“สวัสดีครับคุณผู้ชม คุณผู้ชมอยู่กับ iTAN แทนไร้เทียมทาน และนี่คือรายการ แท่น แทน แท๊น ทางช่อง iTAN TV”

เสียงเจื้อยแจ้วและบุคลิกกระฉับกระเฉงในต้นคลิปของช่องยูทูบ iTAN TV แทบทุกคลิป คงจะเป็นตัวการันตีความเชี่ยวงานในวงการมาอย่างยาวนานของ แทน-กิตติเดช วิมลรัตน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘แทนไร้เทียมทาน’ ได้เป็นอย่างดี

หากย้อนกลับไปเมื่อราว ๆ 10 กว่าปีที่แล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า แทนไร้เทียมทานเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเส้นทางสายอาหารที่สำคัญมากคนหนึ่ง และทุกวันนี้ที่เทคโนโลยีเริ่มขยับไปไกลกว่าที่เคยจินตนาการ ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญซึ่งทำให้ ‘แทนไร้เทียมทาน’ ในวันนั้น กลายมาเป็น ‘iTAN TV’ ในวันนี้

iTAN TV เส้นทางใหม่ของ ‘แทนไร้เทียมทาน’ ผู้เดินทางบนสายอาหารมากว่า 12 ปี

EP.1
The Beginning of แทนไร้เทียมทาน

ถ้าได้รับชมรายการของแทนในตอนนี้ เราคงไม่อาจจินตนาการได้ว่า เขาเคยเป็นคนกลัวการพูดหน้ากล้อง และไม่ได้อยากทำอาชีพพิธีกรเลย

ย้อนไปเมื่อ 12 ปีก่อน แทนเริ่มเข้าสู่เส้นทางสายพิธีกรในรายการโทรทัศน์ช่อง 5 เพราะโปรดิวเซอร์รายการเล็งเห็นศักยภาพการเล่าเรื่องอาหารที่โดดเด่นของเขา สล็อตเวลาบ่าย 3 โมงวันอังคารของช่อง 5 จึงตกเป็นของแทนไปโดยปริยาย และนั่นเอง คือจุดกำเนิดของแทนไร้เทียมทาน

เมื่อมีต้นทางก็ย่อมมีปลายทาง หลังสิ้นสุดบทบาทหน้าที่พิธีกรรายการโทรทัศน์ การปรับตัวในระลอกแรกก็มาถึง เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่าง Instagram เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในประเทศไทย รวมถึงในชีวิตของชายคนนี้ด้วย

“ถ้าเห็นชื่ออินสตาแกรม จะเห็นว่ามันสั้นมาก ชื่อ itan เพราะเราสมัครเร็วมาก คือถ้าไปดูวันที่เข้าร่วม แทบจะเป็นวันแรก ๆ ที่อินสตาแกรมเปิดตัวเลย เราทำแอคเคานต์อาหารเป็นคนแรก ๆ ของเมืองไทย” แทนพูดด้วยน้ำเสียงที่สัมผัสได้ถึงความภูมิใจ

“ไอจีเราในวันแรกมันคือเราเลย ชอบอะไรก็ลงทุกสิ่งทุกอย่าง จนวันหนึ่งคนถามว่าทำไมไม่กลับมาทำรายการอาหารแล้ว ตอนนั้นก็ลองเริ่มลงรูปอาหารสลับกับรูปไลฟ์สไตล์นี่แหละ เราได้แรงบันดาลใจในการทำแอคเคานต์อาหารมาจากร้านอาหารร้านหนึ่ง ในวันนั้นเราติดตามเขาแล้วอยากช่วยเหลือ เพราะเขาย้ายที่แล้วไม่มีคนตามไปกิน ก็เลยรีวิวร้านเขาลงในไอจี ตอนนั้นมีผู้ติดตาม 600 คนเอง ก็คือเพื่อน ๆ ที่ตามมาจากเฟซบุ๊ก ปรากฏว่ามีคนตามไปกิน”

แทนเล่าว่าเขาค้นพบกลไกของเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้น จากการที่อินสตาแกรมในยุคแรก ๆ นั้นรับรู้ได้ว่า คนที่เราติดตามอยู่กดถูกใจโพสต์อะไรบ้าง กลายเป็นการตลาดรูปแบบหนึ่งที่ได้ผลดีเกินคาด

“เรามีผู้ติดตาม 600 คน มีคนกดถูกใจ 60 คน แล้วผู้ติดตามของทั้ง 60 คนนั้นก็เห็นว่าเขามากดถูกใจรูปนี้ ทำให้ร้านมีลูกค้า จากอยู่ที่เดิมเคยขายดี แล้วย้ายร้านไปอยู่ที่ใหม่ พอไม่มีการตลาด คนก็ไม่รู้ว่าย้าย ไอจีเราช่วยบอกว่าร้านเขาย้ายไปอยู่ที่ไหน” แทนขยายความกลไกของโซเชียลมีเดียในยุคนั้นที่ทำให้เขามีความตั้งใจอย่างแรงกล้า ในการผันตัวมาเป็นอินสตาแกรมเมอร์ด้านอาหารเบอร์ต้น ๆ ของประเทศ

“วันหนึ่งเริ่มมีคนแปลกหน้าเข้ามาติดตาม เราก็ลบรูปไลฟ์สไตล์ออกหมดเลย เหลือแต่อาหาร เชื่อไหมว่าภายในเดือนเดียว ยอดผู้ติดตามเพิ่มจาก 600 เป็น 1,000 เลยนะ แล้วภายในไม่กี่เดือนขึ้นเป็น 2,000 3,000 4,000 5,000 จนถึงหลักหมื่น”

เรียกว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ทางโซเชียลมีเดียของแทนเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกยังคงหมุนไปอย่างไม่รีรอ จากแพลตฟอร์มที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อภาพนิ่ง ก็ถึงเวลาเปิดรับสื่อรูปแบบใหม่อย่างวิดีโอ ซึ่งนับเป็นจุดหยุดชะงักที่ยาวนานของแอคเคานต์ itan

