หากอธิบายถึงผลงานของ ไฮเม่ ฮายอน (Jaime Hayon) จำเป็นต้องใช้หน้ากระดาษจำนวนมากเพื่อนิยามถึงความหลากหลายที่มีตั้งแต่ Swarovski Carousel งานอินสตอลเลชันม้าหมุนที่ประดับตกแต่งด้วยคริสตัล 15,000,000 ชิ้นจากออสเตรีย แจกันรูปใบหน้าชวนให้ยิ้ม โซฟาหลังทรงโค้งชวนนั่งสบายที่ได้แรงบันดาลใจมากจากสีหน้าของนกกระทุง รวมถึงงานวาดภาพอีกนับจำนวนชิ้นไม่ถ้วน ราวกับว่าเขามีเวลาวันละ 48 ชั่วโมงมากกว่าคนอื่นๆ

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ในทุกผลงานของเขาคือความสนุกสนาน ความน่ารักกำลังดี มีคอนเซปต์ซ่อนไว้อย่างคาดไม่ถึง ที่ผ่านมา เขายังได้รับรางวัล Best Designer จากนิตยสารชื่อดังทั่วโลกหลายหัว รางวัล Maison & Objet Designer of the year 2010 และนิตยสาร Time กับ Wallpaper ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในนักออกแบบผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค ปัจจุบันนี้เขาเปิดสตูดิโอของตัวเองชื่อ Hayon Studio และเป็นนักออกแบบให้กับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติดัชต์ระดับตำนานอย่าง Fritz Hansen

ด้วยฝีมือและประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีทำให้ชื่อของไฮเม่เป็นทั้งไอคอนและต้นแบบของทั้งนักออกแบบหลายต่อคน เรามีโอกาสได้คุยกับ ไฮเม่ ฮายอน ตั้งแต่เรื่องของแนวคิดการทำงาน จนถึงการจัดการกับวันแย่ๆ และองค์ประกอบเล็กจนใหญ่ในชีวิต ที่ทำให้เขาสร้างสรรค์ผลงานได้ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

เราเห็นอารมณ์ขันปรากฏบ่อยครั้งในผลงานของคุณ อะไรคือสิ่งที่หล่อหลอมให้คุณมีความสนุกหรืออารมณ์ขันได้อย่างทุกวันนี้

ผมคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนผมเองนะ คนสเปนมักมีนิสัยเปิดกว้างและเราไม่ชอบทำให้ชีวิตซีเรียส ผมบอกเสมอว่าสไตล์ของผมและวิธีที่ผมมองเห็นชีวิตคือความสนุกแบบจริงจัง นั่นหมายถึงในสิ่งที่จริงจังมากๆ แต่ยังคงความสนุกอยู่ ผมทำสิ่งต่างๆ ให้มีคุณภาพดี ในเวลาเดียวกันก็เติมส่วนของความสนุกเข้าไป

ไฮเม่ ฮายอน เติบโตมาอย่างไร

ผมเติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยพลังบวก ครอบครัวผมแฮปปี้สุดๆ เวลาผมวาดรูปหรือเวลาผมค้นพบอะไรใหม่ๆ ผมเกิดใน ค.ศ. 1974 ปีเดียวกับที่สเปนยุติการปกครองจากระบอบเผด็จการจาก นายพลฟรานซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) พ่อแม่ผมนี่เหมือนกับ “ในที่สุดเขาก็ตายเสียที!” ผมเลยเติบโตมากับเมืองที่ทุกคนมีความสุข เต็มไปด้วยอิสรภาพ เจเนอเรชันของผมเติบโตมาด้วยอิสรภาพที่สร้างขึ้นมาจากการถูกกดขี่ของคนรุ่นก่อน 

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

เพราะงั้น ผลงานของคุณหลากหลายมาก ตั้งแต่งานพิมพ์ ภาพวาด เฟอร์นิเจอร์ จนถึงงานอินสตอลเลชัน แล้วคุณเคยคิดถึงเรื่องของขีดจำกัดในการทำงานบ้างไหม

ผมไม่มีข้อจำกัดเลย ผมเคยคิดและบอกกับตัวเองว่า “คุณจำเป็นต้องเลือกว่าจะเป็นนักออกแบบ ศิลปิน สถาปนิก ตกแต่งภายใน จิตรกร” แต่ถึงจุดหนึ่งไม่จริงเลย เพราะอย่าง ลีโอนาโด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) ก็ไม่จำเป็นต้องเลือก เขาทั้งวาดภาพโมนาลิซา และเป็นวิศวกรออกแบบเครื่องบินไปด้วย มีเกลันเจโล (Michelangelo) หรือ ปิกัสโซ (Picasso) เองก็ไม่ต้องเลือกเหมือนกัน 

ถ้าหากคุณเป็นคนสร้างสรรค์ คุณจะมีโอกาสในการค้นหาความถนัดใหม่ๆ เสมอ ผมไม่มีปัญหาในทำงานกับแบรนด์อื่น ผมทั้งออกแบบโรงแรม ออกแบบเก้าอี้ที่ทรงสวยงามมาก มันเป็นวิธีการพูดภาษาของผมออกไป เพราะผมมีบทสนทนากับความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง ข้อจำกัดคือสิ่งที่คุณตั้งขึ้นมาเอง และคิดว่าไม่ควรจำกัดกรอบของความคิดสร้างสรรค์ด้วย

ปัญหาคือ โลกนั้นสร้างข้อจำกัดให้เรา ไม่ใช่เป็นเราที่ไปสร้างข้อจำกัดให้โลก 

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ
Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

แล้ววิธีการทำงานแบบไร้ข้อจำกัดของคุณเป็นแบบไหน

ผมทำงานต่างกับคนอื่นในวงการ โดยเฉพาะกับธุรกิจศิลปะและการออกแบบ ผมคาดการณ์ไปก่อนล่วงหน้า ฝันถึงว่าอยากจะทำอะไรและมองหาคนที่ใช่ในการทำงานด้วย

ผมไม่รอให้มีบางคนเข้ามาหาและพูดว่า “เราต้องการเก้าอี้แบบนี้ หรือร้านอาหารแบบนี้” ผมจะฝันว่า “ถ้าหากผมมีร้านอาหารของตัวเอง หน้าตามันจะเป็นอย่างไรนะ” ส่วนใหญ่ผมอยู่ในจักรวาลของตัวเอง และโลกมันช่างกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ตื่นขึ้นมาทุกเช้าด้วยสารพัดไอเดียที่วิ่งอยู่ในหัว เป็นโลกใหม่ในทุกๆ วัน

