อย่างมุกคำผวนเล่นได้มั้ย (สบาย)

ชายเหมี่ยง (เชียงใหม่) ชายเรียง (เชียงราย) ชายสี่ (หมี่เกี๊ยว) ตึ่กโป๊ะ! 

ลองอีกรอบ

สวัสดี (สวีดัด) วันนี้ (วีนั้น) พับกบ (แฮ่ อันนั้นของผม) ตึ่กโป๊ะ!

สวัสดี ท่านผู้ชมที่อ่านบทความอยู่ที่บ้านก็ดี ที่โรงแรมก็ดี หรือบนรถทัวร์ก็ดี คณะคลาวด์จะยิ้ม มีตลกดาวพุ่งรุ่งแรง เอ้ย ดาวรุ่งรุ่งแพง เอ้ย ดาวรุ่งพุ่งแรง เอ้ย ถูกแล้ว! (ขออภัยหากตลกจนคุณยิ้มหวาน) มาแนะนำให้รู้จัก 

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

พร้อมกันหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วไปพบกับตลกชอบเป่าแคน เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ 

หนุ่มสิงห์บุรีคนนี้ไต่บันไดความฝันขั้นแล้วขั้นเล่า ตั้งแต่เป็นเด็กชายที่นอนดูวีซีดีตลกคาเฟ่ ยอมตาตื่นเป็นนกฮูกนั่งดูรายการ ชิงร้อยชิงล้าน รายการบันเทิงที่เขายกให้เป็นหนึ่งในดวงใจ ไหนจะฉายาตลกประจำห้องที่ขยับขยายเป็นตลกประจำโรงเรียนเพียง 2 – 3 ขวบปี ไม่นับรวมกิจกรรมระดับมหาวิทยาลัยที่เขาทุ่มสุดตัว เทหมดหน้าตัก

จนวัน-เวลาหมุนเวียน เจแปน เด็กที่มีความฝันเล็กจิ๋วอย่างการเป็นคนนั่งปรบมือในสตูดิโอ ชิงร้อยฯ เขายังคงเดิน เดินตามหมุดหมายสีแดงของชีวิตที่ปักไว้กลางหัวใจ ‘ตลก’ เส้นทางสายนี้ของเจแปนถูกจักรวาลเหวี่ยงโอกาสเข้ามาอย่างจัง ถ้าเป็นมุกตลก จังหวะนี้คนดูอย่างเราคงตบเข่าฉาดพร้อมหัวเราะลั่น (ด้วยความยินดี) ให้กับเขา

จักรวาลแห่งโอกาสพาเจแปนมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นดาวตลกน้องใหม่แห่งอาณาจักรเวิร์คพอยท์ ที่เปิดฉากความฮาด้วยการตบมุกกับแก๊งสามช่า ดาวตลกรุ่นใหญ่จากรายการ ชิงร้อยชิงล้าน ส่งมุกต่ออย่างไม่หยุดพักกับการแสดงมากบทบาทที่เรียกเสียงฮาไม่หยุดหย่อนจากรายการ หกฉากครับจารย์ ซิตคอมอารมณ์ดีช่องหมายเลข 23

นั่นเป็นเพียงงานเบื้องหน้า หนุ่มคนนี้ยังฉายแววเป็นคนสายงานเบื้องหลังอย่างนักพากย์ เจ้าของโปรดักชันเฮาส์ที่ผลิตงานออนไลน์อย่างซีรีส์และโฆษณา ทำยูทูเบอร์นาม Buffet Channel และ iPAN CHANNEL

เมื่อความฝัน เวลาและโอกาส หมุนบรรจบครบรอบ คงถึงเวลาแล้วที่ ‘ดาวตลก’ ดวงนี้จะฉายแววเปล่งแสงระยิบระยับทั่วท้องฟ้าประเทศไทย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เชิญผู้ชมเสพเสียงหัวเราะจนหัวไหล่สั่นได้ ณ บัดนี้

คณะคลาวด์จะยิ้ม รับประกันความประทับใจ

จากยูทูเบอร์กลายมาเป็นนักแสดงในเวิร์คพอยท์ได้ยังไง

ตอนนั้นเราถูกเชิญมา ซูเปอร์หม่ำ กับแก๊งเพื่อน ทีมงานไม่ให้เจอพี่หม่ำ (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) ไม่มีการเตี๊ยม มาถึงก็เข้ารายการ เราเป็นคนที่ดูพี่หม่ำอยู่แล้ว เรารู้ว่าจังหวะแบบนี้ต้องเล่นกับแก ต้องเล่น ห้ามกลัว จะสะมะกึกสะมะกักไม่ได้ เราดันกล้าเล่น

ที่นี้พี่โอ๋ พี่แก้ว แล้วก็ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้บริหารเขาลงมาดูสตูฯ เหมือนเขาพยายามหาเด็กเจนใหม่มาเล่นกับแก ผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เขาติดต่อให้เราลองมาเล่น ชิงร้อยชิงล้าน

หลังจากวางสายรู้สึกยังไง

ตื่นเต้น ขนลุกไปหมด เรารู้สึกว่ามันเป็นโอกาสของเราแล้ว สิ่งที่เราทำมาไม่สูญเปล่า

ถ้าย้อนกลับไป ชิงร้อยชิงล้าน เป็นรายการตลกที่อยู่ในใจตั้งแต่เรียนประถม เราต้องเปิดช่องเจ็ด ยอมนอนดึก สี่ทุ่ม ห้าทุ่ม เพื่อจะนั่งดู มันอยู่ในความทรงจำและความเป็นตัวเราอยู่แล้ว ความฝันสูงสุดของเราคือการเป็นคนนั่งปรบมือในสตูดิโอหรือถูกแก๊งสามช่าดึงขึ้นไปเล่นละครบนเวที แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น คนละอย่างกันเลย 

