โอเอซิส คือพื้นที่อุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นท่ามกลางผืนทะเลทราย หรือในหลายครั้ง มันถูกใช้เปรียบเทียบกับสิ่งพิเศษซึ่งไปปรากฏอยู่ในบริเวณที่ไม่มีใครคาดคิด

จุดหมายปลายทางของคอลัมน์ Share Location ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน

เมื่อก้าวจากทางออก 1 ของสถานี MRT วัดมังกร ข้ามถนนเจริญกรุง เดินตรงไปราว 30 เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าตรอกเจริญชัย 2 บรรยากาศรอบตัวก็ถูกราตรีเข้าปลุกคลุม มีเพียงแสงระเรื่อจากไฟปิงปองช่วยนำทาง

ทุกอย่างในตรอกไม่ไหวติง นิ่งสนิทราวกับเวลาถูกหยุดไว้ที่ 19 นาฬิกา แสงสลัวไม่อาจเก็บซ่อนความงดงามของคูหาสองชั้นที่เรียงชิดติดกันทั้งสองฝั่ง ตบแต่งด้วยร่มสีแดงคันใหญ่ โคมไฟจีนไร้แสง ไปจนถึงกระดาษไหว้เจ้านานาชนิด 

นี่คงเป็นตรอกที่เงียบสงัดที่สุดในย่านเยาวราช ผมไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงฝีเท้าของตัวเอง 

ตบเท้าจากปากตรอกไม่นานก็มาถึงจุดหมาย ผมแทบไม่เชื่อสายตา มีบาร์ตั้งอยู่ในที่แบบนี้ได้ยังไง…

จ่าวอัน บาร์ลับสไตล์จีนย่านเยาวราช ในโกดังของอากงสมัย ร.5

แสงสีฟ้าส่องจ้าทะลุช่องประตูสีแดงสด ประหนึ่งกำลังเชื้อเชิญให้ผู้ที่หลงผ่านแวะเยี่ยมเยือน เบื้องหน้าของผมคือ ‘JAO.UN (จ่าวอัน)’ บาร์ลับเปิดใหม่ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากถนนเยาวราช 

ผมเลื่อนบานประตู ตรงเข้าสู่ภายในที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในอดีต กำแพงสีครามในร้านเหมือนหลุดมาจากสมัยรัชกาลที่ 5 เพดานทำจากไม้ และตรงกึ่งกลางคือเคาน์เตอร์บาร์ที่มีเหล้าเรียงรายอยู่ภายหลัง ห้อมล้อมตัวอักษรภาษาจีนสีแดงบ่งบอกชื่อสถานที่

เจ้าของร้านทั้งสามคงยืนรอผมอยู่นานแล้ว

“โชคดีที่มาตอนนี้ ชั่วโมงที่แล้ว หน้าร้านยังมีน้ำขังอยู่เลย” ศิฑ-ศิรพงศ์ ศุภภัทรเศรษฐ์ เจ้าของร้านคนแรกกล่าวทัก เป็นเสียงแรกที่ได้ยินนับตั้งแต่เดินเข้าตรอก

“รับค็อกเทลอะไรมั้ยครับ” โอ๊ธ-รวิภาส มณีเนตร เจ้าของร้านอีกคนพูดต่อ ก่อนที่ กิ๊ฟท์-กนกกาญจน์ กมลเดช เจ้าของร้านคนสุดท้ายเสริมว่า “มีที่นั่งด้านบนด้วยนะคะ” 

ผมพยักหน้ารับ เพ่งพินิจดูเมนู แม้จะไม่รู้ว่าแต่ละอย่างคืออะไร แต่ผมก็พูดออกไปว่า “เลดี้ เยาวราชแก้วหนึ่งครับ”

“J”

Journey to Charoen Chai

เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงเหมือนเป็นสัญญาณว่ามาถึงบาร์เป็นที่เรียบร้อย เมื่อไม่เห็นใครจับไมค์อยู่ตรงหน้า เราก็เดาได้ไม่ยากว่านักร้องคงขับกล่อมท่วงทำนองอยู่ที่ชั้นบน

รวิภาสบรรจงชงเลดี้ เยาว์ฯ กนกกาญเดินเข้าในครัว เหลือเพียงศิรพงศ์ที่นั่งลงข้างผมที่เคาน์เตอร์บาร์ 

จ่าวอัน บาร์ลับสไตล์จีนย่านเยาวราช ในโกดังของอากงสมัย ร.5

จากที่หวังจะได้ฟังเรื่องราวจุดเริ่มต้นของร้าน ศิรพงศ์พาผมไปไกลกว่านั้นมาก เขาเกริ่นว่า ก่อนจะรู้ประวัติของจ่าวอัน ผมจำเป็นต้องเข้าใจความเป็นมาของชุมชนที่ร้านตั้งอยู่เสียก่อน

ช่วงที่ศึกษาอยู่ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์เคยมอบหมายให้ศิรพงศ์เลือกศึกษาชุมชนในกรุงเทพฯ หลังจากค้นคว้าอยู่พักใหญ่ สุดท้ายกลุ่มเลือกใช้ชุมชนเจริญชัย สถานที่ในความทรงจำของหนุ่มแว่นเป็นโจทย์ในการศึกษา

“ตอนนั้นมีประเด็นว่าเจ้าของพื้นที่ตรงนี้ทั้งหมดไม่ต่อสัญญากับคนในชุมชน เวิ้งใหญ่มาก แต่เจ้าของที่ไม่ต่อสัญญาให้ใครเลย จากที่เซ็นสัญญาเช่าครั้งละ 2 ปี เปลี่ยนเป็นต้องเซ็นสัญญากันแบบเดือนต่อเดือน” เจ้าของร้านย้อนความน่าสนใจของทำเล

เมื่อต่อสัญญาระยะยาวไม่ได้ คนส่วนใหญ่ในชุมชนไทยจีนจึงรู้สึกไม่มั่นคงในการดำเนินชีวิต ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเดือนถัดไปจะยังได้อยู่ในบริเวณนี้หรือต้องย้ายออก ทั้งที่บ้านทุกหลังในย่านเป็นอาคารเก่า แต่ก็ไม่มีใครกล้าซ่อมหรือปรับปรุง ส่วนหนึ่งเพราะการซ่อมแซมสถาปัตยกรรมลักษณะนี้มีต้นทุนสูง แต่เหตุผลหลักเป็นเพราะต่อให้ซ่อมก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะคุ้มทุนหรือไม่ และซ่อมแล้วจะอยู่ได้นานเท่าใด

กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 เหมือนฟ้าเปิด มีจดหมายจากเจ้าของพื้นที่เรียกทุกคนเข้าไปเซ็นสัญญา เมื่อมีคำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะอยู่ในเจริญชัยได้อีกอย่างน้อย 2 ปี คนในชุมชนจึงวางแผนซ่อมแซมบ้านของตน ตลอดจนปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่เพื่อหวังสร้างเป็นจุดขาย

“คนที่นี่อยากบอกให้สังคมภายนอกรับรู้ถึงการมีอยู่ของชุมชน ถ้าชุมชนเป็นที่รู้จัก มีจุดขาย โอกาสที่ชาวบ้านจะได้รับการต่อสัญญาต่อไปก็มีมากขึ้น”

คำอธิบายของศิรพงศ์ไขทุกข้อข้องใจของผมขณะเดินเข้าตรอก ร่มสีแดง โคมไฟ กระดาษไหว้เจ้า สิ่งที่ผมเห็นตลอดทางคือร่องรอยทางวัฒนธรรมที่สำคัญของย่าน เจริญชัยเป็นชุมชนกระดาษไหว้เจ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ มีคนลงทุนเดินทางจากแผ่นดินจีนมาบันทึกภาพโต๊ะไหว้ของที่นี่

จ่าวอัน บาร์ลับสไตล์จีนย่านเยาวราช ในโกดังของอากงสมัย ร.5

เมื่อคนในพื้นที่อยากสร้างชุมชนให้มีจุดขาย ศิรพงศ์ที่รักและผูกพันกับเจริญชัยมาตั้งแต่เด็กก็เหมือนได้รับแรงบันดาลใจมาด้วยโดยไม่รู้ตัว

“เราโตอยู่ฝั่งโน้น บ้านอากง ตอนเด็กเรามาเล่นที่นี่ทุกวันหยุด” เขาเล่าไปยิ้มไป

‘ฝั่งโน้น’ ที่ศิรพงศ์พูดถึงในอดีตคือ ยี่ปั๊ว ร้านค้าขายส่งของลูกหลานชาวจีนที่ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลาง รับของจากผู้ผลิตมาขายต่อ โดยจำหน่ายตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ไปจนถึงขนมกินเล่น

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ธุรกิจยี่ปั๊วขาดไปไม่ได้คือโกดังสินค้า ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้รู้ว่า โกดังอายุกว่า 100 ปี ได้กลายเป็นบาร์สุดชิคที่ผมนั่งอยู่ ณ ตอนนี้

“A”

Assemble

นักร้องที่ชั้นสองร้องจบเพลงแรก รวิภาสนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ

แก้วทรงสูงและของเหลวสีชมพูช่างดูเย้ายวนใจเหลือเกิน…

จ่าวอัน บาร์ลับสไตล์จีนย่านเยาวราช ในโกดังของอากงสมัย ร.5

ผมฟังศิรพงศ์เล่าต่อจนได้รู้ว่า หลังธุรกิจยี่ปั๊วเริ่มซบเซา โกดังเก็บของหมายเลข 47 ของตระกูลก็ไม่ได้มีความจำเป็นอีกต่อไป ครอบครัวจึงตัดสินใจเปิดคูหาให้คนอื่นเช่า ฝั่งร้านยี่ปั๊วถูกแปลงโฉมเป็นร้านอาหารสไตล์โมเดิร์นไชนีสในชื่อ ZONG TER (ซงเต๋อ) 

หลังซงเต๋อย่างเข้าปีที่ 3 กิจการก็เริ่มเข้าที่ ถึงทีที่ศิรพงศ์จะมองหาเป้าหมายถัดไป ทั้งจากความตั้งใจส่วนตัวที่อยากเป็นเจ้าของเครือร้านอาหาร และความตั้งใจส่วนรวมที่อยากนำเสนอวัฒนธรรมของชุมชน ไม่ต่างจากเพื่อนบ้านเจริญชัย บัณฑิตคณะนิเทศศาสตร์จึงเริ่มคิดว่า โกดัง 47 ก็น่าจะต่อยอดได้เช่นเดียวกัน

“มีอยู่วันหนึ่ง เรานั่ง MRT ไปสามย่าน ตกใจมากเลย ผู้คนที่สามย่านกับวัดมังกรต่างกันลิบลับ ที่นี่มีแต่คนสูงอายุ ในขณะที่สามย่านมีชีวิตชีวาของวัยหนุ่ม” 

หลานอากงย้อนจุดเริ่มต้นที่อยากเปลี่ยนโกดังเก็บของให้เป็นพื้นที่ที่เชื้อเชิญเด็กรุ่นใหม่เข้ามาพบปะสังสรรค์ได้ แรกเริ่มเดิมที เขาอยากทำคาเฟ่ในธีมโรงงิ้ว ก่อนจะปรับเปลี่ยนจนเกิดเป็นไอเดียร้านอาหารเช้าที่เปิดขายทั้งวัน จึงได้ชื่อว่า จ่าวอัน คำศัพท์ภาษาจีนที่หมายถึง ‘สวัสดีตอนเช้า’

“แล้วทำไมจากร้านอาหารเช้าถึงกลายเป็นบาร์ได้” – เราถาม

“ร้านอาหารเช้าเหมือนจะทำง่ายนะ แต่คู่แข่งเยอะ คนที่มาเยาวราชตั้งใจมากินอาหารอยู่แล้ว เราไม่ได้ทำอาหารเก่ง จะไปแข่งกับเขาก็ยาก เลยทิ้งไอเดียแล้วลองคิดใหม่” หนุ่มแว่นตอบด้วยท่าทีจริงจัง ขณะเดียวกัน เจ้าของร้านอีกคนที่เพิ่งเสร็จภารกิจชงค็อกเทลก็มานั่งร่วมวงสนทนา

