โบกี้รถไฟสีแดงของ JR Kyushu สาย Hisatsu Line ค่อยๆ พาเราลัดเลาะเลียบแม่น้ำคุมะกะวะ จากสถานียัตสึชิโระไปยังสถานีฮิโตโยชิ จากที่นั่นเราจะเดินทางต่อด้วยรถยนต์เพื่อไปหมู่บ้านในหุบเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดคุมาโมโตะบนเกาะคิวชู หมู่บ้านนี้มีแม่น้ำคาวาเบะไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ที่นั่นมีชาวบ้านรอพวกเราอยู่

เราเลือกรถไฟเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางไปยังหมู่บ้าน เหตุผลไม่ซับซ้อนอะไร แค่เพราะเรารักการเดินทางโดยรถไฟ ชอบมองภาพเคลื่อนไหวของภูเขา แม่น้ำ ทะเล ผ่านกรอบหน้าต่างเก่าๆ ของรถไฟไทย ภาพมัวๆ ของท้องนาผ่านหน้าต่างเปียกฝนของรถไฟอินเดีย เมื่อมีตัวเลือกระหว่างการขับรถมุ่งตรงเข้าหมู่บ้านเลย กับการนั่งรถมาขึ้นรถไฟและนั่งรถเข้าหมู่บ้านอีกรอบ เราจึงไม่รีรอที่จะบันทึกตารางรถไฟไว้ในตารางการเดินทางครั้งนี้

Itsuki ญี่ปุ่น

ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมขบวนหัวใจพองโตแค่ไหน แต่หัวใจฉันอมยิ้มไปตลอดเส้นทาง แอบนึกขอบคุณ คุณเอจิ มิโตะโอะกะ (“ผู้เปลี่ยนรถไฟให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุข”-ข้อความจากกระดาษหน้าแรกของหนังสือ ทางรถไฟสายดาวตก) ไปกับคุณก้อง แม้จะไม่มั่นใจนักว่ารถไฟขบวนที่นั่ง คุณมิโตะโอะกะได้เป็นผู้ออกแบบหรือเปล่า และเห็นด้วยทุกประการกับข้อความในหนังสือ “รถไฟไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะที่ให้บริการขนส่ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการมอบความสุขและความสนุกระหว่างการเดินทางให้กับผู้โดยสาร” ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่เป็นเพื่อนเดินทางไปกับพวกเราบนโบกี้รถไฟด้วย 

  ผู้โดยสารที่จับจองที่นั่งอยู่บนรถไฟทั้งหมดคือชาวญี่ปุ่น ไม่แน่ใจนักว่าพวกเขาเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนพวกเรา หรือเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่พวกเขาเดินทางไปกลับกันเป็นประจำ เสียงหัวใจของพวกเราทุกคนเต้นดังโครมครามตั้งแต่เริ่มก้าวเท้าขึ้นไปบนโบกี้ แน่นอนว่าอาการนี้เกิดขึ้นเพราะได้ขึ้นรถไฟขบวนนี้ แต่หัวใจของทุกคนเต้นหนักมากกว่าที่ควร เพราะเพิ่งวิ่งมาจากร้านกาแฟ Cafe Mic เพื่อให้ถึงสถานีทันเวลารถไฟออกเดินทาง

Itsuki ญี่ปุ่น

พวกเราระงับอาการตื่นเต้นและปิดวาจาทันทีที่เห็นกิริยาสำรวมของผู้โดยสารคนอื่น ต่างคนต่างหาที่ยืนส่วนตัวเพื่อเฝ้าดูภาพเคลื่อนไหวของภูเขาและแม่น้ำที่สวยที่สุดผ่านกระจกใสๆ ของรถไฟญี่ปุ่น เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งบนรถไฟนั้นนานพอสำหรับการทานอาหารที่เราเลือกซื้อมาจากร้านแห่งหนึ่ง แต่ฉันเลือกหยิบเอาลูกพลับออกมาเป็นอาหารกลางวันแทนเบนโตะในถุง เพราะยังไม่อยากละสายตาไปจากภาพเคลื่อนไหวของภูเขาลูกแล้วลูกเล่า และยังอยากเฝ้าดูสถานีระหว่างทางทุกสถานี

พูดถึง Cafe Mic แล้วก็อยากเล่าต่อ คาเฟ่มิคเป็นร้านกาแฟของ คุณอากิระ อิซึมิ ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวที่มีชื่อเสียงของยัตซึชิโร เขาเกิดและเติบโตที่นี่ แต่ย้ายออกไปเพื่อเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ตัดสินใจกลับบ้านเกิดมาพร้อมภรรยาเพื่อเปิดคาเฟ่ในปี 1967 ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สำหรับงานศิลปะ ดนตรี และกาแฟดีๆ เดิมทีที่นี่เคยเป็นร้านกิโมโนเก่าของคุณพ่อ คุณอากิระมักจะเปิดเพลงแจ๊สที่เขาชื่นชอบให้ลูกค้าในร้านฟังเป็นประจำ หลังจากภรรยาเสียชีวิตลง ลูกสาวของเขาก็มาช่วยพ่อดูแลร้าน ที่นี่มักจะเป็นที่จัดนิทรรศการของศิลปินและอีเวนต์ต่างๆ อยู่เสมอ ช่วงที่เราแวะไปมีนิทรรศการผ้าทอเล็กๆ แสดงอยู่ในร้านด้วย

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

การต้อนรับอย่างอบอุ่นที่สถานีฮิโตโยชิ

ทันทีที่เราก้าวเท้าออกจากสถานีฮิโตโยชิ การแสดงหุ่นกระบอกบนหอนาฬิกาสูงหน้าสถานีก็เริ่มขึ้น ไม่มีใครรีบร้อนไปไหน ต่างหามุมเหมาะๆ ของตัวเองแหงนดูการแสดงนี้ให้ถนัด แอบคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปสัก 5 ปี และมีโอกาสขึ้นรถไฟไปลงที่สถานีนี้พร้อมปั้น บุญ เอม เซบ และเพื่อนๆ บ้านเรียน ฉันคงได้เห็นภาพเด็กๆ อ้าปากค้างยืนตาโตเฝ้าดูการแสดงอย่างตื่นเต้น ดีใจแทนเด็กๆ ทุกคนที่มีโอกาสขึ้นรถไฟมาลงที่สถานีนี้

