นี่เป็นนัดครั้งที่ 2 ของเรากับ จ๋า-ดร.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี ครั้งแรกคลาดกันเพราะสถานการณ์ COVID-19 ที่คาดเดาไม่ได้ 2 สัปดาห์ผ่านไป เรานัดกันที่เดิมอีกครั้ง 

จ๋ามาก่อนเวลานัด 15 นาทีเช่นเดียวกับครั้งแรก 

เธอเริ่มบทสนทนาด้วยการถามไถ่เรื่องรอบๆ ตัวเรา ก่อนจะแลกเปลี่ยนด้วยเหตุการณ์ของตัวเองที่เพิ่งเจอล่าสุด

หลายคนรู้จักจ๋าสมัยเป็นวีเจ Channel V หลายคนรู้จักจากภาพยนตร์เรื่อง คู่แท้ปาฏิหาริย์ (2003) ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (2004) ไม่ก็ แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า (2006)

บางคนอาจเคยเจอเธอจากมหาวิทยาลัยในฐานะ Speaker เกี่ยวกับรัฐศาสตร์และสื่อสารมวลชน ทริปเที่ยวต่างประเทศที่มีเธอเป็นผู้ช่วยไกด์ หรือจดจำว่าเป็น YouTuber ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากหันมาดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น และไม่แปลกถ้าคุณจะเห็นภาพเธอในหลายบทบาท เพราะสิ่งที่เธอทำมาตลอดตั้งแต่เข้าวงการเมื่อ 20 ปีก่อน มีเยอะอย่างคาดไม่ถึง

จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์

จ๋าเข้าวงการตอนเรียนปี 4 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มจากเป็นวีเจก่อน แล้วจึงมางานแสดง พิธีกร ระหว่างนั้นก็เรียนปริญญาโทไปด้วย

หลังจากนั้น เธอก็หยิบจับงานหลายอย่าง ทั้งก็อปปี้ไรเตอร์ นักเขียน วิทยากร ไกด์ เคยแม้กระทั่งไปเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการให้หน่วยงานรัฐบาล จนตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกด้วยเหตุผลข้อเดียวใหญ่ๆ คือ เธออยากมีความรู้ให้มากกว่านี้ เพื่อส่งต่อให้ดีที่สุด

ชีวิตของนักศึกษาปริญญาเอกเรียกได้ว่า โหด มัน ฮา เธอใช้โควต้าเรียนเต็ม 8 ปี แต่ไม่ใช่เพราะไม่มีเวลาหรืออย่างไร จ๋าเจออุปสรรคทุกรูปแบบก่อนจะจบออกมาอย่างภาคภูมิใจ พร้อมบทเรียนสำคัญข้อใหญ่ที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

จ๋าในวัย 41 ยังสนุกกับชีวิตเหมือนตอน 25 เธอกำลังอินกับกีฬาเซิร์ฟสเก็ต และหาความรู้จากแหล่งต่างๆ อยู่เสมอ เรื่องล่าสุดคือภาวะ Languishing เธอบอกว่าข้อดีข้อหนึ่งของตัวเองที่ชอบมากที่สุดคือ เป็นคนที่พูดคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ บ่อยกับทุกเรื่อง และวันนี้ให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง เอาใจใส่คนรอบข้างมากขึ้น

เราขอโทษเธออีกครั้งที่นัดมาสัมภาษณ์ถึง 2 รอบ 

“ไม่เป็นไรค่ะ สบายมาก” เธอคงกำลังยิ้มอยู่ใต้หน้ากากอนามัยสีดำนั้น

จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์

ปีนี้คุณกำลังจะอายุ 42 ชีวิตในวัยเลข 4 เหมือนที่คิดไว้ไหม

ไม่เหมือน (หัวเราะ) ตอนเด็กเราจะรู้สึกว่าอายุยี่สิบห้าคือโต แก่ คำว่าเบญจเพสของเราคือผู้ใหญ่สุดๆ แล้ว พอยี่สิบห้าผ่านไป ก็จะรู้สึกว่าสามสิบนี่แหละ สามสิบคือแก่มากๆ พร้อมที่จะเผชิญทุกอย่าง พอสามสิบไปแล้วเริ่มคิดถึงเลขสี่ ตอนนั้นที่เรามองคนเลขสี่คือโคตรแก่ แต่พอแตะเลขสี่จริงๆ เรากลับเฉยๆ 

น่าจะเป็นเพราะตัวเราเองเดินทางไปเรื่อยๆ อายุก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ความเป็นตัวเองก็ยังคงอยู่ ซึ่งเราก็รู้จักตัวเองเหมือนที่เคยรู้จัก เพียงแต่ว่ามุมมองของเราต่ออายุเท่านี้ในตอนนั้นมันไกล พอต้องอยู่กับมันจริงๆ ก็ธรรมดา ก็เหมือนเมื่อวานนี้ เพียงแต่เราเข้าใจอะไรมากขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเลยคือเราปล่อยง่าย ไม่ใช่ก็ปล่อย ไม่ใช่ก็วาง ทุกอย่างเกิดจากประสบการณ์ที่เจอ นั่นคือส่วนที่คิดว่าตัวเองโตขึ้น อาบน้ำร้อนมาก่อน (หัวเราะ)

เราไม่ได้รู้สึกว่าสี่สิบแก่ บั้นปลายชีวิต (หัวเราะ) เรายังสนุกกับชีวิตได้เหมือนเดิม 

อะไรคือสิ่งที่ จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ในวัย 41 ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเหมือนตอน 25

ยังสนุกกับการเจอของใหม่ๆ สนุกกับการได้ Explore เราเคยนิยามตัวเองว่าเป็นคน ‘เยอะ’ แล้วเราก็ยังเยอะอยู่ดี แต่เมื่อก่อนจะเยอะเอเนอจี้ อย่างตอนอายุยี่สิบกว่าๆ ตื่นเต้นกับทุกอย่างที่ได้เจอ อยากกระโจนเข้าไปลองด้วยพลังทั้งหมดที่มี เราไม่ได้คิดอะไรเยอะ เพราะเราไม่รู้ ก็เลยอยากขอลองขอทำ เราไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อาจด้วยความเป็นเด็กที่ร่างกายก็เหนื่อยน้อยกว่า 

หนึ่งวัน เราตั้งเป้าไว้เลยว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรถึงหกหรือเจ็ดอย่าง เราจะรู้สึกเสียเวลาชีวิตมาก เมื่อก่อนเราทำงานแถวนี้เกือบสิบปี เพราะ Channel V อยู่ซอยสุขุมวิท 49 เราเริ่มต้นวันด้วยการจัดรายการสด รายการสดเริ่มเก้าโมง ขับรถจากบ้านแถวเกษตรฯ มาถึงนี่ก่อนแปดโมง แปลว่าเราต้องตื่นก่อนเจ็ดโมง จัดรายการเสร็จเก้าโมง ซึ่งยังไม่มีอะไรเปิดเลย (หัวเราะ) ถ้ามีออกกองก็ไปออกกอง แล้วก็เรียนปริญญาโท พอเรียนเสร็จไปขายเสื้อผ้าที่สยาม ร้านเราไม่ได้รับมานะ ทำกันเอง ในหนึ่งวันเราต้องวิ่งไปหาช่าง ช่างเสื้อกับช่างกางเกงก็อยู่คนละที่ เสื้อกางเกงร้านสกรีนก็คนละที่ เสื้อกางเกงร้านทำแพ็กเกจก็คนละที่ ไปเลือกผ้าก็เป็นอีกที่หนึ่ง พอเสร็จช่วงๆ เย็นๆ มีจัดรายการสดอีกตอนสี่ทุ่ม เลิกเที่ยงคืน ก็กลับมาแถวนี้ หลังเที่ยงคืนก็ไปเที่ยวต่อ เมื่อก่อนที่เที่ยวปิดตีสาม ตีสี่ ตีห้า ยังไม่กลับแวะก่อน ช่วงเพื่อนใกล้เลิกกำลังสนุกกันเลย เราก็อยู่แป๊บหนึ่ง ไม่ได้เน้นอยากดื่มแต่อยากเต้น อยากเจอเพื่อน เสร็จปุ๊บก็กลับถึงบ้านประมาณตีสามกว่า แล้วก็ตื่นใหม่ ชีวิตแน่นมาก

ถ้าแน่นคือชอบ

ชอบ สนุก รู้สึกใช้ชีวิตคุ้ม หนึ่งวันแบบนี้มีความหมายมาก เกลียดการหายใจทิ้ง เกลียดคำว่า ‘พัก’ ถ้าให้นั่งชิลล์ๆ จะอึดอัด อีกสิ่งที่ต่างไปมากๆ แต่ก่อนเกลียดการนวด ไม่ชอบการนอนเฉยๆ เราจะรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้ ทำไมต้องมานอนให้คนนวดแล้วเวลาเราหายไปสองชั่วโมง แต่ทุกวันนี้คือขอนวดเถอะ เราแก่ขึ้น และเดี๋ยวนี้ทำอะไรจากมือถือได้แล้ว เมื่อก่อนมันไม่ได้

ตอนนี้ก็ยัง ‘เยอะ’ เหมือนเดิมนะ แต่เลือกทำน้อยลง จัดลำดับมากขึ้น อันนี้ไม่เป็นไร พอว่างค่อยไปทำ มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น แต่ยังอยากทำนะ ยังอยากลองอยู่

เป็นคนแอคทีฟมาตั้งแต่เมื่อไหร่

เรียกว่าไฮเปอร์ ชอบทำทุกอย่าง เป็นเด็กเรียนหนังสือ ชอบเรียน เป็นเด็กเนิร์ดเลย แต่ชอบเล่นกีฬากับวาดรูป คือเอาหมดทุกสกิลล์ แต่ไม่ได้เก่งนะ เราแค่รู้สึกชอบทำ

ตอนเด็กๆ เราเรียนต่างจังหวัด ด้วยความที่โตต่างจังหวัดก็เลยได้ออกไปโน่นไปนี่ ได้ใช้ชีวิตที่ถ้าอยู่กรุงเทพฯ อาจจะไม่ได้ทำ ได้ขี่จักรยานกับเพื่อนเหมือนแก๊งแฟนฉัน ประมาณนั้นเลย

ชีวิตวัยเด็กแบบนั้นทำให้คุณโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน

