24 พฤศจิกายน 2564
7,747

“แมลงเยอะมาก”

“เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนี้ เป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้ทุกวัน ถ้าแมลงมันอยู่ของมันไปก็ไม่เป็นไร แต่มันมาทำให้ชีวิตเรายากขึ้น ไม่รู้ว่าแมลงบ้านอื่นเยอะแค่ไหน แต่ที่บ้านบ้านอุ้ย ช่วงนี้เยอะขนาดที่ว่าตื่นมากวาดได้เต็มปุ้งเต้า”

อุ้ยเล่าเรื่องแมลงริ้นน้ำจืดจำนวนมหาศาลที่บินมาตอมไฟที่บ้าน ก่อนจะใส่ซับไตเติลคำว่า ‘ปุ้งเต้า’ ว่า หมายถึงที่ตักผงในภาษาจีนแต้จิ๋ว

 เธอเสียบปลั๊กไล่ยุงก็แล้ว มีอุปกรณ์ไล่แมลงแทบทุกอย่างแล้ว ถามเพื่อน ๆ สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘งานบ้านที่รัก’ ก็แล้ว ยังไม่มีใครที่พอจะรู้เลยว่าจะต้องรับมือกับแมลงชนิดนี้อย่างไร เธอจึงยังคงพยายามตามหาวิธีไล่แมลง ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่อง ‘บ้าน’ ที่ต้องหาคำตอบกันต่อไป

‘งานบ้านที่รัก’ และไม่รักของ อุ้ย จารุวรรณ เจ้าของกลุ่มชวนคนมาแชร์สารพันปัญหางานบ้าน

อุ้ย-จารุวรรณ ธงสุวรรณ คนที่โพสต์ถามลงในกลุ่มบ่อยพอ ๆ กับสมาชิกคนอื่น เป็นคนเดียวกับแอดมินที่สร้างกลุ่ม ‘งานบ้านที่รัก’ ขึ้นมา เธอสวมเสื้อยืด แต่งตัวอยู่บ้านสบาย ๆ นั่งคุยกับเราในบ้านที่ขอนแก่น ที่นี่เป็นบ้านของครอบครัวสามี ทั้งคู่มาอาศัยอยู่ชั่วคราว ขณะรอบ้านของตัวเองสร้างเสร็จ

หลังจากบทสนทนาเรื่องแมลงริ้นน้ำจืดจบลง และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันพอสังเขป อุ้ยก็เผยว่าเธอทำงานอยู่ที่บ้านมานาน 7 – 8 ปี แล้ว จึงไม่ค่อยตื่นเต้นกับวัฒนธรรมเวิร์กฟอร์มโฮมที่เพิ่งเกิดขึ้นสักเท่าไหร่นัก

หลังจากเรียนจบสาขาวิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีแรก ๆ อุ้ยได้เข้าไปทำงานในสำนักพิมพ์อยู่สักพัก ก่อนจะพบว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์ที่ตื่นเช้า เข้างาน 8 โมง และกลับบ้านตรงเวลาได้อย่างใครเขา เธอจึงตัดสินใจออกมาและเลือกงานที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันเธอทำงานด้าน UX/UI ดีไซเนอร์ มีเวลาทำงานยืดหยุ่น ได้อยู่บ้านแทบจะ 24 ชั่วโมง

เวลาว่างส่วนใหญ่มักหมดไปกับเรื่องที่อยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะเดินเล่นในทุ่งนาหลังบ้าน เยี่ยมเยียนเล้าไก่ที่เลี้ยงไว้ ไปดูต้นไม้ต้นใหม่ที่ครอบครัวเอามาปลูก และการ ‘ทำงานบ้าน’ เธอเล่าว่าตัวเองมักจะถูก ‘ผีแม่บ้าน’ เข้าสิงอยู่บ่อย ๆ รู้ตัวอีกทีก็ไปขัดโน่น ขัดนี่จนสะอาด และสนใจเรื่องงานบ้านจนต้องสร้างเพจและกลุ่มบนเฟซบุ๊กขึ้นมา ไว้พูดคุยเรื่องงานบ้านกับคนอื่นที่สนใจเรื่องงานบ้านเหมือนกัน

งานบ้านที่รัก

“การที่อุ้ยอยู่บ้าน ทำให้ได้เห็นสิ่งจุกจิกในบ้านเยอะ มีโอกาสเห็นคราบตามจุดต่าง ๆ มากกว่า และมีเวลาที่จะขุดคุ้ยวิธีจัดการกับมันนานกว่าด้วย

“แต่เราก็ไม่ถึงกับดูแลบ้านดี มีทั้งช่วงที่ตั้งใจและช่วงที่ปล่อยปละละเลย อุ้ยเป็นคนไม่ทำอะไรเป็นกิจวัตร บางคนอาจกวาดบ้านก่อนแล้วตามด้วยอย่างอื่น เขามีลำดับของเขา แต่อุ้ยไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ทุกอย่างต้องยืดหยุ่นได้”

ตัวอย่างของคนที่ทำงานบ้านตามลำดับอย่างที่อุ้ยบอกกับเราคือ ‘แม่’ ซึ่งตรงข้ามกับเธอโดยสิ้นเชิง 

วัยเด็กของเธอเหมือนกับเด็กทั่วไป ที่ครอบครัวมักจะฝึกให้ทำงานบ้าน แม้เธอจะเติบโตมาแล้วชอบการทำงานบ้าน แต่ในวัยเด็กกลับต่างออกไป เพราะเป็นงานที่ครอบครัวบังคับให้ทำ งานบ้านสำหรับเธอจึงกลายเป็นเหมือนยาขม ที่เธอเองไม่รู้เหตุผลว่าต้องกินมันไปเพื่ออะไร

“บ้านที่เราอยู่เป็นบ้านของพ่อกับแม่ อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าพ่อแม่ทั่วไปมักมีอำนาจในบ้านมากกว่าลูกในทุก ๆ เรื่อง พอตอนนั้นเราเป็นเด็ก เราเลยไม่ค่อยมีความรู้สึกมีส่วนร่วมกับบ้านเลย เรามักจะรู้สึกว่า ทำไมต้องมาทำงานบ้านงานนี้ด้วย บ้านเราไม่จำเป็นต้องมีจานเยอะก็ได้ แต่ทำไมแม่ถึงซื้อมาเยอะขนาดนี้ แล้วยังจะให้เรามาช่วยจัด ช่วยล้างอีก มันเลยกลายเป็นภาระ ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมกับการนำสิ่งนั้นเข้ามาตั้งแต่แรก

“แต่การที่โดนที่บ้านบังคับช่วยงานบ้านนี่แหละ ก็ทำให้มีความสามารถในการพลิกแพลงบางอย่างติดมา ที่บ้านจะมีพ่อแม่และยาย ทุกคนเป็นคนซ่อมของและประยุกต์ใช้ของเก่งมาก เรียกได้ว่า ชีวิตเรามีความคิดสร้างสรรค์ในด้านนี้ เกิดจากความหล่อหลอมของครอบครัวเลย สรุปว่าหลายอย่างที่เกิดขึ้นในกลุ่ม ก็มาจากครอบเคี่ยวเข็ญ และส่งต่อความสร้างสรรค์แบบตั้งใจบ้าง ไม่ได้ตั้งใจบ้างนี่แหละ

‘งานบ้านที่รัก’ และไม่รักของ อุ้ย จารุวรรณ เจ้าของกลุ่มชวนคนมาแชร์สารพันปัญหางานบ้าน

“งานจำเป็นทั่วไปยังพอเข้าใจได้ แต่ถ้าชวนมาช่วยรื้อของรก ๆ ออกมาปัดฝุ่น เฮลโหล เราไม่ได้เป็นคนซื้อ ทำไมหนูต้องมาทำ 

“เราฝังใจกับเรื่องนั้น พอโตขึ้นมาเลยเป็นคนไม่บ่น และไม่เคี่ยวเข็ญคนใกล้ตัวให้ต้องจัดการกับภาระที่เราเป็นคนนำเข้ามา อันไหนเราเอาเข้ามา เราก็ต้องรับผิดชอบเอง ถ้าบ้านมันรกเพราะเราหาทำ ซื้อถ้วยชามมาเยอะเหลือเกิน เราจะคาดหวังให้คนอื่นมาช่วยปัดฝุ่นไม่ได้ เราจะหงุดหงิดเขาไม่ได้ เพราะไม่ใช่ความผิดเขา ส่วนงานไหนที่เป็นภาระส่วนรวม อันนั้นก็ต้องช่วยกัน”

แม้ในวัยเด็กจะไม่ชอบงานบ้านสักเท่าไหร่ แต่พออุ้ยได้จากบ้านเกิดที่ระยอง มาใช้ชีวิตวัยมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ตัวคนเดียว ทัศนคติเรื่องงานบ้านก็เริ่มเปลี่ยนไป จนกลายมาเป็นความชอบในที่สุด เมื่อแต่งงานและมีคอนโดฯ เป็นของตัวเอง 

“อุ้ยว่าคนเราจะอินมากขึ้น ถ้ารู้สึกถึงความเชื่อมโยงของตัวเองกับบ้าน รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของบ้าน” เธอบอกกับเรา

‘งานบ้านที่รัก’ และไม่รักของ อุ้ย จารุวรรณ เจ้าของกลุ่มชวนคนมาแชร์สารพันปัญหางานบ้าน

ผีแม่บ้าน

“ที่คอนโดฯ ของอุ้ยเคยมีเครื่องซักผ้า ที่อบผ้าได้ในตัวเดียวกัน บางครั้งใช้เวลาอบนานเป็นสิบชั่วโมงถึงจะแห้ง ตอนนั้นโมโหมาก ต้องไปหาซื้อเครื่องใหม่ที่ต้องไม่เป็นแบบเดิม มันทำให้ชีวิตเราติดบัคเรื่องเครื่องอบผ้ามาตลอด ทุกวันนี้เวลาเจอที่ขายเครื่องอบผ้าที่ไหน อุ้ยจะต้องเข้าไปถามว่าอบได้กี่กิโล แล้วอบกี่นาทีถึงจะแห้ง ยังคงไม่หยุดเก็บข้อมูล เพราะมีปมกับเครื่องอบผ้า” เธอเล่าไปหัวเราะไป

