โบกี้รถไฟสีแดงของ JR Kyushu สาย Hisatsu Line ค่อยๆ พาเราลัดเลาะเลียบแม่น้ำคุมะกะวะ จากสถานียัตสึชิโระไปยังสถานีฮิโตโยชิ จากที่นั่นเราจะเดินทางต่อด้วยรถยนต์เพื่อไปหมู่บ้านในหุบเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดคุมาโมโตะบนเกาะคิวชู หมู่บ้านนี้มีแม่น้ำคาวาเบะไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ที่นั่นมีชาวบ้านรอพวกเราอยู่

เราเลือกรถไฟเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางไปยังหมู่บ้าน เหตุผลไม่ซับซ้อนอะไร แค่เพราะเรารักการเดินทางโดยรถไฟ ชอบมองภาพเคลื่อนไหวของภูเขา แม่น้ำ ทะเล ผ่านกรอบหน้าต่างเก่าๆ ของรถไฟไทย ภาพมัวๆ ของท้องนาผ่านหน้าต่างเปียกฝนของรถไฟอินเดีย เมื่อมีตัวเลือกระหว่างการขับรถมุ่งตรงเข้าหมู่บ้านเลย กับการนั่งรถมาขึ้นรถไฟและนั่งรถเข้าหมู่บ้านอีกรอบ เราจึงไม่รีรอที่จะบันทึกตารางรถไฟไว้ในตารางการเดินทางครั้งนี้

Itsuki ญี่ปุ่น

ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมขบวนหัวใจพองโตแค่ไหน แต่หัวใจฉันอมยิ้มไปตลอดเส้นทาง แอบนึกขอบคุณ คุณเอจิ มิโตะโอะกะ (“ผู้เปลี่ยนรถไฟให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุข”-ข้อความจากกระดาษหน้าแรกของหนังสือ ทางรถไฟสายดาวตก) ไปกับคุณก้อง แม้จะไม่มั่นใจนักว่ารถไฟขบวนที่นั่ง คุณมิโตะโอะกะได้เป็นผู้ออกแบบหรือเปล่า และเห็นด้วยทุกประการกับข้อความในหนังสือ “รถไฟไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะที่ให้บริการขนส่ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการมอบความสุขและความสนุกระหว่างการเดินทางให้กับผู้โดยสาร” ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่เป็นเพื่อนเดินทางไปกับพวกเราบนโบกี้รถไฟด้วย 

  ผู้โดยสารที่จับจองที่นั่งอยู่บนรถไฟทั้งหมดคือชาวญี่ปุ่น ไม่แน่ใจนักว่าพวกเขาเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนพวกเรา หรือเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่พวกเขาเดินทางไปกลับกันเป็นประจำ เสียงหัวใจของพวกเราทุกคนเต้นดังโครมครามตั้งแต่เริ่มก้าวเท้าขึ้นไปบนโบกี้ แน่นอนว่าอาการนี้เกิดขึ้นเพราะได้ขึ้นรถไฟขบวนนี้ แต่หัวใจของทุกคนเต้นหนักมากกว่าที่ควร เพราะเพิ่งวิ่งมาจากร้านกาแฟ Cafe Mic เพื่อให้ถึงสถานีทันเวลารถไฟออกเดินทาง

Itsuki ญี่ปุ่น

พวกเราระงับอาการตื่นเต้นและปิดวาจาทันทีที่เห็นกิริยาสำรวมของผู้โดยสารคนอื่น ต่างคนต่างหาที่ยืนส่วนตัวเพื่อเฝ้าดูภาพเคลื่อนไหวของภูเขาและแม่น้ำที่สวยที่สุดผ่านกระจกใสๆ ของรถไฟญี่ปุ่น เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งบนรถไฟนั้นนานพอสำหรับการทานอาหารที่เราเลือกซื้อมาจากร้านแห่งหนึ่ง แต่ฉันเลือกหยิบเอาลูกพลับออกมาเป็นอาหารกลางวันแทนเบนโตะในถุง เพราะยังไม่อยากละสายตาไปจากภาพเคลื่อนไหวของภูเขาลูกแล้วลูกเล่า และยังอยากเฝ้าดูสถานีระหว่างทางทุกสถานี

