คอลัมน์หมู่บ้านรอบนี้ เดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัย พร้อมกับคำถามว่า “เมืองที่ดี จะสร้างประชากรคุณภาพได้ไหม”

พกความคาดหวังนั่งชินคันเซนจากโตเกียวราว 1 ชั่วโมง 45 นาที และออกจากตัวเมืองเซนไดอีก 50 นาที เพื่อไปหาค้นคำตอบผ่าน ‘IZUMI PARK TOWN’ ต้นแบบเมืองในอุดมคติกับ คาสุยุกิ ฮิกุชิ (Kazuyuki Higuchi) ตัวแทนจาก Mitsubishi Estate Group ผู้มาเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้เติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาเมือง ทั้งในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อม โดยไม่ลืมสร้างความยั่งยืนให้กับประชากรทั้งทางตรงและอ้อม 

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบพื้นที่ ตัวอาคารบ้านเรือน กฎ-ข้อกำหนดที่ทุกคนสร้างขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกัน ซึ่งที่นี่ยังเป็นเมืองต้นแบบที่ AP Thai บริษัทอสังหาริมทรัพย์ร่วมมือกับ มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (MEC – บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป) นำองค์ความรู้มาปรับใช้พัฒนาโครงการแนวราบด้วย

IZUMI PARK TOWN ต้นแบบเมืองอุดมคติ สร้างประชากรคุณภาพคืนสังคมด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย

เปลี่ยนภูเขาเป็นเมือง

IZUMI PARK TOWN อยู่ในเมืองเซนได จังหวัดมิยางิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นโปรเจกต์สร้างเมืองที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีและความยั่งยืนรอบด้านโดย Mitsubishi Estate Group เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1974 หรือราว 50 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นขาดแคลนที่ดินสำหรับอยู่อาศัย ทางรัฐบาลจึงมีนโยบายอยากผลักดันให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์รีบสร้างที่อยู่อาศัยออกมาให้เร็วที่สุด 

เมื่อ มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป เล็งเห็นสิ่งนี้ และรับการขอร้องมาจากทางหน่วยงานองค์กรท้องถิ่นของเมืองเซนไดโดยตรง แผนสร้างเมืองในอุดมคติที่การอยู่อาศัยร่วมกันระหว่าง คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ เป็นไปอย่างพึ่งพากัน ทั้งยังตั้งใจให้เป็นเมืองแห่งธุรกิจครบวงจร แผนในมือจึงก่อตัวเป็นรูปร่าง

IZUMI PARK TOWN ต้นแบบเมืองอุดมคติ สร้างประชากรคุณภาพคืนสังคมด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย

เดิมพื้นที่ก่อนเป็นเมืองใหม่คือภูเขา มีแหล่งน้ำธรรมชาติไหลส่งไปยังพื้นที่ทำการเกษตรด้านล่าง หากจะซื้อภูเขาทั้งลูกนี้ ต้องกระทบกับไร่ นา สวน ของชาวบ้านแน่ๆ สิ่งที่มิตซูบิชิทำก่อนลงมือพัฒนาตามแผน คือ สร้างระบบชลประทานและน้ำประปาให้จ่ายไปอย่างทั่วถึง โดยดึงน้ำจากแม่น้ำทางด้านขวาสุดของภูเขามาแทน ซึ่งนอกจากเป็นการคืนแหล่งน้ำให้ธรรมชาติ การทำเช่นนี้ยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในบางช่วง เมื่อทุกอย่างลงตัว เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของภูเขาแห่งนี้จึงตกลงขายที่ให้

ส่วนบ่อน้ำนั้นก็ยังเก็บไว้เหมือนเดิม แต่ปรับปรุงภูมิทัศน์รอบๆ ให้กลายเป็นสวนสาธารณะแทน

IZUMI PARK TOWN ต้นแบบเมืองอุดมคติ สร้างประชากรคุณภาพคืนสังคมด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย

ตัวเมืองสร้างขึ้นด้วยปรัชญาที่เรียกว่า Park Town Mind ให้ความสำคัญเรื่องชุมชนแห่งการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงสร้างมาเพื่อขายหมดแล้วก็จบกัน แต่มิซูบิชิจะอยู่เพื่อพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ หลังจากนี้อีกอย่างน้อย 40 ปี

ตลอดระยะ 50 ปี แผนสร้างเมืองแบ่งออกเป็น 5 เฟส และพัฒนาไปทีละจุด จนกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรราว 25,000 คน

