เมื่อครั้งที่ The Cloud ไปสัมภาษณ์ พลพัฒน์ อัศวะประภา หรือ หมู ASAVA เขาพูดถึงคนคนหนึ่งที่รู้จักกันเมื่อตอนอยู่นิวยอร์กด้วยความชื่นชม คนคนนั้นคือ เจ-นพณัฐ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบเบื้องหลัง Window Display ของ Bergdorf Goodman ห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเมือง และเป็นโชคดีของเราที่เขาตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทยเมื่อปีกลายพอดี

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

Bergdorf Goodman ตั้งอยู่บนถนนสำคัญ 3 สายคือ Fifth Avenue ถนน 57th และถนน 58th ซึ่งจะมีอายุครบ 120 ในปีนี้ นับเป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่คู่มหานครมากว่าหนึ่งศตวรรษ โดยทุกเทศกาลคริสต์มาส หน้าต่างใหญ่ทั้ง 16 บานของอาคารแห่งนี้จะเป็นที่เลื่องลือของสื่อทุกสำนัก ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางที่เหล่านิวยอร์กเกอร์และนักท่องเที่ยว ต้องมาชมความตระการตราของวินโดว์ดิสเพลย์ที่บรรจงออกแบบล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน คล้ายกับที่หลายคนเฝ้ารอต้นคริสต์มาสของอาคาร Rockefeller อย่างไรอย่างนั้น

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

เจเคยทำงานร่วมกับแบรนด์ดังอย่าง Dior และ Hermès และเป็นคนไทยที่ออกแบบให้กับห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มา 20 ปี เขาบอกว่าที่เข้าวงการนี้มาได้คือการจับพลัดจับผลู ซึ่งกลายมาเป็นอาชีพในภายหลัง งานของเขาทั้งหมดไม่ได้เล่าเรื่องราวออกมาตรงๆ มันผ่านกระบวนการคิด การพัฒนา และการตีความ ที่เขามักจะเหลือพื้นที่ให้คนดูได้เอาไปคิดต่อ แต่สิ่งหนึ่งที่มีมาตลอดโดยไม่เปลี่ยนแปลง คือใจรักในงานศิลปะและงานออกแบบของตัวเองที่แสดงให้เห็นในงานทุกชิ้น เช่นเดียวกับความสนุกของการเปลี่ยนภาพในหัวให้ออกมาโลดแล่นอยู่ในชีวิตจริง

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
01

ย้อนกลับไปตอนเป็นเด็ก เจเป็นเหมือนเด็กทั่วไปที่ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ โตมาหน่อยถึงจะพอสังเกตว่าตัวเองชอบงานศิลปะ ชอบงานออกแบบ ชอบของสวยของงาม แต่จะให้ไปเรียนจิตรกรรมหรือสาขาทางศิลปะอื่นๆ คงไม่ไหว เพราะเขาวาดรูปไม่เก่ง ทั้งยังเรียบจบมัธยมปลายสายวิทย์-คณิต พร้อมวิธีคิดแบบตรรกะอย่างเต็มขั้น จึงตัดสินใจสอบเอนทรานซ์เข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาที่เชื่อว่าน่าจะตรงกับความสนใจมากที่สุด

“สมัยนั้นไม่มีตัวเลือกมากนักหรอก” เขาว่าอย่างนั้น ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยเองก็ตีกรอบให้เดินทางใดทางหนึ่ง แต่กลายเป็นว่าเขาชอบวิชาสถาปัตย์ ชอบขนาดที่ตัดสินใจไปเรียนต่อสาขาเดียวกันที่ University of California, Los Angeles หรือ UCLA

“ตอนนั้นคิดว่าที่เรียนมายังรู้ไม่พอ เรายังไม่เก่ง แล้วปกติเป็นคนชอบเรียนอยู่แล้ว คิดแค่ว่าจบสถาปัตย์มาก็ต้องเรียนสถาปัตย์ต่อสิ แล้วสาขาตอนปริญญาโทที่เราเลือกมันเน้นเรื่องคอนเซ็ปต์หนักมาก เน้นไอเดีย เน้นวิธีคิด มันไม่ค่อย Practical เท่าไหร่ในชีวิตจริง แต่เราชอบมาก เพราะรู้ว่าตัวเองไม่เก่งด้านเทคนิค แต่เก่งเรื่องไอเดีย ตอนเรียนอาจารย์บางคนถึงกับบอกเลยว่า ไม่ต้องสนใจหรอกว่าคุณจะสร้างมันออกมาได้ยังไง สิ่งนั้นไปเรียนต่อในชีวิตจริงได้ ถ้าคุณทำโมเดลออกมาได้ มันก็ต้องสร้างได้” 

โจทย์ในวิชาเรียนตอนนั้นให้ความสำคัญที่กระบวนการในความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก เช่น การออกแบบสถาปัตยกรรมจากบทเพลง ให้วิเคราะห์จังหวะ โน้ต แล้วปรับพัฒนาออกมาเป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้งานได้จริง

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
02

แม้จะชอบวิชาสถาปัตย์แค่ไหน ส่วนที่เขาชอบคือครีเอทีฟไอเดีย ซึ่งเมื่อทำงานในชีวิตจริงมันไม่เป็นไปอย่างใจทุกครั้ง เพราะสุดท้ายวิชาชีพสถาปนิกส่วนใหญ่ต้องทำตามโจทย์ของลูกค้าเป็นหลัก

ช่วงใกล้เรียนจบปริญญาโท เขาได้ลงเรียนวิชาภาพถ่ายและ Installation Art ของคณะ Fine Arts และทำงานออกมาได้ดีกว่าเพื่อนคนอื่นๆ จึงย้ายไปอยู่นิวยอร์กหลังเรียนจบ และตัดสินใจเรียนต่อเพื่อปริญญาโทอีกใบที่ School of Visual Arts แต่คราวนี้เป็นคณะศิลปะโดยไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะวาดรูปเก่งหรือไม่

“เราเรียนสาขาภาพถ่าย แต่เขาไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นภาพถ่ายเท่านั้น เพราะงานอาร์ตไม่ควรจำกัดอยู่แค่สื่อใดสื่อหนึ่ง เข้าไปแรกๆ ก็ทำงานถ่ายรูปแหละ ไปๆ มาๆ ก็เน้นงาน Installation โดยนำภาพถ่ายมาประกอบการทำ Installation ในสเปซสเปซหนึ่ง ซึ่งก็ตรงกับที่เรียนสถาปัตย์มา เราเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ในสเปซ เราก็เอาทุกอย่างมาผสมผสานเข้าด้วยกัน”

งานอาร์ตตอบเขาเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง การได้ทำตามใจตัวเองทุกอย่าง แต่ความจริงอีกข้อที่มองข้ามไม่ได้คือ ศิลปินส่วนใหญ่ไม่สามารถเลี้ยงชีพจากการทำงานศิลปะอย่างเดียว ส่วนใหญ่ต้องทำงานเสริมควบคู่กัน งานเสริมของเจในตอนนั้นคืองานกราฟิกดีไซน์

