เมิร์ฟ-นพ.วีรุตม์ ชโยภาสกุล เป็นเพื่อนกับเรามาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เขาจะหยิบสมุดออกมาวาดภาพ และทุกเย็นจะแวะไปที่ร้านหนังสือการ์ตูนหน้าโรงเรียน เป็นอย่างนี้ตลอด 6 ปีของชีวิตในโรงเรียนมัธยม และเชื่อว่าปัจจุบันที่ทุกคนเรียกเขาว่า ‘หมอเมิร์ฟ’ แล้ว เขาก็ยังหาเวลาวาดรูปและไปร้านหนังสือการ์ตูนอยู่

แต่ที่ไม่รู้ในตอนนั้น คือทุกเย็นที่เมิร์ฟกลับบ้าน เขาจะกลับไปเจอกับ คุณแม่ตุ๊ก-ชัญญา ชโยภาสกุล คุณแม่สุดเปรี้ยวที่เป็นแฟนคลับตัวยงของ BNK48 และเจนนี่ BLACKPINK และ มด-กิตติภณ ชโยภาสกุล พี่ชายผู้หลงใหลในการ์ตูนญี่ปุ่นเหมือนกันกับเขา 

3 แม่ลูก นักสะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

ที่จริงความชอบของเขาเริ่มมาจากแม่ตุ๊กที่ไปเดินห้างไดมารูกับอากงทุกเสาร์อาทิตย์ในวัยเด็ก สั่งสมให้ชอบของเล่นญี่ปุ่นมาตั้งแต่จำความได้ เมิร์ฟและมดจึงรู้จักการ์ตูนที่เพื่อนรุ่นเดียวกันไม่เคยได้ยินชื่อ และการสะสมของเล่นการ์ตูนญี่ปุ่นของพวกเขาทั้งสามจึงมีหลากหลาย มีทั้งการ์ตูนใหม่และการ์ตูนเก่า 

ห้องนอนของลูกชายครึ่งหนึ่งถูกแบ่งไว้สำหรับเก็บของเล่น ชั้นในห้องรับแขกเรียงรายไปด้วยหุ่นสังกะสีร่วมหลายสิบของคุณแม่ ชั้นบนสุดเป็นห้องเก็บหนังสือการ์ตูนที่สะสมมาหลายสิบปี ห้องเล่นเกมก็เต็มไปด้วยของเล่นและของสะสม และอีกมากมายที่กระจายอยู่ในแต่ละมุมของบ้าน

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

การสะสมจึงเป็นกิจกรรมที่แม่และลูกชายทำร่วมกัน เป็นบทสนทนาที่จะอยู่ในสายโทรศัพท์และบนโต๊ะอาหารเสมอ และน่าจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มหยิบของเล่นชิ้นโปรดมาเล่าเรื่องราวให้ฟังทีละตัว 

ใช่-ทุกตัวมีเรื่องเล่า 

เราเลยพูดติดตลก “นี่ถ้าแอบหยิบกลับไปด้วยสักตัวจะรู้ไหม” 

เมิร์ฟมองตาเขียวก่อนตอบว่า “สักพัก…”

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

Made in Japan

ลองจิตนาการว่า คุณเป็นเด็กหญิงหน้าหมวยที่เติบโตมาในตรอกบางลำพูอย่างคุณแม่ตุ๊ก ซึ่งสมัยนั้นเป็นชุมชนมุสลิมเสียส่วนใหญ่ ทุกครั้งที่มีคนถามว่าเป็นลูกครึ่งหรือเปล่า คุณจะตอบเขาว่าอะไร

“แม่ตอบว่าใช่ตลอด” เธอบอกด้วยเสียงหัวเราะพร้อมระลึกถึงความหลัง “เราอยากเป็นคนญี่ปุ่น แล้วตอนเด็กเราหน้าหมวย ขาวๆ ตัวเล็กๆ ก็เลยเนียนๆ”

