อย่างมุกคำผวนเล่นได้มั้ย (สบาย)

ชายเหมี่ยง (เชียงใหม่) ชายเรียง (เชียงราย) ชายสี่ (หมี่เกี๊ยว) ตึ่กโป๊ะ! 

ลองอีกรอบ

สวัสดี (สวีดัด) วันนี้ (วีนั้น) พับกบ (แฮ่ อันนั้นของผม) ตึ่กโป๊ะ!

สวัสดี ท่านผู้ชมที่อ่านบทความอยู่ที่บ้านก็ดี ที่โรงแรมก็ดี หรือบนรถทัวร์ก็ดี คณะคลาวด์จะยิ้ม มีตลกดาวพุ่งรุ่งแรง เอ้ย ดาวรุ่งรุ่งแพง เอ้ย ดาวรุ่งพุ่งแรง เอ้ย ถูกแล้ว! (ขออภัยหากตลกจนคุณยิ้มหวาน) มาแนะนำให้รู้จัก 

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

พร้อมกันหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วไปพบกับตลกชอบเป่าแคน เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ 

หนุ่มสิงห์บุรีคนนี้ไต่บันไดความฝันขั้นแล้วขั้นเล่า ตั้งแต่เป็นเด็กชายที่นอนดูวีซีดีตลกคาเฟ่ ยอมตาตื่นเป็นนกฮูกนั่งดูรายการ ชิงร้อยชิงล้าน รายการบันเทิงที่เขายกให้เป็นหนึ่งในดวงใจ ไหนจะฉายาตลกประจำห้องที่ขยับขยายเป็นตลกประจำโรงเรียนเพียง 2 – 3 ขวบปี ไม่นับรวมกิจกรรมระดับมหาวิทยาลัยที่เขาทุ่มสุดตัว เทหมดหน้าตัก

จนวัน-เวลาหมุนเวียน เจแปน เด็กที่มีความฝันเล็กจิ๋วอย่างการเป็นคนนั่งปรบมือในสตูดิโอ ชิงร้อยฯ เขายังคงเดิน เดินตามหมุดหมายสีแดงของชีวิตที่ปักไว้กลางหัวใจ ‘ตลก’ เส้นทางสายนี้ของเจแปนถูกจักรวาลเหวี่ยงโอกาสเข้ามาอย่างจัง ถ้าเป็นมุกตลก จังหวะนี้คนดูอย่างเราคงตบเข่าฉาดพร้อมหัวเราะลั่น (ด้วยความยินดี) ให้กับเขา

จักรวาลแห่งโอกาสพาเจแปนมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นดาวตลกน้องใหม่แห่งอาณาจักรเวิร์คพอยท์ ที่เปิดฉากความฮาด้วยการตบมุกกับแก๊งสามช่า ดาวตลกรุ่นใหญ่จากรายการ ชิงร้อยชิงล้าน ส่งมุกต่ออย่างไม่หยุดพักกับการแสดงมากบทบาทที่เรียกเสียงฮาไม่หยุดหย่อนจากรายการ หกฉากครับจารย์ ซิตคอมอารมณ์ดีช่องหมายเลข 23

นั่นเป็นเพียงงานเบื้องหน้า หนุ่มคนนี้ยังฉายแววเป็นคนสายงานเบื้องหลังอย่างนักพากย์ เจ้าของโปรดักชันเฮาส์ที่ผลิตงานออนไลน์อย่างซีรีส์และโฆษณา ทำยูทูเบอร์นาม Buffet Channel และ iPAN CHANNEL

เมื่อความฝัน เวลาและโอกาส หมุนบรรจบครบรอบ คงถึงเวลาแล้วที่ ‘ดาวตลก’ ดวงนี้จะฉายแววเปล่งแสงระยิบระยับทั่วท้องฟ้าประเทศไทย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เชิญผู้ชมเสพเสียงหัวเราะจนหัวไหล่สั่นได้ ณ บัดนี้

คณะคลาวด์จะยิ้ม รับประกันความประทับใจ

จากยูทูเบอร์กลายมาเป็นนักแสดงในเวิร์คพอยท์ได้ยังไง

ตอนนั้นเราถูกเชิญมา ซูเปอร์หม่ำ กับแก๊งเพื่อน ทีมงานไม่ให้เจอพี่หม่ำ (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) ไม่มีการเตี๊ยม มาถึงก็เข้ารายการ เราเป็นคนที่ดูพี่หม่ำอยู่แล้ว เรารู้ว่าจังหวะแบบนี้ต้องเล่นกับแก ต้องเล่น ห้ามกลัว จะสะมะกึกสะมะกักไม่ได้ เราดันกล้าเล่น

ที่นี้พี่โอ๋ พี่แก้ว แล้วก็ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้บริหารเขาลงมาดูสตูฯ เหมือนเขาพยายามหาเด็กเจนใหม่มาเล่นกับแก ผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เขาติดต่อให้เราลองมาเล่น ชิงร้อยชิงล้าน

หลังจากวางสายรู้สึกยังไง

ตื่นเต้น ขนลุกไปหมด เรารู้สึกว่ามันเป็นโอกาสของเราแล้ว สิ่งที่เราทำมาไม่สูญเปล่า

ถ้าย้อนกลับไป ชิงร้อยชิงล้าน เป็นรายการตลกที่อยู่ในใจตั้งแต่เรียนประถม เราต้องเปิดช่องเจ็ด ยอมนอนดึก สี่ทุ่ม ห้าทุ่ม เพื่อจะนั่งดู มันอยู่ในความทรงจำและความเป็นตัวเราอยู่แล้ว ความฝันสูงสุดของเราคือการเป็นคนนั่งปรบมือในสตูดิโอหรือถูกแก๊งสามช่าดึงขึ้นไปเล่นละครบนเวที แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น คนละอย่างกันเลย 

แสดงว่าชอบดูตลกมาตั้งแต่เด็ก

สมัยประถมดูแต่วีซีดีตลกคาเฟ่ จี้เส้นคอนเสิร์ต เพราะลุงทำงานอยู่กรุงเทพฯ กลับบ้านทีเขาจะขนแผ่นซีดีเป็นกระตั้กกลับมาให้เรา เราเปิดดูทั้งวัน บางทีดูมายากลคณะชวนชื่น เขาทำยังไงวะ อยากลองทำบ้าง ก็กดหยุด แล้วหาผ้ามาทำมายากล อุปกรณ์ทุกอย่างเรายังเก็บไว้อยู่ 

ส่วนหนึ่งเราเป็นคนชอบแสดงออก เพราะครอบครัวเราเขาสนุกสนาน เล่นมุกกันตลอดเวลา เราเลยกลายเป็นคนแบบนี้ อย่างตอนเรียนมัธยม มีพื้นที่ให้เราได้เป็นพิธีกร ประมาณมอสอง เราได้ฉายาตลกประจำห้อง มอสาม เราเริ่มทำกิจกรรมของโรงเรียน เขาก็ให้ฉายาตลกประจำโรงเรียน

เจแปน หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์
เจแปน หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ใหญ่ขึ้น

ใช่ พอมอสี่ มอห้าเราทำทุกกิจกรรม จนมาเป็นคณะกรรมการนักเรียนเราก็ยังอยู่สายนันทนาการ ถือไมค์ตลอด เพลงเชียร์ร้องได้ทุกเพลง มหาลัยก็เหมือนกัน เป็นเด็กสแตนด์ แต่งหน้าแต่งตา พอเพลงเชียร์เพลงแรกขึ้น

แรด เริ่ด เชิ่ด พร้อม (พร้อม) สาม สี่, เราเต็มที่กับทุกอย่าง

จำวันแรกที่ขึ้นเวที ชิงร้อยชิงล้าน ได้มั้ย

ตอนนั้นเราเข้าไปเล่นด้วยความสนุกสนาน เล่นเต็มที่ของเรา ผิดบ้าง ถูกบ้าง ถ้าใครดูแก๊งสามช่าเล่นจะรู้ว่ามันไม่มีกรอบ เล่นอะไรก็ได้ ตอนแรกพยายามตามเขาก่อน ตอนหลังก็ปรับตัว ผู้ใหญ่เขาก็มาเล่าให้ฟังว่าสโคปของรายการคืออะไร รายการนี้ทำมาเพื่ออะไร ให้เราเข้าใจบริบทของรายการมากขึ้น ไม่ใช่แค่เล่น แต่ต้องรู้ว่าเล่นเพื่ออะไร

ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องกลับไปดูคลิป ชิงร้อยฯ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ดูวิวัฒนาการของเรื่องราว ดูจังหวะ ดูแก๊ก ดูวิธีการเล่น พอเรากลับไปทำการบ้านแบบนั้นเหมือนเรากำลังกำหนดตัวเอง จังหวะแบบนี้จะยังไงดี เขาเว้นช่องให้ เราต้องตอบอะไร กลายเป็นเราคิดตลอดเวลา กดดันตัวเองว่าจะฮามั้ย ถ้าเป็นเด็กใหม่มาคือตาย การตายบนเวทีหน้าจะชา เราต้องดึงสติและพยายามฟัง เมื่อมีช่องว่างเราต้องแทนที่ทันที ยาก ยากมาก

