The Cloud x Designer of the Year

เหนือ-จักรกฤษณ์ อนันตกุล คือนักวาดภาพประกอบชาวไทยที่มีผลงานออกแบบภาพประกอบสีสันสดใสออกสู่สายตาชาวไทยและชาวโลกอย่างต่อเนื่อง และโดดเด่นมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งบนหน้านิตยสารและบริษัทชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Monocle, FREITAG, BEAMS JAPAN, UNIQLO, Facebook นอกจากจะเป็นนักวาดภาพประกอบแล้ว เหนือยังเป็นทั้งอาจารย์และนักออกแบบงานกราฟิกที่เคยออกแบบงานมาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นออกแบบปกซีดี ออกแบบคอนเสิร์ต ออกแบบโมชันกราฟิก ออกแบบฟอนต์ แถมยังเคยเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอและอีกมากมายหลายต่อหลายอาชีพ

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

การยืนระยะผลิตงานออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ว่ายากแล้ว การยังคงพัฒนาทั้งรูปแบบและวิธีทำงานไปอยู่เสมอๆ ด้วยนั้นเป็นสิ่งที่ยากขึ้นไปอีก และนี่คือสิ่งที่เหนือทำมาตลอด ยิ่งในช่วงหลังที่เขาเริ่มผันตัวเองไปเป็นศิลปินผู้ทำงานผ่านการวาดภาพที่อยากให้คนเห็นมีความสุขในสเกลที่ใหญ่ขึ้นด้วยนั้นยิ่งถือเป็นเรื่องท้าทายมาก

ล่าสุดเขาเพิ่งได้รับรางวัลนักออกแบบแห่งปี Designer of the Year สาขา Illustration Design เราจึงขอใช้วาระนี้เดินทางมายังสตูดิโอของเหนือย่านแบริ่ง เพื่อชวนคุยถึงชีวิตการทำงานความคิดสร้างสรรค์ในฐานะนักวาดภาพประกอบที่ยืนระยะอยู่ในวงการมาได้นานคนหนึ่ง และนี่คือหลายสิ่งหลายอย่างที่มาประกอบกันจนเป็นภาพของเขา

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

ภาพของนักเรียนออกแบบผู้ไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง

เหนือเล่าให้เราฟังว่า เขาเข้าสู่วงการออกแบบด้วยการเป็นนักเรียนสาขาวิชาออกแบบภายในตามคำแนะนำของญาติ เมื่อเริ่มต้นเรียนวาดภาพประกอบและออกแบบกราฟิกนั้น ตัวเขาไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเองด้วยซ้ำ หลังจากเรียนไปได้ 2 ปี เหนือก็รู้ตัวว่าไม่ได้ชอบสิ่งที่เรียน จึงตัดสินใจลาออกเพื่อย้ายไปเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์แทน เป็นจังหวะเดียวกับที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ แทบทุกคนได้รับผลกระทบ และแน่นอน ครอบครัวของเหนือก็ไม่ถูกยกเว้น

“ตอนนั้นธุรกิจที่บ้านประสบปัญหาหนัก อย่าว่าแต่จะส่งผมไปเรียนเลย ผมต้องไปเดินตามข้างถนนเก็บเศษเหล็กข้างทางเอาไปขาย เพื่อซื้อไข่มาเป็นอาหารสำหรับครอบครัวด้วยซ้ำ” เหนือเล่าถึงอดีต

กว่า 1 เทอม ที่เหนือหยุดเรียนเพื่อช่วยที่บ้านหาเงิน ด้วยการช่วยพ่อทาสีแผ่นไม้แล้วเอาไปขายที่ตลาดนัดจตุจักร 

เทอมถัดมาเหนือสอบติดคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปัญหาข้อเดียวคือ เหนือมีเงินเก็บจากการทำงานอยู่แค่ 6,000 บาทเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอ เหนือจึงตัดสินใจขอทุนการศึกษา และเป็นโชคดีที่มหาวิทยาลัยอนุมัติทุน ทำให้รายชื่อนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ปีนั้นมีชื่อของจักรกฤษณ์ อนันตกุล

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

“ผมเป็นนักศึกษาคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง (หัวเราะ) เวลาจะทำงานส่งก็ต้องวิ่งไปทำที่ห้องคอมฯ ของคณะอยู่ตลอด” เหนือเล่าชีวิตก้าวแรกของการเป็นนักศึกษาให้เราฟัง ซึ่งข้อดีของเรื่องนี้ก็คือ เหนือได้นอนเร็วกว่าคนอื่นๆ เพราะเหนือต้องรีบทำงานให้เสร็จก่อน 5 โมงเย็น เวลาปิดของห้องคอมฯ เขาจึงใช้เวลาตอนกลางคืนไปกับการอ่านหนังสือที่บ้านแทน ซึ่งคะแนนของเหนือก็ถือว่าค่อนข้างดีแม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ก็ตาม