“ตอนนั้นใครลงวิดีโอจะถูก Push เข้าไปอยู่ในหมวด Explore แล้ว Growth Rate ของคนทำวิดีโอมันเพิ่มขึ้นไปหมดเลย ภายในช่วงเวลา 1 ปี แพลตฟอร์มวิดีโอของอินสตาแกรมก้าวกระโดดมาก ของเราหยุดอยู่กับที่เลย ถามว่าทำไมถึงไม่ทำวิดีโอ เพราะเราเป็นคนเดียวที่มีสปอนเซอร์เป็นกล้องถ่ายรูป วันที่ทุกคน Push ไปกับวิดีโอหมด เรานิ่งเลย แล้วนิ่งอย่างนั้น 10 ปีเต็ม ยอดผู้ติดตามเพิ่งทะลุ 100,000 คน เมื่อ 2 ปีที่แล้วเอง”

เมื่อมีการยกเรื่องสปอนเซอร์ขึ้นมา ก็อาจเป็นที่สงสัยของใครหลายคนว่า แทนรับงานสปอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารหรือไม่ คำตอบของเขาคือสิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า แทนไร้เทียมทานไม่เคยรับเงินจากร้านอาหารแม้แต่บาทเดียว หรือแม้แต่สปอนเซอร์อะไรก็ตามที่เอาเข้าปากได้ เขาปฏิเสธทั้งหมด สปอนเซอร์ที่แทนจะรับ ต้องเป็นสิ่งที่กินไม่ได้เท่านั้น ซึ่งเมื่อเอ่ยถามถึงเหตุผล เขาก็เปิดเผยสิ่งที่คิดออกมาอย่างจริงใจ

“วันแรกที่ทำไอจีอาหารในประเทศไทย เราอยากให้คนติดตาม เลยไปบอกคนดัง ๆ สมัยก่อนให้ช่วย Shout Out ว่าให้ไปตามอันนี้ อะไรอย่างนี้ เราไปบอกทุกคนว่าให้มาช่วยดูร้านอาหาร โดยจะไม่รับจ้างรีวิว คนเลยเต็มใจเข้ามาช่วยโปรโมตให้เยอะ คนติดตามก็กระโดดจากหลักร้อยเป็นหลักพัน หลักหมื่น ในเวลาอันสั้นมาก เพราะฉะนั้น เราพูดไปแล้วว่าทำอันนี้มา เราไม่ได้รับจ้าง” แทนอธิบายที่มาของเหตุผลซึ่งเขายึดถือมานาน “เราไปบอกเขาว่าเราทำเพื่อช่วยคน เราก็ต้องยึดจุดยืนตรงนี้”

เมื่ออุดมการณ์อันแรงกล้าในการสนับสนุนร้านอาหาร ผนวกกับกระแสเรียกร้องให้กลับมารับบทบาทพิธีกรรายการอาหาร อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่เข้ามาในชีวิตของแทน นั่นคือเส้นทาง ‘ยูทูบเบอร์’ จึงมาถึง 

iTAN TV เส้นทางใหม่ของ ‘แทนไร้เทียมทาน’ ผู้เดินทางบนสายอาหารมากว่า 12 ปี

EP.2
แทนไร้เทียมทาน สู่ iTAN TV และ แท่น แทน แท๊น

“เราทำรายการต่อ ไม่ได้เพื่อให้ตัวเองมีบทบาทหรือว่าเพื่ออะไรนะ หนึ่ง คือยังมีร้านอาหารอีกหลายร้านที่เราต้องซัพพอร์ต ยังมีคนดูอีกหลายคนที่อยากดูเรา ถึงจะน้อยนิด แต่ก็ยังมี” แทนเปิดเผยว่าหลังจากเคยมีบทบาทในช่องยูทูบช่วงหนึ่งและหายไปเกือบพักใหญ่ เขาเลือกกลับมาอีกครั้งใน iTAN TV ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

ช่อง iTAN TV ประเดิมคลิปแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2022 ปัจจุบันมีคอนเทนต์ในช่องรวม 13 คลิป และมียอดผู้ติดตามกว่า 6,500 คน โดยคลิปเปิดตัวมียอดวิวถึงหลักแสน เรียกว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดาเลยกับก้าวแรกในการทำยูทูบ

หากกดไปดูสักคลิป คงสะดุดหูกับชื่อรายการเด่นประจำช่องอย่าง แท่น แทน แท๊น ซึ่งชื่ออันเป็นเอกลักษณ์นี้ เป็นไอเดียของ เทพ-พงศ์เทพ อนุรัตน์ พี่ชายคนสนิทของเขานั่นเอง

“ชื่อรายการถามว่าทำไมต้อง แท่น แทน แท๊น พี่เทพบอกว่า มันเป็นการบอกทุกคนว่านี่คือเราจริง ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการควบคุม กำกับ ดูแลโดยโปรดิวเซอร์หรือว่าอะไร เราเลือกร้านเอง กำหนดทิศทาง ตัดต่อ กำหนดคอนเซ็ปต์ กำหนดมุมกล้องทุกอย่างเอง แต่ช่วงแรกคงเป็นการปรับตัวระหว่างเรากับทีมงาน อยากให้ทุกคนอดใจรอนิดหนึ่ง แต่อันนี้คือเป็นเราเลย คือเป็น แท่น แทน แท๊น

แทนปิดท้ายประโยคที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่รายการได้อย่างเหมาะเจาะ หลังพักดื่มน้ำกันให้คลายร้อน บทสนทนาก็ดำเนินต่ออย่างลื่นไหล