สิ่งที่น่าสนใจตามมาคือ แผนการสร้างเมื่อ 50 ปีก่อนยังทำได้ตามแผนเดิมเกือบหมดทุกอย่าง โดยในแต่ละยุคสมัยมีการประเมินว่า ต้องทำอะไรถึงจะทำให้คุณภาพชีวิตในแต่ละยุคนั้นดีขึ้นได้ และการบริหารจัดการเมืองยังเกิดขึ้นภายใต้ความตกลงร่วมกันของผู้คนในเมืองเอง ที่ตั้งใจการรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

IZUMI PARK TOWN ต้นแบบเมืองอุดมคติ สร้างประชากรคุณภาพคืนสังคมด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย

ในพื้นที่ 10.74 ตารางกิโลเมตร (6,712.5 ไร่) ครอบคลุมทุกกิจกรรมในชีวิต เพียบพร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่สำหรับการศึกษา การทำอุตสาหกรรม การทำธุรกิจ ไปจนถึงการพักผ่อน ปัจจุบันเริ่มพัฒนามายังเฟสที่ 6 แล้ว โดยภายใน IZUMI PARK TOWN แบ่งเป็น 4 โซนใหญ่ๆ ได้แก่

พื้นที่สำหรับอยู่อาศัย (Living) มีบ้านในโครงการมากกว่า 10,000 หลัง สำหรับแบบบ้านมีให้เลือกทั้งหมด 21 แบบตามระดับราคา ที่ดิน และทำเล

พื้นที่ในเมือง (Urbanization) เป็นที่ตั้งของโรงเรียน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และเอาต์เล็ตเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

พื้นที่สำหรับการพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ (Recreation) เช่น สนามกอล์ฟซึ่งเป็นโครงการเอกชนไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่มีสนามกอล์ฟในโครงการที่อยู่อาศัย และยังมีสนามเทนนิส สนามขี่ม้าด้วย

และแหล่งธุรกิจสำคัญของเมือง แบ่งเป็นเขตโรงงาน เขตสำนักงานต่างๆ (Working) โดยแยกเขตอุตสาหกรรมหนักและเบาออกจากกันอย่างชัดเจน ส่วนมากเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนไอที ธุรกิจการขนส่ง โกดังเก็บของต่างๆ รวมไปถึงโรงงานผลิตสินค้าหลากหลายและงานบริการ

IZUMI PARK TOWN ต้นแบบเมืองอุดมคติ สร้างประชากรคุณภาพคืนสังคมด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย

 การอยู่อาศัยอย่างรับผิดชอบร่วมกัน

การออกแบบเมืองแห่งนี้เกิดขึ้นอย่างมีแบบแผน ควบคุมเรื่องการดีไซน์อาคารบ้านเรือน ไปจนถึงการแบ่งโซน และการสร้างภูมิทัศน์นั้นก็น่าสนใจมาก เพราะนอกจากกำหนดผลลัพธ์ได้อย่างที่อยากเห็น อีกนัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตลอดจนวิธีการดูแลรักษาพื้นที่ส่วนรวม และกฎเกณฑ์ที่ทุกคนสร้างขึ้นมา ทำให้เกิดความเคารพซึ่งกันและกัน โดยปลูกฝังความมีวินัยแก่ชาวเมืองให้เคารพกฎของการอยู่ร่วมกัน จนเกิดเป็นสังคมคุณภาพอันสงบสุข มีความเกรงใจ ขณะเดียวกันก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย

ระยะทางตลอดการเดินสำรวจบ้านแต่ละโซน จะเห็นว่าไม่มีหลังไหนโดดเด่นไปกว่ากัน แม้มีหน้าตาคนละรูปแบบ คุณคาสุยุกิเฉลยว่า ที่เป็นอย่างนั้นเพราะการออกแบบบ้าน การเลือกใช้สีทาบ้าน ไปจนถึงหลังคา ต้องคำนึงถึงชุมชนโดยรวมเสมอ

“ที่นี่มีข้อกำหนดว่าหลังคาบ้านต้องเป็นสีโทนเย็น และต้องมีความลาดชันเท่าๆ กัน กำหนดสีตัวบ้านว่าให้เป็นสีแนวธรรมชาติที่เข้ากับสีเขียว ห้ามใช้สีฉูดฉาด แล้วก็มีกฎเรื่องระยะห่างจากบ้านกับถนน เพื่อไม่ให้ตัวบ้านเขยิบลึกเข้าไปจากถนนมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ดูไม่สวย ไปจนถึงความสูง คือห้ามสร้างเกินสองชั้น ทำให้ภาพรวมออกบ้านทุกหลังดูไปในทิศทางเดียวกัน”