นักออกแบบที่ไม่กลัวงานที่ทำไม่เป็น

ระหว่างที่เรียน เหนือสนใจงานด้านภาพประกอบ เพราะโตมากับการเห็นภาพประกอบในนิตยสารของแม่ และยังสนใจงานด้านโมชันกราฟิกและงานออกแบบกราฟิกด้วย เมื่อเรียนจบก็รวบรวมงานภาพประกอบที่มีกับงานที่วาดใหม่เป็นพอร์ตฟอลิโอยื่นสมัครงาน ทำให้ได้ทำงานประจำที่บริษัทออกแบบชื่อดังอย่าง Ductstore The Design Guru โดยรับหน้าที่ออกแบบกราฟิกปกเทปและซีดีให้ศิลปินหลายคน ทำงานอยู่ประมาณ 1 ปี ก็เริ่มถึงจุดอิ่มตัว เหนือจึงลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ระหว่างนั้นก็วาดภาพประกอบให้นิตยสารอีก 2 หัวด้วย แต่ก็ตัดสินใจเลิกวาดไปเพราะยังค้นหารูปแบบที่ตัวเองอยากวาดไปตลอดไม่ได้

Monocle
Monocle

หลังจากนั้นไม่นาน อาจจะเพราะความสนใจเรื่องเสียงดนตรีที่สะท้อนชัดเจนอยู่ในงานออกแบบของเหนือ ส่งผลให้ผลงานของเขาไปเตะตาใครบางคนเข้า จนวันหนึ่งได้รับการติดต่อจาก คุณเพชร โอสถานุเคราะห์ ให้เหนือมาทำคอนเสิร์ตให้

“ตอนนั้นก็ทำไม่เป็นหรอก ไม่รู้ด้วยว่าเขาทำกันยังไง แต่ก็สนใจอยากจะทำดู เราก็ทำสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ เวทียาวสิบห้าเมตรไปเลย ซึ่งไม่มีคนเขาทำกัน (หัวเราะ) โปรแกรมสามมิติก็ทำไม่เป็น เราเลยตัดโมเดลกระดาษมาวางไว้ที่หน้าจอแล็ปท็อปเพื่อเปิดภาพกราฟิกแทน ไอเดียของคอนเสิร์ตนั้นคือให้เวทีเปลี่ยนไปตามสภาพแสง ตอนพรีเซนต์กลายเป็นว่าทุกคนชอบและยอมเลื่อนวันจัดออกไปเพื่อให้ทีมงานทำเวทีตามที่เราออกแบบได้ทัน

“มองย้อนกลับไปก็ตลกดี เราทำงานไม่เป็น แต่ก็เอาตัวรอดด้วยการนำเสนอสิ่งที่เราทำได้ เราจึงมีมุมมองต่องานที่เราทำว่ามันไม่ใช่อุปสรรค และสิ่งสำคัญคือความคิดและความตั้งใจจริงที่ใส่ลงไปในงาน” เหนือเล่าย้อนไปถึงวันที่ทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันไปไกล

“อย่างในคอนเสิร์ตพี่เพชรนั้นผมก็ไปเปิดโมชันกราฟิกประกอบคอนเสิร์ต ซึ่งเราก็ทำมาเป็นรูปภาพปกติ เปิดโปรแกรมดูรูปในโน้ตบุ๊ก แล้วกดเลื่อนซ้ายเลื่อนขวาเอาเองตามจังหวะดนตรี หรือถ้าเป็นภาพเคลื่อนไหว ตอนจังหวะที่เพลงมันพีกผมก็เลื่อนแถบบาร์ข้างล่างให้มันเดินหน้าถอยหลังแบบเร็วๆ เอา 

“ปกติคนอื่นๆ เขาจะมีโปรแกรมสำหรับเปิดโมชันกราฟิกในคอนเสิร์ตโดยเฉพาะนะ แต่ผมไม่รู้จัก (หัวเราะ) แต่มันก็ให้ผลที่แตกต่างจากงานของคนอื่นจริงๆ” เหนืออธิบายกลั้วเสียงหัวเราะ

ความแตกต่างของผลงานที่ทำไม่เป็นนี้ผลิดอกออกผล เพราะหลังจากนั้นมีคนติดต่อให้เหนือไปทำงานในวงการดนตรีและคอนเสิร์ต ซึ่งทั้งหมดเป็นงานที่เหนือล้วนแล้วแต่ไม่เคยทำและทำไม่เป็นทั้งสิ้น ตั้งแต่ออกแบบคอนเสิร์ต ดูแลโมชันกราฟิกในคอนเสิร์ตของ MTV หาศิลปินมาทำงานประกอบเพลงในคอนเสิร์ต และกำกับมิวสิกวิดีโอ

ช่วงเวลาหลังจากนั้นเป็นช่วงที่วงการดนตรีเริ่มซบเซา ก็ประะจวบเหมาะที่มีคนมาชวนเหนือไปทำงานในบริษัท YouWorkForThem บริษัทต่างประเทศที่มีลูกค้าใหญ่ๆ อย่าง Apple, Starbucks, Nike, Coca-Cola โดยในตอนนั้น YouWorkForThem เป็นบริษัทที่รับผิดชอบงานโมชันกราฟิกในคอนเสิร์ตทัวร์รอบโลกของวงดนตรีร็อกอย่าง U2 และยังเป็นบริษัทออกแบบฟอนต์ ภาพประกอบ และกราฟิกเวกเตอร์ ขายนักออกแบบคนอื่นๆ บนโลกอีกด้วย