หลังจากทำงานมากว่ายี่สิบปี ผมมีภาษาที่ผู้คนจดจำได้ มันเลยเป็นเรื่องง่ายในการตีพิมพ์หนังสือใหม่สักเล่ม ทำหน้าร้านใหม่สักแห่ง เพราะเหมือนมีสูตรอาหารอยู่กับตัวเสมอ ฉะนั้น หากคุณมีภาษาของตัวเองเมื่อไหร่ คุณจะโชคดีเมื่อนั้น เพราะว่าคุณไม่ต้องพยายามเป็นเหมือนใครสักคน ไม่ต้องเรียนไวยากรณ์ใหม่ๆ

กว่าจะออกมางานหนึ่งชิ้น กระบวนการคิดของคุณเป็นอย่างไร

ขั้นตอนการทำงานส่วนใหญ่เริ่มจากการพูดคุยกับลูกค้า ไม่สำคัญเลยว่าเขาจะเป็นใคร คุณจำเป็นต้องตั้งใจฟังให้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไร และพูดคุยกันให้มาก อาจมีนักสะสมผลงานศิลปะที่ต้องการภาพวาด แกลเลอรี่ที่อยากมีนิทรรศการ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์อย่าง Fritz Hansen ที่ต้องการเก้าอี้แบบใหม่
จากนั้นผมจะสื่อบางความรู้สึกออกไป เช่น เริ่มต้นพูดไปว่า “เก้าอี้ตัวนี้ต้องมีทรงโค้งมนเล็กน้อยและน้ำหนักเบา” จากประโยคนี้ คุณจะสังเกตได้ว่าเราเลือกอะไรกันไปแล้ว นั่นคือไม่เอาเก้าอี้ที่หนักและทรงเหลี่ยมใช่ไหม ค่อยต่อด้วยคำถาม “เอาแบบที่ยกเคลื่อนย้ายได้ง่ายด้วยไหม นั่นหมายถึงต้องมาในขนาดที่เหมาะสม ไม่เกินห้าสิบเซ็นติเมตร” หากคุณจับตรงนี้ได้ ไอเดียก็เกิดขึ้นมากมายมหาศาล

เหมือนเวลาไปปั๊มน้ำมัน ถ้าจะเติมให้รถมอเตอร์ไซค์ต้องใช้กรวยใช่ไหม คุณจำเป็นต้องมีฟิลเตอร์คอยกรองทุกอย่างที่ออกมา เพื่อหาส่วนสำคัญ สิ่งที่ลูกค้าต้องการ สิ่งที่ขาดไปในอุตสาหกรรม ความคิดของตัวคุณเอง สำหรับผมแล้ว ในช่วงเริ่มงาน เปิดใจให้กว้างเป็นอิสระมากๆ ปล่อยทุกอย่างลอยขึ้นไปในอากาศ และพิจารณาทีละชิ้น ค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย เริ่มทำให้ไอเดียทั้งหมดแคบลงจนได้ไอเดียที่ใช่ 

ผมคิดว่าการออกแบบที่ดีและความคิดสร้างสรรค์ในงานศิลปะทั่วไปต้องการใจที่เปิดกว้าง เหมือนเด็กเล็กในช่วงแรกเริ่ม ก่อนค่อยๆ เรียนรู้มากขึ้นเพื่อสร้างสิ่งที่ถูกต้องจากไอเดียเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

ทำไมการออกแบบที่ดีหรือความคิดสร้างสรรค์ถึงควรเริ่มจากไอเดียเล็กๆ น้อยๆ 

ตอนสอนในมหาวิทยาลัย ผมบอกกับนักศึกษาเสมอว่าควรเริ่มจากศูนย์ พวกเขาจะโวยวายว่า “พวกเราจะโชว์งานของตัวเองให้อาจารย์ดูได้ยังไง ถ้าไม่ได้โชว์รูปจากในมือถือหรืออินสตาแกรม” ผมจะตอบกลับไปว่า “ไม่เลย คุณบอกผมจากเรื่องเล่าที่ดีได้” ซึ่งนั่นคือความจริง

ถ้าผมบอกคุณถึงสถานที่ที่ไม่เคยไปเห็น หรือถ้าบอกข้อมูลว่า “ของชิ้นนั้นไม่มีเหลี่ยมมุม ผมต้องการให้ทุกอย่างโค้งมน โค้งที่ตรงนี้และตรงนั้น บอกคู่สีที่ใช้ มีสัมผัสที่ให้ความรู้สึกเหมือนผิวทรายแต่ก็นุ่มนวล” คุณจะหลับตานึกภาพออกได้อย่างชัดเจนเลย บางครั้งจึงเป็นเรื่องดีกว่าหากไม่เริ่มจากการวาดตั้งแต่แรก เพราะคุณคิดภาพในหัวล่วงหน้าไปได้ไกลกว่านั้น

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ
Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

คุณใช้วิธีไหนแปลงไอเดียจากความคิดนามธรรมให้กลายเป็นผลงานจริงได้

ผมพยายามคิดไปถึงผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการและเทคนิคที่จะใช้ งานของผมเริ่มเปลี่ยนจากฟรีสไตล์มาเลือกใช้วัสดุอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพราะต้องทำงานฝีมือหรืองานทำมือ ผมเป็นคนประณีตมาก ถ้าทำเฟอร์นิเจอร์สักชิ้น ผมจะทำงานร่วมกับช่างฝีมือ คนในอุตสาหกรรม ผมจะตรวจสอบว่าสมบูรณ์แบบหรือยัง

ผมมักมีภาพชัดตั้งแต่ตอนเริ่ม เห็นเลยว่าสิ่งต่างๆ จะต้องเป็นไปอย่างไร และสื่อสารกับช่างได้ว่าสิ่งนี้โอเค และสิ่งนั้นไม่โอเค ทุกขั้นตอนในการทำงานล้วนเป็นเรื่องท้าทาย แต่ในท้ายที่สุดแล้วไม่ง่ายเลย มันเกี่ยวกับต้นทุน ความสมดุล และเวลา 

ทำไมทุกขั้นตอนการทำงานถึงท้าทาย แล้วจัดการความไม่ง่ายนั้นอย่างไร

ถ้าเป็นฐานะศิลปิน มีคนเดินมาบอกว่าเราชอบงานคุณมาก และต้องการซื้อผลงานชิ้นนี้ นั่นคือจบ แต่สำหรับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ มันคือการลงทุนของบริษัท มีการเตรียมเนื้อผ้า การทำการตลาด การกระจายสินค้า เรื่องของน้ำหนักและจำนวน ราคา ว่าไปจนถึงความคงทน การออกแบบเป็นเรื่องของความสนุก แต่ก็เป็นเรื่องของความถูกต้องแม่นยำด้วย คุณพลาดไม่ได้เลย ไม่มีพื้นที่สำหรับเรื่องนั้น การออกแบบมันดูง่ายถ้าเป็นคนนอกมองเข้ามา แต่ถ้าหากคุณเผชิญหน้ากับเจ้าของธุรกิจแล้ว ไม่ง่ายเลย พวกเขาต้องการตัวเลขที่เป๊ะสุดๆ คุณบอกไปว่า “ลองเลขนี้ดูสิ” ไม่ได้ คุณต้องพูดอย่างมั่นใจว่า 1.3 มิลลิเมตรคือค่าที่ถูกต้อง เพราะว่าผมลอง 1.4 1.5 1.6 และ 1.7 มาแล้ว