นับว่าเป็นอีกข้อดีอันดับต้นๆ ของการพัฒนาพื้นที่ใหม่ซึ่งไม่เคยมีคนอาศัยอยู่ก่อนเลย เพราะสร้างหรือกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ง่าย และที่นี่ยังกำหนดให้มีพื้นที่สำหรับส่วนรวมเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เมื่อคุ้นเคยกันดี พวกเขาก็จะสอดส่องดูแลความปลอดภัยซึ่งกันและกันเองโดยอัตโนมัติ

ออกแบบเมืองภูเขาที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิต ให้คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาในเซนได ประเทศญี่ปุ่น

ความร่มรื่น สดชื่นสบายตาจากพืชพรรณน้อยใหญ่ตลอดทาง ก็เป็นอย่างแรกๆ ที่ปะทะความรู้สึกทันทีเมื่อมาถึง

สำหรับพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย ตามกฎหมายจำเป็นต้องพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด นอกจากสร้างสวนสาธารณะ ที่นี่ใช้วิธีให้บ้านทุกหลังปลูกต้นไม้กั้นเป็นแนวรั้ว เป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวอีกทาง

“เราก่อตั้งสมาคม จากกลุ่มคนที่อยากดูแลพื้นที่สีเขียวในโครงการ โดยผู้อยู่อาศัยทุกคนช่วยกันออกเงินสร้างองค์กรนี้ขึ้นมาและจ่ายเงินเดือนให้คนทำงาน เพื่อช่วยปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางและต้นไม้รอบๆ เช่น ตัดเล็มต้นไม้ ดูแลกำจัดวัชพืชต่างๆ ถือว่าเป็นระบบที่ค่อนข้างแปลกใหม่ในญี่ปุ่น โดยทั่วไปจะดูแลบ้านใครบ้านมัน ซึ่งการร่วมมือกันแบบนี้ทำให้ควบคุมวิวเมืองให้สวยเหมือนกันได้ด้วย

“ส่วนการปรับปรุงดูแลพื้นที่ในโครงการทั้งหมด ส่วนใหญ่จัดการโดย Mitsubishi ด้วยรายได้จากการปล่อยที่ให้เช่า เช่น ห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต เราไม่ได้ขายหมดทั้งโครงการ เลยทำให้มีเงินมาดูแลโปรเจกต์ต่อไปได้เรื่อยๆ” คุณคาสุยุกิอธิบายแผนการดูแลเมืองอย่างยั่งยืนที่คิดไว้แต่แรกให้ฟัง ก่อนพาเดินสำรวจถนนต่อ

ออกแบบเมืองภูเขาที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิต ให้คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาในเซนได ประเทศญี่ปุ่น

เมืองที่ใส่ใจคนในเมือง

ไม่เพียงพื้นที่สีเขียว สิ่งแวดล้อมในโครงการทั้งสิ่งก่อสร้างก็ดี หรือการคมนาคมก็ได้รับการออกแบบอย่างให้ความสำคัญทุกส่วน ทั้งเรื่องถนนที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของลูกบ้าน ถนนสายหลักไม่มีการเชื่อมต่อเข้าตรงสู่ตัวบ้าน โดยกำหนดให้เป็นถนนเส้นยาวตลอดสาย คดเคี้ยวน้อย และพื้นที่สี่แยกถูกทดแทนด้วยสามแยกรูปตัว T เป็นส่วนใหญ่ เพื่อบังคับให้ต้องหยุดมอง ซึ่งช่วยเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้มาก

ออกแบบเมืองภูเขาที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิต ให้คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาในเซนได ประเทศญี่ปุ่น

อย่างที่รู้กันดีว่าที่ดินในญี่ปุ่นนั้นราคาแพงแสนแพง และหากคิดจะมีรถสักคัน ต้องมั่นใจว่ามีที่จอดรถแน่ๆ บ้านในเมือง IZUMI จึงได้รับการออกแบบให้มีที่จอดรถเพียงพอ และคิดเผื่อการมีรถเพิ่มในอนาคตไว้ให้ด้วย ฉะนั้นไม่มีทางเห็นบ้านไหนเอารถมาจอดหน้าบ้านให้เป็นปัญหาเลย

