อย่างมุกคำผวนเล่นได้มั้ย (สบาย)

ชายเหมี่ยง (เชียงใหม่) ชายเรียง (เชียงราย) ชายสี่ (หมี่เกี๊ยว) ตึ่กโป๊ะ! 

ลองอีกรอบ

สวัสดี (สวีดัด) วันนี้ (วีนั้น) พับกบ (แฮ่ อันนั้นของผม) ตึ่กโป๊ะ!

สวัสดี ท่านผู้ชมที่อ่านบทความอยู่ที่บ้านก็ดี ที่โรงแรมก็ดี หรือบนรถทัวร์ก็ดี คณะคลาวด์จะยิ้ม มีตลกดาวพุ่งรุ่งแรง เอ้ย ดาวรุ่งรุ่งแพง เอ้ย ดาวรุ่งพุ่งแรง เอ้ย ถูกแล้ว! (ขออภัยหากตลกจนคุณยิ้มหวาน) มาแนะนำให้รู้จัก 

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

พร้อมกันหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วไปพบกับตลกชอบเป่าแคน เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ 

หนุ่มสิงห์บุรีคนนี้ไต่บันไดความฝันขั้นแล้วขั้นเล่า ตั้งแต่เป็นเด็กชายที่นอนดูวีซีดีตลกคาเฟ่ ยอมตาตื่นเป็นนกฮูกนั่งดูรายการ ชิงร้อยชิงล้าน รายการบันเทิงที่เขายกให้เป็นหนึ่งในดวงใจ ไหนจะฉายาตลกประจำห้องที่ขยับขยายเป็นตลกประจำโรงเรียนเพียง 2 – 3 ขวบปี ไม่นับรวมกิจกรรมระดับมหาวิทยาลัยที่เขาทุ่มสุดตัว เทหมดหน้าตัก

จนวัน-เวลาหมุนเวียน เจแปน เด็กที่มีความฝันเล็กจิ๋วอย่างการเป็นคนนั่งปรบมือในสตูดิโอ ชิงร้อยฯ เขายังคงเดิน เดินตามหมุดหมายสีแดงของชีวิตที่ปักไว้กลางหัวใจ ‘ตลก’ เส้นทางสายนี้ของเจแปนถูกจักรวาลเหวี่ยงโอกาสเข้ามาอย่างจัง ถ้าเป็นมุกตลก จังหวะนี้คนดูอย่างเราคงตบเข่าฉาดพร้อมหัวเราะลั่น (ด้วยความยินดี) ให้กับเขา

จักรวาลแห่งโอกาสพาเจแปนมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นดาวตลกน้องใหม่แห่งอาณาจักรเวิร์คพอยท์ ที่เปิดฉากความฮาด้วยการตบมุกกับแก๊งสามช่า ดาวตลกรุ่นใหญ่จากรายการ ชิงร้อยชิงล้าน ส่งมุกต่ออย่างไม่หยุดพักกับการแสดงมากบทบาทที่เรียกเสียงฮาไม่หยุดหย่อนจากรายการ หกฉากครับจารย์ ซิตคอมอารมณ์ดีช่องหมายเลข 23

นั่นเป็นเพียงงานเบื้องหน้า หนุ่มคนนี้ยังฉายแววเป็นคนสายงานเบื้องหลังอย่างนักพากย์ เจ้าของโปรดักชันเฮาส์ที่ผลิตงานออนไลน์อย่างซีรีส์และโฆษณา ทำยูทูเบอร์นาม Buffet Channel และ iPAN CHANNEL

เมื่อความฝัน เวลาและโอกาส หมุนบรรจบครบรอบ คงถึงเวลาแล้วที่ ‘ดาวตลก’ ดวงนี้จะฉายแววเปล่งแสงระยิบระยับทั่วท้องฟ้าประเทศไทย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เชิญผู้ชมเสพเสียงหัวเราะจนหัวไหล่สั่นได้ ณ บัดนี้

คณะคลาวด์จะยิ้ม รับประกันความประทับใจ

จากยูทูเบอร์กลายมาเป็นนักแสดงในเวิร์คพอยท์ได้ยังไง

ตอนนั้นเราถูกเชิญมา ซูเปอร์หม่ำ กับแก๊งเพื่อน ทีมงานไม่ให้เจอพี่หม่ำ (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) ไม่มีการเตี๊ยม มาถึงก็เข้ารายการ เราเป็นคนที่ดูพี่หม่ำอยู่แล้ว เรารู้ว่าจังหวะแบบนี้ต้องเล่นกับแก ต้องเล่น ห้ามกลัว จะสะมะกึกสะมะกักไม่ได้ เราดันกล้าเล่น

ที่นี้พี่โอ๋ พี่แก้ว แล้วก็ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้บริหารเขาลงมาดูสตูฯ เหมือนเขาพยายามหาเด็กเจนใหม่มาเล่นกับแก ผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เขาติดต่อให้เราลองมาเล่น ชิงร้อยชิงล้าน

หลังจากวางสายรู้สึกยังไง

ตื่นเต้น ขนลุกไปหมด เรารู้สึกว่ามันเป็นโอกาสของเราแล้ว สิ่งที่เราทำมาไม่สูญเปล่า

ถ้าย้อนกลับไป ชิงร้อยชิงล้าน เป็นรายการตลกที่อยู่ในใจตั้งแต่เรียนประถม เราต้องเปิดช่องเจ็ด ยอมนอนดึก สี่ทุ่ม ห้าทุ่ม เพื่อจะนั่งดู มันอยู่ในความทรงจำและความเป็นตัวเราอยู่แล้ว ความฝันสูงสุดของเราคือการเป็นคนนั่งปรบมือในสตูดิโอหรือถูกแก๊งสามช่าดึงขึ้นไปเล่นละครบนเวที แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น คนละอย่างกันเลย 

แสดงว่าชอบดูตลกมาตั้งแต่เด็ก

สมัยประถมดูแต่วีซีดีตลกคาเฟ่ จี้เส้นคอนเสิร์ต เพราะลุงทำงานอยู่กรุงเทพฯ กลับบ้านทีเขาจะขนแผ่นซีดีเป็นกระตั้กกลับมาให้เรา เราเปิดดูทั้งวัน บางทีดูมายากลคณะชวนชื่น เขาทำยังไงวะ อยากลองทำบ้าง ก็กดหยุด แล้วหาผ้ามาทำมายากล อุปกรณ์ทุกอย่างเรายังเก็บไว้อยู่ 

ส่วนหนึ่งเราเป็นคนชอบแสดงออก เพราะครอบครัวเราเขาสนุกสนาน เล่นมุกกันตลอดเวลา เราเลยกลายเป็นคนแบบนี้ อย่างตอนเรียนมัธยม มีพื้นที่ให้เราได้เป็นพิธีกร ประมาณมอสอง เราได้ฉายาตลกประจำห้อง มอสาม เราเริ่มทำกิจกรรมของโรงเรียน เขาก็ให้ฉายาตลกประจำโรงเรียน

เจแปน หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์
เจแปน หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ใหญ่ขึ้น

ใช่ พอมอสี่ มอห้าเราทำทุกกิจกรรม จนมาเป็นคณะกรรมการนักเรียนเราก็ยังอยู่สายนันทนาการ ถือไมค์ตลอด เพลงเชียร์ร้องได้ทุกเพลง มหาลัยก็เหมือนกัน เป็นเด็กสแตนด์ แต่งหน้าแต่งตา พอเพลงเชียร์เพลงแรกขึ้น

แรด เริ่ด เชิ่ด พร้อม (พร้อม) สาม สี่, เราเต็มที่กับทุกอย่าง

จำวันแรกที่ขึ้นเวที ชิงร้อยชิงล้าน ได้มั้ย

ตอนนั้นเราเข้าไปเล่นด้วยความสนุกสนาน เล่นเต็มที่ของเรา ผิดบ้าง ถูกบ้าง ถ้าใครดูแก๊งสามช่าเล่นจะรู้ว่ามันไม่มีกรอบ เล่นอะไรก็ได้ ตอนแรกพยายามตามเขาก่อน ตอนหลังก็ปรับตัว ผู้ใหญ่เขาก็มาเล่าให้ฟังว่าสโคปของรายการคืออะไร รายการนี้ทำมาเพื่ออะไร ให้เราเข้าใจบริบทของรายการมากขึ้น ไม่ใช่แค่เล่น แต่ต้องรู้ว่าเล่นเพื่ออะไร

ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องกลับไปดูคลิป ชิงร้อยฯ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ดูวิวัฒนาการของเรื่องราว ดูจังหวะ ดูแก๊ก ดูวิธีการเล่น พอเรากลับไปทำการบ้านแบบนั้นเหมือนเรากำลังกำหนดตัวเอง จังหวะแบบนี้จะยังไงดี เขาเว้นช่องให้ เราต้องตอบอะไร กลายเป็นเราคิดตลอดเวลา กดดันตัวเองว่าจะฮามั้ย ถ้าเป็นเด็กใหม่มาคือตาย การตายบนเวทีหน้าจะชา เราต้องดึงสติและพยายามฟัง เมื่อมีช่องว่างเราต้องแทนที่ทันที ยาก ยากมาก

