พระเยซูเสวยกระยาหารร่วมกับมิกกี้เมาส์ มินนี่เมาส์ ทหารอเมริกัน 2 นาย โดนัลด์ดั๊ก และเด็กหญิงตัวน้อย ภาพโต๊ะอาหารค่ำช่วงคริสต์มาสอบอุ่น สว่างไสว และเสมือนจริงดุจภาพถ่าย สมการลงทุนลงแรงของ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน ซึ่งวาดภาพ The Last Christmas นี้มากว่า 2 เดือน 

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน
สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

แม้จิตรกรหนุ่มยังไม่วางมือจากฝีแปรง ภาพนี้มีคนซื้อเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับภาพอื่นๆ อีก 4 ชิ้นที่เขาวาดสมัยเรียน สเก็ตช์ซีรีส์ภาพสงครามที่เขาวางแผนไว้ก็ถูกจองหมด เป็นนิมิตหมายอันสุกสว่างว่าศิลปินแนวสัจนิยมรุ่นใหม่ไฟแรงคนนี้ คือคลื่นลูกใหม่น่าจับตามองในวงการศิลปะไทย

ความสนใจในสงครามและสันติภาพของวีรญา เริ่มต้นจากวัยเด็กที่ถูกรังแก จากความพยายามหาที่ทางของตัว ในโลกที่เพศสภาพไม่ตรงกับความรู้สึกข้างใน จากคำถามที่ไร้คำตอบจากศาสนาและคนใกล้ตัว จากคำปรามาสของผู้ใหญ่ที่มองว่าคนแบบเขาไร้อนาคต ไร้ที่ยืนในสังคม

วีรญาปิดประตูจากโลกภายนอกอย่างเงียบเชียบ เขาวาดรูป วาดรูป และวาดรูป 

ผลของการฝึกฝนทักษะอย่างหนักงอกงาม ภาพวาดของเขาปลดหนี้ให้ที่บ้านได้ ในวันที่คนในครอบครัวเริ่มเข้าใจตัวตน ผลงานขายดีสม่ำเสมอ และตัวเขากำลังรอเข้าสู่กระบวนการแปลงเพศขั้นสุดท้าย เราแวะเข้าไปชมผลงานของเขาที่ 333 Gallery

 ไม่ใช่แค่ฝีแปรงของเขาที่ชวนเพ่งพิศ ประเด็นความเปิดกว้างทางศาสนา เพศ ความรัก และครอบครัว ของวีรญา ก็น่าสนใจมากๆ เช่นกัน

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

ช่วงนี้คุณกำลังวาดอะไรอยู่

เรื่องสงครามครับ ซีรีส์ The Last Supper ที่ผมกำลังทำแบ่งเป็นสี่ส่วน มีทานข้าวกับครอบครัว ทานข้าวกับคนรัก ทานข้าวกับเพื่อน แล้วก็ในสนามรบ ผมจะพูดถึงเรื่องมุมมองของผมที่มีต่อทหารที่กำลังจะไปรบ เลยใช้บริบทการทานข้าวที่มีความสุขกับทหาร นี่อาจจะเป็นมื้อสุดท้ายของเขาก็ได้ เขาอาจจะไปแล้วไม่ได้กลับมา โยงไปถึงภาพ The Last Supper ของพระเยซู

งานนี้เป็นโปรเจกต์ที่ยาวมาก ในแต่ละส่วนก็มีอีกหลายชิ้น นี่เป็นชิ้นแรกของซีรีส์ ซึ่งจะใช้เวลาอีกสองปีก่อนจัดแสดงเดี่ยวที่นี่

ทำไมถึงสนใจสงครามขนาดนี้ 

ตอนเด็กๆ ผมโดนรังแก เป็นช่วงวัยที่ทรมานมากๆ เพราะว่าเราโดนแกล้งทุกวัน จนผมต้องฝึกมวยทุกวัน กะว่ามีเรื่องแล้วต้องเอาคืน เลยคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ในชีวิตประจำวันของคน มันซ่อนในรูปแบบอะไรได้บ้าง คิดแล้วมากับการ์ตูนเยอะมาก ดูผิวเผินมันสนุกนะครับ เวลาตีกันมันไม่เจ็บปวดหรอกเพราะว่ามันไม่ตายจริงไงฮะ ไม่มีเลือดด้วย ดูสนุกสนาน ก็เลยเอาเรื่องพวกนี้มาจัดองค์ประกอบใหม่ แล้วก็พัฒนามาถึงเรื่องความรุนแรงในไทย หาข้อมูลเรื่องพฤษภาทมิฬ 14 ตุลา เอาภาพเก่ามาวาดใหม่อีกที พูดถึงเรื่องการปลูกฝังความรุนแรงตั้งแต่เด็กจนโตมา 