“คนเรียนอาร์ตทุกคนก็ใฝ่ฝันว่าจะเรียนจบมาเป็นศิลปินเต็มตัว ได้แสดงงานในแกลเลอรี่ มีคนมาซื้องาน ซึ่งในชีวิตจริงก็ไม่เป็นแบบนั้น ช่วงแรกๆ เราทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ซึ่งพอทำไปก็รู้ว่าเป็นอะไรที่เราไม่ชอบ เราไม่ชอบงานที่ต้องนั่งโต๊ะ จำเจ ไม่ชอบงานที่ต้องเข้าออกเป็นเวลา นั่งทั้งวันอยู่ที่เดิม เราชอบไปๆ มาๆ รักอิสระ ทำงานนั้นอยู่ปีกว่า แล้วถึงจับพลัดจับผลูได้มาทำวินโดว์ดิสเพลย์”

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
03

เจเล่าว่าสมัยนั้นเขาเป็นแฟนวินโดว์ดิสเพลย์ของห้าง Barneys ซึ่งเป็นยุคของ ไซมอน ดูแนน (Simon Doonan) นักออกแบบที่มีผลงานสนุกสนานให้เห็นอยู่เสมอ เขาอยากทำงานกับไซมอนมาก แต่แทนที่จะส่งใบสมัครงานเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป เจลองทำผลงานศิลปะสนุกๆ ชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง แล้วส่งไปให้ไซมอนที่ออฟฟิศโดยไม่ให้ข้อมูลอะไรเลยนอกจากชื่อและเบอร์โทรศัพท์ รออยู่ไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์กลับมาที่บ้าน

“จำได้เลย ไซมอนโทรมาแล้วบอกว่า ชอบงานที่ส่งมาให้มาก เขาเอากลับมาที่บ้านเลย แล้วก็พูดเสริมว่า อาชีพทำวินโดว์ดิสเพลย์นี่เงินไม่เยอะนะ” เจหัวเราะ “แถมไม่ค่อยมีตำแหน่งสูงๆ ว่างด้วย ส่วนใหญ่มีแค่ตำแหน่งจูเนียร์เด็กๆ แต่เขาก็ชอบผลงานของเรา และยังติดต่อกันมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้”

โอกาสแรกผ่านไป แล้วโอกาสที่สองก็เข้ามา

Barneys เป็นห้างยักษ์ใหญ่ในนิวยอร์กที่มีบุคลิกวัยรุ่น เปรี้ยวซ่า ฮิป และเก๋ มีห้างกึ่งๆ คู่แข่งคือ Bergdorf Goodman ที่หรูหรา ไฮโซ และดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ตอนนั้นเจมีคนรู้จักทำงานตำแหน่ง Production Manager ของห้างแห่งนี้ ซึ่งเป็นคนชวนเขาเข้าวงการออกแบบวินโดว์ดิสเพลย์เป็นครั้งแรก

“วันแรกที่เริ่มงาน เขาก็ให้จัดโน่นจัดนี่ มีงานวินโดว์ที่ดีไซน์มาแล้ว แต่ตอนติดตั้งไม่มีคนทำสไตลิ่งสวยๆ ได้ การดีไซน์วินโดว์นั้นคือการให้ของทุกอย่างวางอยู่บนผนัง เหมือนเรามองมาจากข้างบน เก้าอี้ หุ่น ก็ต้องวางบนผนัง แล้วแรงโน้มถ่วงตามหลักความจริงจะตกลงพื้น แต่ในวินโดว์มันต้องตกไปทางผนัง คนอื่นที่ทำมาก่อนไม่ถูกใจ Window Director พอเราลองทำแล้วออกมาดี เขาก็เลยเริ่มจับตามองเราตั้งแต่วันนั้น และเราก็ได้ทำงานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้ออกแบบ Christmas Window”

ทีมของเจส่วนใหญ่ไม่มีใครเรียนตรงด้านนี้เลยสักคน แม้จะมีสอนที่ FIT (Fashion Institute of Technology) แต่กลายเป็นว่าคนที่มาทำงานนี้เป็นคนที่ไม่ได้เรียนมาทั้งนั้น บางคนจบศิลปะ เขาจบสถาปัตย์ บางคนจบดนตรีคลาสสิก แต่ทุกคนมีหัวด้านความคิดสร้างสรรค์เป็นทุนเดิม

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
04

“ความท้าทายของงานนี้สำหรับคนที่ไม่เคยทำมาก่อนคืออะไร” เราสงสัย

เจนิ่งคิดสักพักพร้อมเกริ่นว่า พื้นฐานทางสถาปัตย์และศิลปะช่วยเขาในการทำงานเยอะมาก ทำให้รู้หลักทั่วไปของการจัดองค์ประกอบต่างๆ ไม่ต้องมานั่งคิดวิเคราะห์โดยละเอียดทุกงาน เพราะมันเป็นระบบอัตโนมัติไปแล้ว

เขานิ่งคิดเรื่องความท้าทายอีกครั้ง 

“เราไม่รู้สึกว่ามันท้าทาย รู้สึกสนุกกับมันมากกว่า เพราะตอนทำงานค่อนข้างมีอิสระมาก เลยไม่รู้สึกกดดันว่าใครจะชอบไหม ความท้าทายจริงๆ ตอนออกแบบไม่เท่าไหร่หรอก แต่สำหรับคนที่ไม่เคยทำมาก่อนเลย ตอนติดตั้งนี่สิ ถ้ามันเป็นห้องโล่งๆ ใหญ่ๆ มีผนังตรงกลาง เราคงทำได้ไม่ยากเลย แต่ด้วยความที่ที่มันแคบนิดเดียว ลึกแค่สี่ฟุต วางอะไร ติดอะไรไปจะถอยมาดูก็ดูไม่ได้ จะดูทีต้องวิ่งออกไปนอกห้าง

“ยิ่งถ้าเป็นวินโดว์ช่วงเทศกาลคริสต์มาส พร็อพจะเยอะมากๆ ของแน่นแบบแน่นจริงๆ ความท้าทายคงเป็นการทำงานในที่แคบโดยไม่ชนของที่ติดตั้งไปแล้วจนเสียหาย บางทีต้องลอดใต้เก้าอี้เพื่อไปโผล่อีกทาง เห็นหน้าต่างบานใหญ่แบบนี้มันไม่ใช่เดินเข้าไปง่ายๆ นะ”

เขาหัวเราะพลางเปิดรูปหน้าต่างขนาดสูง 13 ฟุต กว้าง 4 ฟุต ของ Bergdorf Goodman บนถนน Fifth Avenue ไปด้วย

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
05

ห้าง Bergdorf Goodman มีหน้าต่างทั้งหมด 3 ด้าน ฝั่งด้านหน้าถนน Fifth Avenue ฝั่งด้านข้างเลียบถนน 57th และ 58th

แต่ก่อน ฝั่งถนน Fifth Avenue ต้องเปลี่ยนวินโดว์ทุก 10 วัน เพราะห้างมีความตั้งใจว่า ลูกค้ามาแต่ละครั้งต้องไม่เห็นดิสเพลย์แบบเดิม ส่วนด้านข้างเปลี่ยนทุก 3 สัปดาห์ ในการเปลี่ยนแต่ละครั้งใช้เวลา 1 วันเต็ม โดยเริ่มจากการเอาดิสเพลย์เก่าลงก่อนห้างเปิด ทำการติดตั้งทุกอย่างในวันนั้นตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึงหลังเที่ยงคืน โดยแบ่งเป็นทีมเช้ากับทีมบ่าย

