The Cloud x Designer of the Year

เหนือ-จักรกฤษณ์ อนันตกุล คือนักวาดภาพประกอบชาวไทยที่มีผลงานออกแบบภาพประกอบสีสันสดใสออกสู่สายตาชาวไทยและชาวโลกอย่างต่อเนื่อง และโดดเด่นมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งบนหน้านิตยสารและบริษัทชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Monocle, FREITAG, BEAMS JAPAN, UNIQLO, Facebook นอกจากจะเป็นนักวาดภาพประกอบแล้ว เหนือยังเป็นทั้งอาจารย์และนักออกแบบงานกราฟิกที่เคยออกแบบงานมาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นออกแบบปกซีดี ออกแบบคอนเสิร์ต ออกแบบโมชันกราฟิก ออกแบบฟอนต์ แถมยังเคยเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอและอีกมากมายหลายต่อหลายอาชีพ

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

การยืนระยะผลิตงานออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ว่ายากแล้ว การยังคงพัฒนาทั้งรูปแบบและวิธีทำงานไปอยู่เสมอๆ ด้วยนั้นเป็นสิ่งที่ยากขึ้นไปอีก และนี่คือสิ่งที่เหนือทำมาตลอด ยิ่งในช่วงหลังที่เขาเริ่มผันตัวเองไปเป็นศิลปินผู้ทำงานผ่านการวาดภาพที่อยากให้คนเห็นมีความสุขในสเกลที่ใหญ่ขึ้นด้วยนั้นยิ่งถือเป็นเรื่องท้าทายมาก

ล่าสุดเขาเพิ่งได้รับรางวัลนักออกแบบแห่งปี Designer of the Year สาขา Illustration Design เราจึงขอใช้วาระนี้เดินทางมายังสตูดิโอของเหนือย่านแบริ่ง เพื่อชวนคุยถึงชีวิตการทำงานความคิดสร้างสรรค์ในฐานะนักวาดภาพประกอบที่ยืนระยะอยู่ในวงการมาได้นานคนหนึ่ง และนี่คือหลายสิ่งหลายอย่างที่มาประกอบกันจนเป็นภาพของเขา

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

ภาพของนักเรียนออกแบบผู้ไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง

เหนือเล่าให้เราฟังว่า เขาเข้าสู่วงการออกแบบด้วยการเป็นนักเรียนสาขาวิชาออกแบบภายในตามคำแนะนำของญาติ เมื่อเริ่มต้นเรียนวาดภาพประกอบและออกแบบกราฟิกนั้น ตัวเขาไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเองด้วยซ้ำ หลังจากเรียนไปได้ 2 ปี เหนือก็รู้ตัวว่าไม่ได้ชอบสิ่งที่เรียน จึงตัดสินใจลาออกเพื่อย้ายไปเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์แทน เป็นจังหวะเดียวกับที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ แทบทุกคนได้รับผลกระทบ และแน่นอน ครอบครัวของเหนือก็ไม่ถูกยกเว้น

“ตอนนั้นธุรกิจที่บ้านประสบปัญหาหนัก อย่าว่าแต่จะส่งผมไปเรียนเลย ผมต้องไปเดินตามข้างถนนเก็บเศษเหล็กข้างทางเอาไปขาย เพื่อซื้อไข่มาเป็นอาหารสำหรับครอบครัวด้วยซ้ำ” เหนือเล่าถึงอดีต

กว่า 1 เทอม ที่เหนือหยุดเรียนเพื่อช่วยที่บ้านหาเงิน ด้วยการช่วยพ่อทาสีแผ่นไม้แล้วเอาไปขายที่ตลาดนัดจตุจักร 

เทอมถัดมาเหนือสอบติดคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปัญหาข้อเดียวคือ เหนือมีเงินเก็บจากการทำงานอยู่แค่ 6,000 บาทเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอ เหนือจึงตัดสินใจขอทุนการศึกษา และเป็นโชคดีที่มหาวิทยาลัยอนุมัติทุน ทำให้รายชื่อนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ปีนั้นมีชื่อของจักรกฤษณ์ อนันตกุล

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

“ผมเป็นนักศึกษาคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง (หัวเราะ) เวลาจะทำงานส่งก็ต้องวิ่งไปทำที่ห้องคอมฯ ของคณะอยู่ตลอด” เหนือเล่าชีวิตก้าวแรกของการเป็นนักศึกษาให้เราฟัง ซึ่งข้อดีของเรื่องนี้ก็คือ เหนือได้นอนเร็วกว่าคนอื่นๆ เพราะเหนือต้องรีบทำงานให้เสร็จก่อน 5 โมงเย็น เวลาปิดของห้องคอมฯ เขาจึงใช้เวลาตอนกลางคืนไปกับการอ่านหนังสือที่บ้านแทน ซึ่งคะแนนของเหนือก็ถือว่าค่อนข้างดีแม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ก็ตาม