จ่าวอัน บาร์ลับสไตล์จีนย่านเยาวราช ในโกดังของอากงสมัย ร.5

หลังทำใจขีดฆ่าไอเดียร้านอาหารเช้า ศิรพงศ์จึงกลับไปคิดจากจุดตั้งต้น หากอยากให้ชุมชนมีคนรุ่นใหม่เข้ามาสร้างสีสัน การชวนเพื่อนรุ่นเดียวกันมาช่วยดำเนินธุรกิจก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี จึงเกิดเป็นแนวคิดใหม่อย่างร้านใจกลางเยาวราชที่กลางคืนเปิดเป็นบาร์ และกลางวันทำเป็นคาเฟ่

“สำหรับเรา ค็อกเทลเป็นเหมือนงานศิลปะ ไม่ใช่แค่ดื่มให้เมา ไม่ใช่เหล้าที่แค่กรอกเข้าปาก แต่มันมีเรื่องราวอยู่ในแก้ว พอสนใจปุ๊บก็ลองลงเรียน แล้วคืนนั้นโอ๊ธก็ทักมาถามว่าเรียนที่ไหน สนใจเหมือนกัน”

ความสนใจในเครื่องดื่มพาสองเพื่อนจากคณะนิเทศศาสตร์กลับมาพบกันอีกครั้ง รวิภาสวาดฝันมาพักใหญ่ว่าอยากเป็นบาร์เทนเดอร์ คำชักชวนจากศิรพงศ์จึงเป็นเหมือนพรวิเศษที่ดึงอดีตหนุ่มออฟฟิศออกจากวงโคจรการทำงานแบบวนลูปไปโดยปริยาย

เมื่อมีคนที่พร้อมจะศึกษาค็อกเทลแล้ว ต่อมาจึงเป็นเรื่องคาเฟ่ ตอนนั้นเองที่กนกกาญกระโดดมาร่วมวง แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าต้องมาชงกาแฟ โดยที่ตัวเองแพ้นม เธอก็พร้อมลุย เพราะโอกาสทำงานกับเพื่อนนอกออฟฟิศ แถมยังเป็นกิจการส่วนตัวก็ไม่ได้หากันง่าย ๆ

“เราสามคนไม่มีใครเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทุกคนเคยกินกาแฟ เคยกินเหล้า แต่ไม่ได้มีความรู้หรือเก่งอะไร ก็มาเริ่มเรียนเริ่มฝึกพร้อมกัน” กนกกาญที่ตามมาร่วมวงสนทนาเป็นคนสุดท้ายเล่าให้ฟัง

จ่าวอัน บาร์ลับสไตล์จีนย่านเยาวราช ในโกดังของอากงสมัย ร.5

“O”

Outstanding Renovation

บนเคาน์เตอร์บาร์เหลือเพียงแก้วทรงสูง ของเหลวภายในอันตรธานไปอยู่ในท้องโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัว

เพลง ใจรัก ของ สุชาติ ชวางกูร ถูกขับร้องในรูปแบบใหม่ที่ด้านบน ให้ความรู้สึกเหมาะกับคนเหงาที่ต้องการความสงบอย่างแท้จริง

ลูกค้าในหน้ากากอนามัยสีดำคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน คล้ายอยากหลบเลี่ยงความวุ่นวายของโลกภายนอก เธอเดินตรงขึ้นไปชั้นบนในทันที นี่น่าจะไม่ใช่การมาเยือนครั้งแรกของเธอ

โลโก้สีแดงของร้านหลังเคาน์เตอร์บาร์เตือนผมให้ถามคำถามถัดไป

“ในเมื่อเปลี่ยนมาทำบาร์ ทำไมยังใช้ชื่อร้านว่าจ่าวอันอยู่ล่ะ”

คำตอบที่ได้ทำผมอมยิ้ม เพราะวันที่ศิรพงศ์เปลี่ยนใจมาทำร้านเหล้า เขาได้ออกแบบโลโก้และจดลิขสิทธิ์ของชื่อจ่าวอันไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น รูปแบบของร้านเปลี่ยนได้ แต่ชื่อจำต้องยึดตามนี้ ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งสามจึงต้องพยายามออกแบบคอนเซ็ปต์ของร้านให้เข้ากับชื่อที่ตั้งไปก่อนหน้า

สุดท้ายจึงได้เป็น ‘JAO.UN จ่าวอัน’ บาร์ที่อยากให้ลูกค้ารู้สึกสดชื่นเหมือนได้รับแสงยามเช้าในยามค่ำ

จ่าวอัน บาร์ลับสไตล์จีนย่านเยาวราช ในโกดังของอากงสมัย ร.5

a speakEASY café & bar คือแนวคิดหลักของบาร์ลับย่านเยาวราช หลังการระดมสมอง สามเพื่อนซี้ก็มีความเห็นตรงกันว่า อยากให้จ่าวอันเป็นสถานที่ที่ลูกค้าพูดคุยกันได้แบบง่าย ๆ เงียบ ๆ ไม่ต้องเต้นหรือตะโกนแข่งกับเสียงเพลง แค่มานั่งชิลล์เพื่อเพลิดเพลินกับคนที่อยู่ตรงหน้า ลิ้มลองเรื่องราวของค็อกเทลในแต่ละแก้ว และที่สำคัญ บรรยากาศในร้านต้องไม่รบกวนเพื่อนบ้านใกล้เคียง

“หลายคนบอกว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นบาร์ที่ดีไม่ได้ ทางเข้าก็เปลี่ยว น้ำขัง แถมไม่มีคนเดินผ่านไปผ่านมา แต่เราก็เชื่อว่าจะทำได้”

การกลับมาเจอกันของศิฑ โอ๊ธ และกิ๊ฟ อาจง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่การรีโนเวตคลังสินค้าของอากงคือสิ่งตรงกันข้าม แม้จะปล่อยให้คนเช่า แต่ตัวอาคารก็ผุพังจนน่าตกใจ สิ่งแรกที่ทั้งสามเห็นก่อนการปรับปรุง คือภาพของกำแพงลอก ๆ หลังคารั่ว พื้นชั้นสองอ่อนยวบ ขึ้นไปยืนไม่ได้

เจ้าของร้านต้องทำกำแพงบางส่วนขึ้นใหม่เพื่อให้เก็บเสียง ส่วนกำแพงที่ยังแข็งแรงใช้การได้ เจ้าของเลือกที่จะคงไว้ทั้งอย่างนั้น เพียงอุดเพิ่มเล็กน้อยเพื่อป้องกันแมลง รอยเปื้อนสีครามบนกำแพงที่เราเห็นจึงเป็นร่องรอยที่ถูกแต่งแต้มโดยกาลเวลา จากรุ่นปู่ย่าสู่รุ่นหลาน 