พูดถึง Cafe Mic แล้วก็อยากเล่าต่อ คาเฟ่มิคเป็นร้านกาแฟของ คุณอากิระ อิซึมิ ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวที่มีชื่อเสียงของยัตซึชิโร เขาเกิดและเติบโตที่นี่ แต่ย้ายออกไปเพื่อเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ตัดสินใจกลับบ้านเกิดมาพร้อมภรรยาเพื่อเปิดคาเฟ่ในปี 1967 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สำหรับงานศิลปะ ดนตรี และกาแฟดีๆ เดิมทีที่นี่เคยเป็นร้านกิโมโนเก่าของคุณพ่อ คุณอากิระมักจะเปิดเพลงแจ๊สที่เขาชื่นชอบให้ลูกค้าในร้านฟังเป็นประจำ หลังจากภรรยาเสียชีวิตลง ลูกสาวของเขาก็มาช่วยพ่อดูแลร้าน ที่นี่มักจะเป็นที่จัดนิทรรศการของศิลปินและอีเวนต์ต่างๆ อยู่เสมอ ช่วงที่เราแวะไปมีนิทรรศการผ้าทอเล็กๆ แสดงอยู่ในร้านด้วย

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

การต้อนรับอย่างอบอุ่นที่สถานีฮิโตโยชิ

ทันทีที่เราก้าวเท้าออกจากสถานีฮิโตโยชิ การแสดงหุ่นกระบอกบนหอนาฬิกาสูงหน้าสถานีก็เริ่มขึ้น ไม่มีใครรีบร้อนไปไหน ต่างหามุมเหมาะๆ ของตัวเองแหงนดูการแสดงนี้ให้ถนัด แอบคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปสัก 5 ปี และมีโอกาสขึ้นรถไฟไปลงที่สถานีนี้พร้อมปั้น บุญ เอม เซบ และเพื่อนๆ บ้านเรียน ฉันคงได้เห็นภาพเด็กๆ อ้าปากค้างยืนตาโตเฝ้าดูการแสดงอย่างตื่นเต้น ดีใจแทนเด็กๆ ทุกคนที่มีโอกาสขึ้นรถไฟมาลงที่สถานีนี้

หอนาฬิกานี้ได้รับแรงบันดาลใจจากปราสาทฮิโตโยชิ จำลองเป็นปราสาท 3 ชั้น มีตัวแสดงหุ่นกระบอกทั้งหมด 17 ตัว จะออกแสดงพร้อมกับเสียงเพลงพื้นเมืองของเมืองคุมะโดยมีการตั้งเวลาไว้ล่วงหน้า ตัวแสดงสำคัญมีโชกุน เด็กหญิงในชุดกิโมโน และการแสดงการตีกลองที่เรียกว่า ‘อุสุไดโกะ’ (Usudaiko) การตีกลองแบบนี้สมัยก่อนจะทำกันยามออกศึกเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ปัจจุบันเป็นศิลปะวัฒนธรรมที่แสดงกันทั่วทุกพื้นที่ในคุมาโมโตะ

พระจันทร์ก็มาต้อนรับ

จากสถานีฮิโตโยชิเราเดินทางต่อเข้าหมู่บ้านอิตซึกิด้วยรถยนต์ 2 คัน โดยมีสารถีกิตติมศักดิ์ 2 คน คนหนึ่งคือ ยูจัง ผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของการเดินทางครั้งนี้ ความจริงจังจริงใจของเธอทำให้พวกเราผลัดกันน้ำตาไหลเป็นระยะๆ ระหว่างการเดินทางตลอดทริป ฉันนัดเจอยูจังครั้งแรกที่เมืองไทยเพื่อวางแผนการเดินทางครั้งนี้ แต่ดูเหมือนเราจะรู้จักกันมานานแรมปีก่อนเจอหน้ากันผ่านคำบอกเล่าของอุ๊เพื่อนของฉันและของเธอ ยูจังมีลูกสาวชื่อมี้จัง ทำงานเป็น NGO รักหมู่บ้านอิตซึกิและชาวบ้านที่นี่ราวกับเป็นบ้านเกิดของเธอ

