คอลัมน์หมู่บ้านรอบนี้ เดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัย พร้อมกับคำถามว่า “เมืองที่ดี จะสร้างประชากรคุณภาพได้ไหม”

พกความคาดหวังนั่งชินคันเซนจากโตเกียวราว 1 ชั่วโมง 45 นาที และออกจากตัวเมืองเซนไดอีก 50 นาที เพื่อไปหาค้นคำตอบผ่าน ‘IZUMI PARK TOWN’ ต้นแบบเมืองในอุดมคติกับ คาสุยุกิ ฮิกุชิ (Kazuyuki Higuchi) ตัวแทนจาก Mitsubishi Estate Group ผู้มาเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้เติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาเมือง ทั้งในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อม โดยไม่ลืมสร้างความยั่งยืนให้กับประชากรทั้งทางตรงและอ้อม 

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบพื้นที่ ตัวอาคารบ้านเรือน กฎ-ข้อกำหนดที่ทุกคนสร้างขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกัน ซึ่งที่นี่ยังเป็นเมืองต้นแบบที่ AP Thai บริษัทอสังหาริมทรัพย์ร่วมมือกับ มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (MEC – บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป) นำองค์ความรู้มาปรับใช้พัฒนาโครงการแนวราบด้วย

IZUMI PARK TOWN ต้นแบบเมืองอุดมคติ สร้างประชากรคุณภาพคืนสังคมด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย

เปลี่ยนภูเขาเป็นเมือง

IZUMI PARK TOWN อยู่ในเมืองเซนได จังหวัดมิยางิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นโปรเจกต์สร้างเมืองที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีและความยั่งยืนรอบด้านโดย Mitsubishi Estate Group เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1974 หรือราว 50 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นขาดแคลนที่ดินสำหรับอยู่อาศัย ทางรัฐบาลจึงมีนโยบายอยากผลักดันให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์รีบสร้างที่อยู่อาศัยออกมาให้เร็วที่สุด 

เมื่อ มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป เล็งเห็นสิ่งนี้ และรับการขอร้องมาจากทางหน่วยงานองค์กรท้องถิ่นของเมืองเซนไดโดยตรง แผนสร้างเมืองในอุดมคติที่การอยู่อาศัยร่วมกันระหว่าง คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ เป็นไปอย่างพึ่งพากัน ทั้งยังตั้งใจให้เป็นเมืองแห่งธุรกิจครบวงจร แผนในมือจึงก่อตัวเป็นรูปร่าง

IZUMI PARK TOWN ต้นแบบเมืองอุดมคติ สร้างประชากรคุณภาพคืนสังคมด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย

เดิมพื้นที่ก่อนเป็นเมืองใหม่คือภูเขา มีแหล่งน้ำธรรมชาติไหลส่งไปยังพื้นที่ทำการเกษตรด้านล่าง หากจะซื้อภูเขาทั้งลูกนี้ ต้องกระทบกับไร่ นา สวน ของชาวบ้านแน่ๆ สิ่งที่มิตซูบิชิทำก่อนลงมือพัฒนาตามแผน คือ สร้างระบบชลประทานและน้ำประปาให้จ่ายไปอย่างทั่วถึง โดยดึงน้ำจากแม่น้ำทางด้านขวาสุดของภูเขามาแทน ซึ่งนอกจากเป็นการคืนแหล่งน้ำให้ธรรมชาติ การทำเช่นนี้ยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในบางช่วง เมื่อทุกอย่างลงตัว เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของภูเขาแห่งนี้จึงตกลงขายที่ให้

ส่วนบ่อน้ำนั้นก็ยังเก็บไว้เหมือนเดิม แต่ปรับปรุงภูมิทัศน์รอบๆ ให้กลายเป็นสวนสาธารณะแทน

IZUMI PARK TOWN ต้นแบบเมืองอุดมคติ สร้างประชากรคุณภาพคืนสังคมด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย

ตัวเมืองสร้างขึ้นด้วยปรัชญาที่เรียกว่า Park Town Mind ให้ความสำคัญเรื่องชุมชนแห่งการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงสร้างมาเพื่อขายหมดแล้วก็จบกัน แต่มิซูบิชิจะอยู่เพื่อพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ หลังจากนี้อีกอย่างน้อย 40 ปี