หอนาฬิกานี้ได้รับแรงบันดาลใจจากปราสาทฮิโตโยชิ จำลองเป็นปราสาท 3 ชั้น มีตัวแสดงหุ่นกระบอกทั้งหมด 17 ตัว จะออกแสดงพร้อมกับเสียงเพลงพื้นเมืองของเมืองคุมะโดยมีการตั้งเวลาไว้ล่วงหน้า ตัวแสดงสำคัญมีโชกุน เด็กหญิงในชุดกิโมโน และการแสดงการตีกลองที่เรียกว่า ‘อุสุไดโกะ’ (Usudaiko) การตีกลองแบบนี้สมัยก่อนจะทำกันยามออกศึกเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ปัจจุบันเป็นศิลปะวัฒนธรรมที่แสดงกันทั่วทุกพื้นที่ในคุมาโมโตะ

พระจันทร์ก็มาต้อนรับ

จากสถานีฮิโตโยชิเราเดินทางต่อเข้าหมู่บ้านอิตซึกิด้วยรถยนต์ 2 คัน โดยมีสารถีกิตติมศักดิ์ 2 คน คนหนึ่งคือ ยูจัง ผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของการเดินทางครั้งนี้ ความจริงจังจริงใจของเธอทำให้พวกเราผลัดกันน้ำตาไหลเป็นระยะๆ ระหว่างการเดินทางตลอดทริป ฉันนัดเจอยูจังครั้งแรกที่เมืองไทยเพื่อวางแผนการเดินทางครั้งนี้ แต่ดูเหมือนเราจะรู้จักกันมานานแรมปีก่อนเจอหน้ากันผ่านคำบอกเล่าของอุ๊เพื่อนของฉันและของเธอ ยูจังมีลูกสาวชื่อมี้จัง ทำงานเป็น NGO รักหมู่บ้านอิตซึกิและชาวบ้านที่นี่ราวกับเป็นบ้านเกิดของเธอ

Itsuki ญี่ปุ่น

สารถีกิตติมศักดิ์ของพวกเราอีกคนคือ อากิเอะซัง พี่สะใภ้ของยูจัง ทุกคนเรียกเธอว่าพี่อากิเอะ ดูเหมือนเธอจะเข้าใจว่ามันเป็นคำเรียกที่แสดงความเคารพรักและเอ็นดูไปพร้อมๆ กัน พี่อากิเอะเป็นพยาบาลและเลือกทำงานในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะที่เป็นโรคเรื้อน เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลถูกถ่ายทอดให้เราฟังระหว่างการเดินทาง เรื่องเศร้าที่เราได้รับรู้เรื่องหนึ่งคือลูกหลานของผู้ป่วยบางคนต้องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลเพื่อให้มีที่ยืนในสังคม 

รถยนต์ 2 คันแล่นไปตามถนนเลียบแม่น้ำที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาและภูเขาในคืนที่พระจันทร์สวยที่สุดคืนหนึ่ง ฉันแอบขอบคุณพระจันทร์คืนนั้นที่ออกมาช่วยส่องแสงนำทางพาเราเดินทางเข้าหมู่บ้านอย่างปลอดภัย เราช่วยกันนึกถึงบทเพลงเกี่ยวกับดวงจันทร์ นึกออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ก็นำพามาซึ่งบทสนทนาที่เข้ากับบรรยากาศการเดินทางท่ามกลางแสงจันทร์นวลเช่นนี้

หมู่บ้านกลางหุบเขา

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

‘อิตซึกิ’ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ทางใต้ของจังหวัดคุมาโมโตะ ล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงกว่า 1,000 เมตร มีธรรมชาติทั้ง 4 ฤดูที่สวยงาม มีประชากรจำนวนพันกว่าคน มีแม่น้ำคาวาเบะไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านที่นี่บอกว่า คาวาเบะเป็นแม่น้ำที่สะอาดที่สุดสายหนึ่งของประเทศ ปลาที่จับได้จากแม่น้ำนี้จึงเป็นปลาที่สะอาดมากเช่นกัน หมู่บ้านแห่งนี้ผ่านการต่อสู้และการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ หลังจากรัฐบาลมีนโยบายการสร้างเขื่อนและต้องการอพยพทั้งหมู่บ้านไปที่อื่น

ยูจังเคยเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ครั้งนั้น เธอเล่าให้เราฟังถึงชายชราในหมู่บ้านคนหนึ่งที่ยืนกรานไม่ยอมย้ายออกจากผืนดินของตนเพราะบอกว่าตนเป็นชาวไร่ชาวนา ผืนดินของแกคือชีวิตของแก นโยบายการสร้างเขื่อนของรัฐบาลยุติลงไปแล้ว ยูจังยังทำหน้าที่ของเธอต่อไป เพื่อให้ชาวบ้านมองเห็นว่าวิถีชิวิตที่ดำเนินกันมายาวนานหลายชั่วอายุคน ชีวิตท่ามกลางหุบเขา แม่น้ำ มีผืนดินบริสุทธิ์ให้ปลูกผัก ปลูกข้าว มีป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ มีลำธารใสที่มีปลาขึ้นมาวางไข่ เป็นวิถีชีวิตที่งดงาม เธอทำงานร่วมกับกลุ่ม Green Tourism Association เพื่อเริ่มต้นทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และนำนักท่องเที่ยวที่เห็นคุณค่าของวิถีชีวิตของชาวอิตซึกิเข้ามาทำความรู้จักหมู่บ้าน

Itsuki ญี่ปุ่น

Miyazono no Oyado เกสต์เฮาส์อายุกว่า 100 ปี 

 เรามาถึงหมู่บ้านกลางดึก ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างปิดไฟเข้านอนกันเงียบสนิท คืนนี้และทุกคืนในหมู่บ้านเราจะนอนในบ้านไม้ชั้นเดียวอายุกว่าร้อยปีหลังนี้ บ้านหลังนี้ได้รับการซ่อมแซมและเปิดเป็นเกสต์เฮาส์สำหรับนักท่องเที่ยวเมื่อปี 2011 มีห้องพื้นเสื่อ (Tatami) 3 ห้อง และห้องพื้นไม้ 2 ห้อง กรอบประตูไม้บุด้วยกระดาษสาทำหน้าที่แบ่งสัดส่วนระหว่างพื้นที่ห้องนอนและห้องกลางของบ้าน สามารถถอดเข้า-ถอดออกได้หากต้องการเพิ่มพื้นที่ห้องรับแขกให้กว้างขึ้น

