พระเยซูเสวยกระยาหารร่วมกับมิกกี้เมาส์ มินนี่เมาส์ ทหารอเมริกัน 2 นาย โดนัลด์ดั๊ก และเด็กหญิงตัวน้อย ภาพโต๊ะอาหารค่ำช่วงคริสต์มาสอบอุ่น สว่างไสว และเสมือนจริงดุจภาพถ่าย สมการลงทุนลงแรงของ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน ซึ่งวาดภาพ The Last Christmas นี้มากว่า 2 เดือน 

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน
สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

แม้จิตรกรหนุ่มยังไม่วางมือจากฝีแปรง ภาพนี้มีคนซื้อเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับภาพอื่นๆ อีก 4 ชิ้นที่เขาวาดสมัยเรียน สเก็ตช์ซีรีส์ภาพสงครามที่เขาวางแผนไว้ก็ถูกจองหมด เป็นนิมิตหมายอันสุกสว่างว่าศิลปินแนวสัจนิยมรุ่นใหม่ไฟแรงคนนี้ คือคลื่นลูกใหม่น่าจับตามองในวงการศิลปะไทย

ความสนใจในสงครามและสันติภาพของวีรญา เริ่มต้นจากวัยเด็กที่ถูกรังแก จากความพยายามหาที่ทางของตัว ในโลกที่เพศสภาพไม่ตรงกับความรู้สึกข้างใน จากคำถามที่ไร้คำตอบจากศาสนาและคนใกล้ตัว จากคำปรามาสของผู้ใหญ่ที่มองว่าคนแบบเขาไร้อนาคต ไร้ที่ยืนในสังคม

วีรญาปิดประตูจากโลกภายนอกอย่างเงียบเชียบ เขาวาดรูป วาดรูป และวาดรูป 

ผลของการฝึกฝนทักษะอย่างหนักงอกงาม ภาพวาดของเขาปลดหนี้ให้ที่บ้านได้ ในวันที่คนในครอบครัวเริ่มเข้าใจตัวตน ผลงานขายดีสม่ำเสมอ และตัวเขากำลังรอเข้าสู่กระบวนการแปลงเพศขั้นสุดท้าย เราแวะเข้าไปชมผลงานของเขาที่ 333 Gallery

 ไม่ใช่แค่ฝีแปรงของเขาที่ชวนเพ่งพิศ ประเด็นความเปิดกว้างทางศาสนา เพศ ความรัก และครอบครัว ของวีรญา ก็น่าสนใจมากๆ เช่นกัน

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

ช่วงนี้คุณกำลังวาดอะไรอยู่

เรื่องสงครามครับ ซีรีส์ The Last Supper ที่ผมกำลังทำแบ่งเป็นสี่ส่วน มีทานข้าวกับครอบครัว ทานข้าวกับคนรัก ทานข้าวกับเพื่อน แล้วก็ในสนามรบ ผมจะพูดถึงเรื่องมุมมองของผมที่มีต่อทหารที่กำลังจะไปรบ เลยใช้บริบทการทานข้าวที่มีความสุขกับทหาร นี่อาจจะเป็นมื้อสุดท้ายของเขาก็ได้ เขาอาจจะไปแล้วไม่ได้กลับมา โยงไปถึงภาพ The Last Supper ของพระเยซู

งานนี้เป็นโปรเจกต์ที่ยาวมาก ในแต่ละส่วนก็มีอีกหลายชิ้น นี่เป็นชิ้นแรกของซีรีส์ ซึ่งจะใช้เวลาอีกสองปีก่อนจัดแสดงเดี่ยวที่นี่

ทำไมถึงสนใจสงครามขนาดนี้ 

ตอนเด็กๆ ผมโดนรังแก เป็นช่วงวัยที่ทรมานมากๆ เพราะว่าเราโดนแกล้งทุกวัน จนผมต้องฝึกมวยทุกวัน กะว่ามีเรื่องแล้วต้องเอาคืน เลยคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ในชีวิตประจำวันของคน มันซ่อนในรูปแบบอะไรได้บ้าง คิดแล้วมากับการ์ตูนเยอะมาก ดูผิวเผินมันสนุกนะครับ เวลาตีกันมันไม่เจ็บปวดหรอกเพราะว่ามันไม่ตายจริงไงฮะ ไม่มีเลือดด้วย ดูสนุกสนาน ก็เลยเอาเรื่องพวกนี้มาจัดองค์ประกอบใหม่ แล้วก็พัฒนามาถึงเรื่องความรุนแรงในไทย หาข้อมูลเรื่องพฤษภาทมิฬ 14 ตุลา เอาภาพเก่ามาวาดใหม่อีกที พูดถึงเรื่องการปลูกฝังความรุนแรงตั้งแต่เด็กจนโตมา 