แล้วเอาตัวรอดจากมุกสดยังไง

เรามีภูมิคุ้มกันเรื่องการอิมโพรไวซ์อยู่แล้ว เราพูดต่อหน้าคนหลายร้อยคนได้ เราแค่ต้องมองดูสถานการณ์ ณ ตอนนั้นว่าเราเล่นอะไรกับเขาได้บ้าง ในหัวต้องเป็นเครื่องจักรกลเลยอะ ตอนอยู่บนเวทีเขาพูดเรื่องอะไรกันอยู่ เราเตรียมในหัวทันมั้ย ถ้าถึงตาเราจะเล่นยังไง เราต้องคิด อย่าหยุด พี่แก๊งสามช่าเคยบอกเราว่าอย่าฝ่อ ใจอย่าฝ่อ เขาเบรกมุก เขาขัดมุก สู้ ต้องสู้ให้ได้ มันเลยทำให้เรารอดจากตรงนั้นมาได้

ตลอด 3 ปีมีวิชาเอาตัวรอดที่ได้จาก ชิงร้อยฯ อีกมั้ย

อีกสิ่งหนึ่งที่เขาบอกคือทำอะไรก็แล้วแต่ อย่ามุ่ง มุ่งในที่นี้หมายถึงว่า ถ้าหาช่องที่จะเล่นมุกที่เราเตรียมมา แล้วมันเล่นไม่ได้ เราต้องรอ อย่าพยายามยัดเยียดมุกที่คิดขึ้นมาให้หัว เคล็ดลับของ ชิงร้อยฯ คือต้องฟังบริบทตอนนั้น 

สมมติยืนกันสี่คน เขากำลังเล่นเรื่อง แม่นาคพระโขนง เราได้บทเป็นไอ้จ่อย เพื่อนของไอ้มาก เราก็ทำการบ้านเลย ถ้าเป็นเรื่องแม่นาคต้องมีมุกเกี่ยวกับมะนงมะนาว คำพงคำผวน แต่ตอนนั้นเขากำลังเล่นมุกไอ้แดงกัน ไอ้แดงมันเด็กมาก มันน่ารัก สายสะดือมันยาวพันคอตัวเอง เราก็ต้องมีมุกเกี่ยวกับไอ้แดงเข้าไป จะไปฉีกเรื่องมะนาวมันคงไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นเขาจะเรียกมุ่ง มุ่งที่จะเล่น เราต้องตามเขาก่อน ชิงร้อยฯ สอนให้เราเล่นกันเป็นทีม 

ถ้าแต่ละคนมีมุกของตัวเอง แล้วเอามุกมาใส่ๆ แล้วคนดูดูอะไร มันไม่มีจุดมุ่งหมายสำหรับคนดู เราเลยต้องตาม ต้องดูจังหวะ พอเขาโยนเสร็จเราค่อยงัดของออกมา มันยากตรงนี้แหละว่าเราจะงัดอะไรออกมา เราต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอด เช่น เขาถามว่าเอ็งชื่ออะไรวะ-ข้าชื่อไอ้เขียว เขียวอะไรวะ-แหนะ เขาจะถามอีกว่าเขียวอะไร เราก็ต้องคิดเผื่อ

ประสบการณ์ที่ได้จาก ชิงร้อยฯ คือไหวพริบ เพราะมุกมันพลิกได้ตลอดเวลา สิ่งนั้นทำให้เราแข็งแกร่ง

จาก ชิงร้อยชิงล้าน มา หกฉากครับจารย์ ได้ยังไง

การเล่น ชิงร้อยชิงล้าน เป็นการไปเอาของ ไปเอาวิชาจากรุ่นเดอะ พอเวลาประจวบเหมาะก็มีรายการ หกฉากครับจารย์ เป็นเหมือนแฟรนไชส์ของ ตลกหกฉาก ผู้ใหญ่ก็ดึงเราไปลองเล่นดูก่อน ช่วงนั้นยังไปๆ มาๆ ชิงร้อยฯ อยู่ แต่ ชิงร้อยฯ ต้องแย่งพื้นที่กันพอสมควร ส่วน ตลกหกฉาก มันเป็นพื้นที่สำหรับเราเลย บทเขียนมาเพื่อเรา ปูมาเพื่อเรา พอลองเสร็จมันเขาทาง เขาก็ดัน เราก็เล่น หกฉากครับจารย์ เต็มตัว

ความแตกต่างของ ชิงร้อยชิงล้าน กับ หกฉากครับจารย์ คืออะไร

ชิงร้อยฯ มันเหมือนนิทาน พอเล่าเรื่องเสร็จก็จะจบด้วย วันนี้คนไทยเราก็ต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ หกฉากครับจารย์ มันมีกิมมิก แก๊กจะจบในตัว เช่น เหตุการณ์เกิดในร้านซักรีด แฟนใช้ให้เอาเสื้อไปตาก ผู้หญิงถามว่า มึงอยู่ไหนทำไมยังไม่กลับมา (ก็เธอให้ฉันเอาเสื้อไปตาก) แล้วมึงอยู่ไหน มันก็ไม่น่านานนะ (ก็กำลังขึ้นรถ บขส. เอาเสื้อไปตาก)

เจแปน หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ถูกวางคาแรกเตอร์ให้พูดเหน่อด้วยใช่มั้ย

เขาไม่ได้วางคาแรกเตอร์เสียงเหน่อนะ ไม่มี อย่างฉากห้องเรียนพอเราอ่านบทก็คิดแล้วว่ามันมีตัวละครอะไรบ้าง โดม ตัวฝรั่ง, เก้า แม่งเท่ พระเอก, ก้อย น่ารัก มันมีหลายคาแรกเตอร์แล้วเราจะแสดงความยูนีกของเราออกมายังไง ซึ่งบทยังไม่มีตัวบ้านนอก แล้วเราเป็นเด็กสิงห์บุรี สมัยเรียนมัธยมที่สมุทรปราการเราพูดเหน่อนะ เราไม่รู้ตัวหรอก จนเพื่อนบอกมึงเหน่อมากเลย กูไม่เหน่อ (ทำเสียงเหน่อ) เราเลยเอาความเหน่อมาแทนตัวเรา แล้วจับคาแรกเตอร์ตรงนั้นมาใส่

จริต LGBTQ ก็ตีบทแตก

ที่เห็นติดกิ๊ฟ เราซื้อมาเอง ซื้อมาเพื่อให้ทีมคอสตูมได้ใช้ อย่างบทอีกัสต้องแรด ต้องสะดีดสะดิ้ง แอบพับกางเกงเอง คอสตูมไม่ได้ทำให้ พับให้กระเป๋าสีขาวมันโผล่ เพราะเราทำการบ้านมาว่าตุ๊ดเด็กต้องเป็นยังไง ตุ๊ดมหาลัยต้องเป็นยังไง จับคำ จับจริต มันเลยต้องมีอะไรสักอย่างคอยเสริมเพื่อให้เนื้อเรื่องมันกลมมากที่สุด คล้ายกับบทหนัง ถ้านักแสดงไม่อินกับคาแรกเตอร์ ก็เหมือนถูกจับมาวางในฉาก แต่ถ้าเราอินจนถึงเซลล์ ทุกคนก็จะอินตาม 

เราเคยอ่านคอมเมนต์มีคนบอกว่าเล่นเหมือนมาก เป็นหรือเปล่า มีคนแย้งว่าเขาไม่ได้เป็น เขามีแฟน สวยด้วย เราภูมิใจนะที่เล่นให้คนเชื่อได้ มันเป็นพอยต์สำคัญของเรา

ยิ่งเล่นเป็นแม่สิตางศุ์ยิ่งเหมือน

กระแสแม่สิตางศุ์กำลังมา แล้วเรากำลังอ่านบทเกี่ยวกับแมสเซนเจอร์ ขอเติมบทหน่อยดีกว่า ถ้าคนอื่นอ่านจะรู้สึกว่ามึงจะเอาแม่สิตางศุ์ไปใส่ตรงไหน แต่เราก็ใส่ เพราะบทแบบนี้รีเลตกับกระแสสังคม มันค่อนข้างสร้างสรรค์สำหรับเรานะ คนดูเองเขาก็เซอร์ไพรส์ว่าประโยคแบบนี้มึงก็ยังเอามาใส่ได้ น้องที่เล่นด้วยกันก็ฮากันจริงในฉาก

นอกจากแม่สิตางศุ์เลียนเสียงคนอื่นได้อีกมั้ย

พระพยอม

อ่าง เถิดเทิง

เคยแกะเสียงรายการ คนอวดผี ด้วย

เราคิดว่าถ้าวันหนึ่งเขาหาใครไม่ได้ ก็ต้องมาหาเราแหละ (หัวเราะ)

