24 พฤศจิกายน 2564
10 K

“แมลงเยอะมาก”

“เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนี้ เป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้ทุกวัน ถ้าแมลงมันอยู่ของมันไปก็ไม่เป็นไร แต่มันมาทำให้ชีวิตเรายากขึ้น ไม่รู้ว่าแมลงบ้านอื่นเยอะแค่ไหน แต่ที่บ้านบ้านอุ้ย ช่วงนี้เยอะขนาดที่ว่าตื่นมากวาดได้เต็มปุ้งเต้า”

อุ้ยเล่าเรื่องแมลงริ้นน้ำจืดจำนวนมหาศาลที่บินมาตอมไฟที่บ้าน ก่อนจะใส่ซับไตเติลคำว่า ‘ปุ้งเต้า’ ว่า หมายถึงที่ตักผงในภาษาจีนแต้จิ๋ว

 เธอเสียบปลั๊กไล่ยุงก็แล้ว มีอุปกรณ์ไล่แมลงแทบทุกอย่างแล้ว ถามเพื่อน ๆ สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘งานบ้านที่รัก’ ก็แล้ว ยังไม่มีใครที่พอจะรู้เลยว่าจะต้องรับมือกับแมลงชนิดนี้อย่างไร เธอจึงยังคงพยายามตามหาวิธีไล่แมลง ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่อง ‘บ้าน’ ที่ต้องหาคำตอบกันต่อไป

‘งานบ้านที่รัก’ และไม่รักของ อุ้ย จารุวรรณ เจ้าของกลุ่มชวนคนมาแชร์สารพันปัญหางานบ้าน

อุ้ย-จารุวรรณ ธงสุวรรณ คนที่โพสต์ถามลงในกลุ่มบ่อยพอ ๆ กับสมาชิกคนอื่น เป็นคนเดียวกับแอดมินที่สร้างกลุ่ม ‘งานบ้านที่รัก’ ขึ้นมา เธอสวมเสื้อยืด แต่งตัวอยู่บ้านสบาย ๆ นั่งคุยกับเราในบ้านที่ขอนแก่น ที่นี่เป็นบ้านของครอบครัวสามี ทั้งคู่มาอาศัยอยู่ชั่วคราว ขณะรอบ้านของตัวเองสร้างเสร็จ

หลังจากบทสนทนาเรื่องแมลงริ้นน้ำจืดจบลง และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันพอสังเขป อุ้ยก็เผยว่าเธอทำงานอยู่ที่บ้านมานาน 7 – 8 ปี แล้ว จึงไม่ค่อยตื่นเต้นกับวัฒนธรรมเวิร์กฟอร์มโฮมที่เพิ่งเกิดขึ้นสักเท่าไหร่นัก

หลังจากเรียนจบสาขาวิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีแรก ๆ อุ้ยได้เข้าไปทำงานในสำนักพิมพ์อยู่สักพัก ก่อนจะพบว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์ที่ตื่นเช้า เข้างาน 8 โมง และกลับบ้านตรงเวลาได้อย่างใครเขา เธอจึงตัดสินใจออกมาและเลือกงานที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันเธอทำงานด้าน UX/UI ดีไซเนอร์ มีเวลาทำงานยืดหยุ่น ได้อยู่บ้านแทบจะ 24 ชั่วโมง

เวลาว่างส่วนใหญ่มักหมดไปกับเรื่องที่อยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะเดินเล่นในทุ่งนาหลังบ้าน เยี่ยมเยียนเล้าไก่ที่เลี้ยงไว้ ไปดูต้นไม้ต้นใหม่ที่ครอบครัวเอามาปลูก และการ ‘ทำงานบ้าน’ เธอเล่าว่าตัวเองมักจะถูก ‘ผีแม่บ้าน’ เข้าสิงอยู่บ่อย ๆ รู้ตัวอีกทีก็ไปขัดโน่น ขัดนี่จนสะอาด และสนใจเรื่องงานบ้านจนต้องสร้างเพจและกลุ่มบนเฟซบุ๊กขึ้นมา ไว้พูดคุยเรื่องงานบ้านกับคนอื่นที่สนใจเรื่องงานบ้านเหมือนกัน

งานบ้านที่รัก

“การที่อุ้ยอยู่บ้าน ทำให้ได้เห็นสิ่งจุกจิกในบ้านเยอะ มีโอกาสเห็นคราบตามจุดต่าง ๆ มากกว่า และมีเวลาที่จะขุดคุ้ยวิธีจัดการกับมันนานกว่าด้วย

“แต่เราก็ไม่ถึงกับดูแลบ้านดี มีทั้งช่วงที่ตั้งใจและช่วงที่ปล่อยปละละเลย อุ้ยเป็นคนไม่ทำอะไรเป็นกิจวัตร บางคนอาจกวาดบ้านก่อนแล้วตามด้วยอย่างอื่น เขามีลำดับของเขา แต่อุ้ยไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ทุกอย่างต้องยืดหยุ่นได้”

ตัวอย่างของคนที่ทำงานบ้านตามลำดับอย่างที่อุ้ยบอกกับเราคือ ‘แม่’ ซึ่งตรงข้ามกับเธอโดยสิ้นเชิง 

วัยเด็กของเธอเหมือนกับเด็กทั่วไป ที่ครอบครัวมักจะฝึกให้ทำงานบ้าน แม้เธอจะเติบโตมาแล้วชอบการทำงานบ้าน แต่ในวัยเด็กกลับต่างออกไป เพราะเป็นงานที่ครอบครัวบังคับให้ทำ งานบ้านสำหรับเธอจึงกลายเป็นเหมือนยาขม ที่เธอเองไม่รู้เหตุผลว่าต้องกินมันไปเพื่ออะไร

“บ้านที่เราอยู่เป็นบ้านของพ่อกับแม่ อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าพ่อแม่ทั่วไปมักมีอำนาจในบ้านมากกว่าลูกในทุก ๆ เรื่อง พอตอนนั้นเราเป็นเด็ก เราเลยไม่ค่อยมีความรู้สึกมีส่วนร่วมกับบ้านเลย เรามักจะรู้สึกว่า ทำไมต้องมาทำงานบ้านงานนี้ด้วย บ้านเราไม่จำเป็นต้องมีจานเยอะก็ได้ แต่ทำไมแม่ถึงซื้อมาเยอะขนาดนี้ แล้วยังจะให้เรามาช่วยจัด ช่วยล้างอีก มันเลยกลายเป็นภาระ ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมกับการนำสิ่งนั้นเข้ามาตั้งแต่แรก

“แต่การที่โดนที่บ้านบังคับช่วยงานบ้านนี่แหละ ก็ทำให้มีความสามารถในการพลิกแพลงบางอย่างติดมา ที่บ้านจะมีพ่อแม่และยาย ทุกคนเป็นคนซ่อมของและประยุกต์ใช้ของเก่งมาก เรียกได้ว่า ชีวิตเรามีความคิดสร้างสรรค์ในด้านนี้ เกิดจากความหล่อหลอมของครอบครัวเลย สรุปว่าหลายอย่างที่เกิดขึ้นในกลุ่ม ก็มาจากครอบเคี่ยวเข็ญ และส่งต่อความสร้างสรรค์แบบตั้งใจบ้าง ไม่ได้ตั้งใจบ้างนี่แหละ

‘งานบ้านที่รัก’ และไม่รักของ อุ้ย จารุวรรณ เจ้าของกลุ่มชวนคนมาแชร์สารพันปัญหางานบ้าน

“งานจำเป็นทั่วไปยังพอเข้าใจได้ แต่ถ้าชวนมาช่วยรื้อของรก ๆ ออกมาปัดฝุ่น เฮลโหล เราไม่ได้เป็นคนซื้อ ทำไมหนูต้องมาทำ 

“เราฝังใจกับเรื่องนั้น พอโตขึ้นมาเลยเป็นคนไม่บ่น และไม่เคี่ยวเข็ญคนใกล้ตัวให้ต้องจัดการกับภาระที่เราเป็นคนนำเข้ามา อันไหนเราเอาเข้ามา เราก็ต้องรับผิดชอบเอง ถ้าบ้านมันรกเพราะเราหาทำ ซื้อถ้วยชามมาเยอะเหลือเกิน เราจะคาดหวังให้คนอื่นมาช่วยปัดฝุ่นไม่ได้ เราจะหงุดหงิดเขาไม่ได้ เพราะไม่ใช่ความผิดเขา ส่วนงานไหนที่เป็นภาระส่วนรวม อันนั้นก็ต้องช่วยกัน”