“เราแทบจะต้องสร้างบ้านหลังใหม่ในบ้านหลังเก่า ต้องทำให้แข็งแรงพอที่คนจะเข้ามานั่งได้”

จ่าวอัน บาร์ลับสไตล์จีนย่านเยาวราช ในโกดังของอากงสมัย ร.5

นอกจากมีความสนใจในค็อกเทลและความเอือมระอาต่องานออฟฟิศเป็นจุดร่วม อีกหนึ่งเรื่องที่เหมือนถูกกำหนดไว้แล้ว คือทั้งสามคนต่างพกทักษะติดตัวมาคนละอย่างสองอย่างจากการทำละครเวทีที่คณะนิเทศฯ

ศิรพงศ์เป็นฝ่ายแสง รวิภาสเป็นฝ่ายเสียง กนกกาญเป็นฝ่ายสร้างความสัมพันธ์

ดังนั้นงานแสงสี การติดตั้งลำโพงเพื่อเสียงดนตรี ไปจนถึงการบริการที่ดีต่อลูกค้า ทั้งสามคนจึงร่วมมือกันทำออกมาได้อย่างลงตัว

นอกจากกำแพงเก่าที่เป็นเงาคราม ศิรพงศ์ใช้สีแดงที่มีกลิ่นอายของย่านคนจีนเป็นตัวอักษร สีเหลืองทองแทนไอแดดยามรุ่งอรุณ ปิดท้ายด้วยสีเขียวของประตูและวงกบเดิม จนได้เป็นหน้าตาของร้านอย่างที่เห็น

เสียงเพลงที่บรรเลงอยู่ในความรับผิดชอบของรวิภาส ตั้งแต่ต่อสายไฟ ติดตั้งไมค์ ไปจนถึงเลือกจุดวางลำโพง ก่อนชักชวนเพื่อนพี่น้องจากคณะมาช่วยขับกล่อมทำนองเป็นประจำทุกคืนวันศุกร์กับเสาร์

ด้านการดูแลลูกค้าไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถของกิ๊ฟ ผู้ที่แวะมาทักทายจ่าวอันส่วนมากคือคนที่อยากหลบหนีเสียงโหวกเหวกโวยวาย เขาและเธอจึงไม่ได้ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพียงมองหาความเป็นส่วนตัวเพื่ออยู่ในห้วงแห่งความรู้สึกชั่วครู่ชั่วคราว

หนีความวุ่นวายมาจิบค็อกเทลที่ JAO.UN (จ่าวอัน) โกดังของอากงสมัย ร.5 ที่ถูกแปลงโฉมเป็นบาร์และคาเฟ่เปิดใหม่สไตล์จีนย่านเยาราช

“สิ่งที่ร้านอื่นทำไม่ได้คือการมีบ้านเก่า บ้านเก่าไม่ใช่สิ่งที่สร้างได้ มันต้องผ่านกาลเวลา มีหลายคนมากที่ชมว่าร้านสวย หลายคนขอบคุณเราที่ไม่ทุบมันทิ้ง แต่เลือกรีโนเวตให้สิ่งเก่านี้ยังอยู่” 

กนกกาญเล่าเสียงตอบรับที่ลูกค้ามีต่ออาคารที่ได้รับการแปลงโฉม หากทั้งสามต้องการชูความเป็นจีน ซึ่งเป็นจุดขายของชุมชนเจริญชัยให้คนภายนอกเห็นคุณค่า ผมเองก็มองว่าจ่าวอันทำได้ตามเป้า

“เคยมีคุณน้าในชุมชนบอกเราว่า ชุมชนก็เหมือนต้นไม้ คุณอาจจะใช้เวลาแค่วันเดียวเพื่อโค่นมันทิ้ง ทั้งที่ต้นไม้ต้นนั้นใช้เวลาเป็นร้อยปีในการเติบโต เจ้าของที่อาจจะทุบบ้านแถวนี้ แล้วสร้างเป็นห้างใหม่ได้ในเวลาไม่นาน ความล้ำค่าของชุมชนที่อุตส่าห์เก็บมาจนถึงทุกวันนี้อาจหายไปภายในไม่กี่อาทิตย์ด้วยซ้ำ”

จริงอย่างที่ศิรพงศ์เสริมต่อ เท่าที่เห็นผ่านตา คูหาแถวนี้ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัส เพราะต่อให้ทุบแล้วสร้างใหม่ สิ่งที่ได้ก็ไม่ใช่ของดั้งเดิมอยู่ดี

“ถ้าเก็บสถานที่แบบนี้เอาไว้แล้วเปิดให้คนเข้ามาดู ก็เหมือนเราได้สร้างชีวิตใหม่ให้กับมันอีกครั้ง” รวิภาสกล่าวปิดท้าย พร้อมเดินกลับเข้าบาร์เพื่อปรุงรสค็อกเทลอีกแก้ว

“U”

Unique Cocktails

ได้ชื่อว่าคือบาร์ย่อมมีหน้าตาเป็นเครื่องดื่ม และนี่คือ 3 เมนูที่กลุ่มเพื่อนคณะนิเทศฯ เต็มใจนำเสนอ

JAO.UN (จ่าวอัน)

หนีความวุ่นวายมาจิบค็อกเทลที่ JAO.UN (จ่าวอัน) โกดังของอากงสมัย ร.5 ที่ถูกแปลงโฉมเป็นบาร์และคาเฟ่เปิดใหม่สไตล์จีนย่านเยาราช

แก้วซิกเนเจอร์ที่ตั้งตามชื่อร้าน วางคอนเซ็ปต์โดยการจับคู่ชาอู่หลงกับกลีบส้ม สร้างรสสัมผัสที่กลมกล่อม สดใส ได้กลิ่นอายแบบจีน ๆ จัดวางในแก้วปากกว้าง เหมือนได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นจากน้ำยามเช้า

“เราใช้วิธีอินฟิวส์ คือนำชาไปดองในเเหล้าแทนการต้มในน้ำร้อน แช่ไว้ข้ามคืน เหล้านั้นจะกลายเป็นชาโดยไม่มีน้ำเปล่าเจือปน” ศิรพงศ์บรรยาย