ความใกล้ชิดของคุณแม่ตุ๊กกับประเทศญี่ปุ่นในตอนนั้นคือการนอนดูการ์ตูนช่อง 4 บางขุนพรหม และไปห้างไดมารูบนถนนราชดำริกับพ่อหรืออากงของมดและเมิร์ฟทุกสุดสัปดาห์ ไปกินเกี๊ยวซ่า เดินดูของเล่น ได้เห็นความน่ารัก ความใส่ใจในรายละเอียดของคนญี่ปุ่น เห็นความชัดเจนของคาแรกเตอร์การ์ตูนต่างๆ ทำให้ ด.ญ.ชัญญา กลายเป็นคนนำเทรนด์ของน่ารักประจำชั้นเรียนไปโดยปริยาย

“สมัยนั้นคือ Sanrio แม่ใช้ตั้งแต่ห้างเซ็นทรัลยังไม่ได้เป็นตัวแทนขาย มีหลายอย่างทั้งดินสอ แฟ้มพลาสติก แม่เป็นคนแรกๆ ที่ถือในโรงเรียน มันฝังใจเรามาตลอดว่าของ Made in Japan จะคุณภาพดี พอเริ่มมี Made in China มาแม่เลยหยุดซื้อ เพราะรู้สึกว่าถ้าขายในราคาญี่ปุ่น มันต้องคุณภาพญี่ปุ่นด้วยสิ แต่ก็ยังไม่ได้เก็บสะสมอย่างจริงจัง หยุดความฝันไว้แค่นั้น”

ความชอบในญี่ปุ่นของคุณแม่ตุ๊กส่งต่อมาให้ลูกชายทั้งสอง ทั้งมดและเมิร์ฟกลายเป็นคนชอบการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก คล้ายๆ กับพวกเขาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสานฝันวัยเด็กให้คุณแม่ จนเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน การสะสมของเล่นญี่ปุ่นอย่างจริงจังได้เริ่มขึ้น

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

ได้หนึ่ง ต้องมีสอง

“กู ต้อง ไป ญี่ปุ่น ให้ ได้!” 

คุณแม่ตุ๊กบอกตัวเองอย่างนั้นมาตลอดตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เวลาผ่านไปนานเกือบ 50 ปี เธอและครอบครัวได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นพร้อมหน้าครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน ประเทศที่ทำให้ทุกคนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

“มันดึงความเป็นเด็กในตัวเราออกมา ได้ไปร้าน Mandarake สถานี Nakano ไปเดินหาของเล่น แล้วก็ได้เจอ Tin Toy หรือของเล่นสังกะสีที่ไขลานได้ ตอนแรกมดกับเมิร์ฟเดินเข้าไปก่อน แม่เดินตามเข้าไป พอเห็นราคา ไอ้สองหนุ่มนี่ถอยออกมาเลย แต่แม่ยังยืนดูอยู่ เพราะตัวการ์ตูนตรงนั้นมันผ่านมาในชีวิตเราทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่ดูทีวีช่อง 4 บางขุนพรหมกับอากง เราโตมากับการ์ตูนพวกนี้ ตอนนั้นบอกตัวเองว่า รอก่อนนะ เดี๋ยวกลับมา”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักสะสมอย่างจริงจัง

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

ก่อนหน้านี้ ของเล่นสำหรับแม่ลูกบ้านชโยภาสกุลมีไว้เล่น ซื้อมากลับถึงบ้านก็ฉีกกล่องทิ้งแล้วหยิบออกมาเล่นทันที จนวันที่ได้เจอร้านพี่เหน่งแถวคลองถม ซึ่งมีหุ่นสังกะสีขายพอดี มดเล่าให้ฟังพร้อมหยิบหุ่นสังกะสี Eightman Billiken ที่มีโน้ตเขียนไว้ในกล่องว่า ‘ตัวแรกที่ซื้อครับ​’ 

พอมีหนึ่งก็ต้องมีสอง เหมือนที่ใครๆ ก็พูดไว้ไม่มีผิด จาก Tin Toy ของบริษัท Billiken ตัวแรก กลายเป็นวางเรียงเต็มชั้นและมีครบทุกตัว มดเล่าให้ฟังต่อว่า “หลังจากนั้นแม่ก็หาข้อมูล ส่องอย่างเดียว บางอาทิตย์ซื้อเกือบจะทุกวันเลย อย่างในเฟซบุ๊กเราเห็นคนมาลงขาย เราก็เตรียมพิมพ์จอง ปรากฏเลื่อนไปดูเป็นชื่อคุณแม่จองก่อนแล้ว หรือบางทีสี่ห้าทุ่มก็โทรหากันว่ามีคนนี้คนนั้นลงขายนะ ช่วยกันเก็บ ชิ้นไหนแพงหน่อยก็หารสาม” 