หลังจากนั้นผมก็คิดต่อยอดขึ้นจากความรุนแรงในระดับประเทศสู่ประวัติศาสตร์โลก ไปศึกษาประวัติศาสตร์สงคราม ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเย็น เราก็เลยรู้ว่าปัจจุบันยังมีสงครามการเมืองที่ยังไม่จบ เราอยู่ในโลกที่ขับเคลื่อนไปพร้อมสงคราม เวลาเดียวกันนี้ซีเรียอาจหนีระเบิดอยู่ก็ได้ แล้วตอนนี้เราทำอะไรอยู่ 

ผมยังคิดเล่นๆ เลยนะว่าถ้าตอนนี้มีสงครามโลกครั้งที่สาม ไทยจะเอายังไง มีสงครามก็สู้เขาไม่ได้หรอก แล้วเราก็เป็นพันธมิตรกับทุกชาติ จีนก็พันธมิตร รัสเซียก็เพื่อน อเมริกาก็มีสัมพันธมิตรมานานเหมือนกัน หรือเราจะเอาแบบเดิม ไม่เข้าข้างใครเลย เป็นประเทศเล็กๆ อยู่ตรงกลาง ไม่รู้เหมือนกัน 

คนไทยหลายคนไม่ค่อยเห็นปัญหาความรุนแรงที่ทั่วโลกเผชิญอยู่ อย่างชุดฮิตเลอร์หรือชุดของทหารนาซี เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากๆ แต่เด็กไทยเอามาใส่ทำพาเหรด วงดนตรีเอามาใส่เล่นเอ็มวี คือเราขาดความรู้เรื่องบริบทของโลก ทั้งที่มันสำคัญมากเพราะเราอยู่ร่วมโลกเดียวกัน ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์มากขึ้น เราจะรู้ว่าประเทศเราจะไม่ซ้ำรอยเดิมยังไง มองในมุมใหญ่ การเมืองไทยจะเป็นยังไงต่อ ผมรู้สึกว่ามันมีความเดือดร้อนจริงๆ เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะไกลตัว ถ้าเราให้ความสนใจกับมัน

คิดว่าบรรดาคนที่ติดตามหรือซื้องานของคุณ เขาเห็นอะไร

เขาบอกว่างานผมมีเอกลักษณ์ มันซ่อนนัยยะอะไรไว้เยอะ น่าสนใจ เอาไปคิดต่อได้ บางคนทักมาคุยก่อนเลยว่าความคิดเราเป็นแบบไหน ใส่สัญลักษณ์เต็มไปหมด เราพูดถึงเรื่องการแทรกแซงการรบ ธุรกิจ น้ำมัน เงิน ดินแดน ชาติพันธุ์ เชื้อชาติศาสนา ในสงครามมีเรื่องยิบย่อยมาก แต่ผมหยิบมาทำในบริบทการ์ตูนที่ตอนเด็กๆ ชอบอีกที อย่างมิกกี้เมาส์ก็เป็น Symbolic ที่ดีมากๆ ของชาติมหาอำนาจ เป็นตัวการ์ตูนที่มีเพาเวอร์มากๆ ของโลก เป็นตัวละครที่เกิดมาพร้อมๆ กับสงคราม การใช้มิกกี้เมาส์ในเรื่องสงครามก็เยอะ พอผมไปเจอก็แบบ ใช่เลย วาดไปก็รู้สึกว่าทหารซีเรียก็คือคนคนเดียวกันกับทหารอเมริกา ในแง่มุมหนึ่งคือฆ่าคนเหมือนกัน อาจเพื่อดินแดนตัวเองหรือสิทธิของชาติตัวเอง 

ก่อนหน้านี้ ผมไปศึกษาเรื่องสงครามเยอะ เลยรู้สึกว่าอเมริกานี่ไปทุกที่เลยนะ พูดตรงๆ เลยคือชอบไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน ช่วงนั้นก็โอนเอียงเลือกฝ่ายแล้วโทษอเมริกา วาดรูปในซีเรียก็พูดถึงชีวิตประจำวันของคนที่เปลี่ยนไป นั่งดูหนังก็ต้องมีปืนอยู่ข้างๆ กินข้าวก็ไม่ปกติ แต่พอมาศึกษาเรื่อยๆ ในปัจจุบัน กลายเป็นว่าไม่ใช่แค่อเมริกา มันมีการยินยอมตกลงผลประโยชน์ร่วมกัน ทีนี้เราจะโทษอเมริกาอย่างเดียวไม่ได้ละ ผลกระทบโดยรวมตกที่ประชาชนส่วนใหญ่ เด็กผู้หญิงผู้ชายโดนหมด ทหารเองก็เลือกไม่ได้เพราะโดนส่งไป ผมเลยถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวความรู้สึกของคนบางคน 

