หากอธิบายถึงผลงานของ ไฮเม่ ฮายอน (Jaime Hayon) จำเป็นต้องใช้หน้ากระดาษจำนวนมากเพื่อนิยามถึงความหลากหลายที่มีตั้งแต่ Swarovski Carousel งานอินสตอลเลชันม้าหมุนที่ประดับตกแต่งด้วยคริสตัล 15,000,000 ชิ้นจากออสเตรีย แจกันรูปใบหน้าชวนให้ยิ้ม โซฟาหลังทรงโค้งชวนนั่งสบายที่ได้แรงบันดาลใจมากจากสีหน้าของนกกระทุง รวมถึงงานวาดภาพอีกนับจำนวนชิ้นไม่ถ้วน ราวกับว่าเขามีเวลาวันละ 48 ชั่วโมงมากกว่าคนอื่นๆ

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ในทุกผลงานของเขาคือความสนุกสนาน ความน่ารักกำลังดี มีคอนเซปต์ซ่อนไว้อย่างคาดไม่ถึง ที่ผ่านมา เขายังได้รับรางวัล Best Designer จากนิตยสารชื่อดังทั่วโลกหลายหัว รางวัล Maison & Objet Designer of the year 2010 และนิตยสาร Time กับ Wallpaper ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในนักออกแบบผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค ปัจจุบันนี้เขาเปิดสตูดิโอของตัวเองชื่อ Hayon Studio และเป็นนักออกแบบให้กับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติดัชต์ระดับตำนานอย่าง Fritz Hansen

ด้วยฝีมือและประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีทำให้ชื่อของไฮเม่เป็นทั้งไอคอนและต้นแบบของทั้งนักออกแบบหลายต่อคน เรามีโอกาสได้คุยกับ ไฮเม่ ฮายอน ตั้งแต่เรื่องของแนวคิดการทำงาน จนถึงการจัดการกับวันแย่ๆ และองค์ประกอบเล็กจนใหญ่ในชีวิต ที่ทำให้เขาสร้างสรรค์ผลงานได้ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

เราเห็นอารมณ์ขันปรากฏบ่อยครั้งในผลงานของคุณ อะไรคือสิ่งที่หล่อหลอมให้คุณมีความสนุกหรืออารมณ์ขันได้อย่างทุกวันนี้

ผมคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนผมเองนะ คนสเปนมักมีนิสัยเปิดกว้างและเราไม่ชอบทำให้ชีวิตซีเรียส ผมบอกเสมอว่าสไตล์ของผมและวิธีที่ผมมองเห็นชีวิตคือความสนุกแบบจริงจัง นั่นหมายถึงในสิ่งที่จริงจังมากๆ แต่ยังคงความสนุกอยู่ ผมทำสิ่งต่างๆ ให้มีคุณภาพดี ในเวลาเดียวกันก็เติมส่วนของความสนุกเข้าไป

ไฮเม่ ฮายอน เติบโตมาอย่างไร

ผมเติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยพลังบวก ครอบครัวผมแฮปปี้สุดๆ เวลาผมวาดรูปหรือเวลาผมค้นพบอะไรใหม่ๆ ผมเกิดใน ค.ศ. 1974 ปีเดียวกับที่สเปนยุติการปกครองจากระบอบเผด็จการจาก นายพลฟรานซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) พ่อแม่ผมนี่เหมือนกับ “ในที่สุดเขาก็ตายเสียที!” ผมเลยเติบโตมากับเมืองที่ทุกคนมีความสุข เต็มไปด้วยอิสรภาพ เจเนอเรชันของผมเติบโตมาด้วยอิสรภาพที่สร้างขึ้นมาจากการถูกกดขี่ของคนรุ่นก่อน 

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

เพราะงั้น ผลงานของคุณหลากหลายมาก ตั้งแต่งานพิมพ์ ภาพวาด เฟอร์นิเจอร์ จนถึงงานอินสตอลเลชัน แล้วคุณเคยคิดถึงเรื่องของขีดจำกัดในการทำงานบ้างไหม

ผมไม่มีข้อจำกัดเลย ผมเคยคิดและบอกกับตัวเองว่า “คุณจำเป็นต้องเลือกว่าจะเป็นนักออกแบบ ศิลปิน สถาปนิก ตกแต่งภายใน จิตรกร” แต่ถึงจุดหนึ่งไม่จริงเลย เพราะอย่าง ลีโอนาโด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) ก็ไม่จำเป็นต้องเลือก เขาทั้งวาดภาพโมนาลิซา และเป็นวิศวกรออกแบบเครื่องบินไปด้วย มีเกลันเจโล (Michelangelo) หรือ ปิกัสโซ (Picasso) เองก็ไม่ต้องเลือกเหมือนกัน 

ถ้าหากคุณเป็นคนสร้างสรรค์ คุณจะมีโอกาสในการค้นหาความถนัดใหม่ๆ เสมอ ผมไม่มีปัญหาในทำงานกับแบรนด์อื่น ผมทั้งออกแบบโรงแรม ออกแบบเก้าอี้ที่ทรงสวยงามมาก มันเป็นวิธีการพูดภาษาของผมออกไป เพราะผมมีบทสนทนากับความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง ข้อจำกัดคือสิ่งที่คุณตั้งขึ้นมาเอง และคิดว่าไม่ควรจำกัดกรอบของความคิดสร้างสรรค์ด้วย

ปัญหาคือ โลกนั้นสร้างข้อจำกัดให้เรา ไม่ใช่เป็นเราที่ไปสร้างข้อจำกัดให้โลก 

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ
Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

แล้ววิธีการทำงานแบบไร้ข้อจำกัดของคุณเป็นแบบไหน

ผมทำงานต่างกับคนอื่นในวงการ โดยเฉพาะกับธุรกิจศิลปะและการออกแบบ ผมคาดการณ์ไปก่อนล่วงหน้า ฝันถึงว่าอยากจะทำอะไรและมองหาคนที่ใช่ในการทำงานด้วย

ผมไม่รอให้มีบางคนเข้ามาหาและพูดว่า “เราต้องการเก้าอี้แบบนี้ หรือร้านอาหารแบบนี้” ผมจะฝันว่า “ถ้าหากผมมีร้านอาหารของตัวเอง หน้าตามันจะเป็นอย่างไรนะ” ส่วนใหญ่ผมอยู่ในจักรวาลของตัวเอง และโลกมันช่างกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยสารพัดไอเดียที่วิ่งอยู่ในหัว เป็นโลกใหม่ในทุกๆ วัน

หลังจากทำงานมากว่ายี่สิบปี ผมมีภาษาที่ผู้คนจดจำได้ มันเลยเป็นเรื่องง่ายในการตีพิมพ์หนังสือใหม่สักเล่ม ทำหน้าร้านใหม่สักแห่ง เพราะเหมือนมีสูตรอาหารอยู่กับตัวเสมอ ฉะนั้น หากคุณมีภาษาของตัวเองเมื่อไหร่ คุณจะโชคดีเมื่อนั้น เพราะว่าคุณไม่ต้องพยายามเป็นเหมือนใครสักคน ไม่ต้องเรียนไวยากรณ์ใหม่ๆ

กว่าจะออกมางานหนึ่งชิ้น กระบวนการคิดของคุณเป็นอย่างไร

ขั้นตอนการทำงานส่วนใหญ่เริ่มจากการพูดคุยกับลูกค้า ไม่สำคัญเลยว่าเขาจะเป็นใคร คุณจำเป็นต้องตั้งใจฟังให้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไร และพูดคุยกันให้มาก อาจมีนักสะสมผลงานศิลปะที่ต้องการภาพวาด แกลเลอรี่ที่อยากมีนิทรรศการ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์อย่าง Fritz Hansen ที่ต้องการเก้าอี้แบบใหม่
จากนั้นผมจะสื่อบางความรู้สึกออกไป เช่น เริ่มต้นพูดไปว่า “เก้าอี้ตัวนี้ต้องมีทรงโค้งมนเล็กน้อยและน้ำหนักเบา” จากประโยคนี้ คุณจะสังเกตได้ว่าเราเลือกอะไรกันไปแล้ว นั่นคือไม่เอาเก้าอี้ที่หนักและทรงเหลี่ยมใช่ไหม ค่อยต่อด้วยคำถาม “เอาแบบที่ยกเคลื่อนย้ายได้ง่ายด้วยไหม นั่นหมายถึงต้องมาในขนาดที่เหมาะสม ไม่เกินห้าสิบเซ็นติเมตร” หากคุณจับตรงนี้ได้ ไอเดียก็เกิดขึ้นมากมายมหาศาล