คุณเล่าว่าเริ่มทำงานด้วยการสเก็ตช์ เหมือนใช้สมุดเป็นสื่อบันทึกไอเดียต่างๆ และเล่าวิธีคิดเสมอ ในเวลาว่างคุณสเก็ตช์ภาพเพื่อความสนุกบ้างไหม

ผมทำนะ การวาดของผมมีสองแบบ หนึ่งคือ วาดแบบมีตรรกะ เป็นสิ่งที่ใช้ความคิดและเพื่อหาทางแก้ปัญหาบางอย่าง เป็นส่วนที่ซีเรียสของผม วาดตอนที่คิดว่าจะเลือกทำแบบไหนดีกว่า ซึ่งเป็นวิธีคิดเชิงคณิตศาสตร์มากๆ ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ วาดเป็นอิสระเลย ตื่นขึ้นมาแล้ววาดอะไรก็ตามที่ขึ้นมาให้หัว เหมือนเป็นไดอารี่ ซึ่งวาดมาแล้วหลายเล่มมากๆ นี่คือวิธีที่ผมเติบโตมากับจินตนาการและความคิดของตัวเอง เพราะจากจินตนาการเหล่านั้น ผมดึงเอารูปร่าง รูปทรง และสิ่งใดๆ ก็ตามกลับมาใช้ในงานต่างๆ ทั้งประติมากรรม ผลงาน หรืออินสตอลเลชัน

ผมชอบวาดรูปเพี้ยนๆ แม้ว่ามันจะไม่เมกเซนส์ บางทีคุณอาจนึกขึ้นมาได้ว่า “เราทำรูปทรงนี้ได้ดี ควรใช้รูปทรงนี้ในผลงานชิ้นต่อไป” ในการวาดรูปเล่นๆ ผมก็จริงจังกับมันมาก ผมมีสมุดสเก็ตช์ติดตัว ไม่ว่าเดินทางไปไหนก็พกไปด้วยทุกที่ และวาดรูปนู่นนี่ตลอดเวลา จนมีหลายเล่มมากๆ หากต้องโชว์ให้ดู คุณอาจหัวใจวายตายไปเลย (หัวเราะ)

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

ในฐานะนักออกแบบที่อยู่ในวงการมานาน คุณคิดว่า ‘แรงบันดาลใจ’ ยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ไหม

จำเป็น เพราะแรงบันดาลใจเป็นสิ่งที่เปิดโลกให้กับคุณ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและเราต้องใช้มันด้วย

งานออกแบบ ข้อดีคือเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในสังคม เปลี่ยนมุมมอง ช่วยเหลือผู้คนหรือช่วยชีวิตคุณได้ ลองนึกถึงช่วงเวลาที่เราอยู่กับ COVID-19 ตอนนี้สิ กลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์มากมายมีส่วนร่วมในการออกแบบหน้ากากจนถึงเครื่องช่วยหายใจ หรือมีคนจำนวนเท่าไหร่ที่ต้องติดอยู่ที่บ้าน แล้วนึกได้ว่าควรทำอะไรสักอย่างให้ดีขึ้น นั่นคือแรงบันดาลใจสำหรับผม

ผมทำโต๊ะใหม่ให้กับพิพิธภัณฑ์ในมาดริด มีนิทรรศการจัดแสดงอยู่ตอนนี้ และตั้งชื่อว่า Connected ซึ่งแรงบันดาลใจมาจากมีดพับสวิส หลักการทำงานเหมือนกัน คุณแยกและนำชิ้นส่วนไปไว้ตรงไหนในบ้านก็ได้ จะใช้เป็นโต๊ะกินข้าว โต๊ะทำงาน ตามแต่ละส่วน

ผมใช้เวลาส่วนมากในบ้าน และคิดว่าโต๊ะที่มีมันไม่เวิร์กเอาเสียเลย ผมต้องการโต๊ะที่น่าสนใจกว่านี้ เลยเป็นที่มาของไอเดียโต๊ะเพี้ยนๆ ตัวนี้ ตอนทำงานก็ตื่นตาตื่นใจสุดๆ ผมตั้งชื่อว่า Mesamachine ภาษาสเปนที่แปลว่า Table Machine ทำจากไม้เนื้อแดง เป็นงานทดลองที่ให้ประสบการณ์ที่ดี และเป็นตัวอย่างของการได้แรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นในช่วง COVID-19

คุณได้รับแรงบันดาลใจจากทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ นักสร้างสรรค์ นักออกแบบ ศิลปินไม่เคยหยุดสร้างสิ่งใหม่ เพราะพวกเขามีความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

นอกจากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน อะไรสร้างแรงบันดาลใจให้คุณอีกบ้าง

ผมมีลิสต์สถานที่ในใจเสมอไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะกับประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ที่ดีสำหรับค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไม่สิ้นสุด ผมจะบอกความจริงกับคุณหนึ่งอย่างว่า ที่นี่ให้แรงบันดาลใจในการทำงานกับผมไปตลอดกาล ผมเจอวัฒนธรรมที่งดงาม เจอสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนน ตลาด ผู้คนมากมาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ความสร้างสรรค์ก็เกิดขึ้นที่นั่น 

ผมเป็นพลเมืองโลก ผมรู้จักหลายสถานที่และที่เหล่านั้นก็ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ที่ผมมี ต่อชีวิตที่ผมใช้ 

ถ้าไปปารีส ผมจะไปพิพิธภัณฑ์ เป็นที่โปรดเหมือนกับนิวยอร์ก ลอนดอน กรุงเทพฯ ทุกที่มีความสวยงามของตัวเอง และมันทำให้เข้าใจว่าถ้าอยากทำงานให้เป็นสากล ต้องเข้าใจว่าผู้คนเข้าใจและไม่เข้าใจอะไร

คุณรักษาลายเซ็นของตัวเองพร้อมกับนำเสนอเอกลักษณ์ของแบรนด์นั้นๆ ได้อย่างไร

   ผมพูดเสมอว่านั่นคือการร่วมมือ จากประสบการณ์กว่ายี่สิบปี ผมคิดว่าส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาแฮปปี้ถ้าได้ทำงานร่วมกับคนที่มีลายเซ็นเป็นของตัวเอง เพราะพวกเขารู้ว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น 