Itsuki ญี่ปุ่น

พื้นที่กลางห้องพื้นไม้ห้องหนึ่งเป็นที่ผิงไฟ มีไม้ล้อมรอบ 4 ด้าน ตรงกลางเป็นที่ใส่ถ่านสำหรับย่างมัน ย่างปลา ด้านบนมีที่แขวนกาน้ำ ในยามอากาศหนาวๆ บริเวณนี้จะเป็นที่ที่ทุกคนนั่งล้อมวงเพื่ออาศัยความอบอุ่น ดื่มซุปจากโซบะร้อนๆ หรือนั่งล้อมวงจิบสาเกอุ่นๆ

ที่นี่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บปลายฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ น้ำอุ่นเป็นสิ่งจำเป็นนัก เจ้าของบ้านได้จุดฟืนในเตาไว้ต้อนรับพวกเรา ความร้อนจากเตาฟืนด้านนอกจะช่วยให้น้ำในอ่างซีเมนต์ทรงสี่เหลี่ยมภายในห้องอาบน้ำอุ่นตลอดเวลา ทุกคนตื่นเต้นกับบรรยากาศในบ้านจนเก็บเรื่องการอาบน้ำไว้เป็นธุระสุดท้ายของคืนนั้น 

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

ที่นี่เราทำอาหารทานกันเอง และมีชาวบ้านมาสอนทำเส้นโซบะ ถ้าใครอยากจะแช่ออนเซนก็สามารถขับรถไปเพียง 10 นาที แต่พวกเราบางคนแอบเขิน จึงเลือกที่จะอาบน้ำที่บ้านหากมีคนจุดเตาฟืนอุ่นน้ำไว้ให้ แต่คืนใดเรากลับบ้านกันดึก น้ำในอ่างซีเมนต์ก็เย็นยะเยือกเกินกว่าจะทำใจได้ 

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

“ไปเก็บส้มยูสุกัน”

“ไปเก็บส้มยูสุที่ญี่ปุ่นกัน”  นี่คือประโยคสั้นๆ ที่ฉันใช้ชวนเพื่อนไปเที่ยวญี่ปุ่น ไม่นานก็มีเพื่อนตัดสินใจร่วมเดินทางไปเก็บส้มยูสุด้วยกันหลายคน นอกเหนือจาก ‘อุ๊’ เพื่อนยูจังผู้เป็นธุระประสานงานในทุกเรื่อง ฉันมีเพื่อนร่วมเดินทางไปอีก  4 คน ‘จ๋า’ สาวเพชรบูรณ์ที่เลือกสืบทอดภูมิปัญญาของแม่ด้วยการทำผ้านวมอินทรีย์ขาย ‘อ้อม’ หญิงสาวที่จับพลัดจับผลูกลายเป็นแอร์ แต่มีความสุขที่สุดกับการสอนศิลปะเด็กๆ และเป็นตากล้องประจำทริปนี้

‘ปุ๋ย’ อดีตแอร์หัวใจออร์แกนิกผู้รักการทำอาหารพอๆ กับการดูแลสุขภาพ และ ‘หลิน’ ผู้ตัดสินใจร่วมเดินทางกับพวกเราในวินาทีสุดท้าย เธอเลือกเดินออกจากชีวิตที่วุ่นวายในกรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตท่ามกลางป่าเขากับครอบครัว และย้อมผ้าอยู่ที่นั่น พวกเราล้วนแตกต่างทั้งอายุ อาชีพ และไม่ได้เป็นเพื่อนจากสถาบันใด แต่ทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน พวกเรามีหัวใจที่เปิดกว้างพร้อมน้อมรับเรียนรู้จากชาวบ้านด้วยความเคารพ

เช้าแรกในหมู่บ้านหลังแวะไปเยี่ยมแม่น้ำหน้าบ้านและแอบชื่นชมแปลงหัวผักกาดยักษ์แปลงใหญ่ของชาวบ้าน เราออกเดินทางไปเก็บส้มยูสุเพื่อเตรียมไว้ทำแยมในวันรุ่งขึ้น

Itsuki ญี่ปุ่น

ยูจังและพี่อากิเอะพาเราเดินทางไปพบมิซึโกะซัง เจ้าของฟาร์มเห็ดชิตาเกะในหมู่บ้าน วันนี้มิซึโกะซังจะเป็นคนพาเราเก็บส้ม ต้นส้มยูสุที่นี่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ตามไหล่เขา ต้นส้มสูงเต็มไปด้วยลูกสีเหลืองสุกเต็มต้น แต่ก็เต็มไปด้วยหนามแหลม การเก็บส้มด้วยมือเปล่าแม้จะเอื้อมถึงจึงเป็นไปไม่ได้เลย เราต้องใช้เครื่องมือที่มิซึโกะซังเตรียมไว้ให้

กว่าพวกเราจะคุ้นชินกับเครื่องมือเก็บส้ม ส้มยูสุเหลืองๆ จำนวนมากก็กลิ้งหลุนๆ หล่นไหล่เขาไปแบบหาทางเก็บกลับมาไม่ได้ เราได้ส้มครบตามจำนวนที่ต้องการแล้ว และคืนนี้เราจะแวะไปที่ห้องเรียนเพื่อเตรียมหั่นส้มไว้สำหรับการทำแยมครั้งสำคัญในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับกินแกงกวางที่ชาวบ้านตั้งใจเตรียมไว้ให้ ที่นี่ชาวบ้านล่ากวางกินกันเพราะประชากรกวางมีมากเกินไป เป็นเรื่องเดียวจริงๆ ตลอดทริปที่ไม่อยากทำเลยยยยย… กินกวาง

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

 

ทำแยมในห้องเรียนกลางเขา

จะว่าไปแล้วห้องเรียนทำแยมของพวกเราสวยที่สุดจริงๆ ห้องเรียนที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา

การทำแยมวันนั้นดูจะสำคัญมากอยู่ เพราะมีรายการทีวีและหนังสือพิมพ์หลายฉบับมารอถ่ายภาพ และสัมภาษณ์ แม้จะรู้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวของ Green Tourism Association ของหมู่บ้าน แต่พวกเราต่างยินดีให้ความร่วมมือเพื่อแสดงความขอบคุณยูจังและชาวบ้านทุกคน ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าให้ผู้คนรับรู้ว่าวิถีชีวิติเรียบง่ายของพวกเขาน่าสนใจเพียงไร

