แม่เชื่อว่าทุกคนในโลกในตอนนี้ คงไม่มีใครไม่ได้รับผลจากเจ้าเชื้อไวรัสตัวจิ๊ดเดียว แต่สร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่มหาศาลบนโลกกลมๆ ใบนี้ มาเจอกันคราวนี้ แม่ขอนำเสนอบันทึกเจ้าลูกชายจากปลายปากกาของคุณแม่ว่า ใน 1 ปีที่ผ่านมา เด็กชายตัวน้อยได้ผ่านอะไรมาบ้างนะคะ

สวัสดี คอนนิจิวะนะฮะ ตอนนี้ผมอยู่ ป.1 โรงเรียนประถมของรัฐบาลฮะ ผมเข้าเรียน ป.1 ตอนเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 ตอนผมจบชั้นอนุบาลเดือนมีนาคมก็พอดีกับที่เจ้าวายร้ายโคโรน่าไวรัส หรือเจ้าโควิด-19 เริ่มเข้ามาเล่นงานโลกของเรา 

ผมดูข่าวทุกวัน ในโตเกียวหรือเมืองใหญ่ที่ญี่ปุ่น มีคนติดเชื้อเยอะแยะเลย แต่บ้านผมเป็นเมืองเล็กๆ ออกมาไกลๆ หน่อย เลยยังไม่ค่อยมีอะไร แต่ดูเหมือนมันจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะฮะว่าหน้าตามันเป็นยังไง ตัวมันใหญ่แค่ไหน แต่คงจะมีพลังเยอะน่าดู เพราะทั้งคุณครูอนุบาล ทั้งคุณแม่ๆ บอกว่าพวกเราต้องระวังตัวให้มากๆ ต้องล้างมือบ่อยๆ พ่นแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากอนามัย อย่าอยู่ใกล้ๆ กัน ผมก็ทำตามนะฮะ ผมล้างมือจนมือผมแห้ง คันยุบยิบไปเลย 

เจ้าโควิดมันยังเกือบจะทำให้ผมไม่ได้มีพิธีจบการศึกษาชั้นอนุบาล เพราะทางคุณนายกฯ อาเบะ บอกว่าพวกเราไม่ควรมาอยู่ด้วยกันเยอะๆ แต่ว่านายอำเภอของผมยังอนุญาตให้เมืองเราพอมีกิจกรรมได้บ้าง แต่ต้องจำกัดคนร่วมงานและใช้เวลาให้สั้นที่สุด พวกผมเลยโชคดีได้มีงานอำลาสุดท้ายพร้อมกับเพื่อนๆ หลังจบอนุบาลพวกเราก็มีเวลาปิดเทอม แต่เพราะเจ้าโควิดที่มันยังแพร่เชื้อไม่หยุดยั้ง ปิดเทอมคราวนี้ของผมเลยไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะผมไปไหนไม่ได้ ไปเล่นกับเพื่อนก็ไม่ได้ อยู่แต่ในบ้าน ผมก็เบื่อจัง ผมก็เลยเตะบอลมั่ง เล่นเบสบอลมั่งในบ้าน แม่ก็บอกว่าเสียงดัง แต่แม่ก็ยังให้ผมเล่นแหละ แม่บอกว่า ก็ช่วยไม่ได้นะ ออกไปไหนไม่ได้นี่นา

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

ต้นเดือนเมษายน เป็นเวลาเปิดเทอม ผมเพิ่งได้เป็นนักเรียนประถมครั้งแรกนะฮะ กระเป๋าผมใบเบ้อเริ่มเลย สีน้ำเงินเข้มด้วย เท่มากเลย แม่บอกว่าราคามันแพงมากนะ ผมต้องใช้ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 เพราะฉะนั้นผมต้องดูแลรักษาให้ดีๆ โรงเรียนผมก็อยู่ใกล้บ้านมากๆ เพราะโรงเรียนประถมของรัฐบาลใช้เกณฑ์รับนักเรียนตามเขตที่พักอาศัย พวกเราได้จะเดินไปกลับโรงเรียนด้วยตัวเองได้ฮะ

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

วันแรกของชีวิตประถมคือวันพิธีแรกเข้าโรงเรียน แต่อีกแล้วนะฮะ เจ้าโควิดมันทำให้พิธีแรกเข้าของผมสั้นจุ๊ดจู๋ จบในชั่วโมงเดียว ผมได้เจอคุณครูกับเพื่อนใหม่ๆ แค่แป๊บเดียวเอง หลังจากวันนั้นก็มีประกาศให้ปิดโรงเรียน ปิดสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ เพราะการแพร่ระบาดของเจ้าตัวร้าย ผมเลยต้องอยู่บ้านไปยาวๆ 

แล้ววันหนึ่ง คุณครู ป.1 ก็มาเยี่ยมที่บ้านผม เอาการบ้านมาให้ผมถุงใหญ่ ทำไมผมถึงมีการบ้านล่ะ ผมยังไม่เคยไปเรียนเลยนะฮะ ผมนี่งงมาก แต่ผมก็รับมาด้วยความเต็มใจ ใช่สิฮะผม ป.1 แล้วนะ ผมได้มีหนังสือกับสมุดเป็นของตัวเองแล้ว มีชื่อผมบนสมุดด้วย เพื่อนๆ ผมก็คงได้แบบเดียวกันนี่แหละ คุณครูคงจะเหนื่อยนะฮะ ต้องไปหาเพื่อนๆ ผมทุกบ้านเลย 