หลังจากนั้นผมก็คิดต่อยอดขึ้นจากความรุนแรงในระดับประเทศสู่ประวัติศาสตร์โลก ไปศึกษาประวัติศาสตร์สงคราม ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเย็น เราก็เลยรู้ว่าปัจจุบันยังมีสงครามการเมืองที่ยังไม่จบ เราอยู่ในโลกที่ขับเคลื่อนไปพร้อมสงคราม เวลาเดียวกันนี้ซีเรียอาจหนีระเบิดอยู่ก็ได้ แล้วตอนนี้เราทำอะไรอยู่ 

ผมยังคิดเล่นๆ เลยนะว่าถ้าตอนนี้มีสงครามโลกครั้งที่สาม ไทยจะเอายังไง มีสงครามก็สู้เขาไม่ได้หรอก แล้วเราก็เป็นพันธมิตรกับทุกชาติ จีนก็พันธมิตร รัสเซียก็เพื่อน อเมริกาก็มีสัมพันธมิตรมานานเหมือนกัน หรือเราจะเอาแบบเดิม ไม่เข้าข้างใครเลย เป็นประเทศเล็กๆ อยู่ตรงกลาง ไม่รู้เหมือนกัน 

คนไทยหลายคนไม่ค่อยเห็นปัญหาความรุนแรงที่ทั่วโลกเผชิญอยู่ อย่างชุดฮิตเลอร์หรือชุดของทหารนาซี เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากๆ แต่เด็กไทยเอามาใส่ทำพาเหรด วงดนตรีเอามาใส่เล่นเอ็มวี คือเราขาดความรู้เรื่องบริบทของโลก ทั้งที่มันสำคัญมากเพราะเราอยู่ร่วมโลกเดียวกัน ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์มากขึ้น เราจะรู้ว่าประเทศเราจะไม่ซ้ำรอยเดิมยังไง มองในมุมใหญ่ การเมืองไทยจะเป็นยังไงต่อ ผมรู้สึกว่ามันมีความเดือดร้อนจริงๆ เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะไกลตัว ถ้าเราให้ความสนใจกับมัน

คิดว่าบรรดาคนที่ติดตามหรือซื้องานของคุณ เขาเห็นอะไร

เขาบอกว่างานผมมีเอกลักษณ์ มันซ่อนนัยยะอะไรไว้เยอะ น่าสนใจ เอาไปคิดต่อได้ บางคนทักมาคุยก่อนเลยว่าความคิดเราเป็นแบบไหน ใส่สัญลักษณ์เต็มไปหมด เราพูดถึงเรื่องการแทรกแซงการรบ ธุรกิจ น้ำมัน เงิน ดินแดน ชาติพันธุ์ เชื้อชาติศาสนา ในสงครามมีเรื่องยิบย่อยมาก แต่ผมหยิบมาทำในบริบทการ์ตูนที่ตอนเด็กๆ ชอบอีกที อย่างมิกกี้เมาส์ก็เป็น Symbolic ที่ดีมากๆ ของชาติมหาอำนาจ เป็นตัวการ์ตูนที่มีเพาเวอร์มากๆ ของโลก เป็นตัวละครที่เกิดมาพร้อมๆ กับสงคราม การใช้มิกกี้เมาส์ในเรื่องสงครามก็เยอะ พอผมไปเจอก็แบบ ใช่เลย วาดไปก็รู้สึกว่าทหารซีเรียก็คือคนคนเดียวกันกับทหารอเมริกา ในแง่มุมหนึ่งคือฆ่าคนเหมือนกัน อาจเพื่อดินแดนตัวเองหรือสิทธิของชาติตัวเอง 

ก่อนหน้านี้ ผมไปศึกษาเรื่องสงครามเยอะ เลยรู้สึกว่าอเมริกานี่ไปทุกที่เลยนะ พูดตรงๆ เลยคือชอบไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน ช่วงนั้นก็โอนเอียงเลือกฝ่ายแล้วโทษอเมริกา วาดรูปในซีเรียก็พูดถึงชีวิตประจำวันของคนที่เปลี่ยนไป นั่งดูหนังก็ต้องมีปืนอยู่ข้างๆ กินข้าวก็ไม่ปกติ แต่พอมาศึกษาเรื่อยๆ ในปัจจุบัน กลายเป็นว่าไม่ใช่แค่อเมริกา มันมีการยินยอมตกลงผลประโยชน์ร่วมกัน ทีนี้เราจะโทษอเมริกาอย่างเดียวไม่ได้ละ ผลกระทบโดยรวมตกที่ประชาชนส่วนใหญ่ เด็กผู้หญิงผู้ชายโดนหมด ทหารเองก็เลือกไม่ได้เพราะโดนส่งไป ผมเลยถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวความรู้สึกของคนบางคน 