แม้คนส่วนใหญ่มีรถส่วนตัว ทั้งจักรยานและรถยนต์ แต่ที่นี่ก็ยังสนับสนุนให้ใช้ Community Bus หรือรถโดยสารชุมชน ซึ่งตั้งใจให้คนได้ใช้บริการอย่างทั่วถึง จึงทำราคาให้ถูกลง ที่น่าทึ่งคือเรื่องสัดส่วนประชากรในอนาคต พวกเขาคิดล่วงหน้ามาเกิน 10 ปี ว่าวันหนึ่งจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และเห็นว่ามีคนวัยนี้ย้ายเข้ามาอยู่อย่างต่อเนื่อง เลยเพิ่มบริการพิเศษเป็นรถบัสที่ดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะไว้ก่อนแล้ว

ออกแบบเมืองภูเขาที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิต ให้คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาในเซนได ประเทศญี่ปุ่น

ความยั่งยืนต่อทุกสรรพสิ่ง

ในวันนี้ IZUMI PARK TOWN กลายเป็นโมเดลการสร้างเมืองเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่ และเป็นหน่วยเล็กย่อยในการขับเคลื่อนประเทศ พิสูจน์ให้เห็นว่า เมืองที่ดีสร้างประชากรคุณภาพกลับคืนสู่สังคมได้

แต่ก็ใช่ว่าที่นี่จะไม่เคยเกิดปัญหา ทั้งปัญหาดินทรุด หรืออุบัติเหตุจากถนนสี่แยกที่มากเกินไป แต่ก็ได้รับการปรับแก้ไขอย่างรวดเร็ว และด้วยเป็นโครงการที่มีแผนก่อสร้างระยะยาว ความต้องการในแต่ละยุคสมัยของผู้คนก็จะต่างไปเรื่อยๆ พวกเขาจึงไม่หยุดศึกษาและพัฒนาให้เมืองนี้ดีพอสำหรับครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน จนถึงผู้สูงอายุ 

มากไปกว่านั้น ยังเป็นเมืองปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาพักผ่อน และได้กลายเป็นพิมพ์เขียวของเมืองในอุดมคติอย่างแท้จริง จากการออกแบบเมืองที่เป็นระบบ สร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมเดิมและสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ที่หยั่งรากความยั่งยืนต่อไปสู่จิตใจชีวิตคน ทั้งยังคิดถึงชุมชนอื่นนอกเมือง ซึ่งน่านำองค์ความรู้นี้มาปรับใช้ในการพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์บ้านเรา

เผื่อว่าสักวัน นอกจากที่อยู่อาศัยจะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างคนคุณภาพเพิ่มให้กับเมืองได้บ้าง

หวังให้เป็นเช่นนั้น

ออกแบบเมืองภูเขาที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิต ให้คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาในเซนได ประเทศญี่ปุ่น

ภาพ : AP Thai

Writer & Photographer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

60 

  เห็นตัวเลขนี้ทีไรก็นึกถึงอายุขวบปีที่ต้องเกษียณออกจากงานที่ทำสู่คำว่าผู้สูงวัย แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เราจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไรให้มีความสุข 

เราพบอีกหนึ่งโครงการน่าสนใจอย่าง ‘จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County)’ ซึ่งความพิเศษแรกอยู่ตรงที่ นี่คือคอนโดมิเนียม Wellness Mixed Use 7 ชั้น 5 อาคาร ขนาด 494 ยูนิตเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ความพิเศษข้อต่อมาคือได้ผู้มีประสบการณ์ด้านโรงพยาบาลและการแพทย์กว่า 40 ปีอย่าง ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) มาเป็นผู้พัฒนาโครงการ จนกลายเป็นความพิเศษข้อที่สาม คือการนำสุขภาพแบบบูรณาการ หรือ Integrated Healthcare มาผนวกกับที่พักอาศัย (Active Living) จนสร้างที่อยู่ทางเลือกแห่งนี้ได้สำเร็จ 

แต่ความเจ๋งแจ๋วยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะเราพาไปคุยกับ ทิมโมตี้ เลิศสมิติวันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินการโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ถึงที่มาที่ไปและแนวคิดการออกแบบให้ชาวสูงวัยอยู่ดีทั้งกายและใจในช่วงบั้นปลายอย่างแท้จริง 

