ฟ้าอึมครึมเหมือนฝนจะตกในไม่ช้า แต่เมื่อเราได้เดินเข้ามาในห้องสมบัติของ อุ๋ง-จีรณัทย์ แพทย์อุดม บรรยากาศรอบตัวก็สดใสขึ้นทันตา เพราะของเล่นที่เขาสะสมมานานหลายสิบปีเรียงรายดาษดื่นไปทั่วทั้งห้อง ตั้งแต่บนตู้ ในตู้ บนกำแพง ไปจนถึงพื้นห้องและหลังประตู ชนิดที่เราแทบไม่มีที่ยืน!

ระหว่างที่เรากำลังตกตะลึงกับความมากมายหลากหลายของความทรงจำวัยเด็ก เจ้าของห้องก็รีบบอกเราอย่างถ่อมตัวว่า “ผมคิดว่า ผมไม่น่าจะใช่นักสะสม Happy Meal เบอร์ต้นของประเทศไทยนะครับ เพราะผมสะสมอย่างจริงจังแค่ของไทย แต่ยังมีนักสะสมท่านอื่นที่สะสมทั้งของไทยและต่างประเทศ”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

อย่างไรก็ตาม อุ๋งน้อมรับว่าเขาเป็น McDonald’s LOVER ที่สะสมแทบจะ ‘ทุกสิ่งอย่าง’ ของ McDonald’s เรียกว่าแพสชันเรื่องนี้ของเขาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของประเทศ โดยมีตั้งแต่กล่องกระดาษ Happy Meal รุ่นใหม่ที่เรียงสูงจนเลยเพดาน กล่องกระดาษรุ่นเก่าหายาก ของสะสม McDonald’s พรีเมียม แก้วน้ำ หลอด ถัง สติกเกอร์ ปากกา ปฏิทิน คูปอง ใบปลิว บัตร Pin (เข็มกลัด) หรือแม้กระทั่งถุงพลาสติก ขอแค่มีโลโก้ตัวเอ็ม (M) อันคุ้นเคยของ McDonald’s เขาก็เก็บทุกอย่าง

แต่ก่อนจะถึงช่วงเวลาแห่งการสนทนาอย่างตั้งใจ อุ๋งใช้เวลาสักพักในการอธิบายที่มาโดยย่อของของสะสมด้วยท่าทางกระตือรือร้น เพราะครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ เขาเคยคิดว่าตัวเองมีความชอบที่แปลกประหลาด แต่ในวันที่สังคมออนไลน์เรียกเพื่อนพ้องในวันวานกลับมาหากัน อุ๋งกล้าจะบอกเล่าประสบการณ์เปิดโลกอันน่าสนใจของตนเอง ซึ่งเราก็นั่งลงกลางดงของเล่น และฟังอย่างจดจ่อราวกับพี่ชายเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

01
Once upon a time

เจ้าของเรื่องหยิบตัวช่วยในการรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมา นั่นคือหนังสือ ‘Thailand’s Happy Meal For McDonald’s Collectors – คู่มือสะสมแฮปปี้มีล’ จัดทำโดย etc.com ซึ่งภายในมีภาพชุด Happy Meal ให้ชมกว่า 500 ภาพ รวมถึงข้อมูลจากการสัมภาษณ์และแหล่งข่าวทั่วไป

เราที่เคยแต่กินอย่างคนไม่รู้ประวัติได้มานั่งเลกเชอร์ที่มาที่ไปของแบรนด์ ก็พบความน่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งจะขอสรุปโดยย่อให้ทุกคนฟังว่า McDonald’s เป็นธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดของสองพี่น้อง Dick and Mac McDonald ที่ดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จและไปเข้าตาของ Ray Kroc เซลล์ขายเครื่องปั่นมิลค์เชคผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จน Ray มองเห็นลู่ทางในการขยายธุรกิจจึงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดต่อ ก่อนที่จะซื้อหุ้นจากสองพี่น้องมาบริหารเอง และประสบความสำเร็จยิ่งกว่าเก่า

หนึ่งในความสำเร็จด้านการตลาดและโฆษณาของบริษัท คือการรวมอาหารและของเล่นเข้าด้วยกัน เป็นชุด Happy Meal ที่มุ่งเป้าไปยังเด็ก ๆ แต่ถึงอย่างนั้นผู้ใหญ่ทั่วโลกก็ชอบสะสมของเล่นดังกล่าวเช่นเดียวกัน

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

สำหรับ McDonald’s ในประเทศไทยเกิดจากการที่ คุณเดช บุลสุข ได้รับคัดเลือกจากอเมริกาให้เป็นผู้จำหน่าย ภายใต้ชื่อ ‘บริษัท แมคไทย จำกัด’ ใน พ.ศ. 2528 ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือการทดลองขายอาหารชุด Happy Meal โดยเริ่มจำหน่ายตัวอย่างทดลองตลาดเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2535 ชื่อชุด ‘Carnival’ ออกมาทั้งหมด 4 แบบ ประกอบด้วย 4 สหายมาสค็อตของร้าน คือ Birdie on Swing, Grimace on Merry-Go-Round, Hamburglar on Ferris Wheel และ Ronald on Carousel ทั้งหมดเป็นตุ๊กตาสีสันสดใส ทั้งยังหมุนได้ เล่นได้ ประกอบสนุก และไม่อันตรายต่อเด็ก ส่งผลให้ความนิยมชุดอาหารหรรษานี้เพิ่มขึ้นในประเทศไทย

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Carnival ของเล่นชุดแรกที่ทดลองขายในประเทศไทย

ตามต่อมาด้วยชุด McDino Changeables (พ.ศ. 2535) ของเล่นจาก 4 เมนูยอดนิยมที่เปลี่ยนร่างเป็นไดโนเสาร์ได้ และ Mc Rockin Food (พ.ศ. 2536) 4 ของเล่นจาก 4 เมนูยอดฮิตที่ดุ๊กดิ๊กไปมาเมื่อไขลาน

กระทั่ง พ.ศ. 2537 การทดลองจำหน่ายก็สิ้นสุดลง แทนที่ด้วยของเล่นอย่างเป็นทางการชุดที่ 2 คือ The Flintstone ที่ออกมาสนองความดังของหนัง ประกอบด้วยตัวละครบนรถยุคหินและบ้าน 5 หลัง ได้แก่ Fred and Bedrock-O-rama, Wilma and Flinstone’s House, Barney and Fossil Fill-up, Betty, Bamm-Bamm and RockDonald’s และ Pebble, Dino and Toy-saurus ซึ่งอุ๋งบอกว่า นี่เป็นเซ็ตที่โด่งดังตามความฮิตของหนัง แต่เมื่อเทียบกับ Summer Set (พ.ศ. 2537) ที่ออกมาอย่างเป็นทางการชุดแรกของประเทศไทย ความต้องการนั้นแตกต่างกันอย่างลิบลับ

