เมิร์ฟ-นพ.วีรุตม์ ชโยภาสกุล เป็นเพื่อนกับเรามาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เขาจะหยิบสมุดออกมาวาดภาพ และทุกเย็นจะแวะไปที่ร้านหนังสือการ์ตูนหน้าโรงเรียน เป็นอย่างนี้ตลอด 6 ปีของชีวิตในโรงเรียนมัธยม และเชื่อว่าปัจจุบันที่ทุกคนเรียกเขาว่า ‘หมอเมิร์ฟ’ แล้ว เขาก็ยังหาเวลาวาดรูปและไปร้านหนังสือการ์ตูนอยู่

แต่ที่ไม่รู้ในตอนนั้น คือทุกเย็นที่เมิร์ฟกลับบ้าน เขาจะกลับไปเจอกับ คุณแม่ตุ๊ก-ชัญญา ชโยภาสกุล คุณแม่สุดเปรี้ยวที่เป็นแฟนคลับตัวยงของ BNK48 และเจนนี่ BLACKPINK และ มด-กิตติภณ ชโยภาสกุล พี่ชายผู้หลงใหลในการ์ตูนญี่ปุ่นเหมือนกันกับเขา 

3 แม่ลูก นักสะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

ที่จริงความชอบของเขาเริ่มมาจากแม่ตุ๊กที่ไปเดินห้างไดมารูกับอากงทุกเสาร์อาทิตย์ในวัยเด็ก สั่งสมให้ชอบของเล่นญี่ปุ่นมาตั้งแต่จำความได้ เมิร์ฟและมดจึงรู้จักการ์ตูนที่เพื่อนรุ่นเดียวกันไม่เคยได้ยินชื่อ และการสะสมของเล่นการ์ตูนญี่ปุ่นของพวกเขาทั้งสามจึงมีหลากหลาย มีทั้งการ์ตูนใหม่และการ์ตูนเก่า 

ห้องนอนของลูกชายครึ่งหนึ่งถูกแบ่งไว้สำหรับเก็บของเล่น ชั้นในห้องรับแขกเรียงรายไปด้วยหุ่นสังกะสีร่วมหลายสิบของคุณแม่ ชั้นบนสุดเป็นห้องเก็บหนังสือการ์ตูนที่สะสมมาหลายสิบปี ห้องเล่นเกมก็เต็มไปด้วยของเล่นและของสะสม และอีกมากมายที่กระจายอยู่ในแต่ละมุมของบ้าน

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

การสะสมจึงเป็นกิจกรรมที่แม่และลูกชายทำร่วมกัน เป็นบทสนทนาที่จะอยู่ในสายโทรศัพท์และบนโต๊ะอาหารเสมอ และน่าจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มหยิบของเล่นชิ้นโปรดมาเล่าเรื่องราวให้ฟังทีละตัว 

ใช่-ทุกตัวมีเรื่องเล่า 

เราเลยพูดติดตลก “นี่ถ้าแอบหยิบกลับไปด้วยสักตัวจะรู้ไหม” 

เมิร์ฟมองตาเขียวก่อนตอบว่า “สักพัก…”

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

Made in Japan

ลองจิตนาการว่า คุณเป็นเด็กหญิงหน้าหมวยที่เติบโตมาในตรอกบางลำพูอย่างคุณแม่ตุ๊ก ซึ่งสมัยนั้นเป็นชุมชนมุสลิมเสียส่วนใหญ่ ทุกครั้งที่มีคนถามว่าเป็นลูกครึ่งหรือเปล่า คุณจะตอบเขาว่าอะไร

“แม่ตอบว่าใช่ตลอด” เธอบอกด้วยเสียงหัวเราะพร้อมระลึกถึงความหลัง “เราอยากเป็นคนญี่ปุ่น แล้วตอนเด็กเราหน้าหมวย ขาวๆ ตัวเล็กๆ ก็เลยเนียนๆ”

ความใกล้ชิดของคุณแม่ตุ๊กกับประเทศญี่ปุ่นในตอนนั้นคือการนอนดูการ์ตูนช่อง 4 บางขุนพรหม และไปห้างไดมารูบนถนนราชดำริกับพ่อหรืออากงของมดและเมิร์ฟทุกสุดสัปดาห์ ไปกินเกี๊ยวซ่า เดินดูของเล่น ได้เห็นความน่ารัก ความใส่ใจในรายละเอียดของคนญี่ปุ่น เห็นความชัดเจนของคาแรกเตอร์การ์ตูนต่างๆ ทำให้ ด.ญ.ชัญญา กลายเป็นคนนำเทรนด์ของน่ารักประจำชั้นเรียนไปโดยปริยาย

“สมัยนั้นคือ Sanrio แม่ใช้ตั้งแต่ห้างเซ็นทรัลยังไม่ได้เป็นตัวแทนขาย มีหลายอย่างทั้งดินสอ แฟ้มพลาสติก แม่เป็นคนแรกๆ ที่ถือในโรงเรียน มันฝังใจเรามาตลอดว่าของ Made in Japan จะคุณภาพดี พอเริ่มมี Made in China มาแม่เลยหยุดซื้อ เพราะรู้สึกว่าถ้าขายในราคาญี่ปุ่น มันต้องคุณภาพญี่ปุ่นด้วยสิ แต่ก็ยังไม่ได้เก็บสะสมอย่างจริงจัง หยุดความฝันไว้แค่นั้น”

ความชอบในญี่ปุ่นของคุณแม่ตุ๊กส่งต่อมาให้ลูกชายทั้งสอง ทั้งมดและเมิร์ฟกลายเป็นคนชอบการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก คล้ายๆ กับพวกเขาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสานฝันวัยเด็กให้คุณแม่ จนเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน การสะสมของเล่นญี่ปุ่นอย่างจริงจังได้เริ่มขึ้น

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

ได้หนึ่ง ต้องมีสอง

“กู ต้อง ไป ญี่ปุ่น ให้ ได้!” 