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน
สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

ดูเหมือนว่าศาสนาเข้าไปมีส่วนอย่างมากในผลงานของคุณ

ด้วยครับผม ภาพล่าสุดที่ทำ ผมคิดว่าศาสนาเหมือนเครื่องชูใจให้คน อย่างคนไทยกับพุทธศาสนา เวลาจะไปรบ ก็ขอให้เรารอดกลับมา เป็นความศรัทธาและเป็นความหวังด้วย ผมศึกษาเรื่องศาสนามาเยอะ มีคำถามในหัวเยอะมากว่าคนเราจำเป็นต้องมีศาสนามั้ย เคยอยู่ในจุดที่ไม่เอาเลยสักอย่าง หรือว่าเราจะเชื่อวิทยาศาสตร์ เพราะทุกอย่างต้องมีเหตุและผล

แต่พอเวลาผ่านไป เราคิดว่าบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลก็ได้ บางสิ่งบางอย่างใช้ความรู้สึก คือถ้าเราจะพูดถึงวิทยาศาสตร์ เราต้องพูดถึงเหตุและผลในการสนับสนุนใช่มั้ย แต่ถ้าพูดถึงศาสนา มันเป็นความเชื่อ ซึ่งบางทีไม่มีเหตุผลมาประกอบ 

ตอนนี้คุณศึกษาศาสนาอะไรอยู่

ผมเพิ่งมาศึกษาศาสนาคริสต์ได้ปีกว่าเกือบสองปีเอง ครอบครัวผมนับถือศาสนาอิสลาม คนอื่นเขาอาจเจอแง่มุมดีๆ แต่สังคมที่ผมอยู่ทำให้มีคำถามในหัวตลอดว่าทำไมต้องแบบนี้ ทำไมต้องอย่างงี้ เรามีคำถามตลอด 

แล้วเรารู้สึกกับคำว่าบาป เป็นแบบนี้มันบาป แต่เราจะไม่ได้คำตอบว่าทำไมมันถึงบาป ถามใครก็ไม่มีใครให้คำตอบเราได้ ทุกอย่างมันดูย้อนแย้งกันหมด ก็เลยศึกษาว่าโลกเรามีกี่ศาสนา คือมันเยอะมาก ทุกอย่างก็ดีหมด เราเลยลองเปิดใจดูก่อน ศึกษาศาสนาพุทธ แล้วก็เดินเข้าไปโบสถ์คริสต์ ไปหาคุณพ่อเลยว่าผมอยากเรียน คุณพ่อก็งงๆ แต่ก็นัดมาเรียนกันทุกเสาร์ เราก็ไปเรียน ได้รู้ว่าแง่มุมของศาสนามีอย่างงี้ด้วย

เจอคำตอบอะไรในศาสนาคริสต์

ความรักครับ ก่อนหน้านั้นผมเจอแต่แบบ ไม่ได้ ทำอย่างงี้มันผิดนะ มีแต่การครหากันหมดเลย แต่พอผมมาเรียนศาสนานี้ เออว่ะ ถ้าเรามองทุกคนเท่ากัน แล้วมีความรักให้กับทุกคน 

คุณพ่อบอกว่าเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใคร เราเองก็มีความผิดเหมือนกัน ไม่มีใครไม่เคยทำความผิด แต่ก่อนผมมองว่าทำไมคนคริสต์ชอบไปโบสถ์ ไปล้างบาปก็ไม่แฟร์สิ ฆ่าคนแล้วมาล้างบาปก็หายเหรอ จริงๆ ไม่ใช่ การที่เราเข้าโบสถ์ไปสารภาพบาป มันเป็นการยอมรับความผิดของตัวเอง เพราะคนเราส่วนใหญ่อับอายที่จะยอมรับว่าเราทำผิด การไปพูดกับใครสักคนไม่ได้หายบาปนะครับ แต่มันเป็นการยอมรับ และพยายามทำตัวให้ดีขึ้น ไม่กลับไปทำผิดอีก 

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน
สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

ซึ่งต่างจากความเชื่อเดิมของคุณยังไง 

จริงๆ ไม่เกี่ยวกับศาสนาหรอก ผมว่าผมเจอคนไม่ดีมากกว่า ผมเคยได้ยินมาว่าเราสามารถฆ่าคนได้โดยที่เราไม่ผิด ผมงงมาก สับสนเลย คนพูดเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนนับถือมากด้วย ทำไมวะ ทำไมมันไม่ผิดวะ แล้วพระเจ้าเราเป็นแบบนั้นเหรอ นี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กคนหนึ่งมาก 