แสดงว่าชอบดูตลกมาตั้งแต่เด็ก

สมัยประถมดูแต่วีซีดีตลกคาเฟ่ จี้เส้นคอนเสิร์ต เพราะลุงทำงานอยู่กรุงเทพฯ กลับบ้านทีเขาจะขนแผ่นซีดีเป็นกระตั้กกลับมาให้เรา เราเปิดดูทั้งวัน บางทีดูมายากลคณะชวนชื่น เขาทำยังไงวะ อยากลองทำบ้าง ก็กดหยุด แล้วหาผ้ามาทำมายากล อุปกรณ์ทุกอย่างเรายังเก็บไว้อยู่ 

ส่วนหนึ่งเราเป็นคนชอบแสดงออก เพราะครอบครัวเราเขาสนุกสนาน เล่นมุกกันตลอดเวลา เราเลยกลายเป็นคนแบบนี้ อย่างตอนเรียนมัธยม มีพื้นที่ให้เราได้เป็นพิธีกร ประมาณมอสอง เราได้ฉายาตลกประจำห้อง มอสาม เราเริ่มทำกิจกรรมของโรงเรียน เขาก็ให้ฉายาตลกประจำโรงเรียน

เจแปน หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์
เจแปน หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ใหญ่ขึ้น

ใช่ พอมอสี่ มอห้าเราทำทุกกิจกรรม จนมาเป็นคณะกรรมการนักเรียนเราก็ยังอยู่สายนันทนาการ ถือไมค์ตลอด เพลงเชียร์ร้องได้ทุกเพลง มหาลัยก็เหมือนกัน เป็นเด็กสแตนด์ แต่งหน้าแต่งตา พอเพลงเชียร์เพลงแรกขึ้น

แรด เริ่ด เชิ่ด พร้อม (พร้อม) สาม สี่, เราเต็มที่กับทุกอย่าง

จำวันแรกที่ขึ้นเวที ชิงร้อยชิงล้าน ได้มั้ย

ตอนนั้นเราเข้าไปเล่นด้วยความสนุกสนาน เล่นเต็มที่ของเรา ผิดบ้าง ถูกบ้าง ถ้าใครดูแก๊งสามช่าเล่นจะรู้ว่ามันไม่มีกรอบ เล่นอะไรก็ได้ ตอนแรกพยายามตามเขาก่อน ตอนหลังก็ปรับตัว ผู้ใหญ่เขาก็มาเล่าให้ฟังว่าสโคปของรายการคืออะไร รายการนี้ทำมาเพื่ออะไร ให้เราเข้าใจบริบทของรายการมากขึ้น ไม่ใช่แค่เล่น แต่ต้องรู้ว่าเล่นเพื่ออะไร

ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องกลับไปดูคลิป ชิงร้อยฯ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ดูวิวัฒนาการของเรื่องราว ดูจังหวะ ดูแก๊ก ดูวิธีการเล่น พอเรากลับไปทำการบ้านแบบนั้นเหมือนเรากำลังกำหนดตัวเอง จังหวะแบบนี้จะยังไงดี เขาเว้นช่องให้ เราต้องตอบอะไร กลายเป็นเราคิดตลอดเวลา กดดันตัวเองว่าจะฮามั้ย ถ้าเป็นเด็กใหม่มาคือตาย การตายบนเวทีหน้าจะชา เราต้องดึงสติและพยายามฟัง เมื่อมีช่องว่างเราต้องแทนที่ทันที ยาก ยากมาก

แล้วเอาตัวรอดจากมุกสดยังไง

เรามีภูมิคุ้มกันเรื่องการอิมโพรไวซ์อยู่แล้ว เราพูดต่อหน้าคนหลายร้อยคนได้ เราแค่ต้องมองดูสถานการณ์ ณ ตอนนั้นว่าเราเล่นอะไรกับเขาได้บ้าง ในหัวต้องเป็นเครื่องจักรกลเลยอะ ตอนอยู่บนเวทีเขาพูดเรื่องอะไรกันอยู่ เราเตรียมในหัวทันมั้ย ถ้าถึงตาเราจะเล่นยังไง เราต้องคิด อย่าหยุด พี่แก๊งสามช่าเคยบอกเราว่าอย่าฝ่อ ใจอย่าฝ่อ เขาเบรกมุก เขาขัดมุก สู้ ต้องสู้ให้ได้ มันเลยทำให้เรารอดจากตรงนั้นมาได้

ตลอด 3 ปีมีวิชาเอาตัวรอดที่ได้จาก ชิงร้อยฯ อีกมั้ย

อีกสิ่งหนึ่งที่เขาบอกคือทำอะไรก็แล้วแต่ อย่ามุ่ง มุ่งในที่นี้หมายถึงว่า ถ้าหาช่องที่จะเล่นมุกที่เราเตรียมมา แล้วมันเล่นไม่ได้ เราต้องรอ อย่าพยายามยัดเยียดมุกที่คิดขึ้นมาให้หัว เคล็ดลับของ ชิงร้อยฯ คือต้องฟังบริบทตอนนั้น 