คุณแม่ตุ๊กบอกตัวเองอย่างนั้นมาตลอดตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เวลาผ่านไปนานเกือบ 50 ปี เธอและครอบครัวได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นพร้อมหน้าครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน ประเทศที่ทำให้ทุกคนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

“มันดึงความเป็นเด็กในตัวเราออกมา ได้ไปร้าน Mandarake สถานี Nakano ไปเดินหาของเล่น แล้วก็ได้เจอ Tin Toy หรือของเล่นสังกะสีที่ไขลานได้ ตอนแรกมดกับเมิร์ฟเดินเข้าไปก่อน แม่เดินตามเข้าไป พอเห็นราคา ไอ้สองหนุ่มนี่ถอยออกมาเลย แต่แม่ยังยืนดูอยู่ เพราะตัวการ์ตูนตรงนั้นมันผ่านมาในชีวิตเราทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่ดูทีวีช่อง 4 บางขุนพรหมกับอากง เราโตมากับการ์ตูนพวกนี้ ตอนนั้นบอกตัวเองว่า รอก่อนนะ เดี๋ยวกลับมา”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักสะสมอย่างจริงจัง

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

ก่อนหน้านี้ ของเล่นสำหรับแม่ลูกบ้านชโยภาสกุลมีไว้เล่น ซื้อมากลับถึงบ้านก็ฉีกกล่องทิ้งแล้วหยิบออกมาเล่นทันที จนวันที่ได้เจอร้านพี่เหน่งแถวคลองถม ซึ่งมีหุ่นสังกะสีขายพอดี มดเล่าให้ฟังพร้อมหยิบหุ่นสังกะสี Eightman Billiken ที่มีโน้ตเขียนไว้ในกล่องว่า ‘ตัวแรกที่ซื้อครับ​’ 

พอมีหนึ่งก็ต้องมีสอง เหมือนที่ใครๆ ก็พูดไว้ไม่มีผิด จาก Tin Toy ของบริษัท Billiken ตัวแรก กลายเป็นวางเรียงเต็มชั้นและมีครบทุกตัว มดเล่าให้ฟังต่อว่า “หลังจากนั้นแม่ก็หาข้อมูล ส่องอย่างเดียว บางอาทิตย์ซื้อเกือบจะทุกวันเลย อย่างในเฟซบุ๊กเราเห็นคนมาลงขาย เราก็เตรียมพิมพ์จอง ปรากฏเลื่อนไปดูเป็นชื่อคุณแม่จองก่อนแล้ว หรือบางทีสี่ห้าทุ่มก็โทรหากันว่ามีคนนี้คนนั้นลงขายนะ ช่วยกันเก็บ ชิ้นไหนแพงหน่อยก็หารสาม” 

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

ชั้นไม้ที่ออกแบบให้พอดีกับผนังในห้องนั่งเล่นของบ้านนี้เต็มไปด้วย Tin Toy วางพร้อมกล่องอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งคุณแม่ตุ๊กเล่าเขินๆ ว่า จริงๆ ตอนรีโนเวตบ้านตั้งใจจะทำชั้นหนังสือ

เลือดนักสะสม

ความชอบในของญี่ปุ่นของคุณแม่ตุ๊กส่งต่อถึงลูกชายทั้งสองโดยอัตโนมัติแบบไม่ต้องพยายาม ทุกครั้งเวลาซื้อของ เธอจะสอนเสมอว่า ถ้าราคาของจะแพงขึ้นสักหน่อย แต่ใช้ได้นานขึ้น อยู่กับเราได้นานขึ้น นั่นคือราคาที่เราจ่ายเพิ่ม เธอสอนให้ลูกค่อยๆ เลือกและพิจารณาเวลาจะทำอะไรก็ตามแต่ ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เธอรู้ว่าความชอบของคนอาจเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ถ้าอยากได้อะไรจริงๆ ให้กลับมาตั้งหลักและถามตัวเองดีๆ ก่อน หรือบางตัวการ์ตูนที่เพื่อนรุ่นเดียวกันไม่รู้จัก มดกับเมิร์ฟจะรู้จักเพราะแม่ตุ๊กเคยเล่าให้พวกเขาฟัง

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู
3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

“พอเราได้เล่นของหลายๆ แบบ จากแหล่งผลิตหลายๆ ประเภท เราก็ได้เห็นว่าคุณภาพมันต่างกันจริงๆ อาจจะเล็กน้อยในเรื่องของรายละเอียดแต่มันดูออก แม่ทำให้เรากับพี่มดรู้จักคาแรกเตอร์มากขึ้น นอกจากการ์ตูนใน ช่อง 9 การ์ตูน ที่รุ่นเราดูกัน เรารู้จักการ์ตูนมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน อย่างตอนเราเด็ก เพื่อนจะดู ดราก้อนบอล โปเกมอน เซเลอร์มูน แต่เรารู้จัก Atom Golda หรือการ์ตูนยุคเก่าๆ ที่เป็นการ์ตูนรุ่นคุณแม่ โลกการ์ตูนเราเลยจะกว้างกว่าเพื่อนนิดหนึ่ง” 

เลือดนักสะสมเองก็ส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น เมิร์ฟสะสมหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นตั้งแต่เรียนชั้นประถม สมัยที่หนังสือการ์ตูนยังเล่มละ 35 บาท

