ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

นอนไม่หลับ ปวดหัว จิตใจไม่สงบ ขอเพียงได้ยินเสียงอันกังวานของขันอันคุ้นเคยในช่อง TikTok ของ ‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก – Loong Ngork Gig Gog’ ทั้งผู้ฟังที่ตั้งใจเข้ามาและบังเอิญกดเข้ามาเจอ ต่างก็ติดใจในความสงบไปตาม ๆ กัน เพราะนี่คือศาสตร์การบำบัดร่างกายและจิตใจด้วยพลังงานบริสุทธิ์ของชายที่ชื่อว่า ไกรสร พรหมพิทักษ์

‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก’ เป็นลูกชาวนาผู้หลงรักเครื่องยนต์ จนนำตัวเองเข้าสู่วงการนิตยสาร ตามด้วยวงการวิทยุ และล่าสุดคือวงการ TikTok ที่มีแฟนคลับหลากหลายช่วงวัยมาติดตามกว่า 8 แสนคน

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

ใครหลายคนคงเคยได้ยินเสียงของลุงหงอกอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับพลังงานบริสุทธิ์ รวมถึงจิตศาสตร์ พุทธศาสตร์ ฟิสิกส์ และธรรมะอยู่แล้ว แต่น้อยคนนักที่รู้จักตัวตนและเรื่องราวเบื้องหลังดาวโซเชียลคนนี้อย่างแท้จริง คอลัมน์ Talk of The Cloud เลยพาทุกท่านไปรู้จักกับชีวิตลุงหงอก ชนิดที่เก็บตกทุกช่วงเวลาของการเติบโต โดยมีลุงหงอกเป็นผู้เขียนเล่าอัตชีวประวัติของตนเอง! พิเศษสุด ๆ เฉพาะสัปดาห์ The Cloud Golden Week เท่านั้น

ก่อนหัวจะหงอกและยังไม่มีคำนำหน้าว่าลุง

ไกรสร พรหมพิทักษ์ คือลูกชาวนาเต็มขั้นผู้มีกำปั้นเป็นหัวใจ เกิดไหนไม่เกิดดันเกิดกลางทุ่งนา ขณะที่ นางคำมี กำลังดำนา จู่ ๆ ก็หลุดพรวดโดยไม่มีเสียงโอดโอย นอกจากลูกชาวนาแล้ว ไกรสรยังอุปโลกน์โดยไม่มีเปเปอร์และใบเซอร์ฯ ติดข้างฝามารองรับและรับรอง ว่าเป็นศิษย์พระตถาคตผู้อยู่หางแถว รู้แล้วจึงมาเล่าและเขียนให้อ่าน มีติดตัวแล้วจึงนำมาทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชนิดจับต้องได้ เช่น ใช้ 2 มือเปล่า 1 ความเข้าใจ กับความบริสุทธิ์ผ่านเสียง เพื่อรักษามนุษย์ โดยไม่ต้องกิน ทา ฉีด หรืออาบด้วยเคมีกับรังสีนานาชนิด

ไกรสรทำงานผ่านโลกโซเชียลหลายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะ TikTok ในนาม ลุงหงอกกิ๊กก๊อก – Loong Ngork Gig Gog ชื่อนี้มีแต่นางสาวรจนาตาถึงเท่านั้น ที่จะรู้ว่าภายในตัวไอ้เงาะป่ามีดีเรื่องอะไร

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

แต่ก่อนจะหงอก ช่วงอายุ 7 ปี โดยประมาณ มีรถยนต์โดยสารหน้าตัดเชฟโรเลต หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจอดรับส่งผู้โดยสารทุกวันศุกร์ จากตำบลดอนจิก ถึงอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เห็นผู้ใหญ่เขาทำให้เครื่องยนต์ติดโดยการหมุน เราก็อยากทำบ้าง สมัยนั้นเขาเรียกว่า ‘เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง’ ส่วนสมัยนี้เขาเรียกว่า ‘ซน ไฮเปอร์ สมาธิสั้นสุด ๆ’ ผลที่ได้คือ ถูกเครื่องมือที่ใช้หมุนตีกลับ เจาะเข้าระหว่างคิ้ว เลือดสาดมีแผลเป็นจนถึงทุกวันนี้