ผมตามหาความหมายของศาสนา ไม่ได้เชื่ออะไรตายตัว อนาคตอาจเปลี่ยนไปศึกษาอย่างอื่นอีกก็ได้ ทุกวันนี้ผมเชื่อคำสอนศาสนาคริสต์ แล้วก็นับถือพุทธศาสนา ไปทำบุญทำทานด้วย อะไรที่เป็นเรื่องดี ผมก็ทำ ถ้าพระเจ้ามีจริง เขาน่าจะเข้าใจนะว่าสิ่งที่เราทำคือเรื่องดี การทำบุญ เราสามารถทำได้ทุกศาสนา

คุณสนใจเรื่องศาสนามาตั้งแต่เด็กๆ เลยรึเปล่า

ที่บ้านก็ให้ไปเรียนศาสนาตอนเจ็ดขวบ ตอนช่วงเช้าผมเรียนโรงเรียนวัดเลยนะฮะ ตอนเย็นผมต้องไปเรียนศาสนาอิสลาม ดังนั้นผมสวดมนต์เป็นด้วย แล้วพอไปเรียนอิสลามก็รู้ภาษาอาหรับ แต่เหมือนเราเป็นเด็กต่างถิ่นเพิ่งย้ายมา พอไปเรียนศาสนาก็โดนแกล้ง เจอแก๊งเด็กมารุมต่อยทุกวันเลย อยากย้ายบ้านมาก ถึงขั้นไปบอกพ่อว่าย้ายบ้านเถอะ ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากออกจากบ้าน เพราะมันออกไม่ได้ เจอตั้งแต่เจ็ดขวบถึงสิบสองขวบ ไม่มีเพื่อนแถวบ้านเลย เรามีแค่ญาติรุ่นน้องคนหนึ่ง แล้วก็เพื่อนมัธยม เรื่องทำร้ายร่างกายเลยถ่ายทอดมาเป็นงานเรา 

แล้วคุณก้าวข้ามเรื่องเพศในศาสนาได้ยังไง

ยากมาก ใช้เวลามาก ผมได้ยินจากที่บ้านตลอดว่าเป็นแบบนี้มันผิด มันบาป ตกนรก ไม่ใช่แค่เรานะครับ พ่อแม่เราด้วยที่ต้องรับกรรมตรงนี้ไป โห เรื่องใหญ่มาก ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราเป็นอะไร สิ่งที่เราเป็นมันผิดเหรอ 

รู้สึกเรื่องนี้ตอนอายุเท่าไหร่

เด็กมาก ประมาณเจ็ดแปดขวบ เพื่อนของอาพูดกับผมว่า “เป็นทอมใช่มั้ย” ผมงงว่าอะไรคือทอม ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรด้วยซ้ำ เขาบอกว่าสิ่งที่เราเป็นมันไม่ดี ทั้งๆ ที่ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าผมเป็นอะไร เราแค่ชอบเล่นฟุตบอล มีเพื่อนเด็กผู้ชาย ชอบเล่นกับกลุ่มเพื่อนนี้ แค่นั้นเอง กลายเป็นว่าแม่พูดว่าอย่างงี้มันไม่ดี เป็นตัวตลกของสังคมนะ ไม่มีอนาคตนะ ตอนเด็กๆ ผมได้ยินบ่อยมาก เป็นงี้มันจะไม่มีอนาคตนะ ช่วงที่ผมโดนหนักๆ เป็นช่วงประถม ไม่มีใครให้คำปรึกษาได้เลย

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

แล้วพวกเด็กผู้ชายเขายอมรับไหมที่คุณไปเตะบอล ไปเล่นกับเขา

ปกติเลยครับ เด็กไม่ได้รู้หรอก เขาไม่รู้จนกระทั่งผู้ใหญ่มาบอกว่าอันนี้คือไม่ดี พอปอหก แม่ผมก็ถามว่าพอเข้ามอหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นผู้หญิงให้เขาได้ไหม แม่ดูเสียใจมาก งั้นเดี๋ยวจะเปลี่ยนให้ เข้ามัธยมเขาก็ส่งผมไปเรียนมัธยมหญิงล้วน ชีวิตมัธยมเจ็บปวดมากครับ เจ็บปวดมาก 

คนถามตลอดว่าเราเป็นอะไร ผมไม่ค่อยพูดกับใคร เพื่อนก็ชอบถาม “เป็นทอมเปล่าเนี่ย” เราก็บอกว่าไม่ได้เป็น สัญญากับแม่ไว้แล้ว ไม่ได้เป็น แต่มันไม่ได้ สุดท้ายเราต้องยอมรับตัวเองก่อนว่าเราเป็นอะไร เราชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย นี่เราชอบผู้หญิง แล้วเราชอบเล่นกับผู้ชาย เขาเรียกว่าเราเป็นทอม ก็เลย โอเค ยอมรับตัวเองไป แต่ที่บ้านจะรู้ไม่ได้ 