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

นอกจากการบ้านแล้ว ยังมีกระดาษรายการสิ่งที่ผมควรทำช่วงที่โรงเรียนยังปิดอยู่ มีเขียนตัวใหญ่เลยฮะ ออกกำลังกาย ต้องทำทุกวัน แบบง่ายๆ อย่างผมก็คือ กระโดดเชือก ป.1 1 นาที ป.2 2 นาที ป.3 ก็ 3 นาที แล้วทุกวันควรช่วยทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ผมก็ช่วยดูแลรดน้ำต้นไม้เล็กๆ ของบ้าน รดน้ำต้นไม้แล้วก็เล่นน้ำไปด้วยสนุกเลย

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน
ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

จากวันนั้นผมก็อยู่บ้าน เล่นนั่นเล่นนี่ เล่นกีฬาบ้าง เล่นตัวต่อบ้าง วาดรูปบ้าง เล่นประดิษฐ์ของจากขยะบ้าง ไม่ต้องตกใจฮะ มันคือพวกกล่องขนม ขวดน้ำ กล่องนม อะไรๆ ที่เราไม่ใช้แล้ว เอามาแปะปะติดนั่นนี่ ผมก็จะได้ของเล่นชิ้นใหม่ไว้เล่นแบบไม่ต้องเสียเงิน แต่ว่าบ้านผมไม่มีวิดีโอเกมนะฮะ ผมอยากได้มากๆ เลยแต่แม่ผมบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ผมต้องรอไปอีกหน่อย

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19
เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

บางวันแม่ก็จะเอา YouTube มาให้ผมดู เป็นรายการของโรงเรียนประถมผมเองฮะ ในรายการคุณครูใหญ่พูดทักทายนักเรียน บางวันอ่านกลอนให้ฟัง บางวันมานำออกกำลังกาย แต่ที่ผมชอบคือ คุณครูใหญ่เล่นมายากลให้พวกผมดูด้วย สนุกมากเลย ครูใหญ่ทำได้ยังไงอะ มันเจ๋งมากเลย เดี๋ยวผมต้องลองมาฝึกเองดูบ้าง 

จากนั้นก็มีคุณครูพาทัวร์โรงเรียน คุณป้าๆ โรงอาหารพาไปดูโรงครัว แล้วจากนั้นในแต่ละวันก็จะมีคุณครูของชั้นต่างๆ ป.1 2 3 จนถึง ป.6 มาเวียนกันสอนหนังสือสนุกๆ สัก 20 นาที พวกคุณครูนี่เขาตลกดี ผมว่ามันก็ดีนะฮะ ผมได้เห็นคุณครู ได้เห็นโรงเรียนของผมบ้างตอนโรงเรียนปิด ทำให้ผมพอได้รู้ว่าสิ่งที่จะได้เจอตอนโรงเรียนเปิดจะเป็นยังไง

ผมทำการบ้านของโรงเรียนทุกวันเลยนะฮะ มันไม่ยากเลย ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ ถึงแม้ผมจะแอบได้ยินคุณครูบอกแม่ว่า ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้นะคะคุณแม่ แต่ผมก็ทำจนจบ แต่ที่ผมไม่ชอบเลยคือ การบ้านเสริมพิเศษที่แม่หามาให้ผมทำ แม่บอกว่าผมไม่ได้ไปโรงเรียน ผมควรจะต้องทำอะไรเพิ่มเติม ไม่อย่างนั้นจะว่างเกินไป 

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

ตอนแรกๆ ผมก็ชอบนะฮะ แต่พอต้องทำทุกวันเหมือนโดนบังคับ ผมไม่ชอบเลย แม่บอกว่าผมควรทำให้เสร็จในตอนเช้า ก็ผมไม่อยากทำตอนเช้านี่นา ช่วงอาทิตย์นั้นผมเลยรบกับแม่ทุกวัน เพราะแม่จะโกรธถ้าผมไม่ทำตามที่สั่ง แต่ถึงแม่สั่งผมก็ไม่ทำอยู่ดี ผมว่าอาทิตย์นั้นไม่สนุกเลย พอแม่โมโห แม่ก็ไม่ยอมมาเล่นกับผม ผมว่าการเล่นนี่มันก็คือการเรียนรู้นะฮะ ผมว่าผมฉลาดขึ้นเยอะเพราะการเล่นก็หลายอย่าง มันสนุกกว่าเขียนหนังสือเป็นไหนๆ 

อาทิตย์ต่อมาแม่ผมเกิดเปลี่ยนใจอะไรไม่รู้ฮะ อยู่ดีๆ แม่ก็บอกว่าไม่ต้องรีบทำการบ้านแล้ว เดี๋ยวเราออกไปขี่จักรยานเล่นกันดีกว่า โอ้โห แบบนี้ก็ดีเลยสิครับ ผมนี่ชอบขี่จักรยานมาก แล้วได้ออกไปข้างนอกตอนซากุระบานเดือนเมษามันจะดีขนาดไหน