“ชุดนี้ผมเคยมีตอนเด็ก แต่หายไปแล้ว พยายามจะหาซื้อแต่ยากจริง ๆ เพราะมันเป็นลูกบอล 2 ชั้นเป่าลม มีแว่นกันแดด กับถังทรายพลาสติก ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่มี หากไม่แตกก็พัง แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนเก็บไว้อยู่” อุ๋งพูดอย่างเสียดาย แต่ถึงอย่างนั้นความชื่นชอบในร้านอาหารรูปตัว M ของเขาก็ไม่เคยน้อยลง เขายังมุ่งมั่นสะสมทุกอย่างด้วยความสุขต่อไป จนถึงขั้นเคยสมัครเป็นพนักงานพาร์ตไทม์หลังจบชั้นมัธยมศึกษา และยอมไปทำงานไกลบ้าน เพื่อไม่ให้พลาดของจาก McDonald’s สักชิ้น!

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Flintstone ของเล่น Happy Meal อย่างเป็นทางการชุดที่ 2 ของประเทศไทย
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Summer Set ถ่ายจากหนังสือ Thailand’s Happy Meal For McDonald’s Collectors

02
McDonald’s and my part-time E-I-E-I-O

ในสมัยที่อุ๋งยังเป็นวัยรุ่น การสะสมของเล่นช่างเป็นเรื่องที่น่าขำขันในสายตาของคนอื่น มีทั้งคนที่หัวเราะด้วยความไม่เข้าใจ และหัวเราะด้วยความแปลกใจระคนตื่นเต้น แต่สำหรับนักเรียนชายที่มีจิตใจมุ่งมั่นคนนี้ การสะสมของเล่นกลับไม่ได้ไร้สาระอย่างที่ใครดูแคลน เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการท่องโลกกว้างครั้งแรก ที่มอบทั้งประสบการณ์การทำงานและมิตรภาพข้ามประเทศให้กับเขา ภายใต้ตราบริษัท แมคไทย จำกัด

“ตอนที่มีร้านแฮมเบอร์เกอร์มาจากเมืองนอก พ่อของผมก็พาไปกิน ด้วยความที่ชอบของเล่นอยู่แล้ว ผมจึงขอพ่อซื้อของเล่นด้วย เริ่มตั้งแต่ประมาณ 11 ขวบ แต่ตอนนั้นยังเก็บไม่ครบนะครับ เพราะเรายังเด็ก ราคาตอนนั้นยังไม่แพง ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 35 บาท พอเราโตขึ้นก็ยังเก็บเงินซื้อเองได้ในแต่ละอาทิตย์ แต่ความเจ็บใจมันเกิดจากชุด Mulan (พ.ศ. 2541)” เขาเปิดหนังสือคู่มือให้ดูก่อนจะเล่าต่อ

“ผมชอบดิสนีย์มาก เลยตั้งใจว่าชุดมู่หลานยังไงก็ต้องเก็บได้สบาย ๆ แต่ปรากฏว่ามันฮิตมากเกินไปจนผมซื้อไม่ได้! ซื้อได้แค่ Khan (ม้า), Mulan, Shang-Li, Mushu และ Shan-Yu (ตัวร้าย) ขาด Little Brother (สุนัข), Chien-Po, Ling and Yao (3 สหายเพื่อนมู่หลาน) และ Cri-Kee (จิ้งหรีด) เพราะวิธีสมัยก่อนของร้านคือ ปกติที่ขายแบบละอาทิตย์ ถ้าวันจันทร์แบบแรกหมด เขาจะเอาแบบต่อไปมาขายเลย โดยไม่รอรอบถัดไป สมัยก่อนน่าจะขายวันจันทร์กับพุธ แปลว่าถ้าเราอยากได้ครบต้องไปทุกวัน แต่มันคือวันเรียนของเรา ก็เลยซื้อไม่ทัน เจ็บใจมากครับ”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Mulan ของเล่น Happy Meal ที่ปัจจุบันสะสมครบแล้ว

เด็กชายเก็บความชอกช้ำในวัยเรียนเอาไว้จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วไปบอกคุณแม่ว่า จะไปสมัครทำงานที่ McDonald’s 

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเป็นพนักงานก็จะได้ของเล่นครบ โดยไม่ต้องตาม เพราะรู้อยู่แล้วว่าของเล่นออกวันไหน ผมก็ไปสมัครที่สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ผู้จัดการถามว่ามาสมัครเพราะอะไร ผมบอกตามตรงไปเลยว่า ผมชอบของเล่นเลยอยากสะสมให้ครบ เขาก็หัวเราะ”

ในตอนนั้น สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วานรับพนักงานเต็มแล้ว ทำให้อุ๋งที่บ้านอยู่นนทบุรีตัดสินใจรับงานที่สาขาโลตัสหลักสี่ ซึ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ลำดับที่ 77 ของประเทศไทย ด้วยความมุ่งมั่นและโชคดี การเติบโตของพนักงานคนนี้จึงเริ่มขึ้นท่ามกลางมิตรภาพ จนเวลาล่วงเลยไป 2 ปี อุ๋งวางมือจากการเป็นพนักงาน และเริ่มต้นชีวิตวัยผู้ใหญ่อย่างจริงจัง

หลายคนอาจมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า ชีวิตการทำงานของเด็กที่เพิ่งเรียนจบมัธยมนั้นเป็นอย่างไร อุ๋งบอกอย่างภูมิใจว่า พนักงานที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดี นอกจากนี้ McDonald’s ยังจัดกิจกรรมมากมายที่พัฒนาสกิลล์และความสนุกสนานให้กับพนักงาน รวมถึงลูกค้าที่แวะเวียนมา

“มันทำให้ผมรักแมคมากขึ้น สมัยก่อนไม่ใช่แฟรนไชส์ที่เหมือนกันทั่วโลกแบบปัจจุบัน คุณเดชใส่ใจพนักงานทุกสาขา เขามีแพสชันที่จะทำอาหารของเราให้ดีและเสิร์ฟรวดเร็ว การเป็นพนักงานทำให้ผมเก็บของนอกจาก Happy Meal ได้ เช่น ของพรีเมียม Pin เข็มกลัด สมัยก่อนจะมีขายที่สาทร แต่พอเราเป็นพนักงานมันมีความพิเศษกว่านั้น คือผู้จัดการจะเอา Pin มาหลอกล่อพนักงาน โดยเฉพาะผม ถ้าลงเคาน์เตอร์ เขาจะบอกตอนเช้าว่า วันนี้ให้แข่งขายพาย ใครขายได้มากสุดเขาจะให้”