เท่าที่ฟัง หกฉากครับจารย์ ดูเป็นตัวตนของเจแปน

ด้วยความที่เราสนิทกับทีมงานบวกกับเราเป็นคนเบื้องหลัง เวลาเห็นอะไรเราก็จะคิด อ่านบทเสร็จก็แชร์กับเขาว่าเราคิดยังไง เพราะคนเขียนบทเขียนจากแก๊กของเขา แต่เราแชร์เพื่อให้มันเป็นตัวเรามากที่สุด ไม่ใช่ว่าเป็นนักแสดงก็แสดงอย่างเดียว เรามีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งถ่ายตั้งแต่เก้าโมงจนถึงตีสอง เราพักแค่สามฉาก เพราะทุกฉากครีเอทีฟบอกว่าดูแล้วเหมาะกับมึงหมดเลย มึงเล่นเหมือน มึงเล่นดี เขาก็ไว้ใจให้บทแบบนั้นกับเรา

ถ่ายทำถึงตีสอง ยังมีพลังเหลือเหรอ

เรามีพอยต์ในใจว่าทุกฉากจะต้องสนุกเหมือนกันหมด สิบก็คือสิบ เอเนอจี้ต้องสิบ จะไม่มีดร็อปเพราะคนดูสัมผัสได้ ถ้าเมื่อไหร่เราเล่นแล้วใจแม่งเหนื่อยมาก มันออกทางสีหน้าทันทีว่าเราขี้เกียจเล่น เราซีเรียสเรื่องนี้มาก ขนาดเขายังไม่นับห้า สี่ สาม สอง พวกแก๊งผู้หญิงจะบอกกับเราเสมอว่า แม่ นี่ขนาดซ้อมนะ ยังเล่นเต็มขนาดนี้ สำหรับเราไม่ได้ ต้องเต็ม จะได้รู้ลิมิตของตัวเองว่าเราเล่นได้ถึงไหน หนึ่งถึงสิบจะต้องสนุกเสมอ เพราะเราไม่รู้ว่าคนตัดต่อจะสลับยังไงบ้าง 

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์
เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ถ่ายที 30 40 ฉาก จะเล่นให้ตลกทุกฉากได้จริงเหรอ

เราต้องตลกให้ได้ ทำความเข้าใจก่อนว่าบางฉากไม่ได้เขียนบทมาเพื่อเราหรอก แต่เราต้องอยู่ฉากนั้น แต่ทำยังไงให้เรามีแอร์ไทม์และคนไม่ลืม ไม่ได้หมายถึงการพูดตัดบทหรือแย่งซีนนะ คนละอย่างกัน เราแค่ทำเนื้อเรื่องให้มันกลม 

สมมติเขาคุยกันอยู่สองคน เราแค่มีรีแอคกับเรื่องที่เขาคุย แค่นั้นก็ทำให้เรามีพื้นที่และมีตัวตน ไม่ใช่ว่าอยู่ในฉากแล้วนั่งเป็นเอ็กตร้าประกอบ คือทุกอย่างมันต้องไปด้วยกันเป็นแผง ทำเพื่อทีม ไม่ใช่ปล่อยให้เขาเล่นกันสองคนแล้วนั่งนิ่ง หรือบางทีเรามีจังหวะที่คิดอยู่ในหัว แล้วมันมีช่องที่จะเสริมเข้าไปได้ มันก็คลิก 

มีฉากหนึ่งใน หกฉากครับจารย์ เป็นสถานการณ์ที่ใส่ชุดลูกเสือมาผิดวัน ในเรื่องมันจบแค่พี่ลิง (สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์) เข้ามาแล้วร้องเพลงกับพี่นิกกี้ (ณฉัตร จันทพันธ์) แต่เราแอดเพิ่ม เพราะของมันอยู่ในตัว เพลงแบบนี้เราร้องได้ เราเลยพูดขึ้นมาว่า อาจารย์ครับ ผมก็ร้องได้ (ไหนเธอลองร้องซิ) เราก็ร้อง สักพักพี่ลิงบอกว่าไม่ได้ คนที่ร้องเพลงจะต้องเป็นลูกเสือเท่านั้น แต่ผมมีเพลงที่สองนะครับ (ไหนเธอลองร้องซิ) แบบนี้มันเลยสนุก เพราะเราได้สาดของใส่กัน 

ทำไมต้องเป็นเจแปนที่แสดงได้ทุกบทบาท

ปัจจุบันเราไม่สามารถแสดงเป็นผู้ชายตลอดเวลา เราไม่สามารถเล่นเป็นตลกหล่ออย่างเดียว ยุคนี้เป็นยุคของการแข่งขัน สักพักไอดอลมาละ อินฟลูเอนเซอร์มาละ คนดังมีเกลื่อนประเทศ แล้วทำยังไงเราถึงจะอยู่ได้ เราต้องมัลติฟังก์ชัน เราต้องทำได้หมดทุกอย่าง พิธีกรก็ได้ เล่นเป็นเพื่อนพระเอกก็ได้ บทฮา บทซีเรียส เราก็เล่นได้ 

มันเป็นทริกของเราเหมือนกันนะ สมมติเราเล่นบทบทหนึ่งได้ดี เขาจะขาดเราไม่ได้, เจแปนแม่งลาว่ะ ไม่ได้ ต้องให้เจแปนเล่น ใครจะมาแทนก็ไม่ได้ ถ้าเราทำให้ทีมงานรู้สึกว่าบทนี้ต้องเราเท่านั้น มันจะทำให้เราอยู่ได้ เราจะมีพื้นที่ มีโอกาส กลายเป็นว่าเขา Royalty เรา นี่คือสิ่งสำคัญ แต่ถ้าบทพิมพ์มาแล้วครีเอทีฟบอกว่าใครเล่นก็ได้ เจแปนไม่อยู่ ไม่เป็นไร ถ้าแบบนั้นไม่ได้แล้ว เราเลยต้องเล่นให้เคี่ยว ให้เหนียวแน่นทุกบทบาทของการแสดง

เป็นคนที่เล่นตลกแล้วไม่อายภาพลักษณ์

ไม่กลัว เรามีความรู้สึกว่ายิ่งคนสนุก ยิ้มและตลกไปกับเราเท่ากับว่าเราสามารถทะลายกำแพงของคนที่ดูเราได้ สมัยเด็กมีเคอะเขินบ้าง แต่ทำแล้วคนชอบ เราได้แสดงศักยภาพของตัวเอง เราได้มีพื้นที่ มีตัวตน 

อีกอย่างที่น่าสนใจของเด็กสมัยนี้คือเขาอยากมีตัวตน ไม่ได้อยากเป็นใครก็ไม่รู้ เราอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่อยากมีตัวตน แต่ว่ามีตัวตนยังไงไม่ให้เวอร์ อยู่แบบพอดี และสิ่งสำคัญคือมีตัวตน แต่ต้องเป็นตัวเราด้วย เราสังเกตตัวเองว่าเราเป็นคนชอบเลียนแบบ ชอบเลียนเสียง แต่สิ่งที่จะไม่ผิดเพี้ยนเลยคือเรายังมีความเป็นตัวเราอยู่

ถ้าสิ่งที่เรากำลังล้อเลียนหรือกำลังพูดถึง เขาคนนั้นไม่ดังแล้ว นั่นหมายความว่าเราก็ไม่ดังตามเขาไปด้วย

เหมือนก็อปปี้โชว์

ถูก ถ้าคนที่เราก็อปปี้โชว์เขาไม่ดังแล้ว คนคนนี้จะอยู่ยังไง เราเลยต้องเอาทุกอย่างมาผนวกให้เป็นเราให้ได้มากที่สุด 

แสดงว่าการเป็นเจแปนทำให้ยังยืนอยู่ตรงนี้ได้

การที่เป็นเรามันทำให้เรายืนอย่างแข็งแรง (เขากระทืบเท้าแสดงความหนักแน่น) ไม่ใช่ว่าหมดกระแสแม่สิตางศุ์เราจะหายตามกระแส ไม่ใช่ เราปรับเปลี่ยนตัวเองได้เรื่อยๆ ใครมาใหม่เราก็พร้อมที่จะหยิบคนนั้นขึ้นมาเสมอ

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

ตัวตนอีกด้านของเจแปนคือคนเบื้องหลัง

งานหลักเรากำกับมากกว่า เราชอบเบื้องหลังตั้งแต่มอหนึ่ง ปกติเด็กทั่วไปจะดูหนังอย่างเดียว แต่เราชอบดูดีวีดีหนังฝรั่ง เขาจะแถม Behide the Scene เราก็จะกดดูเฉพาะอันนี้ จะเห็นเบื้องหลังทั้งหมดว่าเขาทำยังไง ใส่ชุดสีเขียวทำไม กรีนสกรีนตัดคนออกยังไง มันเลยทำให้เรารักสายอาชีพนี้ สายเลือดเรามาจากตรงนั้น อาจไม่ต้องถึงขั้นเป็นเจ้าพ่อในวงการหนังหรือวงการโฆษณา ขอแค่ชีวิตยังวนเวียนอยู่กับการออกกอง การถ่ายทำ แค่นี้เรามีความสุขแล้ว 