เหมือนเวลาไปปั๊มน้ำมัน ถ้าจะเติมให้รถมอเตอร์ไซค์ต้องใช้กรวยใช่ไหม คุณจำเป็นต้องมีฟิลเตอร์คอยกรองทุกอย่างที่ออกมา เพื่อหาส่วนสำคัญ สิ่งที่ลูกค้าต้องการ สิ่งที่ขาดไปในอุตสาหกรรม ความคิดของตัวคุณเอง สำหรับผมแล้ว ในช่วงเริ่มงาน เปิดใจให้กว้างเป็นอิสระมากๆ ปล่อยทุกอย่างลอยขึ้นไปในอากาศ และพิจารณาทีละชิ้น ค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย เริ่มทำให้ไอเดียทั้งหมดแคบลงจนได้ไอเดียที่ใช่ 

ผมคิดว่าการออกแบบที่ดีและความคิดสร้างสรรค์ในงานศิลปะทั่วไปต้องการใจที่เปิดกว้าง เหมือนเด็กเล็กในช่วงแรกเริ่ม ก่อนค่อยๆ เรียนรู้มากขึ้นเพื่อสร้างสิ่งที่ถูกต้องจากไอเดียเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

ทำไมการออกแบบที่ดีหรือความคิดสร้างสรรค์ถึงควรเริ่มจากไอเดียเล็กๆ น้อยๆ 

ตอนสอนในมหาวิทยาลัย ผมบอกกับนักศึกษาเสมอว่าควรเริ่มจากศูนย์ พวกเขาจะโวยวายว่า “พวกเราจะโชว์งานของตัวเองให้อาจารย์ดูได้ยังไง ถ้าไม่ได้โชว์รูปจากในมือถือหรืออินสตาแกรม” ผมจะตอบกลับไปว่า “ไม่เลย คุณบอกผมจากเรื่องเล่าที่ดีได้” ซึ่งนั่นคือความจริง

ถ้าผมบอกคุณถึงสถานที่ที่ไม่เคยไปเห็น หรือถ้าบอกข้อมูลว่า “ของชิ้นนั้นไม่มีเหลี่ยมมุม ผมต้องการให้ทุกอย่างโค้งมน โค้งที่ตรงนี้และตรงนั้น บอกคู่สีที่ใช้ มีสัมผัสที่ให้ความรู้สึกเหมือนผิวทรายแต่ก็นุ่มนวล” คุณจะหลับตานึกภาพออกได้อย่างชัดเจนเลย บางครั้งจึงเป็นเรื่องดีกว่าหากไม่เริ่มจากการวาดตั้งแต่แรก เพราะคุณคิดภาพในหัวล่วงหน้าไปได้ไกลกว่านั้น

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ
Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

คุณใช้วิธีไหนแปลงไอเดียจากความคิดนามธรรมให้กลายเป็นผลงานจริงได้

ผมพยายามคิดไปถึงผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการและเทคนิคที่จะใช้ งานของผมเริ่มเปลี่ยนจากฟรีสไตล์มาเลือกใช้วัสดุอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพราะต้องทำงานฝีมือหรืองานทำมือ ผมเป็นคนประณีตมาก ถ้าทำเฟอร์นิเจอร์สักชิ้น ผมจะทำงานร่วมกับช่างฝีมือ คนในอุตสาหกรรม ผมจะตรวจสอบว่าสมบูรณ์แบบหรือยัง

ผมมักมีภาพชัดตั้งแต่ตอนเริ่ม เห็นเลยว่าสิ่งต่างๆ จะต้องเป็นไปอย่างไร และสื่อสารกับช่างได้ว่าสิ่งนี้โอเค และสิ่งนั้นไม่โอเค ทุกขั้นตอนในการทำงานล้วนเป็นเรื่องท้าทาย แต่ในท้ายที่สุดแล้วไม่ง่ายเลย มันเกี่ยวกับต้นทุน ความสมดุล และเวลา 

ทำไมทุกขั้นตอนการทำงานถึงท้าทาย แล้วจัดการความไม่ง่ายนั้นอย่างไร

ถ้าเป็นฐานะศิลปิน มีคนเดินมาบอกว่าเราชอบงานคุณมาก และต้องการซื้อผลงานชิ้นนี้ นั่นคือจบ แต่สำหรับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ มันคือการลงทุนของบริษัท มีการเตรียมเนื้อผ้า การทำการตลาด การกระจายสินค้า เรื่องของน้ำหนักและจำนวน ราคา ว่าไปจนถึงความคงทน การออกแบบเป็นเรื่องของความสนุก แต่ก็เป็นเรื่องของความถูกต้องแม่นยำด้วย คุณพลาดไม่ได้เลย ไม่มีพื้นที่สำหรับเรื่องนั้น การออกแบบมันดูง่ายถ้าเป็นคนนอกมองเข้ามา แต่ถ้าหากคุณเผชิญหน้ากับเจ้าของธุรกิจแล้ว ไม่ง่ายเลย พวกเขาต้องการตัวเลขที่เป๊ะสุดๆ คุณบอกไปว่า “ลองเลขนี้ดูสิ” ไม่ได้ คุณต้องพูดอย่างมั่นใจว่า 1.3 มิลลิเมตรคือค่าที่ถูกต้อง เพราะว่าผมลอง 1.4 1.5 1.6 และ 1.7 มาแล้ว

คุณเล่าว่าเริ่มทำงานด้วยการสเก็ตช์ เหมือนใช้สมุดเป็นสื่อบันทึกไอเดียต่างๆ และเล่าวิธีคิดเสมอ ในเวลาว่างคุณสเก็ตช์ภาพเพื่อความสนุกบ้างไหม

ผมทำนะ การวาดของผมมีสองแบบ หนึ่งคือ วาดแบบมีตรรกะ เป็นสิ่งที่ใช้ความคิดและเพื่อหาทางแก้ปัญหาบางอย่าง เป็นส่วนที่ซีเรียสของผม วาดตอนที่คิดว่าจะเลือกทำแบบไหนดีกว่า ซึ่งเป็นวิธีคิดเชิงคณิตศาสตร์มากๆ ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ วาดเป็นอิสระเลย ตื่นขึ้นมาแล้ววาดอะไรก็ตามที่ขึ้นมาให้หัว เหมือนเป็นไดอารี่ ซึ่งวาดมาแล้วหลายเล่มมากๆ นี่คือวิธีที่ผมเติบโตมากับจินตนาการและความคิดของตัวเอง เพราะจากจินตนาการเหล่านั้น ผมดึงเอารูปร่าง รูปทรง และสิ่งใดๆ ก็ตามกลับมาใช้ในงานต่างๆ ทั้งประติมากรรม ผลงาน หรืออินสตอลเลชัน

ผมชอบวาดรูปเพี้ยนๆ แม้ว่ามันจะไม่เมกเซนส์ บางทีคุณอาจนึกขึ้นมาได้ว่า “เราทำรูปทรงนี้ได้ดี ควรใช้รูปทรงนี้ในผลงานชิ้นต่อไป” ในการวาดรูปเล่นๆ ผมก็จริงจังกับมันมาก ผมมีสมุดสเก็ตช์ติดตัว ไม่ว่าเดินทางไปไหนก็พกไปด้วยทุกที่ และวาดรูปนู่นนี่ตลอดเวลา จนมีหลายเล่มมากๆ หากต้องโชว์ให้ดู คุณอาจหัวใจวายตายไปเลย (หัวเราะ)

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

ในฐานะนักออกแบบที่อยู่ในวงการมานาน คุณคิดว่า ‘แรงบันดาลใจ’ ยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ไหม

จำเป็น เพราะแรงบันดาลใจเป็นสิ่งที่เปิดโลกให้กับคุณ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและเราต้องใช้มันด้วย

งานออกแบบ ข้อดีคือเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในสังคม เปลี่ยนมุมมอง ช่วยเหลือผู้คนหรือช่วยชีวิตคุณได้ ลองนึกถึงช่วงเวลาที่เราอยู่กับ COVID-19 ตอนนี้สิ กลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์มากมายมีส่วนร่วมในการออกแบบหน้ากากจนถึงเครื่องช่วยหายใจ หรือมีคนจำนวนเท่าไหร่ที่ต้องติดอยู่ที่บ้าน แล้วนึกได้ว่าควรทำอะไรสักอย่างให้ดีขึ้น นั่นคือแรงบันดาลใจสำหรับผม