“แต่เราได้เงินวันละห้าสิบบาทเองมั้ง ต้องอดข้าว วันไหนการ์ตูนออกใหม่สองเล่มคือตายไปเลย” 

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

ที่สุดของที่สุด

ทั้งสามพาเดินทัวร์ในบ้านที่มีของเล่นซ่อนไว้ในทุกห้อง ทุกมุม มีตู้โชว์เป็นคอลเลกชัน ห่อขนมลายการ์ตูนที่ไม่รู้ขนมข้างในหมดอายุไปตั้งแต่เมื่อไหร่ มีตู้เกมญี่ปุ่นที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ หนังสือการ์ตูนครบเซ็ตหลายเรื่องที่วางบนชั้นไม่พอ แล้วแต่ละคนก็เริ่มเล่าเรื่องของเล่นชิ้นที่ประทับใจซึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำและเหตุการณ์ในชีวิตให้เราฟัง

01 ได้มายากที่สุด – Space Boy Soran ค่าย Billiken Tin Toy ค.ศ. 1997

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

แม่ : แม่ใช้เวลารอมาห้าปี หายากมาก ตัวอื่นมาก่อนหมดเลย เหลือตัวนี้ตัวสุดท้าย มันเป็นสี่เทพ ได้มาสามเทพแล้วเวลาไล่ๆ กันมา แต่ตัวนี้คือตัวสุดท้าย งานอาร์ตที่หน้ากล่องก็สวยมาก พอได้มาปุ๊บ เราโพสต์ลงเฟซบุ๊กเลยว่า ‘ปิดจ๊อบ’

02 ของขวัญที่ให้กำลังใจที่สุด – Robocon ค่าย Bandai ค.ศ. 1999

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

มด : คุณแม่ให้คุณน้าไปซื้อของเล่นชิ้นนี้ที่ร้านแถวเจริญกรุงตอนผมผ่าท้องกระเพาะรั่ว ให้เพื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่หายป่วยเลย ตอนนั้น ค.ศ. 1999 เป็นปีที่ของเล่นชิ้นนี้ออกพอดี

03 ถูกที่สุด – โงกุน ปลาย ค.ศ. 1980 ต้น ค.ศ. 1990 (ไม่มีข้อมูลผู้ผลิต)

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

แม่ : ตัวนี้ซื้อมาจากห้าง ATM แถวพาหุรัด ได้มาตอนเขาเปิดขายโละทุกอย่าง ของเล่นชิ้นนี้อยู่ในกระบะตัวละสิบบาท Made in Japan ด้วย แม่ซื้อมาตอนอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด สามสิบปีมาแล้วก็ยังอยู่ดี ถ้าถอดเสื้อมีกระเจี๊ยวด้วยนะ (หัวเราะ) ทุกวันนี้กลายเป็นของหายากไปแล้ว 

04 น่ารักที่สุด – Atom ค่าย Denboku ค.ศ. 2017

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

เมิร์ฟ : เราชอบ Atom อยู่แล้ว พอเห็นก็ชอบเลยตั้งแต่เด็ก แต่รู้สึกว่า Atom ของบริษัทนี้ รุ่นนี้ ด้วยหน้า ด้วยคาแรกเตอร์แบบนี้ เขาดึงความเป็นตัวละครออกมาได้ดีและสมบูรณ์สุด จริงๆ อะไรที่เป็น Atom เราก็ชอบหมดแหละ แต่รู้สึกว่าตัวนี้น่ารักที่สุด 

05 ของเล่นในความทรงจำที่หล่อที่สุด – Golda ค่าย Billiken Tin Toy ค.ศ. 1997

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

แม่ : ตัวนี้เป็นความทรงจำของแม่ในวัยเด็ก เพราะนอนดูการ์ตูนเรื่อง หุ่นอภินิหาร กับคุณพ่อทุกวันเสาร์อาทิตย์ พอเจอตัวนี้ดีใจมาก พ่อรูปหล่อของฉัน แต่ที่เสียใจมากคือมันจะมี Golda ของอีกบริษัทหนึ่ง ตัวใหญ่ สวย ตอนพี่เหน่งมีขายแม่ลังเล เอาดีไม่เอาดี จนคนขายเสียชีวิต ก็เลยเสียดายมาจนทุกวันนี้

06 มีคุณค่าที่สุด – Ultraman Kid ค่าย Tommy Mad in Japan (ไม่พบปีที่ผลิต แต่น่าจะช่วง ค.ศ. 1992 – 1995)

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

เมิร์ฟ : อันนี้แม่ซื้อให้ตอนยังไม่เข้าโรงเรียนเลย ช่วงนั้นที่บ้านลำบาก วันอาทิตย์แม่จะพานั่งรถเมล์ไปเดินเล่นที่ห้างฯ แล้ววันนั้นแม่ซื้อของเล่นนี้ให้เรากับพี่มดคนละกล่อง พอมันเป็นช่วงลำบาก ของเล่นที่ได้มาแต่ละชิ้นเลยมีคุณค่า เพราะได้ไม่บ่อย มีหลายอย่างที่ตอนเด็กซื้อไม่ได้ก็มาหาเอาตอนโต 

07 ประทับใจที่สุด – Dragon Ball ค่าย Yutaka ค.ศ. 1991

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

มด : ตอนผมเด็กมากที่บ้านอยู่แฟลต แล้วห้องตรงข้ามเป็นคุณปู่นักหนังสือพิมพ์จีนคนหนึ่ง เขาพาผมไปหาของเล่นชุดนี้ตามห้างต่างๆ อย่างเมอร์รี่คิงวังบูรพา แล้วแกก็ซื้อให้ ทั้งๆ เป็นแค่เพื่อนบ้านห้องตรงข้ามกันแค่นั้นเอง สามตัวนี้ผมมาหาซื้อใหม่ตอนโตแล้ว อยากเก็บไว้ ส่วนตัวที่คุณปู่ซื้อให้ที่ผมเล่นตอนเด็กก็ยังอยู่บนห้อง 