ตอนนั้นผมรู้สึกว่าที่บ้านไม่มีทางเข้าใจ ก็เลยแค่ตั้งใจเรียนให้มันดี เพราะที่บ้านชอบพูดเสมอว่าเป็นแบบนี้ไม่มีอนาคต ซึ่งก็เป็นคำถามให้ผมคิดอีกว่าเป็นแบบนี้แล้วไม่มีอนาคตยังไง เพราะเราก็ยังเรียนหนังสือ จบมาเดี๋ยวก็มีงานทำ

เมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน ถือว่าอนาคตตัวเองรุ่งโรจน์ไหม

ไม่คิดเลยฮะ ผิดกันเลย ผมไม่ได้คิดจะเป็นศิลปินด้วยซ้ำ ที่เลือกเรียนศิลปากรมันเป็นแค่ (เงียบคิด) จะพูดยังไง คือมันเป็นอย่างเดียวที่ผมทำได้ดีที่สุดในตอนนั้น 

ศิลปะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตคุณได้ยังไง

เราอยู่บ้านบ่อย ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก วาดรูปอย่างเดียว รู้สึกว่ามีความสุข มีสมาธิ ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนข้างนอกก็ได้ วาดภาพมาตั้งแต่ประถมเลย พอมามัธยมต้น ผมมีปัญหาเรื่องเพศและปัญหาเรื่องเรียนด้วย เพราะว่าที่บ้านอยากให้เราเรียนสายวิชาการ เขาไม่เข้าใจว่าศิลปะทำอะไรได้ จะไปเขียนกำแพงวัดกินหรอ อยากให้ผมเรียนวิทย์คณิต แต่ตอนอยู่มอสี่ รุ่นพี่มอหกที่เรียนศิลปะบอกให้ผมโดดลงมาสอบวาดรูปเดี๋ยวนี้เลย ผมก็ขออาจารย์ไปเข้าห้องน้ำ แต่ตัวเองลงไปสอบวาดรูป แล้วก็ไม่กลับขึ้นไปอีก 

สอบติดแล้วแม่ก็มารู้ตอนหลัง เละเทะไปหมด เราพูดกับเขาว่าเดี๋ยวจะสอบเข้าจิตรกรรมศิลปากรให้ได้ คอยดูนะ พูดไปแล้วถ้าทำไม่ได้ก็แย่มาก ตอนอยู่มอหกก็เลยต้องหาทางติวกับรุ่นพี่ศิลปากร หัดนั่งรถเมล์ไปตรงสนามหลวง จำได้ว่าติวหนักมาก มาเขียนรูปจนไม่ได้กลับบ้านก็มี นอนที่มหาลัยก็มี เพราะเราเป็นเด็กสายวิชาการ สู้เด็กอาชีวะเขามีพื้นฐานวาดรูปอยู่แล้วไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ได้สอบที่อื่นไว้เลย คิดอย่างเดียวว่าต้องติด ไม่งั้นจะเอาหน้าไว้ที่ไหน 

พอติดมาแล้วยากมากเลย ทุกอย่างใหม่ไปหมด เราเหมือนอยู่ในกะลามาตลอด เราก็ว่าเราไม่แย่นะ แต่พอเข้ามาคือเราตามเพื่อนไม่ทันเลย คนเก่งๆ มันขนาดนี้เลยเหรอ ฝีมือดีมาก ปีหนึ่งผมเลยเหนื่อยมาก ไม่เคยได้เอ ช่วงนั้นจะกลับบ้านเร็ว เพราะจะไปสยาม แวะร้านคิโนะคุนิยะตลอดเพื่อไปดูหนังสือศิลปะทุกวัน ดูวิธีการ Drawing ทุกวันจนมันดีขึ้นเรื่อยๆ 

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน
สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

ศิลปินในดวงใจของคุณคือใคร 

ผมชอบ นอร์มัน ร็อกเวลล์ (Norman Rockwell) ครับ เป็นศิลปินอเมริกันที่เขียนรูปเยอะมาก ทำงานแบบถวายชีวิตเลย วิธีการใช้สีเขาเก่งมากๆ ภาพประกอบสีสวย ส่วนศิลปินไทยที่ชอบคือ พี่ลำพู กันเสนาะ เป็นผู้หญิงที่ทำงานชิ้นใหญ่ๆ มีพลังสนุกสนาน เจอตัวจริงแล้วก็นิสัยดีมาก เป็นศิลปินยุคใหม่ที่น่ารัก