นักออกแบบที่ไม่กลัวงานที่ทำไม่เป็น

ระหว่างที่เรียน เหนือสนใจงานด้านภาพประกอบ เพราะโตมากับการเห็นภาพประกอบในนิตยสารของแม่ และยังสนใจงานด้านโมชันกราฟิกและงานออกแบบกราฟิกด้วย เมื่อเรียนจบก็รวบรวมงานภาพประกอบที่มีกับงานที่วาดใหม่เป็นพอร์ตฟอลิโอยื่นสมัครงาน ทำให้ได้ทำงานประจำที่บริษัทออกแบบชื่อดังอย่าง Ductstore The Design Guru โดยรับหน้าที่ออกแบบกราฟิกปกเทปและซีดีให้ศิลปินหลายคน ทำงานอยู่ประมาณ 1 ปี ก็เริ่มถึงจุดอิ่มตัว เหนือจึงลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ระหว่างนั้นก็วาดภาพประกอบให้นิตยสารอีก 2 หัวด้วย แต่ก็ตัดสินใจเลิกวาดไปเพราะยังค้นหารูปแบบที่ตัวเองอยากวาดไปตลอดไม่ได้

Monocle
Monocle

หลังจากนั้นไม่นาน อาจจะเพราะความสนใจเรื่องเสียงดนตรีที่สะท้อนชัดเจนอยู่ในงานออกแบบของเหนือ ส่งผลให้ผลงานของเขาไปเตะตาใครบางคนเข้า จนวันหนึ่งได้รับการติดต่อจาก คุณเพชร โอสถานุเคราะห์ ให้เหนือมาทำคอนเสิร์ตให้

“ตอนนั้นก็ทำไม่เป็นหรอก ไม่รู้ด้วยว่าเขาทำกันยังไง แต่ก็สนใจอยากจะทำดู เราก็ทำสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ เวทียาวสิบห้าเมตรไปเลย ซึ่งไม่มีคนเขาทำกัน (หัวเราะ) โปรแกรมสามมิติก็ทำไม่เป็น เราเลยตัดโมเดลกระดาษมาวางไว้ที่หน้าจอแล็ปท็อปเพื่อเปิดภาพกราฟิกแทน ไอเดียของคอนเสิร์ตนั้นคือให้เวทีเปลี่ยนไปตามสภาพแสง ตอนพรีเซนต์กลายเป็นว่าทุกคนชอบและยอมเลื่อนวันจัดออกไปเพื่อให้ทีมงานทำเวทีตามที่เราออกแบบได้ทัน

“มองย้อนกลับไปก็ตลกดี เราทำงานไม่เป็น แต่ก็เอาตัวรอดด้วยการนำเสนอสิ่งที่เราทำได้ เราจึงมีมุมมองต่องานที่เราทำว่ามันไม่ใช่อุปสรรค และสิ่งสำคัญคือความคิดและความตั้งใจจริงที่ใส่ลงไปในงาน” เหนือเล่าย้อนไปถึงวันที่ทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันไปไกล

“อย่างในคอนเสิร์ตพี่เพชรนั้นผมก็ไปเปิดโมชันกราฟิกประกอบคอนเสิร์ต ซึ่งเราก็ทำมาเป็นรูปภาพปกติ เปิดโปรแกรมดูรูปในโน้ตบุ๊ก แล้วกดเลื่อนซ้ายเลื่อนขวาเอาเองตามจังหวะดนตรี หรือถ้าเป็นภาพเคลื่อนไหว ตอนจังหวะที่เพลงมันพีกผมก็เลื่อนแถบบาร์ข้างล่างให้มันเดินหน้าถอยหลังแบบเร็วๆ เอา 

“ปกติคนอื่นๆ เขาจะมีโปรแกรมสำหรับเปิดโมชันกราฟิกในคอนเสิร์ตโดยเฉพาะนะ แต่ผมไม่รู้จัก (หัวเราะ) แต่มันก็ให้ผลที่แตกต่างจากงานของคนอื่นจริงๆ” เหนืออธิบายกลั้วเสียงหัวเราะ

ความแตกต่างของผลงานที่ทำไม่เป็นนี้ผลิดอกออกผล เพราะหลังจากนั้นมีคนติดต่อให้เหนือไปทำงานในวงการดนตรีและคอนเสิร์ต ซึ่งทั้งหมดเป็นงานที่เหนือล้วนแล้วแต่ไม่เคยทำและทำไม่เป็นทั้งสิ้น ตั้งแต่ออกแบบคอนเสิร์ต ดูแลโมชันกราฟิกในคอนเสิร์ตของ MTV หาศิลปินมาทำงานประกอบเพลงในคอนเสิร์ต และกำกับมิวสิกวิดีโอ