“เราทำฟอนต์ไม่เป็นหรอกนะ (หัวเราะ) แต่ก็อยากลองทำดู เราไม่มีเงินไปเรียนต่างประเทศ การได้ทำงานกับเจ้าของบริษัทคนนี้ก็เหมือนได้ไปเรียนกราฟิกที่ต่างประเทศ แล้วเราสนุกกับการทำงานที่นี่มาก จากที่ตั้งใจจะทำสักปีหนึ่งก็อยู่ไปสี่ปี ส่วนหนึ่งเพราะตัวงานเป็นงานกราฟิกเชิงทดลองที่ต้องทำอะไรใหม่ๆ ออกมาขายให้นักออกแบบคนอื่นๆ ซึ่งเจ้านายก็พยายามอธิบายและดึงศักยภาพการทำงานที่เราไม่เคยรู้ว่ามีมาก่อนออกมา เป็นงานกราฟิกเชิงทดลองแบบที่ต้องขายได้ด้วย ทำให้เรารู้จักการหีบห่องานใหม่ให้สื่อสารง่ายขึ้น เหมือนเราทำขนมหน้าตาเหมือนแอปเปิ้ล แต่มันไม่ใช่แอปเปิ้ล มีรสชาติพิเศษกว่าและไม่มีมีใครเห็นมันมาก่อน

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

“การที่เราทำงานแบบนี้ได้ เราต้องหาตัวตนของเราให้เจอและทำงานที่เป็นเรา เราก็ต้องรวบรวมและค้นหาสิ่งที่ชอบในตัวเองออกมาใช้ทำงาน ซึ่งถ้ามองดูรอบๆ บ้านก็จะเห็นว่าของที่เรามีมันเป็นของที่ย้อนยุคนิดๆ เราก็เป็นคนแบบนั้นแหละ แล้วเมื่อมาผสมกับสไตล์งานที่เราชอบทำ ก็เลยออกมาเป็นแบบที่คนเห็นงานเรา คือมีความคลาสสิกโบราณผสมผสานกับงานเส้นเด็กๆ และสีสันสดใส” เหนืออธิบายถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้และกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของงานเขา

ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่เหนือได้สร้างเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อลงผลงานที่ทำกับ YouWorkForThem ให้เป็นอีกช่องทางในการโปรโมต และเว็บไซต์นี้เองที่ทำให้นิตยสารต่างประเทศได้เห็นงานเขาแล้วเริ่มติดต่อให้เหนือทำภาพประกอบให้ โดยมีมาจากทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง ซึ่งงานที่พีกที่สุดคืองานของนิตยสาร Monocle ไปจนถึงมีคนติดต่อขอซื้องานกราฟิกที่ทำในฐานะงานศิลปะ
หลังจากนั้นเหนือจึงลาออกเพื่อมาเริ่มต้นอาชีพนักวาดภาพประกอบอย่างจริงจังจนถึงปัจจุบัน และยังแสดงงานนิทรรศการ Shape and Form ด้วย ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก

ผมถามไปถึงวิธีการคิดงานของเหนือว่า มีวิธีในการคิดภาพประกอบยังไงบ้าง

“วิธีคิดงานของผมคืออ่านโจทย์ที่ได้รับมาให้ดี อ่านให้เข้าใจ อ่านให้ละเอียด หรือถ้าไปรับโจทย์จากลูกค้ามา ผมก็จะได้คีย์เวิร์ดหลายๆ คำมาไว้ใช้คิดสร้างเป็นภาพประกอบ แต่ก่อนหน้านั้นผมก็ต้องคิดว่าจะเล่าเรื่องนั้นออกมายังไง จะเล่าแบบตรงไปตรงมาหรือเล่าอ้อมๆ จากนั้นก็คิดตัวเรื่องราวที่จะถ่ายทอด โดยผมมักจะหยิบเอาคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าให้มา แล้วคิดว่าถ้าเอาคีย์เวิร์ดพวกนี้มารวมกัน จะออกมาเป็นคนแบบไหน คนคนนี้จะมีนิสัยยังไง ไลฟ์สไตล์ทำอะไรบ้าง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร บุคลิกเป็นยังไง แล้วจึงค่อยถ่ายทอดบุคลิกของคนคนนั้นให้ออกมาเป็นภาพประกอบอีกทีหนึ่ง” เหนือเล่าถึงวิธีคิดงานในแบบของเขา

จุดเปลี่ยนของนักวาดภาพประกอบ

หลังจากงาน Shape and Form จบลง ทั้งที่ชีวิตของเหนืออยู่ในจุดที่ถือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพ มีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่เหนือกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในจิตใจที่รุนแรง และทำให้เขารู้สึกทุกข์ทรมาน นั่นคืออาการของโรคซึมเศร้า