Itsuki ญี่ปุ่น

การทำแยมโฮมเมดจบลงด้วยการบรรจุลงขวด ลงถุง เพื่อเตรียมไว้สำหรับนำกลับเมืองไทย ขอบคุณฮิโตมิซังที่ถ่ายทอดวิธีการทำแยมให้พวกเราอย่างละเอียด ภารกิจหลักของการเดินทางจบลงในวันนั้น แต่การเดินทางยังไม่จบลง หมู่บ้านอิตซึกิยังมีเรื่องราวมากมายรอพวกเราอยู่

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

Otaki Natural Forest Park

Itsuki ญี่ปุ่น

ทาดาชิซังพาเราเดินไปตามเส้นทางเดินป่า เลียบลำธารสายเล็กที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำคาวาเบะ แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงหมู่บ้านอิตซึกิ ระหว่างทางทาดาชิซังแนะนำให้เรารู้จักเฟิร์นและต้นไม้ชนิดต่างๆ ที่พบในป่า เราได้รู้จักต้นคุโรโมจิ ต้นไม้สีดำที่นำไปทำไม้จิ้มขนมในพิธีชงชา ต้นโฮโนกิ (แมกโนเลียญี่ปุ่น) ที่สามารถนำเนื้อไม้ไปทำแม่พิมพ์สำหรับพิมพ์งานศิลปะ และใบโฮบะใช้ห่ออาหารในหลายเมนู เช่น โฮบายากิ เห็ด Monkey Chair อายุกว่าร้อยปีมีสรรพคุณเป็นยา ดอกคามิเลียที่สามารถนำเมล็ดมาสกัดน้ำมันเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางสำหรับดูแลผมและผิวพรรณ

Itsuki ญี่ปุ่น

เราพบคามิเลีย 2 ชนิดคือ ซาซังก้าและซือบากิ ดอกซาซังก้าจะบานช่วงเดือนพฤศจิกายน และซือบากิจะบานช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ ดอกซือบากิเป็นดอกไม้ประจำหมู่บ้านเวลาร่วงจะร่วงทีเดียวพร้อมกันทั้งดอก ขณะที่ซาซังก้าจะร่วงลงพื้นทีละกลีบ ในป่าเต็มไปด้วยดอกซึบากิที่กำลังเริ่มผลิดอกตูมพร้อมบานเต็มต้นในไม่ช้า ช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนปลายามาเมะจะขึ้นมาวางไข่ในลำธารใส ปลาตัวผู้จะเป็นคนเลือกตำแหน่งวางไข่และทำความสะอาดทรายบริเวณนั้นให้ขาวสะอาด รอให้ตัวเมียมาวางไข่ไว้ใต้ผืนทรายและจากไป และหลังจากนั้นปลาตัวผู้จึงจะมาปล่อยเชื้อให้ผสมกับไข่ของตัวเมีย

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

“เราดื่มน้ำในลำธารได้ไหม” น้องคนหนึ่งถาม

 “ได้สิ น้ำที่นี่สะอาดมาก” 

น้ำในลำธารรสชาติดีกว่าน้ำในขวดมาก เราจึงตัดสินใจเทน้ำในขวดทิ้งและกรอกน้ำในลำธารพกเก็บไว้แทน

Handmade Acorn Gallery Cafe

Itsuki ญี่ปุ่น

Itsuki ญี่ปุ่น

 ซูจิซังและภรรยาย้ายจากฮิโตโยชิมาทำ Gallery Cafe ในหมู่บ้านนานหลายปีแล้ว ซุจิซังเป็นศิลปินทำงานปั้นโดยใช้ดินในหมู่บ้านสร้างงาน ถ้าดินที่ใช้มีเหล็กมากเซรามิกที่เผาออกมาจะมีสีเทาเข้ม ถ้ามีเหล็กน้อยก็จะได้เซรามิกสีน้ำตาล ดินสีขาวที่ซูจิซังใช้สร้างลวดลวยดอกบ๊วย ดอกซือบากิ และลวดลายอื่นๆ บนถ้วยกาแฟ ถ้วยชา แจกัน กาน้ำชา ที่คั่วกาแฟและชิ้นงานอื่นๆ เป็นดินจากริมทะเล ใกล้กับคูมาโมโตะ เห็นได้ชัดว่าลวดลายส่วนใหญ่บนงานของซูจิซังได้แรงบันดาลใจต้นไม้ดอกไม้ในหมู่บ้าน

Itsuki ญี่ปุ่น

เค้กอร่อยที่นี่เป็นฝีมือของมาซาโกะซังภรรยาของซูจิซัง หนึ่งในเมนูอร่อยทำจากส้มคึเนะบุ ซึ่งเป็นส้มท้องถิ่นของหมู่บ้าน เมื่อถึงฤดู พวกเขาจะเก็บส้มมาทิ้งไว้ให้ลืมต้นนานหลายสัปดาห์ ก่อนนำมากวนเป็นแยมถนอมเก็บไว้ใช้ตลอดปี พวกเขาเเลือกใช้วัตถุดิบที่หาได้ในหมู่บ้านมาทำขนม ทำภาชนะ นอกเหนือจากแยมส้ม เรายังเห็นแยมที่ทำจากเบอร์รี่ป่าที่หาได้ในหมู่บ้านวางขายอยู่ในร้าน ถ้วยกาแฟจับถนัดมือฝีมือซูจิซังจากดินในหมู่บ้าน จานรองไม้ ช้อนคนจากเศษไม้ที่หาได้ในป่า นี่คือเสน่ห์ของร้าน ขอบคุณยูจังอีกครั้งที่พาเราไปที่นี่ในบ่ายวันนั้น

อยากดูดาวที่บ้านเก่า 80 ปี เอนกาวะ

เอนกาวะ (Engawa) มีความหมายว่า ระเบียงบ้าน บ้านหลังนี้เป็นของชาวบ้านในหมู่บ้านคนหนึ่ง หลังจากที่เธอเสียชีวิตลงก็กลายเป็นบ้านร้าง ลูกชายของเจ้าของบ้านใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ตัดสินใจยกบ้านหลังนี้ให้กับหมู่บ้าน กลุ่มชาวบ้านนำโดยโยตะกะซังได้บูรณะบ้านหลังนี้เพื่อเตรียมเปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆ ที่นี่มีพิซซ่าที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นขาย ใช้น้ำต้มชาจากน้ำแร่ธรรมชาติที่ได้จากภูเขาสูงกว่า 1,000 เมตร และจะเป็นจุดชมดาวที่สวยมาก