Itsuki ญี่ปุ่น

สารถีกิตติมศักดิ์ของพวกเราอีกคนคือ อากิเอะซัง พี่สะใภ้ของยูจัง ทุกคนเรียกเธอว่าพี่อากิเอะ ดูเหมือนเธอจะเข้าใจว่ามันเป็นคำเรียกที่แสดงความเคารพรักและเอ็นดูไปพร้อมๆ กัน พี่อากิเอะเป็นพยาบาลและเลือกทำงานในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะที่เป็นโรคเรื้อน เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลถูกถ่ายทอดให้เราฟังระหว่างการเดินทาง เรื่องเศร้าที่เราได้รับรู้เรื่องหนึ่งคือลูกหลานของผู้ป่วยบางคนต้องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลเพื่อให้มีที่ยืนในสังคม 

รถยนต์ 2 คันแล่นไปตามถนนเลียบแม่น้ำที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาและภูเขาในคืนที่พระจันทร์สวยที่สุดคืนหนึ่ง ฉันแอบขอบคุณพระจันทร์คืนนั้นที่ออกมาช่วยส่องแสงนำทางพาเราเดินทางเข้าหมู่บ้านอย่างปลอดภัย เราช่วยกันนึกถึงบทเพลงเกี่ยวกับดวงจันทร์ นึกออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ก็นำพามาซึ่งบทสนทนาที่เข้ากับบรรยากาศการเดินทางท่ามกลางแสงจันทร์นวลเช่นนี้

หมู่บ้านกลางหุบเขา

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

‘อิตซึกิ’ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ทางใต้ของจังหวัดคุมาโมโตะ ล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงกว่า 1,000 เมตร มีธรรมชาติทั้ง 4 ฤดูที่สวยงาม มีประชากรจำนวนพันกว่าคน มีแม่น้ำคาวาเบะไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านที่นี่บอกว่า คาวาเบะเป็นแม่น้ำที่สะอาดที่สุดสายหนึ่งของประเทศ ปลาที่จับได้จากแม่น้ำนี้จึงเป็นปลาที่สะอาดมากเช่นกัน หมู่บ้านแห่งนี้ผ่านการต่อสู้และการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ หลังจากรัฐบาลมีนโยบายการสร้างเขื่อนและต้องการอพยพทั้งหมู่บ้านไปที่อื่น

ยูจังเคยเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ครั้งนั้น เธอเล่าให้เราฟังถึงชายชราในหมู่บ้านคนหนึ่งที่ยืนกรานไม่ยอมย้ายออกจากผืนดินของตนเพราะบอกว่าตนเป็นชาวไร่ชาวนา ผืนดินของแกคือชีวิตของแก นโยบายการสร้างเขื่อนของรัฐบาลยุติลงไปแล้ว ยูจังยังทำหน้าที่ของเธอต่อไป เพื่อให้ชาวบ้านมองเห็นว่าวิถีชิวิตที่ดำเนินกันมายาวนานหลายชั่วอายุคน ชีวิตท่ามกลางหุบเขา แม่น้ำ มีผืนดินบริสุทธิ์ให้ปลูกผัก ปลูกข้าว มีป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ มีลำธารใสที่มีปลาขึ้นมาวางไข่ เป็นวิถีชีวิตที่งดงาม เธอทำงานร่วมกับกลุ่ม Green Tourism Association เพื่อเริ่มต้นทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และนำนักท่องเที่ยวที่เห็นคุณค่าของวิถีชีวิตของชาวอิตซึกิเข้ามาทำความรู้จักหมู่บ้าน