08 ของเล่นชิ้นสุดท้ายที่จะขาย – ไม่มี

มด : โจทย์ยาก ถ้าจะต้องขาย ผมหางานทำเพิ่มดีกว่า

เมิร์ฟ : เคยคุยกันเหมือนกันว่าถ้าไม่มีกินแล้วต้องขายจะทำยังไง ก็คือยอมตายไปเลย ถ้าต้องอยู่แบบใจสลายไม่อยู่ดีกว่า (หัวเราะ)

อย่าให้ของเล่นมาเล่นเรา

ไม่ว่าจะหยิบจับตัวไหนในบ้าน ไม่คุณแม่ตุ๊ก มด หรือเมิร์ฟ จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับของเล่นชิ้นนั้นเสมอ เรื่องสนุกบ้าง เรื่องดราม่าบ้าง เรื่องประทับใจบ้าง สิ่งที่ทำให้ทั้งสามเป็นนักสะสมจึงไม่ใช่จำนวนของเล่นทั้งหมดที่มี 

“แม่จะสอนว่าอย่าไปแข่งกับใคร” มดเล่า “เราก็เคยมีช่วงนั้น เธอมี ฉันมี นักสะสมทุกวงการจะเป็นเหมือนโรคจิต มีหนึ่งไม่พอ ต้องมีสอง มีสาม มีสี่ แต่แม่จะบอกเสมอ มันก็แค่ของเล่น บางคนจะเป็นจะตาย จับไม่ได้ แตะไม่ได้ ต้องอย่าลืมว่าเขาสร้างมาให้เราสนุกกับมัน

“เราเก็บของเล่น เราเล่นของเล่น อย่าให้ของเล่นมาเล่นเรา สมมติถ้ามีของเล่นชิ้นหนึ่ง แพงมาก เราอยากได้จนต้องไปหยิบยืมเงินมาซื้อ นั่นแปลว่าของเล่นเริ่มจะเล่นเราแล้ว ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น ‘ของเล่น’ อย่างหุ่นสังกะสีบนชั้นนี่ ถ้ามีเด็กมาหยิบเล่นแม่คง ‘ผัวะ’ เข้าให้… 

“พูดเล่นๆ เล่นได้ แต่เบาๆ หน่อย” คุณแม่ตุ๊กหันไปหัวเราะกับลูกชาย 

ของเล่นของบ้านนี้เป็นมากกว่างานอดิเรก มากกว่าของสะสม มันเป็นสิ่งหนึ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสามแม่ลูกเข้าไว้ด้วยกันอยู่ ทำให้ได้คุยกันมากขึ้น แม้วันนี้มดจะยุ่งกับการทำธุรกิจของตัวเอง และเมิร์ฟต้องเข้าเวรที่โรงพยาบาลจนแทบไม่มีเวลากลับบ้าน 

“อย่างไปเที่ยวญี่ปุ่น บางครอบครัวอาจจะไปดูธรรมชาติ หรือถ้าไปซื้อของก็อาจจะแยกกันเดิน เพราะไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน แต่บ้านเราคือตรงกันหมด คุณพ่ออาจจะไม่ได้อินมากแต่เขาก็สนุกเวลาไปด้วยกัน ล่าสุดที่ไป เราตัดที่เที่ยวธรรมชาติออกหมดเลย แล้วไปอากิฮาบาระอย่างเดียว แม่เป็นมือหนีบตุ๊กตาด้วย” เมิร์ฟทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

“คนอื่นๆ อาจจะเพื่อนแท็กไปดูของกิน แต่เรากับแม่แท็กกันให้ไปดูของเล่น”

3 แม่ลูก สะสมของเล่นญี่ปุ่น หุ่นสังกะสี จนถึงตู้เกม สานฝันวัยเด็กของแม่ที่ห้างไดมารู

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

คำว่า ‘หลงรัก’ อาจอธิบายความรู้สึกได้น้อยไป แต่ถ้า ‘หลงใหล’ คงพออธิบายได้ว่าทำไมคอนโดของ เอก-ทวีป ฤทธินภากร จึงได้ให้ความรู้สึกเหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่มีคลังสมบัติอายุเฉลี่ยนับร้อยปีวางดาษดื่นขนาดนี้

เอก ทวีป ไม่ใช่แค่ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าลุนตยา แต่เขาคือนักสะสมผู้ใช้ความหลงใหลและเวลากว่า 20 ปี ทุ่มเทเก็บเกี่ยวทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับพม่า ตั้งใจร่ำเรียนตำราด้วยตัวเอง และถึงขั้นเรียนภาษาพม่านาน 3 ปี เพื่อให้อ่านหลักฐานที่พบได้เข้าใจ

วันนี้ ความชอบไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้เขาได้ต้อนรับแขกผู้สนใจมากถึง 5 คนในคราวเดียว แต่เพราะเอกเป็นทั้งภัณฑารักษ์ผู้รอบรู้ (สำหรับเรา) นักเรียนดีเด่นผู้ไม่เคยหยุดศึกษา และนักเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงสิ่งของทุกชิ้นเข้าหากันด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และชีวิตของเขา