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

เปลี่ยนหมู่บ้านสูงวัยในภาพจำ

ไม่บอกก็คงพอเดาได้ ว่าทำไมประเทศไทยถึงยังต้องการโครงการที่พักอาศัยเพื่อวัยเกษียณ

เพราะจากกราฟสถิติ พบว่าประชากรที่อายุเกิน 60 ปีขยายเพิ่มขึ้นมากถึง 13 ล้านคน แต่เมื่อเทียบกับจำนวนหมู่บ้านที่รองรับผู้สูงอายุได้ กลับมีจำนวนน้อยมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ Jin Well Being กลายเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่อยากทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรเป็นแห่งแรก ๆ ในไทย

“แม้เราจะเห็นโรงพยาบาลเปิดใหม่เยอะขึ้น แต่เราเห็นว่าโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้หรือในโครงการที่พักเพื่อผู้สูงอายุยังไม่มาก ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ซึ่งทำเรื่องโรงพยาบาลมา 55 ปี เห็นความสำคัญข้อนี้ เลยอยากสร้างหมู่บ้านผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เพราะเรารู้ว่าประชากรในส่วนนี้กำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 6 – 7 ปีที่ผ่านมา” คุณทิมโมตี้เกริ่นถึงที่มา 

  คงปฏิเสธไม่ได้กับข้อเท็จจริงดังกล่าวเรื่องแนวโน้ม Aging Society ที่เกิดขึ้น แต่ถ้าถามกันตามตรง วัยเก๋าและลูกหลานหลายคนคงส่ายหัว ถ้ารู้ว่าต้องไปอยู่บ้านพักคนชราหรือแม้กระทั่งหมู่บ้านสำหรับผู้สูงอายุ อาจด้วยความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าการเป็นลูกต้องกตัญญูและเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่เฒ่า ห้ามปล่อยให้พวกเขาไปอยู่โครงการเพื่อผู้สูงวัย กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับโครงการ ซึ่งคุณทิมโมตี้บอกว่าเผชิญกับความท้าทายนี้เช่นกัน

“คนไทยหลายคน พอได้ยินเรื่องหมู่บ้านผู้สูงอายุครั้งแรก ก็บอกว่าไม่มีทางไปแน่นอน ต่อต้านก่อน แต่ถ้าลองคิดอีกมุม ในบ้านที่มีผู้สูงอายุ เราให้เขานั่งติดวีลแชร์อยู่เฉย ๆ ในบ้าน ลูกหลานไม่ให้ออกไปไหนเพราะห่วงไปหมด พอคนแก่ต้องอยู่ติดบ้านทุกวันเป็นเวลาหลายปี เขาก็เบื่อ หรือไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง คิดในอีกแง่ ถ้าเขาได้เจอเพื่อนคนวัยเดียวกัน ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ ได้ทำกิจกรรมที่ชอบ พวกเขาก็จะสนุกและมีชีวิตชีวาขึ้น” 

เปิดบ้านทดลองอยู่

คำถามต่อมาคือ แล้วโครงการนี้เปลี่ยนความคิดของพวกเขาอย่างไร คำตอบก็น่าสนใจมาก นั่นคือทางโครงการให้คนมาทดลองใช้ชีวิตจริง ๆ ก่อนซื้อได้

“อีกกรณีคือ บางครั้งพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุไม่อยากมาเอง แต่ลูกอยากให้มา เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง เดี๋ยวจะโดนหาว่าพาเขาไปทิ้งหรือเปล่า เราก็เลยเริ่มจากการชวนมาทำกิจกรรมก่อน เช่น เรามีวันเก็บผัก ชวนแวะมาแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้เขาได้มาเจอเพื่อน ๆ แล้วเราก็มีกิจกรรม Open House กันทุกเดือน ให้เชิญพ่อแม่มานอนที่นี่ เราเปิดห้องให้ทดลองมาอยู่ฟรี มีอาหารบริการ ลองอยู่ก่อนได้ในวันเสาร์และอาทิตย์” 

คุณทิมโมตี้บอกว่าพอเริ่มให้พวกเขาคุ้นชินและสนุก เหล่าชาวสูงวัยก็จะอยากกลับไปที่โครงการเองเพราะเริ่มมีเพื่อน ส่วนคนที่ติดใจก็ซื้อที่พักเข้ามาอยู่เลย และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงวัยหลายคนไม่อยากซื้อบ้านหลังปลดระวาง เพราะเมื่อเกษียณตัวไปก็ต้องกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อกลับไปหาญาติหรือเพื่อนที่มีอยู่ดี

