี่ชายแท้ ๆ เป็นคนมอบให้ เราบรรจงเปิดหนังสือไปด้านในจึงเห็นพระปรมาภิไธยเขียนไว้ใต้พระราชลัญจกรว่า ราม วชิราวุธ ด้านล่างเป็นตัวพิมพ์เขียนว่า ‘ฉบับพิเศษ มีจำนวน ๕๐๐ ฉบับ ฉบับนี้ที่ ๗๘ ผู้แต่งให้แก่ พระยาพิเชตพิเศษพิสัย’ โดยเลขฉบับและชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานจะเป็นลายพระหัตถ์ที่รัชกาลที่ 6 ทรงเติมเอง

ได้รู้ถึงความพิเศษแบบนี้แล้ว เรายิ่งอยากดูด้านในจึงค่อย ๆ เปิดกระดาษสีน้ำตาลที่มีรอยปรุประปรายไปทีละหน้า ตัวหนังสือยังอ่านได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญคือภาพประกอบ 4 สียังสมบูรณ์มากหากเทียบกับอายุ เรียกว่าเจ้าของหนังสือรักและดูแลอย่างดี

'ประยงค์ อนันทวงศ์' เจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมตั้งแต่หนังสือเซ็กส์จนถึงหนังสือธรรมะ

อีกสองเล่มที่ลุงยงค์แนะนำคือ หนังสือนิทรรศการศิลปกรรมของ ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี และ วิวัฒนาการและศิลปะการจัดโต๊ะอาหาร เครื่องดื่ม และเมนูอาหาร โดย ขวัญแก้ว วัชโรทัย

“หนังสือของคุณชวน แกเป็นคนแปลกที่เซ็นข้างใน” เขาเอ่ยพลางเปิดหนังสือหาลายเซ็นที่เจ้าของเคยเซ็นให้ กว่าจะเจอก็ข้ามไปหลายหน้า “ภาพในเล่มแกวาดเองนะ ไปไหน เห็นใครก็จะวาด เขาเซ็นให้ผม แต่ไม่ได้เขียนว่ามอบให้ประยงค์”

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

“ส่วนเล่ม วิวัฒนาการและศิลปะการจัดโต๊ะอาหาร เล่มนี้สมบูรณ์มาก มีทั้งเรื่องการจัดโต๊ะ วิธีพับผ้าเช็ดมือ การเสิร์ฟอาหารของแต่ละประเทศ การเตรียมเครื่องดื่ม เหล้า ไวน์ วิธีการกิน ลำดับขั้นตอน มีจนถึงความรู้พื้นฐานในครัวและเมนูอาหาร คิดดูสิว่าละเอียดขนาดไหน ตอนนั้นสมเด็จพระพี่นางฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และสมเด็จพระเทพฯ ทรงมีกระแสพระราชดำรัสชมเชยด้วย อันนี้เขียนชัดเจนว่ามอบให้ประยงค์ อนันทวงศ์ ผมชอบเล่มนี้เพราะความรู้ครบถ้วนสมบูรณ์มาก”

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

03 หนังสืออายุเกิน 100 ปี

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

เรามองข้ามหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนบนปกว่า หนังสืออักขราภิธานศรับท์ Dictionany of The Siamese Language by D.B.Bradley Bangkok 1873 เพราะหน้าปกดูใหม่เกินกว่าจะอายุ 100 ปี ลุงยงค์บอกเราว่า เนื้อหาภายในเป็นพจนานุกรมที่อายุเกิน 100 ปีจริง ๆ แต่สำหรับเล่มนี้ที่สันหนังสือเขียนเอาไว้ว่า จัดพิมพ์เลียนแบบ 

ส่วนเล่มสีแดงที่ทับอยู่ด้านบน เล่มนี้รับรองว่าเก่าแก่แน่นอน ขนาดที่หน้าปกซีดจนเราอ่านไม่ออก เมื่อเปิดเข้าไปจึงเห็นตัวอักษรฟอนต์พิมพ์ดีดเขียนว่า จรรยาบ่าว รัตนโกสินทร์ศก 131 หรือเมื่อ 110 ปีที่แล้ว ด้านในจะระบุจรรยาบรรณของบ่าวเอาไว้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร ไล่เป็นข้อ ๆ เช่น ข้อ 20 ความอดทนเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรเอาอย่างเช่นคนโบราณเขาทำ เราก็ควรจะทำได้ หนักเอาเบาสู้ อย่าคิดว่าเรี่ยวแรงที่ทำนั้นจะสูญเปล่า ระวังความหยิ่งเย่อเฟ้อฟุ้งไว้มาก ๆ จึงจะดี (เราตัดข้อความมาให้ส่วนหนึ่ง เพราะ 1 ข้อใช้พื้นที่บรรยายไปเกือบ 1 หน้า)