มายุคหลังมีการยืดเวลาวินโดว์แต่ละเซ็ตออกไปเป็นทุกๆ 2 สัปดาห์ บางช่วงเปลี่ยนเฉพาะเสื้อผ้า และเก็บเครื่องตกแต่งอย่างอื่นเอาไว้

“ข้อดีของ Bergdorf Goodman คือมีห้างเดียว ที่เดียว ไม่มีสาขา วินโดว์ก็ทำแค่ที่เดียว ไม่ต้องทำซ้ำ เป็น One of a Kind ไม่เหมือนร้านแบรนด์ใหญ่ๆ ที่ต้องทำเหมือนกันหมด กระจายไปหลายร้อยสาขา พอมีสาขาเดียว เราจะทำเว่อวังแค่ไหนก็ได้ ทำพร็อพก็ทำแค่ชิ้นเดียว โดยไม่ต้องมานั่งเป็นห่วงว่าจะผลิตได้จริงหลายร้อยชิ้นไหม และการติดตั้งจะมีความซับซ้อนอะไรหรือเปล่า

“มีปีหนึ่งเราไปเที่ยวปารีส แล้วมีคนส่งไปคุยกับ Dior และในที่สุดก็ได้มีโอกาสออกแบบ Christmas Window ให้ร้านทั่วโลกในปีนั้น ตอนนั้นเรามีข้อจำกัดคือ เราทดลองทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มากไม่ค่อยได้ เพราะหนึ่ง เรื่องโปรดักชันและการทำซ้ำหลายร้อยช็อปทั่วโลก และสอง เอกลักษณ์ของแบรนด์เขามีชัดเจนมาก แล้วตอนนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ จอห์น แกลลิอาโน (John Galliano) เพิ่งโดนให้ออก และยังไม่มีดีไซเนอร์ใหม่ เราก็เลยทำอะไรแรงๆ ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งไม่ได้ ต้องนิ่งๆ กลางๆ 

“เรามีเวลาคิดก่อนล่วงหน้าแค่หกเดือน เป็นหกเดือนที่กระชั้นมาก เพราะเขาต้องสั่งทำโปรดักชันที่ประเทศต่างๆ ในอเมริกาทำที่นิวยอร์ก ยุโรปที่ฝรั่งเศส เอเชียที่จีน แล้วเวลาดีไซน์แล้วต้องใช้แบบนั้นเลย ในขณะที่ Bergdorf เปลี่ยนได้ตลอด บางทีทำเสร็จแล้วยังเข้าไปเปลี่ยนโน่นเติมนี่อยู่เลย การทำวินโดว์ให้แบรนด์มันเลยมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป”

06

งานออกแบบวินโดว์ดิสเพลย์ที่ Bergdorf Goodman ไม่ได้เริ่มจากโจทย์ของลูกค้า แต่เริ่มจากทีมงาน ประชุมคุยกันว่าจะเลือกคอนเซ็ปต์ไหน จะพัฒนาต่อยังไง และเป็นแผนกที่ได้รับความไว้วางใจจนแม้แต่ซีอีโอของห้างก็ไม่ต้องอนุมัติ

“ถ้าต้องอนุมัติจะกลายเป็นความกังวลของเรา กลัวเขาไม่ชอบ จะทำไม่ได้เต็มที่ แทนที่จะได้เป็นตัวของตัวเอง ก็ต้องมานั่งระแวงว่าเขาจะรู้สึกยังไง แล้ววินโดว์ที่นี่ไม่ค่อยเน้นตัวสินค้ามากเท่าไหร่ เพราะวินโดว์ดิสเพลย์ก็เป็นงานโฆษณาชนิดหนึ่ง เราเน้นภาพลักษณ์ของห้าง เน้นอิมเมจของห้างในระยะยาว มากกว่าพยายามขายเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้นที่อยู่ในวินโดว์ ณ ตอนนั้น อันนั้นเป็นเรื่องรอง เป็นผลพลอยได้ที่จะตามมาอยู่แล้ว

“เวลาทำงานจะเริ่มจากการดีไซน์วินโดว์ตามคอนเซ็ปต์ที่เราต้องการก่อน โดยไม่คำนึงถึงเสื้อผ้าที่จะเอามาใช้ แล้วค่อยให้สไตลิสในทีมไปหาเสื้อผ้าที่เข้ากับวินโดว์ แต่นานๆ ทีจะมี Special Window ในร้าน ซึ่งอาจจะเป็นการโปรโมตดีไซเนอร์ในซีซั่นนั้นๆ อันนั้นก็ต้องออกแบบเซ็ตให้เข้ากับเสื้อผ้า”

ช่วงคริสต์มาส ทีมงานทำวินโดว์ดิสเพลย์จะคึกคักสนุกสนานที่สุด แต่อย่าคาดว่าจะได้เห็นต้นคริสต์มาส ช่อมิสเซิลโทล หรือหุ่นซานตาคลอสที่นี่เลยเชียว เพราะการตีโจทย์ของพวกเขานั้นลึกยิ่งกว่า และเขาไม่มีทางเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา

“เราเน้นความ Festive ความสนุกสนาน ในมุมมองที่ต่างออกไป ไม่บอกโต้งๆ แบบที่เห็นกันบ่อยๆ คริสต์มาสของเราจะ Maximal สุดๆ มีของเยอะมากๆ คนดูต้องใช้เวลานานในการค้นหาดีเทลต่างๆ เพราะเราชอบแอบซ่อนอะไรเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ ถ้าคนมองเห็นก็จะรู้สึกดี แต่ก็ไม่ชอบอธิบายงานตัวเองมาก อยากให้เขาเห็นเองตีความเองมากกว่า เหมือนเวลาไปดูหนังหรือดูงานศิลปะ แล้วแต่ว่าคนจะตีความอะไรยังไง เราไม่ต้องอธิบายจนเคลียร์ขนาดนั้นก็ได้ มีปีหนึ่งทำ Christmas Window เป็นสีขาวดำ หลอนๆ นิดหนึ่ง ปีนั้นดังมาก คนชอบมากๆ ว่าสามารถทำ Christmas Window แบบนี้ได้ จนหนังสือพิมพ์เขียนชม”

งานนี้ไม่มีทางทำคนเดียวได้สำเร็จ เจย้ำอย่างนี้ตลอดบทสนทนาในวันนั้น 

ไอเดียสุดท้ายต้องอาศัยการรวมหัวต่อยอดและพัฒนาจากความเห็นหลายๆ คน งานเทคนิคบางอย่างที่คนในทีมไม่ถนัดอย่างเครื่องยนตร์หรืองานก่อสร้างบางอย่าง ก็ต้องอาศัยคนจากข้างนอก ส่วนไอเดียก็มาจากสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว จากจินตนาการของเจ สิ่งที่เจอในชีวิตประจำวัน แค่สิ่งเล็กๆ ก็อาจจุดประกายให้เกิดไอเดียยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมาได้เช่นกัน