Itsuki ญี่ปุ่น

Miyazono no Oyado เกสต์เฮาส์อายุกว่า 100 ปี 

 เรามาถึงหมู่บ้านกลางดึก ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างปิดไฟเข้านอนกันเงียบสนิท คืนนี้และทุกคืนในหมู่บ้านเราจะนอนในบ้านไม้ชั้นเดียวอายุกว่าร้อยปีหลังนี้ บ้านหลังนี้ได้รับการซ่อมแซมและเปิดเป็นเกสต์เฮาส์สำหรับนักท่องเที่ยวเมื่อปี 2011 มีห้องพื้นเสื่อ (Tatami) 3 ห้อง และห้องพื้นไม้ 2 ห้อง กรอบประตูไม้บุด้วยกระดาษสาทำหน้าที่แบ่งสัดส่วนระหว่างพื้นที่ห้องนอนและห้องกลางของบ้าน สามารถถอดเข้า-ถอดออกได้หากต้องการเพิ่มพื้นที่ห้องรับแขกให้กว้างขึ้น

Itsuki ญี่ปุ่น

พื้นที่กลางห้องพื้นไม้ห้องหนึ่งเป็นที่ผิงไฟ มีไม้ล้อมรอบ 4 ด้าน ตรงกลางเป็นที่ใส่ถ่านสำหรับย่างมัน ย่างปลา ด้านบนมีที่แขวนกาน้ำ ในยามอากาศหนาวๆ บริเวณนี้จะเป็นที่ที่ทุกคนนั่งล้อมวงเพื่ออาศัยความอบอุ่น ดื่มซุปจากโซบะร้อนๆ หรือนั่งล้อมวงจิบสาเกอุ่นๆ

ที่นี่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บปลายฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ น้ำอุ่นเป็นสิ่งจำเป็นนัก เจ้าของบ้านได้จุดฟืนในเตาไว้ต้อนรับพวกเรา ความร้อนจากเตาฟืนด้านนอกจะช่วยให้น้ำในอ่างซีเมนต์ทรงสี่เหลี่ยมภายในห้องอาบน้ำอุ่นตลอดเวลา ทุกคนตื่นเต้นกับบรรยากาศในบ้านจนเก็บเรื่องการอาบน้ำไว้เป็นธุระสุดท้ายของคืนนั้น 

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

ที่นี่เราทำอาหารทานกันเอง และมีชาวบ้านมาสอนทำเส้นโซบะ ถ้าใครอยากจะแช่ออนเซนก็สามารถขับรถไปเพียง 10 นาที แต่พวกเราบางคนแอบเขิน จึงเลือกที่จะอาบน้ำที่บ้านหากมีคนจุดเตาฟืนอุ่นน้ำไว้ให้ แต่คืนใดเรากลับบ้านกันดึก น้ำในอ่างซีเมนต์ก็เย็นยะเยือกเกินกว่าจะทำใจได้ 

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

“ไปเก็บส้มยูสุกัน”

“ไปเก็บส้มยูสุที่ญี่ปุ่นกัน”  นี่คือประโยคสั้นๆ ที่ฉันใช้ชวนเพื่อนไปเที่ยวญี่ปุ่น ไม่นานก็มีเพื่อนตัดสินใจร่วมเดินทางไปเก็บส้มยูสุด้วยกันหลายคน นอกเหนือจาก ‘อุ๊’ เพื่อนยูจังผู้เป็นธุระประสานงานในทุกเรื่อง ฉันมีเพื่อนร่วมเดินทางไปอีก  4 คน ‘จ๋า’ สาวเพชรบูรณ์ที่เลือกสืบทอดภูมิปัญญาของแม่ด้วยการทำผ้านวมอินทรีย์ขาย ‘อ้อม’ หญิงสาวที่จับพลัดจับผลูกลายเป็นแอร์ แต่มีความสุขที่สุดกับการสอนศิลปะเด็กๆ และเป็นตากล้องประจำทริปนี้

‘ปุ๋ย’ อดีตแอร์หัวใจออร์แกนิกผู้รักการทำอาหารพอๆ กับการดูแลสุขภาพ และ ‘หลิน’ ผู้ตัดสินใจร่วมเดินทางกับพวกเราในวินาทีสุดท้าย เธอเลือกเดินออกจากชีวิตที่วุ่นวายในกรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตท่ามกลางป่าเขากับครอบครัว และย้อมผ้าอยู่ที่นั่น พวกเราล้วนแตกต่างทั้งอายุ อาชีพ และไม่ได้เป็นเพื่อนจากสถาบันใด แต่ทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน พวกเรามีหัวใจที่เปิดกว้างพร้อมน้อมรับเรียนรู้จากชาวบ้านด้วยความเคารพ