มีข้อดีของการเป็นทั้งคนเบื้องหน้าและคนเบื้องหลังมั้ย

ข้อดีคือเราแสดงได้ เวลาทำงานเบื้องหลังเราจะรู้ว่าโมเมนต์นี้ควรจะเป็นโมเมนต์แบบไหน ปัญหาของคนทำงานโปรดักชันและผู้กำกับ มีบางส่วนที่สื่อสารกับนักแสดงไม่ได้ สื่อสารไม่ถูก ต้องอาศัยแอคติ้งโค้ชเข้ามาช่วย ถ้าผู้กำกับสื่อสารกับนักแสดงได้ จังหวะนี้ควรเล่นยังไง ทำไมต้องทำแบบนี้ อธิบายให้นักแสดงเข้าใจ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แอคติ้งโค้ช

จากคนเบื้องหลัง เคยถามตัวเองมั้ยว่ามาถึงจุดนี้ได้ยังไง

เราเชื่อเรื่องจุดเหวี่ยงของจักรวาล เชื่อวันและเวลาที่เหมาะสม เหมือนคนไม่มีแฟนแล้วอยากหาแฟน หาให้ตายยังไงก็ไม่ได้ มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า มึงลองหยุดเดินสิ เขาอาจจะเดินมาหามึงก็ได้ มันยิ่งทำให้เราเชื่อว่าวันและเวลาจะต้องเหวี่ยงอะไรสักอย่างมาให้เรา เหมือนการได้เล่น หกฉากครับจารย์ เราทำผลงานได้ดี ทุกอย่างก็จะเหวี่ยงมาหาเราโดยปริยาย แต่เราต้องทำด้วยนะ ไม่ใช่นอนเป็นผักอยู่ที่บ้าน แบบนั้นมันจะเหวี่ยงมามั้ย ก็คงไม่

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์
เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

เชื่อว่ามีวันของเรา

ใช่ แต่มันตอนไหนเท่านั้นเองและที่สำคัญ เราจะรักษาพื้นที่ตรงนั้นไว้ได้ยาวนานขนาดไหน รักษาชื่อเสียง รักษาคุณภาพ รักษาตัวตนของเรา เอาจริงเป็นคนค่อนข้างซีเรียสนะ เรากลัว กลัวว่าวันเวลาทำให้เราเปลี่ยนไป

เราเช็กตัวเองกับแฟนตลอด เรายังเป็นเหมือนเดิมมั้ย เพราะเราไม่ได้สวมหัวโขนตลอดเวลา ถอดออกมันก็เป็นตัวเรา ถ้าเราแบกหลายอย่างไว้ในตัวเองมันเป็นภาระ ฉะนั้น อย่า คนจะชอบเราก็ชอบที่เราเป็นตัวเรา 

คุณเป็นเจแปนแบบไหนในวันที่จักรวาลเหวี่ยงให้คุณกลายเป็นคนมีชื่อเสียง 

ก็เป็นเจแปน เจแปนเป็นคนที่มีเป้าหมายและมีความฝัน เจแปนเป็นคนไม่ลืมตัว ไม่ลืมกำพืดของตัวเองว่าเรามีฝันแบบไหน เราเข้ามาที่เวิร์คพอยท์เพราะเราเห็นว่าองค์กรนี้เป็นเป้าหมายของเรา ใครบ้างที่ให้โอกาสเราและเราก็ต้องทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด ฉะนั้นเรายังเหมือนเดิม เป็นแบบที่เราเป็น มีแค่ภาระหน้าที่เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป

เจแปนที่มาพร้อมความฝัน ตอนนี้ถึงเส้นชัยหรือยัง

ยัง (ตอบทันที) สามปีแล้วที่เราเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ก็หาประสบการณ์กันไป จังหวะไหนที่เรามีโอกาสก็ทำโอกาสนั้นให้เต็มที่ เรารู้สึกว่าวงการบันเทิงเป็นอะไรที่ฉาบฉวย ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว เราไม่อยากเป็นแบบนั้น กลัวดังเป็นพลุแตกบึ้มเดียวแล้ววาบหายไปเลย เราอยากอยู่เป็นไฟหลอดไส้ที่ใช้งานได้นาน อยากอยู่ทุกยุคทุกสมัย มันพิเศษนะ เหมือนพี่โน้ต อุดม (อุดม แต้พานิช) แก๊งสามช่า ไม่ว่ากาลเวลาจะเลื้อยไปยังไงแต่เขาก็ยังอยู่ตลอด

เรามีความเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่จะเก่งแซงหน้าเรา ถ้าเรารักษาคุณภาพและเรียนรู้อยู่ตลอด เรามีสิ่งใหม่มานำเสนอผนวกกับความเป็นตัวเรา อย่างน้อยเราก็อยู่ได้ เราไม่รีบ เรากลัวรีบวิ่งขึ้นบันไดแล้วพลาดร่วงตั้งแต่ชั้นบนลงมา ต้องมาเริ่มใหม่ มันไม่คุ้ม ค่อยๆ ไปอย่างมีสติมากที่สุดดีกว่า

กลัวการถูกลืมมั้ย

กลัวการถูกลืมมั้ยเหรอ (นิ่งคิด) ถ้าเราเป็นคนที่มีนิสัยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา กาลเวลาก็ทำอะไรเราไม่ได้ 

คนที่กาลเวลาลืมคือคนที่หยุด เรารู้สึกว่าเราไม่หยุดที่จะคิด ไม่หยุดที่จะทำ โลกทุกวันนี้มันน่ากลัวนะ เราต้องมีอะไรคอยซัพพอร์ตเอาไว้ตลอด อย่างช่วงโควิดเราแทบจะประสาทกินเหมือนกัน เป็นคนแพนิก ถ้าอยู่บ้านเฉยๆ จะรู้สึกเหมือนเราตกงาน ต้องคอยหาอะไรทำตลอดเวลา

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

จะเรียกว่าเป็นคนแอคทีฟได้มั้ย

กลัวมากกว่า

ยังไง

เราเป็นคนค่อนข้างวางแผนชีวิตพอสมควร เราต้องแพลนตัวเองในทุกมิติ เช่น พอยต์สำคัญในชีวิตคืออะไร เราตอบตัวเองว่า เราต้องมีครอบครัว แล้วถ้ามีต้องมีประมาณปีไหน ระยะเวลาเท่าไหร่ ถ้าจะแต่งงาน จะมีลูกด้วยมั้ย เพราะมันต้องเกี่ยวกับเรื่องเงิน การวางแผนชีวิตไม่ใช่คุณโตก่อนแล้วค่อยทำ ไม่ใช่ ทุกอย่างมันเกี่ยวกับชีวิตหมดเลย

พอเราเป็นคนมีเงินได้ จะส่งภาษียังไง บางคนไม่รู้ว่าซื้อประกันแล้วลดหย่อนภาษีได้ ถ้าไม่เคยศึกษาหรือวางแผนเลยพอไปถึงจุดนั้นทุกคนจะตื่น อ้าว แล้วกูต้องทำยังไงต่อวะ โชคดีที่เราเป็นคนกระตือรือร้นตั้งแต่อายุยังน้อย เราเรียนรู้เรื่องพวกนี้และทำเองทั้งหมดเพื่อที่จะวางแผนชีวิต เราจะจัดการง่ายมาก เวลาล้มปุ๊บมันจะได้ไม่เจ็บมาก

จากวันที่นั่งหน้าจอดูตลกคาเฟ่จนมาเป็นนักแสดงตลกที่เล่นอยู่ในจอ เจแปนคนนั้นเติบโตขึ้นยังไงบ้าง

มันทำให้เรารู้ว่าเป้าหมายชีวิตสำคัญมาก เราจะได้มีลู่ทางในการเดินแบบถูกทิศและถูกทาง ไม่ใช่ว่าชีวิตของเราจะเดินถึงเป้าหมายอย่างเดียวนะ มันยังมีระหว่างทางให้แวะ ให้จอด ให้พักเหนื่อยหายใจ เพื่อที่จะมองไปข้างหน้าว่าจุดหมายเราคืออะไร เป้าหมายชีวิตมันเหมือนการปักหมุดใน Google Maps เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะไปทางไหน เราต้องมีพอยต์ในชีวิตว่าสุดท้ายเราทำเพื่ออะไร เพื่อเราเอง เพื่อครอบครัว ส่วนระหว่างทางมันเป็นโอกาส แต่สิ่งสำคัญเราต้องรู้จักตัวเองก่อน

และเราต้องขอบคุณคนที่ร่วมเดินทางกับเราด้วยนะ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่พาตัวเราไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ดี เราเคยนั่งร้องไห้ในวิชาฟิสิกส์ เพราะไม่รู้ว่าโมเมนตัมคืออะไร แต่เพื่อนก็ช่วย พอมหาลัยเราเก่งกิจกรรม แต่วิชาการเราไม่เก่ง ก็มีแก๊งเพื่อนคอยซัพพอร์ตที่จะทำให้งานมันเสร็จได้ มันมีแบบนี้มาตลอดทาง เรารู้ตัวเองว่าเราไม่เก่ง เราเลยต้องหาเพื่อนที่ช่วยเราให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างที่บอกเราไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมายคนเดียว ฉะนั้น เราไม่ควรมองข้ามคนระหว่างทาง

เขาว่ากันว่า ชีวิตตลกแม่งไม่ตลกหรอก จริงมั้ย

จริงครับ สำหรับเราการทำงานไม่ใช่เรื่องตลก การดำเนินชีวิตก็ไม่ตลก เรื่องความรักก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ตลก 