สมมติยืนกันสี่คน เขากำลังเล่นเรื่อง แม่นาคพระโขนง เราได้บทเป็นไอ้จ่อย เพื่อนของไอ้มาก เราก็ทำการบ้านเลย ถ้าเป็นเรื่องแม่นาคต้องมีมุกเกี่ยวกับมะนงมะนาว คำพงคำผวน แต่ตอนนั้นเขากำลังเล่นมุกไอ้แดงกัน ไอ้แดงมันเด็กมาก มันน่ารัก สายสะดือมันยาวพันคอตัวเอง เราก็ต้องมีมุกเกี่ยวกับไอ้แดงเข้าไป จะไปฉีกเรื่องมะนาวมันคงไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นเขาจะเรียกมุ่ง มุ่งที่จะเล่น เราต้องตามเขาก่อน ชิงร้อยฯ สอนให้เราเล่นกันเป็นทีม 

ถ้าแต่ละคนมีมุกของตัวเอง แล้วเอามุกมาใส่ๆ แล้วคนดูดูอะไร มันไม่มีจุดมุ่งหมายสำหรับคนดู เราเลยต้องตาม ต้องดูจังหวะ พอเขาโยนเสร็จเราค่อยงัดของออกมา มันยากตรงนี้แหละว่าเราจะงัดอะไรออกมา เราต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอด เช่น เขาถามว่าเอ็งชื่ออะไรวะ-ข้าชื่อไอ้เขียว เขียวอะไรวะ-แหนะ เขาจะถามอีกว่าเขียวอะไร เราก็ต้องคิดเผื่อ

ประสบการณ์ที่ได้จาก ชิงร้อยฯ คือไหวพริบ เพราะมุกมันพลิกได้ตลอดเวลา สิ่งนั้นทำให้เราแข็งแกร่ง

จาก ชิงร้อยชิงล้าน มา หกฉากครับจารย์ ได้ยังไง

การเล่น ชิงร้อยชิงล้าน เป็นการไปเอาของ ไปเอาวิชาจากรุ่นเดอะ พอเวลาประจวบเหมาะก็มีรายการ หกฉากครับจารย์ เป็นเหมือนแฟรนไชส์ของ ตลกหกฉาก ผู้ใหญ่ก็ดึงเราไปลองเล่นดูก่อน ช่วงนั้นยังไปๆ มาๆ ชิงร้อยฯ อยู่ แต่ ชิงร้อยฯ ต้องแย่งพื้นที่กันพอสมควร ส่วน ตลกหกฉาก มันเป็นพื้นที่สำหรับเราเลย บทเขียนมาเพื่อเรา ปูมาเพื่อเรา พอลองเสร็จมันเขาทาง เขาก็ดัน เราก็เล่น หกฉากครับจารย์ เต็มตัว

ความแตกต่างของ ชิงร้อยชิงล้าน กับ หกฉากครับจารย์ คืออะไร

ชิงร้อยฯ มันเหมือนนิทาน พอเล่าเรื่องเสร็จก็จะจบด้วย วันนี้คนไทยเราก็ต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ หกฉากครับจารย์ มันมีกิมมิก แก๊กจะจบในตัว เช่น เหตุการณ์เกิดในร้านซักรีด แฟนใช้ให้เอาเสื้อไปตาก ผู้หญิงถามว่า มึงอยู่ไหนทำไมยังไม่กลับมา (ก็เธอให้ฉันเอาเสื้อไปตาก) แล้วมึงอยู่ไหน มันก็ไม่น่านานนะ (ก็กำลังขึ้นรถ บขส. เอาเสื้อไปตาก)

เจแปน หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ถูกวางคาแรกเตอร์ให้พูดเหน่อด้วยใช่มั้ย

เขาไม่ได้วางคาแรกเตอร์เสียงเหน่อนะ ไม่มี อย่างฉากห้องเรียนพอเราอ่านบทก็คิดแล้วว่ามันมีตัวละครอะไรบ้าง โดม ตัวฝรั่ง, เก้า แม่งเท่ พระเอก, ก้อย น่ารัก มันมีหลายคาแรกเตอร์แล้วเราจะแสดงความยูนีกของเราออกมายังไง ซึ่งบทยังไม่มีตัวบ้านนอก แล้วเราเป็นเด็กสิงห์บุรี สมัยเรียนมัธยมที่สมุทรปราการเราพูดเหน่อนะ เราไม่รู้ตัวหรอก จนเพื่อนบอกมึงเหน่อมากเลย กูไม่เหน่อ (ทำเสียงเหน่อ) เราเลยเอาความเหน่อมาแทนตัวเรา แล้วจับคาแรกเตอร์ตรงนั้นมาใส่

จริต LGBTQ ก็ตีบทแตก

ที่เห็นติดกิ๊ฟ เราซื้อมาเอง ซื้อมาเพื่อให้ทีมคอสตูมได้ใช้ อย่างบทอีกัสต้องแรด ต้องสะดีดสะดิ้ง แอบพับกางเกงเอง คอสตูมไม่ได้ทำให้ พับให้กระเป๋าสีขาวมันโผล่ เพราะเราทำการบ้านมาว่าตุ๊ดเด็กต้องเป็นยังไง ตุ๊ดมหาลัยต้องเป็นยังไง จับคำ จับจริต มันเลยต้องมีอะไรสักอย่างคอยเสริมเพื่อให้เนื้อเรื่องมันกลมมากที่สุด คล้ายกับบทหนัง ถ้านักแสดงไม่อินกับคาแรกเตอร์ ก็เหมือนถูกจับมาวางในฉาก แต่ถ้าเราอินจนถึงเซลล์ ทุกคนก็จะอินตาม 