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน
สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

ดูเหมือนว่าศาสนาเข้าไปมีส่วนอย่างมากในผลงานของคุณ

ด้วยครับผม ภาพล่าสุดที่ทำ ผมคิดว่าศาสนาเหมือนเครื่องชูใจให้คน อย่างคนไทยกับพุทธศาสนา เวลาจะไปรบ ก็ขอให้เรารอดกลับมา เป็นความศรัทธาและเป็นความหวังด้วย ผมศึกษาเรื่องศาสนามาเยอะ มีคำถามในหัวเยอะมากว่าคนเราจำเป็นต้องมีศาสนามั้ย เคยอยู่ในจุดที่ไม่เอาเลยสักอย่าง หรือว่าเราจะเชื่อวิทยาศาสตร์ เพราะทุกอย่างต้องมีเหตุและผล

แต่พอเวลาผ่านไป เราคิดว่าบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลก็ได้ บางสิ่งบางอย่างใช้ความรู้สึก คือถ้าเราจะพูดถึงวิทยาศาสตร์ เราต้องพูดถึงเหตุและผลในการสนับสนุนใช่มั้ย แต่ถ้าพูดถึงศาสนา มันเป็นความเชื่อ ซึ่งบางทีไม่มีเหตุผลมาประกอบ 

ตอนนี้คุณศึกษาศาสนาอะไรอยู่

ผมเพิ่งมาศึกษาศาสนาคริสต์ได้ปีกว่าเกือบสองปีเอง ครอบครัวผมนับถือศาสนาอิสลาม คนอื่นเขาอาจเจอแง่มุมดีๆ แต่สังคมที่ผมอยู่ทำให้มีคำถามในหัวตลอดว่าทำไมต้องแบบนี้ ทำไมต้องอย่างงี้ เรามีคำถามตลอด 

แล้วเรารู้สึกกับคำว่าบาป เป็นแบบนี้มันบาป แต่เราจะไม่ได้คำตอบว่าทำไมมันถึงบาป ถามใครก็ไม่มีใครให้คำตอบเราได้ ทุกอย่างมันดูย้อนแย้งกันหมด ก็เลยศึกษาว่าโลกเรามีกี่ศาสนา คือมันเยอะมาก ทุกอย่างก็ดีหมด เราเลยลองเปิดใจดูก่อน ศึกษาศาสนาพุทธ แล้วก็เดินเข้าไปโบสถ์คริสต์ ไปหาคุณพ่อเลยว่าผมอยากเรียน คุณพ่อก็งงๆ แต่ก็นัดมาเรียนกันทุกเสาร์ เราก็ไปเรียน ได้รู้ว่าแง่มุมของศาสนามีอย่างงี้ด้วย

เจอคำตอบอะไรในศาสนาคริสต์

ความรักครับ ก่อนหน้านั้นผมเจอแต่แบบ ไม่ได้ ทำอย่างงี้มันผิดนะ มีแต่การครหากันหมดเลย แต่พอผมมาเรียนศาสนานี้ เออว่ะ ถ้าเรามองทุกคนเท่ากัน แล้วมีความรักให้กับทุกคน 

คุณพ่อบอกว่าเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใคร เราเองก็มีความผิดเหมือนกัน ไม่มีใครไม่เคยทำความผิด แต่ก่อนผมมองว่าทำไมคนคริสต์ชอบไปโบสถ์ ไปล้างบาปก็ไม่แฟร์สิ ฆ่าคนแล้วมาล้างบาปก็หายเหรอ จริงๆ ไม่ใช่ การที่เราเข้าโบสถ์ไปสารภาพบาป มันเป็นการยอมรับความผิดของตัวเอง เพราะคนเราส่วนใหญ่อับอายที่จะยอมรับว่าเราทำผิด การไปพูดกับใครสักคนไม่ได้หายบาปนะครับ แต่มันเป็นการยอมรับ และพยายามทำตัวให้ดีขึ้น ไม่กลับไปทำผิดอีก 

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน
สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

ซึ่งต่างจากความเชื่อเดิมของคุณยังไง 

จริงๆ ไม่เกี่ยวกับศาสนาหรอก ผมว่าผมเจอคนไม่ดีมากกว่า ผมเคยได้ยินมาว่าเราสามารถฆ่าคนได้โดยที่เราไม่ผิด ผมงงมาก สับสนเลย คนพูดเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนนับถือมากด้วย ทำไมวะ ทำไมมันไม่ผิดวะ แล้วพระเจ้าเราเป็นแบบนั้นเหรอ นี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กคนหนึ่งมาก 

