เราเชื่อว่า ‘บ้าน’ ของศิลปินย่อมมีความผูกพันกับ ‘ศิลปะ’ ของเขาเสมอ

ยิ่งบ้านที่เป็นสถานที่ทำงานศิลปะหรือ ‘สตูดิโอ’ ด้วยในตัว ย่อมมีสิ่งละอันพันละน้อยที่แสดงให้เห็นถึงแรงบันดาลใจ ไปจนถึงกระบวนการสร้างสรรค์ของศิลปินไม่มากก็น้อย

วันนี้เราจึงมายืนอยู่หน้าประตูบ้านของ คุณจักกาย ศิริบุตร ศิลปินร่วมสมัยที่เราชื่นชมอย่างตื่นเต้น แน่นอนว่าชื่อของ ‘จักกาย’ มักมาพร้อมกับภาพของผลงานศิลปะสิ่งทออันโด่งดังระดับอินเตอร์ด้วยการสะท้อนแนวคิดสังคมและการเมืองอย่างเปิดเผย ทำให้เราอยากรู้ว่าการกินอยู่และทรงจำของเขาใน ‘บ้าน’ หลังนี้จะถูกถักทอเข้าไปในงานศิลปะมากน้อยแค่ไหน อย่างไร

จักกาย ศิริบุตร

 

1

จักกายมาต้อนรับเราใต้ซุ้มต้นลดาวัลย์โบราณ และแทนตัวเองว่า ‘พี่’ อย่างเป็นกันเอง ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปในบ้านของเขา เรากลับรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ในโถงเพดานสูงนั้นมีชุดโต๊ะเก้าอี้ทำจากไม้เก่าวางไว้รับรองแขก เหนือหัวของเราเป็นผนังสีแดงเลือดนก ที่มีงานทั้งภาพถ่ายและจิตรกรรมหลากหลาย แขวนไว้ละลานตา ให้ความรู้สึกไม่ธรรมดาตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในบ้าน

“บ้านนี้เป็นบ้านเก่ากว่า 80 ปี สมัยคุณชวดโน้น สมัยนั้นท่านมาซื้อไว้ไร่ละประมาณ 3 บาทได้ เมื่อก่อนเป็นทุ่งนา” เจ้าบ้านนำน้ำมาให้เราดื่มและเริ่มชวนคุย

“เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ ตอนที่เป็นอาจารย์สอนสาขาพัสตราภรณ์ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต ไป-กลับใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง แค่กลับรถจะเข้าบ้านก็เป็นชั่วโมง”

เขาบอกเราว่าเรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักของจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต คือการลาออกจากการเป็นอาจารย์เพื่อมาเริ่มต้นทำงานศิลปะของตัวเองอย่างเต็มตัวเสียที

จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร

“พี่ทำงานมาประมาณ 20 ปีแล้ว เริ่มแรกเราก็ทำงานแบบที่เราเรียนมา คือต้องบอกก่อนว่าเรียนสิ่งทอในตะวันตกเมื่อก่อนเหมือนลูกเมียน้อยนะ ถูกมองเป็นงานคราฟต์ คนมักจะมองเป็นงานบ้าน เป็นงานตกแต่ง ทุกคนก็พยายามขบถกับนิยามนี้ อาจารย์ที่สอนพี่ที่อินเดียนามีแนวคิดว่าศิลปะสิ่งทอต้องเป็นนามธรรม งานช่วงแรกๆ เราเลยจะทำงาน Abstract ซะเยอะ

“หลังเรียนต่างประเทศ 10 ปี พอกลับไทยมา ค.ศ. 1996 ก็ไม่รู้เรื่องเมืองไทยเท่าไร แต่หลักสูตรที่ธรรมศาสตร์มันมีส่วนหนึ่งที่ต้องพานักศึกษาออกภาคสนาม เป็นโอกาสให้รู้จักเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งพออยู่ไปสักพักก็เริ่มสงสัยและเริ่มสนใจเรื่องรอบตัวขึ้นมา”

จักกายเล่าถึงจุดเริ่มต้นกระบวนการค้นคว้าแนวมานุษยวิทยา ซึ่งจะกลายเป็นจุดเด่นในงานของเขาต่อมา ระหว่างนี้เขาเดินไปพิจารณากองหนังสือบนโต๊ะ สันของแต่ละเล่มมีชื่อศิลปินทั้งไทยและเทศที่เราเคยคุ้น เช่นหนังสือบทกวีของ Patti Smith รวมไปถึงหนังสือสารานุกรมศิลปะระดับโลกวางซ้อนกันอยู่ เขาหยิบเล่มบนสุดของสำนักพิมพ์ Phaidon เปิดให้เราดู แน่นอนว่าหนึ่งในงานที่ถูกตีพิมพ์อยู่ด้านในคือของเขาที่เจ้าตัวจะพูดถึง

“งานชุดแรกที่วิพากษ์สังคมอย่างเห็นได้ชัดน่าจะเป็นนิทรรศการชื่อ Temple Fair ที่หอศิลป์ Tyler Rollins Fine Art (นิวยอร์ก) เมื่อปี 2008 เคยไปทำบุญที่วัดต่างจังหวัดแล้วพระที่รับไหว้เราอยู่เอาไม้ช็อตยุงขึ้นมาตียุงต่อหน้าเลย จึงได้ไอเดียในการสร้างงาน Lucky Ware ที่เป็นงานจัดวางซึ่งดูผิวเผินเป็นถังสังฆทานปกติ แต่ภายในถังใส่ของที่ดูผิดที่ผิดทางต่างๆ เอาไว้ เช่น เบียร์ เหล้า ถุงยาง เสื้อบอลที่สื่อถึงการพนัน อ้อ แล้วก็ไม้ตียุงไฟฟ้าด้วย”

สำหรับศิลปิน มันไม่ใช่การตัดสินหรือตีตราพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด แต่เป็นการตั้งคำถามว่า เราเป็นคนพุทธอยู่ในสภาวะแวดล้อมแบบนี้ได้อย่างไร เราเป็นส่วนหนึ่งในวงจรนี้หรือไม่ แล้วทำอย่างไงให้เราเดินทางสายกลางได้

จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร

 

2

นอกจากในหนังสือแล้ว จักกายยังชี้ให้เราดูงานอีกชิ้นหนึ่งบนผนังของเขาที่มาจากนิทรรศการ Temple Fair เช่นกัน

“ปกติเนี่ยพี่จะไม่มีงานตัวเองติดที่บ้านเลยนะ” จักกายกล่าว

“เพราะว่านั่งทำทั้งวันแล้วไง ไม่อยากเห็นงานตัวเองแล้ว”

แต่เขาก็ใจอ่อนให้กับผ้าปะผืนนี้ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากผนังบ้านของคนต่างจังหวัดที่มักมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เช่น รูปพระ รูปในหลวง รูปครอบครัว และเลขหวย หรือเลขในฝันที่พอตื่นมาแล้วก็รีบจดไว้ก่อนบนผนัง ในงานนี้ของเขาจึงผสมผสานงานปักบนผ้าหลายชนิด มีทั้งรูปบุคคล รูปหมา ก้อนด้าย และตัวเลข หลากสีสัน แถมยังถูกส่องด้วยไฟนีออนคละสี ให้บรรยากาศหรรษาอย่างประหลาด

จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร

“I like kitsch things.” จักกายกล่าว แถมยังเล่าอีกว่าครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยเห็นเลขในฝัน แต่เสียดายที่พอไปซื้อแล้วตีเลขผิดเลยไม่ถูกรางวัลใดๆ

“พี่มองว่าเวลาเราขายงานได้เราก็ควรกระจายรายได้ให้มันหมุนวนอยู่ในนี้บ้าง เพราะฉะนั้น เวลาเราได้เงินจากการขายผลงานเราก็มักจะเอาไปซื้องานศิลปะ”

จักกายทยอยเล่าที่มาที่ไปของผลงานจากศิลปินหลายๆ ท่านบนผนังของเขาอย่างใจเย็น เริ่มจากงานของ คุณมานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้โด่งดังจากภาพชุด ‘Pink Man’ แต่จักกายกลับเลือกภาพที่มีเพียงรถเข็นสีชมพูอยู่ในใจกลางโรงงานเย็บผ้ามาแขวน เป็นสัญญะสื่อถึงบริโภคนิยมที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอ

จักกาย ศิริบุตร

ตรงข้ามกันมีงานสีน้ำมันยุคแรกๆ ของ สว่างวงศ์ ยองห้วย อีกผนังมีภาพเปลือยของศิลปิน Shen Wei ถ่ายในบึงแถวที่บ้านเชียงใหม่ซึ่งเป็นเสมือนบ้านหลังที่สองของจักกาย มีภาพพิมพ์ของ หม่อมเจ้ามารศรีสุขุมพันธ์ บริพัตร และอีกมาสเตอร์พีซในบ้านเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 7 วาดด้วยสีน้ำมันบนผ้าใบ

“รูปนี้คุณตาเป็นคนเขียน ตาพี่เป็นผู้ติดตามรัชกาลที่ 7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ไปอังกฤษหลังจากท่านทรงสละราชสมบัติ คุณตาเป็นพี่น้องต่างมารดากับพระนางเจ้ารำไพพรรณีด้วย ตอนแรกช่างฝรั่งเขียนไว้แล้วไม่เสร็จ คุณตาเลยเขียนต่อจนเสร็จ”

แน่นอนว่างานส่วนใหญ่ที่อยู่ตรงนี้เป็นงานที่มีปฏิกริยาต่อความรู้สึกของเขาอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

3

เราถูกเชื้อเชิญให้ไปชมส่วน ‘ไคลแม็กซ์’ ของบ้าน นั่นก็คือสตูดิโอของจักกายด้านล่าง โดยระหว่างทางเราต้องอ้อมผ่านห้องครัวเสียก่อน

“ส่วนนี้เป็นหนึ่งในส่วนที่ถูกบูรณะต่อเติมจากโครงสร้างบ้านเก่า ซึ่งไม่ง่ายนัก เลยได้ขอร้องให้ ม.ร.ว.ชาญวุฒิ ซึ่งเป็นลูกชายของสถาปนิกดั้งเดิมคือ หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ คุณชายเลยตัดสินใจเพิ่มความเป็นโมเดิร์นเข้าไป” จักกายเล่า

จักกาย ศิริบุตร

“บ้านสมัยก่อนตอกเสาเข็มลงไป 6 เมตรเอง พอต้องสะเทือนกับงานก่อสร้างขนาดใหญ่รอบข้างไปมากๆ มันก็เอียง มันก็ร้าว ทีนี้เคยคุยกับสถาปนิกและเขาแนะนำว่าให้ทยอยซ่อมไปเหมือนกับพาคนแก่ไปหาหมอ พังตรงไหนก็ซ่อมตรงนั้น ด้วยความที่เราอยู่ที่นี่มาตลอดเราก็จะดูแลให้ดีที่สุด อยู่แบบไม่ยึดติด อย่างเรื่องต้นไม้แถวนี้เนี่ยทางกรุงเทพฯ ก็อยากขยายถนนเพื่อที่จะก่อสร้างคอนโดสูงๆ ได้ เขาก็จะตัดต้นไม้เก่าแก่ ทางชุมชนเราก็ไม่ยอม พยายามสู้ทุกด้าน ไม่ได้ผล เพราะเขาบอกว่าการตัดต้นไม้ขยายถนนจะทำให้ซอยเราสวยขึ้น สุดท้ายเราก็ใช้วิธีนี้เลย คือซื้อผ้า 7 สี 7 ศอกไปผูกรอบต้นไม้ใหญ่ทุกต้น ปรากฏว่าได้ผล เขาก็ทิ้งโปรเจกต์ไปเลย”

ตลอดบทสนทนาของเรา จักกายทำให้เรามองเห็นความหมาย ความทรงจำ และขั้วอำนาจที่ผูกพันอยู่ในสิ่งทอในมุมมองที่เราคาดไม่ถึงเสมอ จึงไม่แปลกที่งานของเขาจะได้รับการจัดแสดงและอยู่ในคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ในยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา อาทิ Asian Art Museum ซานฟรานซิสโก Asian Civilizations Museum สิงคโปร์ National Taiwan Museum of Fine Arts ไทชุง ไต้หวัน Bill & Melinda Gates Foundation ซีแอทเทิล สหรัฐอเมริกา และ Vebhi Koc Foundation อิสตันบูล ตุรกี เป็นต้น

แต่ที่น่าแปลกคือสถานที่ทำงานของเขานั้นไม่ได้ใหญ่โตโอ่โถงอย่างที่เราคิดไว้ เป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยชั้นวางกล่องพลาสติก บรรจุสารพัดอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยและทบผ้าหลากหลายชนิด ซ้อนกันจากพื้นถึงเพดาน ตรงกลางมีโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดโต๊ะทานข้าวไว้สำหรับเขาและผู้ช่วยอีก 2 คนนั่งทำงาน ใต้ไฟนีออนสีขาวกรองแสงด้วยแผ่นสีขุ่น

“เมื่อก่อนนี้ทำงานกับพื้น เดินเข้ามาก็เหยียบโน่นเหยียบนี่” จักกายย้ำว่าวันนี้สตูดิโอของเขาสะอาดสุดแล้วนะ

จักกาย ศิริบุตร

จักกาย ศิริบุตร

 

4

ว่าแล้วจักกายจึงเปิดกล่อง หยิบยกงานชุดใหม่ของเขาเอาออกมาคลี่ลงบนโต๊ะให้เราดู

“จริงๆ แล้วพี่ทำงานน้อยนะ เพราะแต่ละชิ้นใช้เวลานานมาก อย่างกองนี้คืองานทั้งปี

“งานบางส่วนถูกซื้อไปโดยพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดง บางชุดก็กำลังถูกจัดแสดงตามที่ต่างๆ แต่เอาจริงๆ งานพี่เก็บง่ายนะ มันพับได้ เอาใส่กล่องพลาสติกแล้วก็หยอดเม็ดดูดความชื้นเข้าไปช่วยก็ได้แล้ว