เป็นผู้ใหญ่ที่รู้เยอะ อาจารย์สมัยมหาวิทยาลัยบอกว่า เราเป็นเป็ด เป็นเด็กที่รู้เยอะ โตขึ้นมาเลยรู้เยอะ อาจไม่ได้รู้ลึกมาก แต่เราเข้าใจ เข้าใจอะไรมากกว่าคนที่ไม่เคยเจอ เราเห็นวัฒนธรรมหลายแบบ เราเข้าใจว่าวิถีชีวิตแต่ละแบบมันเป็นยังไง หรืออย่างการเล่นกีฬา เราก็จะเข้าใจว่าเวลาซ้อมต้องอยู่ยังไง เล่นอะไร คุยอะไร กลับกี่โมงกี่ยาม ทำอะไรกันบ้าง ยิ่งเราชอบเรียนหนังสือก็อ่านหนังสือเยอะ พอมาทำงาน งานวีเจมันเปิดโลกกว้างให้เรามาก การได้ไปสัมภาษณ์คนก็ทำให้เรารู้จักมุมมองคนหลายแบบ แต่ไม่ใช่แค่การจัดรายการ มันมีการไปออกกอง ในสมัยที่ไม่ใช่โลกโซเชียลแบบนี้ อะไรๆ ก็ช้ากว่า 

บางทีเราต้องรอคนหลายชั่วโมงยังไม่ได้ถ่ายเลย บางกองให้เราไปเรียนขับเครื่องบิน บางกองต้องนั่งรถตู้ไปถ่ายที่หนองคาย แต่ไม่ได้นั่งสบายๆ นั่งเบียดกันสิบสามคนแล้วแอร์เสียอีก มันสอนให้เรามีความอดทนในการทำงาน และเข้าใจว่าทำไมต้องรอ 

จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์
จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์

คุณโตกว่าคนในรุ่นเดียวกันไหม

โตกว่าไหมเหรอ (นิ่งคิด) บอกไม่ได้เพราะไม่รู้จะไปเปรียบเทียบกับใคร เขาอาจจะโตกว่าเราก็ได้ แต่บอกได้แค่ว่า ณ วันที่อายุยี่สิบ เราชอบเสวนากับคนอายุสี่สิบ ชอบฟังคนอายุสี่สิบ ห้าสิบ คุยกัน อยากรู้วิธีการคิดของเขา หรือบางทีคุยกับเพื่อนวัยเดียวกันในเรื่องที่เราสนใจก็มี แต่บางคนเขาคุยเรื่องที่เราไม่สนใจ เราก้าวผ่านสิ่งพวกนี้ไปแล้ว ขี้เกียจฟัง (หัวเราะ)

โอ๊ย เสียเวลา เสียเวลาในที่นี่คือ เราไม่ชอบ Small Talk กระจุกกระจิก แต่อยู่กับเพื่อนได้นะ เพียงแต่เราไม่อินกับการคุยเรื่องของคนอื่นที่เอามาเป็นเรื่องใหญ่ เราจะรู้สึกว่า โห ช่างมันเถอะ เรื่องนิดเดียวเอง มีอยู่วัยหนึ่งที่เพื่อนจะเคืองกันในเรื่องที่เล็กน้อยมากสำหรับเรา ก้าวข้ามไปเถอะ แต่เขาจะผ่านไม่ได้ บางครั้งเรื่องเดียวเถียงกันอยู่สี่ห้าวัน เราอินกับการคุยเรื่องที่เปิดโลกเรามากกว่า

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องอะไร

มีครั้งหนึ่ง ตอนที่เราเพิ่งเข้าทำงาน Channel V ไม่นานมาก ก็ได้รู้จักพี่ที่เป็นซีอีโอของบริษัทค่ายเพลง เขาเห็นเรากระตือรือร้น อยากรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้ ก็เลยชวนไปกินข้าวร่วมกับคนหลายๆ อายุ 

เขาหันมาถามเราว่า “รู้ไหมว่าเวลาซีอีโอเมืองนอกเลือกคนเข้าทำงาน เขาเลือกจากอะไร” เราไม่รู้ เขาเลยเล่าว่า มีบริษัท Tech บริษัทหนึ่งสัมภาษณ์โดยการยื่นสมุดหน้าเหลือง (Yellow Pages) ให้คนที่มาสมัครงาน แล้วถามว่า คุณคิดว่าคนที่ชื่อ สมมติว่าเป็น Steve Jobs ที่ทำอาชีพนี้ ควรจะอยู่หน้าไหน นั่นแปลว่าคุณต้องรู้ว่าสมุด Yellow Pages มีกี่มลรัฐที่รวบรวมเอาไว้ ในมลรัฐมีกี่คน และในจำนวนนั้นคนชื่อนี้ควรจะอยู่ที่หน้าไหน ประชากรควรจะเท่าไหร่ ตัว S ควรจะมีกี่คน เราก็ว้าวมาก

แล้วเขาก็เล่าอีกว่า ไปเยอรมนีมาเจอคำถามว่า ถ้าคุณมาถึงออฟฟิศเร็ว คุณจะจอดรถตรงไหนในลานจอดรถ เราก็ตอบแบบไม่ได้คิดอะไร ก็จอดใกล้ๆ ประตูสิคะ จอดแล้วก็รีบเข้าไปทำงาน เขาบอกไม่ใช่ คุณต้องไปจอดไกลที่สุดเพื่อที่จะช่วยเซฟเวลาของคนที่มาสาย คือคุณมาเช้า คุณมีเวลาเดิน แต่คนมาสายถ้าจอดใกล้ก็จะได้ขึ้นตึกเลย ทำให้บริษัทคุณไม่ได้เสียเวลาของพนักงานไป

ตอนนั้นเราอายุยี่สิบต้นๆ เป็นช่วงจดจำ ครูพักลักจำ เก็บเรื่องราวต่างๆ มาไว้ในหัว โอเค มันเป็นอย่างนี้ๆ มันดีเว้ย การได้ฟังจากคนที่รู้อะไรเยอะแบบนี้

ชอบอะไรในรัฐศาสตร์ ทำไมเรียนตั้งแต่ปริญญาตรีถึงปริญญาเอก

ถ้าตั้งแต่แรกไม่เรียกว่าตัดสินใจหรอก ตอนอยู่เตรียมอุดมฯ เราสอบเทียบตอนมอห้า แต่ไม่ได้ซีเรียสหรอกว่าจะเอนทรานซ์ติดหรือเปล่า เพราะยังเหลือมอหก แล้วจะเรียนอะไรล่ะ ระบบศึกษาในวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม คือไม่ได้สอนให้เรารู้ว่าอยากเป็นอะไรกันแน่ แต่ปลูกฝังว่าถ้าสอบได้คะแนนสูงๆ เราจะได้เรียนคณะดีๆ เรารู้ประมาณนั้น แม่ก็มาช่วยเลือกคณะ ต่างคนต่างไม่รู้ แม่ก็ช่วยคิด เลือกรัฐศาสตร์ไหม คะแนนสูง เห็นลูกชอบเที่ยว ชอบภาษาอังกฤษ เลือกนี่แหละรัฐศาสตร์การทูต จบไปถ้าได้ทำงานเป็นทูตก็เป็นที่นับหน้าถือตา เราเลยกลับมานั่งคิด โอเค เราชอบเที่ยว ชอบภาษา ชอบประวัติศาสตร์ ดีๆๆ เลือกเป็นอันดับหนึ่ง ปรากฏติด 

ตอนเข้าไปชอบไม่ชอบก็ไม่รู้ โชคดีคือรัฐศาสตร์ไม่ได้สอนว่าถูกหรือผิด แต่สอนให้เราเข้าใจ เข้าใจโลก เข้าใจคน ถ้าเอาไปใช้ดีคือดี ถ้าเอาไปใช้ไม่ดีคือไม่ดี​ พอเริ่มขึ้นปีสองชักสนุก ได้เรียนนโยบายต่างประเทศ ได้เรียนประวัติศาสตร์ที่เราชอบ หลังจากนั้นเลยได้รู้ว่า บางอย่างเราไม่ได้เลือกจากความชอบจริงๆ ตั้งแต่แรก เพราะเราไม่รู้ตัวเอง แต่เราเรียนรู้ที่จะชอบในสิ่งที่เราเรียน แล้วเอามันไปปรับใช้กับชีวิตของเราได้ยังไงบ้าง

ประกอบกับช่วงปีสี่ได้ทำงานวีเจพอดี แล้ววีเจต้องใช้ความคิดเยอะ ต้องเรียงลำดับความคิดในหัว ซึ่งรัฐศาสตร์ตอบโจทย์มาก สมมติมีข้อมูลมาวางอยู่ตรงหน้า คนที่เรียนรัฐศาสตร์มาจะดูออกเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ข้อมูลชุดนี้อยากบอก อะไรคือ Big Picture ของมัน แล้วการจะส่งต่อให้คนเข้าใจ คุณต้องเรียงหนึ่งถึงสิบยังไง หรือจะเริ่มจากผลแล้วค่อยย่อยไป สุดท้ายเลยไม่ได้เอนท์ใหม่ ตัดสินใจเดินหน้ากับอันนี้ แล้วเอาความรู้ที่ได้มาเสริมกับสิ่งที่เราอยากทำ

ตอนปริญญาโท เราเรียน European Study ซึ่งก็เกี่ยวกับรัฐศาสตร์ ตอนนั้นความตั้งใจดีคือเราอยากเอายุโรปมาเป็นโมเดลให้กับประเทศในอาเซียน เขารวมกลุ่มกันยังไง เขาพัฒนากันยังไง ทางอาเซียนของเราเอามาใช้ได้ไหม หลักสูตรตอนนั้นเป็นภาษาอังกฤษ เราก็มองในแง่ดีกว่าอย่างน้อยก็ได้ฝึกภาษา เราไม่เคยเรียนเมืองนอก เราจะเป็นคนที่พยายามหาหลืบที่ดีของสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ได้ พอจบก็ทำทีสิสที่ได้รับเลือกให้ไปนิวซีแลนด์ ทีสิสทำเรื่องการก่อการร้าย (Terrorism) เพราะตอนที่กำลังเรียนอยู่มันเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คือ 9/11 เรานั่งดูทีวีอยู่เห็นเครื่องบินชนตึก ตอนแรกยังคิดว่าหนังเรื่องอะไร 