KANIKA (คณิกา)

หนีความวุ่นวายมาจิบค็อกเทลที่ JAO.UN (จ่าวอัน) โกดังของอากงสมัย ร.5 ที่ถูกแปลงโฉมเป็นบาร์และคาเฟ่เปิดใหม่สไตล์จีนย่านเยาราช

ถัดจากบาร์ไป 300 เมตรคือที่ตั้งของวัดคณิกาผล ศาสนสถานที่เกิดขึ้นจากการบริจาคเงินของกลุ่มคณิกาหรือสาวโรงน้ำชาแห่งชุมชนเจริญชัยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ศิรพงศ์และรวิภาสใช้ภาพของสาวโรงน้ำชาเป็นแรงบันดาลใจ จนเกิดเป็นค็อกเทลที่ไม่เหมือนใคร พร้อมเสิร์ฟในกาน้ำชาตรงตามชื่อ

“เราอยากให้ภาพของแก้วนี้เต็มไปด้วยสีสันโดดเด่น มีสีเขียวเตะตาไม่เหมือนแก้วอื่น มีความเปรี้ยวซ่า มีกลิ่นหอมของเหล้าเมลอนและมะนาวดองไซรัปทำเอง” รวิภาสชี้ส่วนผสม

LADY YAOWARAT (เลดี้ เยาวราช)

หนีความวุ่นวายมาจิบค็อกเทลที่ JAO.UN (จ่าวอัน) โกดังของอากงสมัย ร.5 ที่ถูกแปลงโฉมเป็นบาร์และคาเฟ่เปิดใหม่สไตล์จีนย่านเยาราช

ค็อกเทลที่ผมสั่งตั้งแต่เดินเข้าร้าน แก้วนี้คู่หูนักสร้างสรรค์อยากสรรสร้างเมนูที่ดูเก๋ตอนถ่ายรูป เป็นสุภาพสตรีแห่งเยาวราช ออกแบบโดยมีภาพอาหมวยในชุดกี่เพ้าสีชมพูเป็นแรงบันดาลใจ ใช้เหล้าจินผสมบ๊วยเป็นพื้น ก่อนเติมความชุ่มชื้นด้วยอะมาเร็ตโต (เหล้าอัลมอนด์) ให้รสชาติหวานอมขมหน่อย อร่อยแบบสวย ๆ

นอกจาก 3 แก้วที่แนะนำ ในร้านก็ยังมี JUB-KANG (จับกัง) LONELY PLANET (โลนลี่แพลเน็ต) I-JHO (ไอโจ๋) และอีกมากมายหลายเมนู แต่ถ้าอยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร คงต้องมาสัมผัสด้วยปลายลิ้นของตัวเอง และสำหรับผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ทางร้านก็มีรายการม็อกเทลพร้อมบริการ

กนกกาญชวนเราขึ้นไปชมชั้นบน ได้รู้เรื่องเครื่องดื่มมามากแล้ว เราจึงถือโอกาสระหว่างขึ้นบันไดถามถึงเมนูอาหารของร้านบ้าง

“ถ้ามาตอนกลางคืน แนะนำบันพะโล้ อร่อยมาก เป็นหมั่นโถวอบกินกับพะโล้แห้งและยำเกี่ยมฉ่าย เป็นเมนูที่อยู่ท้อง” เจ้าของผู้เป็นสุภาพสตรีเพียงหนึ่งเดียวแนะนำ

หนีความวุ่นวายมาจิบค็อกเทลที่ JAO.UN (จ่าวอัน) โกดังของอากงสมัย ร.5 ที่ถูกแปลงโฉมเป็นบาร์และคาเฟ่เปิดใหม่สไตล์จีนย่านเยาราช

อย่างที่รู้ว่ากิ๊ฟคือผู้ที่ดูแลจ่าวอันในช่วงกลางวันเป็นหลัก ตั้งแต่มาถึงเราคุยกันแต่เรื่องบาร์ ยังไม่มีเวลาถามเรื่องคาเฟ่เลย เห็นทีควรต้องชวนคุยเสียหน่อย

ตอนกลางวัน จ่าวอันก็เหมือนคาเฟ่ทั่วไป มีกาแฟ โกโก้ และชาสารพัดชนิด พิเศษตรงที่ร้านนี้ไม่มีเค้กจำหน่าย แต่เลือกที่จะขายบัน (หมั่นโถวอบ) แทน ซึ่งคาเฟ่แห่งเจริญชัยก็มีให้ลูกค้าเลือกได้หลายหมั่นโถว อาทิ บันพะโล้ บันไอศกรีม และล่าสุด บันสตอว์เบอร์รีเบคอน

“เราเคยเห็นคนเกาหลีกินแล้วน่าจะอร่อย ก็เลยลองมาดัดแปลงดู มันไม่น่าจะเข้ากันใช่มั้ย แต่กินแล้วเข้ากันมาก บอกเลย” กนกกาญยืนกราน

อันที่จริง ก่อนหน้านี้ สมาชิกทั้งสามก็เคยคิดจะขายเค้กเลมอนมาก่อน แต่ภายหลังก็ล้มเลิก เพราะไม่ชำนาญและวิธีการเก็บรักษาก็ไม่ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นหมั่นโถว จ่าวอันสามารถหยิบยืมวัตถุดิบจากร้านอาหารของครอบครัวอย่าง ZONG TER (ซงเต๋อ) ได้อยู่แล้ว เมื่อนำมาประยุกต์เข้ากับไส้ต่าง ๆ ก็น่าจะกลายเป็นกิมมิกที่น่าจดจำ มีความเป็นจีน ทั้งยังไม่ค่อยเห็นร้านอื่นลองทำมากนัก

“N”

Neighbors with Happiness

ก้าวแรกที่เหยียบชั้นสอง เราได้เห็นโฉมหน้านักร้องเป็นครั้งแรก เขาคือ จอน-จอนปรอท วงษ์เทศ หนึ่งในสมาชิกวงหน้าใหม่ไฟแรงอย่าง Mercury Goldfish

หนีความวุ่นวายมาจิบค็อกเทลที่ JAO.UN (จ่าวอัน) โกดังของอากงสมัย ร.5 ที่ถูกแปลงโฉมเป็นบาร์และคาเฟ่เปิดใหม่สไตล์จีนย่านเยาราช