ไม่ต้องถามว่าเสียเลือดกี่ลิตร เย็บไปกี่เข็ม ทั้งหมดจบลงด้วยสองมือเปล่ากับลมปากเป่าของ นายจูม (ผู้ทำให้เกิด) มาปิดปากแผลให้โดยไม่รู้จักเชื้อโรค เชื้อรา หรือบาดทะยัก ที่แน่ ๆ แพสชันด้านเครื่องยนต์มีต้นทุนมาจากหัวคิ้ว นึกในใจไม่มีใครรู้ ถ้าไม่บอกกล่าวเล่าขาน ต่อมาก็หายใจเข้า หายใจออก กิน นอนเป็นเครื่องยนต์

จากจับประแจซ่อม สู่จับปากกาเขียน

  ต่อมาทำงานบุกตะลุยอู่ซ่อมสารพัดช่าง ทะลุถึงแคมป์ทหารอเมริกัน ถูกคัดเลือกจาก 1 ใน 11 คน เป็นโอเปอเรเตอร์ควบคุมทั้งเครื่องยนต์และไฟฟ้า ถลำลึกจากบุกอุบลฯ ถึงกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟ ไปเป็นคนสอนวิชาเครื่องยนต์ใน โรงเรียนนางเลิ้งยานยนต์ หน้าสนามม้านางเลิ้ง ปัจจุบันเหลือแต่อาคาร ป้ายชื่อโรงเรียนหายไปไหนไม่ทราบ!

รู้และจำแต่เพียงว่า ณ วันนั้นเกิดวิวาทะเรื่องค่าเหนื่อยระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่ลงตัว นึกได้แต่เพียงว่า

“ฉันทำงานให้กับเธอ คือความสามารถของฉัน ถ้าฉันทำงานให้กับฉันล่ะ คือความสามารถของใคร”

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

คำตอบสุดท้ายก็ออกมาด้วยวาจา ความว่า “ความสามารถของการกระทำสิ่งใด ๆ = ความรู้ + ความเข้าใจ และการเข้าถึงของสิ่งนั้น ๆ + การกระทำ” ประจำกายใจถึงทุกวันนี้แล พร้อม ๆ กับเป็นที่มาของภาษากระแทกกลุ่มอนุรักษ์นิยมว่า การกระทำและการปฏิบัติเกิดก่อนทฤษฎีเป็นจริงฉันใด บุคคลที่ได้รับปริญญาทุก ๆ ใบในปัจจุบัน จะมาจากบุคคลที่ไม่เคยมีใบปริญญามาก่อนเป็นจริงฉันนั้น

ต่อมาก็เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองทั้งภายในและภายนอกเรื่องยานยนต์ นึกเสียดายประสบการณ์ตรง ครั้นจะเปลี่ยนเส้นทางไปศึกษาถึงขั้นนั่งบัลลังก์สั่งเป็นสั่งตายแก่มนุษย์ ใจก็ไม่โดนเป้า เพราะไม่ชอบคำว่า ‘ถูกกับผิด’ ที่มนุษย์รุ่นก่อน ๆ สั่งสมกันมาเป็นตำราร่ำเรียน ว่าแล้วก็สูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็มพร้อม กลั้นจนกว่านิวเคลียร์ของออกซิเจนจะแตก กลายเป็นพลังงานแผ่ซ่านไปทั้งตัว นำเอาประสบการณ์ทั้งทำ ทั้งสอน มาร้อยเรียงเป็นภาษาพ่อขุนฯ ซึ่งเป็นภาษาของพระอรหันต์ เสนอต่อเจ้าของนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์ กรังด์ปรีซ์ หวังจะให้ระเบิดเถิดเทิง

ปรากฏว่าต่ำกว่ามาตรฐานหลายลี้ จึงถูกขยี้ทิ้งตะกร้าถึง 2 ครั้ง 2 ครา

ผลการพิจารณาได้ 1 ใน 10 ฐานะลูกเขยกำนันยอมไม่ได้ เสนอครั้งที่ 3 ถามตรง ๆ ตั้งชื่อเรื่องมาเลย แม้ไม่เคยก็อยากลองครับ เป็นผู้นำความคิดและการกระทำไม่ได้ ก็ขอเป็นผู้ตาม อย่างน้อยก็กันหมากัด