ตลอดระยะ 50 ปี แผนสร้างเมืองแบ่งออกเป็น 5 เฟส และพัฒนาไปทีละจุด จนกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรราว 25,000 คน

สิ่งที่น่าสนใจตามมาคือ แผนการสร้างเมื่อ 50 ปีก่อนยังทำได้ตามแผนเดิมเกือบหมดทุกอย่าง โดยในแต่ละยุคสมัยมีการประเมินว่า ต้องทำอะไรถึงจะทำให้คุณภาพชีวิตในแต่ละยุคนั้นดีขึ้นได้ และการบริหารจัดการเมืองยังเกิดขึ้นภายใต้ความตกลงร่วมกันของผู้คนในเมืองเอง ที่ตั้งใจการรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

IZUMI PARK TOWN ต้นแบบเมืองอุดมคติ สร้างประชากรคุณภาพคืนสังคมด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย

ในพื้นที่ 10.74 ตารางกิโลเมตร (6,712.5 ไร่) ครอบคลุมทุกกิจกรรมในชีวิต เพียบพร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่สำหรับการศึกษา การทำอุตสาหกรรม การทำธุรกิจ ไปจนถึงการพักผ่อน ปัจจุบันเริ่มพัฒนามายังเฟสที่ 6 แล้ว โดยภายใน IZUMI PARK TOWN แบ่งเป็น 4 โซนใหญ่ๆ ได้แก่

พื้นที่สำหรับอยู่อาศัย (Living) มีบ้านในโครงการมากกว่า 10,000 หลัง สำหรับแบบบ้านมีให้เลือกทั้งหมด 21 แบบตามระดับราคา ที่ดิน และทำเล

พื้นที่ในเมือง (Urbanization) เป็นที่ตั้งของโรงเรียน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และเอาต์เล็ตเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

พื้นที่สำหรับการพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ (Recreation) เช่น สนามกอล์ฟซึ่งเป็นโครงการเอกชนไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่มีสนามกอล์ฟในโครงการที่อยู่อาศัย และยังมีสนามเทนนิส สนามขี่ม้าด้วย

และแหล่งธุรกิจสำคัญของเมือง แบ่งเป็นเขตโรงงาน เขตสำนักงานต่างๆ (Working) โดยแยกเขตอุตสาหกรรมหนักและเบาออกจากกันอย่างชัดเจน ส่วนมากเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนไอที ธุรกิจการขนส่ง โกดังเก็บของต่างๆ รวมไปถึงโรงงานผลิตสินค้าหลากหลายและงานบริการ

IZUMI PARK TOWN ต้นแบบเมืองอุดมคติ สร้างประชากรคุณภาพคืนสังคมด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย

 การอยู่อาศัยอย่างรับผิดชอบร่วมกัน

การออกแบบเมืองแห่งนี้เกิดขึ้นอย่างมีแบบแผน ควบคุมเรื่องการดีไซน์อาคารบ้านเรือน ไปจนถึงการแบ่งโซน และการสร้างภูมิทัศน์นั้นก็น่าสนใจมาก เพราะนอกจากกำหนดผลลัพธ์ได้อย่างที่อยากเห็น อีกนัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตลอดจนวิธีการดูแลรักษาพื้นที่ส่วนรวม และกฎเกณฑ์ที่ทุกคนสร้างขึ้นมา ทำให้เกิดความเคารพซึ่งกันและกัน โดยปลูกฝังความมีวินัยแก่ชาวเมืองให้เคารพกฎของการอยู่ร่วมกัน จนเกิดเป็นสังคมคุณภาพอันสงบสุข มีความเกรงใจ ขณะเดียวกันก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย

ระยะทางตลอดการเดินสำรวจบ้านแต่ละโซน จะเห็นว่าไม่มีหลังไหนโดดเด่นไปกว่ากัน แม้มีหน้าตาคนละรูปแบบ คุณคาสุยุกิเฉลยว่า ที่เป็นอย่างนั้นเพราะการออกแบบบ้าน การเลือกใช้สีทาบ้าน ไปจนถึงหลังคา ต้องคำนึงถึงชุมชนโดยรวมเสมอ