แล้วเอาตัวรอดจากมุกสดยังไง

เรามีภูมิคุ้มกันเรื่องการอิมโพรไวซ์อยู่แล้ว เราพูดต่อหน้าคนหลายร้อยคนได้ เราแค่ต้องมองดูสถานการณ์ ณ ตอนนั้นว่าเราเล่นอะไรกับเขาได้บ้าง ในหัวต้องเป็นเครื่องจักรกลเลยอะ ตอนอยู่บนเวทีเขาพูดเรื่องอะไรกันอยู่ เราเตรียมในหัวทันมั้ย ถ้าถึงตาเราจะเล่นยังไง เราต้องคิด อย่าหยุด พี่แก๊งสามช่าเคยบอกเราว่าอย่าฝ่อ ใจอย่าฝ่อ เขาเบรกมุก เขาขัดมุก สู้ ต้องสู้ให้ได้ มันเลยทำให้เรารอดจากตรงนั้นมาได้

ตลอด 3 ปีมีวิชาเอาตัวรอดที่ได้จาก ชิงร้อยฯ อีกมั้ย

อีกสิ่งหนึ่งที่เขาบอกคือทำอะไรก็แล้วแต่ อย่ามุ่ง มุ่งในที่นี้หมายถึงว่า ถ้าหาช่องที่จะเล่นมุกที่เราเตรียมมา แล้วมันเล่นไม่ได้ เราต้องรอ อย่าพยายามยัดเยียดมุกที่คิดขึ้นมาให้หัว เคล็ดลับของ ชิงร้อยฯ คือต้องฟังบริบทตอนนั้น 

สมมติยืนกันสี่คน เขากำลังเล่นเรื่อง แม่นาคพระโขนง เราได้บทเป็นไอ้จ่อย เพื่อนของไอ้มาก เราก็ทำการบ้านเลย ถ้าเป็นเรื่องแม่นาคต้องมีมุกเกี่ยวกับมะนงมะนาว คำพงคำผวน แต่ตอนนั้นเขากำลังเล่นมุกไอ้แดงกัน ไอ้แดงมันเด็กมาก มันน่ารัก สายสะดือมันยาวพันคอตัวเอง เราก็ต้องมีมุกเกี่ยวกับไอ้แดงเข้าไป จะไปฉีกเรื่องมะนาวมันคงไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นเขาจะเรียกมุ่ง มุ่งที่จะเล่น เราต้องตามเขาก่อน ชิงร้อยฯ สอนให้เราเล่นกันเป็นทีม 

ถ้าแต่ละคนมีมุกของตัวเอง แล้วเอามุกมาใส่ๆ แล้วคนดูดูอะไร มันไม่มีจุดมุ่งหมายสำหรับคนดู เราเลยต้องตาม ต้องดูจังหวะ พอเขาโยนเสร็จเราค่อยงัดของออกมา มันยากตรงนี้แหละว่าเราจะงัดอะไรออกมา เราต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอด เช่น เขาถามว่าเอ็งชื่ออะไรวะ-ข้าชื่อไอ้เขียว เขียวอะไรวะ-แหนะ เขาจะถามอีกว่าเขียวอะไร เราก็ต้องคิดเผื่อ

ประสบการณ์ที่ได้จาก ชิงร้อยฯ คือไหวพริบ เพราะมุกมันพลิกได้ตลอดเวลา สิ่งนั้นทำให้เราแข็งแกร่ง

จาก ชิงร้อยชิงล้าน มา หกฉากครับจารย์ ได้ยังไง

การเล่น ชิงร้อยชิงล้าน เป็นการไปเอาของ ไปเอาวิชาจากรุ่นเดอะ พอเวลาประจวบเหมาะก็มีรายการ หกฉากครับจารย์ เป็นเหมือนแฟรนไชส์ของ ตลกหกฉาก ผู้ใหญ่ก็ดึงเราไปลองเล่นดูก่อน ช่วงนั้นยังไปๆ มาๆ ชิงร้อยฯ อยู่ แต่ ชิงร้อยฯ ต้องแย่งพื้นที่กันพอสมควร ส่วน ตลกหกฉาก มันเป็นพื้นที่สำหรับเราเลย บทเขียนมาเพื่อเรา ปูมาเพื่อเรา พอลองเสร็จมันเขาทาง เขาก็ดัน เราก็เล่น หกฉากครับจารย์ เต็มตัว

ความแตกต่างของ ชิงร้อยชิงล้าน กับ หกฉากครับจารย์ คืออะไร

ชิงร้อยฯ มันเหมือนนิทาน พอเล่าเรื่องเสร็จก็จะจบด้วย วันนี้คนไทยเราก็ต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ หกฉากครับจารย์ มันมีกิมมิก แก๊กจะจบในตัว เช่น เหตุการณ์เกิดในร้านซักรีด แฟนใช้ให้เอาเสื้อไปตาก ผู้หญิงถามว่า มึงอยู่ไหนทำไมยังไม่กลับมา (ก็เธอให้ฉันเอาเสื้อไปตาก) แล้วมึงอยู่ไหน มันก็ไม่น่านานนะ (ก็กำลังขึ้นรถ บขส. เอาเสื้อไปตาก)

เจแปน หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ถูกวางคาแรกเตอร์ให้พูดเหน่อด้วยใช่มั้ย

เขาไม่ได้วางคาแรกเตอร์เสียงเหน่อนะ ไม่มี อย่างฉากห้องเรียนพอเราอ่านบทก็คิดแล้วว่ามันมีตัวละครอะไรบ้าง โดม ตัวฝรั่ง, เก้า แม่งเท่ พระเอก, ก้อย น่ารัก มันมีหลายคาแรกเตอร์แล้วเราจะแสดงความยูนีกของเราออกมายังไง ซึ่งบทยังไม่มีตัวบ้านนอก แล้วเราเป็นเด็กสิงห์บุรี สมัยเรียนมัธยมที่สมุทรปราการเราพูดเหน่อนะ เราไม่รู้ตัวหรอก จนเพื่อนบอกมึงเหน่อมากเลย กูไม่เหน่อ (ทำเสียงเหน่อ) เราเลยเอาความเหน่อมาแทนตัวเรา แล้วจับคาแรกเตอร์ตรงนั้นมาใส่

จริต LGBTQ ก็ตีบทแตก

ที่เห็นติดกิ๊ฟ เราซื้อมาเอง ซื้อมาเพื่อให้ทีมคอสตูมได้ใช้ อย่างบทอีกัสต้องแรด ต้องสะดีดสะดิ้ง แอบพับกางเกงเอง คอสตูมไม่ได้ทำให้ พับให้กระเป๋าสีขาวมันโผล่ เพราะเราทำการบ้านมาว่าตุ๊ดเด็กต้องเป็นยังไง ตุ๊ดมหาลัยต้องเป็นยังไง จับคำ จับจริต มันเลยต้องมีอะไรสักอย่างคอยเสริมเพื่อให้เนื้อเรื่องมันกลมมากที่สุด คล้ายกับบทหนัง ถ้านักแสดงไม่อินกับคาแรกเตอร์ ก็เหมือนถูกจับมาวางในฉาก แต่ถ้าเราอินจนถึงเซลล์ ทุกคนก็จะอินตาม 

เราเคยอ่านคอมเมนต์มีคนบอกว่าเล่นเหมือนมาก เป็นหรือเปล่า มีคนแย้งว่าเขาไม่ได้เป็น เขามีแฟน สวยด้วย เราภูมิใจนะที่เล่นให้คนเชื่อได้ มันเป็นพอยต์สำคัญของเรา

ยิ่งเล่นเป็นแม่สิตางศุ์ยิ่งเหมือน

กระแสแม่สิตางศุ์กำลังมา แล้วเรากำลังอ่านบทเกี่ยวกับแมสเซนเจอร์ ขอเติมบทหน่อยดีกว่า ถ้าคนอื่นอ่านจะรู้สึกว่ามึงจะเอาแม่สิตางศุ์ไปใส่ตรงไหน แต่เราก็ใส่ เพราะบทแบบนี้รีเลตกับกระแสสังคม มันค่อนข้างสร้างสรรค์สำหรับเรานะ คนดูเองเขาก็เซอร์ไพรส์ว่าประโยคแบบนี้มึงก็ยังเอามาใส่ได้ น้องที่เล่นด้วยกันก็ฮากันจริงในฉาก

นอกจากแม่สิตางศุ์เลียนเสียงคนอื่นได้อีกมั้ย

พระพยอม

อ่าง เถิดเทิง

เคยแกะเสียงรายการ คนอวดผี ด้วย

เราคิดว่าถ้าวันหนึ่งเขาหาใครไม่ได้ ก็ต้องมาหาเราแหละ (หัวเราะ)