ในช่วงที่ผมเริ่มต้นเส้นทางนี้ ลวดลายของผมชัดเจนเอามากๆ แบรนด์ต่างๆ เลยกลัวนิดหน่อยว่างานของผมจะไปกลบเอกลักษณ์ของพวกเขา พวกเขาอาจจะชอบหากตอนนั้นผมโด่งดังแล้ว สิ่งนี้เลยทำให้ผมพยายามเข้าใจสิ่งที่ตัวเองเป็น และหาวิธีสร้างงานคุณภาพดี เพื่อสะท้อนสิ่งที่ทั้งผมและแบรนด์เป็น 

ผมลองหาภาษาทางการออกแบบของตัวเอง อย่างเช่นการทำงานร่วมกับ Fritz Hansen ผมเริ่มใส่สิ่งที่เรียกว่าสำเนียงลงไป เช่น ความเป็นสแกนดิเนเวีย ความนุ่มนวล และสีที่คิดมาเป็นอย่างดี แต่ถ้าทำงานกับร้านอาหารในฝรั่งเศสหรืองานอินสตอลเลชันในญี่ปุ่น งานของผมจะระเบิดความฉูดฉาดออกมาเต็มพลัง เติมไอเดียหลุดโลก ซึ่งไม่เป็นปัญหาเลยในการผสมสไตล์ของตัวเองเข้าไปในผลงาน 

ล่าสุดเพิ่งเปิดตัวประติมากรรมสำหรับเด็กในสวนสาธารณะที่เกาหลี สีสันสดใสและสไตล์เกาหลีมากๆ ก็ถือเป็นไฮเม่ที่เกาหลีใต้ ตอนนี้ก็เป็นไฮเม่ที่ประเทศไทย มีกลิ่นอายของแบรนด์ แต่ก็ยังเป็นตัวผมอยู่

Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ
Jaime Hayon นักออกแบบสเปนที่เกิดในยุคเผด็จการตาย ไม่มีข้อจำกัดการสร้างสรรค์งานทุกรูปแบบ

การได้ร่วมงานกับ Fritz Hansen เปลี่ยนชีวิตคุณขนาดไหน

ถ้าหลายปีก่อน คุณไปถามนักศึกษาที่ชื่อ ไฮเม่ ฮายอน เขาไม่มีวันฝันถึงเลยว่าจะได้ทำงานร่วมกับ Fritz Hansen ที่ถือเป็นสุดยอดบริษัทด้านการออกแบบ เหมือนฮอลลีวูดแห่งโลกดีไซน์ งานสถาปัตยกรรมทั่วโลกต้องการเฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์นี้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ซึ่งพวกเขามองหาใครสักคนที่มีเอกลักษณ์ มีวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง

สำหรับผม ช่างโชคดีที่ได้รับเลือกให้ทำงานร่วมกัน จนในวันนี้ ผมได้ไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์การออกแบบที่เดนมาร์ก ซึ่งมีผลงานจากสถาปนิกและนักออกแบบทั่วโลก และผลงานของผมเป็นหนึ่งในนั้น โดยเป็นนักออกแบบจากสเปนเพียงคนเดียว (หัวเราะ) ได้เป็นส่วนหนึ่งกับประวัติศาสตร์การออกแบบที่ยิ่งใหญ่ และผมเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ทำงานออกแบบร่วมกันกับพวกเขา
ผมทำงานกับ Fritz Hansen มายาวนาน ออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่เป็นคอลเลกชันพิเศษให้กับแบรนด์ โดยพยายามทำให้เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ผมเริ่มจากโซฟาก่อน แล้วค่อยมาเป็นเก้าอี้ รวมถึงของตกแต่งอีกหลายชิ้น จนมีโอกาสออกแบบหน้าร้านที่กรุงเทพฯ ผมชอบไอเดียการเปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็นโชว์รูม ประสบการณ์ทำงานร่วมกับ Fritz Hansen ทำให้ผมได้เรียนรู้อย่างมาก ออกแบบผลงานพิเศษ และได้คิดสิ่งใหม่ ทั้งกับการเลือกใช้วัสดุหรือการผสมเทคนิคในเชิงการผลิต Fritz Hansen เป็นพาร์ตเนอร์ที่ดี ถือว่าเป็นบริษัทที่จริงจังมากเลยทีเดียว

ตัวคุณเองเคยมีวันที่แย่บ้างไหม อย่างเช่นวันที่แผนต่างๆ หรือไอเดียไม่เป็นไปอย่างที่คิด คุณทำอย่างไรกับวันเหล่านั้น

ผมมีวันแย่ๆ บ่อยเลย มันเป็นวันปกติในชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คุณจะมีวันเหล่านั้น เพราะหากไม่มีวันที่แย่ คุณจะไม่มีวันที่ดีได้ สำหรับตัวผมมันเหมือนการต่อสู้ เพราะว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่งานประจำแบบเข้าเก้าโมงเช้า เลิกห้าโมงเย็น งานสร้างสรรค์นั้นต้องดิ้นรน ยากเย็น มืดหม่น และเป็นช่วงเวลาของความกลัว เมื่อคุณออกแบบอะไรสักสิ่งหนึ่ง คุณเปิดเผยตัวเองในสิ่งนั้น คุณฝากจิตวิญญาณเข้าไปในผลงาน

คนทั่วไปรู้ว่าผมเป็นคนสนุกสนาน คิดบวก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เป็นทุกข์มากกับวันที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิด เอาเข้าจริงผมรักวันแย่ๆ และรักช่วงเวลาแห่งความเศร้า ผมขอบคุณทุกวันแย่ๆ เหล่านั้น เพราะได้เรียนรู้กับทุกอย่าง เหมือนแนวคิดหยินกับหยาง สัญลักษณ์อันน่ามหัศจรรย์ เป็นเรื่องจริงที่ว่าคุณจะไม่มีวันเห็นความสวยงาม ถ้าคุณไม่เคยรู้จักกับความน่าเกลียดมาก่อน คุณจะมองไม่เห็นความเลวร้ายถ้าคุณไม่เคยเห็นความดีงาม ใช้กับความคิดสร้างสรรค์ได้เหมือนกัน ในวันที่แย่ที่สุด คุณอาจคิดไอเดียที่ดีที่สุดได้ เราก็แค่ต้องเปิดรับทุกอย่างที่เข้ามา เปิดรับสิ่งเหนือความคาดหมาย เแล้วสนุกไปกับมัน