วลีจากเจ้าของนิตยสาร คุณปราจิน เอี่ยมลำเนา เปรยทีเล่นทีจริง อยากจะได้เรื่องราวชาวยูสเซอร์ซื้อรถมือสองป้องกันผู้ขายย้อมแมวท่าจะดี เพราะอย่างน้อยถือเป็นการทำบุญ เท่านั้นแหละ เลือดบอร์นทูบีฉีดกลางแสกหน้าระหว่างคิ้วได้ชื่อเรื่องทันที เคล็ดลับ 16 ข้อของการเลือกซื้อรถเก่า เปิดตัวหน้าปกนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์นาม ‘กรังด์ปรีซ์’ พ.ศ. 2517 เป็นนิตยสารด้านยานยนต์และไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังมีนิตยสารในเครือ ได้แก่ นิตยสาร มอเตอร์ไซค์ นิตยสาร ออฟโรด นิตยสาร เอ็กซ์โอออโต้สปอร์ต นิตยสาร การาจไลฟ์ และหนังสือพิมพ์ ยวดยาน

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์
ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

จากนั้นก็ถูกตีพิมพ์ติดลมบนมาจนลืมลมล่าง กลายเป็นคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ ประจำในนิตยสาร กรังด์ปรีซ์ FC ก็เริ่มก่อตัว เป้าหมายคือขยายยอดจำหน่ายครองใจผู้อ่าน บริการผู้สนับสนุน ทั้งการจัดแข่งรถ ช่างเทคนิค การตลาดโฆษณา งานมอเตอร์โชว์ ฯลฯ จากบันไดขั้นแรกถึงบันไดขั้นสุดท้ายใน พ.ศ. 2528

ก่อนเกิดเป็นมอเตอร์โชว์ระดับอินเตอร์

ปลดสร้อยทองคล้องคอหนัก 5 บาท ขึ้นเครื่องเจแปนแอร์ไลน์มุ่งสู่กรุงโตเกียว มอเตอร์โชว์ครั้งแรกของชีวิต ไปปล่อยไก่สัตว์สองเท้าบนเครื่อง ขณะเครื่องกำลังรักษาระดับการบินคงที่ ทุกคนปลดเข็มขัดรัดเอว เราก็ทำบ้าง สักพักแอร์โฮสเตสเดินมากระซิบผู้โดยสาร พอมาถึงเรา เขาก็กล่าวสั้น ๆ ว่า “ดู ยู วอน ไวฟ์?” เราก็สวนทันทีว่า “เยส” ตามด้วย “อิส ชี บิวตี้ฟูล?” แอร์โฮสเตสกลับมาอีกทีพร้อมกับส่งแก้วไวน์ตามสไตล์สาวกิโมโน ปัดโธ่เอ้ย! นึกในใจว่าจะได้สละโสดรับลูกสาวแม่ยาย สายเลือดลูกพระอาทิตย์มาฝากแม่ตัวเองที่กรุงเทพฯ เสียแล้ว จ๋อยไปเลยเพ่!

2 วันเต็ม เดินวนขาลากดูงานมอเตอร์โชว์ให้เต็มตา เก็บตกให้หมดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำมาขยายผลในนิตยสาร กรังด์ปรีซ์ กลับมาจับปากการ่ายยาวขึ้นปกหน้าเรียกแขก ‘บักเสี่ยวเที่ยวงานมอเตอร์โชว์ที่โตเกียว’ ฮากันตลอดปี แถมเพิ่ม FC ขึ้นเรื่อย ๆ จนได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งบรรณาธิการเทคนิค และบรรณาธิการขั้นท็อปบางกอกมอเตอร์โชว์ระดับอินเตอร์ จากนั้นก็ติดลมบนมาจนถึงทุก ๆ วันนี้แล