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

ชั้นไม้ที่ออกแบบให้พอดีกับผนังในห้องนั่งเล่นของบ้านนี้เต็มไปด้วย Tin Toy วางพร้อมกล่องอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งคุณแม่ตุ๊กเล่าเขินๆ ว่า จริงๆ ตอนรีโนเวตบ้านตั้งใจจะทำชั้นหนังสือ

เลือดนักสะสม

ความชอบในของญี่ปุ่นของคุณแม่ตุ๊กส่งต่อถึงลูกชายทั้งสองโดยอัตโนมัติแบบไม่ต้องพยายาม ทุกครั้งเวลาซื้อของ เธอจะสอนเสมอว่า ถ้าราคาของจะแพงขึ้นสักหน่อย แต่ใช้ได้นานขึ้น อยู่กับเราได้นานขึ้น นั่นคือราคาที่เราจ่ายเพิ่ม เธอสอนให้ลูกค่อยๆ เลือกและพิจารณาเวลาจะทำอะไรก็ตามแต่ ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เธอรู้ว่าความชอบของคนอาจเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ถ้าอยากได้อะไรจริงๆ ให้กลับมาตั้งหลักและถามตัวเองดีๆ ก่อน หรือบางตัวการ์ตูนที่เพื่อนรุ่นเดียวกันไม่รู้จัก มดกับเมิร์ฟจะรู้จักเพราะแม่ตุ๊กเคยเล่าให้พวกเขาฟัง

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู
3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

“พอเราได้เล่นของหลายๆ แบบ จากแหล่งผลิตหลายๆ ประเภท เราก็ได้เห็นว่าคุณภาพมันต่างกันจริงๆ อาจจะเล็กน้อยในเรื่องของรายละเอียดแต่มันดูออก แม่ทำให้เรากับพี่มดรู้จักคาแรกเตอร์มากขึ้น นอกจากการ์ตูนใน ช่อง 9 การ์ตูน ที่รุ่นเราดูกัน เรารู้จักการ์ตูนมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน อย่างตอนเราเด็ก เพื่อนจะดู ดราก้อนบอล โปเกมอน เซเลอร์มูน แต่เรารู้จัก Atom Golda หรือการ์ตูนยุคเก่าๆ ที่เป็นการ์ตูนรุ่นคุณแม่ โลกการ์ตูนเราเลยจะกว้างกว่าเพื่อนนิดหนึ่ง” 

เลือดนักสะสมเองก็ส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น เมิร์ฟสะสมหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นตั้งแต่เรียนชั้นประถม สมัยที่หนังสือการ์ตูนยังเล่มละ 35 บาท

“แต่เราได้เงินวันละห้าสิบบาทเองมั้ง ต้องอดข้าว วันไหนการ์ตูนออกใหม่สองเล่มคือตายไปเลย” 

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

ที่สุดของที่สุด

ทั้งสามพาเดินทัวร์ในบ้านที่มีของเล่นซ่อนไว้ในทุกห้อง ทุกมุม มีตู้โชว์เป็นคอลเลกชัน ห่อขนมลายการ์ตูนที่ไม่รู้ขนมข้างในหมดอายุไปตั้งแต่เมื่อไหร่ มีตู้เกมญี่ปุ่นที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ หนังสือการ์ตูนครบเซ็ตหลายเรื่องที่วางบนชั้นไม่พอ แล้วแต่ละคนก็เริ่มเล่าเรื่องของเล่นชิ้นที่ประทับใจซึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำและเหตุการณ์ในชีวิตให้เราฟัง