เช้าแรกในหมู่บ้านหลังแวะไปเยี่ยมแม่น้ำหน้าบ้านและแอบชื่นชมแปลงหัวผักกาดยักษ์แปลงใหญ่ของชาวบ้าน เราออกเดินทางไปเก็บส้มยูสุเพื่อเตรียมไว้ทำแยมในวันรุ่งขึ้น

Itsuki ญี่ปุ่น

ยูจังและพี่อากิเอะพาเราเดินทางไปพบมิซึโกะซัง เจ้าของฟาร์มเห็ดชิตาเกะในหมู่บ้าน วันนี้มิซึโกะซังจะเป็นคนพาเราเก็บส้ม ต้นส้มยูสุที่นี่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ตามไหล่เขา ต้นส้มสูงเต็มไปด้วยลูกสีเหลืองสุกเต็มต้น แต่ก็เต็มไปด้วยหนามแหลม การเก็บส้มด้วยมือเปล่าแม้จะเอื้อมถึงจึงเป็นไปไม่ได้เลย เราต้องใช้เครื่องมือที่มิซึโกะซังเตรียมไว้ให้

กว่าพวกเราจะคุ้นชินกับเครื่องมือเก็บส้ม ส้มยูสุเหลืองๆ จำนวนมากก็กลิ้งหลุนๆ หล่นไหล่เขาไปแบบหาทางเก็บกลับมาไม่ได้ เราได้ส้มครบตามจำนวนที่ต้องการแล้ว และคืนนี้เราจะแวะไปที่ห้องเรียนเพื่อเตรียมหั่นส้มไว้สำหรับการทำแยมครั้งสำคัญในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับกินแกงกวางที่ชาวบ้านตั้งใจเตรียมไว้ให้ ที่นี่ชาวบ้านล่ากวางกินกันเพราะประชากรกวางมีมากเกินไป เป็นเรื่องเดียวจริงๆ ตลอดทริปที่ไม่อยากทำเลยยยยย… กินกวาง

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

 

ทำแยมในห้องเรียนกลางเขา

จะว่าไปแล้วห้องเรียนทำแยมของพวกเราสวยที่สุดจริงๆ ห้องเรียนที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา

การทำแยมวันนั้นดูจะสำคัญมากอยู่ เพราะมีรายการทีวีและหนังสือพิมพ์หลายฉบับมารอถ่ายภาพ และสัมภาษณ์ แม้จะรู้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวของ Green Tourism Association ของหมู่บ้าน แต่พวกเราต่างยินดีให้ความร่วมมือเพื่อแสดงความขอบคุณยูจังและชาวบ้านทุกคน ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าให้ผู้คนรับรู้ว่าวิถีชีวิติเรียบง่ายของพวกเขาน่าสนใจเพียงไร

Itsuki ญี่ปุ่น

การทำแยมโฮมเมดจบลงด้วยการบรรจุลงขวด ลงถุง เพื่อเตรียมไว้สำหรับนำกลับเมืองไทย ขอบคุณฮิโตมิซังที่ถ่ายทอดวิธีการทำแยมให้พวกเราอย่างละเอียด ภารกิจหลักของการเดินทางจบลงในวันนั้น แต่การเดินทางยังไม่จบลง หมู่บ้านอิตซึกิยังมีเรื่องราวมากมายรอพวกเราอยู่

