ฟ้าอึมครึมเหมือนฝนจะตกในไม่ช้า แต่เมื่อเราได้เดินเข้ามาในห้องสมบัติของ อุ๋ง-จีรณัทย์ แพทย์อุดม บรรยากาศรอบตัวก็สดใสขึ้นทันตา เพราะของเล่นที่เขาสะสมมานานหลายสิบปีเรียงรายดาษดื่นไปทั่วทั้งห้อง ตั้งแต่บนตู้ ในตู้ บนกำแพง ไปจนถึงพื้นห้องและหลังประตู ชนิดที่เราแทบไม่มีที่ยืน!

ระหว่างที่เรากำลังตกตะลึงกับความมากมายหลากหลายของความทรงจำวัยเด็ก เจ้าของห้องก็รีบบอกเราอย่างถ่อมตัวว่า “ผมคิดว่า ผมไม่น่าจะใช่นักสะสม Happy Meal เบอร์ต้นของประเทศไทยนะครับ เพราะผมสะสมอย่างจริงจังแค่ของไทย แต่ยังมีนักสะสมท่านอื่นที่สะสมทั้งของไทยและต่างประเทศ”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

อย่างไรก็ตาม อุ๋งน้อมรับว่าเขาเป็น McDonald’s LOVER ที่สะสมแทบจะ ‘ทุกสิ่งอย่าง’ ของ McDonald’s เรียกว่าแพสชันเรื่องนี้ของเขาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของประเทศ โดยมีตั้งแต่กล่องกระดาษ Happy Meal รุ่นใหม่ที่เรียงสูงจนเลยเพดาน กล่องกระดาษรุ่นเก่าหายาก ของสะสม McDonald’s พรีเมียม แก้วน้ำ หลอด ถัง สติกเกอร์ ปากกา ปฏิทิน คูปอง ใบปลิว บัตร Pin (เข็มกลัด) หรือแม้กระทั่งถุงพลาสติก ขอแค่มีโลโก้ตัวเอ็ม (M) อันคุ้นเคยของ McDonald’s เขาก็เก็บทุกอย่าง

แต่ก่อนจะถึงช่วงเวลาแห่งการสนทนาอย่างตั้งใจ อุ๋งใช้เวลาสักพักในการอธิบายที่มาโดยย่อของของสะสมด้วยท่าทางกระตือรือร้น เพราะครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ เขาเคยคิดว่าตัวเองมีความชอบที่แปลกประหลาด แต่ในวันที่สังคมออนไลน์เรียกเพื่อนพ้องในวันวานกลับมาหากัน อุ๋งกล้าจะบอกเล่าประสบการณ์เปิดโลกอันน่าสนใจของตนเอง ซึ่งเราก็นั่งลงกลางดงของเล่น และฟังอย่างจดจ่อราวกับพี่ชายเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

01
Once upon a time

เจ้าของเรื่องหยิบตัวช่วยในการรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมา นั่นคือหนังสือ ‘Thailand’s Happy Meal For McDonald’s Collectors – คู่มือสะสมแฮปปี้มีล’ จัดทำโดย etc.com ซึ่งภายในมีภาพชุด Happy Meal ให้ชมกว่า 500 ภาพ รวมถึงข้อมูลจากการสัมภาษณ์และแหล่งข่าวทั่วไป

เราที่เคยแต่กินอย่างคนไม่รู้ประวัติได้มานั่งเลกเชอร์ที่มาที่ไปของแบรนด์ ก็พบความน่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งจะขอสรุปโดยย่อให้ทุกคนฟังว่า McDonald’s เป็นธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดของสองพี่น้อง Dick and Mac McDonald ที่ดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จและไปเข้าตาของ Ray Kroc เซลล์ขายเครื่องปั่นมิลค์เชคผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จน Ray มองเห็นลู่ทางในการขยายธุรกิจจึงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดต่อ ก่อนที่จะซื้อหุ้นจากสองพี่น้องมาบริหารเอง และประสบความสำเร็จยิ่งกว่าเก่า