แท่น แทน แท๊น เป็นรายการวาไรตี้ ถามว่า iTAN TV ที่ทำ แท่น แทน แท๊น ออกมาต่างจากช่องอื่นยังไง คือมันวาไรตี้มาก อย่าง 1 เดือนเราจะมี กินข้าวเล่าเรื่องช่อง 3 ครั้ง แล้วจะสลับ 1 ครั้งเป็นเกมโชว์ อันนี้ก็ไม่รับสปอนเซอร์เหมือนกัน” แทนยังคงยืนยันความตั้งใจเดิมของเขา 

“เป้าหมายคือ อยากให้ iTAN TV เป็นเหมือนทีวีช่องหนึ่ง มีทั้งอาหารและเกมโชว์ ต่อไปอาจจะมีท่องเที่ยวหรืออะไรก็ตามที่ไม่จำกัดว่าพิธีกรจะต้องเป็นผม แต่ถ้าวันใดพิธีกรเป็นผม มันก็จะอยู่ภายใต้ แท่น แทน แท๊น

iTAN TV เส้นทางใหม่ของ ‘แทนไร้เทียมทาน’ ผู้เดินทางบนสายอาหารมากว่า 12 ปี
iTAN TV เส้นทางใหม่ของ ‘แทนไร้เทียมทาน’ ผู้เดินทางบนสายอาหารมากว่า 12 ปี

EP.3
เจาะลึกเบื้องหลัง iTAN TV

หากนึกถึงภาพสื่อที่ครองใจใครหลาย ๆ คน จนนำไปสู่อาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีนี้ และกำลังเป็นที่นิยมสูงไม่แพ้อาชีพไหน ๆ คงหนีไม่พ้นการเป็นยูทูบเบอร์ ซึ่งโลกที่กระแสส่วนใหญ่เบี่ยงจากหน้าจอโทรทัศน์ไปสู่หน้าจอสมาร์ทโฟน iPad หรือโน้ตบุ๊ก จนทุกอาชีพ ทุกบทบาท ผันตัวเข้าสู่วงการนี้แทบทั้งหมด แน่นอนว่าสายงานด้านอาหารของแทนก็เป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามปรับตัวให้ทันกระแสสังคม

“เราเป็นนักการตลาด เรามองว่าสิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุดก็คือ Generation Change ของคนปีนี้ ตำรวจ ทหาร พยาบาล หมอ นั่นคืออาชีพในฝันของคนไทย วันนี้ไม่มีใครอยากทำอาชีพเหล่านี้เลย คุณไปถามเด็กประถมนะ โตขึ้นอยากเป็นอะไร เขาจะตอบคำตอบเดียวเลย ยูทูบเบอร์” แทนขยายความประโยคที่เขาพูดก่อนหน้านี้ว่า ‘โลกมันเปลี่ยน’

จากจุดกำเนิดที่อยู่ในโทรทัศน์ เข้าสู่ยุคสมัยของอินสตาแกรม จนกระทั่งได้เดินในเส้นทางยูทูบร่วมกับใครอีกมากมาย คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักกับการเริ่มต้นเส้นทางใหม่ด้วยตนเองในวัย 45 ปี แทนแชร์ประเด็นนี้อย่างจริงจังและไม่ปิดบังว่า

“จำนวนผู้ชมในยูทูบเป็นเด็กนะ ไม่ได้เป็นผู้ใหญ่ เด็กอายุ 21 เวลาฟังคนอายุ 45 เล่าอะไร สิ่งแรกที่รู้สึกคือ มันเหมือนพ่อแม่พูด เพราะฉะนั้น ถ้าคนอายุ 45 เดินเข้าไปหาผู้ชมที่เป็น Majority มันจะเกิดขึ้นช้ามาก ความน่าเชื่อถือมันน้อยเพราะแก่ ดังนั้น สิ่งที่กระทบตามมาคือ ร้านที่เราอยากซัพพอร์ตจะมีคนเห็นน้อย”

เมื่อเล็งเห็นถึงผลกระทบและอุปสรรคของตัวเองในสายงานนี้ เขาจึงเริ่มคิดกลยุทธ์ขับเคลื่อนช่องให้เข้าถึงฐานผู้ใช้งานหลักของแพลตฟอร์ม อย่างวัยเด็กไปจนถึงวัยรุ่นมากขึ้น

“คอนเซ็ปต์รายการที่ออกมาในช่องใหม่เลยกลายเป็น กินข้าวเล่าเรื่องช่อง ยกชื่อรายการย่อยอีกหนึ่งรายการของ แท่น แทน แท๊น ซึ่งเป็นการเชิญยูทูบเบอร์ที่มีชื่อเสียงมากินข้าวร่วมกัน เพื่อเล่าว่าร้านนี้เป็นอย่างไร และนำไปสู่การเจาะลึกเส้นทางการทำงานสายยูทูบเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจ หรือแม้กระทั่งเคล็ดลับความสำเร็จ โดยให้เหตุผลของการทำรายการในลักษณะนี้อย่างกระชับและเข้าใจง่าย คือการที่เด็กเข้ามารับชมรายการของเขามากขึ้น จะนำไปสู่การที่คนจำนวนมากได้เห็นร้านอาหารที่เขาอยากนำเสนอ

“เราบอกไม่ได้ว่าจุดประสงค์ในการทำงานของแต่ละคนคืออะไร แต่จุดประสงค์ของเราชัดเจนแน่นอน คืออยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการซัพพอร์ต ทั้งร้านอาหารและคนที่หาร้านกินอาหาร ช่วยเหลือธุรกิจวงการอาหารให้มันเกิดผลต่อไปถึงผู้ผลิตต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เกษตรกรหรืออะไรก็ตาม เราอาจเป็นเพียงเสียงเล็ก ๆ แต่เราทำให้คนไปกินข้าวเพิ่มขึ้นได้ 1 โต๊ะ ชาวประมงก็ขายปลาเพิ่มขึ้นได้ 1 ตัวแล้ว แค่นั้นเอง”

บทบาทใหม่ของ ‘แทนไร้เทียมทาน’ เมื่อโลกเปลี่ยนผ่าน การเดินบนเส้นทางสายอาหารจึงต้องปรับตัว