ผมตามหาความหมายของศาสนา ไม่ได้เชื่ออะไรตายตัว อนาคตอาจเปลี่ยนไปศึกษาอย่างอื่นอีกก็ได้ ทุกวันนี้ผมเชื่อคำสอนศาสนาคริสต์ แล้วก็นับถือพุทธศาสนา ไปทำบุญทำทานด้วย อะไรที่เป็นเรื่องดี ผมก็ทำ ถ้าพระเจ้ามีจริง เขาน่าจะเข้าใจนะว่าสิ่งที่เราทำคือเรื่องดี การทำบุญ เราสามารถทำได้ทุกศาสนา

คุณสนใจเรื่องศาสนามาตั้งแต่เด็กๆ เลยรึเปล่า

ที่บ้านก็ให้ไปเรียนศาสนาตอนเจ็ดขวบ ตอนช่วงเช้าผมเรียนโรงเรียนวัดเลยนะฮะ ตอนเย็นผมต้องไปเรียนศาสนาอิสลาม ดังนั้นผมสวดมนต์เป็นด้วย แล้วพอไปเรียนอิสลามก็รู้ภาษาอาหรับ แต่เหมือนเราเป็นเด็กต่างถิ่นเพิ่งย้ายมา พอไปเรียนศาสนาก็โดนแกล้ง เจอแก๊งเด็กมารุมต่อยทุกวันเลย อยากย้ายบ้านมาก ถึงขั้นไปบอกพ่อว่าย้ายบ้านเถอะ ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากออกจากบ้าน เพราะมันออกไม่ได้ เจอตั้งแต่เจ็ดขวบถึงสิบสองขวบ ไม่มีเพื่อนแถวบ้านเลย เรามีแค่ญาติรุ่นน้องคนหนึ่ง แล้วก็เพื่อนมัธยม เรื่องทำร้ายร่างกายเลยถ่ายทอดมาเป็นงานเรา 

แล้วคุณก้าวข้ามเรื่องเพศในศาสนาได้ยังไง

ยากมาก ใช้เวลามาก ผมได้ยินจากที่บ้านตลอดว่าเป็นแบบนี้มันผิด มันบาป ตกนรก ไม่ใช่แค่เรานะครับ พ่อแม่เราด้วยที่ต้องรับกรรมตรงนี้ไป โห เรื่องใหญ่มาก ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราเป็นอะไร สิ่งที่เราเป็นมันผิดเหรอ 

รู้สึกเรื่องนี้ตอนอายุเท่าไหร่

เด็กมาก ประมาณเจ็ดแปดขวบ เพื่อนของอาพูดกับผมว่า “เป็นทอมใช่มั้ย” ผมงงว่าอะไรคือทอม ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรด้วยซ้ำ เขาบอกว่าสิ่งที่เราเป็นมันไม่ดี ทั้งๆ ที่ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าผมเป็นอะไร เราแค่ชอบเล่นฟุตบอล มีเพื่อนเด็กผู้ชาย ชอบเล่นกับกลุ่มเพื่อนนี้ แค่นั้นเอง กลายเป็นว่าแม่พูดว่าอย่างงี้มันไม่ดี เป็นตัวตลกของสังคมนะ ไม่มีอนาคตนะ ตอนเด็กๆ ผมได้ยินบ่อยมาก เป็นงี้มันจะไม่มีอนาคตนะ ช่วงที่ผมโดนหนักๆ เป็นช่วงประถม ไม่มีใครให้คำปรึกษาได้เลย

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

แล้วพวกเด็กผู้ชายเขายอมรับไหมที่คุณไปเตะบอล ไปเล่นกับเขา

ปกติเลยครับ เด็กไม่ได้รู้หรอก เขาไม่รู้จนกระทั่งผู้ใหญ่มาบอกว่าอันนี้คือไม่ดี พอปอหก แม่ผมก็ถามว่าพอเข้ามอหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นผู้หญิงให้เขาได้ไหม แม่ดูเสียใจมาก งั้นเดี๋ยวจะเปลี่ยนให้ เข้ามัธยมเขาก็ส่งผมไปเรียนมัธยมหญิงล้วน ชีวิตมัธยมเจ็บปวดมากครับ เจ็บปวดมาก 

คนถามตลอดว่าเราเป็นอะไร ผมไม่ค่อยพูดกับใคร เพื่อนก็ชอบถาม “เป็นทอมเปล่าเนี่ย” เราก็บอกว่าไม่ได้เป็น สัญญากับแม่ไว้แล้ว ไม่ได้เป็น แต่มันไม่ได้ สุดท้ายเราต้องยอมรับตัวเองก่อนว่าเราเป็นอะไร เราชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย นี่เราชอบผู้หญิง แล้วเราชอบเล่นกับผู้ชาย เขาเรียกว่าเราเป็นทอม ก็เลย โอเค ยอมรับตัวเองไป แต่ที่บ้านจะรู้ไม่ได้ 