หนึ่งในความสำเร็จด้านการตลาดและโฆษณาของบริษัท คือการรวมอาหารและของเล่นเข้าด้วยกัน เป็นชุด Happy Meal ที่มุ่งเป้าไปยังเด็ก ๆ แต่ถึงอย่างนั้นผู้ใหญ่ทั่วโลกก็ชอบสะสมของเล่นดังกล่าวเช่นเดียวกัน

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

สำหรับ McDonald’s ในประเทศไทยเกิดจากการที่ คุณเดช บุลสุข ได้รับคัดเลือกจากอเมริกาให้เป็นผู้จำหน่าย ภายใต้ชื่อ ‘บริษัท แมคไทย จำกัด’ ใน พ.ศ. 2528 ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือการทดลองขายอาหารชุด Happy Meal โดยเริ่มจำหน่ายตัวอย่างทดลองตลาดเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2535 ชื่อชุด ‘Carnival’ ออกมาทั้งหมด 4 แบบ ประกอบด้วย 4 สหายมาสค็อตของร้าน คือ Birdie on Swing, Grimace on Merry-Go-Round, Hamburglar on Ferris Wheel และ Ronald on Carousel ทั้งหมดเป็นตุ๊กตาสีสันสดใส ทั้งยังหมุนได้ เล่นได้ ประกอบสนุก และไม่อันตรายต่อเด็ก ส่งผลให้ความนิยมชุดอาหารหรรษานี้เพิ่มขึ้นในประเทศไทย

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Carnival ของเล่นชุดแรกที่ทดลองขายในประเทศไทย

ตามต่อมาด้วยชุด McDino Changeables (พ.ศ. 2535) ของเล่นจาก 4 เมนูยอดนิยมที่เปลี่ยนร่างเป็นไดโนเสาร์ได้ และ Mc Rockin Food (พ.ศ. 2536) 4 ของเล่นจาก 4 เมนูยอดฮิตที่ดุ๊กดิ๊กไปมาเมื่อไขลาน

กระทั่ง พ.ศ. 2537 การทดลองจำหน่ายก็สิ้นสุดลง แทนที่ด้วยของเล่นอย่างเป็นทางการชุดที่ 2 คือ The Flintstone ที่ออกมาสนองความดังของหนัง ประกอบด้วยตัวละครบนรถยุคหินและบ้าน 5 หลัง ได้แก่ Fred and Bedrock-O-rama, Wilma and Flinstone’s House, Barney and Fossil Fill-up, Betty, Bamm-Bamm and RockDonald’s และ Pebble, Dino and Toy-saurus ซึ่งอุ๋งบอกว่า นี่เป็นเซ็ตที่โด่งดังตามความฮิตของหนัง แต่เมื่อเทียบกับ Summer Set (พ.ศ. 2537) ที่ออกมาอย่างเป็นทางการชุดแรกของประเทศไทย ความต้องการนั้นแตกต่างกันอย่างลิบลับ

“ชุดนี้ผมเคยมีตอนเด็ก แต่หายไปแล้ว พยายามจะหาซื้อแต่ยากจริง ๆ เพราะมันเป็นลูกบอล 2 ชั้นเป่าลม มีแว่นกันแดด กับถังทรายพลาสติก ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่มี หากไม่แตกก็พัง แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนเก็บไว้อยู่” อุ๋งพูดอย่างเสียดาย แต่ถึงอย่างนั้นความชื่นชอบในร้านอาหารรูปตัว M ของเขาก็ไม่เคยน้อยลง เขายังมุ่งมั่นสะสมทุกอย่างด้วยความสุขต่อไป จนถึงขั้นเคยสมัครเป็นพนักงานพาร์ตไทม์หลังจบชั้นมัธยมศึกษา และยอมไปทำงานไกลบ้าน เพื่อไม่ให้พลาดของจาก McDonald’s สักชิ้น!