นอกจากนี้ยังมีหนังสือที่ชื่อเรื่องพอคุ้นเคย อาทิ กาพย์ห่อโคลงนิราศเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร แจกในการกฐินพระราชทานพ.ศ. 2465 โคลงกระทู้วชิรญาณ งานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมช่วง รัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2465 และ ประชุมจารึกอนุสาวรีย์ทรงสร้างในรัชกาลที่ 5 โปรดให้พิมพ์ในการบำเพ็ญพระกุศลสนองคุณ เจ้าจอมมารดาเรือน เมื่อศพครบ 50 วัน พ.ศ. 2465 หรือจะเป็นหนังสือที่ชื่อแปลกตาอย่าง มรโนปายคาถาของพระมหาเปลื้อง (ฉัน์โน) พิมพ์แจกในงานศพวัดบางบาน พ.ศ. 2462 ลุงยงค์ก็สะสมไว้ทั้งหมด

04 หนังสือตราหอ

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

“อันนี้คือตราพระพิฆเนศ ศิลปากร อันนี้ของพระนางเธอลักษมีลาวัณ ใครเขียนก็จะมีตราของคนนั้นอยู่ พระนางเธอลักษมีลาวัณเป็นพระมเหสีของรัชกาลที่ 6 เป็นพระธิดาพระองค์ที่ 14 ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ส่วนอันนี้ของสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี แต่เป็นตราวชิรญาณ เพราะพระองค์ไม่ตราส่วนพระองค์ ขณะที่พระนางเธอลักษมีลาวัณเป็นนักประพันธ์ พระองค์สิ้นพระชนม์ เพราะถูกคนสวนในบ้านสังหาร”

นักสะสมผู้เชี่ยวชาญหยิบหนังสือโบราณ 2 เล่มมาเปรียบเทียบให้เราดู ซึ่งจะเห็นได้ว่าตราหอหน้าปกนั้นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับนักสะสมว่าจะเล่นตราไหน หรือสนใจอะไรเป็นพิเศษ

“หนังสืองานศพส่วนมากจะเป็นหนังสือตราหอ เช่น ตรามังกรคาบแก้ว ตราวชิรญาณ ตราพระพิฆเนศ เขาจะเรียกว่าหนังสือตราหอ สมัยก่อนต้องไปขออนุญาตเพื่อพิมพ์”

05 หนังสือปีเกิด

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

ลุงยงค์เกิด พ.ศ.2481 ในหมวดนี้ลุงจึงเลือกเก็บหนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ.2481 ซึ่งวันนี้เรามีโอกาสเห็นเพียง 2 เล่ม

“เล่มนี้ นักเรียน ฉบับนี้ออกมาปีเดียวกับผมเกิด เขาบอกว่าเป็นหนังสือพิมพ์นักเรียนที่ทำขึ้นมาเพื่อนักเรียน ส่วนอีกเล่มเป็นปฏิทินปีขาล พ.ศ.2481 หน้าปกเขียนว่าอภินันทนาการจากห้างพระจันทร์โอสถ มีภาพยักษีขี่เสือ ข้างในก็มีโฆษณาแบบโบราณเลย ขายยามดลูก หน้าแรก ๆ จะมีปฏิทินเว้นว่างไว้ ให้คนเอาไปใช้เขียน ใช้จด ส่วนเนื้อหาจะบอกสาระเรื่องยา ยาอะไรใช้อะไร อาจจะชื่อไม่คุ้นแล้วนะ ยาตัดสำรอก ยาล้างขี้เทา ยาเหลืองชูชีพย์ อันพวกนี้จะมีเขียนไว้ว่าของเด็ก ของผู้ใหญ่ก็ยาบังคับมดลูก”

แท้จริงแล้วหนังสือที่อยู่นอกเหนือจาก 5 หมวดนี้ยังมีอีกมาก แต่ก่อนที่ฝนจะสาดลงมาอีกครั้ง เราขอให้ลุงยงค์เล่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงในวงการ และร้านหนังสือปัจจุบันของเขาให้ฟัง

05
ความชอบที่ถึงเวลาแชร์

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามา โรงพิมพ์ปิดตัว วงการหนังสือซบเซา ร้านหนังสือเลิกกิจการ จากวังบูรพาที่มีหนังสือให้เลือกสรรเยอะแยะก็หายไปเกือบหมด นั่นคือเรื่องย่อของสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาในสายตาของนักสะสมรุ่นใหญ่

“หนังสือเก่า หนังสือโบราณมีคนสนใจน้อยลงเยอะ คนที่สนใจอายุเยอะก็ทยอยหาย หลังจากที่ผมเก็บหนังสือมาหลายหมื่นเล่ม ผมก็เริ่มแบ่งปันให้คนอื่น เพราะไม่มีที่เก็บ (หัวเราะ) มีบ้างที่ขายแล้วเสียดาย เช่น สยามประเภท ผมมีแบบสมบูรณ์เลย แต่ขายไป บางคนเขาก็มาขอร้องให้ขาย คนที่มาขอดูของผมเพื่อทำงาน เขาบอกว่า หอสมุดแห่งชาติมีอยู่เล่มครึ่ง ผมเสียดาย หลายเล่มของผมมีคนจอง บางอันขายไป คิดว่าเขาจะเอาไปเก็บ แต่เขาเอาไปขายต่อ สมมติซื้อหมื่น เขาเอาไปขายสองหมื่นก็มี”