พอกลับจากนิวซีแลนด์ก็มีโอกาสได้ทำงานเยอะมาก ทำงานทุกอย่าง ในวงการบันเทิงทำทุกอย่างจริงๆ วีเจ พิธีกร งานแสดง เขียนเพลง เป็นก็อปปี้ไรเตอร์ให้รายการของรุ่นพี่ ทำคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของพี่อีกคน ไปสัมภาษณ์คนแล้วมาเขียน ตอนนั้นออนไลน์ยังไม่ค่อยมี แล้วก็มีไปเป็นผู้ช่วยไกด์ 

งานในวงการก็ดูจะเพียงพอ ทำไมต้องทำงานหลากหลายขนาดนี้

มันเป็นช่วงที่เรามีงานเข้ามาเยอะ หาเงินได้ไว กลัวว่าตัวเองจะชิลล์เกินไปกับการหาเงินได้ง่าย เลยคิดว่าต้องทำงานเหมือนคนอื่นๆ ติดต่อไปหาพี่ที่รู้จักซึ่งทำบริษัททัวร์ว่า ถ้ามีงานเป็นผู้ช่วยไกด์ให้บอกหน่อย เราก็ไปทดสอบ ทำงานเหมือนเขาทุกอย่าง ดูแลลูกทัวร์ทั้งหมด เตรียมของ ช่วยยกกระเป๋า เรียงกุญแจ จัดหาอาหาร ถ่ายรูปให้ ยืนคุยหน้ารถบัส เล่าประวัติศาสตร์สถานที่ต่างๆ แล้วไม่ได้ทำแค่ครั้งเดียว เราทำเรื่อยๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่ดึงตัวเราว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีงานที่ได้เงินเร็ว ได้เงินเยอะแล้ว เราก็โอเค 

จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์

คุณเรียนจบก็ทำงานในวงการบันเทิงทันที ในฐานะคนที่ยังสนใจเรื่องรัฐศาสตร์มาตลอด ไม่อยากทำงานด้านนั้นโดยตรงบ้างเหรอ

เราเคยฝึกงานที่ United Nations สมัยเรียน เรียกได้ว่าเป็นความใฝ่ฝันของนิสิตคณะรัฐศาสตร์ ฝึกส่วน ESCAP (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific) ตื่นตอนตีห้า เข้างานเจ็ดโมง ต้องรีบไปหาที่จอดรถก่อนเพราะหายากมาก งานที่ทำตอนนั้นก็ถ่ายเอกสาร ชงกาแฟ จดรายงานประชุม ตอบอีเมล ทำทุกอย่างที่เขาทำกัน และได้เรียนรู้ว่ามันดีที่ได้ทำงานในองค์กรระดับโลกแบบนี้ ขณะเดียวกันก็เห็นว่า ถ้าเราทำงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ สิบปี ยี่สิบปี เราไม่รู้ว่าจะโตได้แค่ไหน แต่เราจะเป็นฟันเฟืองหนึ่งอันในระบบที่จะช่วยหมุนให้ระบบเดินหน้าต่อไป แล้วถ้าเราตัดสินใจไม่เป็นฟันเฟืองนั้นล่ะ เราออกมาอยู่ข้างนอกเพื่อกลายเป็น Input อื่น เป็น Input ที่ใส่เข้าไปในระบบเหมือนกัน แล้วอาจจะใหญ่กว่าเดิมได้ เราเลือกอย่างหลัง

พอตั้งต้นด้วยความคิดแบบนั้น เป้าหมายในการทำงานในวงการบันเทิงก็เปลี่ยนไปด้วยไหม

ถ้าถอยกลับมาดูเป้าหมายของตัวเองตั้งแต่เด็ก ที่ถึงวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม หนึ่ง เราอยากเป็น Best Version ของตัวเอง สอง อยากสร้างอิทธิพลให้โลก แต่คำว่าโลกอาจจะไม่ได้ใหญ่ระดับ Global ก็ได้ ถ้าใหญ่ได้ขนาดนั้นคงจะดีมาก แต่อย่างน้อยคือโลกของเรา สังคมของเรา กลุ่มคนในชีวิตประจำวันของเรา

เวลาที่คนมาถามว่า “ทำงานบันเทิงทำไมต้องเรียนโน่นเรียนนี่” เราจะบอกว่า เอาใหม่นะ มองใหม่ เราเรียนเพื่อไปทำงาน เราจะเลือกทำงานอะไรก็ได้ งานบันเทิงเป็นอีกแขนงหนึ่งที่เราเลือกทำ เพื่อ Output บางอย่างที่เราอยากได้ เช่น ได้เงิน ได้สร้างตัวตน และมันก็เป็นอาชีพที่ช่วยเหลืออะไรได้รวดเร็วขึ้น

เราชอบเจอคำถามว่า เป็นดาราทำไมต้องเรียนสูงๆ ซึ่งจะถามกลับไปตลอดว่า “แล้วทำไมเป็นดาราต้องไม่เรียนสูงๆ” 

เราไม่เคยนิยามตัวเองว่า นี่คือดารา นักแสดงคือหนึ่งอาชีพ พิธีกรคือหนึ่งอาชีพ คนทำเบื้องหลังคือหนึ่งอาชีพ เราคือคนที่ทำงานหลายอาชีพ ซึ่งนักแสดงเป็นหนึ่งในบทบาทเหล่านั้น และเป็นบทบาทที่คนส่วนใหญ่เห็น แต่การเรียนหนังสือคือการพัฒนาความคิดและต่อยอด ไม่ใช่ว่าเรียนสูงแล้วจะดีกว่าคนอื่น มันดีสำหรับตัวเรา ถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ

เลยตัดสินใจเรียนปริญญาเอกที่หลายๆ คนถอดใจไปแล้ว

เราเรียนปริญญาตรีและปริญญาโทมา สิ่งที่ได้ทำอย่างหนึ่งคือการเป็น Speaker ตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย เราได้พูดอยู่สองหัวข้อ หนึ่ง รัฐศาสตร์ เพราะเราเรียนมา และสอง สื่อสารมวลชน ที่เราทำงานมาโดยตลอด คุณจะพูดให้คนอื่นฟังได้อย่างดี คุณต้องมีประสบการณ์ในด้านนั้นๆ ไม่ว่าจะผ่านการเรียน การความเข้าใจ หรือประสบการณ์ชีวิต

พอถึงจุดหนึ่ง เรามานั่งประเมินว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง เรื่องการเป็นพิธีกร งานสื่อสารมวลชน เราพูดได้ เรามีประสบการณ์ตรง ข้อนี้ไม่มีใครค้านได้แน่นอน แต่หากเราอยากส่งต่อความรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เราเรียนปริญญาตรีแล้ว ปริญญาโทแล้ว ปริญญาเอกก็เป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากสาขานี้ เรายังอยากเรียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ ก็เลยสมัครเรียนปริญญาเอก สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีก แต่กว่าจะจบนี่มันหืดขึ้นคอมากเลยนะ ตอนตรีโทเราชิลล์มาก กล้าพูดได้เลยว่าฉันเป็นคนเรียนเก่ง เราเข้าปีหนึ่งตอนอายุสิบหก จบปริญญาตรีตอนอายุยี่สิบเอ็ด ปริญญาโทอายุยี่สิบสอง เฉยมาก เดี๋ยวก็จบ (หัวเราะ)

มาปริญญาเอกก็คิดว่าไม่น่ามีอะไร ทำได้อยู่แล้ว 

แล้วปรากฏว่า…

เริ่มตั้งแต่ตอนจะสมัครเข้าครั้งแรก มีแฟน คืนก่อนไปสอบทะเลาะ ตีกันไป ตีกันมา ไม่ยอมวาง เราก็ไม่วาง เขาก็ไม่วาง ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง กว่าจะวางหูตีสี่ตีห้า พอเช้าต้องไปสอบ สอบไม่รู้เรื่องเลย เหมือนเราไม่รักตัวเองมากพอที่จะตัดอะไรบางอย่างที่มากวนใจ ก็สอบที่จุฬาฯ ไม่ติด เลยหาที่อื่นสมัครแทน ปรากฏยังไม่มีที่ไหนเปิด เรารอไม่ได้ เสียเวลา แล้วมีที่รามคำแหงเปิดอย่างเดียว แต่เป็นสาขารัฐประสานศนสาตร์ (Public Policy) ก็สมัครไปก่อน กลัวไม่ได้เรียน

เข้าไปเรียนแรกๆ อาจารย์ก็เหมือนจะสบประมาท ดาราก็คงเรียนไปอย่างนั้นแหละ เราไม่ยอมให้เขาว่า ตั้งใจเรียน ตั้งใจพรีเซนต์ จนกลายเป็นศิษย์รักของอาจารย์ไปเลย แล้วก็มีเพื่อนมาบอกว่าที่รามฯ มีหลักสูตรอินเตอร์นะ สาขา IR (International Relations) ด้วย แต่มันโอนหน่วยไม่ได้ ถ้าย้ายก็ต้องเริ่มใหม่ ทิ้งสองปีที่ผ่านมาไปเลย ซึ่งเราย้ายเพราะเป็นสิ่งที่ถนัดมากกว่า

จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์

มันยากกว่าเรียนปริญญาตรีกับโทอย่างเห็นได้ชัดเลยเหรอ

ยากกว่ามาก ตรีกับโทเราย่อยความรู้ ย่อยมาทำความเข้าใจ แต่เอกเนี่ย คุณต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และต้องสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่จากสิ่งที่คุณเข้าใจอย่างลึกซึ้งนี้ เป็นองค์ความรู้ที่ยังไม่มีใครพูดถึง แล้วต้องพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่คุณพูดมันจริงหรือไม่ อย่างไร ใครบอก ถ้ามีคนแย้ง คุณโต้ได้ไหม ใช่หรือไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่เพราะอะไร เขาถึงเรียกว่า Defend คุณต้องปกป้องวิทยานิพนธ์ของคุณอย่างเต็มที่

แต่มันไม่ใช่แค่ยาก เราซวยด้วย (หัวเราะ)