ผมทำโต๊ะใหม่ให้กับพิพิธภัณฑ์ในมาดริด มีนิทรรศการจัดแสดงอยู่ตอนนี้ และตั้งชื่อว่า Connected ซึ่งแรงบันดาลใจมาจากมีดพับสวิส หลักการทำงานเหมือนกัน คุณแยกและนำชิ้นส่วนไปไว้ตรงไหนในบ้านก็ได้ จะใช้เป็นโต๊ะกินข้าว โต๊ะทำงาน ตามแต่ละส่วน

ผมใช้เวลาส่วนมากในบ้าน และคิดว่าโต๊ะที่มีมันไม่เวิร์กเอาเสียเลย ผมต้องการโต๊ะที่น่าสนใจกว่านี้ เลยเป็นที่มาของไอเดียโต๊ะเพี้ยนๆ ตัวนี้ ตอนทำงานก็ตื่นตาตื่นใจสุดๆ ผมตั้งชื่อว่า Mesamachine ภาษาสเปนที่แปลว่า Table Machine ทำจากไม้เนื้อแดง เป็นงานทดลองที่ให้ประสบการณ์ที่ดี และเป็นตัวอย่างของการได้แรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นในช่วง COVID-19

คุณได้รับแรงบันดาลใจจากทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ นักสร้างสรรค์ นักออกแบบ ศิลปินไม่เคยหยุดสร้างสิ่งใหม่ เพราะพวกเขามีความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

นอกจากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน อะไรสร้างแรงบันดาลใจให้คุณอีกบ้าง

ผมมีลิสต์สถานที่ในใจเสมอไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะกับประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ที่ดีสำหรับค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไม่สิ้นสุด ผมจะบอกความจริงกับคุณหนึ่งอย่างว่า ที่นี่ให้แรงบันดาลใจในการทำงานกับผมไปตลอดกาล ผมเจอวัฒนธรรมที่งดงาม เจอสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนน ตลาด ผู้คนมากมาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ความสร้างสรรค์ก็เกิดขึ้นที่นั่น 

ผมเป็นพลเมืองโลก ผมรู้จักหลายสถานที่และที่เหล่านั้นก็ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ที่ผมมี ต่อชีวิตที่ผมใช้ 

ถ้าไปปารีส ผมจะไปพิพิธภัณฑ์ เป็นที่โปรดเหมือนกับนิวยอร์ก ลอนดอน กรุงเทพฯ ทุกที่มีความสวยงามของตัวเอง และมันทำให้เข้าใจว่าถ้าอยากทำงานให้เป็นสากล ต้องเข้าใจว่าผู้คนเข้าใจและไม่เข้าใจอะไร

คุณรักษาลายเซ็นของตัวเองพร้อมกับนำเสนอเอกลักษณ์ของแบรนด์นั้นๆ ได้อย่างไร

   ผมพูดเสมอว่านั่นคือการร่วมมือ จากประสบการณ์กว่ายี่สิบปี ผมคิดว่าส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาแฮปปี้ถ้าได้ทำงานร่วมกับคนที่มีลายเซ็นเป็นของตัวเอง เพราะพวกเขารู้ว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น 

ในช่วงที่ผมเริ่มต้นเส้นทางนี้ ลวดลายของผมชัดเจนเอามากๆ แบรนด์ต่างๆ เลยกลัวนิดหน่อยว่างานของผมจะไปกลบเอกลักษณ์ของพวกเขา พวกเขาอาจจะชอบหากตอนนั้นผมโด่งดังแล้ว สิ่งนี้เลยทำให้ผมพยายามเข้าใจสิ่งที่ตัวเองเป็น และหาวิธีสร้างงานคุณภาพดี เพื่อสะท้อนสิ่งที่ทั้งผมและแบรนด์เป็น 

ผมลองหาภาษาทางการออกแบบของตัวเอง อย่างเช่นการทำงานร่วมกับ Fritz Hansen ผมเริ่มใส่สิ่งที่เรียกว่าสำเนียงลงไป เช่น ความเป็นสแกนดิเนเวีย ความนุ่มนวล และสีที่คิดมาเป็นอย่างดี แต่ถ้าทำงานกับร้านอาหารในฝรั่งเศสหรืองานอินสตอลเลชันในญี่ปุ่น งานของผมจะระเบิดความฉูดฉาดออกมาเต็มพลัง เติมไอเดียหลุดโลก ซึ่งไม่เป็นปัญหาเลยในการผสมสไตล์ของตัวเองเข้าไปในผลงาน 

ล่าสุดเพิ่งเปิดตัวประติมากรรมสำหรับเด็กในสวนสาธารณะที่เกาหลี สีสันสดใสและสไตล์เกาหลีมากๆ ก็ถือเป็นไฮเม่ที่เกาหลีใต้ ตอนนี้ก็เป็นไฮเม่ที่ประเทศไทย มีกลิ่นอายของแบรนด์ แต่ก็ยังเป็นตัวผมอยู่

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ
Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

การได้ร่วมงานกับ Fritz Hansen เปลี่ยนชีวิตคุณขนาดไหน

ถ้าหลายปีก่อน คุณไปถามนักศึกษาที่ชื่อ ไฮเม่ ฮายอน เขาไม่มีวันฝันถึงเลยว่าจะได้ทำงานร่วมกับ Fritz Hansen ที่ถือเป็นสุดยอดบริษัทด้านการออกแบบ เหมือนฮอลลีวูดแห่งโลกดีไซน์ งานสถาปัตยกรรมทั่วโลกต้องการเฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์นี้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ซึ่งพวกเขามองหาใครสักคนที่มีเอกลักษณ์ มีวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง

สำหรับผม ช่างโชคดีที่ได้รับเลือกให้ทำงานร่วมกัน จนในวันนี้ ผมได้ไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์การออกแบบที่เดนมาร์ก ซึ่งมีผลงานจากสถาปนิกและนักออกแบบทั่วโลก และผลงานของผมเป็นหนึ่งในนั้น โดยเป็นนักออกแบบจากสเปนเพียงคนเดียว (หัวเราะ) ได้เป็นส่วนหนึ่งกับประวัติศาสตร์การออกแบบที่ยิ่งใหญ่ และผมเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ทำงานออกแบบร่วมกันกับพวกเขา
ผมทำงานกับ Fritz Hansen มายาวนาน ออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่เป็นคอลเลกชันพิเศษให้กับแบรนด์ โดยพยายามทำให้เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ผมเริ่มจากโซฟาก่อน แล้วค่อยมาเป็นเก้าอี้ รวมถึงของตกแต่งอีกหลายชิ้น จนมีโอกาสออกแบบหน้าร้านที่กรุงเทพฯ ผมชอบไอเดียการเปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็นโชว์รูม ประสบการณ์ทำงานร่วมกับ Fritz Hansen ทำให้ผมได้เรียนรู้อย่างมาก ออกแบบผลงานพิเศษ และได้คิดสิ่งใหม่ ทั้งกับการเลือกใช้วัสดุหรือการผสมเทคนิคในเชิงการผลิต Fritz Hansen เป็นพาร์ตเนอร์ที่ดี ถือว่าเป็นบริษัทที่จริงจังมากเลยทีเดียว

ตัวคุณเองเคยมีวันที่แย่บ้างไหม อย่างเช่นวันที่แผนต่างๆ หรือไอเดียไม่เป็นไปอย่างที่คิด คุณทำอย่างไรกับวันเหล่านั้น

ผมมีวันแย่ๆ บ่อยเลย มันเป็นวันปกติในชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คุณจะมีวันเหล่านั้น เพราะหากไม่มีวันที่แย่ คุณจะไม่มีวันที่ดีได้ สำหรับตัวผมมันเหมือนการต่อสู้ เพราะว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่งานประจำแบบเข้าเก้าโมงเช้า เลิกห้าโมงเย็น งานสร้างสรรค์นั้นต้องดิ้นรน ยากเย็น มืดหม่น และเป็นช่วงเวลาของความกลัว เมื่อคุณออกแบบอะไรสักสิ่งหนึ่ง คุณเปิดเผยตัวเองในสิ่งนั้น คุณฝากจิตวิญญาณเข้าไปในผลงาน