แล้วเป็นยังไงคะ – เรารีบถาม

“ผมก็ขายพายทั้งวัน เหมือนขายขนมจีบซาลาเปาในเซเว่น (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ผมจะได้นะ แต่ต่อให้ไม่ได้ เพื่อนก็จะให้เราอยู่ดี จนวันหนึ่ง เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก คือมีทีมจากอเมริกามาตรวจงานที่ไทย ผมก็ทำงานปกติไม่คิดอะไร แต่ตอนกลับเขาฝาก Pin อันหนึ่งให้ผม มันเป็น Pin จากอเมริกาที่มอบให้เพื่อแสดงว่า พนักงานคนนี้ยิ้มเก่ง มีความเป็นมิตรกับลูกค้า (เขียนว่า The Smile Maker) ผมภูมิใจมาก เพราะมันได้จากการทำงานของตัวเอง”

เรามองไปที่เสื้อสีขาวหม่นของอุ๋ง เขานำ Pin สำคัญหลายอันมาติดไว้บนนั้นเพื่อให้เราเก็บภาพ บางอันเป็นของที่ได้จากวัฒนธรรมการแลก Pin กับเพื่อนต่างสาขาในประเทศไทย บางอันเขาได้มาจากเพื่อนร่วมงานตอนไปที่สาขาสิงคโปร์ และอีกหลายอันที่แสดงถึงความภูมิใจด้วยคำว่า ‘100% Customer Satisfaction’

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

03
“I’m lovin’ it”

ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ ทุกประสบการณ์ล้วนสอนให้เราเติบโต เมื่ออุ๋งเก็บเกี่ยวทุกอย่างจนถึงเวลาวางมือ เขาหันหลังให้งานพาร์ตไทม์ แต่เขาไม่เคยหันหน้าหนี McDonald’s จนถึงทุกวันนี้ที่เขามีครอบครัว ในทางกลับกัน ยิ่งห่างไกลวัยเด็กมากขึ้น คุณค่าของความทรงจำ คุณค่าของของเล่น และคุณค่าของความชอบ กลับยืนเด่นยิ่งกว่าเดิม

“สำหรับผม ของเล่นไม่ได้มีประโยชน์อะไรไปมากกว่าความสุข”

เขาบอกกับเราเมื่อชวนแลกเปลี่ยนว่า อะไรคือประโยชน์ของการสะสมทุกสิ่งอย่างของเขา

“คนเราจะหาความสุขในรูปแบบที่แตกต่างกัน ถ้าเครียด ถ้าเซ็ง เข้าไปในห้องหยิบของเล่นออกมา หรือจัดของก็เพลินแล้ว ส่วนตัวผม ของเล่นเป็นเรื่องของความสุข แต่วันนี้ที่มีลูก ของเล่นถือเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ ไม่ว่าของเล่นจะถูกหรือแพง มันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพัฒนาการของเด็กที่ดีมาก และตัวเราคือคนที่ได้ใช้เวลากับเขา อันไหนที่ลูกเล่นได้ เขาอยากเล่นก็เล่นได้เลย บางชุดลูกชอบ เราก็ซื้อให้เขาด้วย ผมย้อนนึกถึงวันที่พ่อแม่พาผมไปกินแมค พอลูกโตเราก็พาเขาไปบ้าง”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

พูดถึงความหมายของของสะสม McDonald’s ที่มีต่อชีวิตอุ๋ง เขาอธิบายไม่ถูก แต่ขอเล่าเรื่องให้ฟังแทนว่า ช่วงที่ไปญี่ปุ่น เขาซื้อ Happy Meal ของที่นั่น แต่ก็ไม่พลาดฝากเพื่อนที่ประเทศไทยซื้อของไทยอย่างขาดไม่ได้ สำหรับชายคนนี้ เสน่ห์ของการสะสมเกิดจากการที่ของเหล่านั้นหาซื้อทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าไม่ได้ บางอย่างคือของพรีเมียมที่ต้องแลกกับประสบการณ์การรอและเดินไปซื้อด้วยตัวเอง

“ผมชอบของเล่น แต่เด็ก ๆ เราซื้อของเล่นทุกวันไม่ได้ พอมี Happy Meal เกิดขึ้น มันเหมือนเป็นกิจวัตรที่เรารู้ว่า ถ้าเสาร์อาทิตย์พ่อแม่พาไปกินแมค เราจะได้ของเล่น เลยรู้สึกว่าแมคเจ๋ง มันทำให้เราได้ของเล่นทุกอาทิตย์ แถมพอมีดิสนีย์ที่เราชื่นชอบออกมาให้เก็บสะสม เราก็ยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก อย่างมู่หลานที่เล่าไป เราชอบจนไปอ่านหนังสือวิธีการสร้างการ์ตูน เราอยากทำงานเป็นแอนิเมเตอร์ พอได้ทำจริงมันก็อัปเกรดชีวิตเรา เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจาก McDonald’s ทั้งในฐานะลูกค้าและคนที่เคยเป็นพนักงาน”

เขาเล่าว่า เพื่อนหลายคนที่เข้ามาเห็นขุมทรัพย์ความทรงจำมักจะบอกว่าเขาบ้า

“ผมก็เชื่อแบบนั้นครับว่าผมบ้า ก่อนหน้าที่จะมีสังคมออนไลน์นะ สมัยก่อนเราต้องไปต่อคิวซื้อเองทุกสัปดาห์ ถ้าซื้อไม่ครบต้องไปซื้อกับพ่อค้าตามตลาด บางครั้งก็ต้องตัดใจซื้อทั้งชุด แต่ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงมันมี ผมยังเหมือนเดิมคือซื้อเองทุกวันศุกร์ ไม่ก็สั่งเข้ามา แต่พอมีโซเชียล เราก็ตามหาในกลุ่มของเล่นได้”

แม้ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่ใจชายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจริง ๆ

อุ๋งบอกเราว่า เขาไม่เคยมีความคิดจะหยุดซื้อของเล่นเลยแม้อายุจะขึ้นเลข 4 แล้วก็ตาม เขายังมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างจากการ์ตูน และเดินหน้าด้วยการ์ตูนอยู่ตลอด สิ่งนี้สะท้อนว่า Happy Meal เจาะกลุ่มเป้าหมายได้หลายช่วงวัย โดยเริ่มจากของเล่นเด็ก และพัฒนากลายมาเป็นของสะสมของผู้ใหญ่ด้วยตัวเอง

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

04
Happy man and his happy time

ระหว่างชมของสะสมภายในห้องของอุ๋ง เขาบรรยายเรื่องราวที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำด้วยแววตาสนุกสนานราวกับเด็กอยู่เสมอ เราชอบเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังมาก แต่จะขอคัดเรื่องและของเล่นมาให้ชมกันเพียงเท่านี้ก่อน (บางส่วนมีภาพประกอบไปในช่วงแรกแล้ว)