แสงสีฟ้าฉายตรงเข้าหน้านักร้อง ตัดกับแสงสีส้มจากนอกหน้าต่าง ดูคล้ายอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า เป็นอีกหนึ่งการจัดไฟที่ตราตรึงจากอดีตสมาชิกฝ่ายแสง

จ่าวอันชั้นบนสลัว สร้างความเป็นส่วนตัวได้อย่างดี วอลเปเปอร์บนกำแพงแสดงความเป็นจีนเด่นชัด

เราถามเจ้าของร้านว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาที่นี่เป็นคนกลุ่มไหน น่าแปลกเล็กน้อย เพราะเดิมทีทั้งสามอยากให้จ่าวอันเป็นพื้นที่ของคนรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา คนในวัย 20 – 30 ส่วนใหญ่ชื่นชอบการกระโดดโลดเต้นในผับบาร์ ทั้งศิฑ โอ๊ธและกิ๊ฟ จึงอยากให้คนวัยนี้หันมาเพลิดเพลินกับการลิ้มลองค็อกเทล นั่งเงียบ ๆ และพูดคุยกันดูบ้าง

“อยากให้คนวัยเราได้เปิดประสบการณ์พวกนี้ เฮ้ย ถ้าคุณไม่เคยกิน คุณลองมา เดี๋ยวเราทำให้กิน เล่าให้ฟังด้วย แต่เราก็ไม่ได้รู้เยอะนะ เรารู้อะไร เราแชร์ คุณรู้อะไร คุณแชร์ มาแลกเปลี่ยนกัน” รวิภาสพูด

อย่างไรก็ดี กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ในช่วงตั้งไข่ของร้านกลับเป็นคนที่อายุมากกว่า 30 ศิฑ โอ๊ธ กิ๊ฟ จึงได้ข้อสรุปว่าช่วงอายุของลูกค้าไม่ใช่สิ่งที่กำหนดได้ สุดท้ายนี่คือบาร์ของทุกคนที่หลงใหลในสิ่งเดียวกัน นั่นคือบรรยากาศชิลล์ ๆ เป็นกันเอง นั่งพูดคุยกันแบบเงียบสงบ ไม่วุ่นวาย และแน่นอนว่าที่นี่ก็เหมาะกับคนที่ชอบตึกเก่ากับคนที่ชอบฟังดนตรีสดด้วย

“หลายอย่างเราก็เปลี่ยนตามลูกค้านะ เมื่อก่อนเราไม่มีเบียร์ พอลูกค้าถามเยอะ ๆ ตอนนี้เราก็ขายเบียร์แล้ว” ทั้งสามคนพูดพลางหัวเราะ

Leaving on a jet plane คือบทเพลงสุดท้ายที่จอนปรอทบรรเลงในค่ำนี้ เห็นทีว่าผมเองก็ควรจะเยื้องย่างออกจากย่านเช่นเดียวกับเนื้อร้อง

ผมบอกลาเจ้าของร้านผู้น่ารักทั้งสาม เก็บข้าวของ แล้วตรงไปที่ประตูบานแดง

ก่อนก้าวออกสู่ความมืด ผมสรุปได้ในใจว่า จ่าวอันไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสำหรับทุกคน แต่ที่แน่ ๆ ก็มีกลุ่มคนที่เหมาะกับสถานที่แห่งนี้เช่นกัน 

อันที่จริง ผมอยากจะเก็บซ่อนจ่าวอันให้เป็นบาร์ลับในซอกหลืบของเยาวราชอย่างนี้ต่อไป แต่ที่เลือกเขียนถึงที่นี่ เพราะผมรู้ดีแก่ใจว่าคนภายนอกสมควรได้รู้ว่า ในมุมมืดของตรอกเจริญชัย 2 ยังมีโอเอซิสสไตล์จีนที่ทุกคนควรได้ลิ้มลองด้วยตัวเองสักครั้ง และวันนี้เจ้าของร้านทั้งสามคนแสดงให้ผมเห็นจริง ๆ ว่า ที่นี่คือ a speakEASY café & bar ที่ควรค่าต่อการเยี่ยมเยือน

หนีความวุ่นวายมาจิบค็อกเทลที่ JAO.UN (จ่าวอัน) โกดังของอากงสมัย ร.5 ที่ถูกแปลงโฉมเป็นบาร์และคาเฟ่เปิดใหม่สไตล์จีนย่านเยาราช

JAO.UN (จ่าวอัน)

ที่ตั้ง : 47 ตรอกเจริญชัย 2 เเขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : อังคาร-อาทิตย์ 11.00 – 23.00 น.

โทรศัพท์ : 063 902 9717

Facebook : JAO.UN – 早安

 

Writer

Avatar

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เมื่อพูดถึงเวิ้งในจังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงนึกออกไม่มากก็น้อยตามแต่ที่เคยไป หรือนักศึกษารั้วม่วงอย่างผมคงหนีไม่พ้นเวิ้งคุณนลี อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนมานี้มี Community Space แห่งใหม่สำหรับคนเชียงใหม่เกิดขึ้นในทำเลใกล้กับสถานีรถไฟ

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าHeng Station (เฮงสเตชั่น)’ เวิ้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟชนิดที่ระหว่างกำลังดื่มกาแฟอาจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรถไฟเป็นฉากหลังได้ หรือถ้ามาทานอาหารมื้อหนักก็มีร้านรองรับ พร้อมด้วยของหวานตบท้าย จบด้วยร้านเครื่องหอมไว้เป็นของติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

วันนี้ คิม-วโรดม สหชัยเสรี เขาคือชายหนุ่มผู้เกิด เติบโต และศึกษาเล่าเรียนที่เชียงใหม่ ก่อนต้องโยกย้ายตัวเองไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี พร้อมกับเดินทางไปญี่ปุ่นทุกปี จนซึมซับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาสั่งสมเอาไว้ แล้วจึงนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อสานต่อธุรกิจที่บ้าน พร้อมกับเล่าเรื่องราวการรื้อฟื้นสถานที่ซึ่งมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1960 ให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในปี 2023 