คนทั่วไปรู้ว่าผมเป็นคนสนุกสนาน คิดบวก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เป็นทุกข์มากกับวันที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิด เอาเข้าจริงผมรักวันแย่ๆ และรักช่วงเวลาแห่งความเศร้า ผมขอบคุณทุกวันแย่ๆ เหล่านั้น เพราะได้เรียนรู้กับทุกอย่าง เหมือนแนวคิดหยินกับหยาง สัญลักษณ์อันน่ามหัศจรรย์ เป็นเรื่องจริงที่ว่าคุณจะไม่มีวันเห็นความสวยงาม ถ้าคุณไม่เคยรู้จักกับความน่าเกลียดมาก่อน คุณจะมองไม่เห็นความเลวร้ายถ้าคุณไม่เคยเห็นความดีงาม ใช้กับความคิดสร้างสรรค์ได้เหมือนกัน ในวันที่แย่ที่สุด คุณอาจคิดไอเดียที่ดีที่สุดได้ เราก็แค่ต้องเปิดรับทุกอย่างที่เข้ามา เปิดรับสิ่งเหนือความคาดหมาย เแล้วสนุกไปกับมัน

การที่คุณเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ชีวิตเปลี่ยนไปบ้างไหมเมื่อเทียบกับตอนเป็นนักศึกษาด้านการออกแบบ

ผมไม่ได้สนใจตรงนั้นมากเท่าไหร่ เพราะคนที่รู้จักผมจริงๆ จะรู้ว่าผมไม่ได้เปลี่ยนไป ยังเป็นคนเพี้ยนๆ เหมือนเดิม ว่ากันตามตรง คำว่าความสำเร็จหรือการที่มีคนจดจำเราได้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย สุดท้ายเราตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้อยู่ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ทำในสิ่งที่รักและยังคงทำต่อไปได้อยู่ มีชีวิตอยู่แม้นักสะสมงานศิลปะบางคนจะอยากฆ่าผม เพราะราคาผลงานที่สูงลิบก็ตาม (หัวเราะ)

ไม่มีอะไรเปลี่ยนจริงๆ เหรอ

ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดก็คงเป็นการที่ไม่ต้องแสดงหรือสาธิตสิ่งที่ผมทำได้กับลูกค้าหรือผู้รับชมงานอีกแล้ว พวกเขาเชื่อใจผมมากขึ้น ในเมืองที่มีผลงานหรือนิทรรศการของผมจัดแสดงอยู่ เวลาผมเดินตามถนนอาจต้องหยุดเป็นระยะ เพราะว่ามีบางคนอยากจะทักทายผมบ้าง ผมโอเคเลยนะ เพราะผมเองก็เป็นแฟนคลับของหลายคนเหมือนกัน (หัวเราะ)

Writer

กมลกานต์ โกศลกาญจน์

นักเขียนอิสระที่สนใจเรื่องงานออกแบบ สังคม และวัฒนธรรม ชื่นชอบการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะอยากเรียนรู้ในความแตกต่างที่หลากหลายของโลกใบนี้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

17 มิถุนายน 2564
4 K

ตรงข้ามเราตอนนี้คือ ชารีฟ ลอนา ดีไซเนอร์ใหญ่แห่งสตูดิโอ Act of Kindness ผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบมากมาย ทั้ง Kiatnakin Bank Boutique ตึกแถวมาดเท่ ที่ทำการธนาคารเกียรตินาคินสาขาทองหล่อ และ Magnum Cafe ผลงานชิ้นโบว์แดงที่แจ้งเกิดชารีฟในวงการ ก่อนเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ

รวมทั้งงานดีไซน์ในนามของสตูดิโอ ตั้งแต่คลินิกทันตกรรม บ้านเซเลบดารา ไปจนถึงหน้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ Sretsis สาขาริมหาดหัวหิน และสาขาที่ลอนดอน โปรเจกต์ร่วมกับ House of Hackney บริษัทตกแต่งภายในระดับหรูแห่งแดนผู้ดี

ถ้าด่วนสรุปว่านักออกแบบคนนี้แสนเก่งกาจจากตัวอย่างผลงานเพียงกระผีกริ้น บอกได้เลยว่าคิดผิด 

นี่เป็นเพียงหยดเดียวของน้ำจิ้มเท่านั้น

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด คืออุปสรรคที่ท้าทายและถาโถมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มต้นตั้งแต่การกีดกันไม่ให้เรียนศิลปะจากพ่อแม่ คำกระแนะกระแหนดูแคลนของคนรอบข้าง สังคมทำงานแสนป่วยจิต สู้ทนเก็บหอมรอมริบส่งตัวเองไปเรียนปริญญาโท ที่สกอตแลนด์ ทำทีสิสจนได้รับคัดเลือกเป็นทีสิสดีเด่นของภาควิชาโดยมหาวิทยาลัยและสภาสถาปนิกของสกอตแลนด์ จบมาก็รับงานในลอนดอนจนเกือบได้ถือหุ้นบริษัท แม้กลับไทยมาเปิดสตูดิโอจนประสบความสำเร็จ ก็ยังมองชื่อเสียงเงินทองว่าเป็นของน่ากลัว

ยังไม่รวมวิธีการทำงานที่โคตรแตกต่าง คือผสานความอ่อนน้อมถ่อมตนและจริงใจแบบคนต่างจังหวัด เข้ากับความกล้าคิดวิพากษ์แบบฝรั่ง รวมทั้งใช้ปัญหาในงานดีไซน์เป็นตัวตั้ง แทนที่แรงบันดาลใจหรือสไตล์เป็นเป้าหมาย

ไม่ขอขยายความมากไปกว่านี้ เชิญคุณผู้อ่านค่อยๆ เติบโตตามเส้นทางชีวิตและสัมผัสวิธีคิดฉบับชารีฟได้ตามอัธยาศัย

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

01 “วัยเด็กของผมคือศิลปะเลย”

เดาไม่ยากว่าชารีฟเป็นมุสลิม

แต่ที่เดายากคือภูมิลำเนาท้องถิ่นดั้งเดิมของเขาอยู่ที่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา บอกใครคงไม่เชื่อว่านักออกแบบหนุ่มมาดเนี้ยบ เจ้าของดีกรีปริญญาโทจากสกอตแลนด์ ใช้ชีวิตในวัยเด็กกลางทุ่งริมท่า เติบโตในสังคมอิสลามสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่แม้กรอบแนวคิดเรื่องรัฐชาติได้นิยามว่าเป็นดินแดนประเทศไทย แต่วัฒนธรรมกลับคล้ายคลึงประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซียราวกับว่าเป็นจังหวัดหนึ่ง แวดล้อมไปด้วยอบายมุขสารพัด

แต่เพราะมีพ่อแม่เป็นครูนักบุกเบิกประจำชุมชนผู้มองการณ์ไกล ยักย้ายชารีฟและพี่สาวน้องชายออกมาอยู่ห่างจากกลางหมู่บ้าน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้พร้อมแก่การเรียน เด็กชายชารีฟจึงมีชีวิตแตกต่างจากเพื่อนละแวกใกล้เคียง

“ตั้งแต่จำความได้ วัยเด็กของผมคือศิลปะเลย” ดีไซเนอร์คนเก่งเท้าถึงตัวเองในวัยเยาว์

“ต้องวาดรูปเล่นอยู่บ้านเพราะไม่มีเพื่อน รู้ตัวแต่แรกว่าเป็นคนมี Aesthetic มากๆ ดื่มด่ำกับการตื่นเช้าแล้วได้ยินเสียงนก หมอกลง ฝนตก ทุ่งนา เล่นว่าวในฤดูร้อน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไปเรียนหนังสือในตัวจังหวัด ได้สัมผัสความเจริญของสังคมเมือง โดยมีความบ้านนอกคอยเตือนไม่ให้หลงไปกับวัตถุ โดยเฉพาะการได้เรียนทั้งภาษาอังกฤษจากโรงเรียนคริสต์ เรียนอาหรับ และไทยกลาง ทำให้ผมเข้าใจความหลากหลายและเชื่อในศิลปะที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมตั้งแต่เด็ก”

02 Gift from God

“ณ เวลานั้น ศิลปะเป็นเรื่องของคนเมือง ทุกคนเข้าใจว่าศิลปินต้องไส้แห้ง” เขาเผยความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