ยิ่งเก่า ยิ่งหายาก ยิ่งเป็นที่นิยมขึ้นอยู่กับเจ้าของใหม่ที่กำลังตามหา หนังสือหลายเล่มที่ลุงยงค์ขายไปจึงมีมูลค่าตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น โดยหนังสือที่คนมาตามหากันมากที่สุดคือ หนังสืองานศพและตำราอาหาร แต่ลุงยงค์บอกว่า หนังสืองานศพก็มีพ่วงตำราอาหารไปด้วย โดยเฉพาะของเจ้านายหรือคนที่ทำงานในห้องเครื่อง

พ.ศ. 2541 ลุงยงค์และครอบครัวตัดสินใจเปิด ร้านบุ๊ค ขึ้นหลังเกษียณในปีเดียวกัน จุดเริ่มต้นมาจากเพื่อนสนิทผู้ชื่นชอบหนังสือคนหนึ่งมาชักชวนให้ไปเปิดร้าน โดยเขาจะเปิดห้องให้ เป็นการหากิจกรรมให้คนสูงวัยได้มานั่งพบปะพูดคุยกัน

“ร้านแรกอยู่ที่สนามหลวง 2 ต่อมาก็เปิดอีกแห่งที่พระราม 3 ข้างธนาคารกรุงศรีอยุธยา แต่ตอนนี้ปิดชั่วคราว เพราะโควิด-19”

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

ส่วนการออกร้านที่สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ หลายคนคงจะคุ้นเคยกับสถานที่จัดอย่างศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แต่บอกเลยว่า คุณลุงขายมานานกว่านั้น โดยเริ่มตั้งแต่ที่สัปดาห์หนังสือยังจัดอยู่คุรุสภา

“ขายกันริมคลองผดุง เป็นงานที่ล้อกับงานกาชาด พอมีงานกาชาดก็เดินไปที่คุรุสภาได้ สมัยก่อนคนมาดู มาซื้อหนังสือกันเยอะมาก เดี๋ยวนี้น้อยลง แต่ตุลาคมนี้เราจะกลับไปที่ศูนย์สิริกิติ์แล้ว” คราวนี้เป็นภรรยาของลุงยงค์ คุณวรรณา อนันทวงศ์ ที่มาตอบคำถามให้กับเรา เธอคืออีกหนึ่งแรงที่สนับสนุนสามีให้ทำในสิ่งที่รักตลอดมาและตลอดไป เช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัว

ส่องคุณค่าของหนังสือโบราณผ่านเจ้าพ่อหนังสืองานศพ ผู้สะสมอนุสรณ์ความรักและความรู้ที่หาไม่ได้อีกแล้ว

หากใครอยากพบปะพูดคุยกับลุงยงค์เกี่ยวกับหนังสือเก่า หนังสือโบราณ หรือสนใจเสาะหาหนังสือจากกรุสมบัติของลุงยงค์แล้ว สามารถแวะไปพบคุณลุงได้ที่ร้านบุ๊คในสัปดาห์หนังสือที่กำลังจะจัดขึ้น หรือหากใครอยากติดต่อหาหนังสือทางออนไลน์ สามารถเข้าไปได้ที่เพจ ร้านบุ๊ค หนังสือเก่า หนังสือหายาก และหนังสือในความทรงจำ 

ก่อนเราจะขอตัวหนีฝนที่เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เราทิ้งความสงสัย (ที่แท้จริงแล้วก็มีคำตอบอยู่ในใจ) ให้กับนักสะสมหนังสือที่อยู่ในวงการมากว่า 60 ปีคนนี้ว่า หนังสือมีความหมายอย่างไรต่อชีวิตของเขา 

คำถามธรรมดาทำให้อีกฝ่ายอยู่ในความเงียบเกือบนาที มีแค่เสียงฝนที่หยดลงบนหลังคา

เราคิดว่าระยะเวลาที่ผ่านมานานเกินครึ่งศตวรรษคงทำให้เขามีความรู้สึกและความผูกพันกับหนังสือมากเกินกว่าจะบรรยาย ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น

“หนังสือมีความหมายต่อชีวิตผมมาก ผมจินตนาการไม่ออกว่าถ้าไม่มีหนังสือจะเป็นอย่างไร ผมอยู่มาถึงทุกวันนี้ก็เพราะหนังสือ บางเล่มคืออนุสรณ์ความรัก ทุกเล่มคืออนุสรณ์ความรู้ ผมได้ความรู้ ได้สมาคม ได้มิตรภาพ ได้มีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตก็เพราะหนังสือนี่แหละ”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load