ช่วงเวลาหลังจากนั้นเป็นช่วงที่วงการดนตรีเริ่มซบเซา ก็ประะจวบเหมาะที่มีคนมาชวนเหนือไปทำงานในบริษัท YouWorkForThem บริษัทต่างประเทศที่มีลูกค้าใหญ่ๆ อย่าง Apple, Starbucks, Nike, Coca-Cola โดยในตอนนั้น YouWorkForThem เป็นบริษัทที่รับผิดชอบงานโมชันกราฟิกในคอนเสิร์ตทัวร์รอบโลกของวงดนตรีร็อกอย่าง U2 และยังเป็นบริษัทออกแบบฟอนต์ ภาพประกอบ และกราฟิกเวกเตอร์ ขายนักออกแบบคนอื่นๆ บนโลกอีกด้วย

“เราทำฟอนต์ไม่เป็นหรอกนะ (หัวเราะ) แต่ก็อยากลองทำดู เราไม่มีเงินไปเรียนต่างประเทศ การได้ทำงานกับเจ้าของบริษัทคนนี้ก็เหมือนได้ไปเรียนกราฟิกที่ต่างประเทศ แล้วเราสนุกกับการทำงานที่นี่มาก จากที่ตั้งใจจะทำสักปีหนึ่งก็อยู่ไปสี่ปี ส่วนหนึ่งเพราะตัวงานเป็นงานกราฟิกเชิงทดลองที่ต้องทำอะไรใหม่ๆ ออกมาขายให้นักออกแบบคนอื่นๆ ซึ่งเจ้านายก็พยายามอธิบายและดึงศักยภาพการทำงานที่เราไม่เคยรู้ว่ามีมาก่อนออกมา เป็นงานกราฟิกเชิงทดลองแบบที่ต้องขายได้ด้วย ทำให้เรารู้จักการหีบห่องานใหม่ให้สื่อสารง่ายขึ้น เหมือนเราทำขนมหน้าตาเหมือนแอปเปิ้ล แต่มันไม่ใช่แอปเปิ้ล มีรสชาติพิเศษกว่าและไม่มีมีใครเห็นมันมาก่อน

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

“การที่เราทำงานแบบนี้ได้ เราต้องหาตัวตนของเราให้เจอและทำงานที่เป็นเรา เราก็ต้องรวบรวมและค้นหาสิ่งที่ชอบในตัวเองออกมาใช้ทำงาน ซึ่งถ้ามองดูรอบๆ บ้านก็จะเห็นว่าของที่เรามีมันเป็นของที่ย้อนยุคนิดๆ เราก็เป็นคนแบบนั้นแหละ แล้วเมื่อมาผสมกับสไตล์งานที่เราชอบทำ ก็เลยออกมาเป็นแบบที่คนเห็นงานเรา คือมีความคลาสสิกโบราณผสมผสานกับงานเส้นเด็กๆ และสีสันสดใส” เหนืออธิบายถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้และกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของงานเขา

ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่เหนือได้สร้างเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อลงผลงานที่ทำกับ YouWorkForThem ให้เป็นอีกช่องทางในการโปรโมต และเว็บไซต์นี้เองที่ทำให้นิตยสารต่างประเทศได้เห็นงานเขาแล้วเริ่มติดต่อให้เหนือทำภาพประกอบให้ โดยมีมาจากทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง ซึ่งงานที่พีกที่สุดคืองานของนิตยสาร Monocle ไปจนถึงมีคนติดต่อขอซื้องานกราฟิกที่ทำในฐานะงานศิลปะ
หลังจากนั้นเหนือจึงลาออกเพื่อมาเริ่มต้นอาชีพนักวาดภาพประกอบอย่างจริงจังจนถึงปัจจุบัน และยังแสดงงานนิทรรศการ Shape and Form ด้วย ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก

ผมถามไปถึงวิธีการคิดงานของเหนือว่า มีวิธีในการคิดภาพประกอบยังไงบ้าง

“วิธีคิดงานของผมคืออ่านโจทย์ที่ได้รับมาให้ดี อ่านให้เข้าใจ อ่านให้ละเอียด หรือถ้าไปรับโจทย์จากลูกค้ามา ผมก็จะได้คีย์เวิร์ดหลายๆ คำมาไว้ใช้คิดสร้างเป็นภาพประกอบ แต่ก่อนหน้านั้นผมก็ต้องคิดว่าจะเล่าเรื่องนั้นออกมายังไง จะเล่าแบบตรงไปตรงมาหรือเล่าอ้อมๆ จากนั้นก็คิดตัวเรื่องราวที่จะถ่ายทอด โดยผมมักจะหยิบเอาคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าให้มา แล้วคิดว่าถ้าเอาคีย์เวิร์ดพวกนี้มารวมกัน จะออกมาเป็นคนแบบไหน คนคนนี้จะมีนิสัยยังไง ไลฟ์สไตล์ทำอะไรบ้าง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร บุคลิกเป็นยังไง แล้วจึงค่อยถ่ายทอดบุคลิกของคนคนนั้นให้ออกมาเป็นภาพประกอบอีกทีหนึ่ง” เหนือเล่าถึงวิธีคิดงานในแบบของเขา