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

Otaki Natural Forest Park

Itsuki ญี่ปุ่น

ทาดาชิซังพาเราเดินไปตามเส้นทางเดินป่า เลียบลำธารสายเล็กที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำคาวาเบะ แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงหมู่บ้านอิตซึกิ ระหว่างทางทาดาชิซังแนะนำให้เรารู้จักเฟิร์นและต้นไม้ชนิดต่างๆ ที่พบในป่า เราได้รู้จักต้นคุโรโมจิ ต้นไม้สีดำที่นำไปทำไม้จิ้มขนมในพิธีชงชา ต้นโฮโนกิ (แมกโนเลียญี่ปุ่น) ที่สามารถนำเนื้อไม้ไปทำแม่พิมพ์สำหรับพิมพ์งานศิลปะ และใบโฮบะใช้ห่ออาหารในหลายเมนู เช่น โฮบายากิ เห็ด Monkey Chair อายุกว่าร้อยปีมีสรรพคุณเป็นยา ดอกคามิเลียที่สามารถนำเมล็ดมาสกัดน้ำมันเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางสำหรับดูแลผมและผิวพรรณ

Itsuki ญี่ปุ่น

เราพบคามิเลีย 2 ชนิดคือ ซาซังก้าและซือบากิ ดอกซาซังก้าจะบานช่วงเดือนพฤศจิกายน และซือบากิจะบานช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ ดอกซือบากิเป็นดอกไม้ประจำหมู่บ้านเวลาร่วงจะร่วงทีเดียวพร้อมกันทั้งดอก ขณะที่ซาซังก้าจะร่วงลงพื้นทีละกลีบ ในป่าเต็มไปด้วยดอกซึบากิที่กำลังเริ่มผลิดอกตูมพร้อมบานเต็มต้นในไม่ช้า ช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนปลายามาเมะจะขึ้นมาวางไข่ในลำธารใส ปลาตัวผู้จะเป็นคนเลือกตำแหน่งวางไข่และทำความสะอาดทรายบริเวณนั้นให้ขาวสะอาด รอให้ตัวเมียมาวางไข่ไว้ใต้ผืนทรายและจากไป และหลังจากนั้นปลาตัวผู้จึงจะมาปล่อยเชื้อให้ผสมกับไข่ของตัวเมีย

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

“เราดื่มน้ำในลำธารได้ไหม” น้องคนหนึ่งถาม

 “ได้สิ น้ำที่นี่สะอาดมาก” 

น้ำในลำธารรสชาติดีกว่าน้ำในขวดมาก เราจึงตัดสินใจเทน้ำในขวดทิ้งและกรอกน้ำในลำธารพกเก็บไว้แทน

Handmade Acorn Gallery Cafe

Itsuki ญี่ปุ่น

Itsuki ญี่ปุ่น

 ซูจิซังและภรรยาย้ายจากฮิโตโยชิมาทำ Gallery Cafe ในหมู่บ้านนานหลายปีแล้ว ซุจิซังเป็นศิลปินทำงานปั้นโดยใช้ดินในหมู่บ้านสร้างงาน ถ้าดินที่ใช้มีเหล็กมากเซรามิกที่เผาออกมาจะมีสีเทาเข้ม ถ้ามีเหล็กน้อยก็จะได้เซรามิกสีน้ำตาล ดินสีขาวที่ซูจิซังใช้สร้างลวดลวยดอกบ๊วย ดอกซือบากิ และลวดลายอื่นๆ บนถ้วยกาแฟ ถ้วยชา แจกัน กาน้ำชา ที่คั่วกาแฟและชิ้นงานอื่นๆ เป็นดินจากริมทะเล ใกล้กับคูมาโมโตะ เห็นได้ชัดว่าลวดลายส่วนใหญ่บนงานของซูจิซังได้แรงบันดาลใจต้นไม้ดอกไม้ในหมู่บ้าน

Itsuki ญี่ปุ่น

เค้กอร่อยที่นี่เป็นฝีมือของมาซาโกะซังภรรยาของซูจิซัง หนึ่งในเมนูอร่อยทำจากส้มคึเนะบุ ซึ่งเป็นส้มท้องถิ่นของหมู่บ้าน เมื่อถึงฤดู พวกเขาจะเก็บส้มมาทิ้งไว้ให้ลืมต้นนานหลายสัปดาห์ ก่อนนำมากวนเป็นแยมถนอมเก็บไว้ใช้ตลอดปี พวกเขาเเลือกใช้วัตถุดิบที่หาได้ในหมู่บ้านมาทำขนม ทำภาชนะ นอกเหนือจากแยมส้ม เรายังเห็นแยมที่ทำจากเบอร์รี่ป่าที่หาได้ในหมู่บ้านวางขายอยู่ในร้าน ถ้วยกาแฟจับถนัดมือฝีมือซูจิซังจากดินในหมู่บ้าน จานรองไม้ ช้อนคนจากเศษไม้ที่หาได้ในป่า นี่คือเสน่ห์ของร้าน ขอบคุณยูจังอีกครั้งที่พาเราไปที่นี่ในบ่ายวันนั้น