เหนือบอกว่า เขาน่าจะเป็นโรคนี้มานานแล้ว แค่ไม่ได้แสดงอาการออกมามาก แต่หลังจากเสร็จจากนิทรรศการนั้น อาการกลับรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จุดนี้เองที่ทำให้เหนือหันมาสนใจศาสนามากขึ้น โดยมีจุดเปลี่ยนในชีวิตคือ วันที่เขาได้หยิบคัมภีร์ไบเบิลมาอ่าน และเปิดไปเจอข้อความในหน้าหนึ่งที่ทำให้เหนือรู้สึกถึงความหมายในการมีชีวิตอยู่ นั่นคือ การใช้ชีวิตเพื่อปรนนิบัติคนอื่น

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

ด้วยความที่เป็นนักวาดภาพประกอบ เหนือจึงเริ่มแบ่งเวลาที่เหลือจากการทำงานภาพประกอบมาทำงานร่วมกับคริสตจักร ด้วยการลงพื้นที่และสอนศิลปะให้เด็กๆ ในชุมชนลาซาล และเริ่มทำงานร่วมกับโบสถ์ เพนต์รูปให้สถานพินิจเพื่อช่วยเหลือให้เด็กๆ ในสถานพินิจเห็นคุณค่าและมีความหวังในตัวเอง ทุกวันนี้ เหนือจึงเรียกตัวเองว่า Christian Illustrator และรูปแบบงานที่ทำก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน

“ผมเปลี่ยนจากนักวาดภาพประกอบมาเริ่มทำงานเป็นศิลปินที่สื่อสารด้วยภาพประกอบแทน ภาพประกอบเป็นแค่สื่อที่เราใช้เท่านั้น มันทำให้เรามีโอกาสใช้ข้อความหรือคำสอนในศาสนามาสะท้อนผ่านมากขึ้น ผมทำงานด้วยแง่มุมของความรักที่อยากให้คนเห็นงานที่ผมวาดหรือข้อความที่ซ่อนอยู่ในนั้นแล้วมีความสุข มีความหวังมากขึ้นในชีวิต” เหนือสรุปถึงความตั้งใจครั้งใหม่ในฐานะนักวาดภาพประกอบคริสเตียน

ภาพประกอบชีวิตของ จักรกฤษณ์ อนันตกุล นักวาดภาพประกอบไทยที่แบรนด์ดังทั่วโลกให้การยอมรับ

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

The Cloud X  Designer of the Year

“อาจารย์ ผมว่าสวย ถ้างานนี้เสร็จ ผมว่ามันน่าจะสวย” ช่างทำกรงนกเอ่ยกับ ศุภชัย แกล้วทนงค์ ขณะที่เขากำลังขึ้นแบบตัวอย่างงานโคมไฟ

ใช่แล้ว ช่างทำกรงนกกำลังสร้างสรรค์งานโคมไฟ จากการออกแบบของศุภชัย

นั่นคือเหตุการณ์หลายเดือนก่อนหน้าที่จะเกิดโคมไฟ ‘จาก’

โคมไฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรง ‘ทะลายจาก’ และผลิตด้วยเทคนิคการสร้างสรรค์เดียวกับกรงนก จนคว้ารางวัลชนะเลิศ Innovative Craft Award โดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) และรางวัล DEmark ในปี 2015 และได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการส่งออกให้ไปแสดงผลงานที่ Milan Design Week เมื่อปีก่อน

ปีนี้ศุภชัยเพิ่งได้รับรางวัล Designer of the Year สาขา Product Design จากมหาวิทยาลัยศิลปากรและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

นี่คือเรื่องราวหลายปีก่อนหน้า ครั้งที่ศุภชัยตัดสินใจ ‘กลับบ้าน’ ที่นครศรีธรรมราช หลังการออกจากบ้านกว่า 15 ปีเพื่อร่ำเรียนด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และทำงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับ Banyan Tree Gallery ในเครือโรงแรม Banyan Tree

งานตามหน้าที่ของเขาคือ การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อขายในร้านค้าของโรงแรม รวมไปถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์บางชนิดที่ใช้ในโรงแรมซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก ทำให้เขาได้ทำงานร่วมกับชุมชนและท้องถิ่นในต่างประเทศอย่างเวียดนาม พม่า และอีกหลากหลายชุมชนในประเทศไทย ได้เรียนรู้งานผ้าทอ งานไม้ งานเซรามิกแบบท้องถิ่น