เราเคยอ่านคอมเมนต์มีคนบอกว่าเล่นเหมือนมาก เป็นหรือเปล่า มีคนแย้งว่าเขาไม่ได้เป็น เขามีแฟน สวยด้วย เราภูมิใจนะที่เล่นให้คนเชื่อได้ มันเป็นพอยต์สำคัญของเรา

ยิ่งเล่นเป็นแม่สิตางศุ์ยิ่งเหมือน

กระแสแม่สิตางศุ์กำลังมา แล้วเรากำลังอ่านบทเกี่ยวกับแมสเซนเจอร์ ขอเติมบทหน่อยดีกว่า ถ้าคนอื่นอ่านจะรู้สึกว่ามึงจะเอาแม่สิตางศุ์ไปใส่ตรงไหน แต่เราก็ใส่ เพราะบทแบบนี้รีเลตกับกระแสสังคม มันค่อนข้างสร้างสรรค์สำหรับเรานะ คนดูเองเขาก็เซอร์ไพรส์ว่าประโยคแบบนี้มึงก็ยังเอามาใส่ได้ น้องที่เล่นด้วยกันก็ฮากันจริงในฉาก

นอกจากแม่สิตางศุ์เลียนเสียงคนอื่นได้อีกมั้ย

พระพยอม

อ่าง เถิดเทิง

เคยแกะเสียงรายการ คนอวดผี ด้วย

เราคิดว่าถ้าวันหนึ่งเขาหาใครไม่ได้ ก็ต้องมาหาเราแหละ (หัวเราะ)

เท่าที่ฟัง หกฉากครับจารย์ ดูเป็นตัวตนของเจแปน

ด้วยความที่เราสนิทกับทีมงานบวกกับเราเป็นคนเบื้องหลัง เวลาเห็นอะไรเราก็จะคิด อ่านบทเสร็จก็แชร์กับเขาว่าเราคิดยังไง เพราะคนเขียนบทเขียนจากแก๊กของเขา แต่เราแชร์เพื่อให้มันเป็นตัวเรามากที่สุด ไม่ใช่ว่าเป็นนักแสดงก็แสดงอย่างเดียว เรามีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งถ่ายตั้งแต่เก้าโมงจนถึงตีสอง เราพักแค่สามฉาก เพราะทุกฉากครีเอทีฟบอกว่าดูแล้วเหมาะกับมึงหมดเลย มึงเล่นเหมือน มึงเล่นดี เขาก็ไว้ใจให้บทแบบนั้นกับเรา

ถ่ายทำถึงตีสอง ยังมีพลังเหลือเหรอ

เรามีพอยต์ในใจว่าทุกฉากจะต้องสนุกเหมือนกันหมด สิบก็คือสิบ เอเนอจี้ต้องสิบ จะไม่มีดร็อปเพราะคนดูสัมผัสได้ ถ้าเมื่อไหร่เราเล่นแล้วใจแม่งเหนื่อยมาก มันออกทางสีหน้าทันทีว่าเราขี้เกียจเล่น เราซีเรียสเรื่องนี้มาก ขนาดเขายังไม่นับห้า สี่ สาม สอง พวกแก๊งผู้หญิงจะบอกกับเราเสมอว่า แม่ นี่ขนาดซ้อมนะ ยังเล่นเต็มขนาดนี้ สำหรับเราไม่ได้ ต้องเต็ม จะได้รู้ลิมิตของตัวเองว่าเราเล่นได้ถึงไหน หนึ่งถึงสิบจะต้องสนุกเสมอ เพราะเราไม่รู้ว่าคนตัดต่อจะสลับยังไงบ้าง 

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์
เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ถ่ายที 30 40 ฉาก จะเล่นให้ตลกทุกฉากได้จริงเหรอ

เราต้องตลกให้ได้ ทำความเข้าใจก่อนว่าบางฉากไม่ได้เขียนบทมาเพื่อเราหรอก แต่เราต้องอยู่ฉากนั้น แต่ทำยังไงให้เรามีแอร์ไทม์และคนไม่ลืม ไม่ได้หมายถึงการพูดตัดบทหรือแย่งซีนนะ คนละอย่างกัน เราแค่ทำเนื้อเรื่องให้มันกลม 

สมมติเขาคุยกันอยู่สองคน เราแค่มีรีแอคกับเรื่องที่เขาคุย แค่นั้นก็ทำให้เรามีพื้นที่และมีตัวตน ไม่ใช่ว่าอยู่ในฉากแล้วนั่งเป็นเอ็กตร้าประกอบ คือทุกอย่างมันต้องไปด้วยกันเป็นแผง ทำเพื่อทีม ไม่ใช่ปล่อยให้เขาเล่นกันสองคนแล้วนั่งนิ่ง หรือบางทีเรามีจังหวะที่คิดอยู่ในหัว แล้วมันมีช่องที่จะเสริมเข้าไปได้ มันก็คลิก 