“ที่นี่มีข้อกำหนดว่าหลังคาบ้านต้องเป็นสีโทนเย็น และต้องมีความลาดชันเท่าๆ กัน กำหนดสีตัวบ้านว่าให้เป็นสีแนวธรรมชาติที่เข้ากับสีเขียว ห้ามใช้สีฉูดฉาด แล้วก็มีกฎเรื่องระยะห่างจากบ้านกับถนน เพื่อไม่ให้ตัวบ้านเขยิบลึกเข้าไปจากถนนมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ดูไม่สวย ไปจนถึงความสูง คือห้ามสร้างเกินสองชั้น ทำให้ภาพรวมออกบ้านทุกหลังดูไปในทิศทางเดียวกัน”

นับว่าเป็นอีกข้อดีอันดับต้นๆ ของการพัฒนาพื้นที่ใหม่ซึ่งไม่เคยมีคนอาศัยอยู่ก่อนเลย เพราะสร้างหรือกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ง่าย และที่นี่ยังกำหนดให้มีพื้นที่สำหรับส่วนรวมเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เมื่อคุ้นเคยกันดี พวกเขาก็จะสอดส่องดูแลความปลอดภัยซึ่งกันและกันเองโดยอัตโนมัติ

ออกแบบเมืองภูเขาที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิต ให้คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาในเซนได ประเทศญี่ปุ่น

ความร่มรื่น สดชื่นสบายตาจากพืชพรรณน้อยใหญ่ตลอดทาง ก็เป็นอย่างแรกๆ ที่ปะทะความรู้สึกทันทีเมื่อมาถึง

สำหรับพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย ตามกฎหมายจำเป็นต้องพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด นอกจากสร้างสวนสาธารณะ ที่นี่ใช้วิธีให้บ้านทุกหลังปลูกต้นไม้กั้นเป็นแนวรั้ว เป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวอีกทาง

“เราก่อตั้งสมาคม จากกลุ่มคนที่อยากดูแลพื้นที่สีเขียวในโครงการ โดยผู้อยู่อาศัยทุกคนช่วยกันออกเงินสร้างองค์กรนี้ขึ้นมาและจ่ายเงินเดือนให้คนทำงาน เพื่อช่วยปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางและต้นไม้รอบๆ เช่น ตัดเล็มต้นไม้ ดูแลกำจัดวัชพืชต่างๆ ถือว่าเป็นระบบที่ค่อนข้างแปลกใหม่ในญี่ปุ่น โดยทั่วไปจะดูแลบ้านใครบ้านมัน ซึ่งการร่วมมือกันแบบนี้ทำให้ควบคุมวิวเมืองให้สวยเหมือนกันได้ด้วย

“ส่วนการปรับปรุงดูแลพื้นที่ในโครงการทั้งหมด ส่วนใหญ่จัดการโดย Mitsubishi ด้วยรายได้จากการปล่อยที่ให้เช่า เช่น ห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต เราไม่ได้ขายหมดทั้งโครงการ เลยทำให้มีเงินมาดูแลโปรเจกต์ต่อไปได้เรื่อยๆ” คุณคาสุยุกิอธิบายแผนการดูแลเมืองอย่างยั่งยืนที่คิดไว้แต่แรกให้ฟัง ก่อนพาเดินสำรวจถนนต่อ

ออกแบบเมืองภูเขาที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิต ให้คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาในเซนได ประเทศญี่ปุ่น

เมืองที่ใส่ใจคนในเมือง

ไม่เพียงพื้นที่สีเขียว สิ่งแวดล้อมในโครงการทั้งสิ่งก่อสร้างก็ดี หรือการคมนาคมก็ได้รับการออกแบบอย่างให้ความสำคัญทุกส่วน ทั้งเรื่องถนนที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของลูกบ้าน ถนนสายหลักไม่มีการเชื่อมต่อเข้าตรงสู่ตัวบ้าน โดยกำหนดให้เป็นถนนเส้นยาวตลอดสาย คดเคี้ยวน้อย และพื้นที่สี่แยกถูกทดแทนด้วยสามแยกรูปตัว T เป็นส่วนใหญ่ เพื่อบังคับให้ต้องหยุดมอง ซึ่งช่วยเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้มาก

ออกแบบเมืองภูเขาที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิต ให้คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาในเซนได ประเทศญี่ปุ่น

อย่างที่รู้กันดีว่าที่ดินในญี่ปุ่นนั้นราคาแพงแสนแพง และหากคิดจะมีรถสักคัน ต้องมั่นใจว่ามีที่จอดรถแน่ๆ บ้านในเมือง IZUMI จึงได้รับการออกแบบให้มีที่จอดรถเพียงพอ และคิดเผื่อการมีรถเพิ่มในอนาคตไว้ให้ด้วย ฉะนั้นไม่มีทางเห็นบ้านไหนเอารถมาจอดหน้าบ้านให้เป็นปัญหาเลย