01 ตู้สะสม McDonald’s

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง
ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“ตู้นี้เป็นของสะสม McDonald’s ถ้าพูดถึงความเปลี่ยนแปลงของของสะสม ผมเก็บแก้วแมคธรรมดาด้วย มีทุกไซส์ 4 ไซส์ แก้วเหล่านี้ตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมามันเปลี่ยนรูปแบบไปเยอะ เราเองในฐานะนักออกแบบก็ได้รู้ถึงความคิด ค่านิยม ของคนออกแบบในยุคนั้น เหมือนกล่อง Happy Meal ที่เปลี่ยนไป ซึ่งชุด Flintstone เล่าไปก่อนหน้านี้ จุดเด่นอีกอันจะอยู่ที่กล่องกระดาษนี่เลย”

02 กล่อง Happy Meal

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดเกี่ยวกับ Happy Meal นอกจากของเล่น คือกล่อง Happy Meal พวกกล่องหรือแก้ว หลายคนมองว่ามันเป็นขยะ แต่เรารู้สึกว่า ถ้าบ่งบอกความเป็นตัวเราว่า เราชอบเก็บจริง ๆ ไม่ใช่แค่เอาของเล่นออกมา กินของข้างใน แล้วทิ้งไป เราจึงเก็บมันด้วย ต่อให้เหมือนกันหมดทุกใบเราก็เก็บ พวกกล่องธรรมก็เอาซ้อนกันจนถึงเพดาน แต่ต้องยกออกเพราะมันเลยเพดาน”

03 ของพรีเมียมและการทำงานที่ McDonald’s

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“นี่คือภาพตอนที่ทำงานอยู่หลักสี่ อันนี้คือผ้าพันคอที่ให้กับพนักงานที่ร่วมปาร์ตี้ประจำปี เขาจะมี Outing พาไปเที่ยว และวันนี้ที่จัดงานใหญ่ พนักงานทุกสาขาจะมารวมกัน สีม่วงเป็นของกลุ่มเรา ของโต๊ะอื่นก็สีอื่น”

อุ๋งเล่าเพิ่มว่า สมัยก่อน McDonald’s มีความเป็นไทยเข้าไปผสมมากกว่ายุคปัจจุบัน เช่น มีสะเต๊ะไก่ ข้าวมันไก่ เนื่องจากสมัยก่อนบริษัทแมคไทยทำเองได้ การตกแต่งของแต่ละสาขาจึงไม่เหมือนกัน ส่วน Happy Meal ค่อนข้างเหมือนกันทั่วโลก ขึ้นอยู่กับการเลือกของเล่นมาจำหน่ายของแต่ละประเทศ เช่น 1 ชุด มีตุ๊กตา 8 แบบ ไทยอาจเลือกมาแค่ 4 แบบ ทำให้บางครั้งเมื่อนักสะสมเก็บของเล่น Happy Meal ไทยครบ แต่เมื่อไปต่างประเทศก็อาจเจอของเล่นแบบอื่นในชุดเดียวกัน

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“อันนี้เป็นของพรีเมียมอื่น ๆ จริง ๆ มีไม้บรรทัดด้วย ตอนนั้นเดอะมอลล์งามวงศ์วานทำเดลิเวอรี่ก่อนที่จะมีบริการส่งอาหารแบบในปัจจุบัน ทำมาตั้งแต่โทรศัพท์ยังไม่เป็น 02 ผมจำปีไม่ได้ แต่เขาแจกในวันที่เราไปทาน แล้วเขาบอกว่า เดี๋ยวนี้ถ้าคุณอยู่แถวนนทบุรี เขาส่งให้ฟรีนะ”

นอกจากนี้ อุ๋งยังเก็บบัตรสมาชิก รวมถึงใบปลิวและคูปองอื่น ๆ เอาไว้ โดยเขาเล่าถึงคามสนุกสนานสมัยก่อนว่า

“มีช่วงหนึ่งซื้อ Happy Meal แล้วเอาคูปองส่วนลดไปลดค่าซื้อวิดีโอได้ ตอนนั้นพวกดิสนีย์กำลังมา Beauty and the Beast, The Lion King 2: Simba’s Pride หรือ The Little Mermaid II: Return to the Sea อีกอันที่ชอบมากคือคูปอง 60 วินาที เป็นความสนุกของเราและลูกค้า สมัยนั้นจะมีนาฬิกาจับเวลาตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ พอลูกค้าสั่งซื้อเสร็จ จ่ายเงิน เราจะกดจับเวลา แล้วหันไปจัดอาหารให้เสร็จภายใน 60 วินาที ถ้าไม่ทันลูกค้าจะได้คูปองไปเป็นส่วนลดต่าง ๆ”

04 Happy Meal ชุด Toy Story (พ.ศ. 2539)

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“ชุดแรก ๆ ของ Walt Disney กับ Happy Meal ก็มี Toy Story เราชอบดิสนีย์เป็นพิเศษ เพราะเขามีพัฒนาการด้านการ์ตูนเรื่อย ๆ พอออก Toy Story ชุดแรกมา ผมยังจำได้ว่าที่บ้านพาไปเที่ยวพัทยา ผมก็ไปซื้อได้ Buzz Lightyear มาจากพัทยา สมัยก่อนถ้าซื้อของเล่นดิสนีย์ตามห้างมันแพงมาก แต่ Happy Meal ทำให้เราสัมผัสของเล่นดิสนีย์ได้ในราคาถูก จากนั้นก็มี The Hunchback of Notre Dame, 101 Dalmatians ตอบโจทย์มาเรื่อย ๆ

“ที่ฮือฮากันมากตอนนั้นคือ 101 Dalmatians เพราะออกมา 101 แบบ ให้คนเก็บกันจนอ้วก รวมกับภาค 2 อีก 102 ตัว เป็น 203 ตัว แต่คาแรกเตอร์ 4 สหาย Birdie, Grimace, Hamburglar และ Ronald เป็นสิ่งที่เราชอบ เจ้าอื่นก็มีการสร้างคาแรกเตอร์ แต่เราไม่ค่อยชอบ เพราะบางอันดูเป็นเด็กไป ส่วนคาแรกเตอร์ที่เห็นบ่อย ๆ จะเป็น 4 สหาย, Barbie และ Snoopy เราเก็บ Barbie ด้วยแต่ไม่ได้เอาออกมาโชว์ เพราะเดี๋ยวผมโดนฝุ่นจับ”