เปิดประตูเวิ้งใหม่เอี่ยมมาเยี่ยมเยียนสถานที่เก่าแก่ 62 ปีพร้อมกันเลย

เสี่ยมเฮงพืชผล

สถานที่นี้มีเรื่องราวเริ่มต้นน่าสนใจ และต้อนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรุ่นอากงของคิม เพราะแรกเริ่มเดิมทีตามคำบอกเล่าของเขา อากงข้ามน้ำข้ามทะเลหนีสงครามมาจากประเทศจีน ระหกระเหินมายังกรุงเทพฯ จากนั้นเดินเท้าตามรางรถไฟมาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และลงหลักปักฐานด้วยการสมัครเข้าทำงานกับบริษัทเชลแล็กสยามในช่วงปี 1960

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

แล้วเรื่องราวก็กระโดดข้ามมายังช่วงเวลาประมาณปี 1977 (พ.ศ. 2520) บริษัทเชลแล็กสยามปิดตัวลง โดยไม่แน่ใจว่าย้ายมายังสถานที่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ถึงอย่างนั้นอากงของคิมก็ซื้อที่ดินแปลงนี้แล้วเปิดกิจการของตัวเองในชื่อ ‘เสี่ยมเฮงพืชผล’ นับตั้งแต่ปี 1971-1992 (เสี่ยม มีความหมายว่า สยาม และเป็นที่มาของชื่อ เฮง สเตชั่น ในปัจจุบัน) โดยเปลี่ยนมาค้ากระเทียมเป็นหลัก แต่ก็ยังมีเชลแล็กและพืชผลทางเกษตรกรรมอื่น ๆ ซึ่งรับมาจากชาวสวนในภาคเหนือ และส่งขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ สถานที่ตรงนี้ที่ติดกับสถานีรถไฟ จึงเป็นทำเลอันเหมาะสมอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ช่วงปี 1991 อากงเสีย เหลือเพียงอาม่า ซึ่งแบกรับธุรกิจนี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ไหว ส่วนคุณพ่อของคิมอยู่ในเส้นทางสายอาจารย์ และไม่มีความสนใจสานต่อสถานที่แห่งนี้ เสี่ยมเฮงจึงปิดตัวลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1992 ซึ่งเป็นปีเกิดของคิมพอดี และถูกทิ้งเป็นโกดังร้างนับแต่นั้นมา

เฮงสเตชั่น

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งคิมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 3 เขาค่อย ๆ รื้อฟื้นสถานที่แห่งนี้อีกครั้งด้วยการเปิดห้องแถวเชิงพาณิชย์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าติดกับถนน อีกทั้งยังได้เรียนรู้และซึมซับการลงทุนจากคุณลุง และเมื่อถึงวัยทำงาน เขาจึงเริ่มฉุกคิดได้ว่า น่าจะเอาสถานที่ตรงนี้มาใช้ประโยชน์แทนที่จะไม่ปล่อยให้ทิ้งร้าง

คิมคิดแล้วคิดอีกว่าจะใช้ที่ดินตรงนี้ทำอะไรดี แต่ทุกครั้งก็มีคำถามพ่วงท้ายเสมอว่า พื้นที่นี้เป็นทางลึก หน้าแคบ และคุณพ่อตั้งเงื่อนไขเอาไว้ 1 ข้อ คือ ทุกอย่างต้องคงรูปร่างเดิมให้มากที่สุด การทุบเพื่อประกอบร่างใหม่หลายครั้งอาจนำมาซึ่งปัญหากับคุณพ่อได้ จุดนี้เองที่คิมต้องนำความรู้ด้านวิศวกรรมที่เขาร่ำเรียนมาใช้อย่างเต็มที่ ในการรีโนเวตโกดังแห่งนี้ไม่ให้เป็นแค่ห้องแถวต่อ ๆ กัน

“ผมเริ่มก่อสร้างจริง ๆ คือมีนาคม ปี 2022 ใช้เวลารีเสิร์ชนานมาก ออกแบบ วางแปลน สลับแปลน จะมีสวนตรงไหนเพื่อให้ดูไม่อึดอัด พร้อมกับดูบริบทพื้นที่โดยรอบ”

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

คิมสร้างตึกหลังหนึ่งข้างในโกดังอีกที เทคานส่วนที่เป็นกำแพง วางตอม่อเสาใหม่ และก่อกำแพงขึ้นมาด้านใน แต่ด้านนอกยังคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม จากเดิมที่เป็นหลังคาเต็ม เขารื้อหลังคาออกครึ่งหนึ่ง และปรับพื้นที่ตรงนั้นออกเป็นสวน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้คนเดินเข้าไปด้านใน

“ผมเพิ่มพื้นที่ด้วยการขยายเข้ามาในพื้นที่ของเราเอง สร้างคอมมูนิตี้ให้คนมาใช้เวลาวันหยุดกับเพื่อน” ประโยคนี้เห็นจะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

Community Space

“ผมว่าการใช้คำว่า คอมมูนิตี้ ดูเป็นสถานที่ที่ให้คนมาพบปะกันมากกว่าเป็นพื้นที่ขายของ ผมอยากให้คนมานั่งเล่น มาคุยกัน ใช้เวลานั่งเม้ากับเพื่อนในช่วงวันหยุด ก็เลยใช้คำนี้”

ในตอนนี้ เฮงสเตชั่น เปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

คิมไม่ได้ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นผับหรือบาร์ สาเหตุมาจากส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว เขาขอแค่ให้คนที่มาได้นั่งเล่น พูดคุย พบปะ ไม่จำเป็นต้องรับประสบการณ์ คิดเสียว่าที่นี่คือ ‘สวนหลังบ้าน’ ซึ่งทุกคนเข้ามาเดินเล่นได้อย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังมี 1 ร้านข้าว 1 ร้านกาแฟ 1 ร้านเครื่องหอม และ 2 ร้านเบเกอรี่ คอยรองรับความต้องการของเหล่าผู้คนที่เข้ามาเยือน

แล้วคิมก็พาเราทัวร์ตามร้านต่าง ๆ อย่างเป็นมิตร และให้พวกเขาอธิบายถึงจุดเด่นที่อยากนำเสนอ เราเริ่มต้นกันที่…