“ช่วงที่ทำงานก็คิดว่าอยากใช้ความรู้ที่เรามีกลับมาทำงานในท้องถิ่น มันมีวัสดุท้องถิ่นในพื้นที่บ้านเราเยอะแยะที่น่าหยิบจับมาใช้และพัฒนาได้ เราพอจะมีไกด์ไลน์บางอย่างจากการทำงาน เรื่องการยกระดับของท้องถิ่นให้ขึ้นมาในระดับพรีเมียมอยู่บ้าง พอเข้าใจว่ากลุ่มตลาดเขาต้องการอะไร ต้องการคุณภาพแค่ไหน ธีมสีที่อยากได้เป็นอย่างไร แล้วข้าวของที่ออกจากตลาดท้องถิ่นไปสู่ตลาดพรีเมียมน่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร” ศุภชัยย้อนเล่าถึงการตัดสินใจย้ายกลับไปตั้งรกรากที่บ้านที่นครศรีธรมราช โดยมีอีกเหตุผลสำคัญคืออยากให้ลูกโตในสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นมากกว่าเมือง โดยเขาก็ยอมรับว่าตอนที่ตัดสินใจย้ายกลับไปก็ไม่เห็นทิศทางของการทำงานออกแบบที่ชัดเจนนัก

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จากวันที่เขาตัดสินใจกลับบ้าน มีกระบวนการอะไรเกิดขึ้นบ้าง เมื่อนักออกแบบได้ลงไปทำงานร่วมกับชุมชนอย่างเต็มตัว

เรียนรู้อย่างเข้าใจในท้องถิ่น

เรากลับมาดู มาสังเกต วิถีชีวิต พอลงมาที่ท้องถิ่นจริงหลังจากหายไปเป็นสิบปี มันต้องกลับมาเรียนรู้อะไรบางอย่างเหมือนกัน กลับมาเรียนรู้นิสัยใจคอของผู้คน ทำความเข้าใจกัน แต่โชคดีที่เราเป็นคนที่นี่ก็เลยพอจะปรับความเข้าใจได้” ศุภชัยเล่าถึงช่วงปีแรกที่กลับมา โดยระหว่างนั้นเขาได้เข้าร่วมอบรมเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่นหลายต่อหลายครั้ง โดยมีครั้งหนึ่งในงานอบรมอัตลักษณ์ไทยสร้างสรรค์ที่มีการจับคู่นักออกแบบกับผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาสินค้าร่วมกัน โดยโจทย์ในครั้งนั้นคือการพัฒนารูปแบบของ ‘กรงนก’ เขาจึงได้คลุกวงในดูการผลิต เห็นโครงสร้าง ภูมิปัญญาในการผลิต ความน่าทึ่งเฉพาะตัวของฝีมือช่างท้องถิ่น

“ทั่วโลกมีงานออกแบบเยอะมาก สิ่งที่จะทำให้เราต่างกับที่อื่นคือ ความเฉพาะตัว ในแต่ละท้องที่มีความเฉพาะอยู่แล้ว ด้วยอัตลัษณ์ของท้องถิ่นที่มีทุนทางวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ที่ต่างกัน หรือแม้กระทั่งกระบวนการ เทคนิคที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมก็ต่างกัน ของแบบนี้ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ อยู่ที่ว่าเราจะอยากหยิบจับทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้ มาทำให้มันน่าสนใจได้อย่างไร”

ศุภชัยเล่าพร้อมยกตัวอย่างโรงแรมที่มีสาขาในหลากหลายประเทศที่ดึงทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น มาใช้งานร่วมกับการออกแบบสถาปัตยกรรม ตกแต่งภายใน หรือสินค้าในโรงแรม ที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจได้มากมาย

“การออกแบบทำให้วัตุดิบแบบท้องถิ่นกลายเป็นงานร่วมสมัยได้ ไม่เชย และที่สำคัญ มีเอกลักษณ์” ศุภชัยสรุปถึงข้อได้เปรียบที่ท้องถิ่นมี ก่อนพูดต่อถึงอีกกระบวนการที่เขาเรียนรู้

พัฒนาไปสู่สากล

เมื่อต้นทุนทางวัฒนธรรมก็มีแล้ว อะไรจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนที่มีนั้นเพิ่มทั้งคุณค่าและมูลค่าได้ “ถ้าเราหยิบจับมาแล้วใช้ไม่เป็น มันอาจจะกลายเป็นของที่ดูเชยได้” ศุภชัยเอ่ยถึงข้อควรระวัง ดังนั้นสิ่งที่เขามักจะยึดถือในการออกแบบก็คือการพัฒนาให้สินค้าให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัย ซึ่งจะมีข้อดีที่ตามมาอย่างน้อยๆ ก็ทำให้ตลาดในการส่งออกผลิตภัณฑ์ของเรากว้างขึ้น และเมื่อมันร่วมสมัยผลิตภัณฑ์ของเราก็จะไปอยู่ที่ไหนของโลกก็ได้อย่างไม่เคอะเขิน “อย่างเทคนิคกรงนกมีกระบวนการเยอะมาก ทั้งการขึ้นโครงสร้าง แกะไม้ ฉลุลาย การกลึงไม้ แต่งานออกแบบ เราเลือกหยิบเอาหลักๆ มาแค่เรื่องเดียว มาคลี่คลายพลิกแพลงให้เกิดงานใหม่ที่ร่วมสมัย ลูกค้าที่ซื้อก็สามารถเอางานนี้ไปแขวนตามสถานที่ต่างๆ อย่างโรงแรมได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรีสอร์ตที่อยู่ทางใต้”ศุภชัยยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