05 Happy Meal ของเล่น Hot Wheels

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“นี่คือรุ่นแรก ๆ ของ Hot Wheels ผมเห็นพัฒนาการของของเล่นมาเรื่อย ๆ ด้วยความที่ผมเป็นนักออกแบบทำงานอยู่ในวงการเหล่านี้ ผมจึงชอบมองดูการเปลี่ยนแปลงของมัน ของเดิมจากที่สกรีนลงไปบนเหล็ก เขาเริ่มลดต้นทุนเป็นเหล็ก แต่ไม่สกรีน ให้ติดสติกเกอร์แทน พอนานวันเข้ามันก็หลุด ปัจจุบันเป็นพลาสติกเพียว ติดสติกเกอร์เอง แต่ผมเข้าใจนะ เขาต้องทำให้ราคามันอยู่ได้ แล้ว Barbie จะมาคู่กับ Hot Wheels เสมอ อย่างละ 4 แบบ เป็น 8 แบบใน 1 เดือน เพราะถ้ามี Barbie อย่างเดียว เด็กผู้ชายจะไม่ซื้อ และถ้ามี Hot Wheels อย่างเดียวเด็กผู้หญิงก็จะไม่ซื้อ เขาจึงออกมาสัปดาห์ละ 2 ตัว ส่วนผมซื้อครบหมด”

เรานั่งสนทนากันอย่างสนุกสนานกว่า 3 ชั่วโมง เรื่องราวของ อุ๋งจีรณัทย์ ทำให้เราเชื่อเหลือเกินว่า ของเล่นและความชอบไม่เคยเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เป็นความสุขที่ก่อเกิดประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และชีวิตที่ถูกเติมเต็มอย่างมีความหมายเหนือความคาดหมายของใครหลายคน

“ผมจะสะสมต่อไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่แมคยังไม่หยุดผลิต” อุ๋งจบการสนทนาด้วยความแน่วแน่เหมือนตอนที่เริ่ม

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ก่อนจะเล่าเรื่อง ขออนุญาตแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อย ข้าพเจ้า รองศาสตราจารย์ พรรณเพ็ญ ฉายปรีชา เรียนจบปริญญาตรี ศิลปบัณฑิต สาขาวิชาออกแบบตกแต่งภายใน จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2507

หลังจากนั้นทำงานเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในอยู่ 6 – 7 ปี ก็มีโอกาสเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วง พ.ศ. 2515 – 2516 (ค.ศ. 1971 – 1973) ในสาขาวิชา Graphic Art และสาขาวิชา Industrial Art ที่ Texas A&M University เมืองคิงส์วิลล์ รัฐเท็กซัส

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก

หลังจากเรียนจบปริญญาโทแล้ว ก็ไปหาประสบการณ์ทำงานเป็น Interior Designer อยู่ที่เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินทางกลับเมืองไทย และเป็นอาจารย์สอนที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จนเกษียณอายุราชการ

ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นอาจารย์พิเศษให้กับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นนักออกแบบอิสระ ออกแบบตกแต่งภายในและจัดสวน

แรกรู้จักกับ Bolo Tie

ตอนนี้มาเข้าเรื่อง Bolo Tie ว่าไปรู้จักกับมันได้อย่างไร เมื่อไหร่ ทำไมมีความผูกพัน และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตยาวนานมาจนปัจจุบันนี้

คงต้องย้อนไปตั้งแต่ ค.ศ. 1972 (พ.ศ. 2515) วันที่ข้าพเจ้าต้องเข้าเรียนวิชาบังคับของมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาทุกคนต้องเรียน แต่ไม่ได้นับคะแนนเข้าไปในหลักสูตรปริญญาโท แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไม่จบ

นั่นคือวิชา Government เป็นวิชาที่ต้องเรียนรู้กฎหมายและประวัติศาสตร์ของรัฐเท็กซัส

พวกเรานั่งรออาจารย์ผู้สอนในห้องเรียน ทันทีที่อาจารย์เดินเข้ามาในห้อง ข้าพเจ้านึกไปถึงภาพยนตร์คาวบอย ที่ในตอนนั้นกำลังเป็นที่นิยมกันทั่วไป คอหนังจำนวนไม่น้อยชื่นชอบ รวมทั้งตัวข้าพเจ้าเองด้วย ท่านแต่งกายไม่เหมือนอาจารย์รายวิชาอื่น ๆ ที่เราเรียน สวมกางเกงยีนส์ ใส่เสื้อเชิ้ต ที่คอเสื้อเชิ้ตมีหัวหรือแป้นเป็นรูปเกือกม้า รูดติดคอเสื้อด้วยเส้นหนังถึง 2 เส้น ปลายเส้นหุ้มด้วยโลหะสีเงิน ใส่หมวกและใส่รองเท้าบูต

ท่านคือ Dr.Hoop เป็นผู้สอนวิชา Government ให้พวกเรา ดูเท่และสมาร์ทมาก ข้าพเจ้าพบกับท่านทุกอาทิตย์จนเรียนจบเทอม ภาพจำต่าง ๆ ก็ฝังอยู่ในหัว แต่ไม่เคยคิดจะเอามาใช้แต่อย่างใด เพราะตอนนั้นเราต้องสนใจกับการเรียนมากกว่า ยังต้องปรับตัวอีกเยอะแยะ

ข้าพเจ้ามีเวลาพักตอนหยุดเทอมสั้น ๆ ก็เดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ ไปเห็นสิ่งที่ Dr.Hoop ใช้ผูกคอเสื้อ มีรูปแบบถูกใจก็ซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาเรียกอะไร เพราะเห็นก็ซื้อมา ไม่ได้คิดจะถาม คิดแค่ว่าเหมือนที่อาจารย์ใช้ และข้าพเจ้ามารู้จักชื่อของมันว่าคือ ‘Bolo Tie’ จาก Glenda Dawson รูมเมตชาวอเมริกันของข้าพเจ้า ในช่วงเวลา 2 ปีกว่าที่อยู่อเมริกา ข้าพเจ้าก็มีเก็บไว้ดู 6 – 7 เส้น

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก
Bolo Tie ชุดแรกที่มี

เริ่มต้นใช้เส้นแรก

ปลาย ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) ข้าพเจ้าเดินทางกลับเมืองไทยและเป็นอาจารย์สอนที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ข้าพเจ้าก็ลืมเรื่อง Bolo Tie ไปแล้ว เพราะต้องมีสมาธิกับหน้าที่ใหม่ จนกระทั่ง ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527) ข้าพเจ้าเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ และพบกับเจ้า Bolo Tie ในร้านขายของที่ระลึก แต่ที่นี่ดูแปลกตา ไม่เหมือนของอเมริกา เขาใช้เปลือกหอยเป็นหัว ใช้สัญลักษณ์ของประเทศคือ ‘นกกีวี’ บรรจุลงไปตรงกลาง สายเป็นเชือกถัก ปลายสายเป็นโลหะ ข้าพเจ้าเห็นแล้วถูกใจ เลยซื้อกลับมา 1 เส้น หลังจากท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ทั่วเกาะเหนือ-เกาะใต้ ก็เดินทางกลับมาทำหน้าที่อาจารย์ต่อ