“เราเลยพยายามสร้างเพื่อนใหม่ ให้เขาได้เจอสังคมใหม่ รวมทั้งยังรักษาเพื่อนเก่าเขาให้ยังอยู่ อย่างถ้ามีเพื่อนมาจากต่างจังหวัด ก็นัดแก๊งเพื่อนมาเจอกันที่นี่ จะเก็บผัก เล่นเกม หรือทำกิจกรรมที่ดีด้วยก็ได้ เพื่อน ๆ ของลูกบ้านที่ดีเขาก็ดีใจที่ได้เจอกัน มันเลยไม่เหงา” คุณทิมโมตี้กล่าวถึงความตั้งใจของโครงการในการสร้างคอมมูนิตี้ชาวสูงวัย

สร้าง Hybrid Lifestyle 

แต่กว่าจะออกมาเป็นโครงการที่พักเพื่อผู้สูงอายุได้เช่นนี้ ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน จากตอนแรกที่คิดออกแบบอย่างคนทำโรงพยาบาลกลับไม่ตอบโจทย์ หรือคิดแบบคนทำอสังหาริมทรัพย์ก็ยังไม่เวิร์ก 

“เราทดสอบมาทุกแบบแล้ว เพราะหมู่บ้านผู้สูงอายุแบบนี้ยังไม่มีใครที่มาสอนเราได้ จะเลียนแบบใครก็ยาก เลยต้องลองผิดลองถูกจนได้ประสบการณ์ และทุกคนที่เข้ามาบอกว่าใช่ ก็ค้นพบว่าต้องสร้างโครงการนี้แบบ Hybrid ทั้งกึ่งโรงแรม กึ่งคอนโดมิเนียม กึ่งโรงพยาบาล และกึ่งโรงเรียน” เมื่อเดินสำรวจพื้นที่ ก็พบว่าที่นี่ออกแบบอย่างที่คุณทิมโมตี้ว่าจริง ๆ

ภายในโครงการขนาด 140 ไร่ การออกแบบที่พักอาศัยของ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ภายใต้อาคาร Low Rise 7 ชั้น ประกอบด้วยพื้นที่กิจกรรมมากมาย แถมยังอนุญาตให้เดินทางสะดวกใกล้ย่านชานเมืองแบบมีรถไฟฟ้าเข้าถึง ผนวกกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่คิดมาเพื่อความปลอดภัย 

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก
Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

ประกอบด้วยจำนวน 5 อาคารชื่อคล้องจองและความหมายดี แบ่งเป็นคลัสเตอร์ 1 คือ อาคารสิริ และอาคารสราญ รวมทั้งคลัสเตอร์ 2 ได้แก่ อาคารรุ่งเรือง อาคารร่มเย็น และอาคารรื่นรมย์

แม้จะมีห้องพักให้เลือกทั้งแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน แต่ฟังก์ชันด้านในก็ออกแบบมาให้โปร่ง โล่ง กว้าง ไม่ต่างกัน โดยห้องพักมีแสงธรรมชาติเข้าถึงและระบายอากาศได้ดี ด้วยเหตุผลที่ว่าหากมีลูกหลานหรือเพื่อนฝูงแวะมานอนค้างด้วย หรือแวะมาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่ส่วนกลาง ก็จะได้ไม่แออัด สมกับเป็นคอนโดฯ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของชาวสูงวัยมากกว่า 

แถมยังคิดมาแล้วว่าต้องไม่มีพื้นต่างระดับ รวมถึงไม่มีธรณีประตู เพื่อลดความเสี่ยงการสะดุดหกล้ม ใช้วัสดุกันลื่นสำหรับพื้นห้อง จนถึงระบบไฟในห้องที่เป็นระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติ ให้ผู้สูงอายุเดินเหินตอนกลางคืนได้ปลอดภัย และถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินเมื่อไหร่ ก็กดปุ่มบนหัวเตียงเพื่อเรียกเจ้าหน้าที่พยาบาลได้ตลอดเวลา

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก
Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