เท่าที่ฟัง หกฉากครับจารย์ ดูเป็นตัวตนของเจแปน

ด้วยความที่เราสนิทกับทีมงานบวกกับเราเป็นคนเบื้องหลัง เวลาเห็นอะไรเราก็จะคิด อ่านบทเสร็จก็แชร์กับเขาว่าเราคิดยังไง เพราะคนเขียนบทเขียนจากแก๊กของเขา แต่เราแชร์เพื่อให้มันเป็นตัวเรามากที่สุด ไม่ใช่ว่าเป็นนักแสดงก็แสดงอย่างเดียว เรามีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งถ่ายตั้งแต่เก้าโมงจนถึงตีสอง เราพักแค่สามฉาก เพราะทุกฉากครีเอทีฟบอกว่าดูแล้วเหมาะกับมึงหมดเลย มึงเล่นเหมือน มึงเล่นดี เขาก็ไว้ใจให้บทแบบนั้นกับเรา

ถ่ายทำถึงตีสอง ยังมีพลังเหลือเหรอ

เรามีพอยต์ในใจว่าทุกฉากจะต้องสนุกเหมือนกันหมด สิบก็คือสิบ เอเนอจี้ต้องสิบ จะไม่มีดร็อปเพราะคนดูสัมผัสได้ ถ้าเมื่อไหร่เราเล่นแล้วใจแม่งเหนื่อยมาก มันออกทางสีหน้าทันทีว่าเราขี้เกียจเล่น เราซีเรียสเรื่องนี้มาก ขนาดเขายังไม่นับห้า สี่ สาม สอง พวกแก๊งผู้หญิงจะบอกกับเราเสมอว่า แม่ นี่ขนาดซ้อมนะ ยังเล่นเต็มขนาดนี้ สำหรับเราไม่ได้ ต้องเต็ม จะได้รู้ลิมิตของตัวเองว่าเราเล่นได้ถึงไหน หนึ่งถึงสิบจะต้องสนุกเสมอ เพราะเราไม่รู้ว่าคนตัดต่อจะสลับยังไงบ้าง 

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์
เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ถ่ายที 30 40 ฉาก จะเล่นให้ตลกทุกฉากได้จริงเหรอ

เราต้องตลกให้ได้ ทำความเข้าใจก่อนว่าบางฉากไม่ได้เขียนบทมาเพื่อเราหรอก แต่เราต้องอยู่ฉากนั้น แต่ทำยังไงให้เรามีแอร์ไทม์และคนไม่ลืม ไม่ได้หมายถึงการพูดตัดบทหรือแย่งซีนนะ คนละอย่างกัน เราแค่ทำเนื้อเรื่องให้มันกลม 

สมมติเขาคุยกันอยู่สองคน เราแค่มีรีแอคกับเรื่องที่เขาคุย แค่นั้นก็ทำให้เรามีพื้นที่และมีตัวตน ไม่ใช่ว่าอยู่ในฉากแล้วนั่งเป็นเอ็กตร้าประกอบ คือทุกอย่างมันต้องไปด้วยกันเป็นแผง ทำเพื่อทีม ไม่ใช่ปล่อยให้เขาเล่นกันสองคนแล้วนั่งนิ่ง หรือบางทีเรามีจังหวะที่คิดอยู่ในหัว แล้วมันมีช่องที่จะเสริมเข้าไปได้ มันก็คลิก 

มีฉากหนึ่งใน หกฉากครับจารย์ เป็นสถานการณ์ที่ใส่ชุดลูกเสือมาผิดวัน ในเรื่องมันจบแค่พี่ลิง (สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์) เข้ามาแล้วร้องเพลงกับพี่นิกกี้ (ณฉัตร จันทพันธ์) แต่เราแอดเพิ่ม เพราะของมันอยู่ในตัว เพลงแบบนี้เราร้องได้ เราเลยพูดขึ้นมาว่า อาจารย์ครับ ผมก็ร้องได้ (ไหนเธอลองร้องซิ) เราก็ร้อง สักพักพี่ลิงบอกว่าไม่ได้ คนที่ร้องเพลงจะต้องเป็นลูกเสือเท่านั้น แต่ผมมีเพลงที่สองนะครับ (ไหนเธอลองร้องซิ) แบบนี้มันเลยสนุก เพราะเราได้สาดของใส่กัน 

ทำไมต้องเป็นเจแปนที่แสดงได้ทุกบทบาท

ปัจจุบันเราไม่สามารถแสดงเป็นผู้ชายตลอดเวลา เราไม่สามารถเล่นเป็นตลกหล่ออย่างเดียว ยุคนี้เป็นยุคของการแข่งขัน สักพักไอดอลมาละ อินฟลูเอนเซอร์มาละ คนดังมีเกลื่อนประเทศ แล้วทำยังไงเราถึงจะอยู่ได้ เราต้องมัลติฟังก์ชัน เราต้องทำได้หมดทุกอย่าง พิธีกรก็ได้ เล่นเป็นเพื่อนพระเอกก็ได้ บทฮา บทซีเรียส เราก็เล่นได้ 

มันเป็นทริกของเราเหมือนกันนะ สมมติเราเล่นบทบทหนึ่งได้ดี เขาจะขาดเราไม่ได้, เจแปนแม่งลาว่ะ ไม่ได้ ต้องให้เจแปนเล่น ใครจะมาแทนก็ไม่ได้ ถ้าเราทำให้ทีมงานรู้สึกว่าบทนี้ต้องเราเท่านั้น มันจะทำให้เราอยู่ได้ เราจะมีพื้นที่ มีโอกาส กลายเป็นว่าเขา Loyalty เรา นี่คือสิ่งสำคัญ แต่ถ้าบทพิมพ์มาแล้วครีเอทีฟบอกว่าใครเล่นก็ได้ เจแปนไม่อยู่ ไม่เป็นไร ถ้าแบบนั้นไม่ได้แล้ว เราเลยต้องเล่นให้เคี่ยว ให้เหนียวแน่นทุกบทบาทของการแสดง

เป็นคนที่เล่นตลกแล้วไม่อายภาพลักษณ์

ไม่กลัว เรามีความรู้สึกว่ายิ่งคนสนุก ยิ้มและตลกไปกับเราเท่ากับว่าเราสามารถทะลายกำแพงของคนที่ดูเราได้ สมัยเด็กมีเคอะเขินบ้าง แต่ทำแล้วคนชอบ เราได้แสดงศักยภาพของตัวเอง เราได้มีพื้นที่ มีตัวตน 

อีกอย่างที่น่าสนใจของเด็กสมัยนี้คือเขาอยากมีตัวตน ไม่ได้อยากเป็นใครก็ไม่รู้ เราอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่อยากมีตัวตน แต่ว่ามีตัวตนยังไงไม่ให้เวอร์ อยู่แบบพอดี และสิ่งสำคัญคือมีตัวตน แต่ต้องเป็นตัวเราด้วย เราสังเกตตัวเองว่าเราเป็นคนชอบเลียนแบบ ชอบเลียนเสียง แต่สิ่งที่จะไม่ผิดเพี้ยนเลยคือเรายังมีความเป็นตัวเราอยู่

ถ้าสิ่งที่เรากำลังล้อเลียนหรือกำลังพูดถึง เขาคนนั้นไม่ดังแล้ว นั่นหมายความว่าเราก็ไม่ดังตามเขาไปด้วย

เหมือนก็อปปี้โชว์

ถูก ถ้าคนที่เราก็อปปี้โชว์เขาไม่ดังแล้ว คนคนนี้จะอยู่ยังไง เราเลยต้องเอาทุกอย่างมาผนวกให้เป็นเราให้ได้มากที่สุด 

แสดงว่าการเป็นเจแปนทำให้ยังยืนอยู่ตรงนี้ได้

การที่เป็นเรามันทำให้เรายืนอย่างแข็งแรง (เขากระทืบเท้าแสดงความหนักแน่น) ไม่ใช่ว่าหมดกระแสแม่สิตางศุ์เราจะหายตามกระแส ไม่ใช่ เราปรับเปลี่ยนตัวเองได้เรื่อยๆ ใครมาใหม่เราก็พร้อมที่จะหยิบคนนั้นขึ้นมาเสมอ

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ตัวตนอีกด้านของเจแปนคือคนเบื้องหลัง

งานหลักเรากำกับมากกว่า เราชอบเบื้องหลังตั้งแต่มอหนึ่ง ปกติเด็กทั่วไปจะดูหนังอย่างเดียว แต่เราชอบดูดีวีดีหนังฝรั่ง เขาจะแถม Behide the Scene เราก็จะกดดูเฉพาะอันนี้ จะเห็นเบื้องหลังทั้งหมดว่าเขาทำยังไง ใส่ชุดสีเขียวทำไม กรีนสกรีนตัดคนออกยังไง มันเลยทำให้เรารักสายอาชีพนี้ สายเลือดเรามาจากตรงนั้น อาจไม่ต้องถึงขั้นเป็นเจ้าพ่อในวงการหนังหรือวงการโฆษณา ขอแค่ชีวิตยังวนเวียนอยู่กับการออกกอง การถ่ายทำ แค่นี้เรามีความสุขแล้ว 