ปกติข้าพเจ้าเป็นคนชอบแต่งตัวสบาย ๆ ใส่เสื้อเชิ้ตเป็นส่วนใหญ่ นุ่งกระโปรง A Line และคาดเข็มขัด วันนั้นข้าพเจ้านึกถึง Bolo Tie ที่ซื้อจากนิวซีแลนด์ จึงหยิบมาลองผูกดู พิจารณาตัวเองในกระจก รู้สึกว่าดูเรียบร้อยและทะมัดทะแมงขึ้น เลยผูกไปมหาวิทยาลัย นับเป็นเส้นแรกที่ข้าพเจ้าใช้

วันนั้นทั้งวัน ข้าพเจ้ารู้สึกทำอะไรได้คล่องตัว จะก้ม จะเงย ไม่ต้องระมัดระวังตัว เพราะกลายเป็นว่าเจ้าเครื่องประดับผูกคอเส้นนี้ ทำหน้าที่พิทักษ์ความไม่เรียบร้อยตอนเผลอตัวก้ม ๆ เงย ๆ ได้ด้วย

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก
Bolo Tie เส้นแรกที่ใช้

หลังจากนั้น ข้าพเจ้าไปค้น Bolo Tie ที่ซื้อจากอเมริกา 6 – 7 เส้นนั้นมาร่วมใช้ด้วย คราวนี้ผูกไปทุกวันเมื่อใส่เสื้อเชิ้ต จนเป็นที่สังเกตของเพื่อน ๆ อาจารย์และเจ้าหน้าที่ในคณะ ก็มาชื่นชมถามไถ่ว่า ผูกอะไรมาน่ะ ดูเท่และน่ารักดีนะ คราวนี้ข้าพเจ้าบอกชื่อได้เต็มปากว่ามันคือ Bolo Tie

เวลาผ่านไป ข้าพเจ้าก็เริ่มมีเพิ่มขึ้น จากที่พบและซื้อเอง จากเพื่อน ๆ อาจารย์ และญาติมิตรที่รักทั้งหลาย ไปไหนมาไหนก็ซื้อมาฝาก เครื่องประดับชนิดนี้เริ่มสร้างตัวตนให้ข้าพเจ้าโดยไม่รู้ตัว

ข้าพเจ้าใช้เพราะสบายใจ คล่องตัว และคุ้นชิน เหมือนนาฬิกาหรือมือถือ ไม่เคยคิดว่าเป็นค่านิยมหรือแฟชั่นใด ๆ ทั้งสิ้น คนอื่นมองว่าเป็นสไตล์การแต่งกายของอาจารย์พรรณเพ็ญไปแล้ว วันไหนไม่ได้ผูกไป จะมีคนทักว่าลืมอะไรหรือเปล่า เหมือนเห็นข้าพเจ้า ก็ต้องเห็น Bolo Tie

วันหนึ่งมีการประชุมสภาคณาจารย์ที่หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย คณาจารย์ทั้งหมดแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องไปร่วมประชุม ข้าพเจ้าไปถึงก็เดินเข้าไปนั่งในแถวที่ยังว่างอยู่ แถวหน้าข้าพเจ้ามีทั้งอาจารย์และเจ้าหน้าที่ ผู้เข้าร่วมประชุมก็ทยอยกันเดินเข้ามา

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงกลุ่มคนแถวหน้าพูดดังจนได้ยินชัดเจน เขาพูดว่า “ดูนั่นสิ ๆ” แล้วชี้ไปยังเพื่อนเขาที่กำลังเดินเข้ามาทางด้านหน้าหอประชุม “วันนี้แต่งตัวสไตล์อาจารย์พรรณเพ็ญเลย”

ข้าพเจ้าได้ยินก็ขำ ๆ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าอาจารย์พรรณเพ็ญนั่งอยู่ข้างหลังพวกท่านนั่นแหละ

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก

ข้าพเจ้าคิดว่าตอนนั้นคงมีเพื่อน ๆ คณาจารย์ ตลอดจนญาติพี่น้องหลายคนที่มองภาพแบบนี้เหมือนกัน เพราะตอนนั้น Bolo Tie ทยอยเดินทางเข้ามาในคลังของข้าพเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ นับร้อยเส้น จากซื้อเองบ้าง จากน้ำใจของญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายที่ซื้อมาฝากจากการเดินทางไปทุกหนทุกแห่งบ้าง จนมีคำพูดที่มักพูดกันว่า ไปไหนมาไหนซื้อของฝากอาจารย์พรรณเพ็ญง่ายนิดเดียว แค่ Bolo Tie ก็ถูกใจแล้ว ไม่ต้องคิดเยอะ

แต่มีเรื่องเน้นย้ำถึงผู้คนที่มองข้าพเจ้า มีเพื่อนอาจารย์ 2 ท่าน เดินทางไปฝรั่งเศส พอกลับมา ทั้งสองก็ซื้อ Bolo Tie มาฝาก แต่มีท่านหนึ่งซื้อมา 3 เส้น แล้วให้ข้าพเจ้า 2 เส้น บอกอีกเส้นจะเอาไปฝากอาจารย์ผู้หญิงอีก 1 ท่าน 2 วันผ่านไป เพื่อนอาจารย์ท่านนั้นก็กลับมาหาข้าพเจ้า แล้วส่ง Bolo Tie เส้นนั้นมาให้ข้าพเจ้า ว่าเขามาคิดดูแล้ว ไม่น่าจะมีใครผูกได้เหมาะกับบุคลิกเท่าเรา

เป็นที่สังเกตและจดจำ

คนทั่วไปมีความคิดเห็นต่อข้าพเจ้าแบบนี้ก็ดูปกติ แต่คนที่ความจำเสื่อมแล้ว และคนที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ยังจำหรือรู้จักข้าพเจ้าได้ด้วยเครื่องแต่งกายชนิดนี้ ครั้งหนึ่งมีเพื่อนอาจารย์ป่วยหนักอยู่ที่จังหวัดเชียงราย อาการป่วยครั้งนี้กระทบกระเทือนจนความจำแทบเลือนหายไปเกือบหมด พูดคุยไม่ได้เหมือนก่อน ข้าพเจ้าและเพื่อนอาจารย์อีก 2 คน บินขึ้นไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลจังหวัดเชียงราย

ทันทีที่เขาเห็นพวกเรา แววตามีแววดีใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็พูดกับพวกเราไม่ได้ เพื่อนข้าพเจ้าคนแรกก็เข้าไปทักทาย และถามว่าจำได้หรือเปล่า อาจารย์ที่ป่วยก็พยักหน้าว่าจำได้ พวกเราก็ลุ้นว่า ถ้าจำได้ก็ต้องบอกชื่อได้สิ จากนั้นประมาณ 2 นาที ก็พูดชื่อเพื่อนอาจารย์ท่านแรกออกมาได้ ต่อไปก็อาจารย์ท่านที่ 2 คราวนี้ใช้เวลา 3 นาที ก็พูดชื่อออกมาได้

คราวนี้ถึงตาข้าพเจ้าบ้าง ก็ลุ้นว่าจำได้ไหม เขาพยักหน้าตอบรับทุกที แต่พูดชื่อออกมาไม่ได้ ได้แต่ชี้ที่เครื่องประดับตรงคอเสื้อของข้าพเจ้า 2 – 3 ครั้ง พวกเราก็แน่ใจว่าจำข้าพเจ้าได้ ภรรยาท่านก็เลยเอ่ยชื่อข้าพเจ้าว่า …ใช่ไหม? เท่านั้นแหละ ท่านก็พูดโพล่งชื่อข้าพเจ้าออกมาได้

นี่ก็คืออิทธิพลจาก Bolo Tie ของข้าพเจ้า ที่แม้กระทั่งผู้ป่วยความจำเสื่อมยังจำได้

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก

ขอแถมอีกนิดหนึ่งในเรื่องตัวตน เมื่อหลายปีมาแล้ว ข้าพเจ้านั่งทานข้าวในร้านอาหารที่สยามสแควร์คนเดียว ระหว่างกำลังก้มหน้าตักอาหาร ก็รู้สึกว่ามีคนมองอยู่ พอเงยหน้ามาก็พบหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารไม่ไกลจากข้าพเจ้านัก พอสบตากัน ผู้หญิงคนนั้นก็ยกมือไหว้ข้าพเจ้า

“อาจารย์พรรณเพ็ญใช่ไหมคะ” เธอถาม

ตอนนั้นก็งง ๆ และนึกว่าอาจเป็นลูกศิษย์จากสถาบันไหนสักแห่ง แต่คงไม่ใช่มหาวิทยาลัยศิลปากรเพราะไม่คุ้นหน้า เธอเดินมานั่งที่โต๊ะข้าพเจ้าแล้วถามว่า

“อาจารย์เขียนหนังสือเรื่องการจัดสวนใช่ไหมคะ” ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “ใช่” แล้วย้อนถามไปว่า “ทำไมรู้จักล่ะ” เธอบอกว่า “ในหนังสือมีรูปอาจารย์” ข้าพเจ้าก็ถามกลับไปว่า “รูปเล็กนิดเดียว แล้วพอมาเจอตัวจริงทำไมถึงรู้ว่าใช่”

“เพราะในรูปอาจารย์ก็แต่งตัวแบบนี้ คงจะมีไม่กี่คนที่ผูก Bolo Tie หนูเห็นอาจารย์แล้วมั่นใจว่าต้องใช่ก็เลยทัก แต่ถ้าไม่ใช่ก็เตรียมหน้าแตกเหมือนกัน” เธอตอบ จากนั้นก็แนะนำตัว

“เป็นสถาปนิก จบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระหว่างที่ออกมาทำงาน หนูได้ใช้หนังสือการจัดสวนของอาจารย์มาช่วยในการทำงานเยอะเลย ดีใจมากที่วันนี้ได้มาพบกับอาจารย์”

นี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งของเครื่องแต่งกายคู่ใจที่ช่วยแสดงตัวตนของข้าพเจ้า

ตอนนี้ข้าพเจ้าก็มีร่วม 100 เส้นแล้ว

กลับไปอเมริกาอีกครั้ง

หลังจากที่ข้าพเจ้ากลับมาเมืองไทยได้ 18 ปี ก็กลับไปอเมริกาอีกครั้ง เพื่อหาข้อมูลเขียนหนังสือเกี่ยวกับการแต่งสวน คิดว่าจะอยู่ประมาณ 1 เดือน จึงแวะพักไปเรื่อย ๆ เพื่อถ่ายรูปและเยี่ยมเยือนเพื่อน ๆ บ้าง เริ่มจากนิวยอร์ก มาฮิวสตัน เท็กซัส และไปยัง California Valley จุดสุดท้ายคือเมืองอนาไฮม์ ตามคำขอของ Prof.Schick และ Mrs.Majories ว่า ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสกลับไปที่อเมริกาอีก ขอให้พวกเขาเป็นเจ้าภาพดูแลข้าพเจ้าบ้าง เพราะในช่วงที่ท่านทั้งสองได้ทุนไปสอบที่คณะมัณฑนศิลป์ 1 เทอม ข้าพเจ้าก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยดูแลท่านด้วยเหมือนกัน ท่านประทับใจ จึงขอให้มาหาท่านทั้งสองด้วย

ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักออกแบบวัย 80 ใช้เวลา 50 ปี สะสม Bolo Tie มากกว่า 200 เส้นจากทั่วโลก

ท่านทั้งสองพร้อมด้วยลูกชาย Robert มารอรับข้าพเจ้าที่สถานีรถประจำทาง มื้อเย็น Mrs.Majories บอกว่าจะทำแฮมเบอร์เกอร์ให้ทาน ข้าพเจ้านึกว่าต้องทานแฮมเบอร์เกอร์อีกแล้วเหรอ แต่ไม่คาดคิดว่าแฮมเบอร์เกอร์ที่ได้ทาน จะอร่อยที่สุดในชีวิตที่เคยทานมาเลย เป็นฝีมือบ้าน ๆ ที่สุดยอดจริง ๆ

ข้าพเจ้าพักอยู่ที่นี่ 4 – 5 วัน ก่อนจะเดินทางกลับเมืองไทย ข้าพเจ้ามีความสุข สนุกสนานมาก และประทับใจมาก จนวันรุ่งขึ้นที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทย Mrs.Majories ก็ถามข้าพเจ้าว่า

“พรุ่งนี้จะกลับแล้ว จะไปซื้ออะไรบ้างไหม” ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “ไม่รู้จะซื้ออะไรหรอก เพราะก็ซื้อมาเยอะแล้ว แต่ถ้าสนใจก็มีอีกอย่างคือ Bolo Tie” เธอจึงพาไปที่ร้าน Western Wear ที่นั่นข้าพเจ้าเห็น มันวางอยู่ในตู้ประมาณ 30 เส้น ข้าพเจ้าค่อย ๆ เลือกลงมาได้ทั้งหมด 8 เส้น แต่ราคาก็ไม่เบานัก จึงตัดใจซื้อไว้เพียง 4 เส้น เดินดูอะไรต่ออีกเล็กน้อย แล้วก็กลับบ้าน