จุดเปลี่ยนของนักวาดภาพประกอบ

หลังจากงาน Shape and Form จบลง ทั้งที่ชีวิตของเหนืออยู่ในจุดที่ถือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพ มีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่เหนือกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในจิตใจที่รุนแรง และทำให้เขารู้สึกทุกข์ทรมาน นั่นคืออาการของโรคซึมเศร้า

เหนือบอกว่า เขาน่าจะเป็นโรคนี้มานานแล้ว แค่ไม่ได้แสดงอาการออกมามาก แต่หลังจากเสร็จจากนิทรรศการนั้น อาการกลับรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จุดนี้เองที่ทำให้เหนือหันมาสนใจศาสนามากขึ้น โดยมีจุดเปลี่ยนในชีวิตคือ วันที่เขาได้หยิบคัมภีร์ไบเบิลมาอ่าน และเปิดไปเจอข้อความในหน้าหนึ่งที่ทำให้เหนือรู้สึกถึงความหมายในการมีชีวิตอยู่ นั่นคือ การใช้ชีวิตเพื่อปรนนิบัติคนอื่น

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

ด้วยความที่เป็นนักวาดภาพประกอบ เหนือจึงเริ่มแบ่งเวลาที่เหลือจากการทำงานภาพประกอบมาทำงานร่วมกับคริสตจักร ด้วยการลงพื้นที่และสอนศิลปะให้เด็กๆ ในชุมชนลาซาล และเริ่มทำงานร่วมกับโบสถ์ เพนต์รูปให้สถานพินิจเพื่อช่วยเหลือให้เด็กๆ ในสถานพินิจเห็นคุณค่าและมีความหวังในตัวเอง ทุกวันนี้ เหนือจึงเรียกตัวเองว่า Christian Illustrator และรูปแบบงานที่ทำก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน

“ผมเปลี่ยนจากนักวาดภาพประกอบมาเริ่มทำงานเป็นศิลปินที่สื่อสารด้วยภาพประกอบแทน ภาพประกอบเป็นแค่สื่อที่เราใช้เท่านั้น มันทำให้เรามีโอกาสใช้ข้อความหรือคำสอนในศาสนามาสะท้อนผ่านมากขึ้น ผมทำงานด้วยแง่มุมของความรักที่อยากให้คนเห็นงานที่ผมวาดหรือข้อความที่ซ่อนอยู่ในนั้นแล้วมีความสุข มีความหวังมากขึ้นในชีวิต” เหนือสรุปถึงความตั้งใจครั้งใหม่ในฐานะนักวาดภาพประกอบคริสเตียน

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

ผลงานของ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี เจ้าของสตูดิโอออกแบบสิ่งทอ Kaniit.Textile เป็นสีสันและลวดลายที่หลายคนผ่านตาคุ้นเคยกันมาแล้วแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับแบรนด์เสื่อ PDM ในคอลเลกชัน NANN เสื่อพับรุ่น NIK-NIK ที่หยิบเอาทิวเขาจากจังหวัดน่านมาเก็บไว้บนเสื่อ หรือคอลเลกชัน Aamu ที่สื่อสารสีสันและลวดลายจากความประทับใจในแสงเหนือ ขนิษฐายังมาพร้อมกับบทบาทการเป็นนักออกแบบสิ่งทอที่ทำงานประจำอยู่ที่โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปภัมภ์ เธอหยิบจับลายผ้าไทยและเอกลักษณ์ของชาวชาติพันธุ์มาสร้างสรรค์ผลงานเข้ากับเทคนิคใหม่ๆ เป็นลายผ้าที่บาลานซ์และให้ความสำคัญกับ ‘ดีไซน์ได้ ขายดีด้วย’ 

นิยามคำว่า ‘ออกแบบ’ สำหรับขนิษฐา จึงเป็นการสร้างสมดุลระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ เกิดเป็นงานศิลปะที่ใช้งานได้จริง และเธอมีเส้นด้ายเป็นวัตถุดิบตั้งต้น

กระบวนการคิดไม่จำเป็นต้องถักทอเป็นแถวหรือเส้นตรงเช่นไร ลวดลายที่เธอสรรค์สร้างบนพื้นที่แห่งการทดลองและเล่นสนุกไปกับมันก็เป็นเช่นนั้น เจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Textile and Fabric ปลายสายรอให้เราเข้าไปค้นวิธีคิด ฟังเบื้องหลังการทำงานที่ส่งให้เธอได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเจ้าของรางวัลสุดยอดนักออกแบบไทยอยู่นี่แล้ว

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ

กล้ากระโดดลงสนามที่ไม่คุ้นเคย

“ผิดก็ผิด ทำผิดก็โอเค กลายเป็นสิ่งที่ฝังเรามาจนถึงทุกวันนี้ว่า ทำเลย ลองเถอะ ผิดก็คือผิด ผิดก็รู้ว่าผิด แล้วค่อยเปลี่ยน มันก็ยังดี ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย” เธอเริ่มต้นเล่าวิธีการทำงานในแบบตัวเองอย่างออกรส