เราไปที่นั่นเพื่อทานอาหารกลางวัน บนโต๊ะมีอาหารจานเล็กจานน้อยวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ บ้างก็อยู่ในกล่อง มีป้ายชื่อคนทำวางอยู่ข้างๆ พอทานเสร็จคานะจังก็นำของที่ระลึกที่ทุกคนที่นี่ช่วยกันทำ เป็นโอริกามิรูปต่างๆ ที่ใส่ถุงพร้อมติดชื่อพวกเราทุกคนไว้มาให้ คานะจังเป็นผู้ดูแลที่นี่อีกคน เป็นอาสาสมัครทำงานให้กับหมู่บ้าน ตอนเด็กๆ เธอกลับมาเยี่ยมคุณปู่คุณย่าและคุณตาคุณยายที่นี่ในช่วงปิดเทอมบ่อยครั้ง และเมื่อคุณพ่อของเธอตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่หมู่บ้าน คานะจังจึงตามกลับมาทำงานช่วยชุมชนที่นี่

HISTORIA TERRACE ITSUKIDANI

ที่นี่เป็นที่แสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ของหมู่บ้านอิตซึกิ เราชื่นชอบการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวบ้านที่จัดแสดงเป็นแนวตั้งมาก เพราะใช้พื้นที่ไม่มากแต่ทำให้นิทรรศการน่าสนใจ เราสามารถทานอาหารและชาในคาเฟ่เล็กๆ ในนี้ได้ Kinai Cafe ขายอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากหมู่บ้าน น่าเสียดายที่เราไปถึงที่นั่นเกินเวลาอาหารกลางวันแล้ว

Itsuki ญี่ปุ่น Itsuki ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังมีห้อง Kodomo Kan สำหรับให้คุณแม่พาลูกน้อยมาเล่น ภายในห้องมีบ่อลูกบอลไม้ บ้านไม้ ร้านค้าจำลอง และของเล่นไม้อื่นๆ ที่แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราเมื่อหลงเข้าไปในห้องนี้ก็ใช้เวลาอยู่ในนั้นเป็นชั่วโมง ติดกับห้องของเล่นมีมุมห้องสมุดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยหนังสือที่คนในหมู่บ้านสามารถยืมกลับไปอ่านได้ ที่นี่อยู่ใกล้กับโรงเรียน เราจึงได้เห็นภาพเด็กๆ มานั่งอ่านหนังสือ ทำการบ้านกัน ภายในบริเวณห้องสมุดนี้ นอกจากนี้ก็มีมุมให้ฟังเพลง Itsuki Lullaby กันแบบเพลินๆ จนอาจเผลอหลับไปได้

สื่อสารกันด้วยงานฝีมือ อาหาร เพลงการ์ตูน และการเต้นรำ

Itsuki ญี่ปุ่น

เราจัดงานเลี้ยงที่ Miyazono บ้านร้อยปีที่เราพักเพื่อทำความรู้จักชาวบ้านให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการเลี้ยงขอบคุณทุกคนก่อนจะเดินทางกลับ ทุกคนที่เราได้พบก่อนหน้านั้นจะมาเจอกันอีกครั้งในคืนนี้  ยูจังขอให้พวกเราเตรียมรูปและพูดถึงสิ่งที่พวกเราทำที่เมืองไทยเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวบ้าน เราจัดมุมคราฟต์เล็กๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราว มีผ้านวมเย็บมือ กระเป๋าจากผ้าที่ย้อมด้วยสีจากป่าหลังบ้าน เสื้อผ้าที่ตัดเย็บและออกแบบจากลายผ้าพิเศษ พร้อมทำเมนูอาหารไทยอย่างผัดไทย แกงเขียวหวาน ส้มตำ และ ต้มยำที่เลือกใช้ส้มยูสุแทนมะนาว

ชาวบ้านรวมทั้งเพื่อนๆ ในกลุ่ม Green Tourism Association กว่า 30 คนมาเจอกันในคืนนั้น ทุกคนนำเมนูโฮมเมดอย่างเกาลัดต้มน้ำตาล เต้าหู้ทอดกับน้ำซุปเห็ด หน่อไม้ป่าดองเกลือผัดไข่ สาเกหมักน้ำตาลทรายแดงอายุ 2 ปี วาราบิที่เก็บในเดือน 5 ผัดกับมายองเนสใส่พริกนิดหน่อย ชาวบ้านบอกว่ากินกับเหล้าสาเกอร่อยมาก เห็ดฮิตาเกะทอด ถั่วแดงโมจิ หัวผักกาดปลูกเองดองเกลือกับน้ำส้มยูสุ โกบุดองกับยูสุ ปลาอายุจากแม่น้ำคาวาเบะ มาพร้อมบอกเล่าความพิเศษของอาหารของพวกเขา 

Itsuki ญี่ปุ่น

เพลงในการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน, อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ที่ร้องได้จนขึ้นใจตั้งแต่เด็ก เป็นเครื่องมือที่เราใช้สื่อสารและเชื่อมโยงกันได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งเรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และทำให้ทุกคนเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางภาษา

ภาพการเต้นรำแบบญี่ปุ่นและการรำวงแบบไทยๆ ของทุกคนในคืนนั้นยังทำให้ฉันอมยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง

とってもうれしいです(^-^)

あなた達が帰ったあと、グループみんなで近い将来あなた達に会いに行こうと決めました。

私の子供がタイに6人も出来たと思っています ❤️

นี่คือข้อความจากคุณแม่ฮิโตมิที่ส่งมาหาอ้อมเพื่อบอกว่า พวกเขาทุกคนที่นั่นตัดสินใจจะเดินทางมาเยี่ยมพวกเราที่เมืองไทยในเร็ววัน เวลาเพียงไม่กี่วันในหมู่บ้านทำให้เราผูกพันกันเหมือนญาติสนิท ขอบคุณยูจัง ผู้หญิงมหัศจรรย์และหัวใจอันยิ่งใหญ่ของเธอ ผู้หญิงที่นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ ขอบคุณที่พาเรามารู้จักหมู่บ้านที่รักของเธอ ขอบคุณการต้อนรับอันอบอุ่นของทุกคน แล้วพวกเราจะกลับไปตามสัญญาเพื่อดูดอกซือบากิบานด้วยกัน

Itsuki ญี่ปุ่น

ขอขอบคุณ: กุลภดามาศ เส็งประชา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ศิริลักษณ์ ริ้วบำรุง