อุ้ยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องอบผ้า (ที่อบไม่นาน) เอาไว้มากมาย ทั้งหาเอง ทั้งถามคนอื่น เจ้าเครื่องอบจอมงอแงที่ว่าเลยกลายเป็นที่มาของเพจ ‘ผีแม่บ้าน’ ที่อุ้ยตั้งใจใช้เป็นพื้นที่ไว้แลกเปลี่ยน ตอบปัญหาคาใจเรื่องงานบ้านที่แก้ไม่ตก 

คล้าย ๆ กับตอนที่ขุดคุ้ยเรื่องเครื่องอบผ้า ถ้าได้เริ่มจัดห้องครัว รื้อตู้ ล้างห้องน้ำแล้ว อุ้ยจะหมกมุ่นอยู่กับงานตรงหน้า และใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อทำสิ่งนั้นให้ลุล่วงจนได้ เธอเล่าว่าอาการของการง่วนอยู่กับงานไม่หยุดไม่หย่อนนั้น เปรียบได้กับอาการของคนโดนผีสิง ซึ่งไม่ใช่ผีธรรมดา แต่เป็นผีแม่บ้าน ที่มักจะยึดร่างของดีไซเนอร์สาวไป แล้วดลใจให้ขัดคราบในห้องน้ำจนหมดจด

“เรื่องงานบ้านบางอย่าง อุ้ยไม่รู้ว่าจะไปถามใครดี เลยสร้างเพจผีแม่บ้านขึ้นมา ไว้ให้เราไปโพสต์ถาม แต่พอถามบ่อย ๆ มันก็ดูตลกดี เลยเปิดกลุ่มขึ้นมา เพื่อเอาไว้ถามเรื่องที่ตัวเองอยากถามเลยดีกว่า เป็นการสร้างสารานุกรมส่วนตัวไปด้วย หลายคำถาม ก็เป็นเราถามเองนี่แหละ เพราะบางอย่างเราหาคำตอบเองไม่ได้จริง ๆ”

“อุ้ยทึ่งมากตอนที่เห็นคนใช้สเตคลีนมาจัดการจุดสีเหลืองบนเสื้อผ้าที่เราเก็บไว้นาน ๆ เขาเอาสเตคลีนมาป้ายทิ้งไว้สักพักแล้วเอาไปซัก แล้วจุดเหลืองก็หายไป ปกติเราเองไม่รู้เลยนะว่าจะต้องจัดการกับจุดพวกนี้อย่างไร เพราะมันเป็นจุดที่แช่น้ำไว้ก็ซักไม่ออก

“อีกอันที่รู้สึกว่าว้าวมากแต่ยังไม่เคยลอง คือหั่นหัวหอมแล้วเอามาฝนบนรอยสีเมจิกที่ติดบนเสื้อผ้า แล้วสีมันหลุดออกหมดเลย นี่มันคือนวัตกรรม” อุ้ยเล่าด้วยความตื่นเต้น

สมาชิกของกลุ่มค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และทะยานสู่ 3 แสนกว่าคนอย่างรวดเร็วในช่วงล็อกดาวน์เมื่อปีที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะบ้านกลายมาเป็นทุกอย่าง และคนก็ได้คลุกคลีกับงานบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ อุ้ยเล่าว่าแต่ละวันมีสมาชิกแวะเวียนเข้ามาถามสารพัดสารพันปัญหางานบ้าน ทั้งเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ เรื่องด่วนถึงขั้นต้องเปิด Fast Lane ช่องด่วนพิเศษเพื่อให้ได้คำตอบอย่างเร็วที่สุดก็มี

การดูแลเพจที่มีสมาชิกเป็นแสนคนไม่ใช่เรื่องง่าย ในหนึ่งวันอุ้ยต้องเจอโพสต์ ‘ลอกสติกเกอร์อย่างไรไม่ให้คราบกาวติด’ มากกว่า 5 โพสต์ และในฐานะที่เธอเป็นแอดมินที่คอยอนุมัติโพสต์เหล่านี้ สิ่งที่อุ้ยให้ความสำคัญที่สุดคือการส่งต่อวิธีการที่อันตราย จากกลุ่มที่ตั้งใจทำให้ชีวิตสะดวกสบาย อาจกลายเป็นกลุ่มที่ทำให้ชีวิตยุ่งยากกว่าเดิม

ไม่นานมานี้ อุ้ยเพิ่งโพสต์แนะนำการใช้ ‘ไฮเตอร์’ อย่างถูกวิธีลงในกลุ่ม เพราะไม่อยากให้คนนำไปใช้แบบผิดวิธี หลังจากชวนเธอคุยประเด็นนี้ เราก็พบว่าอีกหนึ่งความท้าทายของกลุ่มงานบ้านที่รัก คือพยายามแนะนำให้ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แม้จะมีข้อจำกัดมากมาย

“ในกลุ่มจะฮิตไฮเตอร์มาก (เขานิยมเรียกผลิตภัณฑ์ซักผ้าขาวว่าไฮเตอร์กัน เพื่อความเข้าใจง่าย) บางคนใช้ล้างห้องน้ำ เพราะข้างขวดเองก็เขียนบอกไว้ว่าใช้ล้างห้องน้ำได้ ถ้าใช้ไฮเตอร์อย่างเดียว แล้วไม่ใช้อย่างอื่นเลยก็โอเคนะ แต่ถ้าไปผสมกับสารเคมีอื่น ๆ ที่เป็นกรด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำบางตัว จะทำปฏิกิริยากัน แล้วเป็นอันตรายกับเราได้

“ถึงเราเป็นแอดมิน แต่เราเองก็ไม่กล้าห้ามไม่ให้ใช้ไฮเตอร์ขนาดนั้น เพราะจริง ๆ แล้วมันใช้ได้และราคาถูกกว่าน้ำยาล้างห้องน้ำ อุ้ยมองว่ามีคนมากมายที่ไม่ได้มีเงินมากพอจะเข้าถึงน้ำยาล้างห้องน้ำได้ เราเลยพยายามให้ข้อมูลว่าใช้อย่างไรถึงจะปลอดภัย น่าจะดีกว่าไปบอกว่าห้ามใช้เด็ดขาด

“แต่ก็มีที่โพสต์ห้ามไปเหมือนกันนะ ประเภทของใช้ในครัว

“คือจริง ๆ ที่อ่านและทำความเข้าใจ มันก็สามารถใช้ได้ แต่อุ้ยเห็นบางคนถ่ายรูปมา ดูสีแล้วเรารู้ว่าไม่ผสมน้ำ ซึ่งคนจำนวนมากวู่วาม อุ้ยกังวลเรื่องสารตกค้างมาก คิดว่าง่ายกว่าที่จะสื่อสารออกมาว่าอย่าไปใช้กับอะไรที่ต้องเอาเข้าปากเลยจะดีกว่า ใช้น้ำยาล้างจานอะไรไป ไม่ต้องขาวมากก็ได้

“บางคนอาจจะคิดว่ามันใช้ได้ ทำไมแอดมินสื่อสารแบบนี้ อยากบอกว่าอุ้ยพยายามสื่อสารมาหลายแบบ แม้ว่าไปบอกเองโดยตรง ว่าต้องผสมน้ำตามสัดส่วนนะ สุดท้ายเขาถ่ายรูปมาอวด ถามว่าทำยังไง บอกใช้ไปสองขวดเต็ม ๆ มันคือความกดดันในฐานะแอดมิน ถ้าเขาเป็นอะไรไป อุ้ยคิดว่าตัวเองคงจะรู้สึกแย่มากกว่าสมาชิกคนอื่น ๆ คือเราขอเซฟไว้ก่อนดีกว่า บอกไปยาว ๆ บางทีเขาไม่เข้าใจ ไม่สนใจที่จะอ่าน

“ที่บ้านอุ้ยก็มีนะคะ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี ราคาถูก ถ้าเราใช้อย่างถูกวิธี เขาก็ใช้กันทั่วโลก อย่ากลัวจนเกินไป แต่ก็อย่าวู่วามจนลืมคิด ว่ามันเป็นสารเคมีที่มาแบบเข้มข้น ผู้ผลิตเขาให้ผสมน้ำค่ะ

“ล่าสุดมีคนมาขอวิธีล้างคราบไหม้ที่เตาหมูกระทะ แล้วมีสมาชิกคนอื่นมาตอบว่าให้ใช้น้ำยาล้างห้องน้ำล้าง บางคนก็บอกว่ามันไม่แพง ไหม้ขนาดนี้ซื้อใหม่ดีกว่า ซื้อใหม่มันง่ายกว่าแน่นอน แต่ถามว่าเราจะทำแบบนั้นไปทำไม ในเมื่อความจริงแช่น้ำทิ้งไว้คืนเดียวคราบก็หลุดหมดแล้ว แบบนั้นก็ต้องซื้อใหม่ไปเรื่อย ๆ เราจะเป็นเศรษฐีที่ไม่รักโลกไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรกับของเก่า มันจะไปจบที่ไหน ก็ต้องเอาไปทิ้ง

“ความปลอดภัยในชีวิตของคนมีเงินกับคนไม่มีเงินเหลื่อมล้ำกันมาก ถ้าเราไปบอกเขาว่าให้ทิ้งเลย เปลี่ยนเลย มันคือการเอามุมมองชีวิตของเราไปสวมให้คนอื่นมากเกินไป ความท้าทายที่สุดของการมีกลุ่มนี้ คือการหาวิธีช่วยคนให้ทำในสิ่งที่ต้องการได้อย่างปลอดภัยและดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ แน่นอนว่าเปลี่ยนของใหม่ดีกว่า แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ แล้วอะไรจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าล่ะ”