การที่คุณเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ชีวิตเปลี่ยนไปบ้างไหมเมื่อเทียบกับตอนเป็นนักศึกษาด้านการออกแบบ

ผมไม่ได้สนใจตรงนั้นมากเท่าไหร่ เพราะคนที่รู้จักผมจริงๆ จะรู้ว่าผมไม่ได้เปลี่ยนไป ยังเป็นคนเพี้ยนๆ เหมือนเดิม ว่ากันตามตรง คำว่าความสำเร็จหรือการที่มีคนจดจำเราได้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย สุดท้ายเราตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้อยู่ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ทำในสิ่งที่รักและยังคงทำต่อไปได้อยู่ มีชีวิตอยู่แม้นักสะสมงานศิลปะบางคนจะอยากฆ่าผม เพราะราคาผลงานที่สูงลิบก็ตาม (หัวเราะ)

ไม่มีอะไรเปลี่ยนจริงๆ เหรอ

ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดก็คงเป็นการที่ไม่ต้องแสดงหรือสาธิตสิ่งที่ผมทำได้กับลูกค้าหรือผู้รับชมงานอีกแล้ว พวกเขาเชื่อใจผมมากขึ้น ในเมืองที่มีผลงานหรือนิทรรศการของผมจัดแสดงอยู่ เวลาผมเดินตามถนนอาจต้องหยุดเป็นระยะ เพราะว่ามีบางคนอยากจะทักทายผมบ้าง ผมโอเคเลยนะ เพราะผมเองก็เป็นแฟนคลับของหลายคนเหมือนกัน (หัวเราะ)

Writer

กมลกานต์ โกศลกาญจน์

นักเขียนอิสระที่สนใจเรื่องงานออกแบบ สังคม และวัฒนธรรม ชื่นชอบการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะอยากเรียนรู้ในความแตกต่างที่หลากหลายของโลกใบนี้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ถ้าลองเข้าเว็บไซต์งานส่วนตัวของ ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ปี จะพบว่านิยามคำว่า ‘ภาพประกอบ’ ของเธอกว้าง ตั้งแต่ภาพวาด แอนิเมชัน ของเล่นไขลาน ตุ๊กตา ไปจนถึงพรม 

สำหรับลันลัน ภาพประกอบคือการสื่อสารโจทย์ผ่านศิลปะ จึงไม่จำเป็นต้องอยู่เฉพาะบนกระดาษสองมิติ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน ถ้ามันทำหน้าที่เล่าเรื่องได้อย่างหมดจด ก็ถือเป็นภาพประกอบที่เยี่ยมยอดแล้ว

ในอีกแง่มุมหนึ่ง หลายครั้งลันลันก็ใช้ภาพประกอบมาเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองด้วยเช่นกัน เธอกล่าวถึงเรื่องที่เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเจอเอง ผ่านกลิ่นอายลายเส้นภาพนิทานสำหรับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการคิดฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ ที่ใช้ปลาว่ายวนเป็นตัวแทนการคิดเวียนไปมาตอนตี 3 ตัวการ์ตูนสัตว์ประหลาดคล้ายหมาที่กินไม่หยุดในช่วงกักตัว หรือปัญหาในครัวอย่างถังข้าวที่โดนรุกรานจากผีเสื้อกลางคืน

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ความน่ารักในงานของลันลันโลดแล่นอยู่บนเวทีประกวดระดับโลกมาแล้วตั้งแต่ตอนเธอเรียนมัธยมปลาย งานของศิลปินวัยเยาว์ได้รับเลือกบนเวทีการประกวด Young Arts : Merit Award ค.ศ. 2014, 2015 และ 2016 โดยจัดแสดงผลงานที่ Disney Concert Hall ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ช่วงมหาวิทยาลัย ลันลันเป็นศิลปินในรอบสุดท้ายเวที Arte Laguna Prize 2018 ได้จัดแสดงผลงานที่เวนิส ประเทศอิตาลี (ลันลันแอบกระซิบมาว่า ปีนี้งานของเธอได้รับเลือกอีกครั้ง) ปีถัดมา เธอเข้ารอบสุดท้ายเวที RWS Royal Watercolor Society 2019 ได้จัดแสดงงานที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมถึงได้เป็นศิลปินรับเชิญจัดแสดงผลงานที่ IYN Gallery ณ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และเข้ารอบสุดท้ายบนเวที Society Of Illustration ค.ศ. 2020, Association of Illustration ค.ศ. 2020, Society Of Illustration West ค.ศ. 2021

ศิลปินมากฝีมือคนนี้ยังเคยร่วมงานกับ Oliver Chin บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Immedium ผู้แต่งหนังสือสำหรับเด็กมาแล้วกว่า 15 เล่ม รวมถึงเคยร่วมงานกับ Tom Kracauer และ Sean Hernandez ศิลปินผู้ทำงานผ่านหลากหลายสื่อและเทคนิค นอกจากนี้ เธอยังทำงานอาสาสมัครเป็นครูศิลปะจากผ้า (Fiber Art) ให้กับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษในมูลนิธิ Exceptional Children Foundation

ไม่ว่าคุณจะเคยรู้จักเธอมาก่อนหรือไม่ เราอยากชวนลันลันมาพูดคุยเรื่องการเติบโตไปพร้อมกับศิลปะ ที่พาความฝันการศิลปินจากประเทศไทยมายัง Interlochen Arts Academy โรงเรียนศิลปะที่รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา สู่ Rhode Island School of Design (RISD) มหาวิทยาลัยศิลปะซึ่งโด่งดังด้านการสอนศิลปะภาพประกอบ และอาชีพปัจจุบันในฐานะนักวาดภาพประกอบอิสระในลอสแอนเจลิส พร้อมคุยถึงที่มาของความหลากหลายทางเทคนิคที่เธอใช้ในงานศิลปะ ธรรมชาติอันเป็นแรงบันดาลใจมาตลอด อนาคตก้าวต่อไปที่ใฝ่ฝัน และกระแสในปัจจุบันอย่าง NFT หรือตลาดศิลปะดิจิทัล

มาเริ่มบทสนทนาที่จะทำให้เราอยากหยิบสิ่งใกล้ตัวมาประดิษฐ์งานศิลปะกันเถอะ 

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส
ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ ทำภาพประกอบกับแอนิเมชันอยู่ แล้วก็ทำพรมขาย มีโปรเจกต์อยู่ในช่วงเซ็นสัญญา วาดภาพประกอบกับสำนักพิมพ์จากฝรั่งเศส เขากำลังจะทำหนังสือเกร็ดความรู้เรื่องสัตว์ต่างๆ ส่วนที่เราเข้าไปรับผิดชอบคือ หอยทาก