แม่นี่น่ารักที่สุด จากนั้นทุกวันตอนเช้าหรือหลังอาหารเที่ยง ผมกับแม่จะไปขี่จักรยานกัน แม่บอกว่าช่วงนี้เราลงไปจอดเล่นที่สวนสาธารณะไม่ได้เพราะปิด แต่แค่ได้ออกไปข้างนอกปล่อยพลัง มันก็ดีสุดๆ แล้วครับ 

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

ตอนผมขี่จักรยานสำรวจเมือง บางทีผมก็เจอเพื่อนๆ ที่เขาออกมาเดินเล่นกับพ่อๆ แม่ๆ เหมือนกัน เราได้ทักทายกันแป๊บหนึ่ง ก็เมืองผมมันไม่ได้กว้างใหญ่ เดินๆ ไปก็เจอกันเองแหละฮะ พอพวกเราขี่จักรยานเสร็จ กลับบ้านบ่ายๆ ผมพักนิดหน่อยหลังจากได้ออกแรงไปแล้ว ผมรู้สึกเองว่าผมอยากทำการบ้านเสริมของแม่ละ ผมใช้เวลาไม่นานก็ทำเสร็จ แบบนี้มันดีกว่าเยอะนะฮะ แม่ไม่ต้องมาโมโหผมทุกวัน 

ตอนผมขี่จักรยานผ่านสวนหย่อม ผมเห็นบางครอบครัวยังออกมาเล่นกันที่สวน ผมก็สงสัยว่าทำไมเขายังออกมาเล่นนอกบ้านกัน แม่บอกว่าบางบ้านเป็นห้องเช่าเล็กๆ ไม่มีพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาเล่นยืดแข้งยืดขา ก็ต้องพาออกมาข้างนอก อืม มันก็ช่วยไม่ได้นะ เด็กๆ อย่างผม การได้เล่นแบบไม่มีข้อจำกัดนี่คือความดีงามสุดๆ ไปเลย 

เพื่อนผมบางคนที่ทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ช่วงที่โรงเรียนโดนสั่งปิดนี่ลำบากมากเลยนะฮะ บางคนต้องไปอยู่กับปู่ย่าตายายหรือญาติที่อื่น หรือบางคนที่มีพี่ที่โตหน่อยก็ต้องอยู่บ้านกันแค่เด็กๆ แม่บอกว่าน่าเป็นห่วงนะ

เอ้อ ผมลืมบอกไป นอกจากผมที่ต้องอยู่บ้านช่วงเดือนเมษาแล้ว พ่อผมก็ต้องอยู่บ้านด้วย แม่บอกว่า พ่อต้อง Work from Home ครอบครัวเราเลยได้อยู่พร้อมหน้ากันแบบอบอุ่นจนเข้าขั้นร้อนไปเลยนะฮะ อยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน แม่คงเป็นคนที่ต้องทำงานหนักหน่อย เพราะต้องดูแลอาหารการกินของพวกเราทั้งเช้า กลางวัน เย็น รวมทั้งของว่างของผมตอนบ่ายๆ ด้วย และยังต้องดูแลผม หาอะไรให้เล่น และควบคุมให้ผมอยู่ในความสงบ ตอนที่พ่อมีประชุมออนไลน์ด้วย 

การที่พ่อผมทำงานที่บ้านก็มีข้อดีนะฮะ คือผมมีที่ปรึกษาการบ้านตลอดเวลา แล้วผมก็ยังได้แอบเห็นพ่อเวลาทำงาน พ่อผมเท่มากเลย มีจอคอมพิวเตอร์ทั้งอันเล็กอันใหญ่ มีไมโครโฟน มีหูฟัง มีของเล่นดูสนุกๆ อะไรตั้งเยอะ แต่พ่อผมบอกว่า ไม่ใช่ของเล่นนะลูก มันเอาไว้ทำงาน แล้วพ่อผมก็ยังมีเพื่อนๆ มาคุยกันบนหน้าจอเป็นสิบคนเลยนะฮะ ผมก็คิดเลยว่าโตขึ้น ผมอยากจะทำงานอย่างพ่อนี่แหละ 

เวลาพ่อว่างพ่อก็จะมาแวะเล่นกับผม พ่อบอกว่าเล่นกับผมคือการพักผ่อนของพ่อ จริงฮะ เพราะเล่นกับพ่อก็คือการพักผ่อนของผมเหมือนกัน แต่แม่บอกว่าเล่นกับผมคือการทำงานของแม่ ผมไม่เข้าใจเลยฮะ เล่นกับผมเนี่ยสนุกจะตาย ทั้งเล่นต่อสู้ ซูโม่ ยูโด มวยปล้ำ เตะบอล แม่น่าจะสนุก 

แม่จะมีปัญหาทุกวันมาถามผมว่า วันนี้จะกินอะไร แม่บอกว่ามันคือเรื่องที่ยากที่สุดของแม่ในวันหนึ่งแล้วฮะ พอแม่ถาม บางทีผมไม่อยากกินข้าว ผมอยากกินขนม ผมก็บอกว่ากินช็อกโกแลตนะ แม่ก็จะบ่นงึมงำๆ แล้วเดินจากผมไป