จบคณะโบราณคดี ศิลปากร เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นครู และ เลือกเป็นครูของลูกด้วยการทำบ้านเรียน ปัจจุบันก็ยังเลือกเป็นครูพาเด็กๆเก็บผัก เก็บดอกไม้ใบไม้ มาทำขนม ทำงานศิลปะ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

1
วันที่ฉันตื่น

(Awake to the Truth)

ฉัน ณ ขณะนี้ ได้รับ ‘โอกาสให้ตื่น’ ขึ้นมาเห็นความงดงามของโลกใบนี้อีกครั้ง หลังการผ่าตัดใหญ่      

ฉัน ณ ขณะนี้ ตื่นขึ้นมาพบกับความจริงอันธรรมดาที่แสนวิเศษว่า ควรใช้เวลา (ที่ไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อใด) ให้คุ้มค่ากับคนที่รักเรา อาทิ ครอบครัว พี่พี่พี่ เพื่อนเพื่อนเพื่อน อันเป็นที่รักและเคารพยิ่ง

ฉัน ณ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพักฟื้นทางกาย โดยมีช่วงวันเวลาดี ๆ ของการท่องเที่ยวในวันวาน ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำศัพท์ว่า Halcyon Days เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงให้จิตใจมีพลัง (เมื่อใจสบาย กายก็สบายตามใจไปด้วย) 

ด้วยเหตุฉะนี้ จึงเป็นที่มาของการเขียนบันทึกความจำ วันดี ๆ ที่เปอร์โตริโก…

2
เกริ่นนำ : เปอร์โตริโก ดินแดนสหรัฐอเมริกา 

   (The Overture to Puerto Rico : A Territory of the United States)

ช่วง 4th of July (วันชาติอเมริกา) ตัวฉันซึ่งยังอยู่ที่นั่น ณ เวลานั้น พยายามดิ้นร้นหาข้อมูลอย่างหนัก เพื่อหาสถานที่ไปผจญภัยช่วงวันหยุดยาวของสหรัฐอเมริกา ในช่วงสถานการณ์ที่การระบาดของโควิดยังระบาดหนัก ประเทศแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนที่ฉันปรารถนาไปเยือนให้ได้สักครั้ง ยังคงปิดพรมแดนอย่างแน่นสนิท ดังนั้น โจทย์หลักของฉันคือต้องเข้า-ออกได้โดยไม่ต้องกักตัวและไม่ต้องตรวจโควิด อันดับต่อมา ต้องเป็นดินแดนที่มีทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

ด้วยเหตุฉะนั้น เปอร์โตริโก ถือว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

เนื่องด้วยเปอร์โตริโก มีสถานะเป็นดินแดนของสหรัฐฯ (A Territory of The United States) ผู้ที่ถือวีซ่าอเมริกันอย่างฉันจึงเดินทางได้ปกติ เสมือนเดินทางข้ามรัฐในประเทศสหรัฐฯ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อ ค.ศ. 1898 สเปนและสหรัฐฯ ได้ลงนามในสนธิสัญญา (Treaty of Paris) เพื่อยุติสงครามระหว่างกัน 

โดยส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาดังกล่าว ระบุว่าสเปนยกเปอร์โตริโกให้อยู่ในการปกครองของสหรัฐฯ  การปกครองของเปอร์โตริโก มีประธานาธิบดีสหรัฐเป็นประมุขแห่งรัฐ และมีผู้ว่าการซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นหัวหน้ารัฐบาล โดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ดูแลด้านการต่างประเทศ เช่น การค้าระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และด้านศุลการกร เป็นต้น ส่วนเปอร์โตริโกมีอำนาจหน้าที่ดูแลด้านกิจการภายใน ซึ่งการที่เปอร์โตริโก เป็นดินแดนของสหรัฐฯ ทำให้การท่องเที่ยวง่ายขึ้น เนื่องจากใช้สกุลเงินดอลลาร์ มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์ค่ายเดียวกับบนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ จึงไม่ต้องแลกเงินหรือเปลี่ยนซิมการ์ดให้ยุ่งยากแต่อย่างใด

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ
แผนที่เปอร์โตริโก
ภาพ :  www.worldatlas.com

เปอร์โตริโกตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลแคริบเบียน ห่างจากเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา (Miami, Florida) ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,600 กิโลเมตร โดยใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที ก็จะมาถึงซานฮวน (San Juan) เมืองหลวงของเปอร์โตริโก

3
เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

(The Oldest City and The Oldest Fort in USA)

ซานฮวนนับเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยใน ค.ศ. 2022 มีอายุ 501 ปี และเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) ซึ่งหมายถึงดินแดนอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘โลกใหม่’ (New World) 

ย้อนไปเมื่อ ค.ศ. 1493 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ของสเปน เป็นผู้ค้นพบเกาะแห่งนี้และตั้งชื่อว่า San Juan Bautista ต่อมา ค.ศ. 1521 Juan Ponce de Leon นักสำรวจชาวสเปน ได้ออกสำรวจแถบทะเลแคริบเบียนอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ทอง แร่เงิน เป็นต้น จึงก่อตั้งเมืองซานฮวนขึ้นและเป็นผู้ว่าการคนแรก 

นับแต่นั้นมาเมืองซานฮวนจึงมีสถานะเป็นเมืองหลวงของเปอร์โตริโก มีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่าของสเปน เหล่าบรรดาเรือขนส่งสิ่งของมีค่าและทรัพยากรที่มีค่าจากดินแดนต่าง ๆ ใช้เป็นจุดพักระหว่างสเปนกับเกาะ Hispaniola นอกจากนั้น ในศตวรรษที่ 16 เมืองซานฮวนยังถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของสเปน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นเดินทางของนักสำรวจเพื่อสำรวจดินแดนใหม่ ๆ ในส่วนของซีกโลกตะวันตก ด้วยเหตุนี้เองเมืองซานฮวนจึงได้รับความสนใจจากโจรสลัดและประเทศต่าง ๆ ในแถบยุโรป การโจมตีเพื่อต้องการแย่งชิงทรัพยากรและยึดครองเกาะจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง          