มีข้อดีของการเป็นทั้งคนเบื้องหน้าและคนเบื้องหลังมั้ย

ข้อดีคือเราแสดงได้ เวลาทำงานเบื้องหลังเราจะรู้ว่าโมเมนต์นี้ควรจะเป็นโมเมนต์แบบไหน ปัญหาของคนทำงานโปรดักชันและผู้กำกับ มีบางส่วนที่สื่อสารกับนักแสดงไม่ได้ สื่อสารไม่ถูก ต้องอาศัยแอคติ้งโค้ชเข้ามาช่วย ถ้าผู้กำกับสื่อสารกับนักแสดงได้ จังหวะนี้ควรเล่นยังไง ทำไมต้องทำแบบนี้ อธิบายให้นักแสดงเข้าใจ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แอคติ้งโค้ช

จากคนเบื้องหลัง เคยถามตัวเองมั้ยว่ามาถึงจุดนี้ได้ยังไง

เราเชื่อเรื่องจุดเหวี่ยงของจักรวาล เชื่อวันและเวลาที่เหมาะสม เหมือนคนไม่มีแฟนแล้วอยากหาแฟน หาให้ตายยังไงก็ไม่ได้ มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า มึงลองหยุดเดินสิ เขาอาจจะเดินมาหามึงก็ได้ มันยิ่งทำให้เราเชื่อว่าวันและเวลาจะต้องเหวี่ยงอะไรสักอย่างมาให้เรา เหมือนการได้เล่น หกฉากครับจารย์ เราทำผลงานได้ดี ทุกอย่างก็จะเหวี่ยงมาหาเราโดยปริยาย แต่เราต้องทำด้วยนะ ไม่ใช่นอนเป็นผักอยู่ที่บ้าน แบบนั้นมันจะเหวี่ยงมามั้ย ก็คงไม่

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์
เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

เชื่อว่ามีวันของเรา

ใช่ แต่มันตอนไหนเท่านั้นเองและที่สำคัญ เราจะรักษาพื้นที่ตรงนั้นไว้ได้ยาวนานขนาดไหน รักษาชื่อเสียง รักษาคุณภาพ รักษาตัวตนของเรา เอาจริงเป็นคนค่อนข้างซีเรียสนะ เรากลัว กลัวว่าวันเวลาทำให้เราเปลี่ยนไป

เราเช็กตัวเองกับแฟนตลอด เรายังเป็นเหมือนเดิมมั้ย เพราะเราไม่ได้สวมหัวโขนตลอดเวลา ถอดออกมันก็เป็นตัวเรา ถ้าเราแบกหลายอย่างไว้ในตัวเองมันเป็นภาระ ฉะนั้น อย่า คนจะชอบเราก็ชอบที่เราเป็นตัวเรา 

คุณเป็นเจแปนแบบไหนในวันที่จักรวาลเหวี่ยงให้คุณกลายเป็นคนมีชื่อเสียง 

ก็เป็นเจแปน เจแปนเป็นคนที่มีเป้าหมายและมีความฝัน เจแปนเป็นคนไม่ลืมตัว ไม่ลืมกำพืดของตัวเองว่าเรามีฝันแบบไหน เราเข้ามาที่เวิร์คพอยท์เพราะเราเห็นว่าองค์กรนี้เป็นเป้าหมายของเรา ใครบ้างที่ให้โอกาสเราและเราก็ต้องทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด ฉะนั้นเรายังเหมือนเดิม เป็นแบบที่เราเป็น มีแค่ภาระหน้าที่เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป

เจแปนที่มาพร้อมความฝัน ตอนนี้ถึงเส้นชัยหรือยัง

ยัง (ตอบทันที) สามปีแล้วที่เราเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ก็หาประสบการณ์กันไป จังหวะไหนที่เรามีโอกาสก็ทำโอกาสนั้นให้เต็มที่ เรารู้สึกว่าวงการบันเทิงเป็นอะไรที่ฉาบฉวย ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว เราไม่อยากเป็นแบบนั้น กลัวดังเป็นพลุแตกบึ้มเดียวแล้ววาบหายไปเลย เราอยากอยู่เป็นไฟหลอดไส้ที่ใช้งานได้นาน อยากอยู่ทุกยุคทุกสมัย มันพิเศษนะ เหมือนพี่โน้ต อุดม (อุดม แต้พานิช) แก๊งสามช่า ไม่ว่ากาลเวลาจะเลื้อยไปยังไงแต่เขาก็ยังอยู่ตลอด

เรามีความเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่จะเก่งแซงหน้าเรา ถ้าเรารักษาคุณภาพและเรียนรู้อยู่ตลอด เรามีสิ่งใหม่มานำเสนอผนวกกับความเป็นตัวเรา อย่างน้อยเราก็อยู่ได้ เราไม่รีบ เรากลัวรีบวิ่งขึ้นบันไดแล้วพลาดร่วงตั้งแต่ชั้นบนลงมา ต้องมาเริ่มใหม่ มันไม่คุ้ม ค่อยๆ ไปอย่างมีสติมากที่สุดดีกว่า

กลัวการถูกลืมมั้ย

กลัวการถูกลืมมั้ยเหรอ (นิ่งคิด) ถ้าเราเป็นคนที่มีนิสัยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา กาลเวลาก็ทำอะไรเราไม่ได้ 

คนที่กาลเวลาลืมคือคนที่หยุด เรารู้สึกว่าเราไม่หยุดที่จะคิด ไม่หยุดที่จะทำ โลกทุกวันนี้มันน่ากลัวนะ เราต้องมีอะไรคอยซัพพอร์ตเอาไว้ตลอด อย่างช่วงโควิดเราแทบจะประสาทกินเหมือนกัน เป็นคนแพนิก ถ้าอยู่บ้านเฉยๆ จะรู้สึกเหมือนเราตกงาน ต้องคอยหาอะไรทำตลอดเวลา

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

จะเรียกว่าเป็นคนแอคทีฟได้มั้ย

กลัวมากกว่า

ยังไง

เราเป็นคนค่อนข้างวางแผนชีวิตพอสมควร เราต้องแพลนตัวเองในทุกมิติ เช่น พอยต์สำคัญในชีวิตคืออะไร เราตอบตัวเองว่า เราต้องมีครอบครัว แล้วถ้ามีต้องมีประมาณปีไหน ระยะเวลาเท่าไหร่ ถ้าจะแต่งงาน จะมีลูกด้วยมั้ย เพราะมันต้องเกี่ยวกับเรื่องเงิน การวางแผนชีวิตไม่ใช่คุณโตก่อนแล้วค่อยทำ ไม่ใช่ ทุกอย่างมันเกี่ยวกับชีวิตหมดเลย

พอเราเป็นคนมีเงินได้ จะส่งภาษียังไง บางคนไม่รู้ว่าซื้อประกันแล้วลดหย่อนภาษีได้ ถ้าไม่เคยศึกษาหรือวางแผนเลยพอไปถึงจุดนั้นทุกคนจะตื่น อ้าว แล้วกูต้องทำยังไงต่อวะ โชคดีที่เราเป็นคนกระตือรือร้นตั้งแต่อายุยังน้อย เราเรียนรู้เรื่องพวกนี้และทำเองทั้งหมดเพื่อที่จะวางแผนชีวิต เราจะจัดการง่ายมาก เวลาล้มปุ๊บมันจะได้ไม่เจ็บมาก

จากวันที่นั่งหน้าจอดูตลกคาเฟ่จนมาเป็นนักแสดงตลกที่เล่นอยู่ในจอ เจแปนคนนั้นเติบโตขึ้นยังไงบ้าง

มันทำให้เรารู้ว่าเป้าหมายชีวิตสำคัญมาก เราจะได้มีลู่ทางในการเดินแบบถูกทิศและถูกทาง ไม่ใช่ว่าชีวิตของเราจะเดินถึงเป้าหมายอย่างเดียวนะ มันยังมีระหว่างทางให้แวะ ให้จอด ให้พักเหนื่อยหายใจ เพื่อที่จะมองไปข้างหน้าว่าจุดหมายเราคืออะไร เป้าหมายชีวิตมันเหมือนการปักหมุดใน Google Maps เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะไปทางไหน เราต้องมีพอยต์ในชีวิตว่าสุดท้ายเราทำเพื่ออะไร เพื่อเราเอง เพื่อครอบครัว ส่วนระหว่างทางมันเป็นโอกาส แต่สิ่งสำคัญเราต้องรู้จักตัวเองก่อน

และเราต้องขอบคุณคนที่ร่วมเดินทางกับเราด้วยนะ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่พาตัวเราไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ดี เราเคยนั่งร้องไห้ในวิชาฟิสิกส์ เพราะไม่รู้ว่าโมเมนตัมคืออะไร แต่เพื่อนก็ช่วย พอมหาลัยเราเก่งกิจกรรม แต่วิชาการเราไม่เก่ง ก็มีแก๊งเพื่อนคอยซัพพอร์ตที่จะทำให้งานมันเสร็จได้ มันมีแบบนี้มาตลอดทาง เรารู้ตัวเองว่าเราไม่เก่ง เราเลยต้องหาเพื่อนที่ช่วยเราให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างที่บอกเราไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมายคนเดียว ฉะนั้น เราไม่ควรมองข้ามคนระหว่างทาง