การเลือกไปเรียนต่อระดับปริญญาโทสาขา Textile Art and Design ที่ Aalto University ประเทศฟินแลนด์ สิ่งที่พบเจอจนนำพาไปสู่อาการตกใจ ก็คือการได้เจอกับระบบวิธีการคิดใหม่ ที่ทั้งอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นต่างมาพร้อมกับมุมมองแบบ ‘ลองทำเลย’ กันทั้งหมด โดยไม่มีกรอบ ไม่มีความกลัว ไม่มีข้อจำกัดว่าสิ่งนั้นๆ จะถูกหรือผิด

“พอเราไปเรียน Textile Art and Design ที่มีทั้งงานดีไซน์ งานในเชิงพาณิชย์ งานทางด้านแบบศิลปะ Abstract เปิดกว้างว่าแต่ละคนอยากทำอะไรก็เลือก ผลงานก็หลากหลาย

“มีเพื่อนอยากทำภาพซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแผล เรางงมาก แผลสดเนี่ยนะ แต่อาจารย์ก็สนับสนุนว่าถ้าอยากทำ ทำเลย เขาก็ไปทดลองทำขึ้นมา จนเราเห็นว่ามันทำได้จริงๆ”

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ
โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ

ขนิษฐาย้อนมุมมองจากการได้เผชิญกับโลกคนละใบหลังเรียนปริญญาตรีจากภาควิชา Industrial Design คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผ่านหลักสูตรที่ติดตั้งวิธีคิดแบบเชิงพาณิชย์ และติดอาวุธวิธีคิดงานออกแบบที่ครอบคลุมหลายสาขา ตั้งแต่กราฟิก เซรามิก ตกแต่งภายใน จนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้ขนิษฐามีพื้นฐานและความเข้าใจถึงวิธีคิดของโลกทั้งสองใบที่แตกต่าง และนำมาปรับให้เขากับจริตการทำงานของตัวเองให้เหมาะสมที่สุด

ผลงานวิทยานิพนธ์ เธอจึงเลือกลงเล่นในสนามที่ไม่คุ้นเคย อย่างการทำศิลปะอินสตอลเลชัน แม้จะคาดเดาผลลัพธ์ปลายทางไม่ได้ เมื่อโจทย์คือการสื่อสารแนวคิดที่ตัวผู้สร้างต้องการสื่อ ซึ่งถือเป็นโลกคนละใบกับการทำงานเชิงพาณิชย์ที่เคยคุ้น แต่ด้วยความรู้สึกอยากทดลองและใจสู้ ขนิษฐาจึงเริ่มก้าวแรกด้วยการตั้งโจทย์ง่ายๆ ว่า อยากจะสื่อ ‘สาร’ อะไร

ด้วยความโชคดีที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนชาวฟินแลนด์ตั้งคำถามว่า “มาจากเมืองไทย เป็นเมืองพุทธ มีความเชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิดหรือเปล่า” คำถามที่เป็นเหมือนสปริงบอร์ดในการต่อยอดและได้สาระสำคัญของคำว่า ‘แก่นพุทธ’ ให้เธอหยิบมานำเสนอเพื่อสร้างความเข้าใจ และต่อยอดเป็นการฉายภาพรูปธรรมของคำว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ ให้เห็นชัดเจนขึ้น 

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ

“ใจความของงานคือการแสดงให้เห็นประสบการณ์ง่ายๆ ว่า การมองสิ่งเดียวกัน ถ้ายืนอยู่ต่างมุมมันก็จะเปลี่ยน ใช้วิธีการขึงเส้นด้ายที่ย้อมสีธรรมชาติทีละเส้น ทั้งหมดสิบหกชั้น นับเป็นพันกว่าเส้น บอกได้เลยว่านี่คือการฝึกมือและฝึกความอดทนของเรา ทางมหาวิทยาลัยนำงานชิ้นนี้ไปเป็นหนึ่งในตัวแทนผลงานศึกษา จัดแสดงในงาน Milan Design Week” เธอเล่าถึงผลงานที่สื่อสาระว่า ไม่มีอะไรคงอยู่ถาวร และทุกอย่างคือการเปลี่ยนแปลง 

และเมื่อความกล้าลองผิดลองถูกบวกกับอิสระในการตัดสินใจ จึงได้ผลลัพธ์เป็นมุมมองใหม่ ที่ผลักฝีมือการสร้างสรรค์ให้ไปไกลกว่าเดิม