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันบริเวณเมืองเก่าซานฮวน (Old San Juan) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะ ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 16 – 19 มีการสร้างป้อมปราการและกำแพงเมืองเพื่อป้องกันเปอร์โตริโกจากการรุกรานดังกล่าว โดยในครั้งนี้ จะขอพาท่านผู้อ่านไปชมกับความอลังการของป้อมปราการ Castillo San Felipe del Morro หรือคนท้องถิ่นมักเรียกว่า del Morro ซึ่งแปลว่า ‘แหลมที่ยื่นไปสู่ทะเล’ ป้อมปราการนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1539 และได้รับการขนานนามว่า เป็นป้อมปราการที่ ‘แข็งแกร่งที่สุดในซีกโลกตะวันตก’ ณ ขณะนั้น เนื่องจากถูกรุกรานและโจมตีหลายครั้ง

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อ ค.ศ. 1595 ที่กองทัพเรืออังกฤษพยายามโจมตี แต่ถูกโต้ตอบกลับด้วยปืนใหญ่จากป้อมปราการแห่งนี้จนต้องล่าถอยไป หรือเมื่อ ค.ศ. 1625 ที่เนเธอร์แลนด์พยายามยึดเมืองซานฮวนด้วยการเผาทำลายเมือง แต่ก็ทำอะไรป้อมปราการแห่งนี้ไม่ได้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้ว่า ป้อมปราการแห่งนี้เคยถูกยึดครองได้เพียงครั้งเดียวในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

ฉันยังจำความรู้สึกตอนเดินเข้าสู่ป้อมปราการแห่งนี้ได้ว่า เหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังเทพนิยายยุคโบราณที่มีทหารใส่ชุดเกาะกำลังขี่ม้าเข้าประตูเมือง เนื่องจากทางเข้าเพื่อเดินเข้าไปภายในต้องเดินผ่านสะพานหินซึ่งพาดข้ามผ่านคูเมือง (ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นสนามหญ้า) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าไปโดยง่าย ส่วนด้านนอกมีกำแพงหนากว่า 5 เมตร ล้อมรอบตัวป้อมปราการ

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

เมื่อเดินเข้าไปสู่ภายในมีทั้งหมด 6 ชั้น โดยแต่ละชั้นมีทางลาดที่เดินเชื่อมถึงกันได้ โดยเแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ เช่น ค่ายทหาร ส่วนป้องกันที่มีการติดตั้งปืนใหญ่ ห้องครัว คุกใต้ดิน เป็นต้น เมื่อเดินเข้าไปในส่วนที่ติดตั้งปืนใหญ่ ซึ่งหันปากกระบอกออกไปทางทะเลแคริบเบียนอันกว้างใหญ่ จึงทำให้นึกภาพตามและเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมสถานที่แห่งนี้จึงเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของสเปน (A Strategic Location) สมัยล่าอาณานิคมตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 – 19 จวบจนถึงยุคเปลี่ยนผ่านมาเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ยังคงถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2                  

ตั้งแต่ ค.ศ. 1983 องค์กรยูเนสโกประกาศให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นมรดกโลก ซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองของยุคล่าอาณานิคมของอาณาจักรสเปน อีกทั้งยังเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ 

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ดึงดูดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว นอกจากจะมาดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์แล้ว ยังกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตอนที่ฉันไปอากาศกำลังดี หลายครอบครัวพาลูกมาเล่นว่าวที่สนามหญ้าบริเวณด้านหน้าของป้อมปราการ แรงลมทะเลที่ปะทะประกอบกับความสวยงามของท้องทะเลแคริบเบียนที่ไล่ระดับตั้งแต่สีฟ้าอ่อนจนถึงสีน้ำเงินเข้ม ฉันรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อยู่ ๆ เพลง Lucky ของนักร้อง เจสัน มารซ ก็ดังก้องเข้ามาในหัว 

“Do you hear me, I’m talking to you. Across the water across the deep blue ocean. Under the open sky, oh my, baby I’m trying…” 

และฉันก็ค่อย ๆ หย่อนตัวหามุมสงบบนสนามหญ้าให้ตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีเสียจริง ที่ได้แค่ ‘มานั่งหายใจและได้ปล่อยความคิด’ ณ ที่แห่งนี้ ก็มีความรู้สึกดีมากมาย

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ
สนามหญ้าหน้า del Morro
ภาพ : www.discoverpeurtorico.com

หลังจากเดินออกจาก del Morro ฉันนึกได้อย่างหนึ่งว่า เมื่อเช้านี้ตอนเดินไปหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว ได้เจอคุณลุงคุณป้าคู่หนึ่งที่เคยอยู่เปอร์โตริโกมาตั้งแต่เด็กก่อนอพยพไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่ แนะนำว่าถ้าตั้งใจจะไป del Morro อยู่แล้ว ให้ลองเดินเลียบตามกำแพงเมืองเก่ามาเรื่อย ๆ เป็นบริเวณที่เรียกว่า La Perla ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่า หาไม่ยาก จะเห็นป้ายเลย 

ฉันลองเดินตามคำบอกจากป้อมปราการ ประมาณ 20 นาที (ตามอัตราเดินเป็นเต่าทะเลของฉัน) ก็มาถึง เปิดมือถือหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ความว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 สถานที่แห่งนี้เป็นโรงฆ่าสัตว์ เป็นที่อยู่อาศัยของทาสและคนฐานะค่อนข้างลำบากที่อพยพมาจากต่างเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้กำลังปรับภาพลักษณ์ โดยมีการทาด้วยสีสันที่สวยงาม และปรับปรุงสนามบาสให้มีสีสันสดใส

อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาฉันอย่างมากในบริเวณเขตเมืองเก่าซานฮวน คือ สีสันอันหลากหลายของตึกช่างเข้ากับสภาพอากาศเขตร้อนยิ่งนัก สีของแต่ละตึกเหมือนภาพวาดที่จิตรกรตั้งใจบรรจงแต่งแต้ม ไม่ว่าจะเป็นสีชมพู สีฟ้าน้ำทะเล สีเขียวแอปเปิล สีส้มปลาแซลมอน สีเหลือง สีม่วง ความหลากสีสันของตึกเกิดจากการริเริ่มโครงการของรัฐบาลที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามจะทาสีไหนได้นั้นต้องขออนุญาตจากทางการเสียก่อน

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

4
กล้วยกล้ายและน้ำผลไม้ปั่น

(Traditional Foods: Plantain and Pina Colada)