เรื่องยิบย่อยระหว่างทาง

วันหนึ่งมีวิวาททางวาทะกับบรรณาธิการชื่อ อุดร เขามาตัดช่วงหนึ่งของบทความทางเทคนิคของเครื่องยนต์จนขาดใจความสำคัญ เพราะเขาไม่รู้ว่าเราคิดและเขียนตั้งแต่เป็นเศษเหล็ก ไปจนถึงดัดแปลงแก้ไขเพิ่มแรงม้าให้เป็นรถแข่ง

ถึงขั้นตบโต๊ะใส่กัน แต่สุดท้ายเขาก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ

ยังมีเรื่องเล่าชาวหลังพวงมาลัยอีกเรื่อง ครั้งแรก วันหนึ่งเวลานั้นมีการทดสอบสมรรถนะรถยนต์ใหม่เอี่ยมก่อนออกสู่ตลาด มีนักเขียนหัวนอกเข้ามาทำงานในกองบรรณาธิการ พูดจาคุยโตโอ้อวดยกตนข่มเขา ซึ่งเราไม่ชอบ

‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก’ จากช่างยนต์ นักเขียน สู่ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

“มา ๆ ขอพี่ขับเองร้องเพลงไปด้วย ช่วยรัดเข็มขัดให้เรียบร้อยนะ” บนถนนลูกรังกว้างประมาณ 10 เมตรเศษ ริมคลองประปา ด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทรีอินวันบวกความรู้สึกตัวที่ยอดเยี่ยม แตะเบรก ดึงเบรกมือ และกระชากพวงมาลัยทันทีครึ่งรอบ รถหมุนกลับพร้อมฝุ่นตลบจบลงทันที (ทำได้ครั้งเดียว) นี่แหละคือวิชาปราบองคุลีมาล

นึกในใจทีหลังอย่าซ่า รู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ ไอ้น้อง!

ครั้งที่ 2 ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์เท้าเบาที่สุดในรอบปี ครั้งนั้นจัดแข่งขับรถประหยัดน้ำมันยี่ห้อฟอร์ดเลเซอร์ จากกรุงเทพฯ ถึงสวนสามพราน บริษัทเขาเชิญบรรดานิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกฉบับในตลาดสดและตลาดแห้ง นับรวมแล้วได้ 10 คัน 10 คนขับ เราเป็นหนึ่งในนาม กรังด์ปรีซ์ และในฐานะบรรณาธิการเทคนิคต้องใช้ทักษะขั้นเทพ ปรากฏได้ระยะทาง 22.3 กิโลเมตรต่อลิตร พิชิตเดอะวินเนอร์ ตีพิมพ์ขึ้นปกเรียกแขกเพิ่ม FC ช่างวันหยุดอีก ทำให้เขาขายแบบเทกระจาดหมดสต็อกด่วน สุดท้ายได้พิมพ์ ‘หนังสือคู่มือซ่อมเครื่องยนต์ช่างวันหยุด’ วางตลาดขายใช้หนี้ที่อยู่อาศัย ปลดปล่อยทาสทางใจได้อย่างสิ้นเชิง สมใจนึกบางลำพู

นักการช่างยนต์ช่วยราชการ

เดินเล่นเพลิน ๆ ก็ถูกเชิญไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม โดยมีหน้าที่ทำมาตรฐานขั้น 1 2 3 ให้แจ๋วเหมือนแก้วเจียระไน ออกข้อทดสอบ และจัดการแข่งขัน ฯลฯ

ทุกอย่างเริ่มต้นจาก ก เอ๋ย ก ไก่ กว่าจะรวบรวมเป็นคณะอนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญช่างเทคนิค จากตัวแทนบริษัทขายรถจักรยานยนต์ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ซูซูกิ คาวาซากิ ฮอนด้า และยามาฮ่า ได้สำเร็จก็หมดเหงื่อหลายซีซี และกว่าจะมองตาถึงขั้นรู้ใจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกฝ่ายต่างรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตน คนกลางนั่งหัวโต๊ะรักพี่เสียดายน้อง ต้องละเมียดที่สุดแบบไร้รอยต่อ จึงจะเกิดรอยยิ้มทุกครั้งที่มีการประชุม