เด็กชายชารีฟทู่ซี้ทำกิจกรรมด้านศิลปะมาตลอดวัยเรียน แม้ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง แน่นอนว่าพอจะเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่พ้นถูกบังคับให้เรียนต่อในคณะสายวิทยาศาสตร์ ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกพาไปพบกับคำตอบสุดท้ายว่านี่ไม่ใช่ตำแหน่งแห่งที่ของเขา

“ทรมานมาก ขังตัวเองอยู่ในหอเพราะไม่อยากร่วมกิจกรรม แต่ผมล้อเล่นกับสิ่งที่รักไม่ได้ ถ้าอยากได้ก็ต้องลงมือทำ ระหว่างรอสอบใหม่เลยฝึกวาด Perspective เอง ผลงานบิดเบี้ยวแต่ก็สำเร็จได้ตามประสา เอาหนังสือจากอาที่เป็นสถาปนิกมาอ่าน เลิกเรียนไปเดินดูหนังสือ บ้านและสวน สอบใหม่ก็ติดหลายที่แต่ไม่ได้ไป ทะเลาะกันบ้านแทบแตก” นักอยากศึกษาสถาปัตย์เล่าเรื่องวันวานอย่างออกรส

“คงเพราะพี่สาวผมเรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ และช่วงนั้นต้มยำกุ้ง จึงพอเข้าใจได้ว่าในฐานะข้าราชการต่างจังหวัด การส่งเรามาเรียนอาจดูไม่คุ้มค่า จนสุดท้ายพี่สาวช่วยพูดให้ ‘ทำไมไม่มองว่านี่คือพรสวรรค์จากพระเจ้า อย่าไปกีดขวางเลย คนประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเก่งในสายวิทยาศาสตร์เสมอไป’ พ่อแม่ถึงใจอ่อนยอมให้เรียน”

แต่กว่าถั่วจะสุกงอม งาก็ชิงไหม้ไปก่อน เพราะเลยช่วงรับสมัครเข้าศึกษาต่อของมหาวิทยาลัยรัฐไปแล้ว มาจบที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งขณะนั้นไม่มีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ชารีฟเล็งไว้

“ผมเลยเลือกเรียนออกแบบภายในซึ่งยังถือว่าอยู่ในความสนใจอยู่ ตอนสอบเข้าเขาให้ออกแบบ Kiosk ริมทะเล ก็เข้าทางเด็กใต้อย่างเราเลย จนพอเข้าไปเรียนปีหนึ่ง เพื่อนที่สอบพร้อมกันมาทักว่ามึงโคตรโง่เลย ลงไปวาดกับพื้นทำไม คนอื่นแอบดูกันหมด เราไม่รู้ไม่สนใจเพราะมัวแต่โฟกัสสิ่งที่ทำ”

คงไม่น่าแปลกใจถ้าชีวิตมหาลัยของชารีฟจะมีความกดดันเป็นเพื่อนสนิท เพราะรู้กันดีว่าค่าเทอมมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ค่อยเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ผู้ปกครอง แต่เพราะได้เรียนสิ่งที่รัก เขาจึงทุ่มเทให้การเรียนอย่างสุดตัว

“พี่สาวสอนไว้ว่าถ้าคิดจะทำชั่วต้องฉลาด ถ้ารักจะออกนอกกรอบต้องรู้จักใช้ชีวิต ผมเลยไม่ลืมที่จะใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยง แต่ก็โฟกัสกับผลงาน กระหายวิชา และอยากเรียนรู้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทำให้การเรียนไม่ตกเลย

“จนพอเข้าปีสองปีสาม พ่อแม่ก็เริ่มเข้าใจ เหมือนเขาเห็นเราอยู่กับสิ่งที่รักข้ามวันข้ามคืนได้อย่างไม่ท้อ และทำออกมาได้ดี แต่กลายเป็นห่วงว่าจะมีงานทำไหม หรือจบมาเจอโลกจริงจะถูกเอาเปรียบหรือเปล่ามากกว่า เพราะเราบ้านนอกและเรียบร้อยมาก แล้วพวกเขาไม่มีความรู้ในวงการนี้เลย เลยไม่รู้ว่าสังคมจริงเป็นอย่างไร”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness
ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

03 Be Humble

“ผมมีคำถามในใจตอนเรียนจบปริญญาตรี”

บอกใบ้ว่านี่เป็นอีกหนึ่งฉากสำคัญในชีวิต

“ทีสิสผมคือการตั้งคำถามว่าทำไมการออกแบบโรงละครบ้านเราจึงไม่เอื้อให้วงการเฟื่องฟู หาคำตอบจนพบว่าเรารับ Grandiosity แบบฝรั่งเศสเข้ามาซึ่งขัดกับวัฒนธรรมไทย เราดูลิเกกันอย่างใกล้ชิด เวทีมัน Humble มาก จึงออกแบบ Humble Theatre ที่เข้ากับนิสัยคนไทยขึ้นมา

“ปรากฏว่าผลงานออกไป ผมโดนสบประมาทว่าคุณตั้งใจทำใหญ่แบบนี้เพื่อจะเอาชนะเพื่อน จบไปไม่มีใครรับเข้าทำงานหรอก ในขณะที่อาจารย์ที่ปรึกษาชมเชยว่าเรามีศักยภาพเรียนต่อด้านนี้ที่ต่างประเทศ แต่ความจริงผมแค่อยากพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นเลยใส่พลังไปเต็มร้อย”

ทำไมไม่มีที่ทางสำหรับเราในประเทศนี้ คำถามกระตุ้นให้ชารีฟอยากเรียนต่อปริญญาโททันทีที่เรียนจบ เขาได้รับแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างอย่างเต็มกำลัง จึงจัดแจงขอทุนจากมหาวิทยาลัย แต่พอคำนวณเวลาใช้ทุน ปรากฏว่าอาจต้องรับอาชีพอาจารย์ยาวนานถึง 9 ปี เจ้าตัวไม่สบายใจกับเงื่อนไขนี้ เป็นอันว่าจำต้องปัดตกไปโดยปริยาย

“แต่สาเหตุอีกอย่างคือครอบครัว” เขาเฉลย

“ผมเป็นเหมือนนกที่เคยถูกขังอยู่ในกรง วันหนึ่งแข็งแรงมากพอจะออกบิน พ่อแม่จึงกลัวว่าเราจะไม่กลับมาอีกเพราะมีบาดแผลที่เขาเคยทำไว้ แต่ผมไม่ได้มองว่าเป็นบาดแผลเลยนะ ไม่เคยคิดว่านั่นคือสิ่งที่พ่อแม่ไม่หวังดีกับเรา”

จากนั้น บัณฑิตหนุ่มจึงบ่ายหน้าสู่วงวิชาชีพนักออกแบบไทยอย่างเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเก็บเงินไว้ส่งตัวเองเรียนเมืองนอกให้ได้เร็วที่สุด

04 ราคาที่ต้องจ่าย

“ผมไม่ทำบริษัทไทย เพราะต้องการเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ยอมรับความคิดเราได้”

ปมปัญหาเดิมยังคงทำงานในใจอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เจ็บปวด ทว่าเป็นแรงผลักดันอันงดงาม

“ช่วงแรกที่ทำไม่มีใครสอนงานหรือช่วยเหลือเลย ทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้ว แต่ผมยังต้องนั่งงมหาวิธีการอยู่คนเดียว ใช้ความอดทนจนสุดท้ายก็ผ่านมาได้ อย่างโปรเจกต์ออกแบบ World Bank สาขาฮานอย ปาปัวนิวกินี และออสเตรเลีย งานออกแบบออฟฟิศที่เป็นยาขม เพราะเนื้องานน่าเบื่อมาก ไม่มีใครรับทำ แต่ผมรับเพราะเชื่อว่าดีไซน์ของสำนักงานควรเปลี่ยนได้แล้ว ต้องการสลัดขนบเดิมๆ ออก จนเจ้านายเห็นศักยภาพว่าเรานำเสนอสิ่งใหม่ๆ ได้”