“ที่มาของไอเดียมันมาจากทุกทิศทาง ส่วนใหญ่ไอเดียจะมาตอนสมองว่างๆ โล่งๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก เราจะพยายามทำอะไรที่แปลกใหม่และคาดไม่ถึงมากกว่าที่จะทำให้มันออกมาสวยๆ เฉยๆ เพราะปกติคนทั่วไปก็คาดว่าจะเห็นอะไรสวยงามอยู่ในตู้โชว์สินค้าอยู่แล้ว ถ้าเราทำออกมาแค่ให้สวยมันก็เท่านั้นแหละ คนเขาคาดเอาไว้แล้วว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ สู้ทำอะไรที่คนคาดไม่ถึงจะดีกว่า และคนก็จำได้นานกว่าด้วย”

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี
07

การทำวินโดว์ดิสเพลย์เหมือนการทำโฆษณาอย่างหนึ่ง ยิ่งนิวยอร์กเป็นเมืองคนเดิน รีบเร่งไปสู่จุดหมาย ใช้ความเร็วตลอดเวลา จนบางครั้งไม่มีแม้แต่เวลาหยุดมองสิ่งรอบตัวระหว่างทาง หนึ่งในเป้าหมายของเจคือ การสร้างผลงานที่จะหยุดคนเดินเท้าให้มาสนใจเรื่องราวหลังบานกระจกในเวลาอันสั้น

“วินโดว์ไม่เหมือนอาร์ตแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่คนแพลนไปดู นอกจากที่เราต้องทำให้คนเดินถนนหยุดดูดิสเพลย์ได้แล้ว ความสำเร็จของเราก็ไม่ได้อยู่ที่คนดูชอบหรือไม่ชอบเสียทีเดียว เราทำงานก็ไม่ได้แข่งกับใคร ไม่ได้แข่งกับห้างอื่น ห้างอื่นเขาก็มีสไตล์ของเขา Barneys ก็เป็นสไตล์หนึ่ง Macy’s ก็เป็นสไตล์หนึ่ง Saks ก็อีกสไตล์หนึ่ง เราแข่งกับตัวเอง งานชิ้นนี้ต้องดีกว่างานที่เคยทำมา ต้องดีกว่างานของปีที่แล้ว หรืออย่างน้อยก็ดีพอๆ กันในทิศทางที่แตกต่างออกไป มันเป็นเรื่องที่ยากกว่า เพราะทุกอย่างอยู่ที่ความพอใจของเรา

“เวลาคนมาดูแล้วเขาชอบ อาจจะเพราะแปลกหรืออะไรก็ตาม แต่พอเราดูเองก็จะชอบอยู่แป๊บหนึ่ง แล้วจะรู้สึกอยากเปลี่ยนตรงนั้น อยากปรับตรงนี้ เราจะเห็นจุดที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้อยู่เสมอ อาจจะเป็นนิสัยส่วนตัว หรือไม่ก็ความเป็นศิลปินของตัวเองด้วย

“ความสำเร็จมันเลยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นพอใจหรือเปล่า แม้เราจะชอบมายืนแอบฟังว่าคนดูเขาพูดถึงมันว่าอะไร วิจารณ์ว่าอะไร แต่ถ้าเขาชอบแล้วเราไม่ชอบ มันก็เท่านั้น”

08

ครั้งหนึ่งศิลปินระดับตำนานอย่าง ซัลบาดอร์ ดาลี (Salvador Dali) และ แอนดี วอร์ฮอล (Andy Warhol) เคยออกแบบวินโดว์ดิสเพลย์มาก่อน แต่ครั้งนี้เราจะพามาดูผลงานของ เจ-นพณัฐ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบชาวไทย หนึ่งในเบื้องหลังหน้าต่างสวยๆ ของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้

The Crystal Ball

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“นี่เป็น Christmas Window ที่เน้นการพยากรณ์โชคชะตาอนาคตในรูปแบบต่างๆ ทั้งดูอนาคตจากลูกแก้ว จากไพ่ยิปซี ดูลายมือ หรือว่าอยากจะหมุนวงล้อทำนายโชคชะตาก็ได้นะ วงล้อของจริงหมุนอยู่ตลอดเวลาทุกวง แต่ที่สำคัญคือมีลิงเป็นหมอดู และสาวใส่ Gucci ก็ไปดูหมอกับเจ้าลิงนี้ ทุกพื้นผิวในวินโดว์นี้ถูกปกคลุมด้วยคริสตัลจาก Swarovski เป็นล้านเม็ด เอามาติดด้วยมือทีละเม็ด แม้กระทั่งผ้าปูโต๊ะก็เป็นคริสตัลแท้ คริสต์มาสปีนั้น Swarovski เป็นสปอนเซอร์ ให้คริสตัลเราฟรีทุกอย่างตามต้องการ” 

1,001 Ways to Say “Season’s Greetings”

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“Christmas Window บนถนน 57th ด้านข้าง จะเรียบง่ายกว่าบน Fifth Avenue ด้านหน้าเสมอ นี่เป็นงานที่ดูเป็นคริสต์มาสที่สุดแล้วที่เคยทำมา เป็นหนึ่งในสามวินโดว์ของเซ็ตนี้ ซึ่งนำเสนอวิธีการสื่อสารอวยพรในอดีตในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่โทรเลข โทรศัพท์ ซึ่งในวินโดว์นี้ก็คือการเขียนจดหมาย มีดีเทลต่างๆ เช่น จดหมายมีปีกบินก็คือ Air Mail มีคนเดินจูงหอยทาก (แทนที่จะจูงหมา) แบกถุงจดหมายไปส่ง ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Snail Mail เป็นการส่งจดหมายแบบช้าๆ ธรรมดา ส่วนประกอบทุกอย่างเป็นชิ้นส่วนจากภาพพิมพ์เก่าจากแหล่งต่างๆ นำมาประกอบเข้าด้วยกันล้วนๆ”

Recollect

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“Surreal Photo Studio ที่เต็มไปด้วยสิ่งของและภาพถ่ายในความทรงจำต่างๆ มากมายผ่านกาลเวลา มีหญิงสาวฝาแฝดมานั่งให้ช่างภาพถ่ายรูป แต่ถ้าสังเกตดูสักพัก จะเห็นว่าไม่เพียงแต่หญิงสาวคู่นี้เท่านั้นที่เป็นฝาแฝด มีฝาแฝดอีกมากมายที่แอบแฝงอยู่ในวินโดว์นี้ ตั้งแต่หมาฝาแฝด นกฝาแฝด อีกาฝาแฝด หุ่นคนแฝด แม้แต่รูปภาพในกรอบที่วางบนโต๊ะ ก็เป็นรูปภาพเด็กฝาแฝดในสมัยโบราณทุกรูป”