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

เอกเติบโตมาในปี 1980 มีบ้านอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ขับรถไปไม่เกินชั่วโมงก็จะข้ามพรมแดนสู่ดินแดนแห่งทองคำ เขาเล่าว่าตอนเด็กเคยได้ยินเสียงคนยิงกันดังไกลถึงอำเภอฝาง เมื่อถามผู้ใหญ่ก็ได้คำตอบว่าเป็นชาวไทใหญ่ ไม่ก็ชาวเขา 

นั่นคือภาพจำในยุคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักประเทศพม่า นอกจากคำอธิบายว่าเป็น ‘เพื่อนบ้านที่ยากจนและมีปัญหาการเมือง’ เมื่อโตขึ้นเข้าระบบการศึกษา พม่าก็เปลี่ยนเป็นคู่แค้นที่เผากรุงศรีอยุธยาและขนทองกลับไป

ไม่ผิดที่มีการถ่ายทอดให้คนจดจำเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องของการเล่าประวัติศาสตร์ในยุคหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วบ้านใกล้เรือนเคียงมีอะไรให้ศึกษาและทำความเข้าใจมากกว่านั้น ใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่งพม่าเคยรุ่งเรืองเป็นเมืองท่าที่ไฮโซไม่ต่างจากสิงคโปร์ และผู้ดีเมืองไทยต้องเดินทางไปช้อปปิ้งถึงที่นั่น

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

“ผมจึงอยากแสดงให้คนเห็นมุมที่หลากหลายขึ้นจากสิ่งของที่สะสม โดยเริ่มศึกษาจากสิ่งที่เก็บ เพราะอยากรู้ว่าสิ่งที่มีคืออะไร มีที่มาอย่างไร ใครเป็นคนใช้ ทำไมต้องสีนี้ มีความเชื่ออะไรอยู่ในนั้น” เจ้าของห้องบอกต่อว่า ความเข้าใจน้อยและเข้าใจผิดที่เคยมีคือปมที่ทำให้เขาขวนขวายศึกษา

โดยทั้งหมดเริ่มจากเพียงความชอบใน ‘ผ้าลุนตยาอเชะ’ แต่เมื่ออ่านเอกสารมากเข้า กลับพบว่าข้อมูลยังไม่พอแก่ใจที่ต้องการ เขาจึงตีตั๋วลงพื้นที่ถึงโรงทอที่พม่าเพื่อทำการวิจัยขั้นปฐมภูมิ ขยันไปหาเหล่าช่างทอ 4 – 5 ครั้ง แม้จะพูดภาษาเขาไม่ได้ จนในที่สุดกำแพงแห่งความไม่ไว้ใจก็ถูกทลาย กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ให้ทั้งมิตรภาพและความรู้

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
ช่วงปี 1980 – 1990 ผ้าลุนตยาอเชะเข้ามาในไทยผ่านทางแม่สายเป็นจำนวนมาก เพราะมีตลาดทางเชียงใหม่ที่ต้องการ
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

ลุน แปลว่า กระสวย ตยา (ตะ-ยา) แปลว่า หนึ่งร้อย รวมกัน ลุนตยา แปลว่า ร้อยกระสวย อเชะ (อะ-เชะ) แปลว่า เกาะเกี่ยว มาจากวิธีการทอผ้าที่ใช้กระสวยพุ่ง สีละกระสวย เมื่อพุ่งไปถึงจุดที่ต้องการจึงผูกปมเอาไว้ แล้วพุ่งกระสวยอันถัดไปต่อ หากผ้ามีสีมากก็ยิ่งใช้กระสวยเยอะ สมมติ เรากางผ้าออกมาดู มีลายที่ใช้สีแดงสลับกับสีเหลือง 40 ครั้ง แปลว่า มีกระสวยสีแดง 20 อัน และกระสวยสีเหลือง 20 อัน รวมเป็น 40 อัน แต่ผ้าจริงที่เราเห็นมีรายละเอียดเยอะกว่านั้น

เรามองผ้าลุนตยาอเชะทั้งเก่าและใหม่ที่เอกเปิดให้ดู นี่คืองานหัตถกรรมชั้นครูที่น่าภูมิใจของพม่า

“เส้นที่โค้งสวยแปลว่าคนทอเก่งมาก บางทีสีเดียวกันจะใช้กระสวยอันเดียวก็ได้ แต่คนทอต้องไขว้เส้นให้เป็น ไม่อย่างนั้นพันกันยุ่งเหยิง ระดับครูเก่ง ๆ ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน เป็นผ้าชั้นสูงจึงมีราคาแพงมาแต่โบราณ ปัจจุบันราคาหลายหมื่นต่อผืน”

เมื่อต้นทางถูกสงวนให้ใช้แค่ในราชสำนัก เหล่าช่างทอจึงได้รับการปูนบำเหน็จเสร็จสรรพ แต่เมื่อราชสำนักล่มสลาย มียุคหนึ่งที่ช่างทอต้องเผชิญปัญหา เพราะทำอาชีพอื่นไม่เป็น ขายเองก็ไม่เคยคิดเรื่องต้นทุนมาก่อน แต่หลังจากนั้นผ้าลุนตยากลายเป็นสินค้าไฮโซสำหรับคนที่อยากมีไว้ประดับบารมี ช่างทอจึงกลับมามีอาชีพอีกครั้ง

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
ผ้าลุนตยาอเชะอาจถูกตัดหลังเจ้าของเสียเพื่อทำเป็นผ้าห่อคัมภีร์ถวายวัด
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
เนื่องจากเป็นของแพง บางคนจึงมีเพียงผืนเดียวทั้งชีวิตเพื่อใช้ใส่ตอนออกเรือนหรือในพิธีสำคัญ ใช้ได้ทั้งชายและหญิง ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศ สี และลาย