แม้ในวัยเด็กจะไม่ชอบงานบ้านสักเท่าไหร่ แต่พออุ้ยได้จากบ้านเกิดที่ระยอง มาใช้ชีวิตวัยมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ตัวคนเดียว ทัศนคติเรื่องงานบ้านก็เริ่มเปลี่ยนไป จนกลายมาเป็นความชอบในที่สุด เมื่อแต่งงานและมีคอนโดฯ เป็นของตัวเอง 

“อุ้ยว่าคนเราจะอินมากขึ้น ถ้ารู้สึกถึงความเชื่อมโยงของตัวเองกับบ้าน รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของบ้าน” เธอบอกกับเรา

‘งานบ้านที่รัก’ และไม่รักของ อุ้ย จารุวรรณ เจ้าของกลุ่มชวนคนมาแชร์สารพันปัญหางานบ้าน

ผีแม่บ้าน

“ที่คอนโดฯ ของอุ้ยเคยมีเครื่องซักผ้า ที่อบผ้าได้ในตัวเดียวกัน บางครั้งใช้เวลาอบนานเป็นสิบชั่วโมงถึงจะแห้ง ตอนนั้นโมโหมาก ต้องไปหาซื้อเครื่องใหม่ที่ต้องไม่เป็นแบบเดิม มันทำให้ชีวิตเราติดบัคเรื่องเครื่องอบผ้ามาตลอด ทุกวันนี้เวลาเจอที่ขายเครื่องอบผ้าที่ไหน อุ้ยจะต้องเข้าไปถามว่าอบได้กี่กิโล แล้วอบกี่นาทีถึงจะแห้ง ยังคงไม่หยุดเก็บข้อมูล เพราะมีปมกับเครื่องอบผ้า” เธอเล่าไปหัวเราะไป

อุ้ยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องอบผ้า (ที่อบไม่นาน) เอาไว้มากมาย ทั้งหาเอง ทั้งถามคนอื่น เจ้าเครื่องอบจอมงอแงที่ว่าเลยกลายเป็นที่มาของเพจ ‘ผีแม่บ้าน’ ที่อุ้ยตั้งใจใช้เป็นพื้นที่ไว้แลกเปลี่ยน ตอบปัญหาคาใจเรื่องงานบ้านที่แก้ไม่ตก 

คล้าย ๆ กับตอนที่ขุดคุ้ยเรื่องเครื่องอบผ้า ถ้าได้เริ่มจัดห้องครัว รื้อตู้ ล้างห้องน้ำแล้ว อุ้ยจะหมกมุ่นอยู่กับงานตรงหน้า และใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อทำสิ่งนั้นให้ลุล่วงจนได้ เธอเล่าว่าอาการของการง่วนอยู่กับงานไม่หยุดไม่หย่อนนั้น เปรียบได้กับอาการของคนโดนผีสิง ซึ่งไม่ใช่ผีธรรมดา แต่เป็นผีแม่บ้าน ที่มักจะยึดร่างของดีไซเนอร์สาวไป แล้วดลใจให้ขัดคราบในห้องน้ำจนหมดจด

“เรื่องงานบ้านบางอย่าง อุ้ยไม่รู้ว่าจะไปถามใครดี เลยสร้างเพจผีแม่บ้านขึ้นมา ไว้ให้เราไปโพสต์ถาม แต่พอถามบ่อย ๆ มันก็ดูตลกดี เลยเปิดกลุ่มขึ้นมา เพื่อเอาไว้ถามเรื่องที่ตัวเองอยากถามเลยดีกว่า เป็นการสร้างสารานุกรมส่วนตัวไปด้วย หลายคำถาม ก็เป็นเราถามเองนี่แหละ เพราะบางอย่างเราหาคำตอบเองไม่ได้จริง ๆ”

“อุ้ยทึ่งมากตอนที่เห็นคนใช้สเตคลีนมาจัดการจุดสีเหลืองบนเสื้อผ้าที่เราเก็บไว้นาน ๆ เขาเอาสเตคลีนมาป้ายทิ้งไว้สักพักแล้วเอาไปซัก แล้วจุดเหลืองก็หายไป ปกติเราเองไม่รู้เลยนะว่าจะต้องจัดการกับจุดพวกนี้อย่างไร เพราะมันเป็นจุดที่แช่น้ำไว้ก็ซักไม่ออก

“อีกอันที่รู้สึกว่าว้าวมากแต่ยังไม่เคยลอง คือหั่นหัวหอมแล้วเอามาฝนบนรอยสีเมจิกที่ติดบนเสื้อผ้า แล้วสีมันหลุดออกหมดเลย นี่มันคือนวัตกรรม” อุ้ยเล่าด้วยความตื่นเต้น

สมาชิกของกลุ่มค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และทะยานสู่ 3 แสนกว่าคนอย่างรวดเร็วในช่วงล็อกดาวน์เมื่อปีที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะบ้านกลายมาเป็นทุกอย่าง และคนก็ได้คลุกคลีกับงานบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ อุ้ยเล่าว่าแต่ละวันมีสมาชิกแวะเวียนเข้ามาถามสารพัดสารพันปัญหางานบ้าน ทั้งเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ เรื่องด่วนถึงขั้นต้องเปิด Fast Lane ช่องด่วนพิเศษเพื่อให้ได้คำตอบอย่างเร็วที่สุดก็มี

การดูแลเพจที่มีสมาชิกเป็นแสนคนไม่ใช่เรื่องง่าย ในหนึ่งวันอุ้ยต้องเจอโพสต์ ‘ลอกสติกเกอร์อย่างไรไม่ให้คราบกาวติด’ มากกว่า 5 โพสต์ และในฐานะที่เธอเป็นแอดมินที่คอยอนุมัติโพสต์เหล่านี้ สิ่งที่อุ้ยให้ความสำคัญที่สุดคือการส่งต่อวิธีการที่อันตราย จากกลุ่มที่ตั้งใจทำให้ชีวิตสะดวกสบาย อาจกลายเป็นกลุ่มที่ทำให้ชีวิตยุ่งยากกว่าเดิม

ไม่นานมานี้ อุ้ยเพิ่งโพสต์แนะนำการใช้ ‘ไฮเตอร์’ อย่างถูกวิธีลงในกลุ่ม เพราะไม่อยากให้คนนำไปใช้แบบผิดวิธี หลังจากชวนเธอคุยประเด็นนี้ เราก็พบว่าอีกหนึ่งความท้าทายของกลุ่มงานบ้านที่รัก คือพยายามแนะนำให้ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แม้จะมีข้อจำกัดมากมาย

“ในกลุ่มจะฮิตไฮเตอร์มาก (เขานิยมเรียกผลิตภัณฑ์ซักผ้าขาวว่าไฮเตอร์กัน เพื่อความเข้าใจง่าย) บางคนใช้ล้างห้องน้ำ เพราะข้างขวดเองก็เขียนบอกไว้ว่าใช้ล้างห้องน้ำได้ ถ้าใช้ไฮเตอร์อย่างเดียว แล้วไม่ใช้อย่างอื่นเลยก็โอเคนะ แต่ถ้าไปผสมกับสารเคมีอื่น ๆ ที่เป็นกรด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำบางตัว จะทำปฏิกิริยากัน แล้วเป็นอันตรายกับเราได้

“ถึงเราเป็นแอดมิน แต่เราเองก็ไม่กล้าห้ามไม่ให้ใช้ไฮเตอร์ขนาดนั้น เพราะจริง ๆ แล้วมันใช้ได้และราคาถูกกว่าน้ำยาล้างห้องน้ำ อุ้ยมองว่ามีคนมากมายที่ไม่ได้มีเงินมากพอจะเข้าถึงน้ำยาล้างห้องน้ำได้ เราเลยพยายามให้ข้อมูลว่าใช้อย่างไรถึงจะปลอดภัย น่าจะดีกว่าไปบอกว่าห้ามใช้เด็ดขาด

“แต่ก็มีที่โพสต์ห้ามไปเหมือนกันนะ ประเภทของใช้ในครัว

“คือจริง ๆ ที่อ่านและทำความเข้าใจ มันก็สามารถใช้ได้ แต่อุ้ยเห็นบางคนถ่ายรูปมา ดูสีแล้วเรารู้ว่าไม่ผสมน้ำ ซึ่งคนจำนวนมากวู่วาม อุ้ยกังวลเรื่องสารตกค้างมาก คิดว่าง่ายกว่าที่จะสื่อสารออกมาว่าอย่าไปใช้กับอะไรที่ต้องเอาเข้าปากเลยจะดีกว่า ใช้น้ำยาล้างจานอะไรไป ไม่ต้องขาวมากก็ได้