EP.4
ผลักดันความฝันของคนอื่น

แม้ iTAN TV อาจดูเป็นน้องใหม่ในแวดวงยูทูบ แต่ประสบการณ์ของแทนเรียกได้ว่าไร้เทียมทานสมฉายา เพราะนอกจากงานเบื้องหน้าอย่างการเป็นพิธีกรผู้เปี่ยมประสบการณ์แล้ว งานเบื้องหลังของเขาก็เข้มข้นไม่แพ้กัน ด้วยการฟอร์มทีมงานมากความสามารถ ทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับหมุดหมายใหม่

“อยากให้ยูทูบเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้ฝันของคนรุ่นใหม่เป็นจริง”

แทนเปิดแผนอนาคตว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ คือให้ทุกคนที่ฝันอยากเป็นยูทูบเบอร์เข้ามาพูดคุยกัน เพื่อสนับสนุนให้ใครก็ตามได้ทำในสิ่งที่รักและชื่นชอบ ขอแค่มีความสามารถและมีใจรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากกว่าคนทั่วไป แทนและทีมงานก็พร้อมช่วยคุณคิดหาไอเดียและวางแผนการทำงานร่วมกัน

“ด้วยความที่เราเห็นฝันของเด็ก รวมถึงเป็นสิ่งที่เรากำลังทำแล้วรู้ว่ามันไม่ง่าย เพราะฉะนั้น ถ้าใครสักคนอยากทำแล้วมีคนช่วยซัพพอร์ต ไม่ต้องช่วยโปรดักชันก็ได้ ช่วยคิดช่วยแนะนำอย่างนี้ ก็เป็นหนึ่งจุดเล็ก ๆ ที่เข้าไปต่อฝันของเด็กรุ่นใหม่ให้ไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น” แทนเล่าความตั้งใจที่อยากช่วยผลักดันคนรุ่นใหม่ด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น ราวกับกำลังรอวันจะได้เจอกับกลุ่มคนซึ่งมีแพสชันในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ต่างกับเขา

ร้านนี้ดีปะ”

“ร้านนี้อร่อยไหม”

เชื่อว่าประโยคเหล่านี้คงเป็นประโยคที่หลาย ๆ คนต้องเคยเป็นทั้งผู้ถามและผู้ถูกถามบ้างไม่มากก็น้อย ในทุกครั้งที่กำลังจะเปิดใจลองร้านอาหารใหม่ ๆ และบทสรุปของคำถามนั้นอาจไม่ได้จบลงที่ไหน แต่เป็นการหารีวิวผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ

เมื่อคำรีวิวเป็นสิ่งสำคัญที่ใครหลาย ๆ คนใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกมื้ออาหารสัก 1 มื้อ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกนักที่ในปัจจุบันจะเห็นนักรีวิวรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน รวมถึงร้านอาหารหลายร้านที่เป็นเป้าหมายให้นักรีวิวจับจ้องเพื่อหยิบยกมาเป็นคอนเทนต์ จนอาจเคยเห็นเหตุการณ์ที่ร้านอาหาร 1 ร้าน ได้เข้าไปอยู่ในเพจรีวิวอาหารกว่า 10 เพจ ซึ่งเมื่อเราลองนำประเด็นนี้มาสนทนากับแทน ก็ได้เห็นถึงมุมมองในฐานะนักรีวิวอาหารรุ่นเก๋าคนหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

“วันนี้ร้านอาหาร 1 ร้าน มีเพจมารีวิวเต็มเลย มันเยอะไปไหมสำหรับผู้บริโภค ถ้าถามในความเห็นเรา ในแต่ละกลุ่ม ในแต่ละเพจ เขาก็มีกลุ่มแฟนคลับที่ต่างกัน มันอาจจะมีซ้อนกันบ้าง หรืออาจจะมีส่วนที่ตรงกันบ้าง แต่อย่างน้อยมันมีกลุ่มที่ไม่ตรงแน่ ๆ เพราะฉะนั้น ยิ่งมี Food Vlogger เยอะ มีเพจเยอะ มีคนรีวิวเยอะ ก็ยิ่งดีกับธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหาร ร้านจะมีคนเห็นมากขึ้น Supply หรืออะไรก็ตามก็มีคนใช้บริการมากขึ้น เพราะฉะนั้นยิ่งเยอะยิ่งดี

“วันนี้เด็กสมัยใหม่ฝันอยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ฝันอยากเป็นบล็อกเกอร์ ฝันอยากเป็นยูทูบเบอร์ นี่เป็นการลองเริ่มอาชีพที่ง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์ คนยุคก่อนบางทีเขาอาจทำสิ่งที่ไม่ชอบไปจนแก่ไปจนตายเลยก็ได้ เพราะไม่มีโอกาสเหมือนเด็กสมัยนี้” แทนเล่ามุมมองผ่านเลนส์ของชายวัย 45 ปี

“อยากให้ทุกคนลองเลย ลองในสิ่งที่ตัวเองชอบ เราอาจได้เจออาชีพที่ชอบจริง ๆ ตั้งแต่ยังเด็กอยู่ก็ได้ ถ้าลองแล้วไม่ชอบ ไม่ Success เราก็อาจจะไม่เหมาะกับการเป็นสิ่งนั้น ก็ค่อยไปทำอย่างอื่นที่มีความสุขกับมัน”

บทบาทใหม่ของ ‘แทนไร้เทียมทาน’ เมื่อโลกเปลี่ยนผ่าน การเดินบนเส้นทางสายอาหารจึงต้องปรับตัว