ตอนเราสอบ Coursework เสร็จเรียบร้อย เราก็เริ่มเลือกหัวข้อ อาจารย์ที่ปรึกษาของเราเป็นชาวต่างชาติ เขาโอเคกับหัวข้อเรามาตลอด แต่งเติมตรงนี้ ตัดตรงนั้น จนถึงวันหนึ่งเราลอง Defend ดู อาจารย์ไทยกลับบอกว่า งานของเราไม่ได้ ไม่ถูกต้อง ทฤษฎีไม่แน่นพอ ซึ่งตอนนั้นอาจารย์ต่างชาติกลับประเทศไปแล้ว เราเลยส่งอีเมลคุยกับเขาเพื่อได้คำตอบว่า “อ้าว ยูไม่ได้เรียนคณะบริหารฯ เหรอ”

อ้าว

อ้าวสิ ในขณะที่อาจารย์ไทยก็บอกว่า คุณจะเชื่ออาจารย์ได้ยังไง นี่คืองานของคุณ อ้าวไปอีก 

สรุปงานนั้นไม่ผ่าน ตกไป พอไม่ได้ก็ท้อ หยุดเรียนไปก่อน ทำงานๆ แล้วก็ตัดสินใจมาทำต่อ ต้องสอบข้อเขียนใหม่ทั้งหมด เพราะคณบดีย้ายไปแล้ว ก็ฮึด สอบเสร็จจะมาทำวิทยานิพนธ์ต่อ อาจารย์บอกว่าควรเปลี่ยนที่ปรึกษานะ เราเลยถามว่า ที่ปรึกษามีสามคน ต้องเปลี่ยนกี่คนคะ เขาก็บอกว่า อาจารย์คนแรกเขากลับประเทศไทย ซึ่งเขาดูแลอีกสองคน งั้นเปลี่ยนสามไปเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นเหลือเวลากี่เดือนต้องส่งทีสิส

เจ็ดเดือน แต่หนึ่งในอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่เป็นคนที่เปลี่ยนชีวิต เขาบอกว่า “คุณอยากให้อาจารย์เป็นที่ปรึกษาคุณใช่ไหม” ใช่ค่ะ “ถ้าอย่างนั้นคุณพร้อมจะเปลี่ยนไหมคะ” ก็นึกในใจว่าเปลี่ยนอาจารย์อีกเหรอ “คุณพร้อมที่จะเปลี่ยนใช่ไหมคะ” ตอนนี้เริ่มนอยแล้ว “คุณจ๋าคะ งานของคุณมันดี มันน่าสนใจมากเลย แต่คุณนึกออกไหมคะ นี่คือเนื้องานของคุณ ส่วนนี้คือทฤษฎี คุณเห็นไหมคะว่ามันยังไม่เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน” แล้วหนูต้องทำยังไงคะ เขาก็ถามย้ำอีก “คุณพร้อมจะเปลี่ยนไหมคะ เปลี่ยนทฤษฎี”

เปลี่ยนทฤษฎี (เสียงดัง) เปลี่ยนทฤษฎีแปลว่ารื้อหมด รื้อทุกอย่างที่มี หาข้อมูลใหม่หมด เลยถามอาจารย์ว่า เขาทราบใช่ไหมว่าเรามีเวลาเหลือแค่หกเดือน ตอนนั้นเหลือหกเดือนแล้วนะ (หัวเราะ)

เขาบอก ทราบค่ะ เราเลยถามเขากลับไปว่า อาจารย์รู้ใช่ไหมคะว่ามันเป็นไปไม่ได้ แล้วเขาก็พูดสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเราไปเลย เขาบอกว่า “โอเคค่ะ ไม่ได้ก็ไม่ได้ ในเมื่อคุณพูดแล้วว่าไม่ได้ ก็จบ นั่นคือคุณบอกตัวเองแล้วว่าไม่ได้”

มันเปิดให้เราเปลี่ยนความคิดตัวเองไปเลย ตัดสินใจลองดู จะพยายามให้ดีที่สุด ในเวลาที่เหลืออีกหกเดือน ถ้าไม่ได้ตอนนั้นคือไม่ได้ แต่วันนี้ยังเหลืออีกหกเดือน หลังจากนั้นชีวิตเปลี่ยนเลย

เปลี่ยนยังไง

หกเดือนนั้นคือนั่งติดเก้าอี้ (หัวเราะ)

คุณทำทีสิสเรื่องอะไร

เรื่อง การสร้างอำนาจอ่อนของประเทศไทยในการใช้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ การเรียนรัฐศาสตร์ทำให้เรารู้ว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลของทุกประเทศในโลกนี้ต้องการอับดับหนึ่งคืออำนาจ และบริหารอำนาจเพื่อจัดการกับทุกๆ อย่าง อำนาจแบ่งได้หลักๆ สองอย่างคือ Hard Power กับ Soft Power

Hard Power คืออำนาจทหาร เศรษฐกิจ ถ้าแปลตรงๆ คืออำนาจแข็ง ส่วนอำนาจอ่อนคือ Soft Power เป็นอำนาจในการชักจูงคน เช่น วัฒนธรรม อาหาร ภาพยนตร์ ถ้ายกตัวอย่างใกล้ตัวหน่อยก็ประเทศเกาหลีใต้ สิ่งที่เขาสร้างให้เป็นอำนาจอ่อนได้คือสิ่งที่เราชื่นชอบ ชื่นชม เห็นด้วย อยากจะทำตาม เราโปรเขา ฉันชอบแฟชั่นเกาหลี ฉันชอบผู้ชายเกาหลี ฉันชอบอาหารเกาหลี ฉันอยากไปเที่ยวเกาหลี ฉันอยากพูดภาษาเกาหลี

จากวันที่ตัดสินใจทำต่อจนถึงวันสุดท้ายทำไปสามสิบเจ็ดฉบับ แต่เรารู้สึกดี เพราะอาจารย์คนหนึ่งพูดไว้ว่า จริงๆ แล้วถ้าคุณไม่แก้เลยก็ได้ จะใช้อันเดิมก็ได้ แต่คุณจะจบแบบจบไปเฉยๆ กับการจบแบบที่คนชอบงานของคุณ นี่คืองานของฉัน และงานของฉันสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้ คุณอยากจบแบบไหน

จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์
จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์

ได้รู้ลิมิตในตัวเองมากขึ้นไหม

ได้รู้ว่าในการทำอะไรก็ตาม อย่าเพิ่ง Set Limit จนกว่าจะรู้ว่าทำได้หรือไม่ได้ตอนที่มันถึงเวลาแล้วจริงๆ บางทีเรามองว่าทำไม่ได้ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำ จริงๆ อาจจะทำได้ก็ได้นะ เราไม่อยากบอกว่า ‘ไม่ไหว’ ตอนยังไม่เริ่ม แต่บอกว่า ‘ไม่ไหว’ ตอนทำไปแล้วและมันหมดเวลาจริงๆ 

อีกอย่างหนึ่งที่คนพูดกันบ่อย บอกว่าเรียนปริญญาเอกจบมาแล้วจะมีอีโก้ สำหรับเราไม่เลย มันกลับมาสลายอีโก้ในตัวเราด้วยซ้ำ 

จ๋าในวัยนี้ ยังทำงานเยอะเหมือนแต่ก่อนไหม

เยอะ (หัวเราะ) เนื่องด้วยประสบการณ์ชีวิตมันเยอะเกินไป เราปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามสถานการณ์ที่เจอ อย่างก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีที่แล้วก็รับงานแสดง ช่วงหนึ่งออนไลน์เริ่มมา บวกกับเจอเหตุการณ์ใหญ่ของชีวิต คือสูญเสียน้องสาวจากโรคซึมเศร้า หลังจากนั้นเริ่มมีคนเข้ามาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับโรคนี้ เราก็เลยไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนได้รู้ว่าคนรอบข้างเป็นกันมาก ในระหว่างทางมีทำโครงการเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะ

คราวนี้ช่วงทำเรื่องโรคซึมเศร้า เราคิดถึงน้อง แล้วน้องสาวเป็นคนชอบเที่ยว เขาเป็นแอร์โฮสเตส เราก็ชอบเที่ยว แต่เคยบอกตัวเองว่าไม่อยากทำรายการเที่ยว เพราะมันจะทำให้เราเที่ยวไม่สนุก สุดท้ายก็ดันทำขึ้นมา และทำมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง COVID-19 ก็ปรับเปลี่ยนตัวเองอีก พอเที่ยวไม่ค่อยได้ก็อัดคลิปออกกำลังกาย ซึ่งเราทำเป็นประจำอยู่แล้วแต่ไม่ค่อยมีคนรู้ แล้วก็ทำมาตั้งแต่ตอนนั้น เพิ่งครบร้อยคลิปไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และมาทำชุดออกกำลังกาย เราเป็นคนที่ใส่ชุดออกกำลังเหมือนยูนิฟอร์ม เราจะรู้ว่าชุดนี้คนชอบ ใส่แบบไหนคนถามเยอะ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเสื้อผ้าที่ชอบอยู่แล้ว แค่บิดมาให้ใกล้เคียงกับไลฟ์สไตล์ที่สุด

บาลานซ์งานทุกอย่างกับบทบาทต่างๆ ในชีวิตทั้งลูกสาวและภรรยายังไง

ข้อดีหนึ่งอย่างของตัวเองคือ เราบริหารจัดการเวลาเก่ง เช่น มีสามสิบนาที เราจะคิดแล้วว่าสามสิบนาทีนี้ทำอะไรได้บ้าง แล้วเราไม่ใช่คนโอ้เอ้ บางคนจะย้ายตัวจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง จะมี Gap ประมาณชั่วโมงหนึ่งในการเคลื่อนตัว แต่เราไม่มี 

หรือสมมติ เราจะเคลื่อนตัวจากเกษตรฯ ไปสุขุมวิท ถ้าเราออกจากบ้านก่อนครึ่งชั่วโมง อาจจะแวะเอาของไปส่ง Kerry ระหว่างทางได้ เราจะนึกเสมอว่ามีอะไรที่ต้องทำแล้วยังไม่ได้ทำ และมันจะทำได้ไหม

จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์

อย่างที่คุณเล่าเรื่องคืนวันก่อนสอบเรียนปริญญาเอก มาถึงเหตุการณ์ที่ทำให้สูญเสียน้องสาว สิ่งเหล่านั้นที่เกิดขึ้นทำให้การตัดสินใจอะไรต่างๆ ในชีวิตเปลี่ยนไปไหม