01 ได้มายากที่สุด – Space Boy Soran ค่าย Billiken Tin Toy ค.ศ. 1997

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

แม่ : แม่ใช้เวลารอมาห้าปี หายากมาก ตัวอื่นมาก่อนหมดเลย เหลือตัวนี้ตัวสุดท้าย มันเป็นสี่เทพ ได้มาสามเทพแล้วเวลาไล่ๆ กันมา แต่ตัวนี้คือตัวสุดท้าย งานอาร์ตที่หน้ากล่องก็สวยมาก พอได้มาปุ๊บ เราโพสต์ลงเฟซบุ๊กเลยว่า ‘ปิดจ๊อบ’

02 ของขวัญที่ให้กำลังใจที่สุด – Robocon ค่าย Bandai ค.ศ. 1999

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

มด : คุณแม่ให้คุณน้าไปซื้อของเล่นชิ้นนี้ที่ร้านแถวเจริญกรุงตอนผมผ่าท้องกระเพาะรั่ว ให้เพื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่หายป่วยเลย ตอนนั้น ค.ศ. 1999 เป็นปีที่ของเล่นชิ้นนี้ออกพอดี

03 ถูกที่สุด – โงกุน ปลาย ค.ศ. 1980 ต้น ค.ศ. 1990 (ไม่มีข้อมูลผู้ผลิต)

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

แม่ : ตัวนี้ซื้อมาจากห้าง ATM แถวพาหุรัด ได้มาตอนเขาเปิดขายโละทุกอย่าง ของเล่นชิ้นนี้อยู่ในกระบะตัวละสิบบาท Made in Japan ด้วย แม่ซื้อมาตอนอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด สามสิบปีมาแล้วก็ยังอยู่ดี ถ้าถอดเสื้อมีกระเจี๊ยวด้วยนะ (หัวเราะ) ทุกวันนี้กลายเป็นของหายากไปแล้ว 

04 น่ารักที่สุด – Atom ค่าย Denboku ค.ศ. 2017

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

เมิร์ฟ : เราชอบ Atom อยู่แล้ว พอเห็นก็ชอบเลยตั้งแต่เด็ก แต่รู้สึกว่า Atom ของบริษัทนี้ รุ่นนี้ ด้วยหน้า ด้วยคาแรกเตอร์แบบนี้ เขาดึงความเป็นตัวละครออกมาได้ดีและสมบูรณ์สุด จริงๆ อะไรที่เป็น Atom เราก็ชอบหมดแหละ แต่รู้สึกว่าตัวนี้น่ารักที่สุด 

05 ของเล่นในความทรงจำที่หล่อที่สุด – Golda ค่าย Billiken Tin Toy ค.ศ. 1997

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

แม่ : ตัวนี้เป็นความทรงจำของแม่ในวัยเด็ก เพราะนอนดูการ์ตูนเรื่อง หุ่นอภินิหาร กับคุณพ่อทุกวันเสาร์อาทิตย์ พอเจอตัวนี้ดีใจมาก พ่อรูปหล่อของฉัน แต่ที่เสียใจมากคือมันจะมี Golda ของอีกบริษัทหนึ่ง ตัวใหญ่ สวย ตอนพี่เหน่งมีขายแม่ลังเล เอาดีไม่เอาดี จนคนขายเสียชีวิต ก็เลยเสียดายมาจนทุกวันนี้

06 มีคุณค่าที่สุด – Ultraman Kid ค่าย Tommy Mad in Japan (ไม่พบปีที่ผลิต แต่น่าจะช่วง ค.ศ. 1992 – 1995)

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

เมิร์ฟ : อันนี้แม่ซื้อให้ตอนยังไม่เข้าโรงเรียนเลย ช่วงนั้นที่บ้านลำบาก วันอาทิตย์แม่จะพานั่งรถเมล์ไปเดินเล่นที่ห้างฯ แล้ววันนั้นแม่ซื้อของเล่นนี้ให้เรากับพี่มดคนละกล่อง พอมันเป็นช่วงลำบาก ของเล่นที่ได้มาแต่ละชิ้นเลยมีคุณค่า เพราะได้ไม่บ่อย มีหลายอย่างที่ตอนเด็กซื้อไม่ได้ก็มาหาเอาตอนโต 