“บางคนอาจจะคิดว่ามันใช้ได้ ทำไมแอดมินสื่อสารแบบนี้ อยากบอกว่าอุ้ยพยายามสื่อสารมาหลายแบบ แม้ว่าไปบอกเองโดยตรง ว่าต้องผสมน้ำตามสัดส่วนนะ สุดท้ายเขาถ่ายรูปมาอวด ถามว่าทำยังไง บอกใช้ไปสองขวดเต็ม ๆ มันคือความกดดันในฐานะแอดมิน ถ้าเขาเป็นอะไรไป อุ้ยคิดว่าตัวเองคงจะรู้สึกแย่มากกว่าสมาชิกคนอื่น ๆ คือเราขอเซฟไว้ก่อนดีกว่า บอกไปยาว ๆ บางทีเขาไม่เข้าใจ ไม่สนใจที่จะอ่าน

“ที่บ้านอุ้ยก็มีนะคะ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี ราคาถูก ถ้าเราใช้อย่างถูกวิธี เขาก็ใช้กันทั่วโลก อย่ากลัวจนเกินไป แต่ก็อย่าวู่วามจนลืมคิด ว่ามันเป็นสารเคมีที่มาแบบเข้มข้น ผู้ผลิตเขาให้ผสมน้ำค่ะ

“ล่าสุดมีคนมาขอวิธีล้างคราบไหม้ที่เตาหมูกระทะ แล้วมีสมาชิกคนอื่นมาตอบว่าให้ใช้น้ำยาล้างห้องน้ำล้าง บางคนก็บอกว่ามันไม่แพง ไหม้ขนาดนี้ซื้อใหม่ดีกว่า ซื้อใหม่มันง่ายกว่าแน่นอน แต่ถามว่าเราจะทำแบบนั้นไปทำไม ในเมื่อความจริงแช่น้ำทิ้งไว้คืนเดียวคราบก็หลุดหมดแล้ว แบบนั้นก็ต้องซื้อใหม่ไปเรื่อย ๆ เราจะเป็นเศรษฐีที่ไม่รักโลกไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรกับของเก่า มันจะไปจบที่ไหน ก็ต้องเอาไปทิ้ง

“ความปลอดภัยในชีวิตของคนมีเงินกับคนไม่มีเงินเหลื่อมล้ำกันมาก ถ้าเราไปบอกเขาว่าให้ทิ้งเลย เปลี่ยนเลย มันคือการเอามุมมองชีวิตของเราไปสวมให้คนอื่นมากเกินไป ความท้าทายที่สุดของการมีกลุ่มนี้ คือการหาวิธีช่วยคนให้ทำในสิ่งที่ต้องการได้อย่างปลอดภัยและดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ แน่นอนว่าเปลี่ยนของใหม่ดีกว่า แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ แล้วอะไรจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าล่ะ”

‘งานบ้านที่รัก’ และไม่รักของ อุ้ย จารุวรรณ เจ้าของกลุ่มชวนคนมาแชร์สารพันปัญหางานบ้าน

บ้านที่ดี คือบ้านที่ไม่มีภาระทางใจ

  ความฮอตของกลุ่มไม่จบเพียงเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นปรากฏการณ์ป้ายยา ผู้คนพากันแห่ไปซื้อเครื่องใช้ต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง อุ้ยเล่าว่าเธอพยายามสื่อสารเรื่องการซื้อของอยู่ตลอด ถ้าของชิ้นนั้นดี เธอก็ยินดีด้วย แต่ถ้าเป็นการอุปทานหมู่ เห็นอีกคนแล้วอยากซื้อตาม เธอไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่นัก และพยายามสื่อสารเรื่องนี้อยู่ตลอด ถ้าสังเกตเห็นบนหน้าปกของกลุ่ม จะมีประโยคที่อุ้ยกำกับเอาไว้ว่า ‘บ้านที่ดีคือบ้านที่ไม่มีภาระทางใจ’

“อุ้ยเคยได้ยินพ่อของเพื่อนคนหนึ่งเขาพูดกับลูกว่า “คอนโดฯ หนูตารางเมตรละเท่าไหร่ แล้วหนูทำอะไร เอาพื้นที่มาวางของพวกนี้หรอ” เราเลยเห็นว่าบางอย่างมันไม่ได้เหมาะกับเรา บางคนอาจคิดว่าแค่เสียเงิน ไม่เห็นเป็นไร แต่อย่าลืมไปว่าพื้นที่ในบ้านมันก็มีมูลค่า

“บางทีอุ้ยซื้อของที่ไม่มีประโยชน์ ซื้อมาแล้วคิดว่าจะได้ใช้ แต่ก็ไม่เคยใช้สักที มันคือภาระอย่างหนึ่ง บางทีเอาไปโพสต์ขายบ้าง ถ้าขี้เกียจขาย ก็เอาไปให้คนอื่นบ้าง ทิ้งไปบ้าง แต่ยังดีที่อุ้ยชอบซื้อของมือสอง เลยปลอบใจตัวเองได้นิดหน่อยว่า เราไม่ได้ซื้อของใหม่ โลกไม่ร้อนขึ้นเท่าไหร่หรอก ถ้าเราซื้อของมือสองมาใช้

“หลัก ๆ เลยคือของมือสองคุณภาพดีและราคาถูก สมมติว่าเราถือเงินร้อยบาทไปซื้อของใหม่ เราอาจได้แค่ตะกร้าที่แทบไม่มีมูลค่าอะไร แต่ถ้าถือเงินร้อยบาทไปซื้อของมือสอง เผลอ ๆ ได้ของแบรนด์เนมคุณภาพดี รู้สึกว่ามันคุ้มค่ากว่า และไม่ได้จำเป็นต้องใช้ของใหม่ 

“เราไม่ได้แคร์ความใหม่ของสินค้าเลย แคร์แค่ว่าของชิ้นนั้นยังใช้ได้หรือไม่ เราไม่ได้ชอบบ้านแบบมินิมอลอยู่แล้วด้วย ตั้งแต่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงทัพพีตักข้าว ถ้ามีของมือสองที่ใช้ได้ ก็จะไปใช้ของมือสองก่อนแน่นอน เราว่ามันเป็นการหมุนเวียนที่ดีด้วย อีกอย่างของมือสองมันมีชิ้นเดียว บางอย่างมาแล้วก็ไปเลย ไม่ได้ผลิตมาร้อยชิ้น”

อุ้ย-จารุวรรณ ธงสุวรรณ แอดมินกลุ่ม ‘งานบ้านที่รัก’ และเพจ ‘ผีแม่บ้าน’ แลกเปลี่ยนเรื่องงานบ้านที่ทั้งรักและไม่รัก

งานบ้านที่ ‘ไม่รัก’

คนอาจจินตนาการว่าบ้านของคนที่โดนผีแม่บ้านเข้าสิงจะต้องเนี้ยบ เป็นระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว แต่ความจริงตรงกันข้าม เพราะงานบ้านเป็นเพียงงานอดิเรกอย่างหนึ่งที่อุ้ยชอบทำเวลาว่าง ๆ เท่านั้น

“อุ้ยเฉย ๆ กับผมที่ร่วงบนพื้น กระเบื้องไม่ต้องเงา ห้องรก เพราะเราไม่ใช่คนสะอาดขนาดนั้น ของตกพื้นก็มีแอบเก็บขึ้นมากินบ้าง” เธอเล่าอย่างมีอารมณ์ขัน

ถึงจะชอบทำงานบ้าน แต่ก็มีงานบ้านที่ไม่ชอบ อุ้ยชอบทำอาหาร แต่ไม่ชอบพับผ้าและล้างจาน ถ้าต้องเลือกระหว่างพับผ้ากับล้างจาน เธอขอเลือกพับผ้า เพราะเป็นมนุษย์ที่เห็นคราบมันไม่ได้ และทนไม่ไหวถ้าต้องซักผ้าขี้ริ้วเปื้อนเศษอาหาร 

“เรามักจุกจิกกับเรื่องคราบมัน เพราะเป็นคนกลัวคราบมันมาก ๆ กลัวเศษอาหารด้วย เลยเนี้ยบกับมันมากชนิดที่ว่า ถ้าทำอาหารก็ต้องล้างมือตลอดเวลา แล้วก็ต้องมีเครื่องล้างจานติดบ้านไว้ ในครัวเลยใช้ทิชชูเช็ดอย่างเดียว ขอโทษด้วยที่ใช้ทิชชูเปลืองมาก ขอประหยัดกับอย่างอื่นแทน

“อีกอย่าง เป็นคนกลัวมือมัน ถ้าเกิดมีคนเอามือมัน ๆ มาจับลูกบิดประตู ช็อกเลยนะ ต้องวิ่งเอาเดทตอลไปเช็ด แปลกไหม ถ้าเป็นคราบในห้องน้ำนี่ถึงไหนถึงกัน ขัดได้หมด แต่เป็นเศษอาหารแล้วยอมแพ้