“มันก็คงมีวิธีที่แพงกว่านี้ล่ะมั้ง เวลาส่งผ้าไปมิวเซียมต่างๆ เขาก็มีกระบวนการเอาไปแช่แข็งก่อนบ้างอะไรบ้าง แต่เราไม่ได้สนใจมาก ส่วนตัวคิดว่าผ้าเป็นสิ่งอจีรังอยู่แล้ว มันจะเปลี่ยนแปลงไปกับกาลเวลา ซึ่งพี่มองว่าเป็นเสน่ห์”   

เขาเล่าว่า งานชุดนี้เพิ่งถูกทำขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยได้แรงบันดาลใจมาจากผ้ากึ่งๆ ธงในงานแห่พระเวสสันดรทางอีสาน ซึ่งจะเล่าเรื่องราวแต่ละช่วงที่เกี่ยวกับความเสียสละของพระเวสสันดร

แต่ในงานของจักกาย เขาเลือกที่จะปักภาพที่เล่าเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา 1 เดือนต่อ 1 ผืน ทั้งหมดจึงมี 12 ผืน แน่นอนว่ามีเรื่องเกี่ยวกับข่าวโกงกินของนักการเมืองและคนใหญ่คนโตในประเทศให้เห็นอยู่ไม่น้อย

“ชิ้นนี้มีรูปเสือดำ แล้วมันก็ไปโผล่ในชิ้นอื่นด้วยเพราะเรื่องของเขาเดือนเดียวไม่จบ ส่วนชิ้นนี้มีรูปทีมหมูป่าด้วย”

เราตั้งคำถามว่า การปักเป็นความพยายามที่จะจารึกหรือบันทึกเหตุการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นและหายไปในประเทศ ไทยหรือไม่

“ก็ไม่เคยคิดแบบนั้นนะ แต่เออ คงใช่ มันก็คงเหมือนกับการขีดเขียน”

อีกมุมหนึ่งของสตูดิโอจักกายมีราวแขวนผ้าตั้งอยู่ เราสังเกตว่าชุดที่ถูกแขวนอยู่เป็นชุดกระโปรงยาวลายดอก น่าจะเป็นของผู้หญิง

“เป็นชุดของคุณแม่น่ะ” ศิลปินกล่าว

“คุณแม่เสียเมื่อ 3 ปีที่แล้ว พี่ก็เอาชุดคุณแม่มาปัก ซึ่งก็จะมีเรื่องการเมืองด้วย คือคุณแม่พี่เขียนไดอารี่ทั้งชีวิตของเขาเลย แล้วพี่ก็เลือกเอาไดอารี่ของแม่ในวันสำคัญอย่างวันที่พี่เกิด วันที่เกิดเหตุการณ์ทางบ้านเมืองต่างๆ 6 ตุลาคม 14 ตุลาคม คุณแม่เคยอยู่ตรงนั้น”

จักกายมองว่าการปักนั้นเป็นวิธีการบำบัดแบบหนึ่ง  

“เวลาใครเสียชีวิตเนี่ยจะมี 2 อย่างคือ เคลียร์ของออกหมดทุกอย่าง หรือไม่แตะเลยสักอย่าง มันเป็นวิธีการไว้อาลัยเนอะ พี่ได้รับมอบหมายให้ดูแลข้าวของของแม่ เราก็เลยเลือกเอามาทำงานดีกว่า

“แล้วช่วงนี้เป็นวัยที่พ่อแม่เพื่อนจะเสียกันเยอะ พี่ก็บอกให้เก็บเสื้อผ้าไว้ส่วนหนึ่ง เดี๋ยวเราเอามาทำงานปักกัน มันเป็นวิธี Grieve แบบหนึ่ง ให้เราได้มานั่งคุยกันด้วย”

เมื่อเราถามว่าความสนใจเรื่องการเมืองของเขานั้นได้มาจากคุณแม่หรือไม่ เขาคิดสักครู่ก่อนจะพยักหน้าตอบ

“อาจจะเป็นอย่างนั้น”

จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร

 

5

ก่อนจะกลับ เราชิงถามคำถามสำคัญข้อสุดท้ายที่อัดอั้นมาตั้งแต่ต้น

“สำหรับจักกายแล้ว ศิลปะเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงไหม”

“ได้” เขาตอบทันควัน

จักกายเล่าว่า ตนรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกของแวดวงศิลปะเสมอ เนื่องจากสื่อสิ่งทอที่ตัวเองเลือกใช้ด้วย และการชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จของคนอื่นอยู่บ่อยๆ ในช่วงแรกๆ ของการทำงาน

จนเมื่อช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ พออายุมากขึ้น เริ่มแคร์ปัจจัยภายนอกน้อยลง เขาได้มีโอกาสทำงานกับชุมชนมากขึ้น ซึ่งโปรเจกต์เหล่านี้ได้สอนสิ่งสำคัญกับเขาอย่างไม่น่าเชื่อ

“ตอนที่ไปทำเวิร์กช็อปกับพวกเด็กๆ ผู้ลี้ภัยพม่า หลายๆ ชาติพันธ์ุที่รัฐอินเดียนา พี่ใช้วิธีให้ทำงานปักเป็นเครื่องมือการเล่าเรื่อง สร้างสมาธิ และเป็นการบำบัดสำหรับเขา เป็นการอยู่กับตัวเอง ทำให้จิตใจสงบ ตอนนั้นมีคนหนึ่งหันมาบอกว่า งานนี้ทำให้เขารู้แล้วว่าเวลาวุ่นวายใจเขาจะทำอะไร ก็คือปักผ้า ซึ่งพี่คิดว่าถ้าคนหนึ่งจาก 20 คนได้แรงบันดาลใจจากตรงนี้ก็ดีแล้ว คือเด็กบางคนเขาอาจไม่ถนัดพูดหรือเล่าเรื่องราวชีวิต แต่ถ้าให้วาดหรือปักเนี่ยเขาเล่าออกมาได้นะ”

นอกจากนี้ เขายังยกตัวอย่างโครงการคล้ายๆ กันที่ทำกับกลุ่มแม่บ้านที่ปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ บ้างสามีเสียชีวิต หรือลูกเสียชีวิต ศิลปินเองก็คิดไว้ว่าภาพที่ออกมาคงมีความรุนแรงอยู่ในนั้น แต่ปรากฏว่าทุกคนวาดดอกไม้และสิ่งสวยงามต่างๆ ซึ่งพอเสร็จจึงได้รู้ว่าชีวิตเขาผ่านเรื่องเลวร้ายมามาก เขาก็ไม่อยากยึดติดกับภาพจำนั้นอีก เขาอยากจะมีความหวังบ้าง หรืออยากให้คนข้างนอกเห็นว่าพื้นที่นี้ไม่ได้มีแต่เรื่องรุนแรง เป็นต้น

“บางครั้งพี่รู้สึกว่าได้เรียนรู้จากคนที่มาเข้าร่วมมากกว่าที่เขาเรียนรู้จากเราอีก มันเป็นความรู้สึกวิเศษมากที่พี่ไม่เคยได้จากการอยู่ในวงการศิลปะเชิงพาณิชย์เลย” จักกายบอกพร้อมรอยยิ้ม