หลังจากผมต้องอยู่บ้านเพราะโรงเรียนปิดไปเกือบ 2 เดือน วันหนึ่งแม่ก็มาบอกผมว่า ผมจะได้ไปโรงเรียนแล้ว แต่ไปแค่วันละแป๊บเดียว แล้วแบ่งเป็นไปช่วงเช้าหรือไปช่วงบ่าย ผมจะได้เรียนในห้องเรียนกับเพื่อน แต่เพื่อนผมจะมาแค่ครึ่งเดียว ผมฟังแล้วก็งงนะฮะ ครึ่งวัน ครึ่งห้อง ครึ่งเดียว แต่ไม่เป็นไรจะครึ่งจะครบจะขาด แค่ผมได้เริ่มไปโรงเรียนผมก็ดีใจแล้วฮะ 

แต่ก็มีคำสั่งจากคุณครูใหญ่ว่า ทุกคนจะต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน พอถึงโรงเรียนต้องล้างมือ และสำคัญมากๆ คือ ทุกวันตอนเช้าผมต้องวัดไข้และบันทึกลงสมุดแล้วเอาไปให้คุณครูตอนเข้าห้อง ถ้าผมมีอุณหภูมิมากกว่า 37 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิปกติของผมอยู่ที่ประมาณ 36.5 องศาเซลเซียสนะฮะ) หรือถ้ามีคนในครอบครัวมีไข้เกิน 37 องศา หรือมีอาการเจ็บป่วยไม่สบายเหมือนจะมีการติดไวรัส ผมจะต้องหยุดโรงเรียน คุณครูบอกว่ามันคือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ถ้าเราสงสัยว่าจะมีอาการ ก็ไม่ควรออกไปแพร่เชื้อ 

ผมไปเรียนแบบครึ่งๆ อยู่อาทิตย์หนึ่ง จากนั้นผมก็ได้ไปเรียนแบบเกือบปกติ เรียนเต็มวันเพื่อนเต็มห้อง วันแรกๆ ที่ผมได้ไปโรงเรียนทั้งวัน ได้เจอเพื่อนครบทั้งห้อง มันสนุกมากเลยฮะ พวกเราทั้งกระโดดโลดเต้น ตะโกนคุยกันเสียงดัง จนหน้ากากอนามัยหลุดมากองอยู่ที่คาง แล้วก็มีเสียงคุณครูประกาศออกมาทางลำโพงว่า เนื่องด้วยภาวะโคโรน่าไวรัส ขอให้นักเรียนทุกคนพูดคุยกันด้วยเสียงเบาๆ อย่าตะโกน เพราะการตะโกนทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้ ขอให้นักเรียนมีความสุขกับการมาโรงเรียน จบประกาศ 

 ในช่วงแรกๆ ที่ห้องเรียนของผมต้องพูดคุยเบาๆ แล้วก็ไม่วิ่งเล่นให้เราเหนื่อย และต้องหายใจแรงๆ ทางโรงเรียนเข้มงวดกับการรักษากฎต่างๆ มากๆ เลยฮะ ครูใหญ่คงไม่อยากให้เกิดมีปัญหาอะไรในโรงเรียนที่อาจทำให้พวกเราต้องหยุดเรียนอีก น่าจะเป็นโชคดีที่เมืองของผมมีจำนวนคนติดเชื้อแค่นิดหน่อย บางอาทิตย์ก็ไม่มีเลย เย่ 

ชีวิตของผมเกือบจะเป็นปกตินะฮะ ผมมีหน้ากากอนามัยเป็นอาวุธคู่กายของผม ขาดไม่ได้เลย ผมได้ไปโรงเรียนทุกวัน หลังๆ ก็ได้ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ สวนสาธารณะก็เปิด ไปห้องสมุดสาธารณะของเมืองได้ ไปกินข้าวนอกบ้านก็ได้ ไปว่ายน้ำได้ แต่แม่เข้าไปนั่งรอไม่ได้ พวกกิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนเยอะๆ ยังทำไม่ได้ แต่แค่นี้มันก็ดีพอแล้วฮะ

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

ผมได้เรียนแบบเกือบจะปกติไปจนใกล้จะจบ ป.1 แล้วครับ วันหนึ่งคุณครูก็บอกพวกผมว่า โรงเรียนจะให้แท็บเล็ตเด็กๆ คนละ 1 เครื่อง ไม่อยากจะเชื่อเลยฮะ ผมขอแม่มาตั้งหลายที แต่แม่ไม่ซื้อให้ นี่โรงเรียนจะให้ผมจริงๆ เหรอฮะ ผมกลับไปบอกแม่เรื่องนี้ แม่บอกว่า ใช่ มีจดหมายมาบอกจากโรงเรียนแล้ว ทางอำเภอจะให้แท็บเล็ตกับเด็กทุกคนในอำเภอ 