ช่วงนั้น งานชิ้นไหนสำคัญที่สุด-เราชิงแทงกลางปล้องด้วยความสงสัย

“โปรเจกต์ Me by TMB” เขายิ้มภูมิใจตอนเฉลย

“เป็นการออกแบบอัตลักษณ์องค์กรใหม่ทั้งหมด แนวคิดคือธนาคารควรจะปรับแต่งได้ ทุกคนต้องมีธนาคารเป็นของตัวเอง และเลือกวิธีการทำธุรกรรมได้อย่างอิสระ เพราะเป็นยุคที่มีสมาร์ทโฟนกันหมดแล้ว งานนี้สร้างความสำเร็จให้องค์กรอย่างมากจนได้เลื่อนตำแหน่ง แม้มีคนคอยซัพพอร์ต แต่ก็ยังมีหลายคนคิดสงสัย ทั้งๆ ที่เราพยายามและทุ่มเทอย่างมาก และเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำด้วยซ้ำ”

นอกจากงานประจำซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ชารีฟยังรับงานนอกอีกสารพัด ตั้งแต่รับจ้างออกแบบไปจนถึงเขียนบทความด้านดีไซน์ลง Free Magazine ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านอย่างไม่เหน็ดหน่าย

นักออกแบบหนุ่มมุ่งมั่นสะสมทุนรอนได้พอสมควรจากการบากบั่นทำงานตลอดเกือบ 2 ปี ก่อนตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนที่ประเทศอังกฤษ และถือโอกาสไล่เยี่ยมชมตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ตั้งแต่ลอนดอนถึงสกอตแลนด์

“ไปจบตรงหลักสูตรปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมผังเมืองที่ Glasgow School of Art เพราะประทับใจวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจสร้างบัณฑิตเพื่อชาเลนจ์วงการอุตสาหกรรม ไม่ได้ผลิตฟันเฟืองป้อนบริษัท และระหว่างทางก็พยายามช่วยให้นักศึกษาค้นหาตัวตนตัวเองให้เจอ ไม่จำเป็นต้องจบไปแล้วเหมือนมาจากพิมพ์เดียวกัน 

“อีกอย่างที่ชอบคือคาแรกเตอร์ของเมืองยุควิกทอเรียนที่หล่อมาก ตึกเก่าแบบเมืองในยุโรปแต่สูงกว่า ผังเมืองแบบกริดเหมือนนิวยอร์ก มีเขม่าควันจากสงครามโลกครั้งที่สองติดตามบ้านช่อง ดูเป็นเรามากที่สุด” เขาเล่าความประทับใจต่อว่าที่บ้านหลังที่สอง

ชารีฟเดินดุ่มๆ เพื่อไปกรอกใบสมัคร ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไล่กลับมาส่งอีเมลตามขั้นตอน เด็กไทยรายนี้จึงใช้ลูกตื๊อลูกอ้อนจนได้พบคณบดี และพรีเซนต์ตัวเองแบบจัดเต็มจนได้ตอบรับเข้าเรียนต่อ ด้วยเงื่อนไขว่าต้องจัดการเอกสารมาให้ครบ เขาจึงเร่งกลับมาตุภูมิ รีบจัดแจงสรรพสิ่ง ตั้งแต่เคลียร์งานจนถึงสอบภาษาอังกฤษให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือน เป็นช่วงฉุกละหุกมากที่สุดในชีวิตเพราะความฝันได้เดินทางมาถึงหน้าประตู แม้ทุนยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้และยังไม่ได้บอกลาพ่อแม่สักคำก็ต้องไป เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่โอกาสจะยูเทิร์นกลับมาหาอีก

“ขึ้นเครื่องบินไปนี่ปล่อยโฮเลยทั้งๆ ที่เกิดมาไม่เคยร้อง เพราะรู้สึกว่าเราทำได้แล้ว มันมีราคาที่ต้องจ่ายเยอะมาก ทั้งความลำบากอดทน การไม่ได้ถูกเอาใจ การทำให้พ่อแม่ผิดหวัง นี่มันเหมือนฝันเลย”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

05 วัดเส้าหลิน

ชารีฟปักหลักเรียนพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ลอนดอน 2 สัปดาห์ก่อนเดินทางสู่กลาสโกว

“ทุกคนสงสัยว่าทำไมไปถึงสกอตแลนด์ เรียนลอนดอนจบมาได้คอนเนกชันชัวร์ๆ แต่ตอนนั้นผมอยากเจอตัวเองเพราะรู้สึกว่ายังมีอะไรข้างในที่ปริญญาตรีสี่ปียังเค้นออกมาไม่ได้ และรู้สึกว่าอยากโฟกัสการเรียนจริงๆ กลาสโกวเป็นเหมือนวัดเส้าหลินของเรา ลอนดอนเหมาะจะเป็นเวทีแสดงผลงานมากกว่า

“พอมาเรียนจริง เรากลายเหมือนเป็นประชากรโลกที่สาม จำได้ว่าวิชา Design Method ในคลาสเถียงกันเรื่องสีแดงสวยไม่สวย เราไม่เคยถูกสอนแบบนี้เลย เวลาอาจารย์คอมเมนต์ก็บอกแค่ว่าใช้สีแดงแบบนี้มันเห่ย ไม่อธิบายเพิ่ม ความจริงสีแดงไม่ได้มีความผิด แต่สีแดงบางเฉดผิดในบริบทที่ไม่ถูกกับมันเท่านั้น”

นอกจากวิธีการสอนแตกต่างจาก อีกสิ่งที่ทำให้เขาหลงใหลแวดวงออกแบบเมืองนอกคือ Design Community

“ที่นี่ซัพพอร์ตกันมาก ไม่ใช่ว่าคุณทำงาน Luxury แล้วเหนือกว่าคนอื่น ดีไซเนอร์ นอกจากต้องวิพากษ์วิจารณ์เป็น วันหนึ่งที่เพื่อนร่วมวงการประสบความสำเร็จ ก็ต้องแสดงความยินดีและให้กำลังใจเป็นด้วย นี่คือสิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงเราให้เข้มแข็ง มองปัญหาทั้งหมดเป็นเรื่องบททดสอบ”

ชารีฟใช้ชีวิตอย่างสมถะเพื่อให้อยู่ตลอดรอดฝั่ง กระทั่งเรียนจบมาได้อย่างเก่งกาจด้วยทีสิสที่เขาสุดแสนจะภูมิใจ โดดเด่นจนคณาจารย์ออกปากชม และได้รับคัดเลือกให้เป็นทีสิสที่ดีที่สุดของสกอตแลนด์จากสภาสถาปนิกแห่งสหราชอาณาจักร แต่เหนือกว่ารางวัลสรรเสริญ คือวิธีคิดอันล้ำค่าที่ไม่มีใครขโมยไปจากเขาได้

“ตอนเรียนจบก็นั่งตกตะกอนกับอาจารย์ จนพบว่าเราเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยในเชิงวิธีคิด แต่ตัวตนกลับยังอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหน อาจารย์บอกว่าโลกตะวันตกกำลังจะเปลี่ยนมาถ่อมตัวแบบเอเชีย เลยอยากให้เราเก็บวิธีการทำงานที่อ่อนน้อมแบบนี้ไว้ มันทำให้เราอยู่ที่ไหนก็ได้ และจงใช้ทักษะการวิพากษ์แบบยุโรปควบคู่ไปด้วย จึงจะอยู่รอดในวงการนี้”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness
เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของ ‘ชารีฟ ลอนา’ จากเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

06 Before Glory

“จำได้ว่าสองเดือนแรกเร่ร่อนไร้ที่อยู่”

เขาเผยจุดหักมุมอีกครั้งในชีวิต หลังจากตัดสินใจรับงานเป็นสถาปนิกในบริษัทหนึ่งกลางกรุงลอนดอนทันทีหลังเรียนจบ

“เพราะทำงานแล้วเงินเดือนยังไม่ออก โชคดีได้อาศัยอยู่หอเพื่อน แต่ก็ต้องแอบยามเวลาเข้า-ออก เดี๋ยวนี้เพื่อนยังแซวเลยว่าเป็นคุณชารีฟแล้วนะ แต่ก่อนยังนอนใต้เตียงกูอยู่เลย (หัวเราะ) จนได้อยู่ห้องพักจากเพื่อนชาวเกาหลีที่มาเช่าไว้แล้วต้องกลับไปเกณฑ์ทหาร ผมได้รับความช่วยเหลือมาตลอดเลยเข้าใจดีว่าชีวิตคือการให้โอกาส”