อยากดูดาวที่บ้านเก่า 80 ปี เอนกาวะ

เอนกาวะ (Engawa) มีความหมายว่า ระเบียงบ้าน บ้านหลังนี้เป็นของชาวบ้านในหมู่บ้านคนหนึ่ง หลังจากที่เธอเสียชีวิตลงก็กลายเป็นบ้านร้าง ลูกชายของเจ้าของบ้านใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ตัดสินใจยกบ้านหลังนี้ให้กับหมู่บ้าน กลุ่มชาวบ้านนำโดยโยตะกะซังได้บูรณะบ้านหลังนี้เพื่อเตรียมเปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆ ที่นี่มีพิซซ่าที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นขาย ใช้น้ำต้มชาจากน้ำแร่ธรรมชาติที่ได้จากภูเขาสูงกว่า 1,000 เมตร และจะเป็นจุดชมดาวที่สวยมาก

เราไปที่นั่นเพื่อทานอาหารกลางวัน บนโต๊ะมีอาหารจานเล็กจานน้อยวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ บ้างก็อยู่ในกล่อง มีป้ายชื่อคนทำวางอยู่ข้างๆ พอทานเสร็จคานะจังก็นำของที่ระลึกที่ทุกคนที่นี่ช่วยกันทำ เป็นโอริกามิรูปต่างๆ ที่ใส่ถุงพร้อมติดชื่อพวกเราทุกคนไว้มาให้ คานะจังเป็นผู้ดูแลที่นี่อีกคน เป็นอาสาสมัครทำงานให้กับหมู่บ้าน ตอนเด็กๆ เธอกลับมาเยี่ยมคุณปู่คุณย่าและคุณตาคุณยายที่นี่ในช่วงปิดเทอมบ่อยครั้ง และเมื่อคุณพ่อของเธอตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่หมู่บ้าน คานะจังจึงตามกลับมาทำงานช่วยชุมชนที่นี่

HISTORIA TERRACE ITSUKIDANI

ที่นี่เป็นที่แสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ของหมู่บ้านอิตซึกิ เราชื่นชอบการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวบ้านที่จัดแสดงเป็นแนวตั้งมาก เพราะใช้พื้นที่ไม่มากแต่ทำให้นิทรรศการน่าสนใจ เราสามารถทานอาหารและชาในคาเฟ่เล็กๆ ในนี้ได้ Kinai Cafe ขายอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากหมู่บ้าน น่าเสียดายที่เราไปถึงที่นั่นเกินเวลาอาหารกลางวันแล้ว

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังมีห้อง Kodomo Kan สำหรับให้คุณแม่พาลูกน้อยมาเล่น ภายในห้องมีบ่อลูกบอลไม้ บ้านไม้ ร้านค้าจำลอง และของเล่นไม้อื่นๆ ที่แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราเมื่อหลงเข้าไปในห้องนี้ก็ใช้เวลาอยู่ในนั้นเป็นชั่วโมง ติดกับห้องของเล่นมีมุมห้องสมุดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยหนังสือที่คนในหมู่บ้านสามารถยืมกลับไปอ่านได้ ที่นี่อยู่ใกล้กับโรงเรียน เราจึงได้เห็นภาพเด็กๆ มานั่งอ่านหนังสือ ทำการบ้านกัน ภายในบริเวณห้องสมุดนี้ นอกจากนี้ก็มีมุมให้ฟังเพลง Itsuki Lullaby กันแบบเพลินๆ จนอาจเผลอหลับไปได้