และถ้าสำรวจดี ๆ ภายในห้องน้ำก็ใช้วัสดุกันลื่นเช่นกัน พร้อมติดตั้งราวจับเพื่อช่วยในการทรงตัว ส่วนบานประตูแบบเลื่อน ออกแบบมาเพื่อป้องกันผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความจำเสื่อม อาจเปิดประตูไม่ได้หรือล้มหมดสติ และไม่ต้องแปลกใจหากห้องน้ำมีขนาดใหญ่ ก็เพื่อรองรับรถเข็นในกรณีที่ผู้สูงวัยนั่งวีลแชร์ได้ด้วย 

นอกจากนี้ ความกึ่งโรงพยาบาลยังอยู่ที่การออกแบบทุกอย่างในโครงการให้เป็นแบบ Universal Design ทุกพื้นที่ต้องให้รถวีลแชร์เข้าถึงได้ทั้งหมด ไม่มีโค้งหักศอกหรือห้องเล็ก ๆ ที่เดินยาก ทั้งยังมีโรงพยาบาลธนบุรีอยู่ภายในพื้นที่โครงการ และหากลูกบ้านเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทีมแพทย์จะเข้าช่วยเหลือได้ภายใน 3 นาที มีหน่วยพยาบาลเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินใด ๆ Tracking บริเวณข้อมือจะส่งสัญญาณไปยังห้องฉุกเฉินทันที

ตัวโรงพยาบาลเองนอกจากรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป ยังออกแบบมาเพื่อดูแลสูงวัยในระยะยาว โดยดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrated Healthcare) เพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ และหากเป็นผู้ป่วยติดเตียง หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ก็มีบุคลากรทางการแพทย์คอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าใกล้มือหมอสุด ๆ 

ใครสนใจขยับแข้งขาเคลื่อนไหว ก็มี จิณณ์ เวลเนส (Jin Wellness) ศูนย์เสริมสร้างสุขภาพเวชศาสตร์ชะลอวัย ช่วยออกแบบโปรแกรมเพื่อป้องกันและชะลอโรคภัยต่าง ๆ เฉพาะบุคคล เช่น การตรวจความยืดหยุ่น การทรงตัว รวมทั้งสุขภาพกายและใจ จนถึงออกกำลังกายภายใต้การดูแลของนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเตรียมเอาไว้ให้ด้วย ดูแลกันเรื่องสุขภาพโดยลูกหลานไม่ต้องคอยนั่งกังวลเลย

Jin Wellbeing County คอนโดมิเนียมทางเลือกใหม่เพื่อชาวสูงวัย ดีไซน์เพื่อวัยเกษียณสนุก

Active Living, Active Learning

แนวคิดการออกแบบที่สำคัญอีกข้อก็คือ Active Living and Learing ซึ่งเป็นตัวกำหนดพื้นที่สีเขียวและกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในโครงการนี้ เพราะความตั้งใจสร้าง Active Aging Society สังคมผู้สูงวัยให้ยังกระปรี้กระเปร่า

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบ Landscape ในพื้นที่ จากปกติโครงการที่อยู่อาศัยถูกกำหนดให้มีสวนเพียง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่นี่กลับเลือกขยายไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด 

“เราอยากสร้างสวนให้ผู้สูงอายุจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความร่มรื่นหรือความสวยงาม แต่อยากเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งาน เราไปคุยกับผู้สูงอายุแล้วเขาบอกว่า อยากมีสวนไว้เดิน ไว้นัดเจอเพื่อน หรือบางทีก็แก้เครียด พวกเขาควรได้ใช้งานพื้นที่สีเขียว อีกอย่าง เราไม่อยากให้คนอยู่แต่บ้าน เราจะสร้างความท้าทายให้พวกเขาขยับและมีกิจกรรมทำตลอด” คุณทิมโมตี้เล่าความตั้งใจในการสร้างสวนขนาดใหญ่กลางโครงการ 

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

สวนแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยบริษัทภูมิสถาปนิกอย่าง Shma Company Limited ซึ่งได้รับรางวัลการันตีจากหลายเวที ทำให้สวนแห่งนี้มีทางเดินยาวที่ปลอดภัยสำหรับออกกำลังกายท่ามกลางธรรมชาติ ส่งผลดีต่อการบำบัดและฟื้นฟูร่างกายของผู้สูงวัย เพราะทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น รวมถึงมีสวนหินบำบัด ช่วยปรับสมดุลร่างกายให้ผู้สูงวัยรู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อเดินเท้าเปล่า 