บางทีเครียดจากงานของบริษัทก็มาคุยกับแฟน มาร้องไห้กับแฟน มันมีโมเมนต์แบบนั้นตลอด แต่เราเป็นคนที่แยกพาร์ตได้ เห้ย สล็อตความเครียดให้มันอยู่แค่ในสล็อตนี้ พอถึงหน้าที่ของเราปุ๊บก็เอาสล็อตหน้าที่นั้นมาใช้ ถ้าเราเอาเรื่องราวทุกอย่างในชีวิตมารวมกัน มันทำให้การดำเนินชีวิตไม่สนุก ถ้าติดขัดตรงไหน แก้แค่ตรงนั้น 

ไม่ใช่ว่ามาทำงานก็คิด คนเราหลีกเลี่ยงความคิดไม่ได้หรอก แต่เราแค่แยกส่วนให้ชัดเจน เราสังเกตตัวเองนะ ถ้าเจอเรื่องเครียดจะไม่เอามาใส่หัว เพราะเรื่องราวในชีวิตเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แน่นอนว่าทุกอันมันมีโมเมนต์หมด แต่ถ้าเก็บทุกโมเมนต์มาใส่หัวปุ๊บ มันหนัก มันระเบิดได้ เราเองก็ไม่อยากมีโมเมนต์แบบนั้นตลอดเวลา บางทีแฟนยังบ่นว่า เธอต้องจำอะไรบ้างนะ ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่จำอะไรเลย

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

แล้วความสุขในวันนี้สำหรับเจแปนคืออะไร 

ทำในสิ่งที่รัก คำว่า ที่รัก อาจจะกว้างไป ก็ลงลึกไปว่าทำในสิ่งที่เราไม่เคยที่จะหยุดวอกแวกกับมัน 

เหมือนกับเราเองที่มีความฝันอยากเป็นตลก เราเดินตามฝันมาตลอด ทั้งแคสติ้งเป็นนักแสดง ไม่รู้ว่ารู้หรือเปล่าเรื่องแรกเราเล่น Top Secret วัยรุ่นพันล้าน กับพีช พชร (พชร จิราธิวัฒน์) มันค่อยเป็นค่อยไป จนเราไปอยู่กับพี่หอยสักสี่ห้าปี เป็นเด็กปั้นของสาระแนก่อนจะมาอยู่เวิร์คพอยท์ ถ้าลองสังเกตเป้าหมายของเรามันอยู่ในทุกอัน เราไม่เคยละทิ้งจากเป้าหมายเหล่านั้นของเราเลย

พอเราใช้ชีวิตมันชัดขึ้นเรื่อยๆ มีประโยคหนึ่งที่เราจะพูดเสมอเวลาเป็นวิทยากรบรรยาย เราจะบอกว่า หลายคนมีความฝันเป็นของตัวเอง ซึ่งดีแล้ว แต่หลายคนก็ท้อกับความฝัน เลยเอาง่ายเข้าว่า ฝันสูงจังเลยขี้เกียจปีนขึ้นไป กลับกลายเป็นว่าลดความฝันของตัวเองลงมาให้ใกล้ที่สุดเพื่อจะเอื้อมถึง เราว่ามันง่ายไป มันไม่ท้าทายชีวิต มีฝันทั้งทีมันต้องเอา มันต้องสู้

ความฝันมันท้าทายชีวิตยังไง

เราได้เห็นเป้าหมายที่ใกล้ขึ้นมากกว่าสิบกว่าปีที่แล้ว ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว มันได้กลิ่นอะไรบางอย่าง มันมีความสุขนะ

ครอบครัวมีส่วนช่วยเป็นบันไดความฝันของคุณมั้ย

เราเป็นคนหนึ่งที่ครอบครัวให้โอกาส ให้พื้นที่กับเรา เขาไม่เคยกีดกันว่าเราจะเรียนอะไร

เคยมีครั้งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่น้อยใจครอบครัวว่าทำไมไม่เข้าใจลูกเราเลย เพราะส่วนใหญ่ที่บ้านเป็นครูทั้งตระกูล คุณลุง คุณป้า ประมาณเจ็ดแปดคน มีพ่อเราคนเดียวที่เป็นรัฐวิสาหกิจ พอเป็นแบบนั้นเขาเลยมีกรอบ ไม่เข้าใจสิ่งที่เราเป็น เราเลยมีแพสชัน มีความกดดัน ทุกคนที่บ้านจบมาทำงานมั่นคงหมดเลย พอเราเรียนจบ แม่งฟรีแลนซ์ ทำงานบริษัท ถ้าไปไม่รอดจะทำยังไงวะ 

สุดท้ายเราทำในสิ่งที่อยากจะเป็นอย่างเต็มที่ จนมีคนรู้จักทั้งประเทศ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เคยหนักใจกลายเป็นว่าเขาแฮปปี้ เขาไม่ต้องกลัวว่าญาติพี่น้องจะรู้สึกยังไง เรียนจบนิเทศฯ จะทำอะไร ตอนนี้เขายิ้มได้เต็มปาก คนนี้ลูกฉัน 

สิ่งที่เจแปนทำมันพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นหมดแล้ว

มันพิสูจน์ทุกอย่าง ความภูมิใจของเราคือการทำให้เขาภูมิใจ ภูมิใจที่ครอบครัวมีความสุขกับสิ่งที่เราเป็น จนปัจจุบันมันปลดล็อกทุกอย่าง เรารู้สึกโชคดีที่เราเป็นคนที่มีเป้าหมายชัดเจนและไม่เคยละทิ้งเป้าหมายนั้นเลย 

งั้นตอนนี้เราเรียกเจแปนว่าเป็น ดาวตลก ได้แล้วใช่มั้ย

ได้ เจแปนเป็นทุกอย่าง เจแปนเป็นพิธีกร เจแปนเป็นยูทูเบอร์ เจแปนเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เจแปนเป็นตลก เจแปนเป็นนักเลียนแบบ เจแปนมัลติฟังก์ชันอยู่แล้ว จะเรียกเราแบบไหนก็ได้ แต่เรายังเป็นเจแปนของทุกคนเสมอ

เราตอบแบบพี่เบิร์ด ธงไชยมากเลยนะ (หัวเราะ)

เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ หกฉากครับจารย์ ผู้ฝันอยากเป็นแค่คนดูในห้องส่งรายการชิงร้อยฯ สู่ดาวตลกแห่ง Workpoint, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ The Cloud ต้องสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

แต่อาจเป็นครั้งแรกที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ต้องเดินทางกว่า 20 กิโลเมตร เข้ามาหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตในตัวเมืองเพื่อให้การพูดคุยเกิดขึ้น

“แอบตื่นเต้นนิดๆ นะคะ” 

เธอส่งข้อความโดยมีอิโมจิหน้ายิ้มลงท้าย เป็นเครื่องหมายว่าได้เวลาสนทนา เราจึงกดโทรหาสาวอาข่าที่อยู่ในร้านกาแฟที่เชียงรายทันที

ปลายสาย คือ มิวสิค-สุธาทิพย์ ทรัพย์เรือนชัย สาวอาข่าวัย 22 ผู้บอกเล่าวิถีชีวิตชาวดอยผ่าน TikTok ในชื่อ @abusulu17 และ YouTube อาบูซูลู สาวอาข่า จนกลายเป็นกระแสแพร่หลายในโลกโซเชียล และมียอดผู้ชมคลิปทะลุล้าน

พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์หลายคนเลือกย้ายถิ่นฐานมาทำงานในเมือง ตรงข้ามกับมิวสิคที่ตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด อย่างหมู่บ้านขุนสรวย ตำบลวาวี จังหวัดเชียงราย ทันทีที่เรียนจบ

แฟนคลับทุกคนต่างหลงรักตัวตนของเธอจากภาพการทำเกษตรอินทรีย์กับพ่อแม่ ความน่ารักในชุดท้องถิ่นอาข่า ทักษะการเย็บผ้า รวมถึงภาษาพื้นเมืองอันมีเอกลักษณ์

2 ปีที่ผ่านมา เธอเพิ่งมีแบรนด์กาแฟ Abusulu Coffee ซึ่งได้รับความนิยมพอสมควร

ก่อนคำถามแรกจะส่งตรงถึงเชียงราย เราขอให้มิวสิคอธิบายที่มาของคำว่า ‘อาบูซูลู’ ที่ต่อท้ายชื่อของเธอ

“อาบูซูลูเป็นชื่อภาษาอาข่าของมิวสิคค่ะ ‘อาบู’ แปลว่าเด็กผู้หญิง ‘ซูลู’ แปลว่าคนที่กระฉับกระเฉง ไม่อยู่กับที่ ตื่นเต้นตลอดเวลา”

ต่อจากนี้คือบทสนทนาระหว่าง The Cloud และสาวเหนือ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าจะทำให้ผู้อ่านทุกคนตื่นเต้น กระฉับกระเฉงสมชื่ออาข่าผู้น่ารักคนนี้

จบมหาลัยแล้วตัดสินใจกลับดอย

คุณเรียนจบปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์ น่าจะสมัครงาน ใช้ชีวิตในเมืองได้สบาย ทำไมถึงเลือกกลับไปทำไร่บนดอย 