มีฉากหนึ่งใน หกฉากครับจารย์ เป็นสถานการณ์ที่ใส่ชุดลูกเสือมาผิดวัน ในเรื่องมันจบแค่พี่ลิง (สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์) เข้ามาแล้วร้องเพลงกับพี่นิกกี้ (ณฉัตร จันทพันธ์) แต่เราแอดเพิ่ม เพราะของมันอยู่ในตัว เพลงแบบนี้เราร้องได้ เราเลยพูดขึ้นมาว่า อาจารย์ครับ ผมก็ร้องได้ (ไหนเธอลองร้องซิ) เราก็ร้อง สักพักพี่ลิงบอกว่าไม่ได้ คนที่ร้องเพลงจะต้องเป็นลูกเสือเท่านั้น แต่ผมมีเพลงที่สองนะครับ (ไหนเธอลองร้องซิ) แบบนี้มันเลยสนุก เพราะเราได้สาดของใส่กัน 

ทำไมต้องเป็นเจแปนที่แสดงได้ทุกบทบาท

ปัจจุบันเราไม่สามารถแสดงเป็นผู้ชายตลอดเวลา เราไม่สามารถเล่นเป็นตลกหล่ออย่างเดียว ยุคนี้เป็นยุคของการแข่งขัน สักพักไอดอลมาละ อินฟลูเอนเซอร์มาละ คนดังมีเกลื่อนประเทศ แล้วทำยังไงเราถึงจะอยู่ได้ เราต้องมัลติฟังก์ชัน เราต้องทำได้หมดทุกอย่าง พิธีกรก็ได้ เล่นเป็นเพื่อนพระเอกก็ได้ บทฮา บทซีเรียส เราก็เล่นได้ 

มันเป็นทริกของเราเหมือนกันนะ สมมติเราเล่นบทบทหนึ่งได้ดี เขาจะขาดเราไม่ได้, เจแปนแม่งลาว่ะ ไม่ได้ ต้องให้เจแปนเล่น ใครจะมาแทนก็ไม่ได้ ถ้าเราทำให้ทีมงานรู้สึกว่าบทนี้ต้องเราเท่านั้น มันจะทำให้เราอยู่ได้ เราจะมีพื้นที่ มีโอกาส กลายเป็นว่าเขา Loyalty เรา นี่คือสิ่งสำคัญ แต่ถ้าบทพิมพ์มาแล้วครีเอทีฟบอกว่าใครเล่นก็ได้ เจแปนไม่อยู่ ไม่เป็นไร ถ้าแบบนั้นไม่ได้แล้ว เราเลยต้องเล่นให้เคี่ยว ให้เหนียวแน่นทุกบทบาทของการแสดง

เป็นคนที่เล่นตลกแล้วไม่อายภาพลักษณ์

ไม่กลัว เรามีความรู้สึกว่ายิ่งคนสนุก ยิ้มและตลกไปกับเราเท่ากับว่าเราสามารถทะลายกำแพงของคนที่ดูเราได้ สมัยเด็กมีเคอะเขินบ้าง แต่ทำแล้วคนชอบ เราได้แสดงศักยภาพของตัวเอง เราได้มีพื้นที่ มีตัวตน 

อีกอย่างที่น่าสนใจของเด็กสมัยนี้คือเขาอยากมีตัวตน ไม่ได้อยากเป็นใครก็ไม่รู้ เราอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่อยากมีตัวตน แต่ว่ามีตัวตนยังไงไม่ให้เวอร์ อยู่แบบพอดี และสิ่งสำคัญคือมีตัวตน แต่ต้องเป็นตัวเราด้วย เราสังเกตตัวเองว่าเราเป็นคนชอบเลียนแบบ ชอบเลียนเสียง แต่สิ่งที่จะไม่ผิดเพี้ยนเลยคือเรายังมีความเป็นตัวเราอยู่

ถ้าสิ่งที่เรากำลังล้อเลียนหรือกำลังพูดถึง เขาคนนั้นไม่ดังแล้ว นั่นหมายความว่าเราก็ไม่ดังตามเขาไปด้วย

เหมือนก็อปปี้โชว์

ถูก ถ้าคนที่เราก็อปปี้โชว์เขาไม่ดังแล้ว คนคนนี้จะอยู่ยังไง เราเลยต้องเอาทุกอย่างมาผนวกให้เป็นเราให้ได้มากที่สุด 

แสดงว่าการเป็นเจแปนทำให้ยังยืนอยู่ตรงนี้ได้

การที่เป็นเรามันทำให้เรายืนอย่างแข็งแรง (เขากระทืบเท้าแสดงความหนักแน่น) ไม่ใช่ว่าหมดกระแสแม่สิตางศุ์เราจะหายตามกระแส ไม่ใช่ เราปรับเปลี่ยนตัวเองได้เรื่อยๆ ใครมาใหม่เราก็พร้อมที่จะหยิบคนนั้นขึ้นมาเสมอ

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ตัวตนอีกด้านของเจแปนคือคนเบื้องหลัง

งานหลักเรากำกับมากกว่า เราชอบเบื้องหลังตั้งแต่มอหนึ่ง ปกติเด็กทั่วไปจะดูหนังอย่างเดียว แต่เราชอบดูดีวีดีหนังฝรั่ง เขาจะแถม Behide the Scene เราก็จะกดดูเฉพาะอันนี้ จะเห็นเบื้องหลังทั้งหมดว่าเขาทำยังไง ใส่ชุดสีเขียวทำไม กรีนสกรีนตัดคนออกยังไง มันเลยทำให้เรารักสายอาชีพนี้ สายเลือดเรามาจากตรงนั้น อาจไม่ต้องถึงขั้นเป็นเจ้าพ่อในวงการหนังหรือวงการโฆษณา ขอแค่ชีวิตยังวนเวียนอยู่กับการออกกอง การถ่ายทำ แค่นี้เรามีความสุขแล้ว 