เราเชื่อว่าใครที่ได้เจอประสบการณ์ตรง ต้องเกิดความคิดในหัวแน่นอน เรื่องของน้องเปลี่ยนมุมมองเรื่องการรักคนที่ยังอยู่ให้ชัดขึ้น อย่างพ่อแม่ เราว่าทุกบ้านเป็นเหมือนกัน คือรักเขาแหละ แต่ไม่เคยมองว่า ‘ถ้าไม่มี’ จะเป็นยังไง พอไม่มีน้องก็เกิดคำถามในหัวตลอดเวลา ทำไมวันนั้นไม่อย่างนั้น ไม่อย่างนี้ วันนี้เราพยายามทำกับพ่อแม่ให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า ‘ทำไมไม่ทำ’ เวลาของคนมันไม่เท่ากัน และเราไม่รู้ว่าจะหมดเวลาเมื่อไหร่

เมื่อก่อน เราใช้เวลาไปกับตัวเองเยอะ ฉันอยากทำอย่างนั้น ฉันอยากทำอย่างนี้ แต่ตอนนี้เราใช้เวลาของเราไปกับตัวเองและคนอื่น ซึ่งเราให้คนอื่นมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าเป็นเรื่องของเรา เดี๋ยวค่อยทำ แต่เรื่องของเขา รีบทำให้ก่อน 

เมื่อก่อน เห็นสายโทรศัพท์พ่อแม่มา บางทีเดี๋ยวค่อยรับ ไม่มีอะไรหรอก เขาก็แค่โทรมาถามกระจุกกระจิกหรือบ่นอะไรเรื่อยเปื่อย แต่ตอนนี้ต้องรีบรับ รีบรับตลอด เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะบอกอะไร หรือเขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า มุมมองเราเปลี่ยนไปเลย

ยังฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างมากแค่ไหน

ฟังค่ะ แต่ไม่ได้ส่งผลต่อจิตใจเท่ากับเมื่อก่อน แยกแยะมากขึ้น พอเราโตขึ้น เข้าใจอะไรมากขึ้น เราเริ่มเข้าใจมาสักระยะหนึ่งแล้วว่า โลกโซเชียลทำให้คนพูดดังขึ้น ทำให้คนอยากแสดงความคิดเห็นมากขึ้น แต่ถ้าเกิดไปเจอหน้าเขาจริงๆ เขาอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้น เขาอาจจะไม่ได้คิดขนาดนั้นก็ได้ สมมติในโลกโซเชียลเขาบอกว่า ฉันเกลียด มาเจอกันจริงๆ เขาอาจจะแค่ไม่ชอบ มันเบาลง 

จริงๆ แล้วการพูดผ่านโซเชียล เขาอาจจะอยากระบายอะไรสักอย่าง เขาอาจจะอินกับอะไรบางอย่างมากกว่าชีวิตจริงที่เขารู้สึก เพราะฉะนั้น ในวินาทีโพล่งออกมา เขาอาจจะไม่ได้หมายความขนาดนั้น ถ้าเราเก็บไป มันอาจจะส่งผลต่อเราเป็นวัน เป็นเดือน หรือกระทั่งเป็นปี เราต้องเข้าใจว่ามันอาจจะไม่ถึงขั้นนั้น แค่รับรู้ไว้ว่ามีความรู้สึกแบบนี้อยู่นะ ถ้าเป็นอะไรที่สร้างสรรค์ต่อไปได้ ก็เก็บมาพัฒนาแล้วกัน

พอโตขึ้น เรามีตะแกรงที่มีประสิทธิภาพในการกรองสิ่งต่างๆ มากขึ้น

การเรียนรัฐศาสตร์มา 3 ปริญญาช่วยให้เข้าใจคนขึ้นไหม

ช่วยจัดระเบียบความคิดมากขึ้น ในทุกวันนี้เรารับสาร รับข้อมูลเยอะมากๆ ถ้าอยากรู้เรื่องความคิดคนในปัจจุบัน เราก็เสิร์ชอ่าน กรอง ประมวล คิด อย่างล่าสุด เพิ่งอ่านบทความเรื่อง Languishing เป็นภาวะที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นภาวะเนือยๆ ตรงกลางที่เกิดจากการปรับตัวที่บ่อยเกินไป ทำให้ไม่มีความสุขจริงๆ ในชีวิต แต่ไม่ถึงกับเศร้า และอาจจะส่งผลต่อสภาพจิตของคนในอนาคต

การเรียนรัฐศาสตร์ช่วยให้เรามีพื้นฐานในการเข้าใจคน คนเป็นยังไง ความต้องการพื้นฐานของคนคืออะไร แล้วทุกวันนี้มีปัจจัยอะไรที่ทำให้คนเป็นแบบนั้น แบบนี้ สุดท้ายเอาธรรมะเข้ามาอีก 

แล้วเราจะจัดการเขาได้ไหม เราก็จะตอบตัวเองว่า เราจำเป็นต้องจัดการเขาหรือเปล่า หรือเราจำเป็นต้องจัดการเรา เรื่องนี้เกี่ยวกับเราจริงๆ หรือเปล่า 

แปลว่าศึกษาธรรมะ

ศึกษาเหมือนพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทุกวันนี้ไปนั่งสมาธิที่วัดอาทิตย์ละครั้ง ยังไปทุกอาทิตย์ ไปนั่งสมาธิ แผ่ส่วนกุศลให้กับน้อง

จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์
จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์

เพราะทำอะไรมาเยอะ คนเลยจำคุณในหลายบทบาท คนรุ่นหนึ่งจำคุณในฐานะวีเจ อีกรุ่นจดจำในฐานะพิธีกร เด็กรุ่นใหม่อาจจำคุณในบทบาท Speaker หรือ YouTuber คุณอยากให้เขามองคุณแบบไหน

แล้วแต่เขาเลย อย่างน้อยให้เขารู้ว่านี่คือ จ๋า ณัฐฐาวีรนุช แต่คุณจะจำเราในฐานะอะไรก็ได้ เพราะเราเยอะ เมื่อวานก็เพิ่งมีคนคอมเมนต์ในเพจว่า “ชอบดูพี่เล่นแสบสนิทฯ มากเลย” มันก็เป็นภาพจำของเขา บางคนก็บอกว่า “ชอบพี่ตอนเป็นวีเจมาก ดูทุกเย็นเลย” ก็ดีใจนะ แต่เราไม่ได้จัดเย็น เราจัดกลางคืน (หัวเราะ)

จำอะไรก็ได้ ไม่ซีเรียส จำให้ถูกคนพอ

แล้วคุณมองตัวเองยังไง

เราเป็นคนคนหนึ่งที่เรียนรู้ในทุกๆ วัน เยอะ เราเกือบจะเป็น Perfectionist ถ้าไม่ติดว่ายังปล่อยวางบางอย่างได้ เราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เป็นคนเฉยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบในตัวเอง สมมติอยากได้อันนี้มากเลย แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เป็นคนที่พูดคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ บ่อย ไม่เป็นไรๆ แล้วคิดว่าคำนี้มีประโยชน์มาก เพราะหลายคนเป็น เป็นไร บางคนอยากสอบได้ที่หนึ่ง ถ้าไม่ได้จะผิดหวัง รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า แต่เราถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าได้ก็ดี หรืออยากได้งานนี้ ตั้งใจให้ดีที่สุด สุดท้ายเขาไม่เลือก ไม่เป็นไร ก็เขาไม่เลือกจะทำไงได้

Perfectionist สำหรับเราคือไม่ปล่อย เราเลยชอบทำทุกอย่างให้ Almost Perfect ดีสุดของวันนี้แล้วแหละ อาจจะไม่ดีในสายตาคนอื่น แต่เราก็ทำให้มันดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ในวันนี้แล้ว ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบหรอก มันอยู่ที่เราพอใจ 

Midlife Crisis ของคุณคืออะไร

เป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านตัวตนจากมุมมองของคนอื่น เพราะตัวเองไม่มีปัญหา ตัวเรารู้ว่าอันนี้ยังชอบอยู่ อันนี้ยังทำได้อยู่ แต่บางทีคนอื่นมาสร้างความคาดหวังต่อคนในวัยนี้มากกว่า เขามีภาพว่าคนอายุสี่สิบต้องทำอะไร แล้วก็ตั้งคำถามว่า เราไม่ทำอย่างนั้นเหรอ

เรื่องอะไรที่โดนบ่อยๆ

เป็นแพตเทิร์น แต่งงานเหรอ แต่งงานแล้วมีลูกยัง พ่อแม่ว่าไง สำหรับเราชีวิตของทุกคนไม่มีสูตร อาจจะเป็นการเหมารวมมากกว่า ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมันเป็นได้อีกหลายอย่างมาก หรือล่าสุด เราเป็นคนชอบดอกกุหลาบ ก็ปลูกกุหลาบที่บ้าน ขณะเดียวกันก็เล่นเซิร์ฟสเก็ต เพื่อนวัยเดียวกันก็มาแซวว่าวัยนี้ต้องปลูกดอกไม้อยู่บ้านแล้ว ซึ่งเราก็ปลูกดอกไม้อยู่บ้านนะ แต่เรายังชอบเล่นเซิร์ฟสเก็ตอยู่ ไปทะเลก็ไปเล่นเซิร์ฟ ไม่ได้เก่งอะไร แต่กูเล่นได้ กูก็เล่นเปล่าวะ (หัวเราะ)

ในกลุ่มเพื่อน ถ้าเพื่อนมีปัญหาเรื่องแฟน คุณจะเป็นคนที่ให้คำปรึกษาแบบไหน

เราเป็นคนที่เป็นกลาง ความคิดแบบผู้ชายอาจจะไม่ได้ดีกับผู้หญิงเสมอไป ในขณะเดียวกันความคิดแบบผู้หญิ๊งผู้หญิงก็อาจจะน่ารำคาญในบางที มันแล้วแต่เรื่อง เราจะมองกลางๆ ว่า ถ้าเป็นแบบนี้ เขาอาจจะคิดแบบนี้ เธอก็ไม่ได้ผิด แต่ถ้าเธอทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ฉันว่าเขาจะรู้สึกไม่ดีและอาจจะเป็นแบบนี้ได้นะเว้ย ซึ่งฉันว่าเขาก็ไม่ควร เราจะไม่ใช่ตัวแทนความคิดแมนๆ แต่มองทั้งสองฝ่าย