เสียอย่างเดียวในฐานะประธาน เสนองานให้กรมฯ ออก พ.ร.บ. กำหนดอัตราค่าจ้างฝีมือแรงงานที่สอบผ่านมาตรฐาน 1 2 3 ป้องกันนายจ้างผู้ประกอบการเอาเปรียบลูกจ้างยังไม่สำเร็จ ก็จำต้องจบข่าวครับเจ้านาย

ยัง ๆ ยังถูกเชิญไปช่วยกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดการแข่งขันช่างยนต์ประจำปีติดต่อกันหลายปี จนกระทั่งอธิบดีกรมอาชีวศึกษามอบเสื้อสามารถ (Victory Jacket) สีเลือดหมู อ.ช.ท. (องค์การช่างเทคนิคในอนาคตแห่งประเทศไทย) ให้เป็นรางวัล

เดินถนนสายวิทยุกระจายเสียง

หอบประสบการณ์ การเมืองยังไม่ยุ่ง กางมุ้งยังไม่เกี่ยว จะเด็ดเดี่ยวเผยไต๋เฉพาะสิ่งที่มีอยู่ในตัวตน แอบฟังรายการ ‘หมอรถหมอเรือ’ อยู่นาน ผลงานตอบปัญหาเครื่องยนต์ออกทะเลแดงทะเลดำไปหมด (คิดในใจ ถ้าเป็นเรานะ)

วันนั้นก็มาถึง พ.ศ. 2525 ได้เวลาชื่อรายการ ‘พิทักษ์ยานยนต์’ ออกอากาศทาง FM 90.0 เมกะเฮิรตซ์ สถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เวลา 30 นาที หลังข่าวเที่ยงวัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตอบปัญหาเครื่องยนต์จนน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งยอดโต ติดลมบนตามสไตล์ไกรสร พรหมพิทักษ์

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

พ.ศ. 2528 สถานีปรับผังรายการ ขอเสนอเพิ่มเวลาและเพิ่มรายการ ดันไปผิดนโยบายสถานี เพราะความโลภ จึงถูกตัดออกจากผัง แต่ไม่เป็นไรเพราะความสามารถอยู่ที่เรา ไปโผล่อีกทีที่สถานีวิทยุ ขส.ทบ. (กรมการขนส่งทหารบก) ระบบ AM ในปีเดียวกัน ได้ 2 ช่วงเวลาในการออกอากาศ รายการพิทักษ์ยานยนต์สไตล์เดิม กับรายการ ‘เที่ยงคืนกับสิบล้อบ้านเรา’

เพลงไตเติ้ล เย้ยฟ้าท้าดิน วิพากษ์ วิจารณ์ วิจวกทุกระดับยกเว้นยอดพีระมิด เพราะกลัวเจ็บและกลัวตายก่อนวัยอันควร เป็นขวัญใจคนหลังพวงมาลัย มีฉายา ‘ลูกสาวแม่ยายด่ากลางดึก’ เพราะกินนอนที่สถานีประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 11 ปี

งานใหญ่ของสังคม ‘กลุ่มแท็กซี่บ้านเรา’

วันหนึ่งมีคนขับแท็กซี่มืออาชีพ นายจำนงค์ มนัส เก็บปืนพร้อมทะเบียนที่ผู้โดยสารทำหล่นไว้ในรถ เขานำมาให้เจ้าของรายการ เที่ยงคืนกับสิบล้อบ้านเรา ประกาศหาเจ้าของ 7 วันผ่านไป เจ้าของเป็นทนายใจดีมารับพร้อมกล่าวขอบคุณ

จากนั้นต่อมความคิดระเบิดเกิดสำนึก ถ้าคนดีออกมาปรากฏตัว คนชั่วก็จะหายไปจากแผ่นดิน จึงประกาศจัดตั้ง ‘กลุ่มแท็กซี่บ้านเรา’ มีสมาชิก 1,458 ชีวิต ทุกคนมีป้ายโลโก้ ชื่อ-นามสกุล หมายเลขสมาชิก ติดหน้าอกเสื้อสีฟ้า ชายเสื้อสวมในกางเกง รองเท้าหุ้มส้น สวมถุงเท้าพร้อมซักทุกวัน ทุกคนมีเป้าหมายคือ ทำประโยชน์ให้กับสังคม จัดสวัสดิการช่วยเหลือกันและกัน เช่น สมาชิกเกิดอุบัติเหตุขณะอยู่หลังพวงมาลัย บาดเจ็บ แขนขาหัก ตลอดจนเสียชีวิต รับสวัสดิการ 5 หมื่น 3 หมื่น ลดหลั่นกันไป แถมลงขันช่วยกันอีกต่างหาก ตลอดจนคนในครอบครัวด้วย