ทำไมภาพของลันลัน ส่วนใหญ่ถึงเป็นสัตว์กับธรรมชาติ

เราโตมากับธรรมชาติ ครอบครัวเราทุกคนชอบต้นไม้ ที่บ้านปลูกต้นไม้แนวป่าฝนเยอะมาก วิ่งเล่นในสวนของหมู่บ้าน ต้นไม้ก็เยอะ เรียนโรงเรียนรุ่งอรุณก็อยู่กับธรรมชาติ พอชีวิตล้อมรอบด้วยธรรมชาติ เลยได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน

ตอน ม.1 คุณพ่อคุณแม่พาไปดำน้ำ เราเห็นปลาเยอะๆ แล้วชอบมาก มันดูอิสระ สีสันสวย เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ชอบวาดปลา

พอทำงานจากสิ่งรอบตัวแบบนี้ ตอนย้ายมาเรียนมัธยมปลายที่มิชิแกน เลยเริ่มมีสัตว์อื่นมากขึ้นอย่างกวาง กระรอก ไม่ใช่แค่งูหรือปลา เพราะมันคือสัตว์ที่เห็นในโรงเรียน หรือต้นไม้ต่างๆ อย่างตอนนี้อยู่แอลเอ บรรยากาศรอบตัวเป็นทะเลทราย ก็มีกระบองเพชรหรือทิวทัศน์ทะเลทรายในภาพมากขึ้น มันเปลี่ยนไปตามสถานที่

แล้วสัตว์ประหลาดมาจากไหน

ตอนมัธยมปลาย เราเริ่มเอาสัตว์หลายๆ ชนิดมาผสมกัน พอวาดเยอะขึ้นก็เริ่มคิดว่า ทำไมเราไม่สร้างตัวประหลาดของเราขึ้นมาเอง จนเข้ามหาวิทยาลัยเลยเป็นสัตว์ที่ Abstract มากขึ้น 

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ขอย้อนกลับไปหน่อย ลันลันรู้ตัวว่าชอบและเริ่มวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่

จำไม่ได้เลยว่าเริ่มตั้งแต่ตอนไหน (หัวเราะ) เพราะอนุบาลก็ชอบวาดและทำงานคราฟต์แล้ว วิชาศิลปะเป็นวิชาที่เราชอบและทำได้ดีที่สุด 

เราเรียนได้ศิลปะกับ ครูเล็ก (สุภาพร เจริญสุข) ตั้งแต่อนุบาลถึงจบมัธยมต้น มัธยมปลายมาเรียน Interlochen Arts Academy โรงเรียนศิลปะที่มิชิแกน สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นติดเพื่อนไปลองเรียน ครูเล็กสอนศิลปะแบบไม่จำกัดอะไรเลย เช่น ถ้าเราสนใจเย็บผ้า ครูก็จะหาอุปกรณ์มาให้ เราอยากลองปั้นดิน ทำภาพพิมพ์ ครูก็หามาให้ ครูไม่ได้บังคับว่าอยู่ประถมต้องใช้แค่ดินสอสี อยากทำอะไรได้ทำหมด เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราชอบทำงานศิลปะหลายๆ อย่าง ไม่ได้ติดอยู่กับแค่งานรูปแบบเดียว

งานศิลปะรูปแบบไหนที่ชอบทำเป็นพิเศษ

เราชอบทำงานกับผ้า จำได้ว่าตอน ป.6 คุณแม่ซื้อตุ๊กตาบลายธ์ (Blythe) มาให้แล้วเสื้อผ้ามันแพงมาก ครูเล็กเสนอว่ามาลองทำชุดตุ๊กตากันไหม เราได้ลองทำแล้วชอบมาก ทำชุดตุ๊กตาอยู่เป็นปีๆ ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ได้ทำงานผ้ามากที่สุดแล้ว 

พอ ม.ปลาย ที่โรงเรียนเน้นศิลปะ เลยได้ลองทำงานผ้าอย่างอื่นเพิ่มอีก ได้ทำประติมากรรมนุ่ม (Soft Sculpture หรือประติมากรรมที่ทำจากวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม) เรารู้สึกว่ามันเป็นเทคนิคที่เข้ากับสไตล์ที่ทำอยู่ เพราะอยากให้คนเห็นรูปเราแล้วมีความสุข พอมันมาเป็นอะไรนิ่มๆ จับแล้วก็ยิ่งมีความสุข เอามากอดได้ เอามาใช้ได้ บางทีใช้หลายเทคนิคมารวมกันก็มี ปักผ้า โครเชต์ ทำหมดเลย

ล่าสุดเห็นทำงานพรมด้วย 

ตอนแรกเลยเริ่มสนใจเทคนิคงานพรม เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนรูปวาดนิ่มๆ และเป็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งเอาไว้แขวนบนผนังเป็นงานอาร์ต เอามาใช้เป็นพรม ทำเป็นเสื้อผ้า หรือทำเป็นกระเป๋า ช่วงที่ โควิด-19 เข้ามา คนก็สนใจพวกตกแต่งบ้านกันเยอะขึ้นมากๆ เพราะส่วนใหญ่ต้อง Work from Home เมื่อเราเอาพรมลายน่ารักๆ แปลกๆ มาใช้ มันช่วยให้บ้านมีสีสันขึ้น ดูสนุกขึ้น

หลายครั้งเรารู้สึกว่าศิลปะมันจับต้องไม่ได้ แต่เราอยากให้ศิลปะอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่ต้องไป Museum อย่างเดียว พอเป็นพรมเลยตอบโจทย์ตรงนี้ทั้งหมด

มาสนใจงานภาพประกอบตอนไหน

ตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีแรกที่ Rhode Island School of Design (RISD) เรายังไม่ต้องเลือกเอก เลยเป็นโอกาสได้ลองทำงานหลายๆ รูปแบบ เช่น Coding ทำงานศิลปะด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งเราพบว่าตัวเองชอบวิชา Illustration (ภาพประกอบ) แล้วครูบอกยังว่า “จริงๆ การทำงานภาพประกอบมันไม่ได้ตายตัวแค่ภาพวาดนะ แค่เราสื่อสารหัวข้อออกมาได้ด้วยศิลปะ ก็ถือเป็นภาพประกอบแล้ว” เลยเลือกเรียนเอกนี้

งานภาพประกอบเข้ากับเราที่ไม่ตายตัวด้านเทคนิค อีกอย่างคือเราชอบทำงานตามโจทย์ สำหรับเรา การนั่งคิดตามโจทย์มันสนุกที่ว่าจะเสนอภาพออกไปอย่างไรดีให้เป็นสไตล์เรา และตอบโจทย์ที่ได้มาไปในเวลาเดียวกัน