EP.5
จากวันวานสู่อนาคต

ถ้าย้อนกลับไป เราอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะพ่อแม่ซื้อหนังสือพิมพ์ แล้วมีวันหนึ่งเราไม่ซื้อ แต่ดูในมือถือ จนสุดท้ายพ่อแม่ต้องตามมาดูในมือถือ พอเรามีลูก ลูกก็ดูในมือถือตามเรา แต่หนังสือพิมพ์ไม่ตามมาแล้ว เพราะหยุดไปตั้งแต่พ่อแม่แล้ว จากเดิมเราดูในเฟซบุ๊ก ลูกก็จะเล่นเฟซบุ๊กกับเราก่อน จนเขาไปเจอแพลตฟอร์มใหม่กับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็น Twitter, TikTok เขาก็จะ Shift ไปดูของเขา พอคนในเจเนอเรชันเขาโตขึ้นมา สิ่งที่เราถืออยู่ก็เลือนรางไปแล้ว”

แทนอธิบายการเปลี่ยนผ่านของสื่อในปัจจุบัน ที่ขยับไปพร้อมกับการถือกำเนิดของคนรุ่นใหม่อย่างชัดแจ้ง

กระนั้นคอนเทนต์ด้านอาหารก็ยังคงเป็นสิ่งที่อยู่มาได้ โดยรูปแบบไม่ได้ห่างไกลกันมาก โดยเฉพาะในแง่การรีวิว หรือการมีคนไปชิมอาหารแล้วมาอธิบายความดีงามของอาหารจานนั้น ๆ ให้ฟัง ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับสิ่งที่แทนทำมาตลอดระยะเวลาหลายปีในวงการนี้

“รีวิวอาหารก็ไม่ได้เปลี่ยนมา 30 – 40 ปีแล้วนะ มีทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว ถามว่าทำไมถึงต่อเนื่องที่สุด เพราะมันเข้าถึงง่ายกว่าพวกกราฟหรือชาร์ต ฟังมนุษย์คนหนึ่งพูดว่าอร่อยหรือไม่อร่อยยังไงก็เสพง่ายกว่า”

อย่างไรก็ตาม แม้รูปแบบจะใกล้เคียงกับในอดีต แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับเด็กในยุคนี้ คือการเสพง่ายที่ต้องเพิ่มขึ้นทุกวัน กลายเป็นโจทย์ให้เหล่าผู้สร้างคอนเทนต์ต้องคิดกลยุทธ์การนำเสนอใหม่ ๆ ตลอดเวลา

แทนเดินทางบนเส้นทางสายอาหารมากว่า 10 ปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่โลกหมุนเวียนอย่างไม่รีรอมาหลายครั้ง จนกระทั่งในวันนี้ เขาเดินทางมาถึงจุดที่เล็งเห็นถึงบทบาทใหม่ คืออยากเป็นยูทูบเบอร์ในฐานะอาชีพ

“โซเชียลมีเดียสมัยนี้มี Life Circle ไม่เหมือนธุรกิจสมัยก่อน บอกไม่ได้ว่าธุรกิจนี้อยู่ในจุดไหน เพราะมันเกิดจากผู้บริโภคล้วน ๆ เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งจะไม่มี MSN เคยรู้ไหมว่ามันจะประกาศปิด Internet Explorer ไม่รู้หรอกว่ามันคือช่วงไหนของแพลตฟอร์ม แต่ถามว่าวันนี้อะไรคือดาวรุ่ง มันคือ YouTube กับ TikTok”

แม้เครื่องมือจะเปลี่ยน แต่ความสามารถและเป้าหมายในการทำงานเพื่อสนับสนุนร้านอาหารของแทนไม่เคยเปลี่ยนไป รวมถึงเกณฑ์การคัดเลือกร้านอาหารที่ยืนยันว่า ช่องยูทูบของเขานั้น ไม่ใช่ ‘Content is king’ หรือ ‘Consumer is king’ แต่เป็น ‘iTAN is king’

“เราเป็นคนมีจุดยืนชัดตั้งแต่ทำไอจีแล้วว่า ถ้าไม่อร่อย เราจะไม่พูดถึงเลย จะไม่บอกว่าไม่อร่อย เราเลือกเฉพาะร้านที่รู้สึกว่าอร่อยเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น เราจะไม่เอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานการวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าลิ้นแต่ละคนไม่เหมือนกัน” แทนย้ำจุดยืนในฐานะผู้ผ่านประสบการณ์การรีวิวอาหารมาแล้วอย่างโชกโชน “ร้านที่เราเสนอในยูทูบ หนึ่ง เรารู้สึกว่าอร่อยและเราชอบ สอง เราคิดว่าคนควรจะเห็นเขามากกว่านี้ เพราะเขามีของ ควรได้รับการเผยแพร่แก่สาธารณชน”

การสนทนาดำเนินมาได้พักใหญ่จนเห็นสมควรแก่การปิดท้าย เราจึงขอเอ่ยถามถึงเป้าหมายความสำเร็จที่อยากไปให้ถึง คำตอบที่ได้ไม่เพียงเห็นความมุ่งมั่นที่เหลือล้น แต่ยังเห็นแพสชันที่เขามีต่ออาหารและการซัพพอร์ตร้านอาหาร

“อยากเห็นร้านที่เราไปรีวิว มีคนไปจองคิว ไปต่อคิว จนเกิดปรากฏการณ์แท่น แทน แท๊น กับร้านอาหารในเมืองไทย”

ทิ้งท้ายอีกสักข้อความที่ทำให้เราเห็นถึงอารมณ์ขันของชายวัย 45 ผู้มีความตั้งใจอันแรงกล้าในการเดินต่อบนเส้นทางโซเชียลมีเดีย

“ไม่อยากดูก็ดูเถอะ (หัวเราะ) ให้โอกาสกันหน่อย ให้โอกาสคนรุ่นเก่าได้มาเล่าอาหารในมุมมองที่เขาผ่านประสบการณ์มาหน่อย”

เห็นทีว่าอ่านบทความนี้จบ คงต้องเปิดดูรีวิวร้านอาหารสักร้าน แล้วตามรอยไปฝากท้องในวันนี้แล้วล่ะ