“เราไม่ชอบเวลาคราบมันหรือเศษอาหารอยู่ผิดที่ผิดทาง ไม่ชอบมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เด็ก ๆ เวลากินอาหารถาดหลุม ต้องเอาถาดไปเก็บแล้วเคาะเศษอาหารทิ้งไว้รวมกัน เราเดินผ่านแถวนั้นทุกวันแล้วหัวใจสลาย ถ้าไปร้านอาหารก็กลัวการเข้าห้องน้ำมาก เพราะกลัวว่าเดินผ่านไปแล้วจะเจอเศษอาหารในครัวกองรวม ๆ กัน

“ล่าสุดเราไปเที่ยวกระบี่ พ่อทำหมูย่างหกในเรือ อุ้ยต้องรีบเอาแอลกอฮอล์ไปเช็ดให้เขา ไม่ได้ห่วงเขาหรอกนะ แต่ห่วงจิตใจตัวเอง เห็นแล้วเครียด ถ้าไปกินข้าวที่ร้านก็จะกินไปเช็ดไป เคยเห็นมีมหนึ่งไหม ที่เวลาไปกินเหล้าแล้วมีเพื่อนคนหนึ่งคอยเช็ดโต๊ะตลอดเวลา เราคือคนนั้นแหละ” อุ้ยเล่าติดตลก 

อุ้ยมองว่างานบ้านนั้นสำคัญกับความสัมพันธ์ในบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเป็นปัจจัยแรกๆ ที่มีส่วนกับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน เมื่อเธอเองไม่ได้ชอบทำทุกงาน จึงชวนให้เราสงสัยว่าในบ้านที่อาศัยร่วมกันเป็นครอบครัวนั้น พวกเขาแบ่งงานกันอย่างไร 

“เราตกลงกันเลยว่าถ้าว่างก็ทำ ไม่ว่างก็ไม่ต้องทำ ไม่มีแบ่งงาน ใครว่างก็ทำ ถ้าไม่ว่างทั้งคู่ก็ปล่อยมันไป เดี๋ยวพอมีช่วงที่ว่างแล้วจะมาช่วยกันทำเอง แต่จะไม่มีการมาบ่นให้อีกคนต้องทำ ไม่ชอบการบ่น เพราะเป็นประสบการณ์ที่เราเจอมาตอนเด็ก ๆ แล้วไม่แฮปปี้ เลยคิดว่าคนไหนว่างก็ทำ ถ้าอีกคนไม่ว่างก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราทำให้

“เรื่องนี้จะไม่สำคัญเลย เมื่อคุณมีเงินจ้างแม่บ้านได้ตลอดเวลา แบบนั้นไม่มีปัญหาเรื่องงานบ้านอยู่แล้ว แต่โดยทั่วไป หลาย ครอบครัวไม่ได้จ้างแม่บ้าน ถ้าตกลงกันไม่ได้ อาจกลายเป็นการทิ้งภาระให้คนใดคนหนึ่งมากเกินไป

“สำหรับบางคน แค่ถอดเสื้อผ้าแล้วใส่ลงตะกร้าก็อาจจะทำไม่ได้ แบบนี้อยู่ด้วยกันไปก็ไม่แฮปปี้ คนถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้อาจมองว่าไม่ใช่เรื่องต้องมาบ่น แค่กองไว้รวม ๆ กันเดี๋ยวค่อยมาเก็บทีเดียวก็ได้ แต่อีกคนอาจมองว่า ถอดแล้วทำไมไม่โยนลงตะกร้าเลย ทำไมต้องรอห้าวันแล้วค่อยมาเก็บ มันอยู่ที่มาตรฐานว่าแต่ละคนพอใจแบบไหน

“มีสมาชิกในกลุ่มมาเล่าว่า เขาแยกกันอยู่กับสามีแล้วมีความสุขขึ้น เพราะเรื่องความเป็นระเบียบไม่เสมอกัน ก็เลยเป็นปัญหา สำหรับคนที่ชอบทิ้ง ก็จะอึดอัดว่าทำไมชีวิตต้องมาโดนบ่นเรื่องพวกนี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่คนเดียวเขาก็อยู่ได้ อีกคนที่ไปจุกจิก ก็อาจจะมองว่ามันไม่ใช่เรื่องจุกจิก สุดท้ายถ้าไม่แยกกันอยู่ ก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน 

“คิดเหมือนกันไหมว่า คนสมัยก่อนมักมีปัญหาแบบนี้ อาจเป็นเพราะสังคมด้วย ที่บอกว่าผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้าน สมัยนี้ไม่ค่อยมีแบบนั้นแล้ว งานบ้านมันเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ทำได้ ถ้าเป็นงานส่วนรวมยิ่งต้องช่วยกันทำ แต่ถ้าเป็นงานที่คนใดคนหนึ่งหาทำ คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบในส่วนที่ตัวเองหาทำ”

ถึงจะชอบทำงานบ้านแค่ไหน อุ้ยก็จะทำงานเพียงในส่วนที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างการล้างจาน ซักผ้า หุงหาอาหาร และทำงานที่จำเป็นต้องทำในการอยู่ร่วมกับส่วนรวม สำหรับบางงานที่หนักหนาเกินกำลัง อย่างเช็ดกระจก เช็ดฝุ่นตามร่อง ปีนฝ้า ซ่อมบ้าน ทาสี เช็ดเหล็กดัด ล้างมุ้งลวด เธอเล่าว่าตัวเองแทบไม่ได้แตะงานพวกนี้มานานหลายปีแล้ว ถึงขั้นตั้งปณิธานไว้เลยว่าจะไม่ทำ 

“ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำ ในเมื่อเราจ้างคนมาทำได้” อุ้ยบอกพลางหัวเราะ

ตรงข้ามกับงานบ้านที่ชอบ นอกจากความจำเป็นแล้ว หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป การโดนผีแม่บ้านเข้าสิง ให้ทำงานบ้านจนสำเร็จลุล่วงก็เป็นอีกความสนุกอย่างหนึ่งในชีวิตของเธอ

“ล่าสุดมีคนใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดลมออกจากถุงธรรมดาให้กลายเป็นถึงสุญญากาศ อุ้ยว่ามันเจ๋งดี อาจอยู่ได้ไม่นานมาก แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีเงินซื้อเครื่องดูดลมสุญญากาศ อุ้ยว่ามันโอเคเลย เราสนุกกับอะไรแบบนี้มาก เหมือนเอาของที่มีอยู่แล้วไปดัดแปลงทำอย่างอื่น

“มันท้าทายนะ เวลาที่เราทำได้ ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งในชีวิตเลย เช่น วันนี้เอาคราบราดำออกได้หมดเลย ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว อุ้ยว่าคนเรามันต้องมีความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตไว้หล่อเลี้ยงจิตใจไปเรื่อย ๆ งานบ้านมันก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้เรามีความสุขขึ้นมาได้เหมือนกัน

อุ้ย-จารุวรรณ ธงสุวรรณ แอดมินกลุ่ม ‘งานบ้านที่รัก’ และเพจ ‘ผีแม่บ้าน’ แลกเปลี่ยนเรื่องงานบ้านที่ทั้งรักและไม่รัก

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

ธีรชัย ลัญจกรสิริพันธุ์

อดีตช่างซ่อม ปัจจุบันช่างภาพ ลูกชายคนเล็ก ชอบเรียกม่าม๊า เวลาว่างขับแมคโครเล่น ตัวจริงต้องไม่ใส่รองเท้า จ้องกินแต่หมูแดดเดียว

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

สตีเฟ่น บอดลีย์ (Steven Bodley) หรือ อาจารย์สตีฟ แห่งมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี คือชาวออสเตรเลียที่พูดภาษาไทยชัดแจ๋วจากไวรัลดังบนอินเทอร์เน็ตซึ่งบันทึกโดยฝีมือนิสิต นั่นเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เราอยากทำความรู้จักอาจารย์สอนภาษาอังกฤษท่านนี้อย่างมาก

การสนทนาร่วม 3 ชั่วโมงดำเนินด้วยภาษาไทย แน่นอนว่าชัดแจ๋ว ขนาดว่า ร.เรือ กระดกลิ้นแบบถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยน แถมด้วยศัพท์แสงที่ไม่ธรรมดา จนเราถึงบางอ้อ เมื่ออาจารย์สตีฟเฉลยว่าอยู่ประเทศไทยมานานราว 30 ปี แม้เริ่มต้นด้วยความคิดที่ไม่อยากมาเยือนประเทศนี้เสียด้วยซ้ำ

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

เขาจับพลัดจับผลูเข้ามาทำงานในประเทศไทยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว (สรท.), มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ปัจจุบันอาจารย์สตีฟย้ายมาสอนและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีเข้าสู่ปีที่ 5 