‘งานบ้านที่รัก’ และไม่รักของ อุ้ย จารุวรรณ เจ้าของกลุ่มชวนคนมาแชร์สารพันปัญหางานบ้าน

บ้านที่ดี คือบ้านที่ไม่มีภาระทางใจ

  ความฮอตของกลุ่มไม่จบเพียงเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นปรากฏการณ์ป้ายยา ผู้คนพากันแห่ไปซื้อเครื่องใช้ต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง อุ้ยเล่าว่าเธอพยายามสื่อสารเรื่องการซื้อของอยู่ตลอด ถ้าของชิ้นนั้นดี เธอก็ยินดีด้วย แต่ถ้าเป็นการอุปทานหมู่ เห็นอีกคนแล้วอยากซื้อตาม เธอไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่นัก และพยายามสื่อสารเรื่องนี้อยู่ตลอด ถ้าสังเกตเห็นบนหน้าปกของกลุ่ม จะมีประโยคที่อุ้ยกำกับเอาไว้ว่า ‘บ้านที่ดีคือบ้านที่ไม่มีภาระทางใจ’

“อุ้ยเคยได้ยินพ่อของเพื่อนคนหนึ่งเขาพูดกับลูกว่า “คอนโดฯ หนูตารางเมตรละเท่าไหร่ แล้วหนูทำอะไร เอาพื้นที่มาวางของพวกนี้หรอ” เราเลยเห็นว่าบางอย่างมันไม่ได้เหมาะกับเรา บางคนอาจคิดว่าแค่เสียเงิน ไม่เห็นเป็นไร แต่อย่าลืมไปว่าพื้นที่ในบ้านมันก็มีมูลค่า

“บางทีอุ้ยซื้อของที่ไม่มีประโยชน์ ซื้อมาแล้วคิดว่าจะได้ใช้ แต่ก็ไม่เคยใช้สักที มันคือภาระอย่างหนึ่ง บางทีเอาไปโพสต์ขายบ้าง ถ้าขี้เกียจขาย ก็เอาไปให้คนอื่นบ้าง ทิ้งไปบ้าง แต่ยังดีที่อุ้ยชอบซื้อของมือสอง เลยปลอบใจตัวเองได้นิดหน่อยว่า เราไม่ได้ซื้อของใหม่ โลกไม่ร้อนขึ้นเท่าไหร่หรอก ถ้าเราซื้อของมือสองมาใช้

“หลัก ๆ เลยคือของมือสองคุณภาพดีและราคาถูก สมมติว่าเราถือเงินร้อยบาทไปซื้อของใหม่ เราอาจได้แค่ตะกร้าที่แทบไม่มีมูลค่าอะไร แต่ถ้าถือเงินร้อยบาทไปซื้อของมือสอง เผลอ ๆ ได้ของแบรนด์เนมคุณภาพดี รู้สึกว่ามันคุ้มค่ากว่า และไม่ได้จำเป็นต้องใช้ของใหม่ 

“เราไม่ได้แคร์ความใหม่ของสินค้าเลย แคร์แค่ว่าของชิ้นนั้นยังใช้ได้หรือไม่ เราไม่ได้ชอบบ้านแบบมินิมอลอยู่แล้วด้วย ตั้งแต่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงทัพพีตักข้าว ถ้ามีของมือสองที่ใช้ได้ ก็จะไปใช้ของมือสองก่อนแน่นอน เราว่ามันเป็นการหมุนเวียนที่ดีด้วย อีกอย่างของมือสองมันมีชิ้นเดียว บางอย่างมาแล้วก็ไปเลย ไม่ได้ผลิตมาร้อยชิ้น”

อุ้ย-จารุวรรณ ธงสุวรรณ แอดมินกลุ่ม ‘งานบ้านที่รัก’ และเพจ ‘ผีแม่บ้าน’ แลกเปลี่ยนเรื่องงานบ้านที่ทั้งรักและไม่รัก

งานบ้านที่ ‘ไม่รัก’

คนอาจจินตนาการว่าบ้านของคนที่โดนผีแม่บ้านเข้าสิงจะต้องเนี้ยบ เป็นระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว แต่ความจริงตรงกันข้าม เพราะงานบ้านเป็นเพียงงานอดิเรกอย่างหนึ่งที่อุ้ยชอบทำเวลาว่าง ๆ เท่านั้น

“อุ้ยเฉย ๆ กับผมที่ร่วงบนพื้น กระเบื้องไม่ต้องเงา ห้องรก เพราะเราไม่ใช่คนสะอาดขนาดนั้น ของตกพื้นก็มีแอบเก็บขึ้นมากินบ้าง” เธอเล่าอย่างมีอารมณ์ขัน

ถึงจะชอบทำงานบ้าน แต่ก็มีงานบ้านที่ไม่ชอบ อุ้ยชอบทำอาหาร แต่ไม่ชอบพับผ้าและล้างจาน ถ้าต้องเลือกระหว่างพับผ้ากับล้างจาน เธอขอเลือกพับผ้า เพราะเป็นมนุษย์ที่เห็นคราบมันไม่ได้ และทนไม่ไหวถ้าต้องซักผ้าขี้ริ้วเปื้อนเศษอาหาร 

“เรามักจุกจิกกับเรื่องคราบมัน เพราะเป็นคนกลัวคราบมันมาก ๆ กลัวเศษอาหารด้วย เลยเนี้ยบกับมันมากชนิดที่ว่า ถ้าทำอาหารก็ต้องล้างมือตลอดเวลา แล้วก็ต้องมีเครื่องล้างจานติดบ้านไว้ ในครัวเลยใช้ทิชชูเช็ดอย่างเดียว ขอโทษด้วยที่ใช้ทิชชูเปลืองมาก ขอประหยัดกับอย่างอื่นแทน

“อีกอย่าง เป็นคนกลัวมือมัน ถ้าเกิดมีคนเอามือมัน ๆ มาจับลูกบิดประตู ช็อกเลยนะ ต้องวิ่งเอาเดทตอลไปเช็ด แปลกไหม ถ้าเป็นคราบในห้องน้ำนี่ถึงไหนถึงกัน ขัดได้หมด แต่เป็นเศษอาหารแล้วยอมแพ้

“เราไม่ชอบเวลาคราบมันหรือเศษอาหารอยู่ผิดที่ผิดทาง ไม่ชอบมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เด็ก ๆ เวลากินอาหารถาดหลุม ต้องเอาถาดไปเก็บแล้วเคาะเศษอาหารทิ้งไว้รวมกัน เราเดินผ่านแถวนั้นทุกวันแล้วหัวใจสลาย ถ้าไปร้านอาหารก็กลัวการเข้าห้องน้ำมาก เพราะกลัวว่าเดินผ่านไปแล้วจะเจอเศษอาหารในครัวกองรวม ๆ กัน

“ล่าสุดเราไปเที่ยวกระบี่ พ่อทำหมูย่างหกในเรือ อุ้ยต้องรีบเอาแอลกอฮอล์ไปเช็ดให้เขา ไม่ได้ห่วงเขาหรอกนะ แต่ห่วงจิตใจตัวเอง เห็นแล้วเครียด ถ้าไปกินข้าวที่ร้านก็จะกินไปเช็ดไป เคยเห็นมีมหนึ่งไหม ที่เวลาไปกินเหล้าแล้วมีเพื่อนคนหนึ่งคอยเช็ดโต๊ะตลอดเวลา เราคือคนนั้นแหละ” อุ้ยเล่าติดตลก 

อุ้ยมองว่างานบ้านนั้นสำคัญกับความสัมพันธ์ในบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเป็นปัจจัยแรกๆ ที่มีส่วนกับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน เมื่อเธอเองไม่ได้ชอบทำทุกงาน จึงชวนให้เราสงสัยว่าในบ้านที่อาศัยร่วมกันเป็นครอบครัวนั้น พวกเขาแบ่งงานกันอย่างไร 

“เราตกลงกันเลยว่าถ้าว่างก็ทำ ไม่ว่างก็ไม่ต้องทำ ไม่มีแบ่งงาน ใครว่างก็ทำ ถ้าไม่ว่างทั้งคู่ก็ปล่อยมันไป เดี๋ยวพอมีช่วงที่ว่างแล้วจะมาช่วยกันทำเอง แต่จะไม่มีการมาบ่นให้อีกคนต้องทำ ไม่ชอบการบ่น เพราะเป็นประสบการณ์ที่เราเจอมาตอนเด็ก ๆ แล้วไม่แฮปปี้ เลยคิดว่าคนไหนว่างก็ทำ ถ้าอีกคนไม่ว่างก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราทำให้

“เรื่องนี้จะไม่สำคัญเลย เมื่อคุณมีเงินจ้างแม่บ้านได้ตลอดเวลา แบบนั้นไม่มีปัญหาเรื่องงานบ้านอยู่แล้ว แต่โดยทั่วไป หลาย ครอบครัวไม่ได้จ้างแม่บ้าน ถ้าตกลงกันไม่ได้ อาจกลายเป็นการทิ้งภาระให้คนใดคนหนึ่งมากเกินไป

“สำหรับบางคน แค่ถอดเสื้อผ้าแล้วใส่ลงตะกร้าก็อาจจะทำไม่ได้ แบบนี้อยู่ด้วยกันไปก็ไม่แฮปปี้ คนถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้อาจมองว่าไม่ใช่เรื่องต้องมาบ่น แค่กองไว้รวม ๆ กันเดี๋ยวค่อยมาเก็บทีเดียวก็ได้ แต่อีกคนอาจมองว่า ถอดแล้วทำไมไม่โยนลงตะกร้าเลย ทำไมต้องรอห้าวันแล้วค่อยมาเก็บ มันอยู่ที่มาตรฐานว่าแต่ละคนพอใจแบบไหน