แม้คนส่วนใหญ่มีรถส่วนตัว ทั้งจักรยานและรถยนต์ แต่ที่นี่ก็ยังสนับสนุนให้ใช้ Community Bus หรือรถโดยสารชุมชน ซึ่งตั้งใจให้คนได้ใช้บริการอย่างทั่วถึง จึงทำราคาให้ถูกลง ที่น่าทึ่งคือเรื่องสัดส่วนประชากรในอนาคต พวกเขาคิดล่วงหน้ามาเกิน 10 ปี ว่าวันหนึ่งจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และเห็นว่ามีคนวัยนี้ย้ายเข้ามาอยู่อย่างต่อเนื่อง เลยเพิ่มบริการพิเศษเป็นรถบัสที่ดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะไว้ก่อนแล้ว

ออกแบบเมืองภูเขาที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิต ให้คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาในเซนได ประเทศญี่ปุ่น

ความยั่งยืนต่อทุกสรรพสิ่ง

ในวันนี้ IZUMI PARK TOWN กลายเป็นโมเดลการสร้างเมืองเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่ และเป็นหน่วยเล็กย่อยในการขับเคลื่อนประเทศ พิสูจน์ให้เห็นว่า เมืองที่ดีสร้างประชากรคุณภาพกลับคืนสู่สังคมได้

แต่ก็ใช่ว่าที่นี่จะไม่เคยเกิดปัญหา ทั้งปัญหาดินทรุด หรืออุบัติเหตุจากถนนสี่แยกที่มากเกินไป แต่ก็ได้รับการปรับแก้ไขอย่างรวดเร็ว และด้วยเป็นโครงการที่มีแผนก่อสร้างระยะยาว ความต้องการในแต่ละยุคสมัยของผู้คนก็จะต่างไปเรื่อยๆ พวกเขาจึงไม่หยุดศึกษาและพัฒนาให้เมืองนี้ดีพอสำหรับครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน จนถึงผู้สูงอายุ 

มากไปกว่านั้น ยังเป็นเมืองปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาพักผ่อน และได้กลายเป็นพิมพ์เขียวของเมืองในอุดมคติอย่างแท้จริง จากการออกแบบเมืองที่เป็นระบบ สร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมเดิมและสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ที่หยั่งรากความยั่งยืนต่อไปสู่จิตใจชีวิตคน ทั้งยังคิดถึงชุมชนอื่นนอกเมือง ซึ่งน่านำองค์ความรู้นี้มาปรับใช้ในการพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์บ้านเรา

เผื่อว่าสักวัน นอกจากที่อยู่อาศัยจะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างคนคุณภาพเพิ่มให้กับเมืองได้บ้าง

หวังให้เป็นเช่นนั้น

ออกแบบเมืองภูเขาที่ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิต ให้คน สิ่งก่อสร้าง และธรรมชาติ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาในเซนได ประเทศญี่ปุ่น

ภาพ : AP Thai

Writer & Photographer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้าคุณครอบครองพื้นที่ใจกลางเมืองสักผืน คุณจะทำอะไรกับที่ดินนั้น 

เราเจอหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่าง ‘สินธร วิลเลจ’ โครงการ Mixed Use บนที่ดิน 42 ไร่ ที่เลือกใช้ที่ดินใจกลางเมืองย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีผืนนั้น สร้างที่อยู่อาศัยเพียงครึ่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือปรับปรุงเป็นสวนให้กับลูกบ้าน ลูกค้า และเมืองโดยรอบ แถมอาคารที่พักอาศัยและโรงแรมได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งนั่นถูกคิดเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ตระหนัก และพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่นทุกวันนี้ 

มากไปกว่านั้น พวกเขาออกแบบแม้กระทั่งทิศทางลมและแสงแดด คิดใหญ่ในดีเทลเล็กน้อย แถมคิดเผื่อให้อยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนอีกเป็นร้อยปี 