เราอยากรู้ถึงวิธีการทำให้คนในชุมชนเห็นภาพปลายทางของผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับเขา “เราจะเป็นคนขึ้นโมเดล 1:1 เอาไปคุยกับเขา ค่อยๆ พัฒนาต้นแบบไปพร้อมกัน” ด้วยการทำงานในรูปแบบนี้ศุภชัยจึงจะใช้เวลาในออฟฟิศ 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วอีก 2 วันเขาตั้งใจลงไปทำงานคลุกคลีร่วมกับชุมชน

สร้างความยั่งยืนร่วมกัน

แม้จะเรียนจบในด้านการออกแบบอุตสาหกรรม แต่ศุภชัยกลับเห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากโรงงานผลิตนั้นดูโล้น เกลี้ยง เกินไป “การผลิตในโรงงานที่ต้องทำในปริมาณเยอะๆ อย่างพลาสติกปั๊มมาเป็นหมื่นชิ้น การออกแบบเลยยิ่งต้องน้อย ง่าย เพื่อให้ผลิตได้ทีละเยอะๆ ส่วนตัวผมรู้สึกว่างานออกแบบพวกนี้เรียบร้อยจนเกินไป ถ้าเป็นงาน craft ผ้าแต่ละผืนมีเนื้อของมัน สีที่ย้อมไม่จำเป็นต้องเสมอกัน ไล่สีได้ หรือสีอาจจะติดบ้างไม่ติดบ้าง อย่างบางวัสดุมีกลิ่นธรรมชาติของมัน มันมีสเน่ห์อะไรบางอย่างแฝงอยู่ที่เราสัมผัสได้

“ช่างทำกรงนกเป็นศิลปินคนหนึ่งนะ ค่อยๆ ทำ บรรจงฉลุมาแล้วมาประกอบกัน มันเหมือนเขาใส่อารมณ์ ใส่จิตวิญญาณเขาเข้าไปในงาน” จากการที่เขาได้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในหลากหลายโครงการ นอกจากเรื่องของผิวสัมผัส สี กลิ่น หรือจิตวิญญาณของคนทำงานแล้ว สิ่งที่ศุภชัยสัมผัสได้ก็คือ วิถีชีวิตที่ไม่เปลี่ยนไป “ความเป็นวิถีของเขา เขาสามารถทำงานใต้ถุนบ้าน ทำงานไปเลี้ยงลูกไป คุยกับเพื่อนไป มันเป็นเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่”

ศุภชัยจึงเสียดายงานออกแบบที่ร่วมพัฒนากับคนในชุมชนถ้าโครงงานจะจบลง งานออกแบบเหล่านั้นก็มักจะจบลงด้วย ถ้าผู้ประกอบการณ์หรือชุมชนไม่ได้นำมันออกสู่ตลาดจริง “เราจะหาวิธีสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนอย่างไร หลังจากที่ทำโครงการมาเยอะๆ ก็เลยต่อยอดงานจากโครงการ มาพัฒนาต่อในแบรนด์ของตัวเองที่ชื่อ TIMA” ศุภชัยรับหน้าที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ แล้วต่อยอดการผลิตร่วมกับชุมชน ก่อนจะหาลู่ทางให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์เหล่านั้นได้ออกสู่ตลาดและวางขายได้จริง เพื่อให้รายได้กระจายสู่ชุมชน และเพื่อให้ภูมิปัญญาของท้องถิ่นได้ดำรงอยู่โดยที่ยังมีรายได้เลี้ยงปากท้อง

ความสนุกในการทำงานร่วมกับชุมชนอยู่ตรงไหน เราถามเพราะอยากรู้ว่าเขาติดใจอะไรกับการทำงานแบบนี้ที่น่าจะกินเวลาในการทำงานมากกว่า การจ้างโรงงานผลิต และได้ยินว่าคนในท้องถิ่นมักจะเรียกศุภชัยว่าอาจารย์  

“เวลาทำงานกับเทคนิคภูมิปัญญาดั้งเดิมมันจะมีเทคนิคเก่า ความเคยชินเก่า ของช่างชุมชน ถ้าเคยลงพื้นที่เราจะสัมผัสได้ ทีนี้เวลาเราออกแบบอะไรใหม่ๆ มันจะมีขั้นตอนต้องลุ้นไปด้วยกันว่าผลลัพธ์มันจะหน้าตาเป็นอย่างไร” เขาเล่าเสียงสนุกก่อนเอ่ยถึงตอนที่กำลังขึ้นแบบโคมไฟ ‘จาก’ เป็นตัวอย่างประกอบ  