อันดับแรกเลย เราอยากอยู่ใกล้คุณพ่อคุณแม่ อยากอยู่กับครอบครัวและคนในชุมชน ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่สนิทกัน คนนี้เป็นน้องชายคุณพ่อ คนนั้นเป็นน้องฝั่งแม่ ทุกคนเป็นญาติกันหมด 

สองคือเราอยากกลับมาพัฒนาหมู่บ้าน ขุนสรวยเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยรู้จัก การเดินทางของที่นี่ลำบากมาก ถนนยังเป็นลูกรังอยู่เลย มิวเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้เรียนจบแล้ว ถนนก็ยังเหมือนเดิม ถ้าอนาคตถนนยังเป็นแบบนี้ ถ้าหมู่บ้านและชุมชนยังไม่ดีขึ้น ลูกหลานก็คงลำบาก

การพัฒนาหมู่บ้านดูเป็นสิ่งที่ยากมาก ทำไมคุณจึงคิดว่าตัวเองทำได้

ในยุคนี้จะหวังพึ่งแค่รัฐบาล รอแต่งบประมาณคงไม่ได้ มิวสิคเชื่อว่าถ้าคนในชุมชนร่วมด้วยช่วยกันก็น่าจะพอพัฒนาหมู่บ้านได้ในระดับหนึ่ง ที่นี่ไม่ค่อยมีคนรุ่นใหม่แบบมิวสิค เราถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่ยังเข้าถึงชุมชนได้ และในเมื่อเราอยากกลับมาอยู่บ้านอยู่แล้ว ก็คงเป็นโอกาสที่ดี 

เราได้ไปพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน ปรึกษาเขาว่าหมู่บ้านของเรามีจุดไหนที่ควรปรับปรุง หลายอย่างพวกเราช่วยกันได้ดีมากเลยนะคะ แต่บางอย่างก็คงต้องให้รัฐช่วยด้วยเหมือนกัน

หลายครอบครัวอยากให้ลูกหลานได้เรียนสูงๆ ทำงานในเมือง แต่คุณกลับทำตรงข้าม ครอบครัวคุณคิดยังไง

อืม มิวว่าแต่ละครอบครัวก็คงมีความคิดที่ต่างกัน คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้บังคับเราเรื่องเรียนหรือทำงานเลย เรารักแบบไหน เขาก็สนับสนุน แต่จริงๆ คุณพ่อก็แอบอยากให้กลับมาอยู่ที่บ้านนะคะ เรียนจบอยากให้กลับมาพัฒนาสวนเกษตรอินทรีย์และชุมชน คุณพ่อคุณแม่มีลูกสาวคนเดียวก็เลยเป็นห่วง ไม่อยากให้ไปไกล และมิวก็เป็นคนรักธรรมชาติอยู่แล้ว เลยเลือกจะกลับมาอยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ และชุมชมดีกว่า มีความสุขมากกว่า

สมัยเรียนคุณก็เป็นสาววัยรุ่นที่เข้ายิมออกกำลังกาย ไปเที่ยวตามคาเฟ่ อยู่ที่นี่ไม่คิดถึงเพื่อน คิดถึงชีวิตในเมืองเหรอ

คิดถึงนะคะ คิดถึงเชียงใหม่เพราะเราเรียนมหาลัยที่นั่น คิดถึงเพื่อนที่เรียนด้วยกันด้วย ปกติคิดถึงก็จะแวะไปเยี่ยมเพื่อนบ้าง ตอนนี้มีโควิด-19 เลยไม่ค่อยได้ไป แต่ก็ยังแชทคุยกัน ติดตามกันอยู่ตลอด

แต่เอาจริงๆ พอมาอยู่บนดอยก็เริ่มไม่อยากกลับลงไปอยู่ในเมืองแล้ว เรารักที่นี่ มีความสุขกับการอยู่กับธรรมชาติแบบนี้ทุกวัน คงชินกับที่นี่ไปแล้วมั้ง

ไม่เบื่อเหรอ หลายคนมองว่าอยู่บนดอยไม่มีอะไรให้ทำ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่มี

ใช่เลย (หัวเราะ) คนถามคำถามนี้บ่อยมาก อยู่บนดอยได้ไง ไม่เหงาเหรอ บนนั้นไม่มีอะไรเลย โลตัส บิ๊กซี เซเว่น ไม่มีสักอย่าง คงโชคดีที่เราเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวายอยู่แล้ว ก็เลยไม่เบื่อ และเอาจริงๆ ธรรมชาติก็มีอะไรที่สะดวกตั้งหลายอย่าง บางคนอาจจะไม่เคยอยู่กับธรรมชาติเลยคิดว่าคงอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าลองขึ้นมาสัมผัสอาจจะรู้สึกสะดวกก็ได้ ทุกอย่างเราปลูกเอง เก็บเอง กินเอง ปลอดภัยและสะดวกมากๆ อยากกินอะไรก็แค่ปลูก แต่ถ้าอยู่ในเมือง ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมดเลย ต้องซื้อทุกอย่าง แถมไม่รู้ด้วยว่าพืชผักปลอดภัยจริงหรือเปล่า 

ขับรถ 20 กิโลไปอัปโหลดคลิป

เห็นคุณในสื่อโซเชียลแล้วรู้สึกว่า สาวนิเทศคนนี้ทำเนื้อหาได้ดีพอสมควร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า คุณตั้งใจจะเล่าเรื่องอะไร

ไม่ว่าจะใน TikTok หรือ YouTube มิวสิคจะเล่าเรื่องราวที่เป็นตัวตนของเราเอง เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตบนดอย และในเมื่อเป็นชนเผ่าอาข่า เราก็อยากถ่ายทอดความเป็นอาข่าของเราให้คนดูได้เห็น ตั้งแต่วิถีชีวิต เอกลักษณ์ต่างๆ ลายปักผ้า ภาษา รวมถึงการทำเกษตร ซึ่งเป็นเกษตรอินทรีย์ ที่สำคัญ อยากให้ทุกคนรักษาสุขภาพ มิวอยากถ่ายทอดเรื่องสุขภาพด้วย

วิถีชีวิตบนดอยเกี่ยวกับสุขภาพยังไง

แต่ก่อนครอบครัวมิวสิคป่วยบ่อยค่ะ คุณแม่ก็ป่วย มิวสิคเองก็เข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก หลังๆ มานี้จึงมองหาสาเหตุว่าทำไมถึงป่วย เริ่มรู้ว่ามันเกิดจากสารเคมีที่เราใช้นี่แหละ แต่ก่อนที่บ้านใช้เยอะมาก ต้องพ่นยาก่อนปลูกผลผลิตทุกชนิด คนปลูกมักจะตายก่อนคนบริโภคอีกนะ

พอรู้เหตุผลของการป่วย มิวก็ให้คุณพ่อคุณแม่เลิกใช้สารเคมีเลย เราหันมาดูแลสุขภาพ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานผักผลไม้ที่ปลูกเอง เราไม่มีทางรู้ว่าที่อื่นเขาปลูกแบบไหน แต่เรารู้ว่าบ้านเราปลูกแบบอินทรีย์ เราก็ถ่ายทอดสิ่งนี้ลงในคลิปที่ทำ อยากบอกทุกคนว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะ ดูแลดีๆ นะ 

คุณทำยังไงให้เรื่องแสนธรรมดาเหล่านี้น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป 

โห ยากจังเลยค่ะ

(เงียบไป 10 วินาที)

จะตอบยังไงดีข้อนี้ (หัวเราะ) คือมิวว่าการถ่ายทอดธรรมชาติภาคเหนือและตัวตนของเราอาจจะดูธรรมดา แต่มันคือความจริง เป็นตัวตนของเราจริงๆ คนน่าจะชอบสิ่งที่เป็นความจริงมั้งคะ 

สิ่งที่คนดูสนใจคงเป็นเสื้อผ้าด้วย ลายปักของชนเผ่าไม่ได้ใช้เครื่องเย็บ เราเย็บมือทั้งหมด สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของเราที่อาจจะไม่ธรรมดาในสายตาคนดู การพูดและภาษาก็เหมือนกัน คนดูอาจจะรู้สึกว่าวัฒนธรรมเหล่านี้มีเสน่ห์

ช่วยเล่าเบื้องหลังการทำคลิปทั้งหลายให้ฟังหน่อย

ส่วนมากก่อนทำคลิปก็จะปรึกษากับคุณแม่ เพราะเขาเป็นตากล้องให้มิวสิคทุกคลิปเลย มิวจะถามก่อนว่าพรุ่งนี้เราไปทำคอนเทนต์แบบไหนดี อย่างช่วงที่มีเห็ด เราก็อยากทำคลิปให้คนที่ไม่เคยเห็นการเก็บเห็ดได้เห็น อยู่บนนี้มีอะไรให้ถ่ายเยอะมาก 