สุดท้ายเขาเล่าอีกหนึ่งงานสำคัญที่เขาได้รับเลือกจากสถานทูตประเทศโมซัมบิกให้ไปสร้างงานศิลปะที่นั่นเมื่อ 2 ปีก่อน

“พอไปถึงทางสถานทูตเขาเกณฑ์ผู้ช่วยมาให้ ก็เป็นพนักงานทำความสะอาดผู้ชายนี่แหละประมาณ 10 คนได้ ซึ่งคนพวกนี้ไม่เคยปักอะไรมาก่อนในชีวิตนะ แต่เราก็มาทำงานด้วยกัน 3 อาทิตย์ จนสร้างสิ่งทอขนาดมหึมาขึ้นมา คือสถานทูตอยู่ใกล้กับสลัมน่ะ คนแถวนั้นไม่มีงานทำ โปรเจกต์นี้ก็เป็นงานสำหรับเขา และใช้วัสดุจากแหอวนที่เก็บมาจากชายหาดตรงนั้นด้วย”

เขาโชว์ภาพผลงานจากในมือถือให้เราดู รูปถัดมาเป็นรูปชายหนุ่มผิวเข้ม นั่งฉีกยิ้มขาวจั๊วะอยู่กับผ้าปักสีสดใส รู้ภายหลังว่าชื่อ ‘ซิตู้’ มีสถานะเป็นศิษย์เอกของจักกายประจำโมซัมบิก!

“ปรากฏว่าหลังจากนั้นก็มีคนหนึ่งที่ติดใจ ชอบทำงานแนวนี้ แล้วก็ยังทำต่อมาถึงทุกวันนี้ พอพี่กลับไปอีกทีปีนี้ ก็เลยคุยกับทางนั้นว่าอยากจะผลักให้คนนี้ทำงานเยอะๆ ให้สุดท้ายแสดงงานเป็นนิทรรศการได้ ก่อนกลับก็ทิ้งงานให้คนที่นั่นทำ เปิดสตูดิโอสาขาสองที่โมซัมบิกเสียเลย ตอนนี้คุยแนะนำกันทาง Messenger ตลอด พี่ก็อยากลองดูว่าศิลปะจะเปลี่ยนชีวิตคนจากพนักงานทำความสะอาดมาเป็นศิลปินได้ไหม”

จักกายตอบคำถามของเราด้วยรอยยิ้มที่กว้างพอๆ กับภาพของนายซิตู้ ส่งความหวังและความอบอุ่นประทับอยู่ในใจของเรา เนิ่นนานหลังจากที่โบกมือร่ำลากันใต้ซุ้มต้นลดาวัลย์โบราณ

จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร

จักกาย ศิริบุตร

Writer

โอ๊ต มณเฑียร

ศิลปินวาดรูปนู้ด แม่มด คนรักพิพิธภัณฑ์ และนักเขียนหนังสือ 'London Scene' กับ 'Paris Souvenir'

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

“ยากจังเลย ผมค่อนข้างต่อต้านคำว่า ‘ศิลปิน’ นะ เพราะสำหรับผม คำนี้หมายถึงผู้สร้างสรรค์งานศิลปะที่ทำให้คนมีจิตใจสว่างไสว นำไปสู่การตื่นรู้อะไรบางอย่าง แต่ผมไม่ใช่เลยสักนิด”

โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล คู่สนทนาของเราคราวนี้รีบตอบทันควัน เมื่อเราชวนเขาย้อนมองถึงนิยามของตัวเอง

เขาคือคนทำงานศิลปะร่วมสมัย ผู้หยิบปัญหาสิ่งแวดล้อมมาสร้างสรรค์งานศิลปะ ผู้นำหนอนแมลงวันมาทำงานจนถูกแบนจากแกลเลอรี่ไปพักใหญ่ๆ และผู้มีผลงานชื่อดังไปอวดโฉมชาวโลกถึงประเทศเบลเยียม

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

“แนวทางของผมเป็นการควานหาสิ่งซึ่งถูกซ่อนไว้ใต้พรมให้เจอ แล้วนำมาเปิดเผย เพื่อชี้ให้เห็นปัญหามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“คนเอเชียมักซ่อนภาพไม่เหมาะสมเอาไว้ แต่การทำความเข้าใจปัญหา ต้องอาศัยการซื่อสัตย์ต่อความจริง ซึ่งเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติ หากพรีเซนต์แต่ภาพสวยงาม แล้วซ่อนความเลวร้ายไว้ตลอดเวลา สังคมจะเดินต่อไปอย่างไร เราต้องรู้ต้นตอของปัญหา ตระหนักว่าถนนของเรามีอุปสรรคขวากหนามอยู่ ไม่ใช่มองขึ้นฟ้า เห็นว่าสวยดี แล้วเดินต่อไปโดยไม่รู้ว่าข้างหน้าคือเหว”

ก่อนจะแหงนหน้ามองฟ้า ดื่มด่ำความงามของผืนนภาสีครามสด เราขอชวนคุณผู้อ่านก้มหน้าสู่ดิน ค้อมหลังฟังเสียงสารพันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรืองศักดิ์นำมาสร้างสรรค์งานศิลปะ

ตั้งแต่สิงสาราสัตว์ที่เกือบสิ้นวงศ์พงศาเพราะน้ำมือมนุษย์ ความรุนแรงอันแสนอยุติธรรมต่อสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ใครก็เอาไม่อยู่ มหาธุลีพิบัติภัย PM 2.5 ซึ่งแวะเวียนเยี่ยมเยียนเราทุกฤดูหนาว ไปจนถึง Reincarnation III – Ecologies of Life นิทรรศการเสียงกระซิบจากสัตว์สูญพันธุ์ ที่เพิ่งจัดแสดงไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

01 “ผมเคยเชื่อในระบบ”

หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของศิลปินนักอนุรักษ์ ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งนับวันยิ่งไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เราเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเป็นทางการด้วยการถามทวนต่อจากบทสนทนาตอนต้น

คุณมองตัวเองคือผู้เปิดเผยขยะใต้พรม ?