“ในขณะที่ทำ ค่อยๆ ขึ้นเป็นรูปทีละนิด ช่างก็ทำไป จินตนาการไปว่ามันจะออกมาเป็นยังไง บรรยากาศรอบข้างจะมีชาวบ้านที่เขามาคอยลุ้นกันว่าเราทำอะไรอยู่ เพราะช่างคนนี้เคยทำแต่กรงนก ก็ถามว่ากรงนี้จะเอาไว้ใส่นกอะไร แล้วนกมันจะอยู่อย่างไร จนกระทั่งประกอบเสร็จเรียบร้อย เราใส่หลอดไฟเข้าไป เขาก็จะตื่นเต้นไปกับเราว่ามันทำแบบนี้ได้ด้วย และสวยได้ขนาดนี้เลยหรอ”

“แบรนด์ TIMA จะเป็นเหมือน hub ที่เอาวัสดุต่างๆ มา finishing หรือเป็นสื่อกลางในการจับคู่วัสดุ หรือทำงานที่เน้นไปในทางหัตถกรรมสร้างสรรค์ โดยมี ‘นักคิด’ หน่วยงานที่ศุภชัยตั้งใจเปิดเป็นคลินิกให้คำปรึกษาการออกแบบท้องถิ่นให้กับชุมชนหรือผู้ประกอบการ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงในการขับเคลื่อนงานออกแบบให้กับท้องถิ่น

“เราจะอยากเป็นไกด์ให้น้องๆ ในพื้นที่ที่กำลังเรียนออกแบบว่าเวลาเราอยู่ท้องถิ่น เราก็ทำงานออกแบบได้เหมือนกัน คุณเอาวัสดุหรือภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาทำงานออกแบบ แล้วคุณก็ส่งออกสู่ตลาดในส่วนกลางหรือต่างประเทศได้ เราอยากทำให้น้องๆ เด็กๆ เห็นตัวอย่างว่ามันทำได้จริงๆ” ศุภชัยสรุปถึงอนาคตต่อจากนี้ของเขาให้เราฟัง

www.timacraft.com


My Favorite Works

01 จาก JAAK

การหยิบเอาเทคนิคภูมิปัญญางานหัตถกรรมในการขึ้นโครงสร้าง เสาและซี่ การต่อไม้ เข้าเดือยแบบกรงนกโดยเปลี่ยนมาใช้รูปทรงของทะลายจาก พืชท้องถิ่นทางภาคใต้ของไทย แล้วเพิ่มเติมฟังก์ชันเข้าไป ก็กลายเป็นโคมไฟมือรางวัล ที่ตอนนี้แตกไลน์สินค้าออกมาหลากขนาดหลายฟังก์ชัน

02 พันธุ์จาก PUN JAAK

การแตกหน่อ ขยายพันธุ์ของลูกจาก คือรูปทรงที่ทำให้เกิดแรงบันดาจใจของโคมไฟนี้ โดยศุภชัยยังเลือกใช้ภูมิปัญญาการผลิตกรงนกมาเป็นเทคนิคในการสร้างสรรค์

03 Tote Bag หางอวน

การทอเส้นใยหางอวนหรือยอดใบลานยาวเป็นผืน ก่อนจะเย็บต่อกันจนเป็นกระสอบ แล้วก็นำไปติดที่ปลายอวนต่อเพื่อจับกุ้ง เริ่มจะเลือนหายเมื่อมีอวนไนลอน แต่ทักษะการทอเส้นใยหางอวนยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนในชุมชนมีติดตัว จนเมื่อศุภชัยได้เป็นนักออกแบบที่เข้าร่วมโครงการ Sustainable Craft ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ทำให้มีโอกาสได้เข้าไปดูว่าเสน่ห์การทอหางอวนอยุ่ตรงไหน ก่อนที่จะจับคู่สี สร้างลวดลาย ให้เหมาะกับที่ตลาดต้องการ โดยโครงการนี้เปิดโอกาสให้นักออกแบบได้พัฒนาภูมิปัญญาออกเป็นผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ กระเป๋าหางอวนจึงเป็นการทำงานร่วมกันกับกลุ่มชุมชนที่ทอหางอวน โดยการสร้างกิมมิกของสีเพื่อส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่น และศุภชัยก็ยังนำกระเป๋าหางอวนนี้ออกไปสู่ตลาดอื่นๆ จนมีออร์เดอร์ส่งออกไปแล้ว

04 ที่แขวนผ้าเช็ดมือ ใบกะพ้อ

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์จากโครงการ Sustainable Craft ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ในการพัฒนาพัดใบกะพ้อที่บ้านอายเลา จังหวัดนครศรีธรรมราช กรรมวิธีในการทำพัดก็คือการเอายอดใบกะพ้อมาฉีก ลวก ตากแห้ง โดย 1 ใบจะได้พัด 1 อัน ศุภชัยในฐานะนักออกแบบที่ไม่อยากเปลี่ยนวิถีของชาวบ้านนัก แต่อยากทดลองว่าถ้าเราไม่ใช้ 1 ใบล่ะหน้าตาพัดจะเป็นอย่างไร การสานด้วยใบกะพ้อ 2 ใบจึงเริ่มต้นขึ้น แล้วก็เพิ่มเติมหูจับเพื่อให้ส่วนของด้ามพัดมาประกบกันได้ แล้วการทดลองนี้ก็ไปสอดรับกับความต้องการของประเทศญี่ปุ่นที่มีปริมาณพื้นที่ใช้สอยในการใช้ชีวิตค่อนข้างเล็ก ที่แขวนผ้าเช็ดมือใบกะพ้อจึงตอบโจทย์นี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