จริงอยู่ ในทุกงานออกแบบมีแรงบันดาลใจเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญ สำหรับขนิษฐา แรงบันดาลใจนั้นเปรียบเหมือน ‘จุดเปิดสวิตช์’ เท่านั้น เพราะตลอดทางของการสะสม สิ่งที่เห็นก็ได้ถูกพัฒนาต่อเนื่องมา ซึ่งในความเป็นจริง ตัวนักออกแบบไม่ได้เริ่มทำงานจากตรงนั้น แต่เป็นการต่อยอดที่เกิดจากการค้นหาแรงบันดาลใจอื่นๆ มาพัฒนากลายเป็นงาน

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ

“แรงบันดาลใจเป็นเหมือนถังข้อมูล (Database) ที่เกิดการจำเข้าไป เหมือนผ่านตาแล้วก็ถูกเก็บเข้าไปในหัว ไม่รู้ว่าจะดึงออกมาใช้เมื่อไหร่ สมมติถ้าทำงานตอนนี้ แล้วอยู่ๆ อาจไปจุดประกายแรงบันดาลใจที่เจอเมื่อสิบปีที่แล้วก็ได้ ทุกอย่างถูกเก็บเข้ามารอไว้ก่อน จนมีจังหวะที่เหมาะสม”

“แม้แต่กระทั่งตอนคิดงาน เราไม่สเก็ตช์เลยนะ เคยมีคนถามว่าวาดรูปบ้างไหม วาดโครงสร้างผ้าอันนี้ไหม ไม่ ไม่วาด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในหัว เหมือนเราดูเพ้อๆ นะ แต่เป็นการนึกภาพในหัวว่า งานน่าจะออกมาเป็นประมาณนี้ เมื่อคิดผสมๆ อยู่ในหัวแล้วก็ทำเลย พอทำก็พัฒนาไปเรื่อยๆ” เธออธิบายการทำงานที่ต่อยอดจากวิธีคิดลองทำเลยอีกครั้ง

เส้นสายคือสมดุล

จากการเรียนสาขา Industrial Design ที่แท้จริงแล้วเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเป็นวิทยาศาสตร์กับศิลปะ นิยามคำว่า ‘การออกแบบ’ ของเธอจึงเป็นเรื่องของการหาสมดุลที่ลงตัวระหว่างสองฝั่ง และเธอทำได้อย่างดีเยี่ยม ดังที่เห็นในฝีมือการออกแบบสารพัดลวดลายผ้า

“เราก็เหมือนสถาปนิกคนหนึ่ง แต่วัตถุดิบตั้งต้นของเราคือเส้นด้าย วิธีการเหมือนกัน แค่เปลี่ยนตัววัสดุกับนำข้อมูลเชิงเทคนิคมาใช้คนละแบบ เช่น เวลาสถาปนิกจะทำบ้าน ต้องเลือกวัสดุ เขาเลือกหินกรวด เบอร์ 1 2 3 เราเลือกเส้นด้ายเบอร์ 1 2 3 เขาเลือกโครงสร้าง วางคาน เราก็เลือกโครงสร้างในการทอว่าเราจะใช้อะไรทำ”

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ

ที่น่าสนใจ มุมมองการออกแบบของเธอยังถูกหล่อหลอมให้ ‘ดีไซน์ได้ ขายดีด้วย’ ทำให้ขนิษฐานึกถึงปัจจัยสำคัญอย่างความสามารถและกำลังในการผลิตผลงานออกแบบอยู่เสมอ 

จากแบบร่างนามธรรมในหัว สู่การส่งต่อให้โรงงานและเครื่องจักรที่จะต้องผลิตได้จริง ขายได้จริง ไม่อย่างนั้นแล้วประโยชน์จากการออกแบบจะไม่เกิด ความท้าทายจึงเป็นเรื่องของการบาลานซ์ระหว่างความคิดกับวิธีการทำงาน

“เราอาจจะคิดขั้นสุดเลย คิดแบบศิลปะสุดโต่ง คิดดีไซน์ในฝันเลยว่าอยากได้แบบนี้ แล้วค่อยจับไอเดียนั้นมาเจอกับเทคนิคที่มีความเป็นไปได้ว่าทำได้มากสุด สุดท้ายแล้วสิ่งนั้นก็จะค่อยๆ กลายเป็นงานศิลปะที่ทำได้จริง

“การดีไซน์ที่ดีไม่ได้จำเป็นต้องใช้วัสดุแพงที่สุด ใช้เทคนิคยากที่สุด แต่ต้องหาทางเลือกที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้น หรือ ณ โจทย์นั้น” เธอย้ำ

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือผลงานที่หลายคนคุ้นตา อย่างลวดลายบนเสื่อ PDM คอลเลกชัน AAMU (อามู) มาจากคำศัพท์ว่า aamurusko (อามูรุสโกะ) ในภาษาฟินแลนด์ที่แปลว่าแสงเหนือ ขนิษฐาได้ทำงานร่วมกับนักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ PDM อย่าง ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์ และ แมน-แมนรัตน์ สวนศิลป์พงศ์ ด้วยการทดลองเพื่อตอบรับกับโจทย์ที่ได้มาอย่างเต็มที่

โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี Kaniit.Textile นักออกแบบสิ่งทอผู้เชื่อในการทดลองและลงมือทำ
คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

สร้างลวดลายกราฟิกที่ดูธรรมชาติ สีสันที่ผสมกันอย่างน่าสนใจ แพทเทิร์นที่ซ่อนความเท่เอาไว้ไม่อยู่ ทั้งยังต้องคิดเรื่องการผลิตที่มีความท้าทาย คือทำให้ลอกเลียนแบบได้ยากไปพร้อมกัน

“เราทดลองในสิ่งที่ไม่เกินข้อจำกัดของแบรนด์ ซึ่งเป็นวิธีการของเราเหมือนกัน ถ้าบอกทำได้มากสุดสี่สี เราก็ทำที่สี่สี ขีดจำกัดถึงเท่าไหน เราก็ทำให้มันเต็มถึงเท่านั้น”

คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

อัปเดตระบบปฏิบัติการ

“เราจะเลือกทำเฉพาะที่รู้สึกว่า อันนี้มันคือใจความสำคัญนะ แล้วเราจะประเมินได้เร็วขึ้น เหมือนอัปเดตระบบปฏิบัติการ iOS พออัปแล้วทุกอย่างจะเร็วขึ้น แล้วรู้เลยว่า อันนี้เป็น Bug (​​ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโปรแกรม) ไม่เอา”

นี่คือคำตอบเมื่อเราถามว่า ตลอดการทำงานกว่าสิบปี มีวิธีคิดส่วนไหนที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะที่จริงก็สงสัยอยู่ว่า นักออกแบบผู้ทำงานมาอย่างยาวนานจะมีอาการ ‘ชินมือ’ บ้างหรือไม่ อย่างการรู้สึกว่าทุกโจทย์จัดการได้ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสม และคิดกระบวนการลงมือทำตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างคล่องตัว 

คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

“การมีประสบการณ์เยอะเป็นเรื่องดี แต่เราพยายามเป็น Beginner ในทุกๆ ขั้นตอน หรือเปิดกว้างมากขึ้น เราทำงานมาเยอะ ก็ต้องทำงานกับรุ่นน้องคนละเจเนอเรชัน สำคัญคือเราต้องฟังคนอื่นด้วย”

ความโชคดีอีกประการคือ ขนิษฐาได้ทำงานในโครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปภัมภ์ จึงมีโอกาสสร้างผลงานในพื้นที่ที่เปิดกว้าง และเปิดรับความเป็นไปได้ในการออกแบบ ไม่ว่าดีไซเนอร์จะมีโจทย์อยากทำผ้าแบบไหน ก็ยกมือเสนอได้โดยไม่มีข้อจำกัด เป็นพื้นที่แห่งการทดลองที่เรียกว่า ‘ทำงานไปด้วย ทดลองไปด้วย เล่นสนุกไปด้วย’

“เราเจอทีมที่ดี เจอ Creative Director ที่ส่งเสริมกัน พอเราสนุกปุ๊บ ก็อยากทำ อยากอัปเลเวลขึ้นไปอีก”

คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี
คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี
คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

เมื่อความสามารถได้รับการรดน้ำ เติมปุ๋ยอย่างพอดี ผลงานก็เติบโตอย่างแข็งแรง ยิ่งเมื่อทำในนามขององค์กร ทุกชิ้นก็เป็นเหมือนหมุดหมายในการสร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยงและแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง เป็นโอกาสที่คนอื่นๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนและพัฒนาวิธีการสร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนไอเดียเพื่อพัฒนาและต่อยอดไปไม่สิ้นสุด

คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

ความเป็นไทยในสายตานักออกแบบไทย

สิ่งที่มาพร้อมกับตำแหน่งสุดยอดรางวัลนักออกแบบไทยนั้น ทำให้เราสงสัยว่า คำว่า ‘ความเป็นไทย’ นี้ยังมีความหมายในฐานะต้นทุนทางความคิดสร้างสรรค์ บนบริบทความเป็นปัจจุบันบ้างหรือเปล่า 

ขนิษฐาตอบด้วยการยกตัวอย่างโปรเจกต์ที่เธอมีโอกาสทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โดยโจทย์คือหาจุดตัดที่ลงตัวในการร่วมมือกันนั้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยที่ยังเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบฝรั่งเศสกับนักออกแบบไทย

“ตอนนั้นเราคิดไม่ออกว่าจะโชว์ความเป็นไทยอย่างไร เลยใช้วิธีการพาเขาไปเที่ยว ไปดูเมือง ไปตลาด ไปปากคลองตลาด ไปสำเพ็ง ไปเยาวราช”

ผลึกที่ตกได้จากการสำรวจความเป็นไทยผ่านเมืองกรุงเทพฯ คือ “ความแตกต่างที่เชื่อมต่อกันได้อย่างไม่สิ้นสุด” เธอเล่าว่า ความเคลื่อนไหวที่ยุ่งเหยิงแบบสำเพ็งหรือปากคลองตลาด เมื่อนั่งรถต่อมาอีก 10 นาทีก็เจอห้างสรรพสินค้าหรูหราใจกลางเมือง นั่นทำให้ได้ข้อสรุปว่า