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Flintstone ของเล่น Happy Meal อย่างเป็นทางการชุดที่ 2 ของประเทศไทย
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Summer Set ถ่ายจากหนังสือ Thailand’s Happy Meal For McDonald’s Collectors

02
McDonald’s and my part-time E-I-E-I-O

ในสมัยที่อุ๋งยังเป็นวัยรุ่น การสะสมของเล่นช่างเป็นเรื่องที่น่าขำขันในสายตาของคนอื่น มีทั้งคนที่หัวเราะด้วยความไม่เข้าใจ และหัวเราะด้วยความแปลกใจระคนตื่นเต้น แต่สำหรับนักเรียนชายที่มีจิตใจมุ่งมั่นคนนี้ การสะสมของเล่นกลับไม่ได้ไร้สาระอย่างที่ใครดูแคลน เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการท่องโลกกว้างครั้งแรก ที่มอบทั้งประสบการณ์การทำงานและมิตรภาพข้ามประเทศให้กับเขา ภายใต้ตราบริษัท แมคไทย จำกัด

“ตอนที่มีร้านแฮมเบอร์เกอร์มาจากเมืองนอก พ่อของผมก็พาไปกิน ด้วยความที่ชอบของเล่นอยู่แล้ว ผมจึงขอพ่อซื้อของเล่นด้วย เริ่มตั้งแต่ประมาณ 11 ขวบ แต่ตอนนั้นยังเก็บไม่ครบนะครับ เพราะเรายังเด็ก ราคาตอนนั้นยังไม่แพง ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 35 บาท พอเราโตขึ้นก็ยังเก็บเงินซื้อเองได้ในแต่ละอาทิตย์ แต่ความเจ็บใจมันเกิดจากชุด Mulan (พ.ศ. 2541)” เขาเปิดหนังสือคู่มือให้ดูก่อนจะเล่าต่อ

“ผมชอบดิสนีย์มาก เลยตั้งใจว่าชุดมู่หลานยังไงก็ต้องเก็บได้สบาย ๆ แต่ปรากฏว่ามันฮิตมากเกินไปจนผมซื้อไม่ได้! ซื้อได้แค่ Khan (ม้า), Mulan, Shang-Li, Mushu และ Shan-Yu (ตัวร้าย) ขาด Little Brother (สุนัข), Chien-Po, Ling and Yao (3 สหายเพื่อนมู่หลาน) และ Cri-Kee (จิ้งหรีด) เพราะวิธีสมัยก่อนของร้านคือ ปกติที่ขายแบบละอาทิตย์ ถ้าวันจันทร์แบบแรกหมด เขาจะเอาแบบต่อไปมาขายเลย โดยไม่รอรอบถัดไป สมัยก่อนน่าจะขายวันจันทร์กับพุธ แปลว่าถ้าเราอยากได้ครบต้องไปทุกวัน แต่มันคือวันเรียนของเรา ก็เลยซื้อไม่ทัน เจ็บใจมากครับ”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
Mulan ของเล่น Happy Meal ที่ปัจจุบันสะสมครบแล้ว

เด็กชายเก็บความชอกช้ำในวัยเรียนเอาไว้จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วไปบอกคุณแม่ว่า จะไปสมัครทำงานที่ McDonald’s 

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเป็นพนักงานก็จะได้ของเล่นครบ โดยไม่ต้องตาม เพราะรู้อยู่แล้วว่าของเล่นออกวันไหน ผมก็ไปสมัครที่สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ผู้จัดการถามว่ามาสมัครเพราะอะไร ผมบอกตามตรงไปเลยว่า ผมชอบของเล่นเลยอยากสะสมให้ครบ เขาก็หัวเราะ”

ในตอนนั้น สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วานรับพนักงานเต็มแล้ว ทำให้อุ๋งที่บ้านอยู่นนทบุรีตัดสินใจรับงานที่สาขาโลตัสหลักสี่ ซึ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ลำดับที่ 77 ของประเทศไทย ด้วยความมุ่งมั่นและโชคดี การเติบโตของพนักงานคนนี้จึงเริ่มขึ้นท่ามกลางมิตรภาพ จนเวลาล่วงเลยไป 2 ปี อุ๋งวางมือจากการเป็นพนักงาน และเริ่มต้นชีวิตวัยผู้ใหญ่อย่างจริงจัง

หลายคนอาจมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า ชีวิตการทำงานของเด็กที่เพิ่งเรียนจบมัธยมนั้นเป็นอย่างไร อุ๋งบอกอย่างภูมิใจว่า พนักงานที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดี นอกจากนี้ McDonald’s ยังจัดกิจกรรมมากมายที่พัฒนาสกิลล์และความสนุกสนานให้กับพนักงาน รวมถึงลูกค้าที่แวะเวียนมา