แล้วถ้าเป็นเรื่องของตัวเองล่ะ

เอาเป็นว่าโตขึ้น เมื่อก่อนความเอาแต่ใจยังมี รู้นะว่าเหตุผลคือไม่ควร แต่ทำไมล่ะ ฉันจะทำ เธอต้องยอมสิ พอโตขึ้นมันมีความประนีประนอมมากขึ้น ถ้าถามว่าสิ่งที่มันต่างจากเวลาเราให้ความเห็นกับคนอื่นยังไง มันต่างที่ว่า ‘กูรู้สึก’ (หัวเราะ) 

จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์
จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับวิกฤตวัยเลข 4 ปริญญาเอกแสนโหด และชีวิตที่ ‘เกือบจะ’ เพอร์เฟกต์

ขอบคุณสถานที่ : Paco Bangkok

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ขบฟันกั้นกอดวันทองไว้ ขุนช้างร้องไปชิงไว้หวา

เพชฌฆาตดาบยาวก้าวย่างมา ขุนแผนโถมถาคร่อมเมียไว้

ฉุดคร่าคว้ากันอยู่ดันดึง ฟันผึงถูกขุนแผนหาเข้าไม่

ดาบยู่บู้พับยับเยินไป เข้ากลุ้มรุมฉุดได้ขุนแผนมา

ขุนแผนฮึดฮัดกัดฟันเกรี้ยว บิดตัวเป็นเกลียววางกูหวา

เพชฌฆาตแกว่งดาบวาบวาบมา ย่างเท้าก้าวง่าแล้วฟันลง

ต้องคอนางวันทองขาดสะบั้น ชีวิตวับดับพลันเป็นผุยผง

พอพระไวยถึงโผนโจนม้าลง ตรงเข้ากอดตีนแม่แน่นิ่งไป

หลังจากพระพันวษาทรงสั่งประหารนางวันทองด้วยข้อหาเป็นหญิงหลายใจ เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับขุนแผนหรือขุนช้าง พระไวย บุตรของขุนแผนกับนางวันทองจึงไปทูลขอชีวิต จนในที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เมื่อเจ้ากรมยมราชเห็นคนควบม้ามาพร้อมธงขาวส่งสัญญาณยกเลิก เจ้ากรมกลับคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินกริ้วที่ตนสั่งประหารช้า จึงรีบให้เพชฌฆาตตัดคอนางวันทองไปเสียก่อน!?

“อ้าว!!!”

รู้ตอนจบกี่ครั้งก็อดอุทานไม่ได้กับความตายอันน่าสลดของ นางวันทอง โฉมงามผู้เกิดในยุคสมัยที่ไม่อาจเลือกอะไรเพื่อชีวิตตัวเอง

ใครหลายคนคงจดจำตัวละครจากวรรณคดีรักสามเส้าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กันได้เป็นอย่างดี เพราะมีบรรจุอยู่ในวิชาภาษาไทยหลายระดับ แต่น่าเสียดายว่าเป็นการหยิบยกมาเพียงบางช่วงบางตอน นักเรียนจึงไปไม่ถึงจุดจบของเรื่องโดยสมบูรณ์เสียที 

แต่การไปไม่ถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย กลับทำให้เกิดสำนวนที่พูดกันอย่างติดปากมาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘วันทองสองใจ’ ซึ่งมักมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิงมากรัก เลือกไม่ได้ จิตใจโลเล

ในจุดนี้ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่อัดอั้นตันใจจนอยากหยิบปากกามาเปลี่ยนชีวิตของวันทองเสียใหม่ เพราะ มุ เจ้าของผลงานอันโด่งดังเรื่อง วันทองไร้ใจ ที่ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนยอดนิยมอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิทัล WEBTOON ขณะนี้ ได้ลงมือเปลี่ยนพล็อตชีวิตของวันทองด้วยตัวเองจนมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน มีคนอ่านไปมากกว่า 18.5 ล้านครั้ง! แถมยังมีแฟนคลับนำไปคอสเพลย์กันอย่างจริงจังตั้งแต่ตัวเอกยันตัวประกอบ! ความปังครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีว่า ชีวิตวันทองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

โดยวันทองในเวอร์ชันใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสาวยุคปัจจุบันอีกคนที่ตื่นขึ้นมาในร่างของตัวละครในวรรณคดี เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอีกมากมายที่เคยได้ยินชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สายทอง หรือนางศรีประจัน รวมถึงโจทก์หัวใจอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องยังไม่ได้หยุดเพียงว่า สาวหลงยุคคนนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับขนบธรรมเนียมและแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่เธอจะทำอย่างไรไม่ให้จบชีวิตลงที่ลานประหารต่างหาก!

เราชวนคุณมุพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองด้านวรรณคดีจากคนที่เรียนเอกภาษาไทย รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และความอัดอั้นตันใจที่นำมาสู่การสร้างเนื้อเรื่องและตอนจบรูปแบบใหม่ของตัวเอง

ต่อจากนี้ วันทองไม่ต้องโดนหาว่าสองใจอีกต่อไป เพราะเธอจะไร้ใจไปเลย!

ว่าแต่ทำไมวันทองต้องไร้ใจด้วย

เป็นการตั้งล้อสำนวนวันทองสองใจค่ะ ในเรื่องคือเลือกไม่ได้ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง เราเลยไม่เอาทั้งสองคน ก็ไร้ใจไป แต่ถ้าไม่เอาเลยสักคนจริง ๆ เรื่องนี้คงอยู่ WEBTOON หมวดโรแมนซ์ไม่ได้ (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

คุณไม่ชอบเนื้อเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แบบเดิม เลยเขียนเวอร์ชันใหม่

ต้องเล่าก่อนว่า ตอนนั้นติดอ่านนิยายจีน ชอบอ่านแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยาย หรือแนวทะลุมิติเข้าไปแก้ไขชีวิตตัวเอง ก็เลยคิดว่าของไทยน่าจะมีบ้าง เลยนึกถึงวันทองขึ้นมา เรื่องแรกเป็นแนวทะลุมิติเหมือนกันค่ะ แต่เป็นเรื่องจีน ก่อนหน้านี้เขียนให้ Comico Thailand ตอนนั้นอยากล้อว่ามีแนวทะลุมิติเยอะ ก็เลยเอาทุกคนมาทะลุมิติหมดเลย แนวเบาสมอง ชื่อ เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

ส่วนเรื่อง วันทองไร้ใจ คือเราคิดว่าพวกตัวเอกของเรื่องแนวนี้มักจะชีวิตรันทด ไม่ได้รับความยุติธรรม วันทองก็เข้าแก๊ปอยู่นะ จริง ๆ เคยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับวันทอง หรือคนอื่นทะลุมิติที่เป็นตัวละครใน ขุนช้างขุนแผน อยู่แล้ว เราไม่ใช่คนแรกที่เขียน แต่ตอนที่เราอ่าน ขุนช้างขุนแผน เหมือนเราดูละครแล้วขัดใจ ทำไมนางเอกต้องตายด้วยล่ะ! ไม่ได้ผิดสักหน่อย! เราเลยอยากให้วันทองได้มีสิทธิ์มีเสียง ได้แก้ไขชีวิตตัวเอง เพราะเธอคือนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกคนหนึ่ง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
การ์ตูนเรื่อง เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

แสดงว่าจริง ๆ แล้วมีนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกหลายคน

ใช่ค่ะ

หลายคนมองว่า โมรา กากี ก็กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจไปเหมือนกัน

ไม่คิดว่าทั้งสองเป็นตัวแทนผู้หญิงหลายใจ แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เลือกอะไรไม่ได้เลยมากกว่า อย่างโมรา สะท้อนชีวิตสมัยก่อนที่ผู้หญิงต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย ผู้ชายเก่ง ฉันก็รอด ถ้าผู้ชายไม่เก่ง ฉันก็ตายตาม โมราเลยดิ้นรนให้อยู่ในความครอบครองของผู้ชายที่เก่งกว่า แต่มันขัดกับศีลธรรมของสิ่งที่สมัยนั้นคิดว่าดีงาม เธอเลยกลายเป็นตัวร้าย เธอเจอผู้ชายคนนี้ก่อนก็ต้องอยู่กับเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเกิดจากผอบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ส่วนกากี อันนี้เป็นพล็อตนิยายอีโรติก (หัวเราะ) ถูกครุฑพาไปอยู่บนวิมานชั้นฟ้า ให้ทำยังไงล่ะ ไม่ยอมแล้วให้กระโดดเมฆตายหรอ แล้วมีคนธรรพ์ไปซ้ำอีก จะให้ทำยังไง เลือกอะไรไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันทองสองใจถึงติดหูคนมากกว่า

อีกอย่างคือเรามีการเอาขนบของทางอินเดียมาด้วยว่า ผู้หญิงต้องผุดผ่อง รักเดียวใจเดียว ถ้าหากสามีตายต้องเผาตัวเองตายตาม เป็นการรับอิทธิพลมา และเมื่อก่อนมีความเชื่อว่าผู้หญิงคือสมบัติของพ่อแม่ แต่งงานไปก็เป็นสมบัติของสามี ผู้หญิงจึงไม่มีแนวคิดว่า เราเป็นคน เป็นตัวเอง ไม่ใช่ของใคร มันก็เลยไปในแนวนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เห็นในเรื่อง วันทองไร้ใจ

(หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นคนในยุคนั้น เธอเป็นคนยุคปัจจุบันทะลุมิติไป เธอเลยออกมือออกไม้ได้มากกว่า แต่เธอจะไปฉอดทุกคนที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ ตรงนี้คือข้อจำกัด เธอต้องอยู่ให้ได้ ถึงไม่อยากประนีประนอมก็ต้องทำหน่อย ไม่งั้นจะถูกหาว่าบ้า

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ฟังแล้วรู้เลยว่าผู้หญิงถูกกดทับในวรรณคดีอยู่บ่อย ๆ

เพราะว่าวรรณคดีเป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต สมัยก่อนสถานะผู้หญิงเป็นอย่างไร ในวรรณคดีก็สะท้อนออกมาเป็นแบบนั้นเลย อย่างตอนนี้ถ้าเทียบกับวรรณคดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือผู้หญิงเป็นคนเขียนเองมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนเขียนวรรณคดี มันก็ช่วยไม่ได้ที่เนื้อเรื่องจะเป็นไปในมุมมองของผู้ชาย แต่ก่อนมีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน ผู้ชายอยู่นอกบ้าน ปัจจุบันยังมีบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อ ผ่านเรื่องราวของยุคสมัยอย่างที่เราเห็นกัน