มีข้อดีของการเป็นทั้งคนเบื้องหน้าและคนเบื้องหลังมั้ย

ข้อดีคือเราแสดงได้ เวลาทำงานเบื้องหลังเราจะรู้ว่าโมเมนต์นี้ควรจะเป็นโมเมนต์แบบไหน ปัญหาของคนทำงานโปรดักชันและผู้กำกับ มีบางส่วนที่สื่อสารกับนักแสดงไม่ได้ สื่อสารไม่ถูก ต้องอาศัยแอคติ้งโค้ชเข้ามาช่วย ถ้าผู้กำกับสื่อสารกับนักแสดงได้ จังหวะนี้ควรเล่นยังไง ทำไมต้องทำแบบนี้ อธิบายให้นักแสดงเข้าใจ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แอคติ้งโค้ช

จากคนเบื้องหลัง เคยถามตัวเองมั้ยว่ามาถึงจุดนี้ได้ยังไง

เราเชื่อเรื่องจุดเหวี่ยงของจักรวาล เชื่อวันและเวลาที่เหมาะสม เหมือนคนไม่มีแฟนแล้วอยากหาแฟน หาให้ตายยังไงก็ไม่ได้ มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า มึงลองหยุดเดินสิ เขาอาจจะเดินมาหามึงก็ได้ มันยิ่งทำให้เราเชื่อว่าวันและเวลาจะต้องเหวี่ยงอะไรสักอย่างมาให้เรา เหมือนการได้เล่น หกฉากครับจารย์ เราทำผลงานได้ดี ทุกอย่างก็จะเหวี่ยงมาหาเราโดยปริยาย แต่เราต้องทำด้วยนะ ไม่ใช่นอนเป็นผักอยู่ที่บ้าน แบบนั้นมันจะเหวี่ยงมามั้ย ก็คงไม่

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์
เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

เชื่อว่ามีวันของเรา

ใช่ แต่มันตอนไหนเท่านั้นเองและที่สำคัญ เราจะรักษาพื้นที่ตรงนั้นไว้ได้ยาวนานขนาดไหน รักษาชื่อเสียง รักษาคุณภาพ รักษาตัวตนของเรา เอาจริงเป็นคนค่อนข้างซีเรียสนะ เรากลัว กลัวว่าวันเวลาทำให้เราเปลี่ยนไป

เราเช็กตัวเองกับแฟนตลอด เรายังเป็นเหมือนเดิมมั้ย เพราะเราไม่ได้สวมหัวโขนตลอดเวลา ถอดออกมันก็เป็นตัวเรา ถ้าเราแบกหลายอย่างไว้ในตัวเองมันเป็นภาระ ฉะนั้น อย่า คนจะชอบเราก็ชอบที่เราเป็นตัวเรา 

คุณเป็นเจแปนแบบไหนในวันที่จักรวาลเหวี่ยงให้คุณกลายเป็นคนมีชื่อเสียง 

ก็เป็นเจแปน เจแปนเป็นคนที่มีเป้าหมายและมีความฝัน เจแปนเป็นคนไม่ลืมตัว ไม่ลืมกำพืดของตัวเองว่าเรามีฝันแบบไหน เราเข้ามาที่เวิร์คพอยท์เพราะเราเห็นว่าองค์กรนี้เป็นเป้าหมายของเรา ใครบ้างที่ให้โอกาสเราและเราก็ต้องทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด ฉะนั้นเรายังเหมือนเดิม เป็นแบบที่เราเป็น มีแค่ภาระหน้าที่เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป

เจแปนที่มาพร้อมความฝัน ตอนนี้ถึงเส้นชัยหรือยัง

ยัง (ตอบทันที) สามปีแล้วที่เราเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ก็หาประสบการณ์กันไป จังหวะไหนที่เรามีโอกาสก็ทำโอกาสนั้นให้เต็มที่ เรารู้สึกว่าวงการบันเทิงเป็นอะไรที่ฉาบฉวย ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว เราไม่อยากเป็นแบบนั้น กลัวดังเป็นพลุแตกบึ้มเดียวแล้ววาบหายไปเลย เราอยากอยู่เป็นไฟหลอดไส้ที่ใช้งานได้นาน อยากอยู่ทุกยุคทุกสมัย มันพิเศษนะ เหมือนพี่โน้ต อุดม (อุดม แต้พานิช) แก๊งสามช่า ไม่ว่ากาลเวลาจะเลื้อยไปยังไงแต่เขาก็ยังอยู่ตลอด

เรามีความเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่จะเก่งแซงหน้าเรา ถ้าเรารักษาคุณภาพและเรียนรู้อยู่ตลอด เรามีสิ่งใหม่มานำเสนอผนวกกับความเป็นตัวเรา อย่างน้อยเราก็อยู่ได้ เราไม่รีบ เรากลัวรีบวิ่งขึ้นบันไดแล้วพลาดร่วงตั้งแต่ชั้นบนลงมา ต้องมาเริ่มใหม่ มันไม่คุ้ม ค่อยๆ ไปอย่างมีสติมากที่สุดดีกว่า