ติดตามช่อง iTAN TV ได้ที่ www.youtube.com/c/iTANTV

บทบาทใหม่ของ ‘แทนไร้เทียมทาน’ เมื่อโลกเปลี่ยนผ่าน การเดินบนเส้นทางสายอาหารจึงต้องปรับตัว

Writer

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

2 พฤศจิกายน 2565
1 K

“คนโบราณก็มองเห็นสีนะ ไม่ใช่เห็นแต่ภาพขาวดำ”

ยิ้มละไมฉายอยู่บนดวงหน้าของ ณล-สวพล สุวนิช ระหว่างที่นิ้วชี้ข้างถนัดกดลงยังปุ่มลูกศรเพื่อนำเราทัศนาจรกรุผลงานฝีมือเขา

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

รูปถ่ายอายุร่วมร้อยปีนับสิบ ๆ ภาพ มีตั้งแต่พระฉายาลักษณ์เจ้านาย งานพระราชพิธี ขุนนางมีชื่อ อารามเก่าแก่ จนถึงสามัญชนดำเนินชีวิตปกติสุข ดูประหนึ่งว่าจะฟื้นคืนมาเป็นปัจจุบันอีกครั้ง เมื่อภาพซึ่งดั้งเดิมถูกถ่ายด้วยฟิล์มกระจกปราศจากสี ถูกแต้มแต่งสีสันใหม่โดยมือข้างที่อยู่บนแป้นพิมพ์

“ภาพนี้เป็นภาพพระเมรุมาศในรัชกาลที่ 8 ท่านสวรรคตไปตั้งหลายปีกว่าจะได้ถวายพระเพลิง เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงได้รับการถวายพระเพลิงพระบรมศพช้าที่สุด” ณลเล่าเรื่องราวข้างหลังภาพทั้งหมดได้อย่างฉาดฉาน แม่นยำ และเปี่ยมสุข “ส่วนภาพนี้ที่เป็นโรงละคร ลงสียากนะ ต้องลงรายละเอียดตัวคนดูไปทีละคนเลย มันก็เลยต้องใช้เวลาเยอะกว่างานอื่น ๆ”

สำหรับคอประวัติศาสตร์ในสังคมออนไลน์ ชื่อเล่น ‘ณล’ ของเจ้าตัวอาจไม่คุ้นหูนักเมื่อเทียบกับนามแฝงในเว็บไซต์พันทิปอันลือกระเดื่องไปทั่วห้องประวัติศาสตร์อย่าง ‘หนุ่มรัตนะ’

ส่วนในเฟซบุ๊ก เขาคนเดียวกันนี้คือผู้ดูแลเพจ ‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจแรก ๆ ที่บุกเบิกการลงสีภาพถ่ายเมืองไทยสมัยโบราณ เสิร์ฟความงามของภาพเก่าพร้อมกับคำอธิบายสั้น กระชับ อ่านง่าย จนมีผู้ติดตามมากกว่า 7 หมื่นคน

คนชอบภาพเก่า

“ในวัยเด็กสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ชอบประวัติศาสตร์เพราะได้อ่านมาเยอะ ที่บ้านก็มีของเก่าบ้าง ก็เริ่มค้นหาประวัติว่าความเป็นมาของมันเป็นยังไง แล้วก็เริ่มซื้อหนังสือตามงานหนังสือมาอ่าน” ณลย้อนความหลังถึงวันเก่าที่จุดประกายตัวตน ‘หนุ่มรัตนะ’ ในตัวเขา

ในตระกูลพ่อค้าชาวจีนของเขา ณลเป็นลูกหลานคนเดียวที่ผ่าเหล่าผ่ากอมาหลงใหลประวัติศาสตร์ชนิดที่จะซื้อหนังสืออ่านกี่ครั้ง ก็ต้องมุ่งไปหยิบตำราประวัติศาสตร์ติดไม้ติดมือมาเสมอ และลงถ้ามีใจรักทางวิชานี้แล้ว อีกสิ่งที่จะต้องรักตามไปด้วยก็คือภาพถ่ายเก่าของผู้คนในอดีต

“พอได้มาเห็นภาพเก่า ก็รู้สึกว่าน่าจะมีเรื่องราวบางอย่างในภาพ ที่บอกเล่าสิ่งที่เราอ่านมาได้” เขาบอก

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

ภาพเก่าที่ณลชื่นชอบมีทั้งภาพถ่ายบุคคล สถานที่ พิธีการในวาระพิเศษ หลายภาพถ่ายมานานเกินศตวรรษ บุคคลในภาพหลายคนก็สิ้นสังขารไปหมดแล้ว ทั้งยังนิยมปั้นหน้าถมึงทึงยามอยู่หน้ากล้อง ทำให้ใครหลายคนรู้สึกหวั่นสะพรึงเมื่อได้เห็น หากณลกลับเห็นเป็นตรงกันข้าม

“ไม่กลัวเลย รู้สึกชอบ” คนรักประวัติศาสตร์ยิ้มขบขัน “เป็นความหลงใหล ประทับใจว่ามันสวย ทุกภาพมีเสน่ห์ในตัว ถ้าดูดี ๆ เวลาผมลงสี ผมจะพยายามเลือกภาพคนคนเดียวกัน ถ่ายกันหลาย ๆ มุม มีสัก 2 – 3 ภาพที่ผมเล็งว่าลงสีแล้วมันสวย องค์ประกอบในภาพสวย มีอะไรไม่รู้ลึก ๆ ที่บอกว่ามุมนี้สวยนะ อะไรแบบนี้ครับ”

แม้นหน้าที่การงานของณลจะเหหันออกจากศาสตร์ว่าด้วยเรื่องราวในอดีตที่เขาหลงรัก จากการเลือกเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์หลังจบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เคยทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ แต่ชีวิตส่วนตัวของเขาไม่เคยเลยที่จะออกหากจากสิ่งเหล่านี้ เขายังคงเป็นขาประจำของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ (หจช.) อันเป็นศูนย์รวมภาพถ่ายเก่าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