แม่บอกว่าเพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์โควิดจะมีต่อไปถึงเมื่อไร หนักหนาขนาดไหน อาจจะต้องปิดโรงเรียนอีก ถ้าไม่ได้ไปโรงเรียน นักเรียนก็ต้องเรียนออนไลน์ ทำการบ้านส่งคุณครูทางแท็บเล็ต ทางอำเภอเลยต้องเตรียมการล่วงหน้า เพราะไม่ใช่เด็กๆ ทุกบ้านจะมีความพร้อมในการเรียนออนไลน์ ใช่ฮะ บ้านผมมีแท็บเล็ต แต่พ่อเอาไว้ใช้ทำงาน ถ้าผมต้องใช้แท็บเล็ตตอนที่พ่อผมต้องทำงานพอดี มันคงจะยุ่งมากเลย บ้านเพื่อนผมหลายคนก็ไม่มี นายอำเภอนี่รู้ใจพวกผมดีจัง 

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

แล้วผมก็ได้แท็บเล็ตมาครอบครอง ที่โรงเรียนมีชั่วโมงสอนการใช้แท็บเล็ต แล้วก็มีคำสัญญาในการใช้ เช่น เราจะไม่เอาไปเล่นเกม (คุณครูรู้ได้ยังไง) ไม่ใช้แท็บเล็ตนอกเหนือไปจากสิ่งที่คุณครูสอน เราจะดูแลรักษาแท็บเล็ตของเราเป็นอย่างดี เพราะเราต้องใช้มันไปถึง ป.6 แน่นอนฮะ ผมจะทำตามสัญญา ในแต่ละสัปดาห์ วันศุกร์ผมจะได้เอาแท็บเล็ตกลับบ้านมาทำการบ้านในนั้น แล้วก็เอาไปส่งคุณครูในวันจันทร์ เป็นการทำตัวให้ชินถ้าต้องมีการเรียนแบบใหม่

อีกอาทิตย์หนึ่งผมก็จะจบ ป.1 ปิดเทอมใหญ่แล้วก็จะขึ้นชั้นไปอยู่ ป.2 ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า สถานการณ์ต่อไปจะเป็นยังไง ตอนนี้เจ้าเชื้อโควิดมันยังอยู่กับเรา ถึงมันจะมาแบบลงๆ ขึ้นๆ แต่ผมก็ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัว รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ไว้เจอกันใหม่นะฮะ บ๊ายบาย

Writer & Photographer

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ต่างมีโรงเรียนเฉพาะทางที่มุ่งสร้างนักค้นคว้าวิจัยเพื่อเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง อาทิ The Bronx High School of Science ในสหรัฐอเมริกา หรือ Korea Science Academy of KAIST (KSA) และ Gyeonggi Science High School for the Gifted (GSHS) ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วในประเทศไทยของเราล่ะ มีโรงเรียนในลักษณะคล้ายกันนี้บ้างไหม

ความจริงแล้วบ้านเรามีสถานศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่หลายแห่ง แต่ที่เราจะพามาทำความรู้จักในวันนี้ ต่างออกไปจากที่เคยมีมา

ทั้งความสามารถของนักเรียนและครูที่ตระเวนคว้ารางวัลระดับประเทศและระดับโลก การสนับสนุนทุนการศึกษาแบบเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บ่มเพาะด้วยหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ อย่างเข้มข้น เพื่อให้นักเรียนพร้อมเป็นนักวิจัยตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสุดไฮเทคต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียน โดยไม่ต่างจากที่มีในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (Kamnoetvidya Science Academy (KVIS)) เป็นส่วนหนึ่งของ วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเน้นคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ รวมถึงผลิตนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยเฉพาะ

The Cloud ได้นัดหมาย คุณกุลพิมพ์พร กิตติธรรมโน เจ้าหน้าที่งานสื่อสารองค์กรของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ ดร.สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ คุณครูสอนวิชาเคมีที่เพิ่งได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 มาหมาดๆ ซึ่งทั้งคู่จะพาผู้อ่านไปไขข้อสงสัยทุกเรื่องทั้งในและนอกห้องเรียนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์แห่งนี้กัน

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

ก่อนกำเนิดวิทย์

นอกเหนือจากภารกิจด้านความยั่งยืนทางพลังงานแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญเรื่องการสร้างคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยมองเห็นปัญหาที่อยู่คู่กันแต่ไหนแต่ไรมา คือความจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรด้านต่างๆ จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคคลที่มีความสามารถจากภายนอก 

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งปัญหาที่คุ้นชินในบ้านเรา คืออยู่ในภาวะติดกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายปี ทำให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ สาเหตุหนึ่งคือเรายังเคยชินอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต จนไม่อาจสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากโจทย์ใหญ่ข้างต้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) โรงเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (STEM) จึงเกิดขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้มาพร้อมหน้าที่ที่สำคัญ คือการสร้างนักเรียนที่มีศักยภาพสูงให้กับประเทศ โดยหวังว่าเมื่อจบออกไปจากรั้วกำเนิดวิทย์ นักเรียนจะสามารถต่อยอดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในกลุ่มวิชา STEM เตรียมพร้อมสำหรับประกอบอาชีพเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรม เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศต่อไปในวันข้างหน้า