“พยายามเป็น ก่อนหน้านี้ผมเคยเชื่อในระบบเหมือนกัน คือเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างไหลลื่นตามระบบที่วางไว้ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมมีระบบจัดการสารพิษ ขยะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่หลุดรอดไปสู่ที่ต่างๆ สัตว์เลี้ยงของมนุษย์ไม่ได้ถูกขโมยมาจากธรรมชาติ 

“แต่เราต่างรับรู้กันดีว่าอุตสาหกรรมทิ้งสารพิษออกมาเยอะแยะ ขยะหลุดรอดไปในสิ่งแวดล้อมมากมาย สัตว์ในจตุจักรไม่น้อยถูกลักลอบนำเข้ามาแบบผิดกฎหมาย เรากลับเลือกจะไม่มอง แต่ซ่อนไว้เพราะเหนียมอายต่อความจริง”

“ผมจึงเลิกเชื่อในระบบ” น้ำเสียงหนักแน่นแต่เรียบนิ่ง

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

ก่อนเล่าเหตุผลตอกย้ำความไม่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของระบบ ที่มาจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟตกรางในสเปน เพราะระบบเศรษฐกิจตกต่ำในช่วง Hamburger Crisis ทำให้ต้องลดการดูแลรักษาลง รถไฟซึ่งควรจะเลี้ยวโค้งไปดีๆ จึงตกราง และเหตุการณ์สะพานขนาดใหญ่ในอิตาลีพังถล่มลงมา เพราะไม่ได้รับการดูแลรักษามากว่า 20 ปี

“ผมตั้งคำถามว่า เราจะเชื่อในระบบต่างๆ อย่างหมดสิ้นหมดใจไปถึงร้อยปีพันปีได้อย่างไร ในเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะรู้ได้อย่างไรว่ามันหมดสภาพไปแล้ว หากรัฐยิ่งซุกซ่อนอะไรไว้ ก็จะยิ่งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นอีก”

หลังจาก ‘เลิกเชื่อในระบบ’ โจ้จึงเริ่มภารกิจแสวงหาทุกปัญหาที่มนุษย์กระทำต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหาญกล้า แต่กลับซุกซ่อนไว้เพราะขวยเขินหน้าบาง และนำมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ

“การเคลื่อนไหวนี้กระตุ้นให้ผมออกมาทำงานขุดคุ้ยเผยแผ่ แล้วผมเชื่อในงานศิลปะยุคใหม่ ซึ่งแม้มีความขัดแย้งในตัวมันสูง แต่ยังประนีประนอม เปิดโอกาสให้คนวิพากษ์วิจารณ์เพื่อคิดหาแง่มุมใหม่จากมันซ้ำไปซ้ำมาได้เสมอ”

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

02 “ทำไมเราต้องทำงานเพนต์อยู่”

เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล เรียนจบด้านศิลปะโดยตรงจากรั้วเพาะช่าง ทักษะการสร้างสรรค์จึงไม่ใช่ข้อกังขาเคลือบแคลง แต่ความน่าสนใจคือรูปแบบการทำงานซึ่งก้าวออกนอกขนบ ผิดแผกไปจากเพื่อนศิลปินรุ่นเดียวกัน

เช่นคราวหนึ่งเมื่อครั้งเป็นนักเรียน เขานำเวชภัณฑ์และเศษอาหารเหลือใช้มาบรรจุลงในหลอดแก้ว สร้างเป็นงานศิลปะจัดวาง ปรากฏว่าผลงานชิ้นนั้นเป็นแกะดำของงาน เพราะบรรดามิตรสหายต่างขุดกลเม็ดเด็ดพรายขึ้นมาทำจิตรกรรมประกวดประขันกัน เขาจึงเจียมตัวเองดีว่าแนวทางของตนเป็น ‘ตัวประหลาด’ ของวงการ

“ผมเคยตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเราต้องทำงานเพนต์อยู่’

“คำตอบคลิเช่มาก โลกทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมาย ภาพถ่ายก็เคลื่อนไหวเป็นวิดีโอได้แล้ว ในเมื่อมันมีของจริงแบบสามมิติ แสดงร่อยรอยเรื่องราวทุกอย่างซึ่งแปดเปื้อนไว้ได้ด้วยตัวเองอยู่ ทำไมไม่เอามาใช้เลยล่ะ จะเพนต์เพื่อชักจูงให้คนเชื่อว่าสิ่งตรงหน้าสร้างความรู้สึกนึกคิดได้จริงทำไม

“ตอนแรกๆ ก็ยังไม่เคลียร์ว่าจะเป็นงานศิลปะได้อย่างไร แต่พอเห็นศิลปินชาวฝรั่งเศสตระเวนเก็บขยะตลอดสองปีเพื่อทำงานศิลปะ แล้วมันก็เป็นศิลปะได้จริง จึงรู้ว่าเป็นไปได้ นั่นคือเมื่อสามสิบปีก่อน สมัยที่เพื่อนผมยังเพนต์กันอยู่เลย”

โจ้สะสมความสนใจข้อนี้ไว้เป็นเหมือนปุ๋ยยา เสริมความเชื่อของตนให้อุดมสมบูรณ์ จนผลิดอกออกผลมาเป็นนิทรรศการ Metamorphosis ศิลปะจัดวางของเขาครั้งแรกที่ Siam Art Museum เมื่อ ค.ศ. 2001

“ผมเล่นเรื่องกระบวนการแปรสัณฐาน เปรียบเทียบระหว่างหนอนผีเสื้อซึ่งดูเป็นกระบวนการเติบโตอันงดงาม กับหนอนแมลงวันซึ่งดูน่ารังเกียจ เอาของจริงมาวางในแท่นคู่กัน เพื่อให้ผู้ชมสำรวจดูความรู้สึกของตัวเองต่อสัตว์ทั้งสองชนิด

“แต่ก็ต้องปิดตัวลงก่อนโปรเจกต์นั้นจบ เพราะเจ้าของรู้สึกว่ากลิ่นของหนอนแมลงวันกินเนื้อเน่ารบกวนผู้ชมมากจนคนไม่มา เลยมีช่วงสั้นๆ ที่ผมเหมือนถูกแบนจากบรรดาแกลเลอรี่ ว่าอย่าไปชวนไอ้นี่มาโชว์นะ เดี๋ยวแกลเลอรี่เสียชื่อ”

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

เขาเล่าความหลังพลางหัวเราะ ใช้ความตลกขบขันกำบังบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญบนถนนสายศิลปิน ก่อนขยายความถึงกลวิธีสร้างสรรค์งานศิลปะสุดเจ๋งจากเพื่อนร่วมวงการต่างชาติที่เจ้าตัวประทับใจ

“อย่างศิลปินชาวดัตช์ชื่อ Startel เขาทำห้องมืด ขนาดประมาณสี่สิบตารางเมตร ที่มีแต่หนอนแมลงวันคลานยั้วเยี้ยเป็นล้านตัว ใช้ไมโครโฟนจับเสียงการเคลื่อนไหวเบาๆ แล้วขยายเสียงผ่านลำโพง ซึ่งส่องแสงอัลตราไวโอเลตจากข้างบนลงมา รับกับสเต็ปทางเดิน เข้ามาตอนแรกจะมองไม่เห็นว่าพื้นเป็นอะไร แต่พอตาเริ่มชินกับห้องมืด จะเห็นว่าพื้นห้องทั้งหมดเต็มไปด้วยหนอนแมลงวันที่ยังมีชีวิต นั่นคือความสุดของศิลปิน

“คิวเรเตอร์งานนั้นหมกมุ่นกับเรื่องสภาวะการมีชีวิตของสิ่งที่ตายไปแล้วมากๆ ครั้งหนึ่งเขาหยิบเอาปรากฏการณ์ Electrochemical Cell คือชิ้นส่วนที่ตายไปแล้ว แต่ยังมีปฏิกิริยาเคมีและไฟฟ้าอยู่เล็กน้อยมาเป็นมุกในงาน พอดีเพื่อนเขานิ้วขาด จึงเอามาแช่ในฟอร์มาลีน แล้วใช้แอมป์มิเตอร์เสียบเข้าไป ใช้คอมพิวเตอร์แปลงกระแสไฟฟ้า ซึ่งยังหลงเหลืออยู่เป็นคลื่นเสียงหอนออกมาจากลำโพง ราวกับว่านิ้วนั้นยังมีชีวิตอยู่