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากทานอาหารเช้า ข้าพเจ้านั่งรอญาติผู้น้องมารับ Prof.Schick ก็นำ Bolo Tie เส้นหนึ่งมามอบให้เป็นที่ระลึก เป็นของคุณพ่อที่ให้ท่านมา และเห็นข้าพเจ้าชอบใช้ก็เลยนำมามอบให้ วัสดุที่ใช้เป็นลูกปัดอย่างที่ชนเผ่าอินเดียนแดงชอบใช้กัน

บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
ของขวัญชิ้นพิเศษจาก Prof.Schick

ข้าพเจ้ารับมาด้วยความเต็มใจ และ Mrs.Majories ก็นำกล่องของขวัญมาให้อีกกล่อง ข้าพเจ้าขอบคุณและบอกเธอว่า ขอเปิดดูเลยได้ไหม เธอพยักหน้า แต่พอเปิดดู ความซาบซึ้งใจเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ เพราะของขวัญในกล่องก็คือ Bolo Tie อีก 4 เส้นที่ตัดใจไม่ซื้อมาเมื่อวานนี้ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ความจริงใจ ความละเอียดอ่อน และน้ำใจที่เธอมีต่อข้าพเจ้า

ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่ไม่อาจลืมได้เลย

บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
4 เส้นที่ข้าพเจ้าซื้อไว้เอง (ซ้าย) 4 เส้นที่ข้าพเจ้าตัดใจไม่ซื้อ (ขวา)

กลับจากอเมริกาคราวนั้น ข้าพเจ้ายังเดินทางกลับไปอีกเป็นระยะ ๆ ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เครื่องแต่งกายคู่ใจก็มีเพิ่มในคลังกว่า 100 เส้นแล้ว แต่คนที่ทำให้ข้าพเจ้ามีมากถึง 200 กว่าเส้น คือเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่อยู่ในก๊วนเดียวกันสมัยเรียนอยู่ที่อเมริกา หลังจากที่เขาจบปริญญาโท ก็ตั้งบริษัททำธุรกิจอยู่ที่นั่น มาถึงบัดนี้ก็ร่วม 50 ปีแล้ว เมื่ออยู่ไกลบ้าน เขาก็บินกลับมาเมืองไทยปีละ 2 – 3 ครั้ง ทุกครั้งที่บินกลับมาก็จะซื้อมาฝาก ครั้งละ 10 เส้นบ้าง 15 เส้นบ้าง บางครั้งร่วม 20 เส้น จนข้าพเจ้าต้องขอให้มาเยี่ยมทักทายเฉย ๆ ไม่ต้องซื้อมาฝากแล้ว แค่นี้ก็เยอะจนต้องซื้อตู้แขวนอีก 2 – 3 ตู้เสียแล้ว

เพื่อนข้าพเจ้าบอกว่า เขาเองก็ชอบเหมือนกัน แต่ไม่เคยคิดจะใช้ พอเห็นเพื่อนชอบใช้ก็เลยอยากซื้อมาฝาก เป็นความสุขและสนุกดี โดยเฉพาะบางครั้งก็ประมูลมา และบางส่วนก็เป็นของออริจินัลด้วย

Bolo Tie ในมุมของนักออกแบบ

ข้าพเจ้ามาพิจารณา Bolo Tie กว่า 200 เส้นที่มีรูปแบบที่แตกต่าง แทบไม่เหมือนกันเลย ถึงแม้มีแนวความคิดจากสิ่งเดียวกัน แต่พอลงรายละเอียดในการออกแบบก็แตกต่างกันไป

ข้าพเจ้าจึงลองแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ และคงไม่พูดถึงความเป็นมาของเครื่องประดับชนิดนี้ เพราะท่านอาจหาดูได้จากวิกิพีเดีย แต่ขอมองและวิเคราะห์ในฐานะนักออกแบบ

กลุ่มแรกและกลุ่มที่ 2 เกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงกัน ในกลุ่มแรกมาจากอารยธรรมและวัฒนธรรมของชนเผ่า วิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อ และสิ่งต่าง ๆ ที่มีความสำคัญกับชีวิต มักเป็นคน สัตว์ อาวุธ การแต่งกาย และสัญลักษณ์สำคัญ วัตถุต่าง ๆ ที่นำมาใช้ก็เป็นของในพื้นถิ่น ในกลุ่มนี้ของข้าพเจ้าอาจมีบางเส้นที่เป็นออริจินัลของเผ่า Navajo, Hopi หรือ Zuni ก็เป็นได้

บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
ดีไซน์แบบออริจินัล

ในกลุ่มที่ 2 ยังคงมีแนวคิดการออกแบบที่เกี่ยวข้องกัน แต่วิถีชีวิตก็แตกต่าง ก้าวหน้ามากขึ้น แสดงถึงความเก่งและความสามารถของผู้คนยุคนั้น เช่น รูปคาวบอยขี่ม้าโลดโผน ภาพสัญลักษณ์ หรือเครื่องแต่งกาย เช่น หมวก รองเท้าบูต เป็นต้น

ใน 2 กลุ่มนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าดูมีชีวิตชีวาและจิตวิญญาณมากกว่าอีก 2 กลุ่ม เพราะ 2 กลุ่มหลังนอกจากมีแนวความคิดที่เอาสัญลักษณ์สำคัญและความโดดเด่นของสถานที่มาใช้แล้ว ก็เป็นการออกแบบเป็นศิลปะสมัยใหม่ที่ดูสดใส สวยงามตามความนิยมเป็นหลัก

บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
ดีไซน์แบบประยุกต์ให้สมัยใหม่ขึ้น
บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
ความนิยม Bolo Tie ในชาติต่าง ๆ

สุดท้าย สำหรับความรักและความผูกพันที่มีต่อเครื่องประดับชนิดนี้มาตลอด 50 ปี จนถึงวันนี้ มันคือเครื่องแต่งกายชิ้นเล็ก ๆ ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ใช้สอย มีคุณค่ามากมาย เสมือนเป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงชีวิตของข้าพเจ้า หลายคนอาจคิดว่า ข้าพเจ้าเป็น ‘นักสะสม Bolo Tie’ แต่ที่เป็นความจริงยิ่งกว่านั้น คือ ข้าพเจ้าสะสม ‘ความรัก ความมีน้ำใจ และความเอื้ออาทร’ ที่ญาติสนิทมิตรสหายมอบให้ข้าพเจ้า มากกว่าที่จะประเมินค่าได้

บันทึก ย่าหน่อย พรรณเพ็ญ นักสะสมรุ่นเก๋า เล่าเรื่องความรัก ความผูกพันของ Bolo Tie ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
Bolo Tie เส้นโปรด

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

พรรณเพ็ญ ฉายปรีชา

นักออกแบบตกแต่งภายในและจัดสวน ผู้มี Bolo Tie เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load