“มีสมาชิกในกลุ่มมาเล่าว่า เขาแยกกันอยู่กับสามีแล้วมีความสุขขึ้น เพราะเรื่องความเป็นระเบียบไม่เสมอกัน ก็เลยเป็นปัญหา สำหรับคนที่ชอบทิ้ง ก็จะอึดอัดว่าทำไมชีวิตต้องมาโดนบ่นเรื่องพวกนี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่คนเดียวเขาก็อยู่ได้ อีกคนที่ไปจุกจิก ก็อาจจะมองว่ามันไม่ใช่เรื่องจุกจิก สุดท้ายถ้าไม่แยกกันอยู่ ก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน 

“คิดเหมือนกันไหมว่า คนสมัยก่อนมักมีปัญหาแบบนี้ อาจเป็นเพราะสังคมด้วย ที่บอกว่าผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้าน สมัยนี้ไม่ค่อยมีแบบนั้นแล้ว งานบ้านมันเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ทำได้ ถ้าเป็นงานส่วนรวมยิ่งต้องช่วยกันทำ แต่ถ้าเป็นงานที่คนใดคนหนึ่งหาทำ คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบในส่วนที่ตัวเองหาทำ”

ถึงจะชอบทำงานบ้านแค่ไหน อุ้ยก็จะทำงานเพียงในส่วนที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างการล้างจาน ซักผ้า หุงหาอาหาร และทำงานที่จำเป็นต้องทำในการอยู่ร่วมกับส่วนรวม สำหรับบางงานที่หนักหนาเกินกำลัง อย่างเช็ดกระจก เช็ดฝุ่นตามร่อง ปีนฝ้า ซ่อมบ้าน ทาสี เช็ดเหล็กดัด ล้างมุ้งลวด เธอเล่าว่าตัวเองแทบไม่ได้แตะงานพวกนี้มานานหลายปีแล้ว ถึงขั้นตั้งปณิธานไว้เลยว่าจะไม่ทำ 

“ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำ ในเมื่อเราจ้างคนมาทำได้” อุ้ยบอกพลางหัวเราะ

ตรงข้ามกับงานบ้านที่ชอบ นอกจากความจำเป็นแล้ว หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป การโดนผีแม่บ้านเข้าสิง ให้ทำงานบ้านจนสำเร็จลุล่วงก็เป็นอีกความสนุกอย่างหนึ่งในชีวิตของเธอ

“ล่าสุดมีคนใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดลมออกจากถุงธรรมดาให้กลายเป็นถึงสุญญากาศ อุ้ยว่ามันเจ๋งดี อาจอยู่ได้ไม่นานมาก แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีเงินซื้อเครื่องดูดลมสุญญากาศ อุ้ยว่ามันโอเคเลย เราสนุกกับอะไรแบบนี้มาก เหมือนเอาของที่มีอยู่แล้วไปดัดแปลงทำอย่างอื่น

“มันท้าทายนะ เวลาที่เราทำได้ ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งในชีวิตเลย เช่น วันนี้เอาคราบราดำออกได้หมดเลย ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว อุ้ยว่าคนเรามันต้องมีความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตไว้หล่อเลี้ยงจิตใจไปเรื่อย ๆ งานบ้านมันก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้เรามีความสุขขึ้นมาได้เหมือนกัน

อุ้ย-จารุวรรณ ธงสุวรรณ แอดมินกลุ่ม ‘งานบ้านที่รัก’ และเพจ ‘ผีแม่บ้าน’ แลกเปลี่ยนเรื่องงานบ้านที่ทั้งรักและไม่รัก

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

ธีรชัย ลัญจกรสิริพันธุ์

อดีตช่างซ่อม ปัจจุบันช่างภาพ ลูกชายคนเล็ก ชอบเรียกม่าม๊า เวลาว่างขับแมคโครเล่น ตัวจริงต้องไม่ใส่รองเท้า จ้องกินแต่หมูแดดเดียว

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

25 พฤศจิกายน 2564
2,405

ไม่นานมานี้ Spotify แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลงยักษ์ใหญ่ของโลกทำโปรเจกต์พิเศษ ‘Spotify EQUA’ เพื่อแสดงพลังและความเท่าเทียมของศิลปินหญิง เฉลิมฉลองเนื่องในวันสตรีสากลประจำปี (8 มีนาคม) ด้วยการขึ้นภาพศิลปินหญิงชั้นนำของโลกบนบิลบอร์ดยักษ์ใจกลางมหานครนิวยอร์ก โดยหนึ่งในนั้นมี พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อโบกี้ไลอ้อน (BOWKYLION) ศิลปินสาวชาวไทยที่มียอดฟังเพลงสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศในปีที่ผ่านมาเป็นตัวแทนของศิลปินไทย และเป็น 1 ใน 35 ศิลปินหญิงจาก 50 ประเทศทั่วโลก ร่วมกับศิลปินหญิงแห่งยุคอย่าง Billie Eilish, วงดนตรีหญิงล้วน CHAI จากญี่ปุ่น, Zoe Wees จากเยอรมนี, Griff จากอังกฤษ และ WENDY จากเกาหลีใต้

การปรากฏภาพของเธอบนบิลบอร์ดกลางนิวยอร์ก จึงเป็นหมุดหมายใหม่ของโบกี้ไลอ้อน ทั่วทั้งโลกจึงได้ทำความรู้จักกับศิลปินหญิงไทยวัย 27 ปีคนนี้

แต่กว่ามาถึงตรงนี้ได้ โบกี้ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน ผ่านเรื่องราวและสถานที่ต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน จากบ้านเช่าหลังเล็ก สู่หอพักนักศึกษาที่เล็กกว่า นั่งหน้าโทรศัพท์ร้องเพลงผ่านยูทูบ สะสมแฟนเพลง ก้าวขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงระดับประเทศ The Voice Thailand ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จัก ขึ้นเวทีผับบาร์ต่าง ๆ อีกครั้งเพื่อเอาชีวิตให้รอด แล้วก็กลายเป็นคนที่ใครก็หาตัวไม่เจอ แม้กระทั่งต้นสังกัดที่ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน กลับมาทำเพลงอีกครั้งจนกลายเป็นศิลปินดัง สู่บิลบอร์ดกลางนิวยอร์ก และกำลังจะอยู่ในบ้านราคา 10 กว่าล้านที่ซื้อด้วยน้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของตัวเอง

ทั้งหมดนี้คือตำแหน่งแห่งที่ในชีวิตของโบกี้ไลอ้อน

(ขออภัยที่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ไม่ได้พูดผลงานเพลงของเธอ ไม่แม้กระทั่งการพูดถึงซิงเกิลใหม่ ‘บานปลาย’ ที่เพิ่งปล่อยออกมา เราอยากให้คุณรู้จักเธอนอกเหนือไปจากบทเพลงที่คุณรู้จักดีอยู่แล้วเท่านั้น)

น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของ BOWKYLION ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ

ทำไมถึงตัดสินใจไปประกวดร้องเพลง The Voice Thailand เมื่อหกปีที่แล้ว

The Voice Thailand เป็นรายการที่ไม่คิดว่าจะต้องไป แล้วก็ไม่ได้อยากไปด้วย เอาตรง ๆ เลยไม่ได้เป็นการตัดสินใจของเราสักเท่าไหร่หรอกค่ะ ที่ไปก็เพราะช่วงนั้นคุณแม่เสีย แล้วคุณแม่เคยบอกว่าอยากให้โบไปประกวดอะไรแบบนี้บ้าง มันจะเป็นการก้าวข้ามความกลัวของตัวเอง เพราะเราค่อนข้างเป็นคนขี้กลัว ขี้กังวลมากกว่า คือกังวลในเรื่องที่ยังมาไม่ถึงและเรื่องที่ไม่สามารถจัดการได้ พอดีช่วงนั้นพี่สาว (ว่าน วันวาน-รัชยาวีร์ วีระสุทธิมาศ) ไปประกวด พี่ก็บิลด์ ๆ ว่า “เฮ้ย ทำเพื่อแม่สักนิด” 

เราก็ไม่ได้อยากใช้การทำเพื่อแม่มาเป็นข้ออ้างอะไรนะ แต่ว่า… อืม ลองก็ได้ ทั้งที่เราเป็นคนไม่ชอบการแข่งขันเลย ไม่ชอบแม้กระทั่งดูอะไรที่เป็นการแข่งขันด้วย ไม่ชอบการเปรียบเทียบใครกับใคร รู้สึกว่าแค่แข่งกับตัวเอง แข่งกับความคิดของตัวเองมันก็ลำบากพอแล้ว แล้วทำไมเราต้องไปแข่งด้วย

หรือจริง ๆ แม่แค่อยากให้เราไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เราหวาดกลัว

ใช่ค่ะ เพราะว่าเราเป็นคนตื่นเต้นมาก ๆ เป็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาออกไปร้องเพลงแล้วมันตื่นเต้นมาก ที่ซ้อมมาพังหมดเลย (หัวเราะ) แล้ว The Voice Thailand  เป็นเวทีที่โคตรใหญ่ ถามว่าเราอยากไปไหม เราไม่อยากไปอยู่แล้ว ถึงเราจะเรียนดนตรีมาก็จริง แต่ว่าทักษะในการร้องเราสู้ใครเขาไม่ได้ ร้องธรรมดา แค่ร้องเพลงได้ แต่เราอาจจะเป็นคนฟังเพลงเยอะ แล้วก็เราอาจจะมีทักษะการได้ยินที่ค่อนข้างโอเค เพราะเราเรียนมาและชอบแยกเสียงต่าง ๆ เป็นคนโรคจิต (หัวเราะ) ชอบวิเคราะห์เพลง ซึ่งจริง ๆ รายการก็ไม่ได้ต้องการอะไรขนาดนั้น แต่พอแม่อยากให้เราลอง เราก็รู้สึกว่า “อืม มันใช่เหรอวะ หรือว่าจะลองไปดูดี” ลองก็ลอง ทั้งที่รู้ว่ามันไม่เข้ากับนิสัยเรา