ความน่าสนใจ คือ เขาเกิดและเติบโตในชนบทของประเทศออสเตรเลีย มีเพื่อนเป็นไก่ เป็ด แมว บางทีก็หนังสือและต้นไม้ เขามีความฝันว่าอยากเป็น ‘ครู’ เป็นครูเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม เป็นครูเพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาสให้หลุดพ้นจากกรงขังแสนคับแคบ ดังเช่นเรื่องราวชีวิตของเขาในวัยเด็ก

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

ภายในหน้าต่างออนไลน์ตรงหน้า ชายตาน้ำข้าวท่าทางใจดีสวมเสื้อม่อฮ่อมสีซีด พร้อมด้วย ‘มุทิตา’ แมวหญิงสีดำขลับ แววตาสีฟ้าเขียว ที่เจ้าของบอกว่าเป็นแมวแปลก เกลียดแมว รักหมา และไม่กลัวคน นั่งอยู่บนตักและคลอเคลียไม่ห่าง สตีเฟ่นยินดีแบ่งปันเรื่องราวของเขาตั้งแต่ยังเยาว์ เยือนไทยครั้งแรก อาชีพครูตามฝัน เรียนภาษาไทย จนกระทั่งการตัดสินใจดำเนินชีวิตบั้นปลายในจังหวัดจันทบุรี 

เด็กบ้านนอกจากออสเตรเลีย

สตีเฟ่นเป็นลูกหลง ในวันที่เขาอายุครบ 1 ขวบ ก็มีอายุห่างจากพี่สาวคนแรกและพี่สาวคนที่สอง 16 ปี และ 14 ปี ตามลำดับ แถมเขายังกลายเป็นน้า โดยมีหลาน ๆ อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

“ครอบครัวผมผู้หญิงเป็นใหญ่ ผู้ชายเป็นรอง ผู้หญิงขับเคลื่อน ผู้ชายทำกับข้าว”

การเติบโตมาในครอบครัวที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ สอนอะไรคุณบ้าง – เราถาม

“เยอะมาก ผมกล้าแสดงออก ไม่อายที่จะพูดว่าผมร้องไห้เป็น มันทำให้ผมเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่าเดิม ผมเคารพนับถือผู้หญิงมาก ๆ และเคยเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับทฤษฎีสิทธิสตรีกับการนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ชาย ผมนี่เป็นเฟมินิสต์ตัวดุเลยครับ” สตีเฟ่นเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

เด็กหนุ่มเติบโตมาอย่างเดียวดายทว่าเด็ดเดี่ยว เพราะพี่สาวทั้งสองคนย้ายออกจากบ้านไปอยู่กับครอบครัวตั้งแต่เขาอายุ 4 ขวบ พ่อแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานเลี้ยงชีพ หลังเลิกเรียนสตีเฟ่นใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นหลัก หุงหาอาหารด้วยตัวเอง มีบัดดี้เป็นแมว ไก่ เป็ด บางทีก็ต้นไม้

“บ้านผมยากจนนะ พ่อเป็นเทศกิจ แม่เป็นพนักงานขายของในร้านชำ ผมมั่นใจว่าถ้าพ่อไม่เลี้ยงวัว ไม่เลี้ยงไก่ ไม่ตกปลา บางทีเราก็ไม่มีกิน ส่วนหมู่บ้านที่ผมอยู่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีรถไฟ ไม่มีรถเมล์

“ไม่มีแม้แต่ความหวัง” เขาเปรยถึง ‘บ้านเกิด’ ในชนบทของประเทศออสเตรเลีย

“มันบ้านนอกมาก ๆ เป็นสังคมการเกษตร มีประชากรแค่ 600 คน คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ย้ายออกและทิ้งบ้านให้ร้าง เพราะอยู่ที่นี่เขาไม่มีอนาคต ส่วนเด็กในชั้นเรียนเดียวกันกับผมก็มีไม่ถึง 20 คน กระจัดกระจายกันตามฟาร์ม ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเอาตัวรอดจากตรงนั้นมาได้คือหนังสือ”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี
Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

หนังสือเป็นเพื่อน เป็นประตู และเป็นความวิเศษที่โลกใบนี้มอบให้เด็กชายสตีเฟ่น

“หนังสือทำให้ผมท่องโลกกว้าง ท่องจักรวาล ผมได้อ่านเรื่องชีวิตสมัยก่อนของคนในอังกฤษ อ่านเรื่องชีวิตของคนในมหานครนิวยอร์ก มันเหมือนผมมีปีก ปีกที่ทำให้ผมบินออกจากกรงและสังคมแคบ ๆ ในหมู่บ้านยากจน ผมใช้จินตนาการเดินทางทะลุมิติและข้ามเวลาไปอยู่ในโลกของหนังสือเล่มนั้น 

“ผมอยากทำให้คนอื่นบินได้ด้วยหนังสือเช่นเดียวกันกับผม และผมรู้นะว่ารัฐบาลออสเตรเลียมองหมู่บ้านผมและผมเป็นคนด้อยโอกาส มันผิดนะ ในเมื่อเรามีการศึกษา เรามีหนังสือ เรามีความรู้เป็นอาวุธ เท่ากับว่าเราไม่ได้ด้อยโอกาส เพราะเรามองเห็นความจริงของสถานการณ์ เราวิเคราะห์และหาหนทางออกได้ ผมกลับมองว่าส่วนหนึ่งของความด้อยโอกาสและความยากไร้เกิดขึ้นเพียงแค่ทัศนคติ

“ซึ่งผมเห็นหนทางที่จะช่วยผู้อื่นไม่ให้ด้อยโอกาสเหมือนผม นั่นคือการเป็น ‘ครู’ มันเป็นโอกาสที่จะช่วยให้คนอื่น ๆ ไม่ต้องติดอยู่ในกรง” นี่คือจุดเริ่มต้นความฝันของเด็กชายสตีเฟ่นในวัยเยาว์

แม้คะแนนสอบเอนทรานซ์ของสตีเฟ่นจะยื่นเรียนแพทยศาสตร์ได้สบายบรื๋อ แต่เขาส่ายหัว

เพราะหัวใจทั้งดวงเขามอบให้กับวิชาชีพ ‘ครู’ ไปเรียบร้อยแล้ว

มาทัศนศึกษาประเทศไทย

สตีเฟ่นและคณะเพื่อนมาประเทศไทยครั้งแรก ด้วยทริปทัศนศึกษาสมัยเรียนปริญญาตรี

“พูดตรง ๆ นะ ใจไม่ค่อยอยากมา” เขาเปรยพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ 

“แต่อาจารย์คะยั้นคะยอ ตื๊อจนผมยอม พอมาแล้วก็ชอบมาก ที่ยั่วใจที่สุดคือ พอไปอยู่ชนบทในเมืองไทย ทำไมมันเหมือนชนบทที่บ้านจัง ทั้ง ๆ ที่ต่างทวีป ต่างวัฒนธรรม ต่างเผ่าพันธุ์ ทุกสิ่งก็น่าจะต่างกัน แต่มันเหมือนกันจนน่าตกใจ นั่นเลยจุดประกายไฟให้ผมสนใจวัฒนธรรมและสังคมไทย

“ผมสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ทำงาน เก็บตังค์ ช่วงนั้นเศรษฐกิจในออสเตรเลียไม่ค่อยดี เพื่อนสนิทในไทยเขาบอกว่าเศรษฐกิจไทยดีอยู่ค่า เชิญมาทำงานที่นี่ค่า ผมคิดว่าไม่เลวนะ ก็เลยมา ลองดู”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

เขาเริ่มต้นอาชีพแรกในสยามเมืองยิ้มด้วยการทำงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพราะเคยเป็นมัคคุเทศก์และบังเอิญว่าบ้านเกิดของเขาอยู่ในภูมิภาคที่โด่งดังเรื่องการท่องเที่ยวระดับโลก ทำให้เขาข้องเกี่ยวกับภาษา การแปล การท่องเที่ยว วัฒนธรรมและสังคม มาโดยตลอด

ถนนสายอาชีพพาเขาเดินทางมาปักหลักที่จังหวัดชลบุรี เริ่มต้นอาชีพที่สองกับสถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว (สรท.) หลังจากนั้น 4 ปี เขาก็กลายมาเป็น ‘ครู’ วิชาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กที่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี

จนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้คนไทย

แล้วสอนอะไร – เราสงสัย คงพอจะเดาออกว่าหนีไม่พ้นวิชาภาษาอังกฤษเป็นแน่

“ผมเป็นอาจารย์เก็บตกครับ” เขาไม่รอให้ฉงนนาน “หมายความว่าวิชาไหนไม่มีคนอยากสอน ผมต้องสอน เช่น วิชาการพูด-ฟัง วิชาการแปล วิชาการล่าม ซึ่งผมไม่ชอบการแปลเท่าไหร่ แต่ด้วยเหตุจำเป็นทำให้ผมต้องสอน การที่ผมตั้งใจรับรู้ภาษาไทยทำให้ผมเป็นทรัพยากรสำคัญในวิชาการแปล ยิ่งสอนคู่กับอาจารย์คนไทยที่เรียนด้านวรรณกรรม ฟินเวอร์ ช่วยกันคิดภาษา ช่วยกันเกลา มันดี”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

อาจารย์สตีฟสอนวิชาเก็บตกเป็นเวลามากกว่า 20 ปีในวิทยาเขตบางแสน 

เมื่อย้ายมาวิทยาเขตจันทบุรี ก็ยังสอนวิชาเก็บตกอยู่หรือไม่ – เราสงสัย ครั้งที่สอง 

“Yes! ตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ” เป็นคำตอบที่มาพร้อมเสียงหัวเราะ 

“ผมสอนในสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นภาษาอังกฤษ แต่เนื้อความเป็นเชิงธุรกิจ นี่เป็นความต้องการของคนในละแวกนี้ ทางมหาวิทยาลัยทำการสำรวจระยอง จันทบุรี สระแก้ว ตราด ปราจีนบุรี ว่าเขามีความต้องการใช้ภาษาอังกฤษอย่างไร ซึ่งเขาต้องการรู้ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ การสอนก็จะยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเกษตรค่อนข้างเยอะ การท่องเที่ยวเชิงทะเล เชิงอาหาร 

“ที่นี่ปรับหลักสูตรทุก 4 ปี เรากำลังจะมีวิชาหนึ่งที่มีแต่ผมสอนได้ นั่นคือวิชาล่าม วิชานี้เกิดขึ้น เพราะหลังจากนิสิตฝึกงานและสำเร็จการศึกษาจนออกไปทำงาน อาจารย์มีหน้าที่ออกไปติดตามผลแล้วก็ขอคำแนะนำมาปรับปรุงหลักสูตร มีฟีดแบ็กค่อนข้างหนักจากภาคอุตสาหกรรมในระยอง ชลบุรี กรุงเทพฯ ว่าต้องการคนที่ทำล่ามเป็น ทุกคนในที่ประชุมก็หันหน้ามามองผม (หัวเราะ) ก็ได้วะ!

“ผมถึงเรียกว่าวิชาเก็บตก ผมยินดีครับ ถ้าทำให้เด็กผมเก่ง ผมทำ และการทำงานกับมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก มันดีมาก ๆ วิทยาเขตจันทบุรีไม่ใหญ่เหมือนบางแสน เราทำงานเป็นทีมที่แน่นแฟ้นมาก เรารู้จักชื่อเด็กทุกคน สิ่งที่ผมภูมิใจมาก คือ วิทยาเขตของเราเด็กพิเศษมาอยู่เยอะมาก เรามีนิสิตในกลุ่ม LGBTI เยอะ มีนิสิตที่เป็นออทิสติก มีนิสิตที่เป็นโรคซึมเศร้า ผมภูมิใจที่เขากล้ามาอยู่กับเราและไว้ใจเรา”

อยากเป็นครูเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

“ตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ผมเห็นว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้

“และการเป็นครู ก็เหมือนผมมีบทบาทลับ ๆ ผมไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหญ่ที่ต้องออกมาชี้ทางนโยบาย ผมเพียงแต่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง แล้วค่อย ๆ แนะแนวทางให้ศิษย์ และผมสำนึกตลอดเวลาที่สอนอยู่ในห้องเรียน สิ่งที่ผมพูด สิ่งที่ผมทำ มันคือสิ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในอนาคต”

เป้าหมายใหญ่ของการเป็นครูคือการเปลี่ยนแปลงสังคม – เราทวนความคิด

“ถูกครับ เพราะสังคมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือสังคมที่ตายไปแล้ว” – เขาตอบทันที

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

จากที่อยู่ไทยมาเกือบ 30 ปี อาจารย์สตีฟคิดว่าสังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้ดีขึ้น

“เหนื่อยใจ” (ทำท่าปาดเหงื่อ) “ผมไม่อยากให้คนไทยทิ้งกำพืด การที่เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร สำคัญมาก อย่าทิ้งการเกษตร และอย่าคิดว่าการพัฒนาเท่ากับความร่ำรวย ผมยอมรับว่าเงินมันอำนวยความสะดวกได้หลายสิ่ง แต่เงินไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ในวันที่เราท้อแท้ เงินมันจะเอื้อมมากอดเรามั้ย เงินมันจะกระซิบข้างหูเรามั้ยว่า รักเธอนะ เงินมันมีประโยชน์ในวงจำกัดมาก ๆ สิ่งที่มีประโยชน์กว่าเงิน คือเพื่อนบ้าน คือคุณพ่อ คุณแม่ คือต้นกะเพราหน้าบ้านที่มีใบให้กินและรักษาดินไว้ให้เรา

“ผมอยากให้คนใส่ใจเรื่องสังคมมากกว่าใส่ใจเรื่องเงินทอง เช่น บ้านผมอยู่ที่อำเภอท่าใหม่ ก่อนหวยออก 2 สัปดาห์ ชาวบ้านบอกว่าเกลียดนายกนักหนาสาหัส แต่พอกลางเดือนกับสิ้นเดือนก็หาเงินเพื่อเขวี้ยงใส่เขาตลอดเวลา ผมว่าคนเราชอบลืมว่าการกระทำของเราเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดสังคม ถ้าเราต้องพัฒนาสังคม ก็จำเป็นต้องพัฒนาคนให้เจริญก้าวหน้า ให้คนมีเหตุมีผลและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 

“ถ้าวันใดสังคมไม่มีความก้าวหน้า คุณนั่นแหละต้องเป็นจุดเปลี่ยน คุณต้องกล้าและมั่นใจพอที่จะเป็นจุดริเริ่มของการเปลี่ยนแปลง โดยให้การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นในตัวคุณก่อน ซึ่งผมไม่ใช่คนโลกสวย แต่ผมเชื่อว่าถ้าคนเราอยากเปลี่ยนโลก ก็เปลี่ยนสิวะ มันอยู่ที่มือของคุณ อยู่ที่การกระทำของคุณ”

เขาเชื่อมั่นเช่นนั้นเสมอมา

จนค้นพบว่า นี่แหละ หัวใจของความเป็นครู

เราถามผู้ประกอบวิชาชีพครูมากว่าค่อนชีวิต ว่าเขายังสนุกกับการเป็น ‘ครู’ อยู่ไหม

“สนุกครับ ถ้าไม่สนุก ผมจะทำไปทำไม เหนื่อย ถ้าผมไม่รักอาชีพครู ผมไม่เป็นหรอก และในความรู้สึกของผม ไม่มีผู้ใดเลือกเป็นครูเพราะอยากรวย อาชีพครูไม่รวยครับ รวยแต่เขือน่ะสิ” หัวเราะ

“มีครั้งหนึ่ง เด็กที่ผมสอนออกเสียง S ท้ายคำไม่ได้ ปีหนึ่งก็ไม่ได้ ปีสองก็ไม่ได้ พอปีสาม ผมขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน วันนี้อีน้องไมค์มันออกเสียง S ท้ายคำได้ วันนี้กูพร้อมตาย ชีวิตนี้กูคุ้มแล้ว 

“นี่แหละครับค่าตอบแทนและความสุขที่แท้จริงของครู คือความรู้และความสำเร็จผลของลูกศิษย์ เหมือนผมเป็นพ่อแม่เขา ผมมีส่วนร่วมในการหล่อหลอมเขา นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่า มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่นะ ผมว่าเด็ก ๆ เขาไม่ค่อยรู้ว่าครูส่วนใหญ่รู้สึกแบบนี้” ครูคนนี้เล่าด้วยแววตาภูมิใจ

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี
Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

ตลอด 30 กว่าปีของการเป็นเรือจ้าง คุณว่าคุณค่าของความเป็น ‘ครู’ คืออะไร

“ศักดิ์ศรีครับ ผมเป็นครูด้วยใจ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและหวังดี ซึ่งก่อให้เกิดการเข้าใจคุณค่าในตัวเอง ผมไม่สนใจเกียรตินะ ใครมาชี้หน้าด่าผม ผมจะมองหน้าแล้วบอกว่า ครับ ใครจะชื่นชมว่าผมดี คำชื่นชมยกย่อง ผมแดกไม่อิ่ม แต่การที่ผมรู้แก่ใจว่าผมรักนิสิต ผมทำให้เขาก้าวหน้า นั่นคือศักดิ์ศรีของผม”