ยิ่งได้พูดคุยก็พบว่าความคิดอย่างลึกซึ้งเหล่านี้ มาจากความเชื่อและความตั้งใจแสนเรียบง่ายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ผู้บริหารยุคเริ่มต้น นั่นคือ อยากสร้างคุณภาพชีวิตด้วยคำว่า ‘อยู่สบาย’ บนพื้นที่ใจกลางเมือง ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแสง ลม และต้นไม้ ซึ่งคือเรื่องพื้นฐานที่สุด จนเราอยากพาทุกคนเข้าไปค้นแนวคิดเบื้องหลังว่าโครงการนี้ทำอย่างไร และคุณอาจทึ่งกับแนวคิดของสินธร วิลเลจ ไม่ต่างกัน 

เป็นที่มาให้คอลัมน์หมู่บ้านชวน คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาคารบริษัท สยามสินธร จำกัด มาเล่าให้ฟัง ถึงเบื้องหลังความเจ๋งของการออกแบบและลงมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจนทำให้คนอยู่สบายใจที่สุด 

ทำไมต้องอยู่สบาย

“คุณอาจสงสัยว่า เราทำทำไม ความเชื่อของเราคือ อยากทำโครงการที่อยู่อาศัยที่คนมาอยู่แล้วดี จากการมีสภาพแวดล้อมดี ๆ ทั้งความปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงความสะดวกสบาย”

คุณสืบพงษ์ชวนเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บนพื้นที่ศักยภาพสูงกลางเมือง หลายคนอาจอยากจับจองพื้นที่เพื่อเดินหน้าปลูกสร้างโครงการต่าง ๆ เต็มอัตรา แต่โครงการสินธร วิลเลจ ไม่ได้คิดเช่นนั้น 

จุดตั้งต้นของโครงการนี้ คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้มีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติ

“ที่ดินย่านหลังสวนมีคาแรกเตอร์พิเศษมาก เพราะว่าแม้จะอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นการไปมาหาสู่ที่สะดวก เข้าออกง่ายได้จากหลายทาง เช่น เข้าทางซอยหลังสวน ตัดถนนสารสิน ไปออกถึงถนนวิทยุ ก็เดินทางได้สะดวก ช่วงเย็น ๆ หลัง 5 โมงเย็นแถวนี้กลับสงบและมีความเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่ชานเมือง เลยมองเห็นศักยภาพของที่ดินแบบนี้ ในประเทศไทยยังขาดที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมดี ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่และผู้พัฒนาโครงการดูแลรักษาพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ และบริการอย่างดีหลังซื้อ ไปจนตลอดการใช้งาน” คุณสืบพงษ์อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน 

และหากดูพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเป็นทั้งย่านธุรกิจ อยู่ใกล้กับสถานทูต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงสาธารณูปโภคครบครันและมั่นใจได้ เช่น หากเกิดน้ำไม่ไหลหรือไฟดับขึ้นมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 

ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างอาคารเต็มในทุกตารางเมตรได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ ทำไมที่นี่ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเพียงครึ่งเดียว

“เราอยากสร้างคุณภาพชีวิตติดสวนกลางเมือง จึงเลือกขยายสวนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มี Open Space ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่มองไม่เห็น นั่นคือการที่เรามีพื้นที่สีเขียวมหาศาลจากการลงมือปลูกและออกแบบพื้นที่ให้มองเห็นสวนได้จากทุกมุม ที่สำคัญ คือทำให้คนอยู่สบาย Worry Free ทั้งสุขภาพจิตที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” 

เขาเล่าต่อว่าสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่สนใจมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดโครงการ เทียบกันแล้วเมืองไทยในเวลานั้นให้ความสำคัญน้อยมาก แต่ที่นี่ก็ยังคงยึดแนวคิดที่ตั้งใจอยากให้คนอยู่สบายภายใต้พื้นที่สีเขียว พร้อมกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เช่น การออกแบบหน้าต่างกว้างเพื่อรับแสง แต่ก็มีกระจกกั้นถึง 3 ชั้นเพื่อป้องกันความร้อน และยังมีอีกหลายส่วนที่เราจะค่อย ๆ พาขยายรายละเอียดลงไปต่อจากนี้ จนทำให้โครงการสินธร วิลเลจ ได้รับรองตามมาตรฐาน Green Building จากการออกแบบที่พวกเขาคิดทำตั้งแต่แรก