A Compendium of Curiosities

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“คริสต์มาสบนถนน Fifth Avenue ในปีนั้นได้แรงบันดาลใจมาจาก Alice in Wonderland แต่เราเอามาปรับอีกที วินโดว์นี้เป็นห้องสมุดแห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่อลิสได้ไปพบเจอจากการผจญภัยในความฝัน แอบอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วไป ตั้งแต่หนังสือเล่มยักษ์ที่เปิดมาเป็นฉากปาร์ตี้น้ำชา หนังสือที่โดนเจ้ากระต่ายเจาะเป็นโพรงลงไปใต้ดิน กุญแจขนาดต่างๆ หมูกับพริกไทย ราชินีแห่งหัวใจที่สั่งให้ทาสีดอกกุหลาบขาวเป็นกุหลาบแดง และอื่นๆ อีกมากมาย พร็อพทั้งหมดในวินโดว์นี้เป็นกระดาษ ทำด้วยมือทุกชิ้น”

Teacher’s Pets

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“นี่ก็เป็น Christmas Window ที่ทำเป็นห้องสมุดอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นห้องสมุดทางสัตววิทยา (Zoology) ที่เต็มไปด้วยหนังสือและข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ หนังสือแต่ละเล่มก็จะเกี่ยวกับสัตว์แต่ละชนิด หนังสือที่เกี่ยวกับงู ก็มีงูเลื้อยเข้าทะลุไปในหนังสือมาทะลุโผล่ออกมาอีกทางยั้วเยี้ยไปหมด อีกเล่มก็โดนแมงมุมเจาะหน้ากระดาษจนเป็นใยแมงมุมเลย ส่วนผึ้งก็เอาหนังสือบนพื้นมาทำเป็นรังผึ้งอย่างสนุกสนาน ชื่อไตเติ้ลของวินโดว์นี้คือ Teacher’s Pets ซึ่งเป็นการเล่นคำและเอาสำนวนของฝรั่ง (ที่ไม่ได้เกี่ยวกับสัตว์เลย) มาใช้ ซึ่งที่จริงเขาแปลว่า ศิษย์โปรดของครู”

Bergdorf Goodies

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“เราเล่นกับชื่อห้างจาก Bergdorf Goodman เป็น Bergdorf Goodies เพราะ Christmas Window ปีนั้นเป็นธีมขนมต่างๆ ทั้งถนน วินโดว์นี้เป็นโรงงานทำขนมและไอศกรีมแบบต่างๆ ที่อยู่ในห้องทำความเย็นจัด เครื่องยนต์และฟันเฟืองบางส่วนหมุนและเลื่อนขึ้นลงไปมาได้ เรามีผู้ให้บริการเป็นหุ่นยนต์ขนาดยักษ์”

Daredevil

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“นี่เป็นวินโดว์ปกติระหว่างปี ซึ่งติดตั้งอยู่แค่สองอาทิตย์ เป็นหนึ่งในเซ็ตที่นำเสนอการท้าทายความกล้าหาญในรูปแบบต่างๆ เป็นต้นว่า ชวนให้แต่งตัวสวยใส่ส้นสูงกางร่มเดินไต่เชือกเส้นเดียวเหนือบึงจระเข้ที่หิวโหย”

Extension

เจ สุนทรสวัสดิ์ นักออกแบบไทยเบื้องหลัง Window Displays ของห้างดังในนิวยอร์กตลอด 20 ปี

“นี่เป็นตัวอย่างที่ดีอีกชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า เราทำวินโดว์เพื่อดึงดูดความสนใจและทดลองอะไรที่แปลกใหม่ ตอนนั้นที่ห้างมี Special Event ที่เราต้องทำเพื่อโปรโมตหนังสือของ Visionaire สาวสวยคนนี้ยืดขายาวเฟื้อยขึ้นไปจัดหนังสือบนชั้นจนทะลุเพดานขึ้นไปเลย ไม่เพียงเท่านั้น เธอยืดยาวขึ้นไปแล้วยังกลับมาโผล่ออกมาจากพื้นอีกด้วย วินโดว์นี้มีเสื้อที่ห้างขายอยู่ในวินโดว์เพียงแค่ตัวเดียว แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นเกินคาด”

ภาพวินโดว์ดิสเพลย์ : Ricky Zehavi

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ถ้าลองเข้าเว็บไซต์งานส่วนตัวของ ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ปี จะพบว่านิยามคำว่า ‘ภาพประกอบ’ ของเธอกว้าง ตั้งแต่ภาพวาด แอนิเมชัน ของเล่นไขลาน ตุ๊กตา ไปจนถึงพรม 

สำหรับลันลัน ภาพประกอบคือการสื่อสารโจทย์ผ่านศิลปะ จึงไม่จำเป็นต้องอยู่เฉพาะบนกระดาษสองมิติ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน ถ้ามันทำหน้าที่เล่าเรื่องได้อย่างหมดจด ก็ถือเป็นภาพประกอบที่เยี่ยมยอดแล้ว

ในอีกแง่มุมหนึ่ง หลายครั้งลันลันก็ใช้ภาพประกอบมาเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองด้วยเช่นกัน เธอกล่าวถึงเรื่องที่เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเจอเอง ผ่านกลิ่นอายลายเส้นภาพนิทานสำหรับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการคิดฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ ที่ใช้ปลาว่ายวนเป็นตัวแทนการคิดเวียนไปมาตอนตี 3 ตัวการ์ตูนสัตว์ประหลาดคล้ายหมาที่กินไม่หยุดในช่วงกักตัว หรือปัญหาในครัวอย่างถังข้าวที่โดนรุกรานจากผีเสื้อกลางคืน

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ความน่ารักในงานของลันลันโลดแล่นอยู่บนเวทีประกวดระดับโลกมาแล้วตั้งแต่ตอนเธอเรียนมัธยมปลาย งานของศิลปินวัยเยาว์ได้รับเลือกบนเวทีการประกวด Young Arts : Merit Award ค.ศ. 2014, 2015 และ 2016 โดยจัดแสดงผลงานที่ Disney Concert Hall ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ช่วงมหาวิทยาลัย ลันลันเป็นศิลปินในรอบสุดท้ายเวที Arte Laguna Prize 2018 ได้จัดแสดงผลงานที่เวนิส ประเทศอิตาลี (ลันลันแอบกระซิบมาว่า ปีนี้งานของเธอได้รับเลือกอีกครั้ง) ปีถัดมา เธอเข้ารอบสุดท้ายเวที RWS Royal Watercolor Society 2019 ได้จัดแสดงงานที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมถึงได้เป็นศิลปินรับเชิญจัดแสดงผลงานที่ IYN Gallery ณ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และเข้ารอบสุดท้ายบนเวที Society Of Illustration ค.ศ. 2020, Association of Illustration ค.ศ. 2020, Society Of Illustration West ค.ศ. 2021

ศิลปินมากฝีมือคนนี้ยังเคยร่วมงานกับ Oliver Chin บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Immedium ผู้แต่งหนังสือสำหรับเด็กมาแล้วกว่า 15 เล่ม รวมถึงเคยร่วมงานกับ Tom Kracauer และ Sean Hernandez ศิลปินผู้ทำงานผ่านหลากหลายสื่อและเทคนิค นอกจากนี้ เธอยังทำงานอาสาสมัครเป็นครูศิลปะจากผ้า (Fiber Art) ให้กับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษในมูลนิธิ Exceptional Children Foundation