พอคุยกับคุณแม่เสร็จปุ๊บ วันรุ่งขึ้นก็ไปถ่าย อยากบอกว่าเบื้องหลังการถ่ายคลิปของมิวสิคไม่เคยมีสคริปต์เลย เห็นปุ๊บก็ถ่ายเลย ธรรมชาติมาก ไม่มีการบอกแม่ว่าต้องพูดแบบนี้นะ คือพูดกันปกติเหมือนตอนไม่มีกล้องถ่ายอยู่ ในชีวิตจริงมิวคุยกับคุณแม่แบบนี้อยู่แล้ว 

ตัดต่อเราก็ทำเองหมดเลย ทำในโทรศัพท์นี่แหละ 

แต่การอัปโหลดคลิปนี่ค่อนข้างลำบาก ที่หมู่บ้านไม่มีสัญญาณ เราต้องขับรถไปลงคลิปในเมือง ที่บ้านยังเป็นถนนลูกรัง ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนก็ต้องใช้รถยนต์อย่างเดียว หน้าร้อนพอจะขี่มอเตอร์ไซค์ได้ จากบ้านถึงถนนคอนกรีตประมาณสิบกิโลเมตร หลังจากนั้นก็จะสบายหน่อย ขับเข้าเมืองต่ออีกประมาณสิบกิโลเมตร และเราขายของด้วย ดังนั้น เลยจะนัดลูกค้าให้มารับสินค้าในวันที่ต้องลงคลิปพอดี ลำบากหน่อยแต่ก็ยอมค่ะ (หัวเราะ) 

พูดถึงถนนลูกรัง เห็นคุณกับแม่ถ่ายคลิปจนรถล้มด้วย

คนที่ดูคลิปของมิวสิคน่าจะรู้นะคะว่าถนนแถวนี้ไม่ดีจริงๆ วันที่ทำคลิปก็ไม่ได้ตั้งใจ คิดว่าทางที่ไปโอเคแล้วเลยให้แม่ซ้อนไปด้วย ตอนนั้นมิวกำลังจะจอดให้แม่ลง แต่กลายเป็นลื่นแล้วเบรกไม่อยู่ คุณแม่ยังไม่ปิดกล้องพอดี เลยได้เห็นสภาพตอนล้มแบบในคลิป (หัวเราะ) ถนนไม่ดีจริงๆ นะคะ ยิ่งหน้าฝนยิ่งลำบากเลย

ใส่ชุดชนเผ่าไม่อายเหรอ

เคยได้รับฟีดแบ็กอะไรจากผู้ติดตามบ้าง 

เท่าที่อ่านคอมเมนต์ก็ได้ผลตอบรับที่ดีนะคะ ทุกคนชอบ แถมหลายคนให้คำแนะนำดีมากๆ บางทีเราพูดเร็วเกินไป เขาก็จะคอยบอกให้พูดช้าลงหน่อย หรือหลายอย่างที่เราไม่รู้เรื่องการเกษตร คนดูก็ช่วยบอกเพิ่ม มิวสิคเพิ่งกลับมาอยู่บ้าน หลายอย่างก็ยังลองผิดลองถูกอยู่ ก็ดูจากยูทูบ ศึกษาจากแหล่งต่างๆ ดีมากเลยที่คนดูและแฟนคลับช่วยเสริมเรา มันช่วยให้เราแก้ไขงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

ถ้าเป็นไปได้ยังอยากให้คนดูได้ขึ้นมาสัมผัสกับธรรมชาติแบบนี้บ้าง หลายคนบอกในคอมเมนต์ว่าอยากมาเที่ยว มิวยินดีต้อนรับเลยนะ มาพักฟรีได้เลย แต่ขอเป็นหลังโควิด-19 แล้วกันค่ะ

พอได้เห็นคุณทำคลิป คนในหมู่บ้านว่ายังไงบ้าง

เขาก็ชอบ บอกว่าดีที่ยังรักและอนุรักษ์วัฒนธรรมของตัวเองอยู่ ช่วงแรกเขาสงสัยนะว่าทำไมกล้าใส่ชุดชนเผ่า ไม่อายเหรอ มิวสิคไม่อายนะคะ เรากล้าใส่ออกมาข้างนอกแบบปกติเลย เพราะในใจลึกๆ คือเรารัก อยากรักษาให้วัฒนธรรมอาข่าอยู่สวยงามแบบนี้ไปตลอด มันน่าเสียดายถ้าไม่มีใครอนุรักษ์แล้วลูกหลานไม่ได้เห็น 

ตอนนี้คุณมีชื่อเสียงพอสมควร มีหนุ่มๆ ทักมาจีบบ้างรึเปล่า 

(หัวเราะเขินๆ) ก็มีบ้างนะคะ แต่มิวสิคยังไม่พร้อมเลย ช่วงนี้อยากเรียนรู้การเกษตรและการทำธุรกิจมากกว่า ยังไม่สนใจเรื่องความรักสักเท่าไหร่ 

รู้สึกยังไงในวันที่คลิปคุณมีคนดูเกินล้านวิว

โห ตอนแรกตกใจเหมือนกันนะคะ ไม่เคยคิดเลย คลิปนั้นคือลงเล่นๆ พอลงแล้วก็ยังไม่รู้ว่ามีคนดูเยอะ เปิดดูไม่ได้ เพราะที่บ้านไม่มีสัญญาณ ต้องรอลงจากดอยถึงจะได้ดู บนนี้คือดูและตอบคอมเมนต์ไม่ได้เลย 

วันรุ่งขึ้นเรามาส่งของด้านล่าง ตกใจมาก ทำไมคนดูคลิปเราเยอะขนาดนี้ ดีใจ ฮึ้ย เขาชอบในความเป็นเรา คลิปนั้นใส่ชุดชนเผ่าด้วย จากที่รักมากๆ อยู่แล้ว เราก็ยิ่งรักความเป็นอาข่ามากขึ้นไปอีก วัฒนธรรมของเราสวยงามจริงๆ คนดูก็อาจจะชอบวัฒนธรรมของเราด้วยเหมือนกัน

นอน 5 ทุ่ม ตื่นตี 5

เล่าชีวิตประจำวันของคุณให้ฟังหน่อย

อยู่บนดอยแทบจะไม่มีวันหยุด มีอะไรให้ทำทุกวันเลย เริ่มจากตื่นนอนประมาณตีห้าครึ่งมาออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง เราขอคุณแม่ออกวันเว้นวัน เล่นเวท สควอช ไม่ก็วิ่ง สลับกันไป ระหว่างนั้นคุณพ่อจะไปให้อาหารหมู รอกินข้าวเช้า

หลังออกกำลังกาย มิวกับคุณแม่ก็จะให้อาหารปลา ก่อนจะทำอาหาร แล้วก็ทานข้าวกัน

ตอนกลางวันจะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง ช่วงที่ปลูกข้าวนา เราก็ต้องรีบไปไถนา หว่านกล้าข้าว ปลูกข้าวดอย ปลูกพืชผลไม้ ยิ่งหน้าฝนแบบนี้ก็ต้องเตรียมปลูกอะโวคาโด ปลูกกาแฟและชาทดแทนต้นที่ตายแล้ว มีอะไรให้ทำทุกวันจริงๆ นะ (หัวเราะ) แต่จะให้วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนหนึ่งวัน เพราะครอบครัวมิวสิคนับถือศาสนาคริสต์ 

แล้วก็อันนี้อยากเล่าเป็นพิเศษ คือบางวันมิวจะแบ่งเวลาไปสอนเด็กรุ่นใหม่เย็บผ้าด้วย เป็นกิจกรรมเล็กๆ ให้เขาฝึกเย็บผ้าแล้วเอาไปขาย เงินที่ได้ก็เอาไปซื้อขนมกิน เด็กๆ ก็มีความสุข

เด็กยุคนี้ส่วนมากจะติดโซเชียล เล่นแต่โทรศัพท์ เราอยากแก้ปัญหาตรงนี้ คือเล่นได้นะ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเอง ต้องแบ่งเวลามาทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกันบ้าง แต่เด็กๆ ที่บ้านก็ดีอย่างหนึ่งคือเขาฟังเรา เราเตือนแล้วเขาเชื่อ 

ตื่นเช้า แถมยังทำงานเยอะขนาดนี้ คุณมีเวลาพักบ้างมั้ยเนี่ย

(หัวเราะ) ในหนึ่งวัน มิวสิคทำอะไรเยอะจริงๆ ค่ะ เป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เพื่อนชอบถามว่ามิวสิคเคยพักผ่อนบ้างมั้ย ได้นอนบ้างรึเปล่า ก็พักผ่อนนะคะ อยู่ที่นี่เราเข้านอนก่อนห้าทุ่ม พักผ่อนเตรียมทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น ถ้าวันไหนต้องตัดคลิป ก็อาจจะนอนช้ากว่านั้นนิดหน่อย แต่ไม่ได้หักโหมนะ เหนื่อยก็พัก

แสดงว่าช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ คุณก็จะไม่ได้ช่วยงานที่บ้าน

ใช่ค่ะ แต่มิวจะกลับหมู่บ้านทุกวันศุกร์ นั่งรถจากเชียงใหม่มาช่วยคุณพ่อคุณแม่ ไม่รู้ว่าทำไม แต่มิวสิคไม่ชอบอยู่ในเมือง เสาร์อาทิตย์ก็อยากกลับมาหาธรรมชาติแล้ว