สถาปนิกไทยผู้นี้ไม่ย่อหย่อนต่ออุปสรรค ทุ่มเททุกทักษะ ทำงานจนฉายแววเข้าตาเจ้านาย บอสจึงชวนไปอยู่ที่บ้านที่ริชมอนด์ ย่านคนมีอันจะกินในลอนดอนด้วย เพื่อประหยัดค่าที่พัก วันเวลาล่วงไปพร้อมๆ กับพัฒนาการของชารีฟในสายอาชีพ เขาได้รับมอบหมายภาระงานที่ใหญ่ขึ้น จากพนักงานที่ต้องทำตามคำสั่งสู่ผู้ช่วยบริหารงานออฟฟิศ

“คงเพราะผมทำงานหนึ่งจนได้เรื่อง” -นั่นไง

“ตอนนั้นเป็นยุคที่บรรดาร้านแบรนด์เนมบน Regent Street ให้ดีไซเนอร์ทำ Window Display แข่งกัน ซึ่งเป็นเวทีแจ้งเกิดให้นักออกแบบหลายคน เช่น Faye Toogood ตอนนั้นออฟฟิศผ่านการคัดเลือก ผมเลยเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของงานดีไซน์ทั้งหมด ใส่ความเป็นอาร์ตลงไปด้วย ไม่สถาปัตย์จ๋าๆ งานนี้สร้างชื่อเสียงมากจนเจ้านายเสนอให้ผมร่วมหุ้น

“ผมกลับมาคิดหนักมาก เพราะไม่ได้ชอบกรุงเทพฯ แต่เมืองนี้เลี้ยงเราได้ดี เหมือนปลูกต้นไม้ในดินที่พร้อม ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าจะพยุงธุรกิจนี้ไปต่อได้นานแค่ไหน เพราะอังกฤษกำลังจะออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป หลายบริษัทล้มละลาย ดีไซเนอร์จบใหม่ตกงานระนาว แล้วถ้าอยู่ที่นั่น ผมปฏิเสธสถานะการเป็นพลเมืองชั้นสองไม่ได้ ระหว่างสิ่งที่อยากทำกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ผมเลือกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือทำให้พ่อแม่มีชีวิตที่ดีขึ้น เลยตัดสินใจกลับไทย”

นั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า-เราถาม

“กำกวม ในแง่ความสำเร็จทางอาชีพ มันอาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกที่กลับมานี่ แต่ในแง่วิถีชีวิตดีไซเนอร์ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่ให้แรงบันดาลใจเลย ผมไม่ได้สัมผัสวิถีชีวิตดีไซเนอร์จริงๆ ที่นี่ พอมีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จ ทุกคนทรีตเราเปลี่ยนไป ทำให้ผมอึดอัด แต่อยู่โน่นไม่มีชนชั้นวรรณะ คนมองเราที่ผลงานและหน้าที่มากกว่า

“ช่วงแรกที่กลับมาผมไม่ให้สัมภาษณ์เลย เพราะกลัวอะไรๆ จะทำให้คนอื่นมองเราผิดไป ถ้าไม่รู้จักกันคงคิดว่าผมเป็นลูกคนมีเงินที่พ่อแม่ส่งไปเรียนเมืองนอกสบายๆ ความจริง สิ่งเหล่านี้คืออนุสาวรีย์ที่สร้างมาอย่างลำบาก Work Before Glory จริงๆ ผมไม่เคยสำเร็จโดยไม่ขยับตัวหรือมีกลีบกุหลาบโรยไว้ เลยกลัวเพลิดเพลินกับชื่อเสียงแล้วหลงลืมความเป็นเด็กบ้านนอกที่มีความใฝ่ฝันนี้และทุ่มเทกับมันจนสุดตัว กลัวความสำเร็จจะพรากไฟในการทำงานไป”

07 Act of Kindness

แปลว่าตอนนี้ความเป็นเด็กคนนั้นยังอยู่?

“ยังอยู่ครบ และนี่คือวิธีการทำงานของออฟฟิศผม”

หลังจากกลับมาไทยไม่นาน ฝีไม้ลายมือที่ชารีฟฝากไว้ในวงการก่อนไปเรียนต่อ พางานถาโถมเข้ามาหานักออกแบบหนุ่มนักเรียนนอกได้อย่างสมศักดิ์ศรี จนต้องเปิดสตูดิโอ Act of Kindness ฟอร์มทีมยอดมนุษย์ขึ้นมาช่วย

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ผมพยายามอยู่กับงานในสเกลเล็กๆ ที่ยังมีส่วนร่วมกับทุกอย่างและควบคุมคุณภาพของงานได้เต็มที่ ไม่ต้องการเป็นผู้บริหารที่ชี้นิ้วสั่ง เพราะรู้สึกว่าเราเกิดมาต้องทำงานหนักเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง

“อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อ” เขาพักจังหวะ จิบกาแฟเย็น ระยะเวลาพอให้ความสงสัยของเราทำงาน

“การทำงานบนแรงบันดาลใจ เป็นเรื่องคลีเช่ในวงการดีไซน์ การเอาแรงบันดาลใจมาเป็นตัวตั้ง หลายครั้งผลลัพธ์ไม่ได้วิ่งกลับไปสู่แรงบันดาลใจนั้นเลยด้วยซ้ำ คุณแค่เอาแรงบันดาลใจมาสร้างสตอรี่ทำให้เกิด Aesthetic Quality เท่านั้น ผมทำลายโครงสร้างวิธีการทำงานแบบนี้ไปเลยเพราะเราเป็นสถาปนิก คิดเป็นวิทยาศาสตร์ มองอะไรเป็นขั้นตอนเสมอ”

แล้วถ้าไม่เอาแรงบันดาลใจเป็นตัวตั้ง แล้วเอาอะไร-เราข้องใจ

“เอาปัญหาหรือคำถามเป็นตัวตั้ง เพราะงานดีไซน์เกิดขึ้นมาจากสิ่งนี้ อันดับแรกผมจึงพยายามหาคำถามให้เจอก่อน แล้วปล่อยให้ตัวเองสนุกกับการหาคำตอบ ประสบการณ์ระหว่างนั้นจะค่อยๆ เฉลยมาทีละนิด อย่าบังคับให้ตัวเองเห็นคำตอบเดียวเพียง เพราะมีแรงบันดาลใจอันใดอันหนึ่ง เพราะมันคือการหลอกตัวเอง”

“ผมสอนวิธีคิดแบบนี้ให้น้องในทีมเสมอ ตอนแรกๆ เขาก็งงกันนะ เพราะไม่เคยถูกสอนให้คิดวิพากษ์ ปลูกฝังจนกลายมาเป็นวัฒนธรรมการทำงานของเรา”

08 Never Take It for Granted

ชารีฟขยายความต่อทันทีว่า Act of Kindness คือสตูดิโอออกแบบอายุ 6 ขวบ ที่ยึดมั่นในสหวิทยาการ รวบรวมเอาสมาชิกผู้สนใจงานออกแบบหลากหลายแขนงเข้ามาประสานพลังกันทำงาน

“ถ้าเป็นคน ก็คงน่าจะรุ่นพวกผมนี่แหละ สามสิบต้นๆ” ดีไซน์ไดเรกเตอร์เล่าถึงสตูดิโอของเขาโดยใช้ความเปรียบ

“ยังไม่เป็นผู้ใหญ่มาก มีบุคลิกบางอย่างเฉพาะ หวนหาความงามในอดีต แต่ก็พร้อมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงโดยไม่เปลี่ยนตัวตน ไม่ต่อต้านความเป็นไปของสังคม แต่ฉลาดเลือกดึงความเป็นตัวเองเข้ามาผสมยุคสมัยอย่างสนุกขึ้น Re-invent ไปได้เรื่อยๆ”

ปัจจุบัน Act of Kindness ให้บริการดูแล Design Service ครบวงจร ผลงานที่ผ่านมามีทั้งพื้นที่เพื่อการพาณิชย์และที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล ตั้งแต่บ้านเซเลบดาราไปจนถึงร้านค้า คลินิกทันตกรรม และออฟฟิศธนาคาร

“ผมเชื่อว่าการทำงานตามโจทย์ลูกค้ามันลดทอนความเป็นตัวตนของนักออกแบบ ทุกปีผมจึงมีโปรเจกต์พิเศษให้ทีมได้ออกมาจากโต๊ะทำงานที่จำเจ เช่น ทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งตอนแรกไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จมากมาย แต่ปรากฏว่าได้ไปออกงานแฟร์ต่างประเทศ และได้รับคัดเลือกเป็น New Wave Asian Designer 