07 ประทับใจที่สุด – Dragon Ball ค่าย Yutaka ค.ศ. 1991

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

มด : ตอนผมเด็กมากที่บ้านอยู่แฟลต แล้วห้องตรงข้ามเป็นคุณปู่นักหนังสือพิมพ์จีนคนหนึ่ง เขาพาผมไปหาของเล่นชุดนี้ตามห้างต่างๆ อย่างเมอร์รี่คิงวังบูรพา แล้วแกก็ซื้อให้ ทั้งๆ เป็นแค่เพื่อนบ้านห้องตรงข้ามกันแค่นั้นเอง สามตัวนี้ผมมาหาซื้อใหม่ตอนโตแล้ว อยากเก็บไว้ ส่วนตัวที่คุณปู่ซื้อให้ที่ผมเล่นตอนเด็กก็ยังอยู่บนห้อง 

08 ของเล่นชิ้นสุดท้ายที่จะขาย – ไม่มี

มด : โจทย์ยาก ถ้าจะต้องขาย ผมหางานทำเพิ่มดีกว่า

เมิร์ฟ : เคยคุยกันเหมือนกันว่าถ้าไม่มีกินแล้วต้องขายจะทำยังไง ก็คือยอมตายไปเลย ถ้าต้องอยู่แบบใจสลายไม่อยู่ดีกว่า (หัวเราะ)

อย่าให้ของเล่นมาเล่นเรา

ไม่ว่าจะหยิบจับตัวไหนในบ้าน ไม่คุณแม่ตุ๊ก มด หรือเมิร์ฟ จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับของเล่นชิ้นนั้นเสมอ เรื่องสนุกบ้าง เรื่องดราม่าบ้าง เรื่องประทับใจบ้าง สิ่งที่ทำให้ทั้งสามเป็นนักสะสมจึงไม่ใช่จำนวนของเล่นทั้งหมดที่มี 

“แม่จะสอนว่าอย่าไปแข่งกับใคร” มดเล่า “เราก็เคยมีช่วงนั้น เธอมี ฉันมี นักสะสมทุกวงการจะเป็นเหมือนโรคจิต มีหนึ่งไม่พอ ต้องมีสอง มีสาม มีสี่ แต่แม่จะบอกเสมอ มันก็แค่ของเล่น บางคนจะเป็นจะตาย จับไม่ได้ แตะไม่ได้ ต้องอย่าลืมว่าเขาสร้างมาให้เราสนุกกับมัน

“เราเก็บของเล่น เราเล่นของเล่น อย่าให้ของเล่นมาเล่นเรา สมมติถ้ามีของเล่นชิ้นหนึ่ง แพงมาก เราอยากได้จนต้องไปหยิบยืมเงินมาซื้อ นั่นแปลว่าของเล่นเริ่มจะเล่นเราแล้ว ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น ‘ของเล่น’ อย่างหุ่นสังกะสีบนชั้นนี่ ถ้ามีเด็กมาหยิบเล่นแม่คง ‘ผัวะ’ เข้าให้… 

“พูดเล่นๆ เล่นได้ แต่เบาๆ หน่อย” คุณแม่ตุ๊กหันไปหัวเราะกับลูกชาย 

ของเล่นของบ้านนี้เป็นมากกว่างานอดิเรก มากกว่าของสะสม มันเป็นสิ่งหนึ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสามแม่ลูกเข้าไว้ด้วยกันอยู่ ทำให้ได้คุยกันมากขึ้น แม้วันนี้มดจะยุ่งกับการทำธุรกิจของตัวเอง และเมิร์ฟต้องเข้าเวรที่โรงพยาบาลจนแทบไม่มีเวลากลับบ้าน 

“อย่างไปเที่ยวญี่ปุ่น บางครอบครัวอาจจะไปดูธรรมชาติ หรือถ้าไปซื้อของก็อาจจะแยกกันเดิน เพราะไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน แต่บ้านเราคือตรงกันหมด คุณพ่ออาจจะไม่ได้อินมากแต่เขาก็สนุกเวลาไปด้วยกัน ล่าสุดที่ไป เราตัดที่เที่ยวธรรมชาติออกหมดเลย แล้วไปอากิฮาบาระอย่างเดียว แม่เป็นมือหนีบตุ๊กตาด้วย” เมิร์ฟทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

“คนอื่นๆ อาจจะเพื่อนแท็กไปดูของกิน แต่เรากับแม่แท็กกันให้ไปดูของเล่น”

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load