เขาว่ากันว่า ชีวิตตลกแม่งไม่ตลกหรอก จริงมั้ย

จริงครับ สำหรับเราการทำงานไม่ใช่เรื่องตลก การดำเนินชีวิตก็ไม่ตลก เรื่องความรักก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ตลก 

บางทีเครียดจากงานของบริษัทก็มาคุยกับแฟน มาร้องไห้กับแฟน มันมีโมเมนต์แบบนั้นตลอด แต่เราเป็นคนที่แยกพาร์ตได้ เห้ย สล็อตความเครียดให้มันอยู่แค่ในสล็อตนี้ พอถึงหน้าที่ของเราปุ๊บก็เอาสล็อตหน้าที่นั้นมาใช้ ถ้าเราเอาเรื่องราวทุกอย่างในชีวิตมารวมกัน มันทำให้การดำเนินชีวิตไม่สนุก ถ้าติดขัดตรงไหน แก้แค่ตรงนั้น 

ไม่ใช่ว่ามาทำงานก็คิด คนเราหลีกเลี่ยงความคิดไม่ได้หรอก แต่เราแค่แยกส่วนให้ชัดเจน เราสังเกตตัวเองนะ ถ้าเจอเรื่องเครียดจะไม่เอามาใส่หัว เพราะเรื่องราวในชีวิตเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แน่นอนว่าทุกอันมันมีโมเมนต์หมด แต่ถ้าเก็บทุกโมเมนต์มาใส่หัวปุ๊บ มันหนัก มันระเบิดได้ เราเองก็ไม่อยากมีโมเมนต์แบบนั้นตลอดเวลา บางทีแฟนยังบ่นว่า เธอต้องจำอะไรบ้างนะ ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่จำอะไรเลย

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

แล้วความสุขในวันนี้สำหรับเจแปนคืออะไร 

ทำในสิ่งที่รัก คำว่า ที่รัก อาจจะกว้างไป ก็ลงลึกไปว่าทำในสิ่งที่เราไม่เคยที่จะหยุดวอกแวกกับมัน 

เหมือนกับเราเองที่มีความฝันอยากเป็นตลก เราเดินตามฝันมาตลอด ทั้งแคสติ้งเป็นนักแสดง ไม่รู้ว่ารู้หรือเปล่าเรื่องแรกเราเล่น Top Secret วัยรุ่นพันล้าน กับพีช พชร (พชร จิราธิวัฒน์) มันค่อยเป็นค่อยไป จนเราไปอยู่กับพี่หอยสักสี่ห้าปี เป็นเด็กปั้นของสาระแนก่อนจะมาอยู่เวิร์คพอยท์ ถ้าลองสังเกตเป้าหมายของเรามันอยู่ในทุกอัน เราไม่เคยละทิ้งจากเป้าหมายเหล่านั้นของเราเลย

พอเราใช้ชีวิตมันชัดขึ้นเรื่อยๆ มีประโยคหนึ่งที่เราจะพูดเสมอเวลาเป็นวิทยากรบรรยาย เราจะบอกว่า หลายคนมีความฝันเป็นของตัวเอง ซึ่งดีแล้ว แต่หลายคนก็ท้อกับความฝัน เลยเอาง่ายเข้าว่า ฝันสูงจังเลยขี้เกียจปีนขึ้นไป กลับกลายเป็นว่าลดความฝันของตัวเองลงมาให้ใกล้ที่สุดเพื่อจะเอื้อมถึง เราว่ามันง่ายไป มันไม่ท้าทายชีวิต มีฝันทั้งทีมันต้องเอา มันต้องสู้

ความฝันมันท้าทายชีวิตยังไง

เราได้เห็นเป้าหมายที่ใกล้ขึ้นมากกว่าสิบกว่าปีที่แล้ว ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว มันได้กลิ่นอะไรบางอย่าง มันมีความสุขนะ

ครอบครัวมีส่วนช่วยเป็นบันไดความฝันของคุณมั้ย

เราเป็นคนหนึ่งที่ครอบครัวให้โอกาส ให้พื้นที่กับเรา เขาไม่เคยกีดกันว่าเราจะเรียนอะไร

เคยมีครั้งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่น้อยใจครอบครัวว่าทำไมไม่เข้าใจลูกเราเลย เพราะส่วนใหญ่ที่บ้านเป็นครูทั้งตระกูล คุณลุง คุณป้า ประมาณเจ็ดแปดคน มีพ่อเราคนเดียวที่เป็นรัฐวิสาหกิจ พอเป็นแบบนั้นเขาเลยมีกรอบ ไม่เข้าใจสิ่งที่เราเป็น เราเลยมีแพสชัน มีความกดดัน ทุกคนที่บ้านจบมาทำงานมั่นคงหมดเลย พอเราเรียนจบ แม่งฟรีแลนซ์ ทำงานบริษัท ถ้าไปไม่รอดจะทำยังไงวะ 

สุดท้ายเราทำในสิ่งที่อยากจะเป็นอย่างเต็มที่ จนมีคนรู้จักทั้งประเทศ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เคยหนักใจกลายเป็นว่าเขาแฮปปี้ เขาไม่ต้องกลัวว่าญาติพี่น้องจะรู้สึกยังไง เรียนจบนิเทศฯ จะทำอะไร ตอนนี้เขายิ้มได้เต็มปาก คนนี้ลูกฉัน 

สิ่งที่เจแปนทำมันพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นหมดแล้ว

มันพิสูจน์ทุกอย่าง ความภูมิใจของเราคือการทำให้เขาภูมิใจ ภูมิใจที่ครอบครัวมีความสุขกับสิ่งที่เราเป็น จนปัจจุบันมันปลดล็อกทุกอย่าง เรารู้สึกโชคดีที่เราเป็นคนที่มีเป้าหมายชัดเจนและไม่เคยละทิ้งเป้าหมายนั้นเลย 

งั้นตอนนี้เราเรียกเจแปนว่าเป็น ดาวตลก ได้แล้วใช่มั้ย

ได้ เจแปนเป็นทุกอย่าง เจแปนเป็นพิธีกร เจแปนเป็นยูทูเบอร์ เจแปนเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เจแปนเป็นตลก เจแปนเป็นนักเลียนแบบ เจแปนมัลติฟังก์ชันอยู่แล้ว จะเรียกเราแบบไหนก็ได้ แต่เรายังเป็นเจแปนของทุกคนเสมอ

เราตอบแบบพี่เบิร์ด ธงไชยมากเลยนะ (หัวเราะ)

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากพูดถึงยูทูบเบอร์เกาหลีในประเทศไทย Kyutae Oppa น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครต่อใครนึกถึง

หลายคนอาจคุ้นหูชื่อนี้จากการขึ้นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์ ทั้งที่จริง ๆ คิวเทคือยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เส้นทางชีวิตของเขาอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากมาย ที่แน่ ๆ มันมีอะไรมากกว่าแค่ข่าวร้ายช่วงต้นปีอย่างแน่นอน

ซิม คิวเท เจ้าของช่อง Kyutae Oppa ลืมตาและเริ่มเรียนรู้โลกที่จังหวัดชลบุรี แม้จะมีพ่อกับแม่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ จานโปรดที่ช่วยให้เขาเติบใหญ่กลับไม่ใช่กิมจิ แต่เป็นส้มตำไก่ย่าง 

เรียกว่าถึงจะมีสายเลือดแดนโสม แต่หัวใจก็เป็นไทยเต็มดวง

หนุ่มคิ้วเข้มนิยามตัวเองในวัยเด็กว่าเป็นคนขี้อาย การอกหักจากรักแรกตอนมัธยมเหมือนเป็นการสับสวิตช์ เปลี่ยนเด็กเก็บตัวให้กลายเป็นวัยรุ่นที่ทั้งรั่ว กล้า และบ้าบิ่น ช่องยูทูบ Kyutae Oppa หรือที่ก่อนหน้าใช้ชื่อ Kyutae TV ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้น

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

บุคลิกที่ขี้เล่น จริงใจ กล้าทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่งให้ช่องของเขาพุ่งทะยานจนมีคนติดตามกว่า 8 ล้านใน 5 ปี เขาจริงจังกับเส้นทางนี้ถึงขั้นลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่เรียนไปได้เพียง 3 เดือน

อาจเพราะความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา หลายคนจึงไม่รู้ว่า ซิม คิวเท เพิ่งจะมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าประสบการณ์ของเขาน้อยไปกว่าใคร และอันที่จริง เขาน่าจะผ่านอะไรมามากกว่าคนที่แก่กว่าเขาไปแล้วด้วยซ้ำ

หลังปล่อยคลิปอธิบายความขัดแย้งระหว่างตนเองและทีมงาน สื่อแทบทุกสำนักก็ต่อคิวขอสัมภาษณ์จนเขาแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เราจึงรู้สึกพิเศษไม่น้อยที่คิวเทเลือกเทคิวมาพูดคุยกับ The Cloud ในวันนี้

ขณะนั่งรอการมาถึงของโอปป้า เราได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา ว่าหนุ่มอารมณ์ดีที่เราเห็นในช่อง หลังกล้องจะเป็นคนแบบไหน จะยิ้มแย้มบ้าบอแบบในคลิป หรือจะสุขุมนุ่มลึกเข้าถึงยาก