05 ถาดรองของ ก้านจาก

ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพัฒนาต่อยอดจากโครงการ OTOP GO INTER ปี 3 โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่นำก้านจากมาขดและสานเพื่อรองของร้อน หม้อร้อน เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ที่อยู่กันมาดั้งเดิม โดยศุภชัยได้เข้าไปเห็นงานที่ยังสานไม่เสร็จแล้วสนใจจึงลองเติมสีสันเข้าไป แล้วเลือกที่จะสานโดยไม่ต้องดึงเข้าหากันจนแน่น ก็ทำให้เกิดเป็นรูปทรงของผลิตภัณฑ์ใหม่

ข้าวของพื้นถิ่นอันเป็นวัตถุดิบชั้นยอดในการสร้างสรรค์งาน

01 ติหมา หรือหมาตักน้ำ

ชื่อเรียกภาษาท้องถิ่นที่มีรากศัพท์มาจากภาษามลายูของอุปกรณ์ตักน้ำ ที่ใช้ยอดใบจากมาประกอบขัด มัดรวมกัน ซึ่งศุภชัยเลือกใช้มาเป็นชื่อแบรนด์ TIMA ที่นอกจากเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มาจากวัสดุท้องถิ่น แถมยังมีฟังก์ชันใช้งาน การออกเสียงเรียกชื่อยังพ้องกับคำว่า ที่มา ซึ่งเป็นจุดยืนของแบรนด์ที่สินค้าทุกตัวจะมีที่มาที่ไป

02 กรงนก

การเลี้ยงนกเป็นวิถีชีวิตของคนทางภาคใต้ เมื่อเลี้ยงนกกันเยอะ กรงนกจึงมีจำนวนเยอะไปด้วย นำมาซึ่งพัฒนาการของการสร้างสรรค์กรงนกอันเป็นภูมิปัญญาที่แฝงด้วยรายละเอียดอย่างไม่รู้จบ ทั้งการขึ้นโครงสร้าง การแกะไม้ การฉลุลาย ศุภชัยเล่าว่า เทคนิควิธีการที่เขาหยิบมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในการสร้างสรรค์กรงนกยังมีเหลือให้เขาได้ค้นหาอีกมาก

03 ป่าจาก

“การกลับมาอยู่ท้องถิ่น สิ่งต่างๆ รอบตัวมันเป็นแรงบันดาลใจได้หมดเลย เราชอบถ่ายรูปเก็บไว้ ศึกษามัน แล้วค่อยๆ เอาออกมาใช้ เราออกไปตลาดเราก็ได้ผักผลไม้มาเป็นแรงบันดาลกำลังใจ” ศุภชัยเล่าพร้อมยกตัวอย่าง พืชริมคลองในนครศรีธรรมราชที่ศุภชัยศึกษาเรื่องราววิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นได้จากทุกส่วนประกอบของต้นจาก เริ่มต้นที่ ใบ ที่คนนิยมนำมาเป็นหลังคา แบบที่เคยได้ยินกันว่าหลังคามุงจาก หรือจะเอามาทำเป็นใบยาสูบก็ได้ ก้าน ที่ชาวบ้านเอามาทำถาดรองของร้อน ลูกจาก ที่กินได้คล้ายลูกชิด หรือจะหยิบผลอ่อนเอาไปแกงส้ม งวงจาก ที่สามารถทำน้ำส้มจาก น้ำตาลจาก หรือกาบ ที่ทำเป็นฟืนหุงต้ม “วิถีชีวิตธรรมดาๆ เหล่านี้ ถ้าเราสังเกตดีๆ มันจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่เรานำมันไปเป็นแรงบันดาลใจในการต่อยอดผลิตภัณฑ์”

04 ลูกจาก

การเก็บสะสมและศึกษาความเป็นท้องถิ่นถูกทยอยนำออกมาใช้ต่อยอดเป็นสินค้าที่นำออกสู่ตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากรูปทรงของทะลายจากกลายเป็นโคมไฟชิ้นรางวัลแล้วภาพการแตกหน่อใหม่ของลูกจากก็พัฒนากลายเป็นโคมไฟในรูปทรงใหม่ของ TIMA เป็นที่เรียบร้อย

ขอขอบคุณ: จักรพันธ์ สุวรรณพาณิชย์ และ ศุภชัย แกล้วทนงค์

Writer

วิชุดา เครือหิรัญ

เคยเล่าเรื่องสั้นบ้างยาวบ้าง ในต่างเเเพลตฟอร์ม เล็กบ้างใหญ่บ้างออกมาในรูปแบบบทสัมภาษณ์ นิตยสาร เว็บไซต์ นิทรรศการไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ ตอนนี้กำลังเป็นส่วนเล็กๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย เเละยังคงเล่าเรื่องต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load