อยู่แบบไหนถึงจะสบาย

ความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ได้รอบด้าน คือสิ่งที่เราขอใช้ตอบคำถามว่าจะอยู่อย่างไรให้สบาย เมื่อได้ลองสมมติตัวเองแทนใจลูกบ้านที่นี่ ก็ค้นพบว่านอกจากพื้นที่สวนขนาดยักษ์ที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติแม้อยู่กลางกรุงแล้ว การสร้างพื้นที่ให้รองรับทุกความต้องการ โดยเฉพาะการรวมเอา Complex Building เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันเป็น Community ซึ่งทำให้โครงการสินธร วิลเลจ แตกต่างจากที่อื่น

แค่บรรยากาศเมื่อเดินก้าวแรกเข้าไปใน Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาและดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมกับความผ่อนคลายตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงห้องพัก แถมต่อให้เราอุ้มสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและแยกชั้นพักให้อย่างไม่รบกวนกัน 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมหลากหลายของที่นี่ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แถมด้วยพรีเมียมเซอร์วิสที่ทางโครงการลงมาดูแลด้วยตัวเองทั้งการบริการและการบำรุงรักษา เราแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งความ Worry Free แบบนี้เองทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ

และความต่างแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือ ที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok นอกจากจะทึ่งกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัย และการออกแบบให้กลมกลืนไปกับพื้นที่สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเป็น Wellness Hotel เต็มรูปแบบที่แรกของไทย ใส่ใจสุขภาพขนาดมีศูนย์บริการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย การสร้างสุขภาวะที่ดีในการพักผ่อนที่เกิดขึ้นจึงทำให้อยู่แล้วสบายทั้งกายและใจ 

ที่สำคัญ ยังมี Velaa Langsuan ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต กระทั่งสวนสำหรับพักผ่อนเอาไว้ครบ จบในที่เดียว ลูกบ้านที่นี่เลยได้ใช้ชีวิตภายในโครงการอย่างสะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลว่าการรวมกันแบบ Complex นี้เองที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

แก้ไขจุดที่ไม่สบายกายและใจ

เห็นรู้รอบและรู้ลึกเรื่องการออกแบบให้คนอยู่สบายรอบด้านเช่นนี้ นั่นเกิดจากการรวบรวม Pain Point ที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ มาจับจุดอย่างดี แล้วใช้โครงการสินธร วิลเลจ เพื่อแก้ปัญหาปวดใจให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องอยากอยู่แบบเลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มี ถึงเรื่องน้ำ ไฟ แอร์เสีย และต้องเรียกช่างมาซ่อมเอง สยามสินธรก็แก้โจทย์เหล่านี้ให้ลูกบ้านด้วยความเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์แบบสบายใจที่สุด เพราะทางโครงการเป็นนิติบุคคลเอง รวมทั้งให้ผู้พัฒนามาเป็นผู้ดูแลเองด้วย ลูกค้าจึงมั่นใจได้

อีกทั้งยังมีการคิดถึงทำเลกลางเมืองให้คนอยู่สบาย ไปมาหาสู่สะดวก รองรับ Senior Living และคนหลายเจเนอเรชันให้บริหารชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงพาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ “เราพบว่าคนชอบและอยากอยู่ที่นี่ ข้อแรกเพราะมีสวน ข้อที่สองเพราะบรรยากาศดี และข้อสามคือสะดวก เขาบาลานซ์ชีวิตได้ อยากกลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก็ทำได้”

และใครจะไปคิดว่าขนาดที่จอดรถ พวกเขาก็ลงลึกถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรให้จอดรถสบาย ไม่คับแคบ ไม่ชิดรถคันข้าง ๆ หยิบของสะดวก ด้วยการออกแบบช่องจอดรถขนาดกว้างและยาวกว่ามาตรฐาน แถมยังดีไซน์โดยการดึงแสงธรรมชาติและดึงระบบปรับอากาศลงชั้นใต้ดิน เพื่อตอบโจทย์ความสบายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างคนที่เข้าใจ

การให้พื้นที่เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว คืออีกข้อสำคัญที่ทำให้ความสบายใจเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่มอบพื้นที่เผื่อได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่เห็นได้ชัด อย่างทางเดินที่กว้างกว่า 2 เมตร

ต่อให้เราเดินถือของมา 2 คนก็ไม่เบียดเสียด และตลอดการใช้งานภายในอาคารถึงห้องพัก ก็คิดมาอย่างดีถึงการเดินทางที่สบายไร้รอยต่อ