วงการศิลปะไทยมี LGBTQ+ เยอะไหม

เยอะครับ ฝีมือดีๆ ทั้งนั้น ผมโชคดีที่พอติดจิตรกรรมแล้ว แต่ละคนก็จะเป็นอะไรก็ได้ จำได้ว่ารุ่นพี่ที่รับน้องผมพูดว่า “อยู่ที่นี่พวกมึงจะเป็นอะไรก็ได้ เป็นได้เลย เป็นได้ทุกอย่าง แต่งตัวยังไงก็ทำได้หมด ชีวิตมึง” ซึ่งก็จริง ในสังคมที่ฟรี ทุกคนมองแค่เรื่องศิลปะ ไม่ได้มองว่าใครเป็นอะไร ผู้ชายข้ามเพศในไทยก็มีหลากหลายอาชีพมากเลยครับ ที่ผมรู้จักก็มีทั้งกราฟิกดีไซเนอร์ อาจารย์สอนมหาวิทยาลัย ช่างภาพ

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน
สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

คุณเคย Come Out กับพ่อแม่ไหม หรือเขารู้อยู่แล้วแหละ 

ไม่เคยพูด แต่เขาเห็นพฤติกรรมเราตลอด ว่าเราไม่ใส่กระโปรง ใส่กางเกง ไปเที่ยวกับเพื่อน เขาก็เห็นว่าเรามีกลุ่มเพื่อนที่เป็นแบบเดียวกันด้วย เขาไม่ได้อยากพูดอะไรมาก เพราะเขารู้ว่าผมไม่ค่อยฟัง มีแฟนตอนมัธยมเป็น Puppy Love ก็บอกที่บ้านไม่ได้ มีความห่างเพราะว่าเรื่องนี้แหละครับ เราไม่พูดกับเขาทุกเรื่อง พูดแค่เรื่องเรียนเรื่องอะไร แต่ก่อนนี่อึดอัดมาก ถ้าอยู่กับคุณพ่อสองคน ไม่มีแม่อยู่บ้านคือเงียบกริบ ดูหนังก็เงียบ กินข้าวก็กินเงียบมาก แทบไม่ได้พูดกันเลย 

มารู้ว่าทอมกับผู้ชายข้ามเพศต่างกันตอนไหน

ผมเริ่มหาข้อมูลเพราะว่ารู้สึกว่าผมไม่ได้อยากอยู่แบบนี้ อยากเป็นผู้ชาย คิดตลอดเลยว่าทำไมไม่เกิดมาเป็นผู้ชายให้มันจบๆ ไปวะ ทุกอย่างจะโอเคมาก ผมอึดอัดมากเลยที่ต้องมาอยู่ในร่างนี้ ไม่ไหว ถ้ามีโอกาสเปลี่ยน ผมก็จะทำ ต่อมาก็เจอข้อมูลว่ามีการผ่าตัดแปลงเพศจากผู้หญิงมาเป็นผู้ชายในต่างประเทศตอนผมอยู่ปีสอง ความรู้ใหม่เต็มไปหมดเลย พอปีสามปีสี่ การแพทย์ยิ่งพัฒนา ในไทยเริ่มมีแล้ว ผมก็เลยรอเรียนจบก่อน เพราะถ้าผมเดินไปบอกแม่เลยเขาคงไม่ยอม มองว่าเรายังรับผิดชอบอะไรไม่ได้ พ่อแม่เป็นหนี้เป็นสินเพราะส่งเราเรียน ผมเลยคิดว่าเราต้องปลดหนี้ให้ที่บ้านได้ด้วยนะ แล้วเขาจะไม่กล้าพูดแย้งผม

ได้ทำตามที่ตั้งใจไว้เมื่อไหร่

ห้าปีที่แล้วผมเดินเอาเงินจากงานที่ขายได้ตอนเรียนไปให้แม่ จำนวนเยอะมาก ผมบอกแม่ว่าไปหาหมอมาแล้วนะ จะแปลงเพศ แม่ก็ไม่กล้าบ่น เขาถามว่าจะทำจนจบเลยมั้ย เราก็บอกว่าจะทำจนจบ แล้วเขาก็ถามว่าคิดว่าจะอยู่ในสังคมได้ไหมถ้าวันหนึ่งเขากับพ่อไม่อยู่แล้ว โหย มันก็ปลดล็อกเลยฮะ ทำให้เรารู้ว่า อ๋อ จริงๆ แล้วเขาเป็นห่วง กลัวว่าเราจะอยู่ในสังคมไม่ได้ กลัวว่าคนในสังคมจะไม่เข้าใจเรา เลยเริ่มทำความเข้าใจความรู้สึกพ่อแม่มากขึ้น เพราะตอนเด็กๆ เรียกร้องอย่างเดียว ทำไมผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ 