หนุ่มเกาหลีหัวใจไทยไม่ทิ้งให้สงสัยนาน ทันทีที่ได้เจอ คิวเทส่งยิ้มล้นปรี่ไม่ต่างจากที่เห็นในโซเชียลมีเดีย ความสนุกสนานในยูทูบเป็นอย่างไร ชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อการสนทนาเริ่มต้น เราจึงค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงตัวตนความเป็นมนุษย์ของเขาทีละเล็กละน้อย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงมุมที่ยิ้มอิ่มสุข หากยังมีด้านที่จริงจัง ทุกข์ ไปจนถึงโศกเศร้า 

เขาเล่าทั้งหมดให้ฟังแบบตรงไปตรงมา 

ตรงหน้าของเราคือมนุษย์ที่จริงใจที่สุดคนหนึ่ง และคงถึงเวลาอันสมควรที่ทุกคนจะได้สัมผัสความจริงใจของยูทูบเบอร์วัยยังไม่เบญจเพสคนนี้

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

กิมจิไม่ค่อย ขอส้มตำดีกว่า

ชื่อ ‘ซิม คิวเท’ ของคุณ ที่แปลว่า คนที่ห่วงใยประเทศไทย มีที่มาจากอะไร

พ่อแม่ผมเป็นคนเกาหลี แต่ผมเกิดที่นี่ เมดอินไทยแลนด์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนผมเกิด คุณปู่บินจากเกาหลีมาไทย เขาบอกพ่อกับแม่ว่า ไหน ๆ จะมาตั้งหลักที่ไทยอยู่แล้ว ลูกก็เกิดที่ไทยด้วย ก็อยากให้ตั้งชื่อที่เกี่ยวกับประเทศไทยหน่อย คุณปู่เสนอว่าให้ชื่อห่วงใยประเทศไทยดีมั้ย แต่ละพยางค์ในภาษาเกาหลีมีความหมายอยู่แล้ว ชื่อคิวเทลงตัวพอดี ซิมคือชื่อตระกูล ‘คิว’ ย่อมาจากคำว่าเข้าใจ ส่วน ‘เท’ มาจาก ‘แทกุก’ ที่แปลว่าประเทศไทย ก็เลยเป็น ซิม คิวเท แต่เพื่อนเรียกกันไม่ค่อยถูกนะ คิวเทบ้าง ไคยิวเทบ้าง เรียกหยาบ ๆ ก็มี ผมเลยให้เพื่อนเรียก ‘ซิม’ แล้วกัน น่าจะเรียกง่าย จำง่ายกว่า

แล้วคุณห่วงใยประเทศไทยจริงมั้ย

จริง ๆ ก็เหมือนผมเป็นคนไทยนะ ทุกครั้งที่ไปเกาหลีจะอยากกลับมาไทยตลอด ที่นั่นไม่มีอะไรที่เราคุ้นชินเลย เหมือนไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า รู้สึกชัดเจนเลยว่าประเทศไทยคือบ้านของเรา ถามว่าห่วงใยมั้ยก็ต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะว่านี่คือบ้าน

ถามจริง ประเทศนี้มีอะไรให้คุณหลงรัก

อย่างแรกก็เรื่องอาหาร ผมชอบกินอาหารรสจัด เผ็ด ๆ อร่อย ๆ อย่างกิมจิผมก็ไม่ค่อย ขอเลือกส้มตำดีกว่า กินมาตั้งแต่เด็กแล้ว

และที่ประทับใจที่สุดคือผู้คน ผมว่านิสัยคนไทยไม่เหมือนคนเกาหลีนะ คนไทยค่อนข้างใจเย็น ใจดีกว่า คนเกาหลีแอบดุ (หัวเราะ) ถ้าไม่รู้จักกันจะเหมือนมีกำแพงกั้นอยู่ พออยู่เกาหลีนาน ๆ ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เข้าไปเฮฮากับใครไม่ได้ แต่ที่ไทยเราได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่

หมายความว่าไม่มีความคิดจะไปใช้ชีวิตที่เกาหลีเลย

ปกติผมกลับเกาหลีปีละครั้งอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นยาว ๆ เคยมีที่คิดเล่น ๆ ว่าอยากดังที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็รู้ตัวว่าวันนี้มีความสุขอยู่แล้ว ผมอยากประสบความสำเร็จในไทยให้สุดมากกว่า

หลายคนเรียกคุณว่าเกาหลีตัวปลอม บ้างก็แซวว่าคุณพูดภาษาไทยไม่ชัด เคยน้อยใจบ้างรึเปล่า

ไม่เลย ผมว่าเป็นอะไรที่ดี จริง ๆ แล้วหนึ่งในสี่ของคนที่ติดตามช่อง Kyutae Oppa ก็ไม่รู้นะว่าผมเป็นคนเกาหลี เขาคิดว่าผมเป็นคนไทยที่แกล้งเป็นเกาหลี แต่ผมไม่น้อยใจเพราะมันเป็นกิมมิกดี ให้คนงงว่าสรุปเป็นเกาหลีหรือไทยกันแน่ คนดูจะสงสัยว่าไอ้นี่เป็นใคร แล้วก็อาจจะไปค้นหา เข้าไปดูคลิปของเราต่อ

แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยของผมก็เก่งขึ้นเยอะนะ 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'
Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

อกหัก…จึงกล้าแสดงออก

จากเด็กที่อยากทำงานเบื้องหลัง ไม่ค่อยกล้าแสดงออกตอน ม.ปลาย เปลี่ยนแนวมาอยู่หน้ากล้อง ทำช่องยูทูบได้ยังไง

ผมอกหัก ด้วยความเป็นเด็กด้วยเลยรู้สึกอกหักอย่างแรง ตลกดีเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่ที่สถานบันเทิงพอดี ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไร จู่ ๆ ก็อยากขึ้นไปเต้น จากที่เศร้า ๆ พอเต้นแล้วรู้สึกลืมเรื่องอกหักไปเลย เหมือนได้เจอความสุขที่แท้จริง เห็นผู้คนมองขึ้นมาบนเวที โฟกัสที่เราคนเดียว หลังจากวันนั้น ผมก็ลองเป็นคนอีกแบบหนึ่งดู ลองยกมือขอขึ้นเวทีในงานโรงเรียนบ้าง ลองทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ร้องเพลงตามบันไดบ้าง (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นผมไม่กล้าเลยนะ กลัวมาก 

พอรู้ตัวว่ามีความสุขที่ได้แสดงออก ทีแรกผมอยากเป็นนักร้อง แต่ก็คิดว่าเป็นไม่ได้ เพราะขนาดคนที่ร้องเพลงอยู่ข้าง ๆ ยังร้องเพราะกว่าเราเลย โลกนี้มี 7 พันล้านคน ผมคงไปถึงจุดที่เป็นนักร้องไม่ได้ ก็เลยมองหาอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรามีชื่อเสียง ก็ได้เจอยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ฟรี จะมาจากไหน อายุเท่าไหร่ ก็สร้างได้ ก็ลองทำดู ทำมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้

พอจะจำได้มั้ยว่าคลิปแรกมีคนดูเท่าไหร่

โห คลิปหนึ่ง 40 – 50 วิวเอง ตอนนั้นคิดเยอะมากนะ ผมเริ่มทำช่วง ม.6 ทำแล้วคนก็ล้อ เพื่อนที่โรงเรียนก็ล้อว่าไอ้นี่เป็นอะไร เด็ก ๆ รุ่นน้องก็หัวเราะ คุณครูก็ดูถูก ออกแนวเป็นห่วงเพราะใกล้จะต้องเข้ามหาลัยแล้ว แต่ไอ้นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปมหาลัยไหน วัน ๆ ทำแต่คลิป

ยอดก็ไม่ได้ดี แถมมีคนดูถูกด้วย ทำไมคุณจึงยังทำต่อ

ก็โดนล้อโดนดูถูกไปแล้ว ผมขอทำต่อดีกว่า (หัวเราะ) 

แต่ผมไม่โกรธคนที่ล้อนะ เพราะผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมยังไม่ดังจริง ๆ และคุณภาพของคลิปที่เราทำก็ตลกด้วย สมัยนั้นคนยังไม่เข้าใจว่าทำยูทูบเป็นยังไง แต่เราไม่สนใจ โอเค มีคนล้อ งั้นลองทำอีกคลิปแล้วกัน ลองหาดูว่าแบบไหนคนถึงจะชอบ ทำไปก็ยังไม่ดีหรอก แต่มันทำให้เรากลายเป็นรุ่นพี่ทำคลิปประจำโรงเรียน แม้จะมียอดติดตามไม่ถึงร้อยคนก็เถอะ