School Coffee

ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หน้าสุดของโครงการ เปรียบเสมือนพื้นที่รับแขกให้ผู้คนเข้ามาซื้อกาแฟหรือเครื่องดื่มก่อนเดินสำรวจ ร้านกาแฟแห่งนี้มีคอนเซปต์ว่า สร้างความสุขให้ทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากธรรมชาติ แหล่งปลูกกาแฟ ต้นกาแฟสายพันธ์ุต่าง ๆ การแปรรูปกาแฟที่เป็นผลไม้ให้กลายเป็นสารกาแฟ ส่วนถัดมาเป็นบาริสต้า และจบลงที่ลูกค้าทุก ๆ ท่านได้รับผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากทางร้าน

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกคนในทุกภาคส่วนมีความสุข วงล้อแห่งการพัฒนาก็จะเริ่มเป็นไปตามแนวทางที่ทางร้านตั้งใจ และขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ก็ใส่พลังเข้าไปได้ในบางจังหวะ (ตามที่ทางร้านได้บอกกับเรา) เมื่อมาถึงร้าน School Coffee ลูกค้าเลือกกาแฟที่อยากจิบได้ตามต้องการ ตั้งแต่เมล็ด ระดับการคั่ว และกระบวนการชงกาแฟ ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ที่พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งและยังคงมีตลอดไป นั่นคือ ยาคูลท์ปีโป้ปั่นและโอริโอ้ปั่น เพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาริสต้าคนแรกผู้คิดค้น 2 เมนูนี้ที่อยู่คู่กับร้านมาตั้งแต่ยังเปิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อ้อ ขอกระซิบดัง ๆ ว่าร้านนี้เจ้าของเดียวกับ ร้านสุขพอดี นะ

KLĀY concept

ร้านเครื่องหอมที่เน้นเล่าเรื่องราวผ่านงานเซรามิก

เทียนหอมในถ้วยเทียนเซรามิกมาจากเทศบาลเมืองแม่โจ้ เนื่องจากทางร้านพยายามสนับสนุนผู้ประการรายย่อยให้ได้มากที่สุด สินค้านิยมคือเจ้าก้อนสี่เหลี่ยม วิธีใช้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนก้อนเซรามิก แล้วรอให้ดูดซึมน้ำหอม ซึ่งทางร้านดีไซน์ให้มีความกลมอยู่ภายใน จึงเกิดการถ่ายเทเข้า-ออกของอากาศผ่านเนื้อเซรามิก เป็นการกระจายกลิ่นหอมเบา ๆ

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ขณะเดียวกัน ทางร้านยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้แก่ผู้ที่สนใจ เป็นการผสมกลิ่มน้ำหอม ทำเทียนหอม และทำเครื่องหอม เน้นเรื่องของการพยายามให้ผ่อนคลายทุกประสาทสัมผัสผ่าน Therapy

เวิร์กช็อปเป็นกลุ่มได้ไม่เกิน 6 คน หากใครสนใจสอบถามหน้าร้านได้เลย 

The Dorm Bakery

หนึ่งในร้านเบเกอรี่ประจำ เฮงสเตชั่น ที่เปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองครั้งแรกพร้อมกับโครงการ โดยภายในร้านประกอบด้วยเมนูเบเกอรี่ปกติและเมนูวีแกน (ทางร้านเรียกว่า สูตรเจ) ในราคาไม่แพง 

ทุกเมนูต่างประกอบด้วยความโฮมและแฮนด์เมด เมนูที่ทางร้านแนะนำว่าต้องลองลิ้มให้ได้ ได้แก่ เค้กแคร์รอต พายแอปเปิล และกราโนล่าบาร์ (ปราศจากกลูเต็น อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์)

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

Circle.Pound

ร้านเค้กวันเกิดที่ขายเค้กแบ่งชิ้นสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากทานเยอะมาก เมนูแนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตชีสเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่มีทุกวัน ส่วนเมนูพิเศษ ทางร้านขอแนะนำ เครมบรูเล่ ชีสเค้กท็อปด้วยน้ำตาลเผา เวลากินต้องใช้ช้อนเคาะด้านบน ลูกค้าสนุกด้วย อร่อยด้วย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

POHSOP local-rice eatery

ร้านอาหารจานข้าวที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้าวอย่างแท้จริง เพราะร้านโพสพเลือกคัดสรรข้าวแต่ละชนิดตามแต่ฤดูกาล เพื่อยกระดับและเชิดชูข้าวให้กลายเป็นพระเอกของร้าน โดยทางร้านบอกว่าทุกเมนูปลอดเนื้อสัตว์ เพราะอยากให้ลูกค้าได้พักท้องจากการย่อยอาหารมื้อหนัก ๆ ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ และหวังว่าอาหารของทางร้านจะเป็น Comfort Food สำหรับใครหลายคน

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

นอกจากนี้ทางร้านยังไม่ได้เจาะจงสัญชาติหรือประเภทอาหารของตน เพราะด้วยความต้องการที่จะก้าวข้ามการถูกจำกัดความ อาหารของร้านโพสพจึงมีอาหารหลายสัญชาติ และผสมผสานจนเกิดเป็นอาหารหน้าใหม่ได้อย่างลงตัว เช่น พิซซ่าดอย ใช้ผักดองเป็นหน้าพิซซ่า และแป้งทำจากข้าวปุกงา หรือ ข้าวแต๋นทาปาส เป็นการผสมผสานอาหารทานเล่นของสเปนกับไทย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ตามที่บอกไว้ตอนต้น คิมซึมซับเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อยจากการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัยหลายต่อหลายครั้ง แนวคิดในการสร้างสถานที่แห่งนี้จึงพยายามให้กลายเป็นสวนญี่ปุ่นที่ผู้คนมาเดินเล่น นั่งคุย หย่อนใจ รวมไปถึงพักเหนื่อยจากการเดินห้างสรรพสินค้าหรือท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นระดับไหล่นชนไหล่ ศอกชนศอก 

แม้เฮงสเตชั่น จะเปิดมาเพียง 2 เดือน แต่ก็มีคนแวะเวียนมาสร้างสีสันให้พื้นที่คึกคักไม่ขาดสาย และคิมเองก็อยากขยับขยายพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงวางแผนจะรีโนเวตโกดังอีกหลังที่อยู่ติดกัน เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้า ขยายพื้นที่สีเขียว ลดจำนวนพื้นปูน และใกล้ความเป็นสวนที่สุด 

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
Heng Station
  • 142 ซอยรถไฟ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • 08 3765 0940
  • Heng Station

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load