ไม่เข้ายังไง

เราค่อนข้างเป็นคน Perfectionist มาก ๆ เข้าขั้นโรคจิตเลยล่ะ สมมติว่าเราอัดเพลงเอง แล้วร้องไปดันมีเสียงที่ไม่ตรงแค่นิดเดียว เราจะไม่ยอม เราจะอัดใหม่เรื่อย ๆ ทั้งวันจนกว่าจะตรง ซึ่งการประกวดร้องเพลงไม่ใช่กระบวนการแบบนั้น มันคือร้องครั้งเดียว พลาดคือพลาด แก้ไม่ได้อยู่แล้ว “พี่คะ หนูขอ edit ตรงนี้ได้ไหม-ไม่ได้” 

แต่เวลาเราทำคลิปเอง ตรงนี้ไม่ตรงเรา-แก้ ตรงนั้นไม่ตรงเรา-แก้ พลาดตรงนี้นิดหนึ่ง-แก้ เพราะเราทำคนเดียว แต่กับ The Voice เราต้องทำงานกับคนอื่น ถ้ามันมีบางอย่างที่เราผิดพลาดไป หรือว่าความตื่นเต้นของเราที่มันควบคุมไม่ได้ มันจะถูกจดจำไว้ในแบบนั้นตลอดไป มันแก้อะไรไม่ได้ ทุกวันนี้เรายังไม่กล้าดูคลิปที่ประกวดในตอนนั้นเลย เดี๋ยวเครียด (หัวเราะ)

ไม่คิดบ้างหรือว่าการประกวดอาจทำให้ได้เจอเส้นทางใหม่ ๆ

เราเป็นคนที่ไม่กล้าเริ่มอะไรเลยค่ะ เป็นคนที่แบบ สมมติว่าถ้ากินข้าวแล้วร้านนี้อร่อย ก็กินอยู่แค่ร้านเดียวไปตลอดได้ ถ้าคิดว่าไปเจออะไรใหม่ ๆ อ้าว ถ้ามันอร่อยกว่าก็ดี แต่ถ้ามันไม่อร่อยล่ะ แล้วเราต้องเสียเวลาไปมื้อหนึ่งเพื่อกินข้าวร้านที่ไม่อร่อย เราก็เลือกกินที่เดิมสิ เพราะแน่ใจว่ามันอร่อย แล้วคนขายก็รู้ใจ หรือสมมติเราชอบห้องนี้แล้ว ก็จะอยู่ในห้องนี้ได้ตลอดเลย ทำไมต้องออกไปเจออะไรใหม่ ๆ ด้วย ในเมื่อห้องนี้มันสร้างจินตนาการให้เรามากพอแล้ว เราเป็นคนแบบนี้

ดูไม่ค่อยทะเยอทะยานหรือลองเสี่ยง

ใช่ค่ะ เป็นคนที่ไม่ได้อยากดัง พูดตามตรงคืออยากให้เพลงดังมากกว่า จะได้มีเงินกินข้าวในแต่ละวัน มีเงินมาเลี้ยงหมา (หัวเราะ) ตัวเราเองไม่ได้อยากมีชื่อเสียง แต่เราอยากรวย (หัวเราะ) คือต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่ได้มาจากร่ำรวย ค่อนข้างอยู่ในที่ที่แย่ด้วยซ้ำ เราต้องเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านเราไม่ได้มีเงินมากมาย ก็ต้องเช่าบ้านอยู่ สภาพแวดล้อมไม่ค่อยดี เรียกว่าอยู่ตามมีตามเกิดน่ะค่ะ บางวันไม่มีอะไรกิน หรือมีไข่ใบเดียวก็ต้องกินแบบนั้น กินกันหลายคนด้วย แต่คุณแม่ก็พยายามเลี้ยงให้เราเป็นคนไม่มีปัญหามาตลอด ทำให้เราไม่ได้คิดว่าชีวิตตัวเองมีปัญหาอะไร จนกระทั่งคุณพ่อไปมีครอบครัวใหม่ ก็เหมือนเราเสียคุณพ่อไปเลย

เป็นบาดแผลทางจิตใจไหม

จริง ๆ ก็ไม่นะคะ แต่ว่าทุกคนในบ้านสงสารโบ แต่โบน่ะไม่คิดอะไร พอพ่อออกไปแล้ว แม่ก็พยายามเลี้ยงเราให้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมแบบนั้น แม่ก็ไม่มีเงินเหมือนกัน แต่แม่พยายามเลี้ยงเรามา แม่เป็นคนเดียวที่อยู่กับเรา โอเคเรามีพี่สาว แต่ว่าพี่สาวแยกไปเรียน ไปอยู่หอ เราก็อยู่กับแม่สองคน หลังจากนั้นเรากับแม่ก็ออกจากบ้านหลังนั้น ไปเช่าคอนโดฯ อยู่ด้วยกัน แล้วการที่เราเรียนดุริยางค์ฯ ที่มหิดลนี่มันลำบากมาก คือเราก็ไม่เก็ตว่าทำไมเขาถึงให้เรียนที่นี่ เพราะลำบากมากกกก (ลากเสียง)

น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของโบกี้ไลอ้อน ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ
น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของโบกี้ไลอ้อน ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ

ใช้เงินเยอะ

ค่าเทอม รวมค่าหอ ค่าอะไรต่าง ๆ ก็สองแสน ที่สำคัญคือค่าอุปกรณ์ เครื่องดนตรีนี่แหละ ซึ่งตอนนั้นเรางงว่าทำไมเขาให้เรียนที่นี่วะ เราไม่ได้ขอร้องนะว่าต้องที่นี่ เราไม่รู้ว่าแม่เขาคิดยังไง แต่รู้สึกว่าเขาต้องเห็นอะไรที่เราไม่เห็นแน่เลย เรายังเถียงแม่ตลอดว่า “หนูเนี่ยนะขี้กลัว” สงสัยว่าทำไมแม่ถึงบอกว่าเราขี้กลัววะ แต่แม่ไม่ได้บอกเรานะ แม่ชอบบอกกับเพื่อนเราว่า “ดูแลโบด้วยนะ โบเป็นเด็กขี้กลัว เป็นคนไม่กล้า” เราก็ได้แต่คิดว่า “กูเนี่ยนะ?” แต่ตอนหลังมาคิดได้ว่าแม่รู้จักเรามากกว่าเรารู้จักตัวเองอีก และตอนนั้นแม่เหนื่อยมาก กัดฟันจ่ายค่าเทอมให้เรา แต่จ่ายได้ประมาณปีเดียวค่ะ จากนั้นแม่ก็เริ่มป่วย มีปัญหาสุขภาพ

ขอโทษนะ คุณแม่เป็นอะไร

ตอนแรกเรานึกว่าคงตรวจเจอมะเร็งแต่ไม่ใช่ค่ะ แม่เป็นโรคไขกระดูกฝ่อ ซึ่งเป็นโรคที่เราได้ยินแล้วแบบ อะไรวะ โรคอะไรวะ แล้วเขาก็ไม่มีอาการเลยค่ะ มีแค่เลือดออกตามไรฟัน แล้วก็ภูมิแพ้ทั่วไปเหมือนที่เราเป็นเนี่ยแหละ แล้วก็มีรอยช้ำ ๆ ตามตัว ยังขำกันอยู่เลยว่า “แม่ เป็นอะไรอะ” นั่นแหละ คือจริง ๆ ไขกระดูกมันเอาไว้สร้างเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือดที่เอาไว้ต่อต้านภูมิคุ้มกันน่ะค่ะ ถ้าไขกระดูกฝ่อ ก็แปลว่าไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดพวกนี้อีกแล้ว ตอนแรกก็หาไม่เจอว่าแม่เป็นอะไร คิดว่าเป็นไข้เลือดออก พอเจอว่าเป็นไขกระดูกฝ่อได้สองอาทิตย์ก็เสียเลย เราก็แบบ ต้องร้องไห้ยังไงวะ อะไรวะเนี่ย คือทำใจไม่ได้ ทำใจไม่ทันเลย

มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป

เร็วค่ะ ตอนนั้นก็เรียนอยู่ ไหนจะค่าเทอม แล้วยังมีเรื่องที่เราเซอร์ไพรส์มากคือ มารู้ว่าแม่เลี้ยงทุกคนในบ้าน ดูแลทุกคนหมด ไม่ใช่แค่เรากับพี่ เราก็แบบ “เอาไงต่อวะเนี่ย” ก็เลยตัดสินใจส่งตัวเองเรียนไปด้วย ส่งคนอื่นในบ้านด้วย คุณย่า คุณป้าที่อายุมากแล้ว ดูแลต่อจากแม่

ตอนนั้นรายได้ของเรามาจากอะไรบ้าง

โอ้โห! มั่วซั่วมาก อะไรก็ได้น่ะค่ะ บางทีก็ขายของตัวเองบ้าง ร้องเพลงลงยูทูบบ้าง มีรายได้จากยูทูบหรือมีโฆษณาเล็ก ๆ น้อย ๆ มีรีวิวอะไรอย่างนี้ ก็พอจะเก็บเงินได้หลักแสนบ้าง แต่มันก็ไม่พอค่าเทอมค่ะ (หัวเราะ)

การจากไปของแม่ อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้เราไปประกวดที่ The Voice Thailand

เหมือนเรารู้สึกว่าอะไร ๆ มันอาจจะดีขึ้นก็ได้มั้ง สิ่งที่เราต้องการตอนนั้นก็คือเงินน่ะค่ะ (หัวเราะ) จริง ๆ เลย เราก็เลยคิดว่าถ้าเราไปแล้ว เราอาจจะได้เงินจากอะไรสักอย่างไหม บวกกับว่าอยากลองเอาชนะตัวเองสักหน่อย ไม่กล้าไปก็ลองไปบ้าง ถึงแม้นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตามที่จะไปประกวด

เดี๋ยว มันเป็นครั้งแรก ก็จะให้เป็นครั้งสุดท้ายเลยเหรอ

ใช่ ก็ไม่อยากไปเป็นทุนอยู่แล้วน่ะค่ะ นึกภาพไม่ออกว่าอยู่บนเวทีแล้วจะทำอะไร

ถามจริง ๆ กลัวขนาดนี้ อย่างดีที่สุดกับเลวร้ายที่สุดที่คิดไว้กับ The Voice Thailand คืออะไรบ้าง