สำหรับฉัน สิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกการเดินทาง คือ การลิ้มลองอาหารท้องถิ่น เพราะนั่นคือการเรียนรู้วัฒนธรรม พออยู่ที่นี่ได้สักสองสามวันฉันเริ่มจับทางได้อย่างหนึ่งว่า Mofongo ถ้าเทียบกับบ้านเรา คือ ข้าวผัดกะเพราะนี่เอง เพราะหารับประทานได้ทั่วทุกมุมของเมือง และทุกร้านต้องมีเมนูนี้

อ่านถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า Mofongo คืออะไร รสชาติเป็นอย่างไร 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

ต้องขออธิบายก่อนว่า ด้วยความที่เปอร์โตริโกตั้งอยู่ในเขตร้อนโดยได้รับอิทธิพลจากลมทะเล (Tropical Marine) ฉะนั้นพืชผลที่ปลูกจึงคล้ายกับทางบ้านเรา ผลไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกกันเยอะ คือ กล้วยกล้าย (Plantain) หน้าตาเหมือนกล้วยและอยู่ในตระกูลเดียวกัน ซึ่ง Mofongo คือ การนำกล้วยกล้ายดิบไปทอด เมื่อทอดแล้วนำมาบดและตำ ผสมกับกระเทียม กากหมู เนย และน้ำมัน เวลาเสิร์ฟก็จะนำไปใส่ลงในถ้วย แล้วโปะใส่จานอีกทีหนึ่ง หน้าตาก็เป็นสีเหลืองรูปทรงตามภาชนะของถ้วย ซึ่งเทียบได้ว่าคนเปอร์โตริกันทาน Mofongo เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต ส่วนคนไทยทานข้าวสวยหรือข้าวเหนียว แล้วแต่จะเลือกเลยว่า จะทาน Mofongo คู่กับเนื้อสัตว์ประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็นปลา ปลาหมึก เนื้อ หรือหมูก็ได้ แต่สำหรับฉัน มาทะเลทั้งที ก็ต้องขอทานกับปลาทอดแถบแคริบเบียนสักหน่อย 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

แน่นอนว่าเครื่องดื่มเย็นจับใจดับกระหายที่ขาดไม่ได้ในสภาพอากาศร้อนริมทะเล คือ น้ำผลไม้ปั่น หรือ Pina Colada ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และกลายเป็นเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเขตร้อน โดยเฉพาะแถบริมทะเลนั้น มีจุดกำเนิดมาจากเปอร์โตริโก อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันทุกวันนี้ว่าใครเป็นผู้คิดค้นคนแรก ระหว่าง Ramon Monchito Marrero บาร์เทนเดอร์ โรงแรม Calibre Hilton หรือร้านอาหาร Barrachina ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าซานฮวน 

ซึ่งจากทริปนี้ฉันได้มีโอกาสลองที่ร้าน Barrachina ตรงหน้าร้านมีป้ายหินอ่อนติดไว้ว่า ‘ที่แห่งนี้เป็นคนคิดค้น Pina Colada เมื่อปี 1963 โดย Ramon Portas Mingot’ ไม่ว่าใครจะคิดค้นก็ตาม ฉันได้ค้นพบว่าตัวเองว่าหลงใหลความลงตัว และความสดชื่นของเครื่องดื่มชนิดนี้ จนกลายเป็นเครื่องดื่มประจำตัวของฉันไปโดยปริยายหลังจบการเดินทาง

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

เหตุที่ฉันเรียก Pina Colada ว่าน้ำผลไม้ปั่น เนื่องจากส่วนประกอบหลัก คือ น้ำสับปะรด น้ำนมมะพร้าว และน้ำมะพร้าว  ซึ่งล้วนเป็นผลไม้เขตร้อนแล้วนำไปปั่น เหมือนกับน้ำปั่นเกล็ดหิมะ (Slushie) และพอเรียกว่าน้ำผลไม้ปั่นแล้วดูตัวเองว่าไม่ใช่พวกขี้เมาแต่อย่างใด และเหมาะแก่ผู้อ่านทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงสตรีมีครรภ์ เพราะพนักงานที่นี่จะถามก่อนเสมอว่า จะใส่หรือไม่ใส่เหล้า ถ้าใส่เหล้า เหล้าที่ใส่จะเป็นเหล้ารัม  ส่วนวิธีเสิร์ฟก็แล้วแต่ร้านว่าจะสร้างสรรค์อย่างไร เช่น บางร้านมาในรูปสับปะรด มีชิ้นเนื้อสับปะรดอยู่ด้วย หรือบางร้านก็มาในแก้ว บีบวิปครีมและมีลูกเชอร์รีสีแดงอยู่บนสุด 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

5
บทส่งท้าย

(Epilogue)

การออกเดินทางของคนสมัยก่อน อาทิ นักสำรวจชาวสเปน มีจุดประสงค์หลักเพื่อเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรในการดำรงชีวิต ต่างกับสมัยปัจจุบัน เช่น ฉันเป็นต้น การเดินทางแสวงหาดินแดงใหม่ ๆ เป็นไปเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจชีวิต เพื่อตกผลึกความคิด เพื่อดำรงอยู่กับความเป็นตัวเอง  

เกือบจะครบ 1 ปีพอดีที่ฉันได้ไปเยือนเปอร์โตริโก ช่วงพักฟื้นนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้ตอบสนองสิ่งหนึ่งที่อยากทำมานาน คือ การเขียนเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์การเดินทาง แต่ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ถอยห่างจากความฝันออกมาไกลเรื่อย ๆ

ณ ขณะนี้ ตัวฉันกำลังฟูมฟักตัวเองเต็มที่ เพื่อจะได้ลุกขึ้นมาเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ ๆ อีกครั้ง 

แหล่งที่มา :

www.nps.gov

thaiembdc.org/th

loc.gov/rr/hispanic/1898/treaty.html

www.discoverpuertorico.com

welcome.topuertorico.org

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เมธิรา ผาตินุวัติ

สาวอักษรฯ จุฬาฯ รุ่น 70 ฝันใฝ่ต้องการจะเป็นนักเขียนมากที่สุด แต่โชคชะตาพลิกผันและถูกกำหนดมาแล้วเสมอ ให้มาเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ทำได้แค่เพียงบริหารโชคชะตาให้ดีที่สุด มีพ่อเพ้งเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในชีวิต รักการท่องเที่ยว ชอบเรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เคารพความต่างของมนุษย์เสพย์ติดการเสาะแสวงหาร้านอาหาร ชอบฟังเพลง ชอบศาสตร์ การผสมเครื่องดื่ม (Cocktail Mixology)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load