แต่พอโดนล้อมาก ๆ เข้า ผมก็เขินจนทนไม่ไหว ทำคนเดียวเหงาไปหน่อย เลยบอกเพื่อนว่ามาทำด้วยกันเถอะ คุณครูจะได้ดูถูกมึงด้วยไง (หัวเราะ) แก๊งผมมี 4 คน ก็มาช่วยออกในคลิป พอทำด้วยกันกับแก๊งเพื่อนก็เหมือนยูทูบเป็นกิจกรรมที่ได้มาสนุกกัน ตอนผมถ่ายจะมีรุ่นน้องในโรงเรียนมาดูตลอด เพราะสิ่งที่เราทำตลกมาก ผมเลยมีกำลังใจจะทำต่อไป

ใครสอนคุณทำยูทูบ

ศึกษาเองหมดเลย หลายคนทำเป็นอยู่แล้ว มันแอบคล้ายหลักการตลาดนิดหน่อย เราต้องหาอะไรที่แตกต่างในตลาดเดียวกัน ในยูทูบมีคอนเทนต์กินแล้ว เฮ้ย เกาหลีเต้นสายย่อ เกาหลีดูหนังผีไทยยังไม่มีนี่หว่า งั้นผมลองทำดีกว่า 

ส่วนการตัดต่อ ผมก็ต้องเรียนเหมือนกัน ความโชคดีอย่างหนึ่งคือผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เลยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่รู้อะไรก็เสิร์ช ยุคนั้นคลิปสอนตัดต่อที่เป็นภาษาไทยยังไม่ค่อยมี แต่ภาษาอังกฤษมีทุกอย่างที่เราอยากเรียน ได้เข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า ถ้าผมอยากเรียนอะไรก็เรียนเองได้ ไม่ต้องมีอาจารย์คอยสอน

ช่อง ‘Kyutae Oppa’ เริ่มเป็นที่รู้จักตอนไหน

คลิปแรกที่ดังน่าจะเป็นเกาหลีดูหนังผีไทย เราอัดคลิปตัวเองดูหนังผี แล้วตัดเฉพาะรีแอคชันตอนตกใจ ปรากฏว่ามีคนดูดคลิปผมไปลงในเพจ คนแชร์เป็นหมื่นเลย ผมรีบทักไปหาเขาว่าใส่เครดิตให้หน่อยได้มั้ย ตอนนั้นไม่มีความรู้ ไม่รู้เลยว่าการที่เขาเอาคลิปเราไปลงดีหรือไม่ดี คิดแค่ว่า ขอบคุณครับพี่ที่เอาคลิปผมไปลง ไหน ๆ ก็เอาไปแล้ว ฝากแปะชื่อผมด้วยได้มั้ย (หัวเราะ) วันนั้นยอดติดตามผมขึ้นมา 2,000 – 3,000 แล้วไม่นานก็ขึ้นไปถึงหลักหมื่น

ทุกวันนี้ คลิปที่คุณนำเพลงไทยมาแปลงเนื้อเป็นภาษาเกาหลีได้รับความนิยมมาก ๆ เล่าแรงบันดาลใจของคลิปแนวนี้ให้ฟังหน่อย

ช่วงโควิดผมว่างมาก เลยลองหาเพลงดัง ๆ ตอนนั้นเพลง วาฬเกยตื้น ของ GUNGUN มาแรง เลยลองแปลเนื้อเพลงดู วันเดียวก็เสร็จ ผมก็ร้องแล้วลงยูทูบ โอ้โห คนดูเยอะมาก 10 – 20 ล้าน งั้นผมทำต่อดีกว่า แค่นั้นเลย 

การร้องเพลงลงยูทูบทำให้คุณเข้าใกล้ความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนักร้องมากขึ้นมั้ย

ทุกวันนี้ก็ยังอยากเป็นนักร้องนะ แต่พอทำยูทูบ ผมก็ไม่มีเวลาเข้าหาดนตรีเท่าไหร่ มีช่วงที่ลืมความอยากเป็นศิลปินไปเหมือนกัน รู้สึกว่าศิลปินเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ต้องทุ่มเท ต้องให้เวลามาก ๆ เดี๋ยวนี้มีแอบทำเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ยังตั้งใจเต็มที่กับยูทูบเหมือนเดิม แต่กับอะไรที่จะตามมา ผมก็พยายามทำเรื่อย ๆ เพื่อให้วันหนึ่งมันสมบูรณ์

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ถ้ารู้สึกเครียด ผมไม่ทำ

เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ‘Kyutae Oppa’ โดดเด่นกว่าช่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

ผมขายตัวเองไว้ในนั้น เอาบางอย่างที่เป็นชีวิตจริงลงไปอยู่ในช่อง สิ่งที่ผมอยากเป็น การที่น้องสาวเป็นเด็กพิเศษ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอ ผมก็เอาไปละลายในช่อง บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการขายวิญญาณ แต่ผมว่านี่คือวิถีชีวิต คือการนำเสนอตัวตนให้คนดูตามที่ตัวบุคคล วิธีนี้เป็นอะไรที่อยู่ได้นานที่สุด

แล้วบุคคลที่ชื่อ ซิม คิวเท น่าติดตามยังไง

ผมสัญญากับตัวเองว่า ตอนอยู่หน้ากล้องต้องสนุก พลังงานต้องเต็มร้อย จะเช็กก่อนทุกครั้งว่าเรามีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่า ถ้ามี ผมจะไม่ถ่ายเลย ผมว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนดู เพราะคนดูส่วนใหญ่มีเรื่องเครียดอยู่แล้ว เขาไม่ได้มาเอาความรู้ แต่อยากมาดูว่าวันนี้ผมทำอะไร อยากหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ อยากเห็นผมบ้า เห็นผมโชว์พลังในที่สาธารณะ อยากเห็นผมมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไร ไปร่วมงานกับแขกรับเชิญคนไหน ผมจะไม่มีการเกร็งหรือกลัว ผมอยากให้พลังงานของผมช่วยให้คนดูมีความสุข นี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้คนติดตามผม 

คุณไม่ฝืนเลยเหรอที่ต้องเต้นหรือทำเรื่องตลกในที่สาธารณะ

ฝืนครับ ฝืนมาก ครั้งแรกผมก็ไม่กล้า คืนก่อนหน้านอนไม่หลับเลย วันนั้นนัดเพื่อนคนหนึ่งให้มาช่วยถ่าย ต้องเต้นกลางห้าง เราไม่เคยถ่ายคลิปในห้างมาก่อน ทั้งเกร็งทั้งกลัว (ทำท่าลุกลี้ลุกลน) เฮ้ย คนนั้นมองเราทำไม เฮ้ย คนนั้นสวยมากเลย เขินจัง ผมเกร็งไปหมด

จริง ๆ ผมลืมความรู้สึกนี้ไปแล้วนะ แต่ยูทูบเบอร์หลายคนก็ยังเป็นอยู่เวลาต้องถ่ายคลิปในที่สาธารณะ ทุกวันนี้ผมแบ่งช่องในสมองได้แล้ว ถ่ายคลิปคือถ่ายคลิป ทำอย่างอื่นคือทำอย่างอื่น ประสบการณ์ทำให้เราแบ่งได้ชัดเจนว่าเวลาไหนเครียดได้ เวลาไหนต้องถ่าย 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ทุกวันนี้ก็คือเต้นกลางห้างได้แบบชิลล์ ๆ

ตอนนี้ดีดนิ้วปุ๊บ เต้นได้เลย (หัวเราะ)

อะไรทำให้เด็กปี 1 ที่เพิ่งเรียนมหาลัยได้แค่ 3 เดือน ตัดสินใจลาออกไปเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง

ก่อนทำยูทูบ ผมอยากไปเรียนที่นิวยอร์ก อยากเป็นผู้กำกับอยู่หลังกล้อง แต่พออกหัก เริ่มทำยูทูบ ก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรเป็นพิเศษ แต่พ่อแม่อยากให้เรียน และผมก็อยากรู้ เอ เรียนมหาลัยจะเป็นยังไง

ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปถ่ายคลิปที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงคลิปเสร็จ มหาลัยก็ติดต่อมาว่าอยากให้ไปเรียนที่นั่น คณะนิเทศ ให้ทุนเรียนฟรี 4 ปีเลย ผมคิดในใจ ‘โห สบายจัด ทำยูทูบจนได้เข้ามหาลัย บ้าไปแล้ว (ทำเสียงสูง)’ 

แต่พอเข้าไปเรียนจริงไม่เหมือนที่คิดไว้ ผมต้องเรียนใหม่หมด ตั้งแต่วิธีเปิดกล้อง ชัตเตอร์สปีด เช็ดเลนส์ ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อย ทำยูทูบ เรียนหนัก เดินทางก็ไกล เลยลองชั่งน้ำหนักดูว่า ระหว่างออกมาเรียนเองกับเรียนในมหาลัย อันไหนเร็วกว่า เรียนเองอาจจะไม่ละเอียดเท่ามหาลัย แต่ก็คงเร็วกว่า ได้เจอคนมากกว่า ผมมีเป้าหมายใหม่ด้วย อยากลองก้าวไปอีกขั้น เห็นยูทูบเบอร์หลายคนเริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง ผมเลยลาออกหลังจากเรียนไปแค่ 3 เดือนเพื่อมาจดทะเบียนบริษัท ตอนนั้นอายุแค่ 19 