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ทั้งหมดพร้อมใจกันเป็นหูเป็นตา เป็นสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม ช่วยตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล สมัย พล.ต.ท.มนัส ครุฑไชยันต์ เป็นผู้บัญชาการ ทั้งนี้เพื่อลดอคติกับตำรวจจราจรสองข้างทางด้วย

ประกาศคืนทรัพย์สินของผู้โดยสารที่หลงลืมในรถ ซึ่งมีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท

ลงขันในวันที่จะเปิดสะพานพระราม 9 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ให้แก่โรงพยาบาลศิริราช 45,000 บาท กลางดึกตั้งแถวเรียง 4 ยาวประมาณ 5 กิโลเมตร โดยมีหางแถวอยู่ที่สถานีวิทยุ ขส.ทบ. ท่าน้ำเกียกกาย ไม่มีสะกิดกันแม้แต่น้อย ปัจจุบันเป็นอาคารรัฐสภาแล้ว

พบปะสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์

1 มกราคม พ.ศ. 2537 เวลาบ่าย 3 โมง ตั้งใจขับรถคนเดียวเดินทางไปเคารพ คารวะ สักการะพระนเรศวรมหาราชที่ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ขับขี่อย่างละเมียดทั้งไปและกลับ 3 ชั่วโมง ล้มตัวลงนอนแบบรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่เกิน 20 นาที โลกใบนี้หมุนรอบตัวเองอย่างเร็ว ประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที รู้สึกตัวเองหลุดออกนอกโลก แล้วหวนกลับมาที่เดิมอย่างช้า ๆ เซ็ตอัปเป็นหนึ่งเดียวจึงรู้ว่า ‘เราคือโลก โลกคือเรา’ และมั่นใจว่าเป็นสมาธิขั้นสูงสุดจนสุดที่สูง มองเห็นสภาวะด้านที่ 3 ของเหรียญ หรือขั้วที่ 3 ของแม่เหล็ก จึงถามหาตัวเองอยู่ 3 ปี จึงพออนุมานได้ว่า นี่คืออภิมหาปรัชญาเกิดขึ้นในตัวเองแล้วซิ

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

พลังงานบริสุทธิ์ คือ พลังงานที่มีค่าคงที่ ไม่เพิ่มขึ้น ไม่ลดลง ทำลายไม่ได้ และมีมากมายมหาศาลเต็มทั่วทั้งกาแล็กซี่ แม้แต่แสงซึ่งเป็นค่าไม่คงที่ ก็ต้องอาศัยเป็นยานพาหนะในการเคลื่อนที่เร็วแบบไร้ขีดจำกัด ต่อให้นำระเบิดนิวเคลียร์ในโลก มาทำให้ระเบิดพร้อมกันก็ทำลายไม่ได้ สิ่งนี้แหละที่เรียกว่า รู้ได้เป็นการเฉพาะตัวเท่านั้น (ปัจจัตตัง) 7 – 8 พันล้านคนน่าจะรู้ไม่เกิน 5 คน (ขอให้ท่านที่กำลังอ่านเป็นหนึ่งในนั้น)

แต่ศูนย์วิจัยพลังงานบริสุทธิ์รักษามนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยนายไกรสร พรหมพิทักษ์ เป็นผู้ค้นพบ ซึ่งอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนทุกท่าน ลุงหงอกเรียกว่าเป็นองค์ความรู้ใหม่ในศตวรรษที่ 21 เพราะฉะนั้นจึงมีพลานุภาพ ทำให้มนุษย์หลับยาก หลับง่ายได้อย่างง่ายดาย อนึ่ง คำว่าพลังงานบริสุทธิ์ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตุรกีฉบับ ISSN: 2651 – 4451 JUNE 2021