  ความให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างทางเดินเข้าห้องที่ไม่มีห้องตรงข้าม และเมื่อเข้าห้องพักไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบ เพราะแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย อีกทั้งหน้าต่างบานใหญ่ บรรยากาศดีจนมองออกไปแล้วไม่เหมือนอยู่ในห้อง การเก็บเสียงได้เงียบสนิทด้วยประตู Drop Seal รวมถึงทำผนัง 2 ชั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น ก็เพื่อตัดเสียงรบกวนและกันความร้อน รวมถึงยังแยกระบบปรับอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ต่อให้ห้องข้าง ๆ หรือเราจะทำอาหารก็ไม่มีเสียงและกลิ่นเล็ดลอดอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่ไปรบกวนกัน กลายเป็นความสงบและเป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้

นอกจากนั้น ความสบายยังเกิดขึ้นตั้งแต่โถงลิฟต์ที่คิดมาจากโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องรอนาน กลายเป็นลิฟต์ 4 ตัวในพื้นที่ 200 ยูนิต ใช้สเปซเยอะหน่อยแต่ผู้อยู่รู้สึกสบาย 

คำว่าอยู่สบายอีกข้อหนึ่ง ก็มาจากการคิดที่เรียบง่ายที่สุด คือการสัมผัสธรรมชาติอย่างสัจจะ ด้วยการออกแบบให้เห็นแสงธรรมชาติจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น วางผังให้รับทิศทางลมเป็นอย่างดี และออกแบบอุณหภูมิให้รู้สึกสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่ลงลึกถึงเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ แค่เราเองที่เดินเข้ามาสัมผัสภายในห้อง ก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศอยู่สบายจริง ๆ ซึ่งอีกข้อดีโดยตรงจากออกแบบทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ทำให้ที่นี่เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ Kempinski Residence อีกหนึ่งโครงการในสินธร วิลเลจ Mixed Use ที่ตอบโจทย์เรื่องความสบายในการบริหารจัดการชีวิตทุกด้าน มีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Complex ที่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายประเภท บริการด้านสุขภาพ โรงแรม และพื้นมีสีเขียวขนาดมหึมา ให้ลูกบ้านได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความผ่อนคลาย

อาคารยั่งยืนที่ให้สิ่งแวดล้อมสบายไปด้วย

ด้วยความตั้งใจอันดีแต่แรกของ โครงการสินธร วิลเลจ เลยประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก U.S. Green Building Council ซึ่งรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง การอยู่อาศัย จนถึงการดูแลอาคารให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ 

“แม้เราจะทำทุกระบบให้ได้ตามมาตรฐาน LEED อาคารที่เป็นผู้นำด้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ จนถึงเติมอากาศบริสุทธิ์ในระบบจนคนนอนหลับได้ลึกขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่สุดท้ายมันเกิดผลดีจนลูกค้ามาบอกเราว่า ‘พี่อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ สุขภาพก็ดีขึ้น หลับสบาย’ นี่ต่างหากที่เราต้องการ เราเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนมาก แต่ทำพื้นฐานให้ดี ออกแบบให้เป็น Timeless Design ต่อให้นานแค่ไหนก็ยังสวยได้ เราคิดกันแบบนี้ ตรง ๆ เลย” 

ผลพลอยได้นี้ เลยกลายเป็นว่าอาคารที่ออกแบบอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบอาคารให้คนอยู่สบายนั่นเอง เช่น Façade และกระจกที่ช่วยกันไม่ให้ความร้อนเข้าไปสะสมในตัวตึก การระบายลมที่ดีช่วยลดใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการสร้างมลพิษ ทั้งยังใส่ใจเรื่องคุณภาพอากาศภายในด้วยการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ส่วนภายนอกอาคารก็ห้อมล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวช่วยฟอกอากาศ ไปจนถึงทำให้การบำรุงรักษาน้อยและง่ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งใจให้อาคารอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองเหล่านี้ ก็เป็นแนวคิดอย่าง Sustainability ต่อผู้คนและสังคมโดยรอบด้วย

พักสบาย ๆ ท่ามกลางสวนกลางเมือง

คุณสืบพงษ์พูดถึงพื้นที่สีเขียวอยู่บ่อยครั้งตลอดบทสนทนา เพราะสวนคือธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติคือการเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใคร

ต้นไม้เก่าของพื้นที่ทั้ง 60 ต้นยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการดูแลโดยรุกขกร พร้อมทั้งนำต้นไม้ใหม่เข้ามาลงเกือบ 300 ต้น วางแผนปลูกกันถึง 1 ปี เพราะอยากให้ที่นี่เป็นที่อยู่ในสวนหรือ Living in the Park อย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้