“มันทำให้ผมรักแมคมากขึ้น สมัยก่อนไม่ใช่แฟรนไชส์ที่เหมือนกันทั่วโลกแบบปัจจุบัน คุณเดชใส่ใจพนักงานทุกสาขา เขามีแพสชันที่จะทำอาหารของเราให้ดีและเสิร์ฟรวดเร็ว การเป็นพนักงานทำให้ผมเก็บของนอกจาก Happy Meal ได้ เช่น ของพรีเมียม Pin เข็มกลัด สมัยก่อนจะมีขายที่สาทร แต่พอเราเป็นพนักงานมันมีความพิเศษกว่านั้น คือผู้จัดการจะเอา Pin มาหลอกล่อพนักงาน โดยเฉพาะผม ถ้าลงเคาน์เตอร์ เขาจะบอกตอนเช้าว่า วันนี้ให้แข่งขายพาย ใครขายได้มากสุดเขาจะให้”

แล้วเป็นยังไงคะ – เรารีบถาม

“ผมก็ขายพายทั้งวัน เหมือนขายขนมจีบซาลาเปาในเซเว่น (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ผมจะได้นะ แต่ต่อให้ไม่ได้ เพื่อนก็จะให้เราอยู่ดี จนวันหนึ่ง เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก คือมีทีมจากอเมริกามาตรวจงานที่ไทย ผมก็ทำงานปกติไม่คิดอะไร แต่ตอนกลับเขาฝาก Pin อันหนึ่งให้ผม มันเป็น Pin จากอเมริกาที่มอบให้เพื่อแสดงว่า พนักงานคนนี้ยิ้มเก่ง มีความเป็นมิตรกับลูกค้า (เขียนว่า The Smile Maker) ผมภูมิใจมาก เพราะมันได้จากการทำงานของตัวเอง”

เรามองไปที่เสื้อสีขาวหม่นของอุ๋ง เขานำ Pin สำคัญหลายอันมาติดไว้บนนั้นเพื่อให้เราเก็บภาพ บางอันเป็นของที่ได้จากวัฒนธรรมการแลก Pin กับเพื่อนต่างสาขาในประเทศไทย บางอันเขาได้มาจากเพื่อนร่วมงานตอนไปที่สาขาสิงคโปร์ และอีกหลายอันที่แสดงถึงความภูมิใจด้วยคำว่า ‘100% Customer Satisfaction’

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

03
“I’m lovin’ it”

ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ ทุกประสบการณ์ล้วนสอนให้เราเติบโต เมื่ออุ๋งเก็บเกี่ยวทุกอย่างจนถึงเวลาวางมือ เขาหันหลังให้งานพาร์ตไทม์ แต่เขาไม่เคยหันหน้าหนี McDonald’s จนถึงทุกวันนี้ที่เขามีครอบครัว ในทางกลับกัน ยิ่งห่างไกลวัยเด็กมากขึ้น คุณค่าของความทรงจำ คุณค่าของของเล่น และคุณค่าของความชอบ กลับยืนเด่นยิ่งกว่าเดิม

“สำหรับผม ของเล่นไม่ได้มีประโยชน์อะไรไปมากกว่าความสุข”

เขาบอกกับเราเมื่อชวนแลกเปลี่ยนว่า อะไรคือประโยชน์ของการสะสมทุกสิ่งอย่างของเขา

“คนเราจะหาความสุขในรูปแบบที่แตกต่างกัน ถ้าเครียด ถ้าเซ็ง เข้าไปในห้องหยิบของเล่นออกมา หรือจัดของก็เพลินแล้ว ส่วนตัวผม ของเล่นเป็นเรื่องของความสุข แต่วันนี้ที่มีลูก ของเล่นถือเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ ไม่ว่าของเล่นจะถูกหรือแพง มันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพัฒนาการของเด็กที่ดีมาก และตัวเราคือคนที่ได้ใช้เวลากับเขา อันไหนที่ลูกเล่นได้ เขาอยากเล่นก็เล่นได้เลย บางชุดลูกชอบ เราก็ซื้อให้เขาด้วย ผมย้อนนึกถึงวันที่พ่อแม่พาผมไปกินแมค พอลูกโตเราก็พาเขาไปบ้าง”

อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ
อุ๋ง จีรณัทย์ นักสะสม Happy Meal ผู้สมัครงานใน McDonald's เพื่อเก็บของเล่นให้ครบ

พูดถึงความหมายของของสะสม McDonald’s ที่มีต่อชีวิตอุ๋ง เขาอธิบายไม่ถูก แต่ขอเล่าเรื่องให้ฟังแทนว่า ช่วงที่ไปญี่ปุ่น เขาซื้อ Happy Meal ของที่นั่น แต่ก็ไม่พลาดฝากเพื่อนที่ประเทศไทยซื้อของไทยอย่างขาดไม่ได้ สำหรับชายคนนี้ เสน่ห์ของการสะสมเกิดจากการที่ของเหล่านั้นหาซื้อทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าไม่ได้ บางอย่างคือของพรีเมียมที่ต้องแลกกับประสบการณ์การรอและเดินไปซื้อด้วยตัวเอง

“ผมชอบของเล่น แต่เด็ก ๆ เราซื้อของเล่นทุกวันไม่ได้ พอมี Happy Meal เกิดขึ้น มันเหมือนเป็นกิจวัตรที่เรารู้ว่า ถ้าเสาร์อาทิตย์พ่อแม่พาไปกินแมค เราจะได้ของเล่น เลยรู้สึกว่าแมคเจ๋ง มันทำให้เราได้ของเล่นทุกอาทิตย์ แถมพอมีดิสนีย์ที่เราชื่นชอบออกมาให้เก็บสะสม เราก็ยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก อย่างมู่หลานที่เล่าไป เราชอบจนไปอ่านหนังสือวิธีการสร้างการ์ตูน เราอยากทำงานเป็นแอนิเมเตอร์ พอได้ทำจริงมันก็อัปเกรดชีวิตเรา เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจาก McDonald’s ทั้งในฐานะลูกค้าและคนที่เคยเป็นพนักงาน”

เขาเล่าว่า เพื่อนหลายคนที่เข้ามาเห็นขุมทรัพย์ความทรงจำมักจะบอกว่าเขาบ้า

“ผมก็เชื่อแบบนั้นครับว่าผมบ้า ก่อนหน้าที่จะมีสังคมออนไลน์นะ สมัยก่อนเราต้องไปต่อคิวซื้อเองทุกสัปดาห์ ถ้าซื้อไม่ครบต้องไปซื้อกับพ่อค้าตามตลาด บางครั้งก็ต้องตัดใจซื้อทั้งชุด แต่ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงมันมี ผมยังเหมือนเดิมคือซื้อเองทุกวันศุกร์ ไม่ก็สั่งเข้ามา แต่พอมีโซเชียล เราก็ตามหาในกลุ่มของเล่นได้”

แม้ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่ใจชายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจริง ๆ

อุ๋งบอกเราว่า เขาไม่เคยมีความคิดจะหยุดซื้อของเล่นเลยแม้อายุจะขึ้นเลข 4 แล้วก็ตาม เขายังมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างจากการ์ตูน และเดินหน้าด้วยการ์ตูนอยู่ตลอด สิ่งนี้สะท้อนว่า Happy Meal เจาะกลุ่มเป้าหมายได้หลายช่วงวัย โดยเริ่มจากของเล่นเด็ก และพัฒนากลายมาเป็นของสะสมของผู้ใหญ่ด้วยตัวเอง

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

04
Happy man and his happy time

ระหว่างชมของสะสมภายในห้องของอุ๋ง เขาบรรยายเรื่องราวที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำด้วยแววตาสนุกสนานราวกับเด็กอยู่เสมอ เราชอบเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังมาก แต่จะขอคัดเรื่องและของเล่นมาให้ชมกันเพียงเท่านี้ก่อน (บางส่วนมีภาพประกอบไปในช่วงแรกแล้ว)