เปิดประเดิมรายการปรัชญาชีวิต

“รายการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา พัฒนาสุขภาพกายและจิตเพื่อพิชิตอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ให้หายไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติร่วมกัน ๆ ๆ ๆ ๆ (เอคโค่)”

ณ สถานีวิทยุยานเกราะ AM 540 เวลาตี 1 – 2 ไตเติ้ลตามองตา สายตาก็จ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่านอันเดอร์แอร์! ได้ปล่อยของอยู่ 4 ศาสตร์ คือ หนึ่ง จิตศาสตร์ สอง พุทธศาสตร์ สาม ฟิสิกส์ศาสตร์ (6 พลังงาน) และ สี่ ธรรมะศาสตร์ (ไม่ใช่ท่าพระจันทร์และรังสิต) หากแต่เป็นศาสตร์ของธรรมชาตินะจ๊ะ

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

21 ปีเต็ม สดตลอดเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นขวัญใจของคนนอนดึกหรือหลับไม่ลงของกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายสายฮา ว่าด้วยการจำกัดอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเล็บ ด้วยลมปากจากโทรศัพท์สายตรง ตกกลางวันบริการด้วยสองมือเปล่ากับ 1 ความเข้าใจถึงบ้าน ที่ทำงาน ชุมชน และวัดวาอาราม ไม่กิน ทา หรือฉีดเคมี ใช้องค์ความรู้ 4 ศาสตร์เป็นสำคัญ โดยมีตู้ขอทาน ค่าน้ำ ค่าไฟ และปากท้องของผู้กำจัดอาการทั้งหมด ผ่านความรู้สึกล้วน ๆ ปฏิเสธโรคต่าง ๆ ที่เขาว่าทุกกรณี

เข้าสู่โลกโซเชียลเต็มรูปแบบ

มีคนสงสัย ทำไมคนวัยเกิน 77 ปี จึงมาโดดเด่นในโลกโซเชียลแทบทุกแฟลตฟอร์ม โดยเฉพาะ ‘TikTok’

สำหรับลุงหงอก เชื่อว่ามีของดีและมีสาระล้นแก้ว ในการใช้มือถือเป็นพาหนะนำพลังงานบริสุทธิ์ส่งถึงผู้บริโภคทั้งหญิงและชาย ทั้งต่างวัยและต่างเพศ ให้หลับสนิทและสลายอาการเจ็บปวดทุกชนิดได้อย่างดีมีประสิทธิผล จนเป็นที่ประจักษ์ในเวลาน้อยที่สุด ประหยัด คุ้มค่า และปลอดภัย โดยไม่ต้องกิน ทา หรือฉีดยาเคมี ดีไหมล่ะ เช่น เมา ๆ หรือลูกหลานเล่นเกมจนมึนโก่งโก้ง เดินเซตาลาย เห็นช้างตัวเท่าหนู เห็นหมูตัวเท่ามด เห็นบิดามารดาเป็นคนรับใช้ เพียงเก๊งเดียวหายวับไปกับลมหายใจ ฟังดี ๆ มีทักษะระดับเสียงต่ำกว่า 5 เดซิเบลแล้วกัน ใช้เวลา 1 ปี มีผู้ติดตามเกินล้านจ้า

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

เราคือโลก โลกคือเรา เราเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนย่อยของโลก สมองคือส่วนย่อยของตัวเราเอง และสมองเป็นส่วนย่อยของจักรวาล นี่แหละคือทฤษฎีความเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่ต้องใช้สูตรสมการผ่านตัวเลขที่ซับซ้อนจนปวดเฮด!