ในวรรณคดี สิ่งที่คนเขียนยุคนั้นเขียนออกมาก็สะท้อนเรื่องของคนยุคนั้น พอเราเขียนก็เลยสะท้อนเรื่องของยุคนี้แบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ต่อ ๆ ไปก็จะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมา เช่น พ่อค้า ชนชั้น เรื่องทาส แต่อันนี้เป็นทาสในสมัยก่อน หรือความคิดที่ว่าเวลาทำงานจะต้องทำถวายหัว มีบางกลุ่มที่คิดแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน แต่อันนี้ต้องรอซีซั่นหน้า

แล้วพอจะมีวรรณคดีหรือนิทานเรื่องไหนบ้างไหมที่ผู้หญิงไม่ถูกกดทับ หรือค่อนข้างมีอิสระมากกว่าที่เรานึกออก

มีเรื่องเดียวเท่าที่คิดออกตอนนี้คือ แก้วหน้าม้า มีสิทธิ์มีเสียงหน่อย มีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ กำหนดชีวิตตัวเองได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าตัวละครหญิงคนอื่น ๆ 

ตอนที่เขียนเรื่อง วันทองไร้ใจ ขึ้นมา คุณมีเป้าหมายไหมว่าอยากให้ใครมาอ่าน

ตอนแรกคือแค่คนที่อัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ) เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ตอนที่มีการประกวดวาดการ์ตูนของ WEBTOON ในปี 2020 เขาให้วาดเรื่องแนวไหนก็ได้ เราเลยลองส่งเรื่องนี้ไป แต่ไม่ผ่าน ตอนหลังเขาถึงค่อยมาติดต่อว่าสนใจจะวาดไหม เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ก็เลยได้วาด เรื่องนี้น่าจะได้รับการติดต่อประมาณปี 2021

หลังจากนั้นคุณก็ได้เขียนต่อยาว ๆ เลย แถมลายเส้นยังสวยมากด้วย เริ่มวาดภาพจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

มาเริ่มฝึกตอนที่มีเว็บบอร์ด สมัยมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนที่ชอบวาดด้วยกันก็ได้แลกเปลี่ยนผลงานกัน เหมือนเป็นการช่วยกระตุ้นเรา เราก็ได้เรียนรู้กับคนที่เรียนมาโดยตรงหรือกับคนที่วาดมาเยอะกว่า

แต่ตอนอนุบาลก็วาดเป็นงานอดิเรกค่ะ วาดเด็กผู้หญิง ดอกไม้ วาดแล้วมีเพื่อนชมก็ยิ่งวาด พอโตขึ้นมาหน่อยสักประถมก็เริ่มวาดเป็นเรื่อง เขียนเองอ่านเอง เป็นลายเส้นญี่ปุ่นหน่อย เพราะชอบการ์ตูนตาหวาน แรงบันดาลใจตอนวาดก็มาจากคุณพ่อด้วย คุณพ่อวาดให้ดู เราก็วาดตาม

แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับวาดรูปนะคะ เรามาฝึกเอง เปลี่ยนลายเส้นด้วย เพราะตอนแรกก็ไม่ใช่คนวาดสวย ส่วนการเรียนเอกภาษาไทยอาจจะช่วยบ้าง เพราะเราเรียนวิเคราะห์วรรณกรรมมาเยอะ ก็พอมีพื้นฐานการลำดับเรื่อง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

การที่เรียนเอกภาษาไทยคงทำให้คุณต้องคลุกคลีอยุ่กับวรรณคดีเยอะเลย

เยอะค่ะ เพราะต้องเรียนวรรณคดีซ้ำไปซ้ำมาหลายตัวเหมือนกัน คนอื่นเรียน ขุนช้างขุนแผน ช่วงมัธยมครั้งหรือสองครั้ง แต่พอเราเรียนเอกวรรณคดีจึงเอ็กซ์ตร้าเข้าไปอีก ไม่ถึงกับเรียนจนจบหลายรอบ แต่ได้เรียนจนจบและได้เห็นเวอร์ชันที่หลากหลาย

เท่าที่ตกตะกอนมา คุณคิดว่าอะไรคือคุณค่าของวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ถ้าตามที่เรียนมา มันเป็นความจริงที่วรรณคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยนั้นได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ถือว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ในรั้วในวัง เรื่องนี้เป็นชีวิตชาวบ้านจริง ๆ 

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องสนุก ตื่นเต้น มีความลุ้น บางฉากมีความเป็นละคร ดราม่าเหมือนซีรีส์เกาหลีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ฉากที่วันทองจะถูกลากไปแต่งงานกับขุนช้าง แล้วขุนแผนจะมาช่วยไหม ฉากนั้นคือลุ้นมาก แต่พออ่าน ๆ ไปปรากฏว่า ขุนแผนมา ไม่สนใจ นางเอกโดนลากเข้าห้องหอ ม่ายยยย!!! มีความเมโลดราม่าหน่อย หรือจังหวะถูกประหาร พระพันวษาให้อภัยแล้ว คนอ่านก็เสียดายเล่น หรืออีกฉากคือ ขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เพื่อทำกุมารทอง อันนี้จะมีความสยอง เป็นตัวเอกสายดาร์ก

รู้สึกยังไงตอนที่ขุนแผนใช้ความรุนแรง

จริง ๆ แอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนแบบนี้ถึงมาเป็นพระเอกได้เนี่ย (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ก็เลยเป็นที่มาของการอยากเปลี่ยนพระเอกของเรื่องหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมีพระเอกคนใหม่เลย ตอนแรกจะเอนไปทางให้ขุนช้างเป็นพระเอกด้วยซ้ำ แต่พอเขียน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า ให้มีคนใหม่ไปเลยน่าจะสนุกกว่าในเมื่อเราดัดแปลงใหม่

หรือจริง ๆ แล้ว ขุนแผนไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพระเอกแล้ว

(หัวเราะ) ถ้าในความคิดของเราจะให้เขาเป็นพระเอกก็ได้ แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอีกแบบไปเลย วันทองจะต้องเหนื่อยหนักมากในการจะเปลี่ยนผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นคนใหม่มาเลยจะได้อีกรสชาติหนึ่ง เราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัลของเรา ไม่ใช่เอาขุนช้างขุนแผนมารีเมก

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ตอนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าจะมีคนสนใจไหม

ก็แอบคิดว่าน่าจะมีคนสนใจ น่าจะมีคนคิดเหมือนกับเราเยอะนะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเขียนนิยายมาก่อน ผลตอบรับตอนประกวดถือว่าดีค่ะ มีคนอ่านเยอะกว่าที่คิด มีคนอัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ)

จากวันแรกจนถึงตอนนี้ คุณเดินไปไกลกว่าจุดประสงค์เดิมตอนที่เริ่มเขียนบ้างไหม

ตอนแรกเราคิดแค่เอานางเอกไปฟาดกับผู้ชายสองคนนี้ แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มใส่รายละเอียดเพิ่ม นางเอกไม่ได้จะไปต่อกรกับขุนแผนเหมือนตอนแรก ๆ เพราะคนที่เธอต้องต่อกรมากที่สุดคือ แม่ศรีประจัน เพราะสุดท้ายคนที่เป็นเจ้าของชีวิตวันทองในตอนนี้คือแม่ ไม่ใช่ขุนแผน เป็น Last Boss ของซีซั่นแรก ด้วยความเป็นแม่ เรายังทำอะไรมากไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่นที่จะทำให้เรามีชีวิตอิสระจากเขาได้ โดยไม่ทำให้เขาเจ็บช้ำมากเกินไป 

ตอนที่วาดนางวันทอง มีการใส่ตัวตนของคนวาดลงไปในตัวละครบ้างไหม

นิสัยเราสองคนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราไม่ค่อยจะไปฉอดใคร แต่อะไรที่เราอยากทำ เราจะให้ตัวละครทำแทน ถ้าให้เหมือนกัน คือเรื่องทัศนคติว่าเราคิดอย่างไร ซึ่งจะคล้ายกัน มีความเหมือนแค่บางส่วน

ถ้าอย่างนั้นวันทองเวอร์ชันนี้มีต้นแบบมาจากไหน

เหล่าทวิตเตี้ยนทั้งหลายค่ะ ชาวทวิตเตอร์ เราคิดว่าถ้าเป็นคนในทวิตเตอร์จะคิดอย่างไร (หัวเราะ) เป็นเหมือนเฟมินิสต์ แค่บังเอิญเล่นทวิตเตอร์

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พูดถึงการทำงาน ได้ข่าวว่าตอนแรกคุณทำงานแบบโซโลคนเดียว

ตอนแรกทำคนเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่ไหว ตอนนี้เลยมี 3 คน เพิ่มมาทีละคน ๆ ให้เพื่อนมาช่วย ทำทุกอย่างเลยประมาณ 10 ตอนแรก มีแค่เรากับโปรแกรมช่วยบ้าง ใช้ 3D ช่วยทำฉาก หรือใช้หุ่นโมเดลสามมิติก็ร่างได้ไวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องให้คนช่วยจริง ๆ 

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พวกโปรแกรมก็เรียนรู้การใช้งานเองทั้งหมดเลยไหม

ใช่ค่ะ ยากเอาเรื่อง เรื่อง วันทองไร้ใจ เป็นเรื่องแรกที่ใช้ 3D ประกอบ เพราะเรือนไทยหาโหลดฉากไม่ได้ แล้วเราต้องใช้หลายมุม ถ้าปั้นเป็น 3D จะคุ้มกว่า เพราะเราปรับได้หลายมุม ก็เลยลองปั้นเอง ตอนแรกใช้ SketchUp แต่เพราะเราไม่มีพื้นฐานเลยเริ่มต้นลำบาก บังเอิญมาเจอโปรแกรมที่มันง่ายขึ้นก็เลยใช้

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ตอนทำงานคนเดียว อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ลงสี 50 กว่าช่องค่ะ มันเยอะ อดนอนอยู่พักหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะต้องส่งงานวันศุกร์ เนื่องจากมีกำหนดออนแอร์ ตอนนี้ยังทำทัน เพราะเราทำตอนตุนไว้ก่อน เรารู้ตัวว่าต้องมีเลทแน่นอน เลยมีทำตุนเอาไว้ 1 ตอนใช้เวลา 6 – 7 วัน บางตอนที่รายละเอียดไม่เยอะ 5 วันครึ่งหรือ 6 วันก็เสร็จ