แม้จะได้ข้อมูลมากกว่าในตำรา แต่ชายคนนี้ยังไม่คลายความสงสัย เขาอยากรู้ว่าคนสมัยก่อนนุ่งห่มผ้ากันอย่างไรจึงไปหาภาพถ่ายโบราณมาชม เมื่อเจอแล้วก็อยากเห็นอีก กลายเป็นเก็บมาเรื่อย ๆ กว่า 1,000 ใบ ส่วนใหญ่ได้มาจากโลกออนไลน์ส่งตรงจากยุโรป ซึ่งบางทีมีปีและสถานที่เขียนด้วย

“ที่พม่ามีภาพน้อย เพราะสภาพอากาศไม่ดี รูปพังไปเยอะ ดังนั้น ที่เราเจอในประเทศจะถอยกลับไปแค่ยุค 30 – 50 แต่เก่ากว่านั้นจะไม่เจอ”

เอกเล่าว่าสมัยโบราณการถ่ายภาพเป็นเรื่องยาก ผู้ที่ถือกล้องจึงต้องเป็นช่างภาพผู้เชี่ยวชาญหาใช่มือสมัครเล่น โดยคอลเลกชันแรกที่เขาหยิบออกจากกล่องไม้มาให้ชมเป็นของช่างภาพชาวเยอรมันชื่อ Philip Adolphe Klier ถ่ายไว้ประมาณปี 1870 – 1890 

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

“ในยุคแรกเขาถ่ายเพราะเป็นของแปลก เพื่อนำรูปไปทำการค้า Klier จะนำฟิล์มกระจกที่ถ่ายภาพรวบรวมไว้เป็นคอลเลกชันของสตูดิโอตัวเอง เขามีที่มะละแหม่งก่อนย้ายไปย่างกุ้ง เวลามีนักท่องเที่ยวมาก็จะได้อัดภาพขายตามออเดอร์เป็นของที่ระลึก”

ชาวพม่ามีความหวาดกลัวกล้องถ่ายรูปไม่ต่างจากชาวไทยโบราณที่กลัวถ่ายแล้ววิญญาณหลุดออกจากร่าง ในยุคแรกที่กล้องเข้ามาจึงมีแต่ชาวต่างชาติเข้าไปใช้บริการ แต่เมื่อผ่านไปเป็นปี ชาวบ้านเรียนรู้ว่าคนที่เคยถูกถ่ายยังไม่มีใครเสียชีวิต ประกอบกับเริ่มมีรายได้ที่ดีขึ้น พวกเขาจึงเริ่มนิยมถ่ายภาพกันมากขึ้น

กระทั่งเข้าสู่ช่วงปี 1900 – 1920 ฟิล์ม Kodak เริ่มเป็นที่แพร่หลาย กล้องขนาดเล็กมาพร้อมช่างภาพมือสมัครเล่นที่เผยแพร่ภาพแนว Candid กดชัตเตอร์ตามความสนใจ ไม่มีการเซ็ตอัป

“อันนี้ผมได้ฟิล์มมาจากอังกฤษ เป็นการซื้อออนไลน์โดยไม่รู้ว่าเป็นรูปอะไร คนขายบอกแค่เป็นภาพพม่า ผมก็เลยเอาฟิล์มไปอัดที่ร้านฉายาจิตรกร”

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
อัลบัมที่เอกนำฟิล์มไปล้างและอัดออกมาเป็นรูป

“นี่คือ หม่องชอว์ลู อยู่ที่มะละแหม่ง แล้วไปเข้ารีตได้ทุนไปกัลกัตตาและไปเรียนต่อถึงอเมริกา เรียนจบเป็นแพทย์คนแรกของพม่า ภาพนี้เขียนไว้ว่าถ่ายที่คลีฟแลนด์ โอไฮโอ สหรัฐอเมริกา 

“ส่วนอันนี้เป็นเสนาบดีพม่าที่ถูกส่งไปเป็นเอกอัครราชทูตที่ยุโรปแล้วถ่ายภาพที่อิตาลี ผมไปเจอภาพนี้ที่ร้านขายหนังสือเก่าที่อิตาลี เขาเขียนอธิบายไว้ว่า Exotic asian gentleman in costume แต่เราเห็นแล้วรู้เลยว่านี่คนพม่าระดับสูง หาข้อมูลเพิ่มก็พบว่าพระเจ้ามินดงส่งเขาไปเรียนเมืองนอกเป็นคนแรก ๆ จบวิศวกรที่ฝรั่งเศส ตำแหน่งเขาชื่อ บัน แชะก์ หวุ่น ฝรั่งเขียนเอาไว้ว่า เขาเป็นคนที่เก่งมาก พูดฝรั่งเศสเก่ง อังกฤษดี เวลามีฝรั่งมา คนนี้เป็นคนรับแขกหมดเลย เห็นแต่งตัวแบบพม่า แต่กริยาเป็นตะวันตก”

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
บัน แชะก์ หวุ่น

“พม่าน่าสนใจเพราะทุกวันนี้เรายังรู้จักเขาแบบผิว ๆ สิ่งที่ผมสะสมส่วนใหญ่เป็นศิลปะที่ใช้ประดับตกแต่งได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือผ้า มันน่าสนใจเพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน เราเหมือนเรียนรู้ชีวิตและสังคมของเขาไปด้วย”

ต่อมาเอกหยิบภาพที่หลายคนอาจคุ้นตา เพราะถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาพจากละครโทรทัศน์เรื่อง เพลิงพระนาง นั่นคือภาพของพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต ถ่ายในพระราชวังที่มัณฑะเลย์ ด้านหลังเขียนอธิบายไว้โดยลูกหลานเจ้าของภาพที่นำมาขาย ความว่า ต้นตระกูลเป็นชาวอังกฤษ ประกอบอาชีพทนายอยู่ที่รัตนคีรีและกัลกัตตา เป็นผู้เจรจาเรื่องเงินบำเหน็จให้กับพระเจ้าสีป่อและรัฐบาลอังกฤษ พระเจ้าสีป่อจึงพระราชภาพนี้ให้