“หรือมีศิลปินอีกคนหนึ่ง เอาเศษกระดูกวัวเป็นตันๆ จากโรงเชือดมากองพะเนิน แล้วปล่อยให้มันเน่า แต่ดินที่เบลเยียมมีแบคทีเรีย ซึ่งเปลี่ยนไขมันในกระดูกเป็นสีม่วง ฉะนั้น งานจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเลือดเป็นสีม่วง ดูสวยและน่ากลัวในคราวเดียวกัน”

ประสบการณ์ล้ำค่าจากการได้ออกไปปฏิสัมพันธ์กับแวดวงศิลปะต่างประเทศ ตีเปิดเพดานความคิดให้กว้างขวางออกอย่างไปไม่จำกัด วิสัยทัศน์ของเรืองศักดิ์แผ่ขยายไพศาล จนพบว่าผลงานตัวเองเป็นเพียงเศษเสี้ยวกระผีกริ้นแห่งความเป็นไปได้ทั้งหมด ตราบเท่าที่ ‘ศิลปะ’ อนุญาต

03 “ความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์คืองานศิลปะ”

“ประเด็นคือ ผมมองว่าทำไมจะ ‘ไม่’ ล่ะ” โจ้อธิบายถึงสาเหตุที่หยิบเอาประเด็นทางวิทยาศาสตร์มาทำงานศิลปะ

“ในเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่จุดที่เริ่มพูดถึงความจริงมากขึ้น และความจริงนั้นไม่ใช่ด้านแห้งแล้ง เราเจอวิทยาศาสตร์แห้งแล้งกันมาตลอด คือไม่มีความเป็นมนุษย์ วิชาการจ๋า

“เช่น พอบอกว่ายุงชนิดนี้อยู่ตามแหล่งน้ำ ก็จะเจอแต่จำนวนของยุง สารเคมีในน้ำ เป็นข้อมูลซึ่งคนทั่วไปบอกว่า ‘ตายดีกว่า’ ถ้าเชื่อมโยงให้เห็นความซับซ้อนของระบบนิเวศ ยุงชนิดนี้คืออาหารของปลาชนิดนั้น ปลาชนิดนั้นก่อให้เกิดอย่างนี้ๆ คนจะรู้สึกว่ามันมีพลวัตร แล้วจะไม่เห็นวิทยาศาสตร์ด้านเดียวอีกต่อไป แต่จะเห็นวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น และสำหรับผม ความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์คืองานศิลปะ

“ผมแค่จับบางแง่มุมขึ้นมาสื่อสารเพื่อให้เชื่อมโยงกับคนเท่านั้น” 

เรืองศักดิ์ส่งแววตามุ่งมั่นผ่านกล้องอย่างแจ่มชัดตลอดการตอบคำถาม จนเราสนิทใจในแนวทางของเขา

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

04 ประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นประเด็น

เรื่องวิทยาศาสตร์มีเหลี่ยมมุมนับแสนล้านให้เลือกเล่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พร้อมได้รับการเปิดเผยก็มีอีกนับโกฏิพัน กฎเกณฑ์ในใจของเรืองศักดิ์ในการเลือกประเด็นมาทำงานคือ “ต้องเป็นประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นก่อน”

“บางทีเห็นว่าเป็นข่าวใหญ่ ส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง แต่ดันอยู่ไกลมาก เช่น การฆ่าวาฬในฟินแลนด์หรือเดนมาร์ก การฆ่าหมีขั้วโลก หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล พวกนี้เป็นประเด็นนะ แต่ผมยังไปไม่ได้ไง แต่อย่างตอนน้ำท่วม พ.ศ. 2554 บ้ามผมอยู่รังสิต ได้รับผลกระทบเต็มๆ หลังจากอพยพครอบครัวไปอยู่ที่อื่น เลยคิดทำโปรเจกต์ขึ้นด้วยไอเดียคือการเก็บตัวอย่างน้ำให้ได้มากที่สุด นี่ก็เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นและใกล้ตัว”

เรืองศักด์ยกตัวอย่างขยายความ ก่อนเล่าถึงโปรเจกต์นั้นต่อว่า การเข้าไปเก็บข้อมูลครั้งนั้น สะท้อนมุมมองทางการเมืองบางอย่าง

“การเข้าไปในพื้นที่ยากมาก นั่งแท็กซี่ไปก็ได้แค่ดรอปไว้ตรงโทลเวย์ ต้องเดินเท้าเข้าไปเอง บางพื้นที่ก็ต้องให้ทหารที่เข้าไปได้ช่วยเก็บมาให้ บางครั้งก็วานเพื่อนจากเขตต่างๆ ช่วยเก็บ จนได้ภาพเปรียบเทียบชัดเจนว่า รอบๆ กรุงเทพฯ นี่น้ำท่วมเละเลย แต่ใจกลางเมืองท่วมแค่สิบห้าเซนติเมตรเอง”

การนำ ‘ของจริง’ มาใช้ทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะ ‘จริงมาก’ -หยิบมาใช้โต้งๆ ปราศจากการแปลงโฉม หรือ ‘จริงน้อย’ -พลิกแพลงเปลี่ยนฟอร์มให้ซับซ่อนขึ้นหน่อย ก็ล้วนเป็นเอกลักษณ์ข้อหนึ่งที่ประกอบในผลงานของเขาทุกชิ้น

“ผมมองว่าวัตถุจริงในพื้นที่นั้นๆ พูดแต่ละประเด็นด้วยตัวมันเองได้อย่างครบถ้วน อย่างกรณีน้ำท่วม ผมอาจเก็บเสาไฟที่มีคราบน้ำท่วมก็ได้ ซึ่งชัดเจนกว่าตัวอย่างน้ำในหลอดแก้วด้วยซ้ำ แต่ผมไม่มีอำนาจขนาดนั้นไง

“ผมนิยามมันว่าเป็นการเก็บหลักฐาน ไม่ใช่ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ แต่เป็นรูปแบบของงานศิลปะ เพราะฉะนั้น มันจึงเปลี่ยนแปลงประเด็นในการสื่อสารไปได้อย่างไหลลื่น ขึ้นอยู่กับว่ามีปัจจัยหรือประเด็นอะไรในช่วงนั้นๆ”

แต่การเอาของจริงมาใช้ ทำให้งานของคุณดูจะเป็นปัญหาทุกครั้งที่ไปจัดแสดง-เราว่า

“ใช่” เขาลากเสียงพยางค์ขานรับยาวขึ้นนิด พร้อมพยักหน้าเห็นด้วยสองสามครั้ง

“เพราะว่ามันจริงเกินไป แต่นี่คือวิทยาศาสตร์ของชิ้นงานที่ไม่มีข้อต่อรอง บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และเชิงกายภาพไม่ได้ ผมอยากแสดงความประทับใจเชิงอารมณ์ สะเทือนอารมณ์ของผู้ชมให้ตระหนักถึงปัญหา”