สื่อสารกันด้วยงานฝีมือ อาหาร เพลงการ์ตูน และการเต้นรำ

Itsuki ญี่ปุ่น

เราจัดงานเลี้ยงที่ Miyazono บ้านร้อยปีที่เราพักเพื่อทำความรู้จักชาวบ้านให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการเลี้ยงขอบคุณทุกคนก่อนจะเดินทางกลับ ทุกคนที่เราได้พบก่อนหน้านั้นจะมาเจอกันอีกครั้งในคืนนี้  ยูจังขอให้พวกเราเตรียมรูปและพูดถึงสิ่งที่พวกเราทำที่เมืองไทยเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวบ้าน เราจัดมุมคราฟต์เล็กๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราว มีผ้านวมเย็บมือ กระเป๋าจากผ้าที่ย้อมด้วยสีจากป่าหลังบ้าน เสื้อผ้าที่ตัดเย็บและออกแบบจากลายผ้าพิเศษ พร้อมทำเมนูอาหารไทยอย่างผัดไทย แกงเขียวหวาน ส้มตำ และ ต้มยำที่เลือกใช้ส้มยูสุแทนมะนาว

ชาวบ้านรวมทั้งเพื่อนๆ ในกลุ่ม Green Tourism Association กว่า 30 คนมาเจอกันในคืนนั้น ทุกคนนำเมนูโฮมเมดอย่างเกาลัดต้มน้ำตาล เต้าหู้ทอดกับน้ำซุปเห็ด หน่อไม้ป่าดองเกลือผัดไข่ สาเกหมักน้ำตาลทรายแดงอายุ 2 ปี วาราบิที่เก็บในเดือน 5 ผัดกับมายองเนสใส่พริกนิดหน่อย ชาวบ้านบอกว่ากินกับเหล้าสาเกอร่อยมาก เห็ดฮิตาเกะทอด ถั่วแดงโมจิ หัวผักกาดปลูกเองดองเกลือกับน้ำส้มยูสุ โกบุดองกับยูสุ ปลาอายุจากแม่น้ำคาวาเบะ มาพร้อมบอกเล่าความพิเศษของอาหารของพวกเขา 

Itsuki ญี่ปุ่น

เพลงในการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน, อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ที่ร้องได้จนขึ้นใจตั้งแต่เด็ก เป็นเครื่องมือที่เราใช้สื่อสารและเชื่อมโยงกันได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งเรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และทำให้ทุกคนเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางภาษา

ภาพการเต้นรำแบบญี่ปุ่นและการรำวงแบบไทยๆ ของทุกคนในคืนนั้นยังทำให้ฉันอมยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง

とってもうれしいです(^-^)

あなた達が帰ったあと、グループみんなで近い将来あなた達に会いに行こうと決めました。

私の子供がタイに6人も出来たと思っています ❤️

นี่คือข้อความจากคุณแม่ฮิโตมิที่ส่งมาหาอ้อมเพื่อบอกว่า พวกเขาทุกคนที่นั่นตัดสินใจจะเดินทางมาเยี่ยมพวกเราที่เมืองไทยในเร็ววัน เวลาเพียงไม่กี่วันในหมู่บ้านทำให้เราผูกพันกันเหมือนญาติสนิท ขอบคุณยูจัง ผู้หญิงมหัศจรรย์และหัวใจอันยิ่งใหญ่ของเธอ ผู้หญิงที่นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ ขอบคุณที่พาเรามารู้จักหมู่บ้านที่รักของเธอ ขอบคุณการต้อนรับอันอบอุ่นของทุกคน แล้วพวกเราจะกลับไปตามสัญญาเพื่อดูดอกซือบากิบานด้วยกัน

Itsuki ญี่ปุ่น

ขอขอบคุณ: กุลภดามาศ เส็งประชา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ศิริลักษณ์ ริ้วบำรุง

จบคณะโบราณคดี ศิลปากร เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นครู และ เลือกเป็นครูของลูกด้วยการทำบ้านเรียน ปัจจุบันก็ยังเลือกเป็นครูพาเด็กๆเก็บผัก เก็บดอกไม้ใบไม้ มาทำขนม ทำงานศิลปะ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load