“การที่ท่านพระราชทานให้ เราก็เดาว่าภาพนี้ถ่ายในประเทศและนำติดตัวไปตอนเนรเทศ” เอกเสริม โดยพระเจ้าสีป่อคือพระมหากษัตริย์พม่าองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบองหรืออลองพญา ถูกเนรเทศไปอินเดียหลังจบสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 3 

พระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
ภาพผู้มีภาวะขนดกในอดีต

“ความเศร้าคือเวลาที่เจ้าของเดิมเสียไป ลูกหลานขายภาพออกมา พ่อค้าส่วนมากมักจะตัดภาพจากอัลบั้มมาขายแยกทีละแผ่น อย่างอันนี้คาดว่าเป็นอัลบัมหรือ Scrapbook (สมุดติดรูปหรือข่าวที่ตัดมาจากสื่อสิ่งพิมพ์) แต่เราได้มาแค่ 2 แผ่น แล้วมีเอกสารติดมาด้วย

“สมัยนั้นมีสมาคมยานยนต์ของพม่า นี่คือเอกสารบอกเส้นทางสำหรับคนขับรถไปเอง เมืองไหนห่างไปกี่กิโลเมตร จะเจออะไรบ้าง ต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวา”

เรียกว่านี่คือ Google Maps เมื่อ 100 ปีก่อนที่พม่ามีออกไปจนถึงชายแดนก็คงได้

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี

นอกจากภาพทิวทัศน์ภายนอก เอกหยิบภาพเด็กชาวต่างชาติคนหนึ่งในชุดพม่าขึ้นมาให้ชม ดูแล้วก็พอทราบได้ว่าพ่อแม่คงพาไปถ่ายรูปในสตูดิโอ 

เขาเสริมว่า ภาพถ่ายในสตูดิโอหลายต่อหลายใบในยุคแรก ๆ คนในภาพอาจไม่เคยเห็นก็ได้ เพราะพวกเขาอาจถูกจ้างมาเป็นแบบ และนำภาพไปทำโปสการ์ดส่งขาย เนื่องจากสมัยก่อนเป็นช่องทางที่คนสื่อสารถึงกันอย่างแพร่หลาย 

อีกคอลเลกชันที่นำมาให้ชมคือซีรีส์ขายดีของโปสการ์ดปี 1900 – 1910 จัดทำโดย D.A.Ahuja (ห้างแขกที่ทั้งถ่ายรูป ทำสตูดิโอ และผลิตโปสการ์ด) ซึ่งร่วมมือกับเยอรมนี โดยส่งไปพิมพ์และลงสีที่เยอรมนี แต่ด้วยความที่คนทางนั้นไม่เคยเห็นว่าผ้านุ่งที่แท้จริงสีอะไร บางภาพจึงมีสีสดใสให้พวกเราแปลกใจเล่น เพราะไม่เหมือนจริงเลย

'เอก-ทวีป ฤทธินภากร' จากผ้าลุนตยาสู่คลังภาพโบราณ 1,000 ใบและของสะสมพม่าอายุนับร้อยปี
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

“พวกนี้เป็นบัตรเชิญสมัยโบราณ นามบัตร หนังสือแนะนำทัวร์ด้วยรถไฟ ลามไปจนถึงเอกสาร หนังสือของที่ระลึกสมัยโบราณ โบรชัวร์เที่ยวพม่าของ โทมัส คุก บริษัทท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ อันนี้ปี 1933 – 1934 ซึ่งยุคทองของโลกคือหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเทคโนโลยีดี เดินทางง่าย ไม่ลำบาก โลกเชื่อมโยงกัน โปรแกรมทัวร์จึงเกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าร้อยปีที่แล้วเขาเที่ยวกันอย่างไร”

เจ้าของห้องเล่าต่อว่า แต่เดิมพม่าใช้เกวียนในการคมนาคม แม่น้ำอิรวดีมีเรือพื้นบ้านลอยล่อง เมื่ออังกฤษเข้ามาจึงเกิดกาารพัฒนาระบบคมนาคม สร้างรางรถไฟ และระบบขนส่งทางน้ำ มีเรือกลไฟเข้ามา ช่วงแรกบริษัทอิรวดี โฟลทิลล่า (Irrawaddy Flotilla) ตั้งขึ้นเพื่อขนยุทธภัณฑ์ จากนั้นจึงพัฒนาเป็นการค้าจริงจัง ขนตั้งแต่ย่างกุ้งขึ้นไปถึงต้นแม่น้ำมราติดกับชายแดนเมืองจีน เกิดเป็นระบบไปรษณีย์ขึ้นมา เรือบางลำเป็นเหมือนตลาดนัดที่มีคนขายของด้านบน เมื่อมาเทียบท่า ชาวบ้านก็แห่ลงไปซื้อของ

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

“ทุกครั้งที่ศึกษาวัฒนธรรมของคนอื่นลึกซึ้งขึ้น มันทำให้เราไม่ตัดสินและเข้าใจเขาในแบบที่เป็นเขามากกว่าเดิม ยกตัวอย่าง พี่น้องชาวพม่าที่มาทำงานบ้านเรา เขาไม่ใช่เชื้อชาติพม่า แค่ถือสัญชาติเมียนมา ในแง่ชาติพันธุ์อาจเป็นไทใหญ่ มอญ กะเหรี่ยง ซึ่งเราไม่ได้สนใจ แถมยังมองเป็นก้อนเดียว