ในเมื่อเราสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ วันข้างหน้าเราก็จะลดการพึ่งพาต่างชาติไปโดยปริยาย

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

1 : 6 

ตั้งแต่กดปุ่มสตาร์ททำการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2558 มีนักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนกำเนิดวิทย์ในแต่ละปีหลายพันคน แม้จะเป็นโรงเรียนที่เน้นหนักด้านวิทย์-คณิต แต่วิธีการคัดเลือกใช่ว่าจะทดสอบแค่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ยังควบคู่ไปกับการพิจารณาพอร์ตโฟลิโอ เพื่อดูทั้งกิจกรรมในและนอกห้องเรียน ความคิดริเริ่ม การเป็นผู้นำ และการมีจิตสาธารณะของเด็กๆ ด้วย เพื่อให้ได้สมาชิกที่เก่งและมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี

จากตัวเลขนับพัน สุดท้ายแล้วจะมีนักเรียนใหม่ผู้มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการคัดเลือกในปีการศึกษานั้นๆ เพียง 72 คน แบ่งออกเป็น 4 ห้องเรียนต่อชั้นปี หรือเท่ากับว่าในแต่ละห้องเรียนมีแค่ 18 คนเท่านั้น

คุณกุลพิมพ์พรอธิบายที่มาของตัวเลขนี้ว่า เป็นความคิดของผู้บริหารตั้งแต่ก่อตั้ง ซึ่งต้องการออกแบบห้องเรียนให้มีขนาดเล็กลง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการศึกษาแบบเดิม เพื่อให้การพัฒนาผู้เรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ใกล้ชิด และมีประสิทธิผลมากที่สุด

เมื่อมาผสานเข้ากับวิธีการสอนแบบทีม ในชั้นเรียนจะมีคุณครูช่วยกันดูแลถึง 3 คน หรือเทียบเป็นอัตราส่วนผู้สอน 1 คนต่อนักเรียน 6 คน บรรยากาศในห้องเรียนเลยเกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว จำนวนเท่านี้จึงสำคัญมาก หากนักเรียนสงสัยระหว่างการทดลองในแล็บปฏิบัติการ ก็ขอคำแนะนำได้จากคุณครูได้โดยตรง ในจุดนี้ทุกคนจึงเข้าถึงการฝึกทักษะได้เต็มที่ ไม่มีอุปสรรคด้านจำนวนคนมาขวางกั้นการเรียนรู้

“นโยบายของโรงเรียนอยากให้เป็นหลักสูตรแบบวัดตัวตัด เพื่อเสิร์ฟสิ่งที่นักเรียนสนใจได้เต็มที่ เลขสิบแปดนี้ทางผู้ก่อตั้งโรงเรียนเชื่อว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรนี้อย่างแท้จริง มากกว่านี้ก็อาจจะไม่สามารถเสิร์ฟให้กับนักเรียนได้ทุกคน” คุณครูสุรนันท์ช่วยเสริม

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

วัดตัวตัด

ความโดดเด่นไม่มีใครเหมือนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือระบบการศึกษาแบบ ‘วัดตัวตัด’ ซึ่งเป็นไอเดียของผู้ก่อตั้งที่เห็นว่า การเรียนการสอนที่นักเรียนเลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมตามความสนใจ จะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ดียิ่งขึ้น ส่วนโรงเรียนจะทำหน้าที่สนับสนุนและเติมเต็มด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ทรัพยากร หรือว่าด้านบุคลากรที่เป็นคณะครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้นักเรียนเดินตามทางที่ต้องการในอนาคต

ได้ยินว่าวัดตัวตัด อาจพาคิดไปว่านักเรียนคงออกมาตามแต่ใจผู้สอนที่เป็นเหมือนคนตัด แต่ผิดคาด คุณครูสุรนันท์อธิบายถึงการสอนแบบวัดตัดตัวนี้ว่า “ครูเป็นส่วนหนึ่ง นักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ครูตัดแล้วนักเรียนออกมาตามแบบที่ครูอยากให้เป็น แต่นักเรียนก็เลือกที่จะออกมาในรูปแบบของตัวเองด้วย เหมือนเขาเป็นคนร่วมออกแบบ ขณะที่โรงเรียนก็ช่วยให้การตัดนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น”

ทั้งนี้ภาพรวมยังคงยึดหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งวิชาวิทย์และศิลป์เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือโรงเรียนกำเนิดวิทย์เพิ่มความเข้มข้นของวิชาเรียน ด้วยการนำจุดเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วย

กลุ่มวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จึงแยกออกมาเป็นระดับปกติ (Basic) ที่สอนเนื้อหาในขั้นพื้นฐาน และหากนักเรียนใคร่เรียนรู้ให้ลุ่มลึกขึ้น ก็สามารถลงเรียนระดับเข้มข้น (Advance) ซึ่งมีเนื้อหาในระดับเดียวกับหลักสูตร AP (Advanced Placement) ของสหรัฐอเมริกา และ A-Level ของประเทศอังกฤษ เป็นหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา แต่มีความเข้มข้นเทียบเท่าระดับมหาวิทยาลัย ช่วยให้พัฒนาความรู้ความสามารถได้เต็มที่ มีความถนัดเฉพาะด้าน และวัดตัวตัดออกมาได้อย่างพอดีตัวสมใจนักเรียน