กลัวการถูกลืมมั้ย

กลัวการถูกลืมมั้ยเหรอ (นิ่งคิด) ถ้าเราเป็นคนที่มีนิสัยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา กาลเวลาก็ทำอะไรเราไม่ได้ 

คนที่กาลเวลาลืมคือคนที่หยุด เรารู้สึกว่าเราไม่หยุดที่จะคิด ไม่หยุดที่จะทำ โลกทุกวันนี้มันน่ากลัวนะ เราต้องมีอะไรคอยซัพพอร์ตเอาไว้ตลอด อย่างช่วงโควิดเราแทบจะประสาทกินเหมือนกัน เป็นคนแพนิก ถ้าอยู่บ้านเฉยๆ จะรู้สึกเหมือนเราตกงาน ต้องคอยหาอะไรทำตลอดเวลา

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

จะเรียกว่าเป็นคนแอคทีฟได้มั้ย

กลัวมากกว่า

ยังไง

เราเป็นคนค่อนข้างวางแผนชีวิตพอสมควร เราต้องแพลนตัวเองในทุกมิติ เช่น พอยต์สำคัญในชีวิตคืออะไร เราตอบตัวเองว่า เราต้องมีครอบครัว แล้วถ้ามีต้องมีประมาณปีไหน ระยะเวลาเท่าไหร่ ถ้าจะแต่งงาน จะมีลูกด้วยมั้ย เพราะมันต้องเกี่ยวกับเรื่องเงิน การวางแผนชีวิตไม่ใช่คุณโตก่อนแล้วค่อยทำ ไม่ใช่ ทุกอย่างมันเกี่ยวกับชีวิตหมดเลย

พอเราเป็นคนมีเงินได้ จะส่งภาษียังไง บางคนไม่รู้ว่าซื้อประกันแล้วลดหย่อนภาษีได้ ถ้าไม่เคยศึกษาหรือวางแผนเลยพอไปถึงจุดนั้นทุกคนจะตื่น อ้าว แล้วกูต้องทำยังไงต่อวะ โชคดีที่เราเป็นคนกระตือรือร้นตั้งแต่อายุยังน้อย เราเรียนรู้เรื่องพวกนี้และทำเองทั้งหมดเพื่อที่จะวางแผนชีวิต เราจะจัดการง่ายมาก เวลาล้มปุ๊บมันจะได้ไม่เจ็บมาก

จากวันที่นั่งหน้าจอดูตลกคาเฟ่จนมาเป็นนักแสดงตลกที่เล่นอยู่ในจอ เจแปนคนนั้นเติบโตขึ้นยังไงบ้าง

มันทำให้เรารู้ว่าเป้าหมายชีวิตสำคัญมาก เราจะได้มีลู่ทางในการเดินแบบถูกทิศและถูกทาง ไม่ใช่ว่าชีวิตของเราจะเดินถึงเป้าหมายอย่างเดียวนะ มันยังมีระหว่างทางให้แวะ ให้จอด ให้พักเหนื่อยหายใจ เพื่อที่จะมองไปข้างหน้าว่าจุดหมายเราคืออะไร เป้าหมายชีวิตมันเหมือนการปักหมุดใน Google Maps เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะไปทางไหน เราต้องมีพอยต์ในชีวิตว่าสุดท้ายเราทำเพื่ออะไร เพื่อเราเอง เพื่อครอบครัว ส่วนระหว่างทางมันเป็นโอกาส แต่สิ่งสำคัญเราต้องรู้จักตัวเองก่อน

และเราต้องขอบคุณคนที่ร่วมเดินทางกับเราด้วยนะ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่พาตัวเราไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ดี เราเคยนั่งร้องไห้ในวิชาฟิสิกส์ เพราะไม่รู้ว่าโมเมนตัมคืออะไร แต่เพื่อนก็ช่วย พอมหาลัยเราเก่งกิจกรรม แต่วิชาการเราไม่เก่ง ก็มีแก๊งเพื่อนคอยซัพพอร์ตที่จะทำให้งานมันเสร็จได้ มันมีแบบนี้มาตลอดทาง เรารู้ตัวเองว่าเราไม่เก่ง เราเลยต้องหาเพื่อนที่ช่วยเราให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างที่บอกเราไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมายคนเดียว ฉะนั้น เราไม่ควรมองข้ามคนระหว่างทาง

เขาว่ากันว่า ชีวิตตลกแม่งไม่ตลกหรอก จริงมั้ย

จริงครับ สำหรับเราการทำงานไม่ใช่เรื่องตลก การดำเนินชีวิตก็ไม่ตลก เรื่องความรักก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ตลก 

บางทีเครียดจากงานของบริษัทก็มาคุยกับแฟน มาร้องไห้กับแฟน มันมีโมเมนต์แบบนั้นตลอด แต่เราเป็นคนที่แยกพาร์ตได้ เห้ย สล็อตความเครียดให้มันอยู่แค่ในสล็อตนี้ พอถึงหน้าที่ของเราปุ๊บก็เอาสล็อตหน้าที่นั้นมาใช้ ถ้าเราเอาเรื่องราวทุกอย่างในชีวิตมารวมกัน มันทำให้การดำเนินชีวิตไม่สนุก ถ้าติดขัดตรงไหน แก้แค่ตรงนั้น 