ตอนนั้นผมรู้สึกว่าที่บ้านไม่มีทางเข้าใจ ก็เลยแค่ตั้งใจเรียนให้มันดี เพราะที่บ้านชอบพูดเสมอว่าเป็นแบบนี้ไม่มีอนาคต ซึ่งก็เป็นคำถามให้ผมคิดอีกว่าเป็นแบบนี้แล้วไม่มีอนาคตยังไง เพราะเราก็ยังเรียนหนังสือ จบมาเดี๋ยวก็มีงานทำ

เมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน ถือว่าอนาคตตัวเองรุ่งโรจน์ไหม

ไม่คิดเลยฮะ ผิดกันเลย ผมไม่ได้คิดจะเป็นศิลปินด้วยซ้ำ ที่เลือกเรียนศิลปากรมันเป็นแค่ (เงียบคิด) จะพูดยังไง คือมันเป็นอย่างเดียวที่ผมทำได้ดีที่สุดในตอนนั้น 

ศิลปะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตคุณได้ยังไง

เราอยู่บ้านบ่อย ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอก วาดรูปอย่างเดียว รู้สึกว่ามีความสุข มีสมาธิ ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนข้างนอกก็ได้ วาดภาพมาตั้งแต่ประถมเลย พอมามัธยมต้น ผมมีปัญหาเรื่องเพศและปัญหาเรื่องเรียนด้วย เพราะว่าที่บ้านอยากให้เราเรียนสายวิชาการ เขาไม่เข้าใจว่าศิลปะทำอะไรได้ จะไปเขียนกำแพงวัดกินหรอ อยากให้ผมเรียนวิทย์คณิต แต่ตอนอยู่มอสี่ รุ่นพี่มอหกที่เรียนศิลปะบอกให้ผมโดดลงมาสอบวาดรูปเดี๋ยวนี้เลย ผมก็ขออาจารย์ไปเข้าห้องน้ำ แต่ตัวเองลงไปสอบวาดรูป แล้วก็ไม่กลับขึ้นไปอีก 

สอบติดแล้วแม่ก็มารู้ตอนหลัง เละเทะไปหมด เราพูดกับเขาว่าเดี๋ยวจะสอบเข้าจิตรกรรมศิลปากรให้ได้ คอยดูนะ พูดไปแล้วถ้าทำไม่ได้ก็แย่มาก ตอนอยู่มอหกก็เลยต้องหาทางติวกับรุ่นพี่ศิลปากร หัดนั่งรถเมล์ไปตรงสนามหลวง จำได้ว่าติวหนักมาก มาเขียนรูปจนไม่ได้กลับบ้านก็มี นอนที่มหาลัยก็มี เพราะเราเป็นเด็กสายวิชาการ สู้เด็กอาชีวะเขามีพื้นฐานวาดรูปอยู่แล้วไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ได้สอบที่อื่นไว้เลย คิดอย่างเดียวว่าต้องติด ไม่งั้นจะเอาหน้าไว้ที่ไหน 

พอติดมาแล้วยากมากเลย ทุกอย่างใหม่ไปหมด เราเหมือนอยู่ในกะลามาตลอด เราก็ว่าเราไม่แย่นะ แต่พอเข้ามาคือเราตามเพื่อนไม่ทันเลย คนเก่งๆ มันขนาดนี้เลยเหรอ ฝีมือดีมาก ปีหนึ่งผมเลยเหนื่อยมาก ไม่เคยได้เอ ช่วงนั้นจะกลับบ้านเร็ว เพราะจะไปสยาม แวะร้านคิโนะคุนิยะตลอดเพื่อไปดูหนังสือศิลปะทุกวัน ดูวิธีการ Drawing ทุกวันจนมันดีขึ้นเรื่อยๆ 

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน
สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

ศิลปินในดวงใจของคุณคือใคร 

ผมชอบ นอร์มัน ร็อกเวลล์ (Norman Rockwell) ครับ เป็นศิลปินอเมริกันที่เขียนรูปเยอะมาก ทำงานแบบถวายชีวิตเลย วิธีการใช้สีเขาเก่งมากๆ ภาพประกอบสีสวย ส่วนศิลปินไทยที่ชอบคือ พี่ลำพู กันเสนาะ เป็นผู้หญิงที่ทำงานชิ้นใหญ่ๆ มีพลังสนุกสนาน เจอตัวจริงแล้วก็นิสัยดีมาก เป็นศิลปินยุคใหม่ที่น่ารัก