05 แจ้งเกิด

หมุดหมายแรกที่แจ้งเกิดให้เรืองศักดิ์เป็นที่รู้จักในวงการศิลปะระดับนานาชาติ คือผลงานศิลปะจัดวางชุด ‘Revenge’ เมื่อ ค.ศ. 2006 เขาหอบเอาเศษกระดูกสุนัข 5 ตัว ซึ่งตายอย่างอยุติธรรม ไร้ความปรานีจากเจ้านาย ไปแสดงที่เบลเยียม จัดแจงให้อยู่ในท่วงท่าเกรี้ยวกราดดุร้าย แสดงอากัปกิริยาไม่เป็นมิตร เพื่อแก้แค้นต่อความโหดเหี้ยมที่พวกมันถูกกระทำ

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
ภาพ : เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

สุนัขแช่แข็งในโรงพยาบาลสัตว์ที่เขาขอมาใช้ทำงานศิลปะชิ้นนี้ ต่างมีเบื้องหลังแสนอดสู บางตัวถูกเจ้าของวางยาเบื่อเพราะจะย้ายไปอเมริกา และพามาทิ้งไว้อย่างไร้วี่แวว บางตัวตัวโดนรถชน มีพลเมืองดีเก็บมาส่งโรงพยาบาล แต่พอรู้ว่าตายก็ทิ้งไว้อย่างนั้น

“จะเห็นว่าในงานเดียว เราเจอสองประเด็นซ้อนกันอยู่อย่างแนบเนียน เห็นความอำมหิตของเจ้าของสัตว์ และความใจดีมีเมตตาแต่ไม่สุดของมนุษย์อยู่”

ผลงานอันแยบคายชุดนี้เปิดประตูแห่งโอกาสให้กว้างออก อ้ารับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต

“ปีต่อมาผมได้รับการติดต่อให้ไปร่วมแสดงในนิทรรศการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์ใหม่ในเบลเยียม จึงเริ่มคิดทำ Ash Heart Project ขึ้น รับกับคอนเซ็ปต์งานที่เกี่ยวข้องกับด้านชีววิทยา”

เขาเริ่มเล่าที่มาที่ไปของโปรเจกต์อันน่าทึ่ง เป็นการหล่อประติมากรรมหัวใจขึ้นจากเศษขี้เถ้า ซึ่งได้จากการเผาพืชและสัตว์หลายร้อยสปีชีส์ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของมนุษย์ ประสานพลังจัดเรียงไว้ด้วยกันเพื่อชี้ให้เห็นความหลากหลายและความสำคัญของสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
ภาพ : เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

“ตั้งแต่ต้นไม้ถูกโค่น ปลาตายจากสารปนเปื้อน นกฮูกโดนรถขยี้ตายบนถนน กะโหลกหมี ขาหน้าช้าง สัตว์ป่าหายากซึ่งถูกใช้เป็นยา อาจารย์สัตวแพทย์ส่งงูเหลือมพม่าที่ชาวบ้านตีตายในนครสวรรค์มาให้ เพื่อนซึ่งกำลังทำวิจัยด้านยุงส่งยุงลายมาให้หมื่นตัว ตอนนั้นตู้เย็นเหม็นเน่ามาก ผมเผาพืชและสัตว์กว่า 271 ชนิด ทุกวันตลอดสี่เดือน เป็นคนก่อ PM 2.5 มากที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งเลย” ศิลปินเผยเบื้องหลังแสนทรหดผ่านน้ำเสียงจริงจังปนหัวเราะ

Ash Heart Project บินลัดฟ้าจากเบลเยียม แวะจัดแสดงต่อที่สิงคโปร์ช่วงสั้นๆ กับตรงดิ่งกลับมาตุภูมิ การเดินทางนี้เป็นเสมือนเส้นทางการเติบโตของผลงาน ที่เมื่อผลัดเปลี่ยนที่ตั้งและกลุ่มผู้ชม ก็สำแดงแง่มุมใหม่ๆ ออกมาให้ศิลปินผู้สร้างสรรค์และคิวเรเตอร์ได้ว้าวอยู่เสมอ

“พอไปแสดงที่สิงคโปร์ มันมีประเด็นอย่างหนึ่งผุดออกมา คือ Taboo (สิ่งต้องห้าม) ของคนเอเชีย พอเขารู้ว่าทำขึ้นจากขี้เถ้าจากการเผาสัตว์จริงก็จะถอยหลังหนีทันที เพราะช่วงนั้นตรุษจีน เขาถือว่าเป็นโชคร้าย ไม่ควรเข้าใกล้หรือแตะต้อง ถึงขนาดมีผู้ชมคนหนึ่งบอกว่า ‘It curses me.’ ด้วยซ้ำ”

06 “แล้วคุณเป็นใคร”

เรืองศักดิ์ไม่ได้หยิบแง่มุมทางวิทยาศาสตร์มาเล่าผ่านศิลปะโดยปราศจากหลักการเหตุผลรองรับ เพราะเขาใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร​์เป็นหลักยึดในการทำงานทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มเสาะหาปัญหา รวมรวมหลักฐาน ทดลอง และสรุปความออกมาเป็นผลงานชวนขบคิด นั่นทำให้หลีกเลี่ยงที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในแวดวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมไม่ได้

“แต่พอบอกว่าทำงานศิลปะแล้วต้องการค้นหาข้อมูลเชิงลึกปุ๊บ อันดับแรกมักเจอคำถามว่า ‘แล้วคุณเป็นใคร’

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“คือคำถามนี้ก็สำคัญในตัวมันเองนะ เพราะทุกวงการก็เป็นแบบนี้ เช่น ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาถามว่า อยากเจอหนอนผีเสื้อชนิดนี้จังเลย ผมก็จะตอบว่าต้องศึกษาว่ามันกินอะไร แต่ถ้ารำคาญก็บอกว่าไปหาก่อนสิ ไปอ่านก่อนสิ มันคือคำตอบเดียวกัน ประเด็นคือการจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ คุณต้องมีข้อมูลในหัวก่อน และทำให้เขาเชื่อถือว่าคนที่กำลังคุยอยู่ด้วยนั้นสำคัญมากพอที่จะคุยด้วย

“บางครั้งผมเองก็ยังไม่ได้ความร่วมมือเลย” สิ้นเสียงพวกเราก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน หลังจากนั้นเขาจึงเสริมเรื่องด้วยความประทับจากงาน Ash Heart Project อันเลืองชื่อ

“ตอนนั้นได้เพื่อนนักมานุษยวิทยาช่วยติดต่อไปยังสวนพฤกษศาสตร์ชื่อ Meise ปรากฏว่าได้เข้าพบผู้อำนวยการเลย ตอนแรกก็คิดว่าจะเข้าไปพูดคุยเฉยๆ แต่ปรากฏว่าเขาบริจาค Mandrake พืชตระกูลมันฝรั่งที่มีพิษร้ายแรงต่อระบบประสาท มีชื่ออยู่ในปกรณัมต่างๆ รวมทั้งใน Harry Potter ด้วย ไอ้ต้นที่ดึงขึ้นมาจากดินแล้วกรีดร้องน่ะ ทั้งที่เขาเองก็มีแค่ห้าหัว นั่นคือสิ่งที่ผมประทับใจสุดๆ เวลาคุณติดต่อประสานงานอะไรแล้วได้สิ่งเหนือความคาดหมายกลับมา