 “ความเป็นไทยที่เป็นต้นทุนไม่ใช่เรื่องของความหลากหลาย แต่เป็นการขมวดอะไรก็ตามที่เอามาทำเป็นเรื่องเดียวกันได้ เนื่องจากเราไม่เคยถูกกดดัน ดังนั้น มันเลยทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้หมด จะจับอันนี้มาผสมอันนี้ก็ได้ วิธีคิดตามความเชื่อแบบไทยๆ เหมือนเป็นวิถีชีวิต หรือวิถีกระบวนการคิดแบบคนไทย ซึ่งจริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นแบบ เป็นแถว เป็นเส้นตรง

“ในความเป็นไทยของเรา เราคิดว่ามันเป็นวิธีการจับมิกซ์แอนด์แมตช์ ที่บางทีไม่ต้องเข้ากันก็มีความเป็นไทย หมายถึงว่ามันเป็นระบบความเชื่อ ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องยาก”

คุยกับ โน้ต-ขนิษฐา นวลตรณี นักออกแบบสิ่งทอไร้กรอบที่เชื่อในการลงมือทำ และสร้างสมดุลให้งานดีไซน์ขายดี

5 คำแนะนำถึงดีไซเนอร์รุ่นใหม่จากนักออกแบบสิ่งทอรุ่นพี่

01 อยากให้หาตัวเองให้เจอ 

ความหมายคือคล้ายๆ กับจุดยืนของตัวเอง ถ้าเราไม่รู้ว่าจุดยืนเราเป็นอะไร ให้เราค่อยๆ ตัดสิ่งที่เราไม่ชอบออกก่อน ดังนั้น ส่วนผสมของตัวเอง หมายถึง เราชอบอะไร เจอก็เก็บเข้ามา ค่อยๆ นำมาผสมและปรับมาเป็นจุดของเรา 

02 อยากให้ทุกคนทำหลายๆ อย่าง ลองหลายๆ อย่าง 

อย่าเลือกทำงานแบบที่ตัวเองเก่งอย่างเดียว ให้ลองไปอยู่ในบริบทอื่นๆ ที่เราไม่เคยทำ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานออกแบบก็ได้ ทำอย่างอื่นเลย เพราะว่าทุกอย่างที่เราทำ สุดท้ายมันจะกลายเป็นไอเดียได้ 

03 อยากให้เล่นเยอะ ๆ อย่าเครียด 

การเล่นหรือการทดลองสำคัญพอๆ กับตัวเนื้องาน เหมือนเลี้ยงเด็กก็ต้องให้เด็กเล่นเพื่อให้เขามีประสบการณ์ เพราะว่าทำอะไรก็ตาม ไอเดียจะอยู่ในทุกที่ แม้แต่การคิดบางอย่าง เราก็อาจจะนำมาจากของเล่นก็ได้ ของเล่นที่ถูกพัฒนา เชื่อมโยง คิดใหม่ ถูกรีอินเตอร์เฟสมาเป็นของใหม่

04 เวลาคิดงานหรือเวลาทำงาน อยากให้คิดให้เยอะที่สุด ให้รอบที่สุด ให้ครอบคลุมที่สุด 

เพราะว่าการคิดเยอะเป็นสิ่งที่ไม่เสียทรัพยากร คิดให้ได้ในทุกๆ มุม ทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น เพื่อที่เราจะได้ทำงานให้น้อยที่สุด ความหมายคือ ในความคิดของเรามันกลั่นกรองได้ ตัดตัวเลือกที่เราคิดแล้วว่าไม่ได้ออกไป ทำให้เราเสียทรัพยากรน้อยที่สุดตอนลงมือทำ แล้วจะทำให้คนอื่นที่ทำต่อจากเราทำงานง่ายมากขึ้น

05 ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง 

ถ้าเราคิดมาเยอะแล้ว แต่พอเราทำปุ๊บ หน้างานไม่โอเค เราต้องปรับนะ ไม่ใช่ดื้อ ถ้าเขาทำไม่ได้ เราก็ต้องปรับ ดังนั้น ทุกอย่างจะถูกปรับไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเวลา เหมือนเป็นการยอมรับตัวเองว่า ทุกอย่างที่เราคิดมันอาจไม่ได้ดีทั้งหมด แต่ทุกอย่างคือการที่เราต้องยืดหยุ่น ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นด้วย

Writer

Avatar

กมลกานต์ โกศลกาญจน์

นักเขียนอิสระที่สนใจเรื่องงานออกแบบ สังคม และวัฒนธรรม ชื่นชอบการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะอยากเรียนรู้ในความแตกต่างที่หลากหลายของโลกใบนี้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load