วงการศิลปะไทยมี LGBTQ+ เยอะไหม

เยอะครับ ฝีมือดีๆ ทั้งนั้น ผมโชคดีที่พอติดจิตรกรรมแล้ว แต่ละคนก็จะเป็นอะไรก็ได้ จำได้ว่ารุ่นพี่ที่รับน้องผมพูดว่า “อยู่ที่นี่พวกมึงจะเป็นอะไรก็ได้ เป็นได้เลย เป็นได้ทุกอย่าง แต่งตัวยังไงก็ทำได้หมด ชีวิตมึง” ซึ่งก็จริง ในสังคมที่ฟรี ทุกคนมองแค่เรื่องศิลปะ ไม่ได้มองว่าใครเป็นอะไร ผู้ชายข้ามเพศในไทยก็มีหลากหลายอาชีพมากเลยครับ ที่ผมรู้จักก็มีทั้งกราฟิกดีไซเนอร์ อาจารย์สอนมหาวิทยาลัย ช่างภาพ

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน
สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

คุณเคย Come Out กับพ่อแม่ไหม หรือเขารู้อยู่แล้วแหละ 

ไม่เคยพูด แต่เขาเห็นพฤติกรรมเราตลอด ว่าเราไม่ใส่กระโปรง ใส่กางเกง ไปเที่ยวกับเพื่อน เขาก็เห็นว่าเรามีกลุ่มเพื่อนที่เป็นแบบเดียวกันด้วย เขาไม่ได้อยากพูดอะไรมาก เพราะเขารู้ว่าผมไม่ค่อยฟัง มีแฟนตอนมัธยมเป็น Puppy Love ก็บอกที่บ้านไม่ได้ มีความห่างเพราะว่าเรื่องนี้แหละครับ เราไม่พูดกับเขาทุกเรื่อง พูดแค่เรื่องเรียนเรื่องอะไร แต่ก่อนนี่อึดอัดมาก ถ้าอยู่กับคุณพ่อสองคน ไม่มีแม่อยู่บ้านคือเงียบกริบ ดูหนังก็เงียบ กินข้าวก็กินเงียบมาก แทบไม่ได้พูดกันเลย 

มารู้ว่าทอมกับผู้ชายข้ามเพศต่างกันตอนไหน

ผมเริ่มหาข้อมูลเพราะว่ารู้สึกว่าผมไม่ได้อยากอยู่แบบนี้ อยากเป็นผู้ชาย คิดตลอดเลยว่าทำไมไม่เกิดมาเป็นผู้ชายให้มันจบๆ ไปวะ ทุกอย่างจะโอเคมาก ผมอึดอัดมากเลยที่ต้องมาอยู่ในร่างนี้ ไม่ไหว ถ้ามีโอกาสเปลี่ยน ผมก็จะทำ ต่อมาก็เจอข้อมูลว่ามีการผ่าตัดแปลงเพศจากผู้หญิงมาเป็นผู้ชายในต่างประเทศตอนผมอยู่ปีสอง ความรู้ใหม่เต็มไปหมดเลย พอปีสามปีสี่ การแพทย์ยิ่งพัฒนา ในไทยเริ่มมีแล้ว ผมก็เลยรอเรียนจบก่อน เพราะถ้าผมเดินไปบอกแม่เลยเขาคงไม่ยอม มองว่าเรายังรับผิดชอบอะไรไม่ได้ พ่อแม่เป็นหนี้เป็นสินเพราะส่งเราเรียน ผมเลยคิดว่าเราต้องปลดหนี้ให้ที่บ้านได้ด้วยนะ แล้วเขาจะไม่กล้าพูดแย้งผม

ได้ทำตามที่ตั้งใจไว้เมื่อไหร่

ห้าปีที่แล้วผมเดินเอาเงินจากงานที่ขายได้ตอนเรียนไปให้แม่ จำนวนเยอะมาก ผมบอกแม่ว่าไปหาหมอมาแล้วนะ จะแปลงเพศ แม่ก็ไม่กล้าบ่น เขาถามว่าจะทำจนจบเลยมั้ย เราก็บอกว่าจะทำจนจบ แล้วเขาก็ถามว่าคิดว่าจะอยู่ในสังคมได้ไหมถ้าวันหนึ่งเขากับพ่อไม่อยู่แล้ว โหย มันก็ปลดล็อกเลยฮะ ทำให้เรารู้ว่า อ๋อ จริงๆ แล้วเขาเป็นห่วง กลัวว่าเราจะอยู่ในสังคมไม่ได้ กลัวว่าคนในสังคมจะไม่เข้าใจเรา เลยเริ่มทำความเข้าใจความรู้สึกพ่อแม่มากขึ้น เพราะตอนเด็กๆ เรียกร้องอย่างเดียว ทำไมผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ 