“วันนี้กลับบ้านไป ลองถามพวกเขาดูสิว่าเป็นคนที่ไหน ถ้าเราเริ่มสนใจเรื่องเหล่านี้ของเขา เขาก็จะดีใจว่าเราไม่ได้เหมารวม”

พม่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย กลุ่มหลักชื่อว่า บะม๊า (Bamar) อาศัยอยู่เยอะทางตอนกลางของประเทศ แถมลุ่มแม่น้ำอิรวดี ตั้งแต่มัณฑะเลย์ลงมาถึงพุกาม หากลงไปย่างกุ้งหรือต่ำกว่านั้นเป็นพื้นที่ของชาวมอญ ส่วนพื้นที่ทางกาญจนบุรีเป็นชาวกะเหรี่ยง และทางเชียงใหม่ เชียงราย เป็นของชาวรัฐฉานหรือชาวไทใหญ่ อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ กระจายอยู่ทั่วไป

“ของที่ผมเก็บจะชอบของมอญ บะม๊า ไทใหญ่ และสนใจเป็นพิเศษกับสิ่งของช่วงสมัยอาณานิคม เพราะเห็นภาพของโลกาภิวัตน์ว่ามีมานานแล้ว ไหนจะเรื่องการเชื่อมโลก การค้าขาย แลกเปลี่ยน อย่างภาพถ่ายที่ผมเก็บ ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากจักรวรรดินิยมที่นำเทคโนโลยีการถ่ายภาพเข้ามา”

ที่เคยกล่าวว่าคอนโดของเอกไม่ต่างจากพิพิธภัณฑ์นั้นไม่เกินจริง เพราะเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องล้วนเป็นของสะสมจากต่างชาติทั้งสิ้น เช่น เก้าอี้ที่ฝรั่งสั่งทำโดยผสมผสานสไตล์ยุโรปเข้ากับศิลปะพม่า เอกเปรียบว่าเป็น La-Z-Boy เมื่อ 100 ปีก่อน

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

“ฝรั่งมักอินกับเรื่องท้องถิ่นเหล่านี้ พอเข้าไปประเทศไหนก็สั่งทำหมด” เขาเปิดตู้ (ที่มาจากพม่า) โชว์เครื่องเงินลายนูนสูงให้ชม

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ

เราค้นพบว่าเครื่องเงินเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ชาวพม่าทำขายคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นเหยือกนม กาน้ำชา แก้วเบียร์ ถาดใส่อาหาร จิ๊กเกอร์ค็อกเทล ที่เสียบเมนู หรือกล่องใส่บุหรี่ ส่วนสิ่งที่คนพม่าทำมาใช้งานจริงคือขัน โดยลายที่นิยมก็หนีไม่พ้นเรื่อง รามเกียรติ์ พระเวสสันดร รวมไปถึงชาดกต่าง ๆ

ลายบนขันที่เอกหยิบขึ้นมาคือเรื่องราวของภิกษุณี พระปฏาจาราเถรี เดิมนางเป็นธิดาของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี วันหนึ่งหลงรักคนรับใช้จึงหนีออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยกัน แต่หลังจากนั้นชีวิตของนางกลับทุกข์ทรมานแสนสาหัส สามีถูกงูกัดตาย ลูก 2 คนและบิดามารดาเสียชีวิต สุดท้ายนางเสียสติวิ่งแก้ผ้าอย่างไม่รู้ตัวจนพบพระพุทธเจ้า ภายหลังจึงได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ศึกษาพระธรรมจนสำเร็จเป็นภิกษุณี

คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
คุยเรื่องเมืองพม่าที่น้อยคนจะรู้กับ 'ทวีป ฤทธินภากร' ผู้ศึกษาจากการสะสมผ้าลุนตยา ลามถึงภาพถ่ายโบราณกว่า 1,000 ใบ
J. & M. P. Bell & Co.Ltd. จานจากสกอตแลนด์ส่งมาขายที่พม่า โดยทำลายตามที่ชาวเอเชียนิยม

สมบัติใจทั้งหมดในห้องเริ่มต้นจากความต้องการรู้ สานต่อด้วยความใฝ่รู้ที่ไม่มีทางสิ้นสุดของเจ้าตัว 

เอกบอกว่าประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมของการสะสมมาตั้งแต่ต้น ขณะที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มเก็บสิ่งของตามแนวคิดของต่างชาติที่ปลูกฝังเรื่องนี้มานานแล้ว เช่น เริ่มสอนให้เด็กรู้จักสะสมอะไรก็ได้ เพราะการสะสมสร้างนิสัยของความอยากรู้ อยากศึกษาอะไรบางอย่างให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

หลังใช้เวลา 4 ชั่วโมงลงลึกไปกับพม่าอย่างสนุกสนาน เราบอกลาเจ้าของห้องด้วยความอิ่มเอมใจ และตั้งใจกลับบ้านให้เร็ว เพื่อไปเปิดบทสนทนากับพี่สาวข้างบ้านว่า เล่าเรื่องที่บ้านของพี่ให้ฟังหน่อยสิ

การสะสมคือการต่อยอดการเรียนรู้ ความสงสัยพาเราไปหาผู้คนและค้นพบโลกกว้าง บางครั้งก็พาคนที่สนใจมาหาเพื่อให้เราส่งต่อความรู้ 

ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับพม่าและชมภาพโบราณเพิ่มเติมได้ในหนังสือ Unseen Burma โดย เอก-ทวีป ฤทธินภากร จัดจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์ ริเวอร์บุ๊คส์

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load