ดีที่สุดคือมีพี่สาวประกวดด้วย เลวที่สุด… ร้องเพี้ยน (หัวเราะ) 

ร้องเพี้ยนนี่น่ากลัวมากเลยใช่ไหม

โอ้โห! ถ้าเพี้ยนนี่เฟลค่ะ แล้วช่วงนั้นโดนสังคมรุมจวกด้วย (หัวเราะ) เพราะว่าร้องในยูทูบนี่อย่างดี พอร้องจริงศักยภาพมึงอยู่ไหน ซึ่งก็ยอมรับนะว่ามันเป็นอย่างนั้น “อ้าว ในยูทูบกูทำเอง กูก็ต้องทำให้มันดีสิวะ ใครจะอยากเอาความเฟลมาให้มึงดู” ขอโทษนะคะ หยาบคายสุด ๆ (หัวเราะ) คือเรามองคนละแบบกัน เราทำช่องเอง เราสร้างศิลปะ มันคือความคิดสร้างสรรค์ เราก็ทำให้ดีที่สุด แต่ว่า The Voice Thailand มันเป็นการแข่งขันที่ต้องใช้สติ ซึ่งเราไม่ค่อยมี (หัวเราะ)

บางคนก็ชอบการแข่งขันนะ มันได้รีดศักยภาพ เหมือนได้ปลุกสิ่งที่เราไม่เคยค้นพบมาก่อน อะไรอย่างนั้น

ไม่ได้เลย เราเครียดเกินไป อย่างตอนที่ต้องแบทเทิลกับใครสักคน แล้วเราสนิทกับเขา เราไม่อยากชนะด้วย ก็สงสัยว่า “นี่เราต้องชนะเหรอ” เรารู้สึกว่ารับไม่ได้ที่ ถ้าแพ้ก็รู้สึกแย่ที่เราห่วย โอเค เราห่วย แต่ถ้าเราชนะล่ะ พี่เขาก็ไม่ได้ห่วยไปกว่าเราเลย แล้วทำไมเขาแพ้เราล่ะ

นี่คิดขนาดนั้นเลยเหรอ

ใช่ค่ะ แล้วด้วยความสัมพันธ์มันไม่ใช่แค่คู่แข่งกัน เป็นคนที่เหมือนเราสนิทกับเขา แล้วเราก็ไปไหนมาไหนกับเขา แล้วเราก็รู้สึกว่าพี่เขาเป็นพี่ที่ดีกับเรามากเลย แต่ต้องมาแข่งกัน ทำไมล่ะ ไม่อยากแข่งเลย เรารู้สึกว่าเรารับไม่ได้สักทางเลย แต่นั่นแหละ เราก็ต้องทำมันอยู่ดี

พอจบการแข่งขันแล้ว รู้สึกยังไงกับการตัดสินใจของตัวเองครั้งนั้น

ก็รู้สึกว่าดีที่คนจะเรียกเราว่าโบกี้ที่ร้อง The Voice แต่ก็รู้สึกว่างเปล่า

อะไรทำให้คิดว่าเราว่างเปล่า

ก็เราเป็น The Voice แต่เราไม่ใช่โบกี้น่ะค่ะ

อธิบายอีกหน่อยได้ไหม

คือจริง ๆ ไม่ได้บอกว่าเป็นแล้วไม่ดีนะ นี่คือรายการคุณภาพรายการหนึ่งเลย เขาให้โอกาสเราจริง ๆ ทุกคนน่ารักมาก เรารู้สึกขอบคุณเขามาก ๆ ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่มาถึงจุดนี้ แต่การเป็น ‘โบกี้ The Voice’ มัน…(คิดนาน) คือเราไม่รู้เลยว่าทำไมคนถึงชอบเรา แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เราทำไปมันจะดีด้วย เรียกได้ว่าเราไม่ได้เป็นตัวเองเท่าไหร่ เราเป็นในสิ่งที่คนอยากให้เราเป็นอยู่ เป็นโบกี้ The Voice ที่ร้องเพลง มีความเป็นนักประกวด

โชว์พลังเสียง

ใช่ แต่สิ่งที่เราต้องการจะสื่อให้คนดูไม่ใช่พลังเสียงไง มันคืองานศิลปะ สิ่งที่เราอยากเป็นจริง ๆ คือเราอยากทำเพลงเอง แล้วเราก็ไม่รู้ว่าคนจะเข้าใจไหมกับสิ่งที่เราสร้างขึ้น แล้วไม่รู้ด้วยว่าจะสร้างอะไร (หัวเราะ) เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่าเราเป็นใครน่ะค่ะ

จบจาก The Voice แล้ว รีวิวตัวเองให้ฟังหน่อยว่าได้อะไรมาบ้าง

ได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนขี้กลัวสุด ๆ ได้ความมั่นใจว่า ตัวเองเป็นคนไม่มั่นใจอะไรสักอย่างเลย ได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนอ่อนแอกับโลกโซเชียลฯ กับคอมเมนต์ต่าง ๆ

น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของโบกี้ไลอ้อน ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ

ตกลงมันเป็นพรหรือเป็นคำสาป

โอ้โห พูดยากค่ะ มันเป็นพรที่เป็นคำสาปแล้วกัน คือหลังจาก The Voice ก็เครียดตรงที่ว่าถ้าเราจะเป็นศิลปิน คนก็จำที่เราเป็นโบกี้ The Voice แล้ว ทำยังไงให้คนรู้ล่ะว่าเราคือโบกี้ไลอ้อน แต่ก็เป็นพรที่ทำให้เราได้รู้ว่า เราทำอะไรบางอย่างได้ ถามว่าตอนนี้กล้าทำอีกครั้งไหม ก็ไม่กล้า (หัวเราะ) แต่ว่าทำให้เรารู้อะไรมากขึ้นแล้วกัน ถือเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่

แปลว่าโบกี้ที่เห็นใน The Voice อาจจะไม่ใช่สิ่งที่โบกี้อยากเป็นหรืออยากทำจริง ๆ สักเท่าไหร่ ถูกไหม

ที่ผ่านมายอมรับว่าเราเป็นคนที่ขาดความเป็นมืออาชีพมากค่ะ เราทำอะไรตามอารมณ์ หมายถึงว่าเราเป็นคนหลอกตัวเองไม่ได้ เช่น ถ้าฉันอินเพลงนี้-ฉันจะร้อง ถ้าฉันไม่อิน-ฉันไม่ร้อง ถ้าฉันอินแค่ท่อนนี้-ฉันจะร้อง คนไม่ฟังก็เรื่องของเธอ-ฉันจะร้องแค่นี้ 

การไปแข่งจขัน ทำให้รู้ว่าการเป็นนักร้องที่ดี ไม่ใช่แค่นักร้อง มันต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย หนึ่งคือต้องฟังสิ่งที่คนดูพูดกับเรา สองคือต้องฟังเสียงตัวเองว่าร้องอะไรไปบ้าง สามคือต้องฟังเสียงดนตรี ประสบการณ์ตรงนั้นทำให้เราถามตัวเอง ว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรอยู่ เราบ้าหรือเปล่า เวลาอยู่ในช่องยูทูบตัวเอง บางทีก็จะลงเพลงแค่สิบห้าวินาที แล้วคนก็จะเข้ามาด่า “อะไรวะเนี่ย สิบห้าวิ จะลงทำไม!!”

มึงจะลงแค่ท่อนที่มึงอยากร้องไม่ได้นะแบบนี้เหรอ…

ใช่ค่ะ เราก็จะแบบ… ก็จะลงแค่นี้ ไม่ฟังก็ไม่เป็นไร อะไรอย่างนี้ค่ะ เราไม่แคร์ คือนักร้องก็เหมือนนักแสดง มันต้องแสดงบางอย่างที่ได้รับบทบาท คือเราต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเพลงที่เราจะร้องสิ ทำไมเราถึงปฏิเสธ ให้ร้องเพลงที่เกี่ยวกับชู้ ฉันไม่มีชู้-ฉันไม่ร้อง ซึ่งใน The Voice ทำไมทุกคนเขาร้องกันได้วะ แต่ทำไมเราถึงมัวเป็นบ้าอยู่ บางทีก็สงสัย นี่เราเป็นอะไรวะ

การร้องสิ่งที่เราไม่เชื่อ หรือไม่อินกับมัน มีผลต่อการสร้างสรรค์ยังไง

เรารู้สึกว่าเราจริงใจกับคนดูสุด ๆ เลยค่ะ ถ้าเราร้องประโยคที่เราไม่อิน เรายังไม่เชื่อตัวเองเลย แล้วใครจะเชื่อ เราเข้าใจนะว่าร้อง ๆ ไปก็ได้ เราร้องได้อยู่แล้ว แต่ในเมื่อร้องแล้วมันส่งต่อให้คนอื่นได้ด้วยนะ แต่คนก็ไม่รู้นะคะ ว่าเราอินอันไหนหรือไม่อินอันไหน เขาไม่รู้เขาก็ฟังเพลงให้มันจบ (หัวเราะ)

ความคาดหวังเขาอาจจะแค่มาฟังเพลงนั่นแหละ แกร้องให้ครบสามนาทีแค่นั้นพอ

ใช่ สามนาทีก็ยังดี แต่บางทีเราก็จะแบบ อะ ร้องแค่นี้ค่ะ ทริคของเราในตอนนั้นคือร้องสั้นที่สุด คนจะได้วนฟังเพลงเราไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ นั่นแหละ แต่ว่ามันอาจจะไม่ถูกต้อง คือถ้าเราเป็นอยากตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็นั่งดูตัวเองไปเลยสิ ไม่ต้องให้ใครมาดูเรา แต่ถ้าเราอยากจะเป็นคนที่ดี เป็นศิลปินที่ดี แล้วเราอยากใช้ความเป็นอาร์ทิสบางอย่างที่เชื่อมต่อกับคนที่เรียกว่าคนดู เราก็เป็นตัวเองได้แค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์