พอโตมาเราเริ่มคิดกลับกัน อยู่ๆ จะให้เขามาเข้าใจเราเลยมันเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะว่าเขาโดนกดดันจากสภาพแวดล้อม ครอบครัวญาติพี่น้อง สังคมมันบีบเขาอีกทีว่าเลี้ยงลูกยังไงให้ลูกเป็นแบบนี้ แล้วเจเนอเรชันมันต่างกันมาก ยุคพ่อยุคแม่เราโตมาแบบนั้น ผมใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองนานมากกว่าที่บ้านจะยอมรับ เราก็ต้องค่อยๆ คุยกัน ค่อยๆ เปิดใจกัน เรียนรู้กันไป ผมบอกเขาตลอดว่าเราทำอะไรอยู่ตรงไหน แล้วก็พูดให้เขามั่นใจว่าเราอยู่ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง

ตอนตัดสินใจแปลงเพศ มีใครที่คุณรู้จักแล้วไปทำด้วยกันไหม

ไม่มี ตอนผมบอกเพื่อนที่เป็นทอมเหมือนกันว่าแปลงเพศสิ เขานิ่งแล้วตอบมาว่า “กูไม่อยากเป็นผู้ชาย” ผมสับสน งงเลย มันบอกว่าน่ากลัว ไม่เอา ก็เลยไปหาหมอ ผมเล่าเรื่องนี้ให้หมอฟัง หมอเลยอธิบายว่าคุณต้องแยกก่อนนะ เพศสภาพกับรสนิยมทางเพศไม่เหมือนกัน ตัวผมไม่ได้แค่ชอบผู้หญิง แต่อยากมีเพศสภาพเป็นชายด้วย 

แต่ก่อนผมแคร์คำพูดคนเยอะมาก รู้สึกว่ามันมีผลกระทบต่อชีวิตมาก เนี่ย เป็นอย่างงี้ไม่ดี เรารู้สึกไม่กล้าทำ ผมก็มานั่งคิดว่ามันไม่แฟร์ ทำไมผมต้องมานั่งแคร์ คุณพูดแล้วคุณสุขสบาย แต่เราต้องมาเก้ๆ กังๆ ใช้ชีวิตต่อไม่ได้ ทั้งที่วันนี้ผมยืนได้ด้วยตัวเองได้ แล้วผมไม่เคยไปทำความเดือดร้อนให้คุณ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย คุณจะไม่พอใจก็เรื่องของคุณ ผมเข้าใจได้ เพราะนั่นไม่ใช่หนทางคุณ คุณอาจรู้สึกว่ามันขัดหูขัดตา แต่เดี๋ยวก็ลืมแล้วครับ

กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเพศหนึ่งไปอีกเพศ ใช้เวลานานแค่ไหน 

หลายปีครับ เริ่มจากต้องผ่านจิตแพทย์ ว่าถ้าไปต่อมันจะแก้ไขไม่ได้ เป็นสเต็ปยาวตลอดชีวิต ทั้งตัดหน้าอก ตัดมดลูก ตัดทุกอย่าง คุณไม่มีสิทธิ์มีลูกแล้ว พอรับฮอร์โมนเพศชาย การเปลี่ยนแปลงมันไม่ใช่แค่ภายนอก ภายในเราเปลี่ยนด้วย กระทั่งกระบวนการความคิดก็เปลี่ยน ช่วงแรกเหนื่อยล้ามากกว่าปกติ คิดอะไรไม่ค่อยออก ต่อมาก็รู้สึกว่าแปลกมากเลย เราเริ่มไม่คิดมากเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่เคยเป็น 

ฮอร์โมนเพศเป็นสิ่งที่เราต้องฉีดตลอดชีวิต ไม่เช่นนั้นสรีระจะเปลี่ยน แล้วก็จะมีผลข้างเคียงกับระบบภายใน แถมโรคที่ผู้ชายเป็น ทั้งเลือดข้น โรคหัวใจ เบาหวาน หัวล้าน กรรมพันธุ์ที่บ้าน ก็จะได้มาหมด คนแปลงเพศเป็นชายในบ้านเราจึงยังน้อยครับ ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่แปลงด้วยอายุ ถ้าอายุเยอะแล้ว การแปลงเพศมีความเสี่ยงมาก ต้องอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเดือนๆ 

มีอะไรที่ทำแล้วรู้สึกเสียใจ แบบไม่น่าทำเลยไหม

ไม่ครับ ไม่มี ผมมีความสุขมาก เราได้ใช้ชีวิตแบบที่เราต้องการแล้ว ไม่สนใจใคร ทุกวันนี้ผมทำหน้าที่ผมให้ดีที่สุด แค่นั้น และถ้าได้ทำจนขั้นตอนสุดท้าย มันคงเป็นเรื่องสบายใจที่สุด อย่างน้อยเราได้เป็นในสิ่งที่เราต้องการแล้ว