ไม่ว่าคุณจะเคยรู้จักเธอมาก่อนหรือไม่ เราอยากชวนลันลันมาพูดคุยเรื่องการเติบโตไปพร้อมกับศิลปะ ที่พาความฝันการศิลปินจากประเทศไทยมายัง Interlochen Arts Academy โรงเรียนศิลปะที่รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา สู่ Rhode Island School of Design (RISD) มหาวิทยาลัยศิลปะซึ่งโด่งดังด้านการสอนศิลปะภาพประกอบ และอาชีพปัจจุบันในฐานะนักวาดภาพประกอบอิสระในลอสแอนเจลิส พร้อมคุยถึงที่มาของความหลากหลายทางเทคนิคที่เธอใช้ในงานศิลปะ ธรรมชาติอันเป็นแรงบันดาลใจมาตลอด อนาคตก้าวต่อไปที่ใฝ่ฝัน และกระแสในปัจจุบันอย่าง NFT หรือตลาดศิลปะดิจิทัล

มาเริ่มบทสนทนาที่จะทำให้เราอยากหยิบสิ่งใกล้ตัวมาประดิษฐ์งานศิลปะกันเถอะ 

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส
ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ ทำภาพประกอบกับแอนิเมชันอยู่ แล้วก็ทำพรมขาย มีโปรเจกต์อยู่ในช่วงเซ็นสัญญา วาดภาพประกอบกับสำนักพิมพ์จากฝรั่งเศส เขากำลังจะทำหนังสือเกร็ดความรู้เรื่องสัตว์ต่างๆ ส่วนที่เราเข้าไปรับผิดชอบคือ หอยทาก

ทำไมภาพของลันลัน ส่วนใหญ่ถึงเป็นสัตว์กับธรรมชาติ

เราโตมากับธรรมชาติ ครอบครัวเราทุกคนชอบต้นไม้ ที่บ้านปลูกต้นไม้แนวป่าฝนเยอะมาก วิ่งเล่นในสวนของหมู่บ้าน ต้นไม้ก็เยอะ เรียนโรงเรียนรุ่งอรุณก็อยู่กับธรรมชาติ พอชีวิตล้อมรอบด้วยธรรมชาติ เลยได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน

ตอน ม.1 คุณพ่อคุณแม่พาไปดำน้ำ เราเห็นปลาเยอะๆ แล้วชอบมาก มันดูอิสระ สีสันสวย เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ชอบวาดปลา

พอทำงานจากสิ่งรอบตัวแบบนี้ ตอนย้ายมาเรียนมัธยมปลายที่มิชิแกน เลยเริ่มมีสัตว์อื่นมากขึ้นอย่างกวาง กระรอก ไม่ใช่แค่งูหรือปลา เพราะมันคือสัตว์ที่เห็นในโรงเรียน หรือต้นไม้ต่างๆ อย่างตอนนี้อยู่แอลเอ บรรยากาศรอบตัวเป็นทะเลทราย ก็มีกระบองเพชรหรือทิวทัศน์ทะเลทรายในภาพมากขึ้น มันเปลี่ยนไปตามสถานที่

แล้วสัตว์ประหลาดมาจากไหน

ตอนมัธยมปลาย เราเริ่มเอาสัตว์หลายๆ ชนิดมาผสมกัน พอวาดเยอะขึ้นก็เริ่มคิดว่า ทำไมเราไม่สร้างตัวประหลาดของเราขึ้นมาเอง จนเข้ามหาวิทยาลัยเลยเป็นสัตว์ที่ Abstract มากขึ้น 

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ขอย้อนกลับไปหน่อย ลันลันรู้ตัวว่าชอบและเริ่มวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่

จำไม่ได้เลยว่าเริ่มตั้งแต่ตอนไหน (หัวเราะ) เพราะอนุบาลก็ชอบวาดและทำงานคราฟต์แล้ว วิชาศิลปะเป็นวิชาที่เราชอบและทำได้ดีที่สุด 

เราเรียนได้ศิลปะกับ ครูเล็ก (สุภาพร เจริญสุข) ตั้งแต่อนุบาลถึงจบมัธยมต้น มัธยมปลายมาเรียน Interlochen Arts Academy โรงเรียนศิลปะที่มิชิแกน สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นติดเพื่อนไปลองเรียน ครูเล็กสอนศิลปะแบบไม่จำกัดอะไรเลย เช่น ถ้าเราสนใจเย็บผ้า ครูก็จะหาอุปกรณ์มาให้ เราอยากลองปั้นดิน ทำภาพพิมพ์ ครูก็หามาให้ ครูไม่ได้บังคับว่าอยู่ประถมต้องใช้แค่ดินสอสี อยากทำอะไรได้ทำหมด เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราชอบทำงานศิลปะหลายๆ อย่าง ไม่ได้ติดอยู่กับแค่งานรูปแบบเดียว

งานศิลปะรูปแบบไหนที่ชอบทำเป็นพิเศษ

เราชอบทำงานกับผ้า จำได้ว่าตอน ป.6 คุณแม่ซื้อตุ๊กตาบลายธ์ (Blythe) มาให้แล้วเสื้อผ้ามันแพงมาก ครูเล็กเสนอว่ามาลองทำชุดตุ๊กตากันไหม เราได้ลองทำแล้วชอบมาก ทำชุดตุ๊กตาอยู่เป็นปีๆ ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ได้ทำงานผ้ามากที่สุดแล้ว 

พอ ม.ปลาย ที่โรงเรียนเน้นศิลปะ เลยได้ลองทำงานผ้าอย่างอื่นเพิ่มอีก ได้ทำประติมากรรมนุ่ม (Soft Sculpture หรือประติมากรรมที่ทำจากวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม) เรารู้สึกว่ามันเป็นเทคนิคที่เข้ากับสไตล์ที่ทำอยู่ เพราะอยากให้คนเห็นรูปเราแล้วมีความสุข พอมันมาเป็นอะไรนิ่มๆ จับแล้วก็ยิ่งมีความสุข เอามากอดได้ เอามาใช้ได้ บางทีใช้หลายเทคนิคมารวมกันก็มี ปักผ้า โครเชต์ ทำหมดเลย

ล่าสุดเห็นทำงานพรมด้วย 

ตอนแรกเลยเริ่มสนใจเทคนิคงานพรม เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนรูปวาดนิ่มๆ และเป็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งเอาไว้แขวนบนผนังเป็นงานอาร์ต เอามาใช้เป็นพรม ทำเป็นเสื้อผ้า หรือทำเป็นกระเป๋า ช่วงที่ โควิด-19 เข้ามา คนก็สนใจพวกตกแต่งบ้านกันเยอะขึ้นมากๆ เพราะส่วนใหญ่ต้อง Work from Home เมื่อเราเอาพรมลายน่ารักๆ แปลกๆ มาใช้ มันช่วยให้บ้านมีสีสันขึ้น ดูสนุกขึ้น

หลายครั้งเรารู้สึกว่าศิลปะมันจับต้องไม่ได้ แต่เราอยากให้ศิลปะอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่ต้องไป Museum อย่างเดียว พอเป็นพรมเลยตอบโจทย์ตรงนี้ทั้งหมด