“วันเปิดโครงการจะเป็นวันที่ต้นไม้เราสวยน้อยที่สุด เพราะเราวางให้ต้นไม้ต้องโตไปเรื่อย ๆ เราออกแบบระบบนิเวศของต้นไม้หมด ทั้งต้นเตี้ย กลาง และสูง แต่ละชั้นเรือนยอดก็จะทำหน้าที่ต่างกันไป ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้กลับมาอีกครั้ง” การวางผังสวนของที่นี่ไม่ง่าย คุณสืบพงษ์บอกเช่นนั้น ต้องช่วยกันคิดกับสถาปนิกอยู่หลายรอบ จนได้ออกมาเป็นพื้นที่สีเขียว 3 ผืนใหญ่ เพื่อให้ทุกตึกในสินธร วิลเลจ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติและใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างถ้วนทั่ว

“ผมถามลูกค้าสูงอายุว่าทำไมถึงเลือกบ้านสินธร ซึ่งเป็นตึก Low Rise เขาตอบกลับมาว่า ‘พี่อยากตื่นมาได้ยินเสียงนก อยู่ชั้นล่างยังได้ยินเสียงนกบนยอดไม้’ ผมคุยกับเขาไป พร้อมมองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เป็นกิ่งและยอดต้นเป็นชั้น ๆ จากในห้อง ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด” 

นอกจากสวนสีเขียวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการสินธร วิลเลจ สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิม และสร้างความสบายใจในการอยู่ เรื่องพื้นที่สีเขียวนั้นก็ยังเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารในโครงการได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่ามานี้ จึงช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 5,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบแล้วเทียบเท่ากับสวนลุมพินีอีกกว่า 7.5 สวน ดังนั้น คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ เหมือนสร้างสวนขนาดใหญ่แบบถาวรให้กับกรุงเทพฯ

สังคมก็อยู่ได้สบาย

นอกจากจะให้ลูกบ้านอยู่สบายแล้ว การคิดอย่างรอบด้านเพื่อให้ชุมชน สังคมรอบข้างอยู่สบายด้วย เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นจากที่นี่ ตั้งแต่เราเดินทางเข้ามา จะได้เห็นทางเดินเท้าของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด แถมถนนภายในโครงการยังเปิดให้คนจากถนนรอบ ๆ ใช้ได้ เรียกว่าไม่ทิ้งชุมชนซึ่งเป็นหนึ่งใน Stakeholder

ต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายริมถนนของโครงการนี้เองที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาว่า ไม่ใช่การสร้างสวนเพื่อลูกบ้าน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากสดชื่นและแสนร่มรื่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนโดยรอบหันมาใส่ใจการสร้างพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอีกก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาที่ทำไว้ก็จะกลับไปสู่ 3 แนวคิดตั้งต้นของการสร้างที่นี่ อย่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด

ถอดบทเรียนที่ทำให้ผู้อยู่สบายที่สุด

เห็นความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้น ตัวแทนโครงการอย่างคุณสืบพงษ์ก็บอกว่าไม่ง่ายเลย 

เราว่าความเป็นผู้ให้ จริงใจ และซื่อสัตย์ เลยทำให้พวกเขามี Mindset ว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้ลูกค้าอยู่สบายเป็นหัวใจหลัก และต่อยอดเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามมาทั้งหมดในโครงการ

ข้อสอง จากที่เราสังเกตเห็น พวกเขามีวิธีการส่งแนวความคิดนี้ไปถึงทุกคนในโครงการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่ทีมงานทุกคนมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน การส่งต่อคุณค่าและคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกนี้เอง เราจึงหายสงสัยได้ไม่ยากว่าทำไมโครงการนี้ถึงประสบความสำเร็จ

อย่างที่สามคือ สร้างการมีส่วนร่วม โดยให้ Stakeholder รอบ ๆ เข้าใจพวกเขา ทั้งการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชนจริง ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว เราเองก็เชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ความคิดต่าง ทำต่าง รวมถึงการเป็นผู้ให้นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ และเราเชื่อว่าสินธร วิลเลจ กำลังดำเนินไปในแนวทางนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่สบายทั้งกายและใจในทุกมิติให้เกิดขึ้นจริง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load