“การตั้งเป้าสิ่งใหม่ๆ และอนุญาตตัวเองให้มีความเสี่ยงบ้าง ทำให้เราไม่หมดไฟและพร้อมเรียนรู้ใหม่เสมอ ที่สำคัญคือเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้ Take it for granted ว่าเราชนเพดานแล้ว สำเร็จแล้ว พอแล้ว”

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

ไดเรกเตอร์มากความสามารถเล่าต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า หัวใจของการออกแบบสำหรับเขาคือ Kindness หรือความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ปลูกฝังมาจากการเป็นเด็กต่างจังหวัด ยิ่งไปกว่านั้นคือความจริงใจและโอนอ่อนกับสิ่งที่ตัวเองทำเสมอ นี่คือกุญแจซึ่งคอยหล่อเลี้ยงความฝันให้ยังมีแรงขับทะยานไปข้างหน้าได้

“อยากเห็นประเทศเรามียุคทางดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ” เขาเล่าถึงความฝันลึกๆ 

“ในเยอรมนีมี Bauhaus สิงคโปร์มียุค Tropical บ้านเราไม่ใช่ว่าเอาความเป็นไทยมาแปลใหม่เฉยๆ ผมว่ามันควร นิยามความเป็นไทยในรูปแบบใหม่ได้แล้ว อุตสาหกรรมควรขับเคลื่อนไปไกลกว่านี้ พอผมกลับไปสอนนักเรียนจึงถ่ายทอดวิชาอย่างหมดเปลือกเลย อยากให้เขาสร้างการเปลี่ยนแปลง” ชารีฟในบทบาทอาจารย์พิเศษแสดงความคิดเห็น

“สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในวงการการศึกษาแล้วอยากเปลี่ยนแปลงคือทัศนคติของอาจารย์ เด็กคือกระดาษขาว ถ้าบุคลากรยังจำกัดให้เขาอยู่ในกรอบที่คุณเคยทำมาเมื่อหกสิบปีก่อน สอนให้ซาบซึ้งกับโลก แต่คุณยังบังคับจำกัดทุกอย่างต้องอยู่ใน A2 มีหัวกระดาษ ชื่อ วันที่ ตัดสินด้วยวิธีการที่เราเคยเรียนมาในอดีต ก็ไม่ต่างอะไรกับการผลิตสกรูน็อต ไม่ได้ผลิตคอมพิวเตอร์สมองกลอย่างแท้จริง” ชารีฟยกกาแฟขึ้นมาจิบดื่มครั้งที่ 2 ส่งสัญญาณว่าตอบคำถามจบแล้ว

09 คำถามสุดท้าย

บทสนทนาดำเนินมาถึงท้ายชั่วโมงที่ 2 

สถาปนิกและนักออกแบบดูจะเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่และความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งของคู่สนทนาเราอย่างเห็นได้ชัด ความสุขเคล้าความเศร้า สำเร็จเจือผิดหวัง ตามคาดสลับเหนือคาด ชีวิตอันโชกโชนนี้ได้รับอะไรจากอาชีพที่คุณยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาบ้าง-เราถามคำถามสุดท้ายออกไปอย่างไม่ลังเล

“ระดับหยาบที่สุดคือผมมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกทาง มีเงินทอง ได้เจอคนดีๆ ได้ออกไปเจอโลกกว้าง แต่ในระดับที่ละเอียดขึ้น ผมได้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่น ผู้ที่อาจไม่มีโอกาสมากมายอยู่ตรงหน้าเหมือนผม ผู้ที่อาจกำลังตั้งคำถามต่อแนวทางงานดีไซน์ของตัวเองหรือเผชิญอุปสรรคใหญ่เหมือนผม 

“ในระดับละเอียดที่สุด ผมได้เห็นคุณค่าของชื่อเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิเสธมาตลอด ในสถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ผมใช้มันช่วยคนอื่นได้จริง เราไม่ได้รับใช้ทุนนิยมหรือตอบสนองวงการอย่างเดียว เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่าดีไซเนอร์ก็คือมนุษย์ปุถุชน ทำงานเพื่อหาเงิน และช่วยเหลือสังคมได้ด้วย ไม่ได้อยู่กับความสวยงามอย่างเดียวเหมือนที่หลายคนคิด”

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือชีวิตที่แสนสนุกครบรส เป็นบทสนทนาอันวิเศษมากครั้งหนึ่ง

แต่เหนือไปกว่านั้น เราได้เห็นเส้นทางที่สุดแสนขรุขระเต็มไปด้วยขวากหนาม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความมุ่งมั่นตั้งใจและความอ่อนน้อม (Kindness) สมชื่อสตูดิโอเป็นของมีคุณ ทำให้นักออกแบบตรงหน้าคนนี้ อยู่ร่วมกับความสำเร็จอันแสนน่ากลัวได้อย่างแล้วรอดปลอดภัย

5 ผลงานออกแบบที่ชารีฟอยากเล่าให้เราฟัง

01 Magnum Cafe

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“เป็นโปรเจกต์สุดท้ายที่ทำก่อนบินไปเรียนต่อ แล้วทำให้เกิดข้อขัดแย้ง เพราะในขณะที่เรามีชื่อเสียงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้ชีวิตอู้ฟู่ได้ แต่พ่อแม่ยังกินข้าวยำอยู่เลย เลยตัดสินใจทิ้งวงการแล้วไปเรียนต่อ เพราะอยากตัดบท กลัวตัวเองหลงระเริงกับชื่อเสียง ในเชิงวิธีคิด ผลงานนี้เกิดขึ้นจากคำถามที่ตั้งขึ้นมาว่าไอศกรีมอยู่กับศิลปะได้ไหม สรุปว่าได้ เราใช้ดีไซน์ทำให้เกิด Artistic Value ให้แก่แบรนด์ ผสานศาสตร์อื่นมาอีกหลายแขนง เป็นหลักฐานว่าแนวทางเราไม่ผิด”

02 Fun Factory

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ชิ้นนี้เป็นทีสิสของเรา ศึกษาเมืองกลาสโกวว่าทำไมประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ แต่มีสถิติการฆ่าตัวตายสูง และใช้ศาสตร์ Socio-Urban มาวิเคราะห์ เล่นกับวัฒนธรรมการทำงาน เป็นโปรเจกต์ที่อาจารย์ชอบและได้ตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาด้วย เป็นจุดเปลี่ยนที่อาจารย์เข้ามาบอกว่า จากเด็กเอเชียที่ตามเพื่อนไม่ทันตอนแรก มีมุมมองความคิดเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด จนตั้งคำถามกับวัฒนธรรมที่ย้อนแย้งและเสนอวิธีแก้ปัญหาได้”

03 Studio Act of Kindness

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ออฟฟิศนี้สะท้อนความเป็นตัวเราจริงๆ ด้วยสไตล์ คาแรกเตอร์ และอารมณ์ในการออกแบบ” 

04 Whale House

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“นี่คือโปรเจกต์บ้าน พี่โต๋ (นุติ์ นิ่มสมบุญ) ที่สนุกมาก เพราะพี่โต๋ไปทางโมเดิร์น แต่ภรรยาเขาชอบทางยุโรป ผมเลยบิดความแข็งอ่อนจากสองสไตล์ออกมาเป็นองค์ประกอบต่างๆ จนนิยามไม่ได้ว่าเป็นสไตล์อะไรกันแน่ งานนี้ขุดสกิลล์มาใช้เยอะมาก เพราะมีแต่คำถามเต็มไปหมด (หัวเราะ)”

05 Monsoon House

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ชิ้นสุดท้ายขอเลือกบ้านของตัวเอง ผมคงไม่ได้ฝันอะไรไปมากกว่านี้แล้ว Monsoon House เป็นบ้านที่มีคาแรกเตอร์ที่เราคิดขึ้นมา อาจไม่ได้แปลกแต่ว่ามีความหนักหน่วงอยู่ เช่น ผมตั้งใจทำให้ทุกห้องรู้สึกว่าฝนตกตลอด เพราะผมผ่านความเจ็บปวดมาเยอะ ถ้าชีวิตเรียบง่ายจะไม่มีแรงขับเคลื่อน บ้านหลังนี้อาจเป็นตัวปิดท้ายในบทความที่ดี เพราะมันคือแบบจำลองความเป็นเรา ตั้งแต่อ่อนแอที่สุดไปจนถึงสำเร็จที่สุด”

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load