ไม่ใช่ว่ามาทำงานก็คิด คนเราหลีกเลี่ยงความคิดไม่ได้หรอก แต่เราแค่แยกส่วนให้ชัดเจน เราสังเกตตัวเองนะ ถ้าเจอเรื่องเครียดจะไม่เอามาใส่หัว เพราะเรื่องราวในชีวิตเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แน่นอนว่าทุกอันมันมีโมเมนต์หมด แต่ถ้าเก็บทุกโมเมนต์มาใส่หัวปุ๊บ มันหนัก มันระเบิดได้ เราเองก็ไม่อยากมีโมเมนต์แบบนั้นตลอดเวลา บางทีแฟนยังบ่นว่า เธอต้องจำอะไรบ้างนะ ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่จำอะไรเลย

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

แล้วความสุขในวันนี้สำหรับเจแปนคืออะไร 

ทำในสิ่งที่รัก คำว่า ที่รัก อาจจะกว้างไป ก็ลงลึกไปว่าทำในสิ่งที่เราไม่เคยที่จะหยุดวอกแวกกับมัน 

เหมือนกับเราเองที่มีความฝันอยากเป็นตลก เราเดินตามฝันมาตลอด ทั้งแคสติ้งเป็นนักแสดง ไม่รู้ว่ารู้หรือเปล่าเรื่องแรกเราเล่น Top Secret วัยรุ่นพันล้าน กับพีช พชร (พชร จิราธิวัฒน์) มันค่อยเป็นค่อยไป จนเราไปอยู่กับพี่หอยสักสี่ห้าปี เป็นเด็กปั้นของสาระแนก่อนจะมาอยู่เวิร์คพอยท์ ถ้าลองสังเกตเป้าหมายของเรามันอยู่ในทุกอัน เราไม่เคยละทิ้งจากเป้าหมายเหล่านั้นของเราเลย

พอเราใช้ชีวิตมันชัดขึ้นเรื่อยๆ มีประโยคหนึ่งที่เราจะพูดเสมอเวลาเป็นวิทยากรบรรยาย เราจะบอกว่า หลายคนมีความฝันเป็นของตัวเอง ซึ่งดีแล้ว แต่หลายคนก็ท้อกับความฝัน เลยเอาง่ายเข้าว่า ฝันสูงจังเลยขี้เกียจปีนขึ้นไป กลับกลายเป็นว่าลดความฝันของตัวเองลงมาให้ใกล้ที่สุดเพื่อจะเอื้อมถึง เราว่ามันง่ายไป มันไม่ท้าทายชีวิต มีฝันทั้งทีมันต้องเอา มันต้องสู้

ความฝันมันท้าทายชีวิตยังไง

เราได้เห็นเป้าหมายที่ใกล้ขึ้นมากกว่าสิบกว่าปีที่แล้ว ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว มันได้กลิ่นอะไรบางอย่าง มันมีความสุขนะ

ครอบครัวมีส่วนช่วยเป็นบันไดความฝันของคุณมั้ย

เราเป็นคนหนึ่งที่ครอบครัวให้โอกาส ให้พื้นที่กับเรา เขาไม่เคยกีดกันว่าเราจะเรียนอะไร

เคยมีครั้งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่น้อยใจครอบครัวว่าทำไมไม่เข้าใจลูกเราเลย เพราะส่วนใหญ่ที่บ้านเป็นครูทั้งตระกูล คุณลุง คุณป้า ประมาณเจ็ดแปดคน มีพ่อเราคนเดียวที่เป็นรัฐวิสาหกิจ พอเป็นแบบนั้นเขาเลยมีกรอบ ไม่เข้าใจสิ่งที่เราเป็น เราเลยมีแพสชัน มีความกดดัน ทุกคนที่บ้านจบมาทำงานมั่นคงหมดเลย พอเราเรียนจบ แม่งฟรีแลนซ์ ทำงานบริษัท ถ้าไปไม่รอดจะทำยังไงวะ 

สุดท้ายเราทำในสิ่งที่อยากจะเป็นอย่างเต็มที่ จนมีคนรู้จักทั้งประเทศ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เคยหนักใจกลายเป็นว่าเขาแฮปปี้ เขาไม่ต้องกลัวว่าญาติพี่น้องจะรู้สึกยังไง เรียนจบนิเทศฯ จะทำอะไร ตอนนี้เขายิ้มได้เต็มปาก คนนี้ลูกฉัน 

สิ่งที่เจแปนทำมันพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นหมดแล้ว

มันพิสูจน์ทุกอย่าง ความภูมิใจของเราคือการทำให้เขาภูมิใจ ภูมิใจที่ครอบครัวมีความสุขกับสิ่งที่เราเป็น จนปัจจุบันมันปลดล็อกทุกอย่าง เรารู้สึกโชคดีที่เราเป็นคนที่มีเป้าหมายชัดเจนและไม่เคยละทิ้งเป้าหมายนั้นเลย 

งั้นตอนนี้เราเรียกเจแปนว่าเป็น ดาวตลก ได้แล้วใช่มั้ย

ได้ เจแปนเป็นทุกอย่าง เจแปนเป็นพิธีกร เจแปนเป็นยูทูเบอร์ เจแปนเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เจแปนเป็นตลก เจแปนเป็นนักเลียนแบบ เจแปนมัลติฟังก์ชันอยู่แล้ว จะเรียกเราแบบไหนก็ได้ แต่เรายังเป็นเจแปนของทุกคนเสมอ

เราตอบแบบพี่เบิร์ด ธงไชยมากเลยนะ (หัวเราะ)

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load