ต้องมีการทำการบ้านระหว่างตอนเยอะไหม

มีบ้าง อย่างการเปิดเสภา หรือเปิดพจนานุกรมเทียบ แต่หลัก ๆ คือเสภา ขุนช้างขุนแผน เรายึดของห้องสมุดวชิรญาณเป็นหลัก ถ้าหากมีฉากไหนที่เราสงสัยลำดับเนื้อเรื่อง ตลอดจนสีผ้าก็ไปเปิดดูได้ โชคดีที่มีออนไลน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ดูละเอียดจนถึงลายผ้าเลยทีเดียว

ใช่ค่ะ อย่างน้อยก็ตอนต้น ๆ แต่พอดำเนินเรื่องไป เราจะเริ่มปรับไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อิงตามเดิมเป๊ะแล้ว แต่บางตัวละครออกมาครั้งแรกเป็นฉากที่มีในเรื่อง เราก็อยากให้สีตรงกัน อย่างตอนแรกที่วันทองออกมาก็จะใส่สีแดง วาดไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูแทน ตรงนี้เราไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไร เพราะเป็นความฟินส่วนตัวที่ได้ใส่ลงไป แต่ก็มีคนรู้นะคะ คนที่เรียนมา เราประมาทคนอ่านไม่ได้เลยค่ะ มีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่เสมอ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

กว่าจะเป็นหนึ่งตอนนี่ทำอะไรหลายอย่างเลย หลังเสร็จงานค้นคว้าแล้วคุณต้องทำอะไร

การบ้านอันนี้จะไปอยู่ตรงเขียนสตอรี่บอร์ด เขียนเสร็จแล้วก็เริ่มร่าง ตัดเส้น ส่งให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งเทสี แล้วส่งให้ผู้ช่วยคนที่สองลงเงา ใส่เครื่องประดับ จากนั้นก็ส่งกลับมาให้เราแต่งสี ใส่ฉากหลัง พิมพ์คำพูด แล้วส่งกลับไปให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งจัดฟอนต์ให้อีกที จากนั้นส่งกลับมาให้เรา มันจะส่งไปส่งมาหน่อยนะคะ ส่งมาให้เราดูความเรียบร้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแล WEBTOON เขาจะเช็กคำผิด บางทีก็มีแก้บางช่อง เช่น ตอนจบขอค้างกว่านี้หน่อย เรื่องตรงนี้ละเอียดอ่อน ช่วยเพิ่มอะไรหน่อย

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

การบ้านที่ต้องทำหนักที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร

ความเป็นอยู่ในยุคนั้น เพราะตอนแรกไม่มีในหัวเลยว่าคนยุคนั้นอยู่กันอย่างไร เราจะนึกเนื้อเรื่องไม่ออก ต้องไปศึกษาตรงนั้นก่อนค่ะ

สำหรับสถาปัตยกรรม บ้านเรือน มีหนังสือเล่มไหนที่คุณใช้อ้างอิงบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงกับเป็นหนังสือ แต่อย่างบ้านของนางวันทอง เราใช้พระตำหนักทับขวัญที่จังหวัดนครปฐมเป็นต้นแบบ มีเมืองโบราณด้วย ช่วยได้เยอะ บางอย่างที่มันหาไม่ได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ โชคดีที่มีละครทำมาก่อน เขาค้นคว้ามาแล้ว เราก็ขอมาใช้บ้าง บุพเพสันนิวาส นี่ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะพอ บุพเพฯ ออกมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาตามมาเยอะมาก เราจึงได้เดินตามรอยเขา

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แบบนี้ถึงจะเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นนักวาดการ์ตูน แต่การอ่านหนังสือก็ขาดไม่ได้เลย

ใช่ค่ะ เป็นนิสัยส่วนตัวด้วยว่า เวลาเราคิดพล็อต จะชอบคิดจากข้อมูลมากกว่า

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แต่จินตนาการเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางตัวละครจึงไม่มีอยู่จริงในวรรณคดี

อย่างปรงทองกับเปลวคำก็ใส่เข้าไปเพื่อให้เรื่องมีความเป็นของเรามากขึ้น เป็นโอเอซิสของเรื่อง เป็นจุดดึงดูดความสนใจของคนอ่าน เพราะถ้ามีแค่ขุนช้างกับขุนแผน คนที่ไม่ชอบทั้งสองคนก็จะไม่มีเมน เราเลยใส่สองคนนี้เข้าไปให้ แล้วก็เหมือนชูใจคนวาดด้วย อย่างปรงนี่ คนวาดชอบ อยากวาดผู้หญิงน่ารักค่ะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

เท่าที่ฟังมาคุณทำงานกับประวัติศาสตร์และค่านิยมอยู่ตลอด มีเรื่องอะไรที่กังวลบ้างไหม

บางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ปฐมภูมิ ไม่ได้เป็นข้อมูลแรกเริ่มดั้งเดิม ของบางคนอาจจะผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้ว เราก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่าถูกไหม อย่างเรื่องช้างใช้เท้าหลังเดินก่อน เราก็ต้องไปเปิดคลิปช้างเดินดู แต่ข้อดีคือเราเซ็ตให้นางเอกทะลุเข้าไปในวรรณคดี ไม่ใช่ย้อนอดีต ในเสภาจะมีการปนกันของยุคสมัยอยู่ บางฉากก็เหมือนอยู่ในอยุธยา แต่บางเมนูอาหารหรือเสื้อผ้าบางอย่างกลับเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ มันจึงปนกันอยู่ในนั้น เราเลยไม่ได้ซีเรียสเรื่องยุคสมัยมาก เรายึดว่าเป็นเรื่องในวรรณคดี ถ้าแยกออกมาทีละยุคจะเป็นงานที่หนักไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมองเห็นความน่ากลัวของค่านิยมจากเรื่องนี้บ้างไหม

ส่วนมากพอเกิดเป็นค่านิยม เราก็ไหลไปตามนั้น ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองจนไหลไปตามกระแส บางครั้งจึงเกิดการทำร้ายกันเองด้วยค่านิยม ความเชื่อ อย่างวันทองนี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอคิดได้ เลือกได้ เขาไม่เอ๊ะเลย เราก็ไม่เอ๊ะ พอไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นค่านิยมมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ วันทองเป็นคนยุคนั้น เขาก็อยู่อย่างนั้น แล้วคนที่กำหนดค่านิยมในยุคนั้นก็เป็นชนชั้นสูง ขุนนางด้วย

หลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานมาพอสมควร อะไรคือความท้าทายในการทำงานชิ้นนี้

เรื่องทำเป็นทีมนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานคนเดียวมาก่อน มันจึงเป็นเหมือนการเรียนรู้กันระหว่างผู้ช่วยและทีมงานว่า เราจะทำอย่างไรให้ตารางเวลาลงตัว เป็นครั้งแรกที่ได้จ้างคน เพราะเพิ่งมีเงินจ้างค่ะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องแรกที่มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ เลยมีความกดดันด้วย กลัวว่าเราจะมีอะไรบ้งโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วเผลอปล่อยออกไป แต่โชคดีที่ทำงานเป็นทีมก็เลยมีคนช่วยดู

ตอนนี้ก็ทำงานการ์ตูนเป็นอาชีพหลักเลย เพราะถ้าไม่หลักคงจะไม่มีเวลาวาดใช่ไหม

ไม่สามารถทำงานอื่นได้เลย จากที่เคยรับมาก็ต้องวางกองไว้ก่อน เพื่อเรื่อง วันทองไร้ใจ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ถามเรื่องความต่างระหว่างเรื่องของคุณกับวรรณคดีไปเยอะแล้ว มีอะไรที่ไม่แตกต่างกันบ้างไหม

อันที่จริงก็มีบางอย่างที่พยายามคงไว้ เช่น ประเพณี ข้าวปลาอาหาร อันนี้คือเอามาจากเสภา และความปากจัดของแม่ศรีประจันก็ด้วย นอกนั้นก็มีเปลี่ยนไปเยอะเลย

กระแสตอบรับตอนที่เรื่องนี้ออกไปแล้วทำให้ใจฟูบ้างไหม

ดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่มีคอมเมนต์ให้อ่านทุกสัปดาห์ ชอบมากที่ได้อ่านความเห็นของทุกคน มีคนที่สังเกตเยอะ ๆ ก็ทำให้เราดีใจ เช่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้บอก หรือแม้กระทั่งเกิดการถกเถียงกันว่า ขุนแผนก็ไม่ได้แย่นะ มันเป็นเพราะสภาพสังคมในสมัยนั้น เขาเลยเป็นแบบนี้

เหล่าผู้อ่านน่ารักมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาก ๆ WEBTOON เราเขียนเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เราไม่รู้เลยว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหน จะถูกตัดจบไหม แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเลยได้เขียนต่อยาว ๆ ทุกคนช่วยเปย์อ่านล่วงหน้า ทำให้ได้เงินมาสนับสนุนผู้ช่วย อันนี้สำคัญมาก ช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ อ้อ! เห็นคอมเมนต์ของเพื่อนบ้านชาวลาวด้วย เขามาอ่านก็ดีใจจริง ๆ อนาคตอยากให้ไปต่างประเทศ มีการแปลด้วย อันนี้ก็ได้แต่ภาวนาค่ะ

แฟนคลับคุณแน่นหนามาก ชุมชนวันทองไร้ใจแข็งแกร่งจนมีคนนำไปคอสเพลย์ด้วย

อันนี้ดีใจมาก เป็นความใฝ่ฝันของนักวาดหลายคน แต่งกันสวยเหมือนหลุดออกมาจากในเรื่องเลย ขนาดเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ตัวหลักอย่างแม่ศรีประจันก็มี แปลกใจมาก ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ

ก่อนจากกันขอถามย้ำอีกครั้งว่า จุดจบวันทองจะเหมือนเดิมไหม

(หัวเราะ) ต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่วันทองแล้ว แต่เป็นนางเอกคนใหม่ เนื้อเรื่องก็ต้องต่าง ติดตามกันต่อไปนะคะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ภาพ : มุ

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load