พอโตมาเราเริ่มคิดกลับกัน อยู่ๆ จะให้เขามาเข้าใจเราเลยมันเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะว่าเขาโดนกดดันจากสภาพแวดล้อม ครอบครัวญาติพี่น้อง สังคมมันบีบเขาอีกทีว่าเลี้ยงลูกยังไงให้ลูกเป็นแบบนี้ แล้วเจเนอเรชันมันต่างกันมาก ยุคพ่อยุคแม่เราโตมาแบบนั้น ผมใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองนานมากกว่าที่บ้านจะยอมรับ เราก็ต้องค่อยๆ คุยกัน ค่อยๆ เปิดใจกัน เรียนรู้กันไป ผมบอกเขาตลอดว่าเราทำอะไรอยู่ตรงไหน แล้วก็พูดให้เขามั่นใจว่าเราอยู่ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง

ตอนตัดสินใจแปลงเพศ มีใครที่คุณรู้จักแล้วไปทำด้วยกันไหม

ไม่มี ตอนผมบอกเพื่อนที่เป็นทอมเหมือนกันว่าแปลงเพศสิ เขานิ่งแล้วตอบมาว่า “กูไม่อยากเป็นผู้ชาย” ผมสับสน งงเลย มันบอกว่าน่ากลัว ไม่เอา ก็เลยไปหาหมอ ผมเล่าเรื่องนี้ให้หมอฟัง หมอเลยอธิบายว่าคุณต้องแยกก่อนนะ เพศสภาพกับรสนิยมทางเพศไม่เหมือนกัน ตัวผมไม่ได้แค่ชอบผู้หญิง แต่อยากมีเพศสภาพเป็นชายด้วย 

แต่ก่อนผมแคร์คำพูดคนเยอะมาก รู้สึกว่ามันมีผลกระทบต่อชีวิตมาก เนี่ย เป็นอย่างงี้ไม่ดี เรารู้สึกไม่กล้าทำ ผมก็มานั่งคิดว่ามันไม่แฟร์ ทำไมผมต้องมานั่งแคร์ คุณพูดแล้วคุณสุขสบาย แต่เราต้องมาเก้ๆ กังๆ ใช้ชีวิตต่อไม่ได้ ทั้งที่วันนี้ผมยืนได้ด้วยตัวเองได้ แล้วผมไม่เคยไปทำความเดือดร้อนให้คุณ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย คุณจะไม่พอใจก็เรื่องของคุณ ผมเข้าใจได้ เพราะนั่นไม่ใช่หนทางคุณ คุณอาจรู้สึกว่ามันขัดหูขัดตา แต่เดี๋ยวก็ลืมแล้วครับ

กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเพศหนึ่งไปอีกเพศ ใช้เวลานานแค่ไหน 

หลายปีครับ เริ่มจากต้องผ่านจิตแพทย์ ว่าถ้าไปต่อมันจะแก้ไขไม่ได้ เป็นสเต็ปยาวตลอดชีวิต ทั้งตัดหน้าอก ตัดมดลูก ตัดทุกอย่าง คุณไม่มีสิทธิ์มีลูกแล้ว พอรับฮอร์โมนเพศชาย การเปลี่ยนแปลงมันไม่ใช่แค่ภายนอก ภายในเราเปลี่ยนด้วย กระทั่งกระบวนการความคิดก็เปลี่ยน ช่วงแรกเหนื่อยล้ามากกว่าปกติ คิดอะไรไม่ค่อยออก ต่อมาก็รู้สึกว่าแปลกมากเลย เราเริ่มไม่คิดมากเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่เคยเป็น 

ฮอร์โมนเพศเป็นสิ่งที่เราต้องฉีดตลอดชีวิต ไม่เช่นนั้นสรีระจะเปลี่ยน แล้วก็จะมีผลข้างเคียงกับระบบภายใน แถมโรคที่ผู้ชายเป็น ทั้งเลือดข้น โรคหัวใจ เบาหวาน หัวล้าน กรรมพันธุ์ที่บ้าน ก็จะได้มาหมด คนแปลงเพศเป็นชายในบ้านเราจึงยังน้อยครับ ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่แปลงด้วยอายุ ถ้าอายุเยอะแล้ว การแปลงเพศมีความเสี่ยงมาก ต้องอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเดือนๆ 

มีอะไรที่ทำแล้วรู้สึกเสียใจ แบบไม่น่าทำเลยไหม

ไม่ครับ ไม่มี ผมมีความสุขมาก เราได้ใช้ชีวิตแบบที่เราต้องการแล้ว ไม่สนใจใคร ทุกวันนี้ผมทำหน้าที่ผมให้ดีที่สุด แค่นั้น และถ้าได้ทำจนขั้นตอนสุดท้าย มันคงเป็นเรื่องสบายใจที่สุด อย่างน้อยเราได้เป็นในสิ่งที่เราต้องการแล้ว