“ภาพถ่ายเก่าในประเทศไทยมีเยอะครับ ตอนแรกที่ดูก็นึกว่าจะมีน้อย แต่อย่างหอจดหมายเหตุก็มีภาพกระจกเป็นหมื่นภาพโดยประมาณ แต่ว่าที่เอาออกมามีหลักพันกว่า ๆ เท่านั้นเอง ยังมีอีกเยอะ

“กล้องที่ใช้ถ่ายเป็นกล้องฟิล์มกระจก คนโบราณหน่อยก็กระจกแผ่นใหญ่ ยุคสมัยผ่านไปมันลดเล็ก เหลือเป็นกระจกแผ่นเล็กลง ย่อลง แล้วอุปกรณ์ทางเคมีก็ฉาบง่ายขึ้น การถ่ายรูปง่ายขึ้น แต่ก็ยังคงต้องเข้าไปล้างกระจกเหมือนเดิม”

ณลให้ความรู้คร่าว ๆ ถึงเทคโนโลยีการถ่ายรูปเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว พลันแจกแจงยุคสมัยของภาพถ่ายเก่าที่เขาค้นเจอจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

“ของไทยเท่าที่สังเกตนะครับ ภาพสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 จะเยอะ ยุครัชกาลที่ 7 มีประปราย แล้วพอช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพน้อยแล้ว บางส่วนไม่ได้ส่งเข้าหอจดหมายเหตุ เป็นลักษณะว่ากลุ่มทหารถ่ายแล้วมาลงหนังสือพิมพ์ ซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคนั้นมันมีพิมพ์โลหะ พิมพ์หิน ทำให้คุณภาพการพิมพ์ด้อยลง แล้วฟิล์มพวกนี้มันก็หายไปในช่วงสงครามโลก พวกภาพดี ๆ หาได้น้อย หายาก พวกเหตุการณ์ต่าง ๆ ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม แบบนี้ เฟื่องฟูขึ้นมาอีกทียุคประมาณ พ.ศ. 2490 หลังจากนั้นเป็นต้นไปเราเห็นภาพถ่ายมากขึ้นแล้ว”

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

นอกจากหอจดหมายเหตุที่ใช้เป็นหลัก แหล่งรูปภาพในต่างประเทศก็สำคัญไม่แพ้กัน

“ภาพเก่าจากต่างประเทศ จากห้องสมุดต่างประเทศต่าง ๆ อย่างเช่น British Library แล้วก็ที่ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฮังการี เขาก็มีเหมือนกับชาวต่างประเทศมาบ้านเรา แล้วก็ซื้อก็อปปี้ของบ้านเรากลับไป เสร็จแล้วเขาก็เอามาเผยแพร่ให้ทางเว็บไซต์เพื่อทำสำเนา เราก็ไปได้จากตรงนี้มาด้วย”

มือใหม่หัดลงสี

จากเคยคร่ำหวอดอยู่กับภาพขาวดำไร้ซึ่งสีสันมาทั้งชีวิต อยู่มาวันหนึ่ง ณลก็ได้รู้จักกับกระบวนการสร้างสีให้กับภาพขาวดำของคนตาน้ำข้าว

“ครั้งแรก ๆ เนี่ย ผมเห็นจากในเว็บไซต์ต่างประเทศเมื่อหลัง ค.ศ. 2000” นายช่างวิศวกรเล่าถึงการค้นพบครั้งใหญ่ช่วงปีเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษ “ไปเปิดเว็บไซต์หนึ่งแล้วเห็นภาพจากต่างประเทศ ดูรู้เลยว่าเป็นภาพเก่าลงสี ก็เลยได้เห็นว่า โอ้! ฝรั่งเขาเก่งเนอะ เขาทำกันยังไง

“ก่อนหน้านี้ในเมืองไทยลงสีภาพเก่าแค่งานตกแต่ง รีทัชภาพ อย่างภาพคุณปู่คุณย่า ภาพติดบัตร ภาพขนาด 1 x 2 นิ้ว มีภาพแค่นี้เอง”

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

ดั่งเหมือนโลกของภาพเก่าได้ฉาบทาให้สวยสดใหม่ในความรู้สึกของเขา เผอิญว่าในช่วงเวลาเดียวกัน โปรแกรม Adobe Photoshop ก็เริ่มแพร่หลายเข้ามายังซอฟต์แวร์ประเทศไทย

“ผมลองใช้ Photoshop เป็น Photoshop 3 ยังไม่ใช่ CS ตอนนั้นมีเวอร์ชัน 3, 4, 5, 6 แล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็นซีรีส์ ค.ศ. ตอนนั้นใช้เวอร์ชัน 3 รุ่นนั้นยังพัฒนาเรื่องสีไม่เก่ง พอโปรแกรมมันยังไม่เก่ง เราอยากลงสีแบบนั้นบ้าง ก็ต้องไปศึกษาว่าเขาลงสีกันยังไง มีหลายแบบ วิธีการทำเหมือนเราบวกเลข เราจะเอา 3+1 หรือ 2+2 แต่ผลลัพธ์ออกมาคือ 4 เพราะงั้นการลงสีด้วย Photoshop ก็เหมือนกัน มีวิธี มีไอเท็มหลายแบบ

“ผมก็ไปเลือกมาแบบหนึ่งที่ผมถนัด ซึ่งขั้นตอนประมวลผลค่อนข้างช้า ผมเลือกเป็น Selection แล้วค่อย ๆ ปรับ Adjust สีเอา ทำทีละจุด ๆ ซึ่งภาพแรก ๆ ที่ทำ เท่าที่ผมจำได้คือเป็นภาพคุณยายของผมนุ่งโจงกระเบนภาพหนึ่ง กับภาพมุมสูงของกรุงเทพฯ ถ่ายจากวัดโพธิ์ย้อนขึ้นไปทางถนนสนามไชย ฉายไปทางวัดพระแก้ว นั่นแหละภาพแรก ๆ ที่ทำขึ้นมา”