เพราะว่าศิลปะต้องการผู้เห็น

ใช่ค่ะ นั่นแหละ เราก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ (หัวเราะ)

น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของโบกี้ไลอ้อน ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ

จบจาก The Voice วางแผนทำอะไรต่อ

เราเป็นคนไม่วางแผนอะไรเลย แต่ตอนนั้นก็มีเพลงที่เราทำอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่อง แค่ทำส่งอาจารย์ไปงั้น ๆ ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะแต่งเพลงได้ดี ก็ทำลงยูทูบไปเรื่อย ๆ แล้ว พี่บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา (บอล Scrubb) จาก What The Duck มาเห็น เขาก็ชอบ พี่บอลเลือกเราเข้าค่าย ดีใจมากค่ะ แต่ว่าก็สงสัยนะว่าเขาเห็นอะไร เพราะเราไม่เห็นอะไรในตัวเองเลย

ก็เป็นธรรมดา คนทำงานมักจะมองไม่เห็นงานตัวเอง แต่คนมองเข้ามาเขาจะเห็นได้ชัดกว่า

เขาเห็นว่าเพลงนี้น่าสนใจ บวกกับเราทำเอ็มวีเอง ทำเองทุกอย่าง เขารู้สึกว่าน่าสนใจ ก็เลยเรียกมาคุย คุยไปคุยมาก็เซ็นสัญญาค่ายปุ๊บ เราไม่รู้ว่าต้องทำยังไง คือเราต้องเป็นใครเหรอ เราต้องทำอะไร เราต้องแต่งตัวยังไง ปกติเรามีตัวตนอยู่แล้วว่าเป็นคนแบบนี้ แต่ว่าพอจะปล่อยเพลงอะไรสักอย่างที่เป็นเพลงแรกแล้วแบบ เราเป็นใครวะ ตอนนั้นก็เลยเริ่มจากการให้ ทอยส์ (The Toys) มาแต่งเพลงให้ ซึ่งก็งง ๆ เพราะว่าเราไม่รู้จะปล่อยอะไร เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าค่ายเขาเห็นอะไรในตัวเรา เราก็ไม่อยากทำให้เขาผิดหวังนะ แต่หาตัวเองไม่เจอ เลยเริ่มจากทำเพลงกับทอยส์ แล้วก็ปล่อยเพลง ‘ใครอีกคน’ ไปก่อน เป็นเพลงที่ทอยส์แต่งมาอยู่แล้ว แล้วก็มีเราเสริมเล็กน้อย ก็ปล่อยแล้วเราก็คือหายไปเลยแปดเดือน

ทำไมถึงหายไปนานขนาดนั้น เพิ่งปล่อยเพลงแรกแท้ ๆ

คือเราเป็นโรคแบบที่เป็นเกี่ยวกับจิตเวชด้วย เราไม่มั่นใจในตัวเองขั้นสุด เราเป็นหลายโรคมากค่ะ เป็น Panic Disorder เริ่มเป็น Anxiety แล้วก็เป็น Depression เราไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่ได้มีความคิดว่าฉันอยากตายอะไรอย่างนี้ แต่อาการของเราคือเห็นข้อดีของตัวเองไม่ได้เลย บอกว่าตัวเองสวย-ไม่ ร้องเพลงดี-ไม่ เก่งดนตรี-ไม่ คือโอเค คนอื่นจะพูดอะไรก็พูดได้ว่าเราเก่งนู่นเก่งนี่ แต่เรายืนยันว่าเราไม่เก่งนะ แล้วเราไม่ได้ถ่อมตัวด้วย คือกูไม่เก่งจริง ๆ ตอนไปหาหมอ หมอเลยบอกให้ไปหาข้อดีมาสิ หายไปอีกสองสามเดือน จนหมอลาออก เราก็ยังหาข้อดีของตัวเองไม่ได้เลย ซึ่งก็เป็นหนัก ๆ มากช่วงหนึ่งจนเราต้องหายไปเลย ไม่บอกใครเลย ไม่มีใครรู้เลย

น้ำพัก น้ำแรง และน้ำตาของโบกี้ไลอ้อน ศิลปินหญิงไทยที่มียอดฟังเพลงอันดับ 1 ของประเทศ
สนทนากับ BOWKYLION จากเด็กขี้กลัว โรคแพนิก การยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไฟฝัน จนถึงบ้านหลังแรกที่ซื้อเอง

ขาดการติดต่อ ตัดขาดโลกภายนอกไปเลย

ค่ะ ค่ายโทรมาก็เราก็ตัดสาย ปิดเครื่อง ไม่ติดต่อกับใครเลย หายไปเลย พีอาร์ก็งงว่าเราไปไหนวะ เราก็ เออ ไม่รู้ เราคิดว่าตัวเองคงต้องเกิดมาทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่สิ่งนี้ เพราะเราดูทำอะไรไม่ได้เลย แต่ก็สงสารค่าย

เกิดมาเพื่อทำอะไรสักอย่าง แล้วอะไรสักอย่างที่ว่านั้นคืออะไร พอรู้ไหม

แต่งเพลงค่ะ แต่พอแต่งเพลงก็ไม่กล้าให้คนอื่นฟัง เราไม่ทำอะไรเลยนะตอนนั้น เรามีแฟนใช่ไหมคะ อยู่วง Safeplanet เขาไปทัวร์ เราก็ไปด้วย แต่ไม่ได้ทำอะไร ก็ไปด้วยเฉย ๆ แล้วเราก็สงสัยว่า “เออ ทำไมวะ เราก็ชอบเวทีนะ เราไม่เหมาะกับมันเหรอ”

ตอนนั้นทำอะไรบ้าง

เลี้ยงหมาไปวัน ๆ ทำอะไรไม่รู้ เงินก็ไม่มีเพราะไม่มีรายได้ เหมือนกินเงินเก่าไปวัน ๆ น่ะ แล้วก็งง ๆ สักพักไม่มีเงินเลย เลยต้องไปร้องกลางคืนค่ะ พอไปร้องกลางคืน ทีนี้เราก็งง ๆ ว่าทำอะไรอยู่

ไม่มีฟีดแบ็กจากแฟน ๆ บ้างเหรอว่าโบกี้ไลอ้อนหายไปไหน

เราไม่ค่อยอ่านเลยค่ะ เราหายไปเลย ไอจีก็ไม่ลงอะไรเลย ยอดฟอลก็ลด ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่เป็นไร ช่างมัน ทำอย่างอื่นแค่นั้นเอง ทำอะไรไม่รู้ไปเรื่อย เล่นกับหมา ไปช้อปปิ้ง แล้วเราดันเป็นคนที่มีงานอดิเรกคือแต่งเพลงกับวาดรูป พอว่างเลยคิดแต่เรื่องเพลง ฟังเพลง ทำเพลง ตอนนั้นก็ทำเพลงบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะปล่อย คิดว่าเป็นงานอดิเรก ก็ทำมาสองสามเพลงแล้วไม่มั่นใจเลย จนวันหนึ่งรู้สึกว่าหายไปจากค่ายเกือบปีแล้ว สงสารค่าย แต่พอค่ายติดต่อมาเราก็ไม่รับสาย มีปาร์ตี้อะไรอย่างนี้-ไม่ไป เรียกรวมศิลปิน-ไม่มา (หัวเราะ)

แล้วยังไงถึงกลับมาค่ายได้

ตอนนั้นมีเพลง แขนซ้าย แล้วก็อีกสองเพลง แล้วก็คิดว่าลองไปค่าย ตอนแรกที่เราเข้าไป ทุกคนก็แบบว่า “มันมาแล้วว่ะ มันยังไม่ตาย” ก็มาประชุม ตอนนั้นพี่บอลขอฟังเพลง เราไม่ให้ฟัง “อ้าว แล้วมึงมาทำไม” เออ กูมาทำไมวะ ก็ทะเลาะกับตัวเองแป๊บหนึ่ง (หัวเราะ) “เออ ให้ฟังก็ได้ แต่ท่อนเดียวนะ” คือเราดันแต่งเพลงมาแล้วไม่ให้ค่ายฟัง แล้วมันจะยังไงวะ (หัวเราะ)

เพราะรู้สึกว่าเรายังไม่ชอบมันเหมือนเดิม

ไม่รู้เลย สรุปก็คือไม่รู้ว่าชอบไหม แต่ว่าไม่มั่นใจ เลยให้ค่ายเลือกเพลง ค่ายเลยเลือกเพลง ‘แขนซ้าย’ ก็ลองทำต่อดู ทำไปทำมาพอเสร็จ “เชี่ย เพลงแรกที่เราแต่งเอง ลองดูวะ ปล่อยแล้วก็ไม่ได้ดังอะไร แต่ตอนนั้นค่ายเพลงก็งงว่าชื่อเพลงจะเอาชื่อนี้จริง ๆ เหรอ เราก็แบบ อืม มันน่าสนใจหรือเปล่า แต่ก็เอาชื่อนี้ ไม่ได้ดังแต่ก็รู้สึกว่าภูมิใจกับเพลงนี้นะ เป็นเพลงแรกเลยที่เรากล้าปล่อยออกมา หลังจากนั้นเลยทำเพลงไปเรื่อย ๆ ค่ะ พอรู้อีกทีก็รู้สึกว่าเราเกิดมาเพื่ออันนี้แหละ

แล้วสภาพจิตใจหรือความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้น พร้อมที่จะเจอผู้คนแล้ว

ไม่พร้อมเลย แต่ก็ตัดสินใจแล้วต้องเจอ บวกกับตอนนั้นต้องเล่นร้านด้วย รับอีเวนต์สลับกัน บางทีไปร้องเพลงตามร้าน เขาก็มาบอกว่าขอเพลง แขนซ้าย หน่อย เราดีใจมาก เพราะเราคัฟเวอร์เพลงคนอื่นมาตลอด ครั้งหนึ่งมีคนมาขอให้เล่นเพลงเราบ้าง “เชี่ย สิ่งที่เราแต่ง มันเข้าไปอยู่ในหูคนอื่นแล้วว่ะ” แต่ก็เป็นการเริ่มต้น ช่วงนั้นเป็นโรคแพนิกหนักมาก ๆ ด้วย จนพี่บอลให้ไปหาหมอจิตเวชอีก พี่บอลเหมือนเป็นพ่อเลย