นอกจากนี้ ยังสร้างให้ความกว้างของทางเดินใหญ่กว่าทางเดินปกติ (ประมาณ 1.5 – 2 เมตร) มากพอที่จะให้รถเข็นวีลแชร์เข็นผ่านสะดวก มีราวจับอย่างน้อย 1 ด้านตลอดเส้นทาง โดยออกแบบให้กลมกลืนไปกับตัวสวน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดิน พร้อมจุดนั่งพักทุก ๆ 30 – 50 เมตร ที่สำคัญคือ มีกล้องวงจรปิดกระจายอยู่ทั่วทั้งสวน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ก็ย้ำความตั้งใจในการออกแบบเพื่อมวลชนอย่างที่บอกไปข้างต้นได้เป็นอย่างดี 

อีกหนึ่งข้อสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการเป็นโครงการที่พักอาศัยกึ่งโรงเรียน

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

ไม่ว่าคุณจะอยากทำกิจกรรมอะไร แค่บอกมา ที่นี่ก็มีให้ ทั้งห้องคาราโอเกะ ห้องเกม ห้องอเนกประสงค์ ศาลาสมาธิในสวนไม้ไผ่ สระออกกำลังกาย ฟิตเนส ไปจนถึงลานกิจกรรมกลางแจ้ง

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

“เราบอกแล้วว่าจะท้าทายคุณไปเรื่อย ๆ เราจะให้ลูกบ้านออกไป Jin Wellbeing Farm ฟาร์มผักออร์แกนิก เดินออกไปทะเลสาบด้านหลัง แล้วถ้าเราทำเลนจักรยานรอบ ๆ เสร็จในระยะถัดไป ก็จะให้คุณขี่ไปหรือจะเดินรอบหมู่บ้านได้ กิจกรรมเยอะมากจนคุณจะไม่ได้อยู่เฉย ๆ” 

เราพาเดินมายังด้านหลังโครงการเฟสแรก พบกับแปลงกระบะผักสวนครัวทดลอง ที่ทางโครงการอนุญาตให้ลูกบ้านแต่ละหลังจับจองพื้นที่เป็นของตัวเองได้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคลายเหงาให้ชาวสูงวัย 

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา
ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

คุณทิมโมตี้ยังเสริมอีกว่า ยังมีคลาสสอนทำอาหาร คลาสพาไปวิ่ง จนถึงพาไปเที่ยวทริปทำบุญต่างจังหวัดแบบที่วัยเกษียณชอบใจ โดยมีคุณหมอคอยตามไปดูแลด้วย เรียกได้ว่าใส่ใจทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจกันทุกส่วน เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างครบองค์ในที่เดียว

ใส่ใจกันในทุกจุดขนาดนี้ ขนาดเราไม่ใช่คนสูงวัยยังอยากจับจองพื้นที่เอาไว้บ้าง เพราะทั้งร่มรื่นและน่าอยู่มากจริง ๆ

เตรียมตัวเกษียณ

ในอนาคต คุณทิมโมตี้บอกว่าพื้นที่ส่วนแรกด้านหน้าสุด พัฒนาเป็นโรงพยาบาลธนบุรี 3 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รองรับการรักษาได้เหมือนโรงพยาบาลทั่วไป และคาดว่าในเฟสต่อไป จะขยายหมู่บ้านเพื่อชาวสูงวัยออกไปยังจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไป

ชวนสำรวจที่อยู่แนวตั้งกึ่งโรงเรียน โรงแรม คอนโดมิเนียม และโรงพยาบาล ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ให้เกษียณได้แบบไม่เหงา

คนในวัยที่เริ่มนับถอยหลังอายุเข้าใกล้ 60 ปีหรือที่เกษียณแล้วก็ตาม เราคาดเดาเอาเองอย่างคนในวัยนี้ว่า หากแก่ตัวไป บ้านหลังใหญ่แต่เงียบเหงาอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ แต่อาจเป็นบ้านขนาดพอดีที่ตอบโจทย์ความต้องการให้เราแก่แล้วยังเก๋าอยู่ ได้เจอเพื่อนวัยเดียวกัน ยังได้ทำในสิ่งที่รักและชอบ รวมทั้งยังดูแลสุขภาวะกายและใจให้แข็งแรงอยู่ได้มากกว่าหรือเปล่า

เราคงไม่กล้าตอบแทนใคร แต่เชื่อว่าความตั้งใจของโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County) ได้สร้างอีกทางเลือกที่อยู่อาศัยของผู้สูงวัยในไทย ให้กลายเป็นสังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังได้ไม่มากก็น้อย

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load