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

จากการเรียนศิลปะที่อเมริกาตอน ม.ปลาย กับมหาวิทยาลัย ลันลันคิดว่าการสอนศิลปะที่ไทยกับอเมริกาแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

จำได้ว่าช่วงก่อนย้ายไปอเมริกา เห็นเพื่อนที่ไทยหลายคนอยากเรียนศิลปะ ต้องไปติววาดภาพเหมือน (Still Life Drawing และ Portrait Drawing) ตอนแรกที่ไปเราก็แอบกังวลเหมือนกัน ว่าพื้นฐานจะพอหรือเปล่าเพราะไม่ได้ติวไป 

แต่พอไปถึง กลายเป็นว่าครูที่อเมริกาไม่อินกับภาพเหมือนเลย ครูบอกว่าภาพเหมือนมันฝึกกันได้ แต่คอนเซ็ปต์กับเรื่องราวของรูปสำคัญกว่า เขาบอกอีกว่า ถ้าว่าต้องวาดภาพให้เหมือนของจริง เราก็จะไม่ลองเทคนิคใหม่ๆ งานก็จะซ้ำๆ อยู่แบบเดิม 

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอเมริกา ไม่ได้ให้วาดภาพเหมือนแบบในไทย แต่ให้เราส่งงานอะไรที่คิดว่าแข็งแรงที่สุด จะเป็นศิลปะนามธรรม งานปั้น งานเย็บ อะไรได้หมดเลย ตอนเข้าไปเรียน ถ้าไม่ใช่วิชาวาดภาพเหมือน ครูก็จะไม่มาติเรื่องเทคนิค ความเหมือน หรือความสวย แต่จะให้ความเห็นว่างานของเรามันตอบโจทย์แค่ไหน และให้แนะนำว่าอะไรที่ปรับแล้ว งานจะสื่อสารได้ดีขึ้น 

แล้วการประกอบอาชีพศิลปินล่ะ ลันลันคิดว่าที่อเมริกามีอะไรที่ไม่เหมือนกันบ้าง

เรารู้สึกว่าคนที่นี่ให้ค่ากับงานศิลปะมาก เพราะเวลาศิลปินขายงาน เราจะคิดเป็นชั่วโมงว่างานชิ้นนี้ใช้เวลาทำกี่ชั่วโมงแล้วก็คูณไป เช่น ปกติคิดกันชั่วโมงละหกร้อยบาท อาจดูแพง แต่ว่าค่ากินอยู่ที่นี่ก็แพงมากเหมือนกัน คิดชั่วโมงเสร็จก็บวกค่าอุปกรณ์เข้าไปอีก จำได้ว่าเราเคยเห็นเพจประมูลงานศิลปะของไทย เขาตั้งราคาเริ่มต้นต่ำมาก จนเรางงว่า โห เขาใช้เวลาทำไปตั้งกี่ชั่วโมง ทำไมถึงขายถูกขนาดนี้

อีกอย่างที่รู้สึกคือ ที่อเมริกามีงานด้านศิลปะหลากหลายมาก มีหลายสายงานเราไม่ค่อยได้เห็นในไทย มันเปิดกว้างมากเลย

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

เปิดกว้างขนาดนี้ มีอะไรที่อยากลองทำอีกไหม และวางอนาคตตัวเองไว้อย่างไร

ถ้าไม่สนใจเรื่องเงินเลย อยากเปิดสตูดิโอกับเพื่อน ขายของทำมือให้จริงจังมากขึ้น เป็นสตูดิโอประหลาดๆ ขายแต่ของที่คนไม่ค่อยซื้อกัน (หัวเราะ)

และคิดมาสักพักแล้วว่าอยากทำงานกับ Stop Motion Studio (แอนิเมชันที่ทำโดยการถ่ายทีละภาพแล้วนำมาต่อกัน) ที่นี่มีบริษัททำ Stop Motion ให้โฆษณาโดยเฉพาะ ซึ่งเราเคยคุยแล้วเขาบอกว่า บริษัทต้องการศิลปินที่ทำได้หลายเทคนิค เพราะวิดีโอ Stop Motion แต่ละตัวไม่ได้ใช้เทคนิคเดียวเสมอไป ใช้ไม้ ผ้า กระดาษ ดิน หลายๆ อย่าง เราเองก็ชอบสร้างนู่นนี่จากของหลายๆ อย่างอยู่แล้ว เลยอยากลอง น่าสนุกดี

ไม่สนใจขายงานศิลปะทาง NFT (ตลาดศิลปะดิจิทัล) เหรอ

ตอนแรกก็สนใจนะ เห็นศิลปินหลายคนเริ่มเข้ามาขาย NFT และทำเงินได้จากตรงนี้ แต่พอเราหาข้อมูลเพิ่มไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการเอารูปขึ้นระบบ NFT หนึ่งรูปมันใช้ทรัพยากรและพลังงานเยอะมาก ทำให้ตอนนี้เรายังไม่ขายผลงานทาง NFT รอดูก่อนว่า ในอนาคตตลาด NFT จะมีมาตรการแบบไหน ในการปรับตัวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

เราเห็นลันลันเลือกวาดภาพด้วยมือหรือทำงานประดิษฐ์ มากกว่าดิจิทัลอาร์ต (ศิลปะดิจิทัลที่วาดด้วยคอมพิวเตอร์) มันให้ความรู้สึกต่างกันอย่างไร

เราชอบการทำงานศิลปะที่นั่งจับ นั่งใช้เวลากับวัสดุ เพราะได้รู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำผ่านร่างกาย เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม เลยเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกผูกพันกับงานทุกชิ้น

เราก็ทำดิจิทัลอาร์ตบ้างนะ แต่จะมีลายเส้นคล้ายทำมืออยู่ดี ไม่ได้ดูดิจิทัลอาร์ตแบบแฟลช สีสด เส้นคม เท่าดิจิทัลอาร์ตส่วนใหญ่ในเทรนด์ตอนนี้ เคยลองทำแบบนั้นแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ไม่ใช่ตัวเรา

ลันลันมีวิธีสร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างไร ถึงได้ไปจัดแสดงงานหลายประเทศทั่วโลก

ต้องยกเครดิตให้คุณแม่ เขาคอยผลักดันให้เราส่งงานเข้าประกวด เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอให้ตัวเอง เราอยู่อเมริกา โอกาสมันยากมาก คนมีความสามารถก็เยอะ คุณแม่เลยสนับสนุนให้ลองส่งประกวดตั้งแต่ ม.ปลาย ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยมั่นใจในงานของตัวเอง เพราะลายเส้นเราดูเด็ก ไม่ใช่แนววิจิตรศิลป์แบบที่คนอื่นส่งประกวด แต่พอได้ส่งจริงๆ ถึงรู้ว่ามันก็มีเวทีประกวดที่เหมาะกับงานสไตล์เรา

มีครั้งไหนที่เกิดคาดบ้างไหม

Arte Laguna Prize ที่ได้ไปจัดแสดงที่อิตาลี เราคิดว่าเขาไม่น่าจะชอบงานเรา เพราะคนอื่นคือยิ่งใหญ่ เช่น งานศิลปะนามธรรมขนาด 3 x 3 เมตร ส่วนของเราเป็น Artist Book (หนังสือที่เน้นการเล่าเรื่องเชิงทัศนศิลป์) เกี่ยวกับตัวละครซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากเห็ดชนิดต่างๆ วางเล็กจิ๋วอยู่มุมหนึ่งของนิทรรศการ ตกใจมากตอนได้เข้ารอบสุดท้ายครั้งแรก (หัวเราะ) พอปีนี้ได้เข้ารอบสุดท้ายอีกครั้ง ตกใจที่สุดเลย!