สนทนากับ BOWKYLION จากเด็กขี้กลัว โรคแพนิก การยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไฟฝัน จนถึงบ้านหลังแรกที่ซื้อเอง

คราวนี้หมอบอกว่ายังไง

เขาไม่บอกค่ะ น่าจะเป็นหลักของเขาที่ไม่บอกว่าคนไข้เป็นอะไร เพื่อไม่ให้เราตัดสินตัวเอง เราก็ถามนะ “หมอคะ บอกตรง ๆ เลยได้ไหมคะ เราเป็นอะไร?” เขาก็ตอบงึมงำ ๆ แต่เราเคยได้ใบส่งตัวจากหมอคนเก่ามาแล้ว มันเป็นภาษาอังกฤษแบบ lost f/u เราก็ไปเสิร์ชหาดู มันคืออะไรวะ เสิร์ชจนได้เรื่อง อ๋อ lost follow up ตั้งแต่ปีนี้ ๆ เป็น Depression อ๋อ โรคซึมเศร้า Anxiety อ๋อ โรคกังวล Panic Disorder แล้วเขาจะเขียนว่าไม่มีอาการทำร้ายตัวเอง ไม่มีอาการอารมณ์ร้อน แต่ว่ามีอาการไม่เห็นค่าตัวเอง อีกอย่างที่เป็นหนักจริง ๆ เรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคในการโชว์อย่างหนึ่ง ก็คือความเป็น Perfectionism เนี่ยแหละค่ะ คือเราเป็นหนักมากเลยนะคะ หนักกว่าที่ทุกคนรู้ คือเราไม่ยอมให้คนอื่นทำเลย เราทำทุกอย่างเอง แบกทุกอย่างเองโดยที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่หน้าที่เรา ดูสตอรี่บอร์ดเอ็มวีเองนี่ธรรมดาไป รูปเรายังรีทัชเองเลย (หัวเราะ) ใครทำอะไรให้ เราก็จะไปสิงเขา พี่ไม่ต้องค่ะ หนูทำเอง

แล้วอย่างนี้ความสัมพันธ์ของโบกี้กับผู้คนรอบตัวเป็นยังไงบ้าง คนเขาไม่เกลียดกันหมดเหรอ

เพิ่งถามไปเลยนะคะ “ทุกคนมีด่าเราบ้างหรือเปล่า” คือเราเป็นคนสิงทุกคน แต่ไม่ได้สิงด้วยความก้าวร้าวนะ เขาจะเข้าใจตั้งแต่เพลงสองเพลงสามแล้วว่า อีเด็กนี่ ปล่อยมันไป มันจะทำอะไรปล่อยมันไป เราจะวางแพลนทุกอย่าง ทำเองหมดเลย แต่ว่าค่ายก็ทำนะ ในส่วนงานของค่ายที่เราเข้าไปยุ่งไม่ได้

แต่หลังจากนั้นผลงานเพลงของโบกี้ไลอ้อนก็เป็นที่รู้จักมาก เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง ใช่ตัวโบกี้อย่างที่เราเคยคิดอยากเป็นจริง ๆ ไหม

ไม่ค่อยหวังอะไรกับตัวเองค่ะ แต่ว่าเนี่ยแหละคือเรา เป็นเราจริง ๆ ค่ะ แค่ได้รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ก็พอแล้ว จริง ๆ เป้าหมายชีวิตของคนอื่นอาจจะอยากเป็นนักร้อง เรามีเป้าหมายเดียวก็คืออยากอยู่บ้านแล้วก็เลี้ยงหมา ไม่ต้องทำอะไรเลย ได้มีเวลาทำงานศิลปะอยู่ในหัวตัวเอง โดยที่ไม่ต้องนำเสนอคนอื่นก็ได้ คิดให้มันสวยงามอยู่แค่คนที่เราอยากให้เห็นก็ได้ เป้าหมายหลัก ๆ คือเราไม่เคยมีบ้านเลยไง เราอยากซื้อบ้าน

ได้ข่าวว่าเพิ่งซื้อบ้าน

ค่ะ ได้ซื้อบ้านตอนนี้แล้วก็ “เชี่ย ชีวิตยังต้องการอะไรอีก”

ไม่คิดว่ามันจะมีอย่างอื่นอีกเหรอ ชีวิตยังมีอีกหลายอย่างที่เราคาดไม่ถึงนะ

ไม่มีเรื่องเพลงเลย คือเรารู้สึกเราไม่อยากคาดหวังกับตัวเอง เพราะว่าถ้าผิดหวัง เราจะเครียดกับตัวเองมาก ถ้าเป็นอย่างอื่น เราอาจจะอยากเลี้ยงม้า เลี้ยงกวางในบ้านค่ะ นี่ทะเลาะกับผู้จัดการทุกวัน

ทำไมล่ะ เลี้ยงกวางกับม้าก็ไปซื้อมาเลี้ยงสิ

คือเขาก็แบบ “มึงจะเลี้ยงกวางทำไม” เราบอกแฟนว่า “ตรงนี้จอดรถได้คันเดียวนะ ที่เหลือจะเอาไว้จอดม้า” แฟนเราก็จะแบบ “เป็นไรเนี่ย มึงตื่น!!” คือเราอยากเลี้ยงสัตว์จริง ๆ อยากอยู่กับสัตว์ เพราะมันทำให้เราผ่อนคลายมาก ๆ ไม่รู้สิ มันเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้สึกว่าชีวิตนี้อยากไปให้ถึง

การเลี้ยงสัตว์ใช่ไหม

ใช่ค่ะ เลี้ยงสัตว์เลย แล้วก็ทำฟาร์มให้มันดีที่สุดค่ะ เลี้ยงม้า เลี้ยงกวาง เลี้ยงแกะ อยากทำให้ดีที่สุด อยากเพาะพันธ์ุสัตว์อะไรอย่างนี้

สนทนากับ BOWKYLION จากเด็กขี้กลัว โรคแพนิก การยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไฟฝัน จนถึงบ้านหลังแรกที่ซื้อเอง
สนทนากับ BOWKYLION จากเด็กขี้กลัว โรคแพนิก การยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไฟฝัน จนถึงบ้านหลังแรกที่ซื้อเอง

เล่าเรื่องซื้อบ้านให้ฟังหน่อยว่า เป็นหมุดหมายอะไรบางอย่างของชีวิตหรือเปล่า

ใช่ เพราะเราไม่เคยมีบ้านเลย บ้านปัจจุบันที่อยู่ก็เป็นบ้านที่แฟนซื้อ ซึ่งไม่ได้นับว่าเป็นบ้านเราอยู่ดี เลยรู้สึกว่าถ้าเรามีบ้าน มันน่าจะดีที่สุดเลย คือเป็นคนที่ชอบอยู่บ้านอยู่แล้ว แล้วก็อยากให้หมามีที่วิ่งเล่นด้วยค่ะ เราซื้อประมาณเดือนมิถุนายน ก่อนหน้านั้นพี่สาวยังชี้บ้านหลังหนึ่งให้เราดูอยู่เลย แล้วก็บอกซื้อที่นี่ไหม ไม่แพง ประมาณสี่ล้านเราก็แบบ “ไม่มีเงิน ไม่ซื้อละกัน” โบเป็นคนไม่กล้าผ่อนอะไรด้วยค่ะ เป็นคนที่ซื้ออะไรก็คือจะจ่ายสด ให้มาผ่อนเนี่ยเครียดตายเลย ก็เลยไม่ซื้อ แล้วหลังจากนั้นเพื่อนก็ชวนไปดูบ้าน ไปดูตรงนี้ไหม เออ สวยดี เออ ซื้อเลย

มีเงินอยู่พอดี

ไม่มี (หัวเราะ) แต่รู้สึกว่าบ้านหลังนี้ต้องเป็นของเรา เราไม่เคยเจอบ้านที่มองแล้วรู้สึกว่ามันต้องเป็นของเรา ปกติเวลาดูบ้าน โอเค สวยคือสวย แต่อันนี้มันต้องดูทุกคืน ถ่ายรูปมาแล้วก็ “เชี่ย มันต้องเป็นบ้านเราว่ะ” ราคาสิบสี่ล้าน

เดี๋ยว สี่ล้านซื้อไม่ไหว เลยซื้อสิบสี่ล้าน

ผ่อนค่ะ ผ่อนก็ผ่อนวะ ยังคิดอยู่เลยตอนปลายเดือนเมษายน สี่ล้านกูไม่ไหว แต่นี่กูจะผ่อนสิบสี่ล้าน แฟนก็แบบ ใจเย็น แต่เราเป็นคนที่ถ้าเราจะเอาอะไรก็เอาเลย เราเชื่อ First Impression ของตัวเองมาก

ความรู้สึกตอนนี้เหมือนชีวิตต้องการอะไรอีกไหม

เงิน (หัวเราะ) นอกจากเงิน ก็ต้องการสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ตายก็บุญแล้วล่ะทุกวันนี้

แล้วเรื่องสุขภาพจิตใจเป็นยังไง โบกี้จะหายไปนาน ๆ อีกหรือเปล่า

พูดยากค่ะ ตอนนี้ดีอยู่ค่ะ เรียกว่าดีอยู่ ตอนนี้มีความสุขกับชีวิตมากเลยค่ะ มีบ้าน มีเพื่อนที่ดี มีค่ายที่ซัพพอร์ตเรา เพลงก็กำลังจะปล่อย ไฟก็ยังมีอยู่

สนทนากับ BOWKYLION จากเด็กขี้กลัว โรคแพนิก การยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไฟฝัน จนถึงบ้านหลังแรกที่ซื้อเอง

Writer

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load