01 ตู้สะสม McDonald’s

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง
ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“ตู้นี้เป็นของสะสม McDonald’s ถ้าพูดถึงความเปลี่ยนแปลงของของสะสม ผมเก็บแก้วแมคธรรมดาด้วย มีทุกไซส์ 4 ไซส์ แก้วเหล่านี้ตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมามันเปลี่ยนรูปแบบไปเยอะ เราเองในฐานะนักออกแบบก็ได้รู้ถึงความคิด ค่านิยม ของคนออกแบบในยุคนั้น เหมือนกล่อง Happy Meal ที่เปลี่ยนไป ซึ่งชุด Flintstone เล่าไปก่อนหน้านี้ จุดเด่นอีกอันจะอยู่ที่กล่องกระดาษนี่เลย”

02 กล่อง Happy Meal

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดเกี่ยวกับ Happy Meal นอกจากของเล่น คือกล่อง Happy Meal พวกกล่องหรือแก้ว หลายคนมองว่ามันเป็นขยะ แต่เรารู้สึกว่า ถ้าบ่งบอกความเป็นตัวเราว่า เราชอบเก็บจริง ๆ ไม่ใช่แค่เอาของเล่นออกมา กินของข้างใน แล้วทิ้งไป เราจึงเก็บมันด้วย ต่อให้เหมือนกันหมดทุกใบเราก็เก็บ พวกกล่องธรรมก็เอาซ้อนกันจนถึงเพดาน แต่ต้องยกออกเพราะมันเลยเพดาน”

03 ของพรีเมียมและการทำงานที่ McDonald’s

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“นี่คือภาพตอนที่ทำงานอยู่หลักสี่ อันนี้คือผ้าพันคอที่ให้กับพนักงานที่ร่วมปาร์ตี้ประจำปี เขาจะมี Outing พาไปเที่ยว และวันนี้ที่จัดงานใหญ่ พนักงานทุกสาขาจะมารวมกัน สีม่วงเป็นของกลุ่มเรา ของโต๊ะอื่นก็สีอื่น”

อุ๋งเล่าเพิ่มว่า สมัยก่อน McDonald’s มีความเป็นไทยเข้าไปผสมมากกว่ายุคปัจจุบัน เช่น มีสะเต๊ะไก่ ข้าวมันไก่ เนื่องจากสมัยก่อนบริษัทแมคไทยทำเองได้ การตกแต่งของแต่ละสาขาจึงไม่เหมือนกัน ส่วน Happy Meal ค่อนข้างเหมือนกันทั่วโลก ขึ้นอยู่กับการเลือกของเล่นมาจำหน่ายของแต่ละประเทศ เช่น 1 ชุด มีตุ๊กตา 8 แบบ ไทยอาจเลือกมาแค่ 4 แบบ ทำให้บางครั้งเมื่อนักสะสมเก็บของเล่น Happy Meal ไทยครบ แต่เมื่อไปต่างประเทศก็อาจเจอของเล่นแบบอื่นในชุดเดียวกัน

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“อันนี้เป็นของพรีเมียมอื่น ๆ จริง ๆ มีไม้บรรทัดด้วย ตอนนั้นเดอะมอลล์งามวงศ์วานทำเดลิเวอรี่ก่อนที่จะมีบริการส่งอาหารแบบในปัจจุบัน ทำมาตั้งแต่โทรศัพท์ยังไม่เป็น 02 ผมจำปีไม่ได้ แต่เขาแจกในวันที่เราไปทาน แล้วเขาบอกว่า เดี๋ยวนี้ถ้าคุณอยู่แถวนนทบุรี เขาส่งให้ฟรีนะ”

นอกจากนี้ อุ๋งยังเก็บบัตรสมาชิก รวมถึงใบปลิวและคูปองอื่น ๆ เอาไว้ โดยเขาเล่าถึงคามสนุกสนานสมัยก่อนว่า

“มีช่วงหนึ่งซื้อ Happy Meal แล้วเอาคูปองส่วนลดไปลดค่าซื้อวิดีโอได้ ตอนนั้นพวกดิสนีย์กำลังมา Beauty and the Beast, The Lion King 2: Simba’s Pride หรือ The Little Mermaid II: Return to the Sea อีกอันที่ชอบมากคือคูปอง 60 วินาที เป็นความสนุกของเราและลูกค้า สมัยนั้นจะมีนาฬิกาจับเวลาตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ พอลูกค้าสั่งซื้อเสร็จ จ่ายเงิน เราจะกดจับเวลา แล้วหันไปจัดอาหารให้เสร็จภายใน 60 วินาที ถ้าไม่ทันลูกค้าจะได้คูปองไปเป็นส่วนลดต่าง ๆ”