เล่าเรื่องกาแฟแบรนด์อาบูซูลูของคุณให้ฟังหน่อย

คุณพ่อคุณแม่ปลูกกาแฟมานานแล้ว แต่เราไม่เคยคิดจะทำแบรนด์เลย ไม่มีแผนจะขายด้วย เพราะเรากินกาแฟไม่เป็น แต่ประมาณสองปีที่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งมิวไปร้านกาแฟ แล้วรู้สึกชอบกลิ่นกาแฟมาก จากที่วันนั้นรู้สึกเศร้าๆ ซึมๆ พอได้กลิ่นกาแฟเท่านั้นแหละ เฮ้ย ทำไมรู้สึกดีจัง 

หลังจากวันนั้นเราก็ลองหัดกินกาแฟ ครั้งแรกก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ อ้วกแตก ทั้งขม ทั้งใจสั่น แต่พอเริ่มจิบ เริ่มชิมมาเรื่อยๆ กลายเป็นหลงรักกาแฟตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แล้วจู่ๆ ก็คิดถึงกาแฟที่คุณพ่อคุณแม่ปลูกไว้ เฮ้ย กาแฟบ้านเราก็มีหนิ ทำไมไม่ลองทำเป็นแบรนด์ของตัวเองล่ะ ก็เลยเอาคำว่า ‘อาบูซูลู’ ที่เป็นชื่ออาข่าของเรามาเป็นชื่อแบรนด์ กลายเป็น Abusulu Coffee อย่างทุกวันนี้

ยิ่งเห็นสิ่งที่ปลูกเติบโต ยิ่งมีความสุข

ความสุขและความทุกข์ของการเป็นชาวไร่บนดอยคืออะไร 

ความสุขคือการได้ผลผลิตที่ดี ออกมาสวยอย่างที่เราตั้งใจปลูก แค่นี้ก็มีความสุขมากๆ แล้ว ความทุกข์นี่ ส่วนน้อย สำหรับชาวไร่บนดอย มิวคิดว่าความทุกข์คือการขายผลผลิตไม่ได้ ไม่รู้จักตลาด ไม่รู้จะไปขายที่ไหน 

แต่ถ้าเป็นความทุกข์ที่มาจากการทำงาน มิวถามคุณพ่อคุณแม่ทุกวันเลยว่าเหนื่อยมั้ยกับการทำเกษตร เขาบอกไม่เหนื่อย ทั้งสองคนไม่ได้เรียนหนังสือ ทำแต่เกษตรมาตั้งแต่เด็ก คงเพราะความเคยชินด้วยมั้ง เหนื่อยแบบเหนื่อยมากๆ ทั้งสองคนก็เลยไม่มี อาจจะเหนื่อยตอนทำงานบ้างนิดหน่อย แต่พักแล้วก็หาย คุณพ่อชอบพูดว่า ‘ยิ่งเห็นสิ่งที่เราปลูกเติบโต ยิ่งมีความสุข’ 

ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณคืออะไร

  ณ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมิวก็คงเป็นครอบครัว ตั้งแต่เรียนจบกลับมา มิวได้อยู่ร่วมกับครอบครัวและคนในหมู่บ้าน จากที่ผูกพันกันอยู่แล้วก็ยิ่งผูกพันขึ้นไปอีก ทุกเช้าตื่นมาก็เห็นหน้าคุณพ่อคุณแม่แล้ว การได้เห็นทั้งคู่และญาติพี่น้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงคือสิ่งสำคัญที่สุด และทำให้มิวมีความสุขที่สุด

สถานการณ์โควิด-19 ที่หมู่บ้านเป็นยังไงบ้าง

เท่าที่มิวอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ตำบลวาวีค่อนข้างเคร่งเรื่องมาตรการโควิด-19 อยู่แล้ว คนข้างนอกเข้าไม่ได้เลย คนในจะออกก็ต้องแจ้งก่อน ทุกคนให้ความร่วมมือมากๆ เราก็เลยยังทำสวนทำไร่กันได้ปกติ ยอดขายลดลงบ้าง แต่ลูกค้าไม่ถึงกับหายไปเลย ยังขายได้อยู่ 

โดยรวมคนบนดอยยังใช้ชีวิตปกตินะ 

กือรังฮือมา

กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์รุ่นใหม่หลายคนอายกับการเป็นตัวเอง อยากใช้ชีวิตแบบคนในเมืองมากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้นเลย

ตอนเด็กก็เคยมีเพื่อนล้อว่าพูดไม่ชัดนะ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้อายอะไร มันคือตัวเรา พูดไม่ชัดก็ยังดีกว่าพูดไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ที่สำคัญ คนเราฝึกและเรียนรู้ได้นะคะ เมื่อก่อนมิวพูดไม่ชัด แต่ด้วยความที่เราชอบร้องเพลง เลยฝึกพูดจากการร้องเพลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็พูดภาษาไทยชัดขึ้นในระดับหนึ่ง บางคำอาจจะยังไม่ชัดอยู่ แต่ไม่อายนะคะ เพราะว่าเราเป็นอาข่า เราเป็นเรา

แต่มิวเข้าใจนะ ทุกคนมีมุมมองที่ต่างกัน แต่สำหรับเรา เรารักความเป็นอาข่ามากจริงๆ 

คุณคิดยังไงเวลาสื่อต่างๆ สร้างภาพให้กลุ่มชาติพันธุ์ดูเป็นตัวตลก บ้างก็ล้อเลียนอัตลักษณ์ชนเผ่า 

คนทำคงไม่เคยมาสัมผัสกับชนเผ่าอย่างลึกซึ้ง ไม่เคยพูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์แบบใกล้ชิดมากพอ เขาคงไปรับข้อมูลจากไหนไม่รู้ก็เลยทำสื่อแบบนั้นออกมา จริงๆ แล้วคนที่จะทำหนังหรือสื่อเรื่องนี้ ควรจะมาสัมผัสพูดคุยกับคนชาติพันธุ์โดยตรง เขาจะได้รู้ว่า อ๋อ อาข่า วัฒนธรรมหรือการแต่งกายเป็นแบบนี้นะ ภาษาเป็นแบบนี้นะ ที่ผ่านมาเหมือนเขาสื่อสารออกไปโดยที่ยังไม่ทำความเข้าใจมากพอ

ชาวอาข่าต่างจากพี่น้องชาติพันธุ์อื่นๆ ยังไง 

จริงๆ ทุกชนเผ่าก็มีที่โดดเด่นแตกต่างกันนะคะ วัฒนธรรมของอาข่าที่ไม่เหมือนชาติพันธุ์อื่นน่าจะเป็นการแต่งกายเนี่ยแหละ เราพิเศษด้านการเย็บปักถักร้อย ลายปักของเรามีแบบที่เรียกว่า อาแย อาล่อ หรือ อาขื่อแซพู้ ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ภาษาและการพูดก็ต่าง แล้วเราจะทักทายกันโดยการจับมือค่ะ ตอนเจอกัน อาข่าจะเชกแฮนด์คล้ายๆ ฝรั่งเลย 

อะไรคือความเป็นอาข่าที่คุณรักที่สุด

รัก… โอ้โห รักทุกอย่างเลย ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี ลายปักผ้า รักทุกอย่างที่เป็นอาข่าเลยค่ะ 

คุณอยากสอนภาษาอาข่าคำไหนให้คนอ่าน

คงเป็นคำว่า ‘อูดูทามา’ เป็นคำทักทายเหมือนๆ คำว่า ‘สวัสดี’ คือคนเราเจอกันครั้งแรกก็ต้องทักทายก่อน มิวก็เลยอยากสอนคำทักทายภาษาอาข่า ก็พูดว่า ‘อูดูทามา’ พร้อมจับมือทักทายนั่นแหละค่ะ

อีกคำที่อยากสอนคือ ‘กือรังฮือมา’ ที่แปลว่า ขอบคุณ

คำถามสุดท้าย คุณมีชื่ออาบูซูลูที่แม่ตั้งให้อยู่แล้ว แล้วชื่อมิวสิคมาจากไหนเหรอ

อ๋อ จริงๆ ชื่อเล่นภาษาไทยแต่ก่อนชื่อทิพย์ค่ะ ชื่อจริงคือสุธาทิพย์ คนก็เลยเรียกเราสั้นๆ ว่า น้องทิพย์ๆ แต่ตอนเรียน ม.ปลาย มิวเป็นนักร้องประจำโรงเรียน เพื่อนก็เลยตั้งให้ใหม่ว่ามิวสิค เหมือนมาพร้อมเสียงเพลง เขาบอกว่าดูเข้ากันดี

แบบนี้พอเพื่อนตั้งชื่อให้ ก็ต้องบอกเพื่อนว่า ‘กือรังฮือมา’ ถูกมั้ย

ใช่ แต่จริงๆ เพื่อน ม.ปลาย ไม่ใช่ชาวอาข่า พูดว่า ‘ขอบคุณ’ เฉยๆ ก็พอแล้วค่ะ (หัวเราะ)

ภาพ : มิวสิค อาบูซูลู

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load