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

วิชา (อนาคต) ที่เลือกเอง

รายวิชาให้เลือกเรียนเพิ่มเติมได้เองตามความสนใจของผู้เรียน เน้นออกแบบมาเพื่อให้เหล่าว่าที่นักวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น วิชา ‘Upgrading Thailand’ ต่อยอดงานวิจัยของเด็กๆ ที่สร้างขึ้นมา ด้วยการให้ทำ Business Model รวมถึงเปิดโอกาสให้พูดคุยและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จในสตาร์ทอัพด้านต่างๆ หรือความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นการปูเนื้อหาในด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ซึ่งจำเป็นอย่างมากยามที่พวกเขาสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

กลุ่มวิชาเลือกฝั่งภาษาไทยมีวิชาน่าสนุกอย่าง ‘Science Fiction’ สอนการแต่งนิยายวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศึกษาก็มีวิชาที่เราเชื่อว่าไม่มีสอนที่ไหนอย่าง ‘Game of Thrones and Social Studies’ นำเอาเนื้อเรื่องในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการสอนวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์

นอกจากโรงเรียนจะทำการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้ว ขณะเดียวกัน ภาษาที่ 3 ก็เป็นอีกสิ่งที่โรงเรียนเน้นไม่น้อย โดยคุณครูมองว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่ดี ไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการถ่ายทอดและสื่อสารไปยังบุคคลอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นภาษาจึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีให้เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมด้านภาษาต่างประเทศกันอย่างจุใจ ทั้งภาษาฝั่งตะวันตกอย่างสเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย และภาษาเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงภาษาที่ใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่อาจจะมีร่วมกันในอนาคต

แม้ว่าวิชาเพิ่มเติมน่าเรียนทั้งหลายจะไม่ได้เปิดทั้งหมดในแต่ละเทอม ทว่าหากนักเรียนอยากเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็สามารถติดต่อขอให้คุณครูช่วยเปิดสอนให้ได้

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

บ่มเพาะนักวิจัย

เพราะความตั้งใจให้เป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนเพื่อก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต Research Skill หรือทักษะด้านการค้นคว้าวิจัยจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

เมื่อเข้ามาเป็นเด็กกำเนิดวิทย์แล้ว ทุกคนจะได้เรียนรู้ด้านการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทั้งกระบวนการคิดและการค้นคว้าแบบนักวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ แน่นอนว่าต้องเตรียมทำโครงงานวิจัยก่อนจบหลักสูตรอย่างน้อย 1 ชิ้น โดยมีคุณครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรับปรุงแก้ไขหัวข้อที่นักเรียนสนใจ รวมทั้งช่วยวางแผนให้ในการทำงานทดลอง

โรงเรียนเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือทันสมัยที่ใช้ในการทำงานวิจัยอย่างครบครัน ทัดเทียมไม่แพ้มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถ้าบางเครื่องมือไม่มีในโรงเรียน นักเรียนสามารถไปใช้ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่อยู่ใกล้กัน หรือขอใช้กับทางสถาบันวิจัยระดับประเทศอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนกำเนิดวิทย์มีความร่วมมือด้วย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฯลฯ

ด้วยความสามารถของนักเรียน คำแนะนำจากคุณครูผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือสุดล้ำที่เพียบพร้อมในโรงเรียน นี่คือตัวอย่างผลงานวิจัยระดับชั้นมัธยมปลายของนักเรียนกำเนิดวิทย์

งานวิจัย ‘ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซ็นเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก’ ซึ่งเป็น Test Kit สำหรับตรวจวัดโลหะหนักในน้ำ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Junior Water Prize ของประเทศไทย เมื่อ ค.ศ. 2018 และยังได้เป็นตัวแทนไปแข่ง Stokholm Junior Water Prize ที่ประเทศสวีเดน 

ล่าสุดเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Regeneron ISEF 2021 จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา นักเรียนจากกำเนิดวิทย์ได้พาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยทำนายการทำงานของยารักษาโรคมะเร็ง ได้รางวัลที่ 1 ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คือโครงงานการพัฒนาเซ็นเซอร์บนกระดาษตรวจที่ใช้ตรวจวัดโลหะหนัก ก็ได้รางวัลที่ 2 ในสาขาเคมี

มีอีกหลายผลงานของนักเรียนกำเนิดวิทย์ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติไม่ต่างจากนักวิจัยอาชีพ และยังมีอีกหลายชิ้นที่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การศึกษานอกห้องเรียน

ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนเน้นด้านวิชาการ แต่การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่ภายในห้องเท่านั้น โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการศึกษานอกห้องเรียนพอๆ กัน ผ่านการสร้างเสริมประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในสถานที่จริง