หากคนอื่นสงสัยว่าเรียนรู้ได้อย่างไรในอายุปูนนี้ ขอบอกว่ามนุษย์เราตราบใดที่อายตนะทั้ง 5 (หู ตา จมูก ลิ้น และกายสัมผัส) ยังตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกได้ดีมีประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าอายุเท่าใดย่อมปรับตัวเข้ากับยุคสมัย และเรียนรู้จากอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีได้เสมอ

สำหรับคุณสมบัติของลุงหงอก สิ่งที่ต้องรู้จริงถึงขั้นคิดได้ พูดได้ เขียนได้ และทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ โดยเฉพาะทำงานผ่านสื่อตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ผ่านนิตยสาร หนังสือพิมพ์รายวัน วิทยุ และรายการโทรทัศน์ เป็นวันแมนโชว์มาทั้งหมด โลกโซเชียลจะต้องเข้าใจอัลกอริทึมและเอไอ แต่ปัญญาประดิษฐ์จะมาสู้ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ สติ สมาธิ ปัญญา หรือปัญญาบริสุทธิ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้แก่ประชาชนชาวโลกได้อย่างไร สิ่งนั้นลุงจะเรียกว่าพระธรรมและค่าคงที่เป็นสิ่งเดียวกัน อยู่ที่ว่าเข้าถึงหรือไม่ และเข้าถึงในระดับใด

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ในการทำงานโซเชียลมีเดีย ลุงทำงานร่วมกับคณะที่เรียกกันว่าแอดมิน ทีมแอดมินต้องตีทัศนะของมนุษย์ให้แตก สำคัญที่สุดทีมต้องวินิจฉัยมนุษย์ทั้งแผ่นดินออกมาเป็น 4 กลุ่มให้ได้ เช่น 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มปัญญาหรือยอดพีระมิด กลุ่มนี้จะส่งเสริมกันและกันเพื่อความเจริญก้าวหน้า แลกเปลี่ยนความรู้ ส่งเสริมความสามารถ มีลักษณะเสนอแนะ และเป็นผู้นำ อีก 90 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 30 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มที่ 1 จะเห็นด้วยในเรื่องที่เรานำเสนอผ่านจอ กลุ่มที่ 2 จะไม่เห็นด้วย เขาจะแสดงกิริยาผ่านภาษาพิมพ์ที่แย่ เราต้องเมิน ห้ามโต้ตอบทุกกรณี กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มเฉย ๆ พร้อมจะรับรู้ในสิ่งที่เรานำเสนอ เราต้องช้อนกลุ่มเฉย ๆ ขึ้นมาหากลุ่มเห็นด้วยให้ได้ สำหรับกลุ่มไม่เห็นด้วย 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ปล่อยไป

สิ่งที่พวกเราต่อสู้ทั้งที่รู้ว่าสู้เขาไม่ได้คือคณิตศาสตร์และอัลกอริทึม เพราะเรามองเห็นว่า เขาไม่ได้ส่งเสริมความสามารถพิเศษของมนุษย์จริง ๆ เช่น การปิดตาของผู้ติดตามเรา (ถ้าเขาประกาศรับที่ปรึกษาก็อยากเสนอตัวเข้าไปพัฒนาอัลกอริทึมกับเอไอ เพื่อส่งเสริมให้มนุษย์เก่งและดีมายืนอย่างสง่างามระดับท็อปของประเทศ)

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ร่ายยาวเรื่องชีวิตตั้งแต่บนผืนนาเข้าสู่เมืองกรุงมาตั้งนาน ถือเป็นการสรุปเรื่องราว 77 ปีได้อย่างครบถ้วน

หลังจากนี้ หากใครยังอยากรู้จักลุงหงอกมากขึ้น หรืออยากฟังเสียงขันก่อนนอน ที่จะพาทุกท่านไปพบกับความสงบก็ไปติดตามกันได้ที่ TikTok ช่อง LoongNgork GigGog TikTok Family

ตอนนี้ลุงหงอกขอลาไปก่อน

“สาธุ อามีน อาเมน โอม อามิตาพุทธ แทงคิว เวรี่บิ้ก!” ปิดท้ายตามสไตล์ลุงหงอกจ้า

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ไกรสร พรหมพิทักษ์

ลูกชาวนาเต็มขั้น ผู้มีแต่กำปั้นกับหัวใจ เกิดที่ไหนไม่เกิด เกิดกลางทุ่งนาในขณะแม่ดำนา ศิษย์พระตถาคต ผู้อยู่หางแถว รู้แล้วมาบอก มีแล้วจึงนำมาให้

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load