มาสนใจงานภาพประกอบตอนไหน

ตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีแรกที่ Rhode Island School of Design (RISD) เรายังไม่ต้องเลือกเอก เลยเป็นโอกาสได้ลองทำงานหลายๆ รูปแบบ เช่น Coding ทำงานศิลปะด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งเราพบว่าตัวเองชอบวิชา Illustration (ภาพประกอบ) แล้วครูบอกยังว่า “จริงๆ การทำงานภาพประกอบมันไม่ได้ตายตัวแค่ภาพวาดนะ แค่เราสื่อสารหัวข้อออกมาได้ด้วยศิลปะ ก็ถือเป็นภาพประกอบแล้ว” เลยเลือกเรียนเอกนี้

งานภาพประกอบเข้ากับเราที่ไม่ตายตัวด้านเทคนิค อีกอย่างคือเราชอบทำงานตามโจทย์ สำหรับเรา การนั่งคิดตามโจทย์มันสนุกที่ว่าจะเสนอภาพออกไปอย่างไรดีให้เป็นสไตล์เรา และตอบโจทย์ที่ได้มาไปในเวลาเดียวกัน

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

จากการเรียนศิลปะที่อเมริกาตอน ม.ปลาย กับมหาวิทยาลัย ลันลันคิดว่าการสอนศิลปะที่ไทยกับอเมริกาแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

จำได้ว่าช่วงก่อนย้ายไปอเมริกา เห็นเพื่อนที่ไทยหลายคนอยากเรียนศิลปะ ต้องไปติววาดภาพเหมือน (Still Life Drawing และ Portrait Drawing) ตอนแรกที่ไปเราก็แอบกังวลเหมือนกัน ว่าพื้นฐานจะพอหรือเปล่าเพราะไม่ได้ติวไป 

แต่พอไปถึง กลายเป็นว่าครูที่อเมริกาไม่อินกับภาพเหมือนเลย ครูบอกว่าภาพเหมือนมันฝึกกันได้ แต่คอนเซ็ปต์กับเรื่องราวของรูปสำคัญกว่า เขาบอกอีกว่า ถ้าว่าต้องวาดภาพให้เหมือนของจริง เราก็จะไม่ลองเทคนิคใหม่ๆ งานก็จะซ้ำๆ อยู่แบบเดิม 

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอเมริกา ไม่ได้ให้วาดภาพเหมือนแบบในไทย แต่ให้เราส่งงานอะไรที่คิดว่าแข็งแรงที่สุด จะเป็นศิลปะนามธรรม งานปั้น งานเย็บ อะไรได้หมดเลย ตอนเข้าไปเรียน ถ้าไม่ใช่วิชาวาดภาพเหมือน ครูก็จะไม่มาติเรื่องเทคนิค ความเหมือน หรือความสวย แต่จะให้ความเห็นว่างานของเรามันตอบโจทย์แค่ไหน และให้แนะนำว่าอะไรที่ปรับแล้ว งานจะสื่อสารได้ดีขึ้น 

แล้วการประกอบอาชีพศิลปินล่ะ ลันลันคิดว่าที่อเมริกามีอะไรที่ไม่เหมือนกันบ้าง

เรารู้สึกว่าคนที่นี่ให้ค่ากับงานศิลปะมาก เพราะเวลาศิลปินขายงาน เราจะคิดเป็นชั่วโมงว่างานชิ้นนี้ใช้เวลาทำกี่ชั่วโมงแล้วก็คูณไป เช่น ปกติคิดกันชั่วโมงละหกร้อยบาท อาจดูแพง แต่ว่าค่ากินอยู่ที่นี่ก็แพงมากเหมือนกัน คิดชั่วโมงเสร็จก็บวกค่าอุปกรณ์เข้าไปอีก จำได้ว่าเราเคยเห็นเพจประมูลงานศิลปะของไทย เขาตั้งราคาเริ่มต้นต่ำมาก จนเรางงว่า โห เขาใช้เวลาทำไปตั้งกี่ชั่วโมง ทำไมถึงขายถูกขนาดนี้

อีกอย่างที่รู้สึกคือ ที่อเมริกามีงานด้านศิลปะหลากหลายมาก มีหลายสายงานเราไม่ค่อยได้เห็นในไทย มันเปิดกว้างมากเลย

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

เปิดกว้างขนาดนี้ มีอะไรที่อยากลองทำอีกไหม และวางอนาคตตัวเองไว้อย่างไร

ถ้าไม่สนใจเรื่องเงินเลย อยากเปิดสตูดิโอกับเพื่อน ขายของทำมือให้จริงจังมากขึ้น เป็นสตูดิโอประหลาดๆ ขายแต่ของที่คนไม่ค่อยซื้อกัน (หัวเราะ)

และคิดมาสักพักแล้วว่าอยากทำงานกับ Stop Motion Studio (แอนิเมชันที่ทำโดยการถ่ายทีละภาพแล้วนำมาต่อกัน) ที่นี่มีบริษัททำ Stop Motion ให้โฆษณาโดยเฉพาะ ซึ่งเราเคยคุยแล้วเขาบอกว่า บริษัทต้องการศิลปินที่ทำได้หลายเทคนิค เพราะวิดีโอ Stop Motion แต่ละตัวไม่ได้ใช้เทคนิคเดียวเสมอไป ใช้ไม้ ผ้า กระดาษ ดิน หลายๆ อย่าง เราเองก็ชอบสร้างนู่นนี่จากของหลายๆ อย่างอยู่แล้ว เลยอยากลอง น่าสนุกดี

ไม่สนใจขายงานศิลปะทาง NFT (ตลาดศิลปะดิจิทัล) เหรอ

ตอนแรกก็สนใจนะ เห็นศิลปินหลายคนเริ่มเข้ามาขาย NFT และทำเงินได้จากตรงนี้ แต่พอเราหาข้อมูลเพิ่มไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการเอารูปขึ้นระบบ NFT หนึ่งรูปมันใช้ทรัพยากรและพลังงานเยอะมาก ทำให้ตอนนี้เรายังไม่ขายผลงานทาง NFT รอดูก่อนว่า ในอนาคตตลาด NFT จะมีมาตรการแบบไหน ในการปรับตัวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

เราเห็นลันลันเลือกวาดภาพด้วยมือหรือทำงานประดิษฐ์ มากกว่าดิจิทัลอาร์ต (ศิลปะดิจิทัลที่วาดด้วยคอมพิวเตอร์) มันให้ความรู้สึกต่างกันอย่างไร

เราชอบการทำงานศิลปะที่นั่งจับ นั่งใช้เวลากับวัสดุ เพราะได้รู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำผ่านร่างกาย เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม เลยเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกผูกพันกับงานทุกชิ้น

เราก็ทำดิจิทัลอาร์ตบ้างนะ แต่จะมีลายเส้นคล้ายทำมืออยู่ดี ไม่ได้ดูดิจิทัลอาร์ตแบบแฟลช สีสด เส้นคม เท่าดิจิทัลอาร์ตส่วนใหญ่ในเทรนด์ตอนนี้ เคยลองทำแบบนั้นแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ไม่ใช่ตัวเรา

ลันลันมีวิธีสร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างไร ถึงได้ไปจัดแสดงงานหลายประเทศทั่วโลก