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

คุณรับมือกับคนที่ไม่เข้าใจตัวตนของคุณเลยอย่างไร

ผมโชคดีที่ผมคิดน้อยมั้งครับ ผมไม่ได้เก็บมาคิด อย่างแค่คำพูดแม่ ผมก็คิดว่าคอยดูนะ ไม่มีอนาคตใช่มั้ย เดี๋ยวคอยดู ส่วนคนที่รู้ว่าผมเคยเป็นผู้หญิงมาก่อน ส่วนใหญ่ไม่กล้าถามอะไร แค่ตกใจว่าเหมือนผู้ชายมากเลยนะ แต่ว่าถามได้นะ เราจะได้เข้าใจกัน เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ด้วย 

การเป็นผู้ชายข้ามเพศให้เรื่องที่ดีและเรื่องที่ลำบากกับผมนะครับ ถ้าเกิดมาเป็นปกติไปเลย ชีวิตผมอาจจะง่ายกว่านี้ แต่มันก็ทำให้ผมก้าวข้ามอะไรที่ยากมากๆ และสอนให้เราโตขึ้น

การแปลงเพศส่งผลต่อการมีความรักไหม

ไม่ครับ ตอนนี้มีแฟน และผมคิดว่าถ้าจะมีความสัมพันธ์กับใครในครั้งต่อไปก็จะบอกเขาตรงๆ เลย ทุกความสัมพันธ์ควรต้องเคลียร์แต่แรก ผมมีบุตรไม่ได้ 

คิดว่าสังคมไทยยอมรับคนข้ามเพศมากแค่ไหน

ปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้นเยอะนะครับ มันต้องใช้เวลา เป็นเรื่องปกติที่จะมีคนไม่เข้าใจ แล้วก็เป็นเรื่องปกติที่มีคนเข้าใจมากขึ้น ต้องใช้เวลาในการก้าวข้ามไปเรื่อยๆ สังคมต้องใช้เวลาครับ ในแง่ความสะดวก ตอนนี้ทำธุรกรรมการเงินก็ลำบากหน่อย แล้วก็ลำบากตอนไปต่างประเทศเพราะคำนำหน้าชื่อก็เปลี่ยนไม่ได้ ผมก็ชินแล้วล่ะ

คำพูดที่น่าประทับใจที่สุดของครอบครัวคุณคืออะไร

ป้าผมเขาเคยถาม “มันจะเป็นอะไร จะเป็นผู้ชายหรือจะเป็นผู้หญิง ให้มันได้สักทางหนึ่ง” แม่ผมตอบว่า “เออ มันจะเป็นอะไรก็เป็น ช่างมันเถอะ ชีวิตมัน” (หัวเราะ) มันคงถึงจุดของเขาแล้ว 

ส่วนพ่อผมไม่ค่อยพูดกับผมตรงๆ แต่จะพูดผ่านแม่ เขาบอกว่าเขาโอเคนะที่จะมีลูกชายเพิ่มสักคนหนึ่ง นี่เป็นการปลดล็อกระหว่างเรา หลังจากนั้นก็ได้คุยกันมากขึ้น ได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น

ชื่อไจโกะไม่ใช่ชื่อเล่นจริงๆ ของคุณใช่ไหม

เป็นชื่อที่คณะครับ ตอนนั้นผมไม่ชอบชื่อนี้เลยนะ เพราะผมเขียนในใบประวัติตอบรับน้องว่าแพ้ปูอัด พี่เขาก็เลยแซวว่าเป็นไจโกะ น้องไจแอนต์ เจ็บนี้รสปูอัด (หัวเราะ) จริงๆ ชื่อเล่นชื่อญา 

อะไรคือความแตกต่างระหว่างไจโกะกับเด็กหญิงญาในอดีต 

แข็งแกร่งขึ้นมั้งครับ แล้วก็เข้าใจโลกมากขึ้น เรียกว่าใจเย็นขึ้นดีกว่า ผมพยายามจะเข้าใจความเป็นคนและความรู้สึกของคน มากกว่าตัดสินว่าความคิดใครไม่ดี แต่ก่อนผมเป็นแล้วผมก็จะดาวน์มาก มีคำถามให้คิดเยอะมาก ปัจจุบันก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจกันไป ผมเลยไม่ค่อยเครียดกับปัญหาที่เข้ามา แล้วก็ไม่ค่อยเก็บเรื่องลบมาคิดมาก แค่ทำในสิ่งที่อยากทำ ผมเชื่อว่าทุกคนมีทางไปของเขาเอง มีจุดหมายของตัวเอง เราจะไม่ไปก้าวก่ายเขา

สงคราม เพศ ศาสนา และความรัก ในทรรศนะของจิตรกรชายข้ามเพศ ไจโกะ-วีรญา ยามันสะบีดีน

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load