04 Happy Meal ชุด Toy Story (พ.ศ. 2539)

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“ชุดแรก ๆ ของ Walt Disney กับ Happy Meal ก็มี Toy Story เราชอบดิสนีย์เป็นพิเศษ เพราะเขามีพัฒนาการด้านการ์ตูนเรื่อย ๆ พอออก Toy Story ชุดแรกมา ผมยังจำได้ว่าที่บ้านพาไปเที่ยวพัทยา ผมก็ไปซื้อได้ Buzz Lightyear มาจากพัทยา สมัยก่อนถ้าซื้อของเล่นดิสนีย์ตามห้างมันแพงมาก แต่ Happy Meal ทำให้เราสัมผัสของเล่นดิสนีย์ได้ในราคาถูก จากนั้นก็มี The Hunchback of Notre Dame, 101 Dalmatians ตอบโจทย์มาเรื่อย ๆ

“ที่ฮือฮากันมากตอนนั้นคือ 101 Dalmatians เพราะออกมา 101 แบบ ให้คนเก็บกันจนอ้วก รวมกับภาค 2 อีก 102 ตัว เป็น 203 ตัว แต่คาแรกเตอร์ 4 สหาย Birdie, Grimace, Hamburglar และ Ronald เป็นสิ่งที่เราชอบ เจ้าอื่นก็มีการสร้างคาแรกเตอร์ แต่เราไม่ค่อยชอบ เพราะบางอันดูเป็นเด็กไป ส่วนคาแรกเตอร์ที่เห็นบ่อย ๆ จะเป็น 4 สหาย, Barbie และ Snoopy เราเก็บ Barbie ด้วยแต่ไม่ได้เอาออกมาโชว์ เพราะเดี๋ยวผมโดนฝุ่นจับ”

05 Happy Meal ของเล่น Hot Wheels

ความสุขตลอดกาลและการเรียนรู้โลกกว้างของ 'อุ๋ง จีรณัทย์' นักสะสม Happy Meal ผู้เป็น McDonald's LOVER ตัวจริง

“นี่คือรุ่นแรก ๆ ของ Hot Wheels ผมเห็นพัฒนาการของของเล่นมาเรื่อย ๆ ด้วยความที่ผมเป็นนักออกแบบทำงานอยู่ในวงการเหล่านี้ ผมจึงชอบมองดูการเปลี่ยนแปลงของมัน ของเดิมจากที่สกรีนลงไปบนเหล็ก เขาเริ่มลดต้นทุนเป็นเหล็ก แต่ไม่สกรีน ให้ติดสติกเกอร์แทน พอนานวันเข้ามันก็หลุด ปัจจุบันเป็นพลาสติกเพียว ติดสติกเกอร์เอง แต่ผมเข้าใจนะ เขาต้องทำให้ราคามันอยู่ได้ แล้ว Barbie จะมาคู่กับ Hot Wheels เสมอ อย่างละ 4 แบบ เป็น 8 แบบใน 1 เดือน เพราะถ้ามี Barbie อย่างเดียว เด็กผู้ชายจะไม่ซื้อ และถ้ามี Hot Wheels อย่างเดียวเด็กผู้หญิงก็จะไม่ซื้อ เขาจึงออกมาสัปดาห์ละ 2 ตัว ส่วนผมซื้อครบหมด”

เรานั่งสนทนากันอย่างสนุกสนานกว่า 3 ชั่วโมง เรื่องราวของ อุ๋งจีรณัทย์ ทำให้เราเชื่อเหลือเกินว่า ของเล่นและความชอบไม่เคยเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เป็นความสุขที่ก่อเกิดประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และชีวิตที่ถูกเติมเต็มอย่างมีความหมายเหนือความคาดหมายของใครหลายคน

“ผมจะสะสมต่อไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่แมคยังไม่หยุดผลิต” อุ๋งจบการสนทนาด้วยความแน่วแน่เหมือนตอนที่เริ่ม

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load