สุดท้ายแล้ว เล่าถึงผลงานที่มีความหมายต่อชีวิตให้ฟังสัก 5 ชิ้นได้ไหม

ได้เลยค่ะ

01 Night Thoughts

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

Night Thoughts เป็นงานที่ทำในชั้นเรียน Animalia คือ ทำงานภาพประกอบที่เกี่ยวกับสัตว์ หรือใช้สัตว์มาเป็นองค์ประกอบ เราเลยเลือกปลาบาราคูด้า (Barracuda) ที่ว่ายเป็นทอร์นาโด เพราะเราชอบลักษณะการเคลื่อนไหวนี้มาก คิดว่ามันคล้ายตอนเรานอนไม่หลับ เวลาที่มีความคิดเข้ามาในหัวเยอะๆ ฟุ้งซ่าน วนไปเรื่อยๆ ซึ่งพอเป็นภาพนิ่ง มันอาจไม่เห็นความวุ่นวายหมุนวนของปลา เลยทำเป็นแอนิเมชัน ชิ้นนี้ได้ 3 รางวัล คือเข้ารอบสุดท้ายเวที Arte Laguna Prize ครั้งล่าสุด แล้วก็ได้เข้ารอบสุดท้ายเวที Society Of Illustration West และที่สี่ Society Of Illustration 

02 Quarantine Planet

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

งานนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่วงโควิด-19 เพราะเดือนแรกๆ ที่ระบาด ทุกคนต้องกักตัวอยู่บ้าน เป็นประสบการณ์ใหม่มาก ไม่มีใครเคยอยู่บ้านทั้งวันทั้งคืนมาก่อน งานนี้เลยเป็นการเล่าเหตุการณ์ว่า การติดอยู่ในบ้านเราทำอะไรบ้าง ใช้สัตว์ประหลาดมาแทนตัวเรา ส่วนบ้านเป็นดาวเคราะห์ที่สัตว์ประหลาดต้องมาติดอยู่ 

ภาพแรก คือกองเสื้อผ้าที่เราขี้เกียจเก็บ ตอนนั้นเพิ่งย้ายไปอยู่บ้านคุณอาที่โอไฮโอ พอเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าก็ไม่ได้จัด กองอยู่แบบนั้น 

ภาพที่สอง คือการที่เราอยู่บ้านแล้วกินทั้งวัน เปิดตู้เย็นกินไม่หยุด 

ภาพที่สาม คือประชุมออนไลน์กับสัตว์ประหลาดจากดาวเคราะห์อื่นๆ ที่ต้องติดอยู่บ้านเหมือนกัน 

ภาพที่สี่ คืออยู่บ้านดูทีวี กดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ 

ภาพสุดท้าย คือการที่เราใช้เวลาผ่อนคลายในห้องน้ำเยอะมาก 

03 Moth

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีที่สี่ เราย้ายไปอยู่ห้องพักใหม่กับเพื่อน แล้วมีถังข้าวสาร ปิดฝาไว้อย่างแน่นหนา อยู่ดีๆ วันหนึ่งก็มีผีเสื้อกลางคืนไปสร้างรังอยู่ข้างใน ทำให้ถังนั้นใช้ไม่ได้อีกเลย เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าผีเสื้อกลางคืนเข้าไปอยู่เพื่อกินข้าวสารได้ ตกใจมาก เลยเอาเหตุการณ์นั้นมาทำงาน Artist Book

เราเขียนเป็นกลอนไฮกุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

Moth are flying around

Seeking roving then landed

On my precious rice 

แปลประมาณว่า ผีเสื้อกลางคืนมันบินไปมา แล้วร่อนลงมาอยู่บนข้าวที่แสนมีค่าของฉัน ใน Artist Book เป็นภาพตุ๊กตาผีเสื้อกลางคืนที่เราเย็บขึ้นมา ที่ตรงกลางตัวติดกระดุมเล็กๆ กับกล่องข้าว แล้วก็ปักกลอนไฮกุที่เราเขียนไว้ที่ปีก

04 พรมงู

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

พรมชิ้นนี้มาจากภาพประกอบที่เคยทำ มีที่มาจากเรื่องราวตอนเด็ก เวลาไปวิ่งเล่นในหมู่บ้าน ได้ยินกลุ่มพี่แม่บ้านคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านบ่อยๆ ว่ามีไอ้เหลือมมากินแมวทั้งตัว เพราะหมู่บ้านป่ารกมาก งูเยอะ พอมาเป็นภาพ เลยอยากให้เห็นว่ามีแมว มีไก่ หรือหมา อยู่ในงูทั้งตัว แล้วเวลาไปคุยกับเพื่อนหรือครูที่อเมริกา ทุกคนจะตกใจมากว่าที่บ้านเรามีงูตัวใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ

05 Dancing Sardine

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

Dancing Sardine เป็นปลากระป๋องของเล่นไขลาน เราทำงานชิ้นนี้ขึ้นมาในชั้นเรียนทำของเล่น เรามองสิ่งรอบตัวว่าใช้ทำประโยชน์อื่นๆ อะไรได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นกินปลากระป๋องเยอะมาก และชอบรูปร่างของกระป๋อง เลยคิดไปว่าน่าสนุกดีถ้าเอามาทำของเล่น เพราะมันอันเล็กๆ และเป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อมโยงได้ ของเล่นไขลานเป็นปลามานั่งเต้นบนกระป๋องปลากระป๋องจึงเกิดขึ้น ปกติถ้าเป็นงาน 3D ชิ้นอื่น เราจะลงสี แต่งานนี้ไม่ลง คงเนื้อและความวาวของอะลูมิเนียมไว้ เพราะมันเป็นเอกลักษณ์ของวัสดุ

ภาพ : ด้วยรัก ผดุงวิเชียร

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load