เรารู้ว่าครูเป็นผู้ให้ ‘ความรู้’ ในทางกลับกัน การเป็นครูทำให้คุณ ‘เรียนรู้’ อะไรบ้าง

“ผมเรียนรู้ถึงคุณค่าของความเป็นระเบียบ เรียนรู้ถึงความเก่ง ความแกร่งของวัยรุ่น เรียนรู้ถึงจรรยาบรรณและศีลธรรมของวัยรุ่น วัยรุ่นมีใจให้ซึ่งกันและกัน ผมได้รับมิตรสหายจากครูด้วยกัน พวกเราเป็นนักรบต่อต้านความโง่และต่อสู้กับความทุจริตในสังคม เหมือนเรากลายเป็นพรรคพวกเดียวกัน”

ซึ่งจำเป็นต้องเรียนภาษาไทย

จากไวรัลที่อาจารย์สตีฟพูดไทยชัดแจ๋วก็อดถามถึงการเรียนภาษาไทยของเขาไม่ได้ การอยู่ไทยจะปาเข้าปีที่ 30 ก็พอตอบข้อสงสัยนั้น แต่ขอถามอีกหน่อยน่า ว่าเริ่มเรียนภาษาไทยตั้งแต่ตอนไหน

“ตอนจำเป็นที่ต้องขึ้นสองแถวและมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ความจำเป็นเป็นครูที่ดีที่สุด” เขาเปรย 

“ในเมื่อคุณจำเป็นต้องพูดให้รู้เรื่อง คุณจะพูดรู้เรื่อง วิธีการรับรู้ภาษาคือการใช้แล้ว ใช้เล่า ใช้อีก ใช้ซ้ำ คุณต้องฝึกและเอาภาษามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน ผมขออภัยนะครับ แต่ทำไมโสเภณีถึงใช้ภาษาเก่ง เพราะเขาจำเป็นจะต้องพูดรู้เรื่อง ไม่เช่นนั้นเขาหาเงินหาทองไม่ได้ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ

“ผมบอกนิสิตเสมอว่าการเรียนภาษาให้เก่งก็เหมือนการปั่นจักรยานให้เป็น ถ้าคุณอ่านหนังสือประวัติความเป็นมาของจักรยาน คุณอ่านหนังสือวิธีการประกอบจักรยาน คุณอ่านนวนิยายเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน คุณดูหลักการทฤษฎีการทรงตัวของมนุษย์ คุณไปอ่าน ไปสัมภาษณ์ ไปพูดคุย ไปเก็บตัวอย่างงานวิจัยเกี่ยวกับจักรยานมากแค่ไหน คุณจะปั่นไม่ได้จนกระทั่งคุณแหกตูดนั่งบนอานจักรยาน 

“คุณต้องล้มแล้ว ล้มเล่า ต้องเลือดออก ถึงจะปั่นจักรยานเป็น ภาษาก็เช่นเดียวกัน กว่าคุณจะเก่งภาษาต่างประเทศคุณต้องร้องไห้ ต้องเสียเหงื่อ ต้องเสียเวลา ต้องเจ็บ ไม่เช่นนั้นคุณไม่จำ”

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

แล้วการเรียนภาษาไทยของอาจารย์สตีฟเหมือนการปั่นจักรยานไหม 

“โอ้โห เสียเวลา เสียเหงื่อ เสียเลือด แล้วก็เสียน้ำตาเยอะมาก” – เสียน้ำตาเพราะอะไร

“เพราะมีคนด่า มีคนเข้าใจผิด ผมใช้ภาษาผิด สื่อสารไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ผมจำนะเว้ย”

อาจารย์สตีฟก้าวผ่านหยดน้ำตาและหยาดเหงื่อเหล่านั้นมาได้อย่างไร

“ด้วยการต่อสู้สิครับ ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่ได้มาฟรีนะลูก แม้แต่ความรักก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง ผมพ้นผ่านด้วยความแกร่ง ความตั้งใจ เช่น วันนี้คนขับสองแถวหัวเราะเยาะเย้ยผมเวลาผมพูดไม่ชัด สัปดาห์หน้า ถ้ากูขึ้นสองแถวมึงนะ มึงไม่มีวันหัวเราะกูอีกต่อไป ครั้งหน้ากูจะพูดถูก ต้องสู้” 

แล้วใครเป็นคนสอนภาษาไทยให้คุณ (รู้ว่าเป็นคำถามพื้นฐานที่สุด แต่ก็อยากรู้อยู่ดี)

“ครูสอนภาษาไทยผมที่ดีที่สุดของผม คือ มอเตอร์ไซค์รับจ้างครับ” – ทำไมคะ

“เขามีเวลาว่างระหว่างรอคิว”

“ผมคุยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากคุย เพราะเขาเป็นเจ้าของภาษา บางทีเขาถามว่าออสเตรเลียเป็นยังไง ผมก็ต้องพยายามหาคำศัพท์เกี่ยวกับพืชพันธุ์ที่ปลูกในออสเตรเลีย เกี่ยวกับการเกษตรที่พ่อของผมทำ เกี่ยวกับภูมิอากาศ สภาพอากาศ เศรษฐกิจ การปกครอง เขาถาม ผมก็ต้องหาคำตอบ บางทีดึกดื่นก็นั่งคุยกับคุณยาม บางทีนั่งสองแถวไปทำงาน เห็นคุณป้าหน้าตาใจดีนั่งตรงกันข้ามก็ชวนกันคุย 

“แม่ค้าที่ตลาดก็ใจดีนะ ผมไปเดินตลาดวัดกลาง จังหวัดชลบุรี หยิบมังคุดขึ้นมา ถามเขาว่านี่เรียกว่าอะไร เขาก็ตอบว่า ‘มังคุด’ – มังคุด ฉันพูดถูกมั้ยจ๊ะพี่ ขอซื้อหนึ่งกิโลครับ พอนั่งสองแถวกลับบ้าน ผมก็หยิบมังคุดขึ้นมา แล้วก็ท่องว่า มังคุด มังคุด มังคุด หอมหวาน เนื้อขาว ผมต้องหาเรื่องคุยเกี่ยวกับมังคุด ต้องใช้คำว่ามังคุดให้เป็น แล้วก็ยั่วยุให้คนอื่นอยากจะพูดเรื่องมังคุดด้วย เพื่อผมจะได้จำ

“สิ่งสำคัญคือแอตติจูด ถ้ามีทัศนคติที่ดีต่อภาษา จะยิ่งเป็นแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้น”

หัวใจหลักของภาษาคือการใช้ซ้ำและใช้จริง อาจารย์สตีฟบอกเราว่า ตอนเป็นเด็กคุณรับภาษาไทยมาเยี่ยงไร ก็จงรับภาษาอังกฤษเยี่ยงนั้น แล้วคุณจะเก่งภาษาอังกฤษเท่าเทียมกับภาษาไทย 

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

พอพูดกันด้วยภาษาไทยแล้วยิ่งมันปาก ซึ่งอาจารย์สตีฟก็เห็นพ้องกับเรา 

“ภาษาไทยเป็นภาษาที่สนุก ๆ จริงนะ เป็นภาษาที่พร้อมจะหาเรื่องทะลึ่งมาแทรกตลอดเวลา แต่มีหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเกือบยอมแพ้ต่อภาษาไทยคือคำศัพท์ ภาษาไทยคำศัพท์มันเยอะฉิบหายเลย 

“สำหรับคนอ้วนอย่างผม คำว่ากินเป็นคำที่สำคัญ มีครั้งหนึ่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างถามผมว่า ‘จารย์แดกข้าวกันมั้ย’ ผมก็นึกว่าฟังผิด ‘อะไรแตกนะครับพี่ จานแตกหรอ’ เขาบอกว่า ‘ไม่ใช่แตก แดก’

“ถึงมารู้ว่าแดกแปลว่ากิน เขาบอกว่าพูดแดกแล้วมันสะใจกว่า พอผมรู้จักคำว่ากิน คำว่าแดก ยังโดนคำว่าทานอีก ยังมีรับประทาน เสวย ฉัน ยัดห่า ฟัด ฟาด สวาปาม มันเยอะมาก เหนื่อยนะ

“ตอนนี้เริ่มติดภาษาตะวันออก อย่างคำว่า อร่อยเหาะ แปลว่า อร่อยจัง หรือคำว่า เต็มเช่ด แปลว่า เต็มไปหมดเลย, จะนั่งสองแถวก็ไม่ได้ เต็มเช่ด แล้วมีบางคำที่นิสิตสอน เช่น อยู่ แปลว่า ไม่ได้ ถ้าพูดว่า ได้อยู่ ก็แปลว่า ไม่ได้” อาจารย์สตีฟเล่าด้วยอารมณ์ขัน พร้อมยกสถานการณ์ที่เอาไปใช้จริง