การเปิดบริษัทนับเป็นก้าวสำคัญของชีวิตเลยรึเปล่า

เป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้น ตอนนั้นเป้าหมายผมเกินจริงมาก ยังเด็กด้วย คิดแผนว่าจะเปิดบริษัท จะมีลูกน้องกี่คน จะขายนู่นนี่นั่น ต้องมีเสื้อผ้านะ ต้องมีผู้ติดตาม 70 ล้านคนนะ จะมีรถกี่คัน วันหนึ่งต้องเปิดโรงเรียนสอนทำยูทูบให้ได้ 

ถึงวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

ไม่ได้ทำเลยครับ (หัวเราะ)

พอลองทำบริษัทจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบ เราแค่ทำตามคนอื่น ผมรวยขึ้น ดังขึ้นก็จริง แต่ว่าในใจรู้สึกว่าเดินผิดทาง ทุกวันนี้ยังมีบริษัทอยู่ แต่ก็ทำยูทูบเป็นหลัก ไม่ได้มีธุรกิจอะไรมากมาย

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ
คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

คนจริงใจมีน้อย

ทำยูทูบมา 5 ปี มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน เคยรู้สึกหมดไฟ อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้างรึเปล่า

ถ้าตอบว่าไม่ก็โกหกแล้ว มีแน่นอน ช่วงที่เหนื่อยและหมดไฟที่สุดคือ ตอนที่จะเปลี่ยนยูทูบจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ ยากนะ ไม่รู้เลยว่าจุดเปลี่ยนคือตอนไหน ถามวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ 

มีช่วงที่บอกกับตัวเองเหมือนกันว่าจะทำยูทูบต่ออีกแค่ 3 ปี จริง ๆ ยูทูบเบอร์หลายคนเคยบอกตัวเองแบบนี้นะ แต่พอคิดแบบนี้แล้วชีวิตไม่มีความสุขเลย เหมือนเราให้วันหมดอายุกับตัวเอง ถึงจุดหนึ่งเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ ได้รู้ว่าทำยูทูบไปเรื่อย ๆ ก็ดี จริง ๆ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็คงมีช่วงหมดไฟกันทั้งนั้น ผมลองตั้งใจใหม่ ลุยใหม่ จนความคิดที่จะทำยูทูบอีกแค่ 3 ปีหายไป ก็คงตั้งใจทำจนกว่าจะทำไม่ได้

หมายความว่าอาจจะมีวันที่คุณเลิกทำยูทูบ

มีอยู่แล้ว สักวันแหละ ทุกอย่างมีวันหมดอายุ แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตอนไหน วันหนึ่งคนอาจจะไม่ดูเราแล้ว หรือเราอาจจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ก็ได้ ไม่มีทางรู้ แต่ถ้าถามตอนนี้ก็ยังอยากทำช่องไปเรื่อย ๆ นะ

การเป็นบุคคลสาธารณะตั้งแต่เป็นวัยรุ่นให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้ผมได้รู้จักกับธาตุแท้มนุษย์ ผมทำยูทูบมา 5 ปี ทุกคนรอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความคิด ความชอบ สังคม เวลาสั้น ๆ เอง แต่ทุกอย่างแทบไม่เหมือนเดิม ผมได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เยอะมาก

สิ่งที่เอาไปคือเวลา ผมได้สนุกสนานกับเพื่อนน้อยมาก ชีวิตผมไม่เหมือนของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนเพื่อนเรียนมหาลัย ผมทำงานแล้ว แทบไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพื่อนที่มีส่วนมากก็อายุมากกว่าเราหมด 

อีกอย่างที่เสียไปคือความเป็นส่วนตัวและความรู้สึก ผมไม่ได้มีสังกัดหรือบริษัทมาดูแล ต้องดูแลอารมณ์และชื่อเสียงของตัวเองตั้งแต่เด็ก เหนื่อยนะ ไม่มีผู้ใหญ่แนะนำ พ่อแม่เป็นคนเกาหลี เขาก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร เราติดต่องานเอง ทำเองทุกอย่าง (นิ่งไป) 

ลืมไปเยอะเหมือนกันนะ ผ่านมานานแล้ว ตอนนั้นผมกลัวมาก กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะพูดอะไรผิดรึเปล่า ไม่รู้ว่าออกจากบ้านแล้วจะมีคนว่าอะไรเรามั้ย เคยเจอดราม่าเหมือนกันเลยได้เข้าใจว่า อ๋อ เวลาดาราเจอเรื่องดราม่ารู้สึกแบบนี้นี่เอง แต่ถ้ามองถึงวันนี้ ผมคงบอกว่ามันดีแล้ว คุ้มแล้ว เพราะสิ่งนี้เป็นความสุขของเราจริง ๆ เราแค่ต้องหาให้เจอ เลือกโฟกัสให้ถูกจุด

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนรักและเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้คืออะไร

เป็นเรื่องที่แปลกมากนะ ช่วงต้นปีมีวันหนึ่งที่เราเอามือขึ้นมาตบหน้าตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าฝันอยู่รึเปล่า ช่วงนั้นชีวิตผมคงแย่เหมือนมีคนมาตบหน้าตลอดเวลา สมองเลยคิดแต่เรื่องไม่ดีจนมือเริ่มตบปึ้ง ตบปึ้ง ไม่ยอมหยุด ตบถึงตี 4 ช้ำเลยนะ แต่พอได้สติ ผมหันไปมองดาวที่อยู่บนฟ้าหน้าบ้าน ถึงได้รู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนี้ ถ้าโฟกัสแค่สิ่งตรงนี้ ความคิดต่าง ๆ ก็จะไม่ทำร้ายเรา ไม่รู้สิ เหมือนสมองสอนตัวเอง อาจจะดูบ้านะ แต่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากวันนั้น ความคิดลบก็แทบไม่มีเลย ความโกรธก็น้อยลงมาก

ยากนะ กว่าจะผ่านมาได้ ตอนนั้นเหมือนมียมทูตคอยกระซิบตลอดว่า ทำแบบนี้ก็ได้นะ มีหลายวิธีที่สามารถแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับเรา วิธีมืดก็มีตั้งเยอะ แต่ผมไม่ทำ ผมเลือกที่จะรอ 2 เดือน ให้ตำรวจดำเนินการ แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังเห็นสิ่งไม่ดีที่เขาทำกับเรา ก็ทำได้แค่อดทน พออดทนได้ เรื่องดี ๆ ก็เกิดขึ้น คงเป็นความอดทนนี่แหละที่ทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

ถ้าให้สรุปเป็นบทเรียนหนึ่งข้อ

คนจริงใจหายาก

ตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรแล้วนะ ถ้าโดนโกง โดนบอกเลิกอีก ก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรอก คนรอบตัวทั้งหมดแหละ เราต้องดูก่อนว่าใครหวังผลประโยชน์อะไรจากเรารึเปล่า ก่อนหน้านี้ผมมีเพื่อนเยอะมาก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมก็เข้าหาคนน้อยลง มีแค่ไม่กี่คนเองที่จริงใจกับเรา เพิ่งได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว คนจริงใจหายากนี่หว่า ตอนเด็กเราไม่รู้ นึกว่าคนจริงใจมีอยู่ทุกที่ ข้างบ้านก็มี แต่เปล่า คนจริงใจมีน้อย และในเมื่อมีน้อยก็ต้องรักษาให้ดี

วันนี้ในวัย 23 คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วรึยัง

ผมว่ายังนะ ประสบความสำเร็จเหรอ (นิ่งไป 20 วินาที)

ใช่ ผมว่ายัง แต่ผมก็ไม่ได้มีเป้าหมายนะว่าอยากเป็นแบบไหน แต่ก็พูดไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว การประสบความสำเร็จน่าจะมาพร้อมความคิดที่แข็งแกร่ง มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เกรงกลัว มีปัญหาก็รับมือได้ทุกอย่าง วันนี้ผมมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ผมยังอายุน้อย มีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ต้องเจออุปสรรคอีกเยอะในชีวิต

แสดงว่าคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ในนิยามของคุณไม่ใช่แค่หน้าที่การงาน แต่จิตใจต้องแข็งแกร่งด้วย

ถ้าคนติดตามในยูทูบเพิ่มขึ้น ผมดีใจอยู่แล้ว การได้ 10 ล้านซับก็สำคัญ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยากให้ตัวเองโตขึ้นด้วย อยากให้เรา คนในทีม และช่องยูทูบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกัน อยากมั่นใจมากกว่านี้

ตอนนี้ยังมั่นใจไม่พออีกเหรอ

ผมว่ายังไม่พอ นี่เป็นแค่ช่วงเรียนรู้ ผมทำยูทูบมา 5 ปี แต่ก็เพิ่งได้เจออุปสรรคเกี่ยวกับคนครั้งแรก คนรอบตัวเคยโดนมาหมด ผมว่านี่คือประสบการณ์สำคัญที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องเจอ ถ้าไม่เจอก็เหมือนยังไม่ได้เริ่ม ตอนนี้น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของคิวเท โอปป้า

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load