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

คุณรับมือกับคนที่ไม่เข้าใจตัวตนของคุณเลยอย่างไร

ผมโชคดีที่ผมคิดน้อยมั้งครับ ผมไม่ได้เก็บมาคิด อย่างแค่คำพูดแม่ ผมก็คิดว่าคอยดูนะ ไม่มีอนาคตใช่มั้ย เดี๋ยวคอยดู ส่วนคนที่รู้ว่าผมเคยเป็นผู้หญิงมาก่อน ส่วนใหญ่ไม่กล้าถามอะไร แค่ตกใจว่าเหมือนผู้ชายมากเลยนะ แต่ว่าถามได้นะ เราจะได้เข้าใจกัน เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ด้วย 

การเป็นผู้ชายข้ามเพศให้เรื่องที่ดีและเรื่องที่ลำบากกับผมนะครับ ถ้าเกิดมาเป็นปกติไปเลย ชีวิตผมอาจจะง่ายกว่านี้ แต่มันก็ทำให้ผมก้าวข้ามอะไรที่ยากมากๆ และสอนให้เราโตขึ้น

การแปลงเพศส่งผลต่อการมีความรักไหม

ไม่ครับ ตอนนี้มีแฟน และผมคิดว่าถ้าจะมีความสัมพันธ์กับใครในครั้งต่อไปก็จะบอกเขาตรงๆ เลย ทุกความสัมพันธ์ควรต้องเคลียร์แต่แรก ผมมีบุตรไม่ได้ 

คิดว่าสังคมไทยยอมรับคนข้ามเพศมากแค่ไหน

ปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้นเยอะนะครับ มันต้องใช้เวลา เป็นเรื่องปกติที่จะมีคนไม่เข้าใจ แล้วก็เป็นเรื่องปกติที่มีคนเข้าใจมากขึ้น ต้องใช้เวลาในการก้าวข้ามไปเรื่อยๆ สังคมต้องใช้เวลาครับ ในแง่ความสะดวก ตอนนี้ทำธุรกรรมการเงินก็ลำบากหน่อย แล้วก็ลำบากตอนไปต่างประเทศเพราะคำนำหน้าชื่อก็เปลี่ยนไม่ได้ ผมก็ชินแล้วล่ะ

คำพูดที่น่าประทับใจที่สุดของครอบครัวคุณคืออะไร

ป้าผมเขาเคยถาม “มันจะเป็นอะไร จะเป็นผู้ชายหรือจะเป็นผู้หญิง ให้มันได้สักทางหนึ่ง” แม่ผมตอบว่า “เออ มันจะเป็นอะไรก็เป็น ช่างมันเถอะ ชีวิตมัน” (หัวเราะ) มันคงถึงจุดของเขาแล้ว 

ส่วนพ่อผมไม่ค่อยพูดกับผมตรงๆ แต่จะพูดผ่านแม่ เขาบอกว่าเขาโอเคนะที่จะมีลูกชายเพิ่มสักคนหนึ่ง นี่เป็นการปลดล็อกระหว่างเรา หลังจากนั้นก็ได้คุยกันมากขึ้น ได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น

ชื่อไจโกะไม่ใช่ชื่อเล่นจริงๆ ของคุณใช่ไหม

เป็นชื่อที่คณะครับ ตอนนั้นผมไม่ชอบชื่อนี้เลยนะ เพราะผมเขียนในใบประวัติตอบรับน้องว่าแพ้ปูอัด พี่เขาก็เลยแซวว่าเป็นไจโกะ น้องไจแอนต์ เจ็บนี้รสปูอัด (หัวเราะ) จริงๆ ชื่อเล่นชื่อญา 

อะไรคือความแตกต่างระหว่างไจโกะกับเด็กหญิงญาในอดีต 

แข็งแกร่งขึ้นมั้งครับ แล้วก็เข้าใจโลกมากขึ้น เรียกว่าใจเย็นขึ้นดีกว่า ผมพยายามจะเข้าใจความเป็นคนและความรู้สึกของคน มากกว่าตัดสินว่าความคิดใครไม่ดี แต่ก่อนผมเป็นแล้วผมก็จะดาวน์มาก มีคำถามให้คิดเยอะมาก ปัจจุบันก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจกันไป ผมเลยไม่ค่อยเครียดกับปัญหาที่เข้ามา แล้วก็ไม่ค่อยเก็บเรื่องลบมาคิดมาก แค่ทำในสิ่งที่อยากทำ ผมเชื่อว่าทุกคนมีทางไปของเขาเอง มีจุดหมายของตัวเอง เราจะไม่ไปก้าวก่ายเขา

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load