ในทุกเทอม โรงเรียนจะพานักเรียนไปทัศนศึกษายังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในกลุ่ม STEM ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเยี่ยมชมกลุ่มวิจัยระดับชาติ แล็บวิจัยตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รวมถึงพื้นที่พัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ และโรงงานต่างๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น สวนสตรอว์เบอรี่ที่ปลูกด้วยความเย็นจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติมาคุมอุณหภูมิในโรงเรือน ฯลฯ

อีกทั้งในช่วงปิดเทอม ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยากทำงานในห้องวิจัย ลองเข้าไปชิมลางฝึกงานเป็นผู้ช่วยวิจัยร่วมกับนักวิจัยอาชีพในสถาบันวิทยสิริเมธีได้ หรือบางปิดเทอมก็มีการส่งนักเรียนไปแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม และแลกเปลี่ยนด้านงานวิจัย 

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ โรงเรียนจึงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านต่างๆ ในรูปแบบของชมรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้นักเรียนพัฒนาความรู้อย่างรอบด้าน

 “นอกห้องเรียนก็ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนซะทีเดียว แต่เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนาทักษะอื่นๆ ซึ่งโรงเรียนดูแล้ว คิดว่าทักษะเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือความคิดความอ่านนอกเหนือจากเชิงวิชาการ ไปจนถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ให้กับตัวนักเรียนเองด้วย” คุณกุลพิมพ์พรอธิบายเพิ่ม

คุณครูสุรนันท์ช่วยสรุปภาพรวมเกี่ยวกับกิจกรรมหลังเลิกเรียนให้ฟังว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่โยคะ กอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง แบดมินตัน ไปจนถึงชุมนุมส่งเสริมความสนใจด้านอื่นๆ เช่น ทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งแนวผจญภัยอย่างพายเรือ เดินป่า แคมปิ้ง ถ้าหากนักเรียนมีกิจกรรมในใจนอกเหนือจากที่จัดไว้ บางครั้งมาเสนอขอให้คุณครูรับหน้าที่ดูแลก็มี

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ครูกำเนิดวิทย์

อีกหนึ่งความน่าสนใจของโรงเรียนที่คุณครูเล่าให้เราฟังคือ “โรงเรียนกำเนิดวิทย์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เปิดกว้างให้นักเรียนตามความสนใจ แต่เปิดกว้างให้ครูด้วย เราอาจต้องอิงกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ออกนอกกรอบได้ตามที่เราสนใจ”

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จประกอบจากปัจจัยหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ดังนั้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์จึงมุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณครูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรงทางสายการศึกษา และการสนับสนุนให้คุณครูไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังโรงเรียนในต่างประเทศ เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด รวมถึงพร้อมเปิดโอกาสให้นำเสนอวิชาใหม่ๆ ที่คุณครูมองว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียน

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 รางวัลเชิดชูเกียรติคุณครูที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ จากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของคุณครูสุรนันท์ คู่สนทนาเราในวันนี้ คือประจักษ์ผลลัพธ์ของการทำงานที่ใส่ใจ และให้ความสำคัญทุกส่วนประกอบของโรงเรียนกำเนิดวิทย์

เป้าหมายใหม่เพื่อทุกคน

ภารกิจการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยของชาติยังไม่หยุดเท่านี้ เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือการทำเกณฑ์มาตรฐานร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็น Best Practice แล้วนำมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ทัดเทียมกับสถาบันระดับโลก รวมถึงวางแนวคิดการจัดการเพื่อพัฒนาแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แม้จะก่อตั้งมาได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ความสำเร็จและคุณภาพของนักเรียนที่จบออกไปศึกษาต่อยังสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในและนอกประเทศ เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังเริ่มงอกออกผล

“เราค่อนข้างได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วบ่มเพาะให้เขาพร้อมต่อการเป็นนักวิจัย และเมื่อเขาได้ออกสู่โลกกว้าง นักเรียนส่วนใหญ่ก็ไปเรียนในสถาบันระดับโลก ก็เชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่า จะต้องมีส่วนหนึ่งที่กลับมาเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้ามากขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เขาเชี่ยวชาญ” 

แม้ในแต่ละปีจะมีนักเรียนมากความสามารถที่จบไปจำนวนไม่มากนัก ชวนตั้งข้อสงสัยว่าเมล็ดพันธุ์เพียงเท่านี้จะพอไหม สำหรับความต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ในมุมนี้คุณครูสุรนันท์มีความเชื่อว่า “ถึงนักเรียนเหล่านี้จะไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่ว่าคนที่มีศักยภาพ เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะส่งผลมาก ถึงนักเรียนกำเนิดวิทย์จะมีจำนวนน้อย แต่เขามีศักยภาพสูง ในการทำอะไรก็น่าจะส่งผลได้มาก”

และแม้จะยังไม่มีคำตอบว่า ในอนาคตผลผลิตจากกำเนิดวิทย์จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากน้อยเท่าใด แต่นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญ ที่ชวนให้เราเริ่มเห็นแสงสว่างตรงปลายทาง

“หวังว่าจุดเล็กๆ จุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้ประเทศพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนไปในอนาคต” คุณครูเจ้าของรางวัลประจำปีนี้ทิ้งท้าย

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ภาพ : โรงเรียนกำเนิดวิทย์

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load