“ต่อมาใน ค.ศ. 2015 ผมทำเรื่องขอกระดูก Brabant ม้าเบลเยียมตัวใหญ่โตและขนยาวๆ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก ทำหน้าที่ลากปืนใหญ่มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 แต่พอหมดยุคสงครามก็หมดหน้าที่ ยิ่งเจอ Hamburger Crisis ก็ถูกเชือดทิ้งไปมากเพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง รอนานถึงสามปี จนได้มาจริงๆ แม้เป็นแค่กระดูกกรามเพียงชิ้นเดียว ไม่ได้ทั้งกะโหลก ก็มหึมาพอให้มีสารที่จะสื่อออกมาเยอะมาก

“ทั้งหมดนี้มันดีลได้เพราะมีคนเห็นคุณค่าของการทำงานศิลปะ ผมยังหวังว่าการประสานงานจะเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น คงไม่ถึงกับไหลลื่นร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เพราะแต่ละประเด็นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนไม่เท่ากัน บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ แต่อย่าเปรียบเทียบกับประเทศไทยเลย”

07 “ผมเป็นนักสะสมหายนะ”

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนว่า ผมเป็นนักสะสมหายนะ” 

ศิลปินตรงข้ามหัวร่ออย่างออกรส พลางตอบคำถามแรกที่เราดึงกลับมาใช้อีกคราวในช่วงท้ายของการสนทนา

และนั่นคือการยืนยันครั้งที่สองว่าเขาไม่ใช่ศิลปินอย่างที่ใครๆ เข้าใจ

“งานของผมนำเสนอปัญหาที่เราไม่อยากเห็น ผมจึงไม่เรียกงานของผมว่าเป็นศิลปะ มันคาบเกี่ยวกันระหว่างภาพตัดแปะบนหน้าข่าว ชิ้นส่วนหลักฐาน ประจักษ์พยาน เสียงพูดคุยของคน ซึ่งผมไม่ได้มีส่วนในสมการนี้เลย แค่ไปเลือกมาโชว์เท่านั้น

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“ผมเชื่อลึกๆ ว่าในแต่ละประเด็นควรต้องมีคนทำอะไรแบบนี้อยู่ และในเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมอาจไม่ใช่คนถูกที่สุดด้วยซ้ำ เพราะมันมีอีกหลากหลายวิถีทาง แม้กระทั่งงานเพนต์ที่ผมไม่เชื่อ ก็อาจมีศิลปินสร้างงานออกมาแล้วเปลี่ยนใจคนมากกว่าผมก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด ผมยังอยากทำงานศิลปะ เพื่อนำเสนอความจริงซึ่งปฏิเสธไม่ได้อยู่” 

ผู้ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นศิลปิน แสดงปณิธานที่เขาสมาทานมาตลอดหลายสิบปี พร้อมกระซิบบอกเป็นนัยว่า งานศิลปะควรมีอีกฟังก์ชันต่อมนุษย์ นอกเหนือจากการอำนวยสุนทรียภาพขั้นพื้นฐานเพียงเท่านั้นเสมอ

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องหลักเลยแหละ

“ในภาพวาดสวยงาม มีต้นไม้เป็นพื้นหลัง เราเคยจำได้ไหมว่าต้นไม้นั้นรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร สปีชีส์ไหน เราไม่เคยจำได้เพราะเราเลือกมองแต่จุดที่พึงพอใจมากกว่า จะให้ความสำคัญก็ต่อเมื่อถูกไฮไลต์ขึ้นมา แต่ในยุคนี้เราค้นคว้าข้อมูลได้ง่ายขึ้น ภาพวาดจึงไม่ใช่แค่ภาพวาดอีกต่อไป งานศิลปะจึงไม่ใช่แค่งานศิลปะอีกต่อไป นอกจากความงามพื้นฐาน งานศิลปะทุกชิ้นมี ‘อีก’ หนึ่งบทบาทประกอบกันอยู่แล้ว”

หนึ่งใน ‘อีก’ บทบาทเหล่านั้นคือการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่เรืองศักดิ์กำลังทุ่มกายและใจขมักเขม้นลงแรง

“แต่ตอนนี้ยังส่งเสียงได้เบาบางอยู่นะ” เขาว่า

“เพราะถ้าพูดได้เสียงดังมาก ก็จะโผล่มาแค่ประเด็นเดียว โดยหลักการ มนุษย์จะย่อยข้อมูลข่าวสารให้ง่ายและสั้นลงเสมอ ซึ่งผมต่อต้านวิธีนี้มากที่สุด เราตัดประเด็นซับซ้อนที่คิดว่าไม่สำคัญออกไปไม่ได้ ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันเป็นพลวัตร นั่นคือคุณกำลังสร้างภาพนิ่งให้ธรรมชาติ

“ผมเชื่อว่ามันเป็นการส่งต่อ ผมจึงพยายามขยายผลกระทบให้สืบเนื่องกับหลายๆ เรื่อง หลายคนช่วยกันพูดน่ะดีแล้ว ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าคนไม่น้อยตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน ถ้าพูดคนเดียวก็จะกลายเป็นไอดอลทันที แล้วถ้าไอดอลคนนั้นเทไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียว แล้วประเด็นอื่นที่ถูกทิ้งไปจะเป็นอย่างไร”

โจ้จึงมีสถานะเป็นศิลปินเดี่ยวผู้พร้อมร่วมงานกับผู้รู้จริงแบบทีมอยู่เสมอ เพราะนอกจากตระหนักอยู่ในใจดีว่า ผลงานของตัวเองที่ผ่านมาเป็นเพียงหนึ่งแง่มุมจากทัศนคติส่วนตัว ยังเห็นว่าหลายหัวย่อมดีเบตประเด็นกันได้คมคายและลึกซึ้งกว่าหัวเดียว ทั้งยังพาเมสเซจที่งานมุ่งสื่อสารไปได้ไกลอย่างมีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้นแน่นอน

บทสนทนาแสนอร่อยซึ่งดำเนินมาร่วม 2 ชั่วโมง ทิ้งคำถามสุดท้ายไว้ในหัวเราว่า ในบรรดาปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราต่างประสบพบเจอทุกวันนี้ คุณเป็นห่วงปัญหาไหนมากที่สุด

“ใกล้ตัวที่สุดตอนนี้คือเรื่องหายนะต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง เพราะผมไม่เห็นว่าจะมีอำนาจไหนเข้าไปช่วยเหลือได้เลย

“ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยตอนนี้ คือเราจะอนุรักษ์สัตว์ที่สวยงามเท่านั้น คุณจะอนุรักษ์หนอนหรือไส้เดือนดินหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าสปีชีส์นี้กำลังหมดไป แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคนเริ่มตระหนักและเห็นค่าของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอย่างเท่าเทียม”

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load