ต้องยกเครดิตให้คุณแม่ เขาคอยผลักดันให้เราส่งงานเข้าประกวด เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอให้ตัวเอง เราอยู่อเมริกา โอกาสมันยากมาก คนมีความสามารถก็เยอะ คุณแม่เลยสนับสนุนให้ลองส่งประกวดตั้งแต่ ม.ปลาย ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยมั่นใจในงานของตัวเอง เพราะลายเส้นเราดูเด็ก ไม่ใช่แนววิจิตรศิลป์แบบที่คนอื่นส่งประกวด แต่พอได้ส่งจริงๆ ถึงรู้ว่ามันก็มีเวทีประกวดที่เหมาะกับงานสไตล์เรา

มีครั้งไหนที่เกิดคาดบ้างไหม

Arte Laguna Prize ที่ได้ไปจัดแสดงที่อิตาลี เราคิดว่าเขาไม่น่าจะชอบงานเรา เพราะคนอื่นคือยิ่งใหญ่ เช่น งานศิลปะนามธรรมขนาด 3 x 3 เมตร ส่วนของเราเป็น Artist Book (หนังสือที่เน้นการเล่าเรื่องเชิงทัศนศิลป์) เกี่ยวกับตัวละครซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากเห็ดชนิดต่างๆ วางเล็กจิ๋วอยู่มุมหนึ่งของนิทรรศการ ตกใจมากตอนได้เข้ารอบสุดท้ายครั้งแรก (หัวเราะ) พอปีนี้ได้เข้ารอบสุดท้ายอีกครั้ง ตกใจที่สุดเลย!

สุดท้ายแล้ว เล่าถึงผลงานที่มีความหมายต่อชีวิตให้ฟังสัก 5 ชิ้นได้ไหม

ได้เลยค่ะ

01 Night Thoughts

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

Night Thoughts เป็นงานที่ทำในชั้นเรียน Animalia คือ ทำงานภาพประกอบที่เกี่ยวกับสัตว์ หรือใช้สัตว์มาเป็นองค์ประกอบ เราเลยเลือกปลาบาราคูด้า (Barracuda) ที่ว่ายเป็นทอร์นาโด เพราะเราชอบลักษณะการเคลื่อนไหวนี้มาก คิดว่ามันคล้ายตอนเรานอนไม่หลับ เวลาที่มีความคิดเข้ามาในหัวเยอะๆ ฟุ้งซ่าน วนไปเรื่อยๆ ซึ่งพอเป็นภาพนิ่ง มันอาจไม่เห็นความวุ่นวายหมุนวนของปลา เลยทำเป็นแอนิเมชัน ชิ้นนี้ได้ 3 รางวัล คือเข้ารอบสุดท้ายเวที Arte Laguna Prize ครั้งล่าสุด แล้วก็ได้เข้ารอบสุดท้ายเวที Society Of Illustration West และที่สี่ Society Of Illustration 

02 Quarantine Planet

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

งานนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่วงโควิด-19 เพราะเดือนแรกๆ ที่ระบาด ทุกคนต้องกักตัวอยู่บ้าน เป็นประสบการณ์ใหม่มาก ไม่มีใครเคยอยู่บ้านทั้งวันทั้งคืนมาก่อน งานนี้เลยเป็นการเล่าเหตุการณ์ว่า การติดอยู่ในบ้านเราทำอะไรบ้าง ใช้สัตว์ประหลาดมาแทนตัวเรา ส่วนบ้านเป็นดาวเคราะห์ที่สัตว์ประหลาดต้องมาติดอยู่ 

ภาพแรก คือกองเสื้อผ้าที่เราขี้เกียจเก็บ ตอนนั้นเพิ่งย้ายไปอยู่บ้านคุณอาที่โอไฮโอ พอเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าก็ไม่ได้จัด กองอยู่แบบนั้น 

ภาพที่สอง คือการที่เราอยู่บ้านแล้วกินทั้งวัน เปิดตู้เย็นกินไม่หยุด 

ภาพที่สาม คือประชุมออนไลน์กับสัตว์ประหลาดจากดาวเคราะห์อื่นๆ ที่ต้องติดอยู่บ้านเหมือนกัน 

ภาพที่สี่ คืออยู่บ้านดูทีวี กดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ 

ภาพสุดท้าย คือการที่เราใช้เวลาผ่อนคลายในห้องน้ำเยอะมาก 

03 Moth

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีที่สี่ เราย้ายไปอยู่ห้องพักใหม่กับเพื่อน แล้วมีถังข้าวสาร ปิดฝาไว้อย่างแน่นหนา อยู่ดีๆ วันหนึ่งก็มีผีเสื้อกลางคืนไปสร้างรังอยู่ข้างใน ทำให้ถังนั้นใช้ไม่ได้อีกเลย เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าผีเสื้อกลางคืนเข้าไปอยู่เพื่อกินข้าวสารได้ ตกใจมาก เลยเอาเหตุการณ์นั้นมาทำงาน Artist Book

เราเขียนเป็นกลอนไฮกุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

Moth are flying around

Seeking roving then landed

On my precious rice 

แปลประมาณว่า ผีเสื้อกลางคืนมันบินไปมา แล้วร่อนลงมาอยู่บนข้าวที่แสนมีค่าของฉัน ใน Artist Book เป็นภาพตุ๊กตาผีเสื้อกลางคืนที่เราเย็บขึ้นมา ที่ตรงกลางตัวติดกระดุมเล็กๆ กับกล่องข้าว แล้วก็ปักกลอนไฮกุที่เราเขียนไว้ที่ปีก

04 พรมงู

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

พรมชิ้นนี้มาจากภาพประกอบที่เคยทำ มีที่มาจากเรื่องราวตอนเด็ก เวลาไปวิ่งเล่นในหมู่บ้าน ได้ยินกลุ่มพี่แม่บ้านคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านบ่อยๆ ว่ามีไอ้เหลือมมากินแมวทั้งตัว เพราะหมู่บ้านป่ารกมาก งูเยอะ พอมาเป็นภาพ เลยอยากให้เห็นว่ามีแมว มีไก่ หรือหมา อยู่ในงูทั้งตัว แล้วเวลาไปคุยกับเพื่อนหรือครูที่อเมริกา ทุกคนจะตกใจมากว่าที่บ้านเรามีงูตัวใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ

05 Dancing Sardine

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

Dancing Sardine เป็นปลากระป๋องของเล่นไขลาน เราทำงานชิ้นนี้ขึ้นมาในชั้นเรียนทำของเล่น เรามองสิ่งรอบตัวว่าใช้ทำประโยชน์อื่นๆ อะไรได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นกินปลากระป๋องเยอะมาก และชอบรูปร่างของกระป๋อง เลยคิดไปว่าน่าสนุกดีถ้าเอามาทำของเล่น เพราะมันอันเล็กๆ และเป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อมโยงได้ ของเล่นไขลานเป็นปลามานั่งเต้นบนกระป๋องปลากระป๋องจึงเกิดขึ้น ปกติถ้าเป็นงาน 3D ชิ้นอื่น เราจะลงสี แต่งานนี้ไม่ลง คงเนื้อและความวาวของอะลูมิเนียมไว้ เพราะมันเป็นเอกลักษณ์ของวัสดุ

ภาพ : ด้วยรัก ผดุงวิเชียร

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load