และความเป็นไทยสอนให้รู้ว่า

“ในภาพรวม ผมมองว่าวัฒนธรรมไทย สังคมไทย สอนคนให้เคารพกัน ผมค่อนข้างชอบยกมือไหว้นะ และความเป็นไทยสอนให้คนมีความเกรงใจ บางทีเกรงใจก็ดี บางทีเกรงใจมากเกินไปก็ไม่ดี แล้วก็สอนคนให้เป็นมิตร ต้อนรับเก่ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประเทศไทยติดอันดับการท่องเที่ยวของโลก 

“อีกอย่างคนไทยพร้อมที่จะสนุกสนานเฮฮาตลอดเวลา จิตใจกว้างไม่รังเกียจใครง่าย ๆ ในแง่ลบก็มีนะ สังคมและวัฒนธรรมไทยอาจจะสอนคนไทยให้ขี้อิจฉา สอนคนไทยให้หน้าใหญ่เกินไปหน่อย คนไทยจะสนใจหน้าตัวเองมากเกินไป และขี้ดราม่าเกินไปหน่อยด้วย ชอบเอาเรื่องเล็กมาเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนว่าคนไทยพร้อมจะถือสาตลอด จะถืออะไรกันนักหนา ไม่หนักเหรอครับ (หัวเราะ) 

“บางทีคนไทยขี้น้อยใจ แล้วก็เชื่อคนง่ายเกินไป ควรเข้มแข็งกว่านี้หน่อยหนึ่ง อย่าไปบ้าเห่อนอก บ้าเห่อฝรั่ง อย่าไปคิดว่าโลกตะวันตกมันดีทุกอย่าง ทำไมมองไม่เห็นสิ่งดี ๆ ในบ้านตัวเองบ้าง 

“ที่เห็นบ่อยเลย คือ ผู้ใหญ่ชอบพูดว่าโลกตะวันตกดี อเมริกามันเลิศ เมืองไทยต้องไปทางนี้, ทำไมอะ เพราะอะไร เมืองไทยเป็นแบบไทย ๆ ก็ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปทำเหมือนโลกตะวันตก ทำไมต้องทำตัวเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ วะ ฝรั่งตดที่ไหน คนไทยไม่ต้องสูดลึก ๆ หรอก ผมไม่ชอบ มันย้อนแย้งในตัวเองนะ เช่น ผู้ใหญ่ชอบดูถูกไทย ชื่นชมฝรั่ง พอวัยรุ่นแต่งตัว ใส่ไนกี้ ผู้ใหญ่ก็ว่า แล้วใครกันมาพูดให้วัยรุ่นไม่สนใจความเป็นไทย คุณนั่นแหละ คำพูดของคุณเป็นสิ่งที่ทำให้วัยรุ่นไม่เห็นคุณค่าของความเป็นไทย”

ส่วนบั้นปลายชีวิตขออยู่ที่ ‘จันทบุรี’

อาจารย์สตีฟยอมรับกับเราว่าเขาคือ ‘เด็กชล’ ยังคิดถึงอาหารรสอร่อยและเพื่อนพ้อง เราชวนคนวัย 54 คุยถึงแผนเกษียณ เขาว่าถ้าวันใดคนไทยเก่งภาษาอังกฤษทั้งประเทศ อาจารย์ท่านนี้คงหมดหน้าที่ และขอลาสิกขาไปบวชเป็นพระ ละทางโลก ไม่ข้องเกี่ยวฆราวาส แต่ไม่ละทิ้งความเป็นครูอย่างแน่นอน

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

“ผมอยากบวชนะครับ เคยติดต่อวัดในจังหวัดชลบุรี คุยกับเจ้าอาวาสแล้ว เจ้าอาวาสยินดีต้อนรับแต่ท่านถามว่า โยมเคยคิดมั้ยว่าการเป็นครู เป็นการทำงานและทำบุญในเวลาเดียวกัน โยมควรพิจารณาว่าการที่โยมลางานมาบวชพระ จะเป็นการละเลยนิสิตหรือเปล่า, มันโดนใจผมนะ ผมสะดุ้งเลย 

“เจ้าอาวาสแนะนำว่าถ้าคิดจะบวชหลังเกษียณเห็นจะเป็นสิ่งที่ดีงามกว่า ผมก็เห็นชอบด้วย หลวงพ่อมีเหตุผลที่ดี คนเราจะถือสาอะไรกันหนักหนา เหตุผลของเขาดีกว่าก็ยอมเขาสิ ก็เลยรอเกษียณ

“ภายในชีวิตนี้ ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะมีที่เพาะปลูกในจังหวัดจันทบุรีไว้ปลูกผักสวนครัวอยู่หลังเขา อยู่เงียบ ๆ พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แค่นี้ผมแฮปปี้แล้ว และผมจะปักหลักอยู่ที่จันทบุรีไปตลอด จะใช้บั้นปลายชีวิตที่นี่ ผมเป็นเด็กบ้านนอก อยู่กับอากาศบริสุทธิ์และอยู่กับธรรมชาติมาโดยตลอด

“อีกอย่างที่นี่มีคนแก่ในหมู่บ้าน ผมมีความสุขเวลาคนแก่มาเด็ดพริก เด็ดผัก มีเด็กหนุ่มเล่นว่าวดุ๊ยดุ่ย บรรยากาศมันชวนให้มีความสุขนะ ส่วนกิจวัตรทุกวันนี้ ผมชอบปลูกต้นไม้มากเลยครับ

“ผมเป็นคนมือเย็น ปลูกดาหลาสองสี ตอนนี้เพิ่งลงฟักทอง มีพวกผักสวนครัว ตะไคร้ ข่า ถัดออกไปอีกมีลำไย เงาะ ทุเรียน มังคุด ชะมวง พริกไทย ต้นพริกไทยโคตรขยันออกผล พริกเต็มสวนเลย เผ็ดจะตายห่าสวนนี้เป็นอะไรไม่รู้ หน้าบ้านมีกล้วยไม้ เฟิร์น บอนสี เจ้าบอนสีมีคนเอามาให้ ก็เลยปลูกให้เขาเห็นทั้ง ๆ ผมที่ไม่ชอบเลย อยากให้เขาเห็นว่าผมไม่ได้ทิ้งนะ” นักปลูกมือเย็นพูดพลางหัวเราะ

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

“แล้วก็เป็นคนชอบทำกับข้าวครับ อาหารที่ผมชอบกิน จะทำไม่อร่อย อาหารที่ผมไม่ชอบกิน ผมทำอร่อย ทำโจ๊กอร่อย มีแต่คนชม ผมไม่ชอบกิน และชาวบ้านฮือฮากันมากเวลาทำผมห่อหมก เขาตื่นเต้นกันมากเลย อะไรกันหนักหนาสาหัสแค่ห่อหมกอะ” เรายิ้มให้กับความน่ารักของคนจันท์ตาน้ำข้าว 

“ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะไปซื้อของตามชุมชนเข้มแข็งต่าง ๆ อยากให้เงินเข้าไปถึงชุมชนดี ๆ ไปเป็นกำลังใจให้ชาวบ้าน ‘ขนมอร่อยมากเลยพี่’ ‘พริกไทยเจ้านี้หอมที่สุด’ ให้เขารู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง ผมอยากให้เขามั่นใจในตัวเอง ส่วนผ้าไทยก็ใส่ทุกวัน รักมาก มีหลายเจ้าที่ผมเป็นลูกค้าประจำ

“ผมไปถึงแหล่งเลย ในจังหวัดอุบลฯ จังหวัดสระแก้ว เวลาขับรถในภาคอีสานหรือเจอกี่อยู่ใต้ถุนบ้าน จอดรถเลยครับ ‘คุณน้องใส่ผ้าสวยมากเลย ทอเองหรือเปล๊า’ – ‘คุณแม่ทอค่ะ’ เอ้า คุณแม่อยู่มั้ย ผมอยากให้วัยรุ่นเห็นคุณค่าของสิ่งดี ๆ และ อยากให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของความเป็นไทย”

อาจารย์สตีเฟ่น บอดเลย์ ไม่เพียงแต่พูดไทยชัดแจ๋ว แต่ชายชาวออสเตรเลียคนนี้เข้าใจสังคม วัฒนธรรม และความเป็นไทยชัดแจ๋วต่างหาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เล่าเรื่องราวความประทับใจตลอด 30 ปีในประเทศไทยด้วยภาษาไทยอย่างฉะฉาน ชัดเจน และสนุกปากดังเช่นการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ 

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

แถม
อาจารย์สตีฟเล่าเรื่องภาษาใต้

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปริญญา ชัยสิทธิ์

จบอักษรฯ ทำงานสายพัฒนา Digital platform - เชื่อว่าการมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบบ้าง เป็นเรื่องน่ารัก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load