พูดมาถึงตรงนี้ อดีตวิศวกรของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ถึงกับปรือตาเหมือนยังไม่หายล้าจากความเหน็ดเหนื่อยของการลองผิดลองถูก

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

“หนึ่งภาพก็ใช้เวลานานเป็นอาทิตย์ครับ เพราะมันต้องค่อย ๆ ปรับ Selection ทีละจุด แล้วยังต้องปรับสี เกลี่ยให้เท่า ๆ กัน ก็ลองมือไปเรื่อย ๆ แต่ยังไม่ได้ทำจริงจัง เพราะยังมีหลายอย่างที่ต้องทำ มีทำของจิ๋ว ประกวดของจิ๋ว ทำงานประจำที่บริษัท”

เพราะอย่างนี้ณลจึงเว้นวรรคจากการลงสีที่ทำเป็นงานอดิเรกไปพักใหญ่ ก่อนจะได้รับแรงบันดาลใจระลอกใหม่ที่ทรงพลานุภาพกว่าเก่าเป็นเท่าทวี จากสถานที่ที่เรียกว่า ‘โรงภาพยนตร์’

“จุดเปลี่ยนในชีวิตการลงสีอีกครั้งคือไปดูภาพยนตร์เรื่อง ทวิภพ (The Siam Renaissance) เมื่อ พ.ศ. 2547 ฉากหนึ่งที่เปิดตัวพระนคร เขาเอาภาพมุมสูงมาลงสี จากภาพสีขาวดำแล้วค่อย ๆ เกลี่ยเป็นสีขึ้นมา แล้วมีคนเดินอยู่ ภาพนี้ผมประทับใจมาก”

โดยก่อนหน้านั้นไม่นาน มีงานเปิดตัวผลงานของ อาจารย์พิพัฒน์ พงศ์รพีพร ที่นำเสนอภาพเก่าในมุมพาโนรามาของพระนครสมัยรัชกาลที่ 4 ณลนำภาพส่วนหนึ่งมาทดลองเติมสีบ้าง และฉากใน ทวิภพ ยิ่งกระตุ้นความรู้สึกคลั่งไคล้การลงสีภาพเก่าของเขาให้โลดเร่าไปอีก

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

“ผมก็รู้สึกว่า เอ๊ะ! ภาพนี้เราเคยลงสีมาแล้วนี่ แต่มันมีชีวิตชีวาขึ้นมาบนแผ่นฟิล์มภาพยนตร์ เป็นภาพเคลื่อนไหวด้วย ตื่นเต้น ก็เลยดูไปตั้ง 2 รอบแน่ะ เพราะประทับใจฉากกรุงเทพฯ เปลี่ยนสีนั่นเลย ก็เหมือนที่เราทำสี เพียงแต่ว่าอันนี้เขาใส่ CG เข้าไปให้เคลื่อนไหวได้ เราก็เลยเริ่มลงสีมากขึ้น ๆ แล้วโปรแกรม Photoshop ก็พัฒนาเป็น 4 เป็น 5 แล้ว”

ความชำนาญเริ่มเพิ่มพูนขึ้น พร้อม ๆ กับสายตาที่แลเห็นเทคนิควิธีใหม่ อดีตวิศวกรหนุ่มเริ่มสลับการลงสีภาพขาวดำมาเป็นสิ่งแรก ๆ ที่จะทำเมื่อมีเวลาว่าง แม้อุปกรณ์จะยังไม่เอื้ออำนวยก็ตามที

“เริ่มวางรูปแบบแล้วก็เริ่มลงสีไปเรื่อย ๆ พยายามหาเทคนิคใหม่ ๆ ให้ง่ายต่อตัวเองมากขึ้น เพราะว่าสมัยนั้นยังวาดสีด้วยเมาส์ เพราะไม่มีเมาส์ปากกา ค่อย ๆ เกลี่ย Area Selection แล้วก็ Adjust สี จึงค่อนข้างช้าแล้วก็ยากนิดหนึ่งครับ” ณลว่าด้วยพรายยิ้มที่ดูเย็นใจกว่าก่อน

ดาวเด่นพันทิป

ณลสรรหาภาพเก่ามาลงสีมากขึ้นจนเชี่ยวชาญ เก็บภาพฝีมือตนเองใส่ในอัลบั้มส่วนตัว ผ่านมาได้สักระยะก็บังเกิดความคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะเผยแพร่พวกมันสู่สายตาสาธารณชน

เมืองไทยในยุคมิลเลนเนียมนั้น น้อยคนนักจะได้รู้จักชื่อโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ แอปพลิเคชันที่ให้ลงรูปภาพโดยเฉพาะเช่นอินสตาแกรมก็ยังไม่ถูกสร้างขึ้นมา

แพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายและได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อครั้งกระโน้นคือเว็บบอร์ด ซึ่งคงไม่มีที่ใดเด่นเกินเว็บไซต์พันทิปซึ่งมีกระทู้ทุกหมวดหมู่ แบ่งเป็นห้อง ๆ ให้สมาชิกเลือกเสพข้อมูลได้ตามความสนใจตน ความรักความชอบที่มีให้ประวัติศาสตร์เป็นประตูพาณลไปสู่ห้องประวัติศาสตร์ในที่สุด

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

ข้อกำหนดหนึ่งของพันทิปคือ ชื่อล็อกอินสมาชิกทุกคนต้องไม่มีชื่อจริงโดยเด็ดขาด เหล่าเซเลบคนดังในเว็บบอร์ดทุกคนต่างจำต้องสร้างตัวตนเฉพาะที่นั่น นำมาซึ่งนามแฝงอันเป็นตำนานหลาย ๆ ชื่อ รวมทั้ง ‘หนุ่มรัตนะ’ ของณลด้วย

“ทุกคนต้องมีนามปากกาในพันทิป มันใช้ชื่อเล่นที่ใช้จริง ๆ ของเราไม่ได้” ณลเผยที่มาของฉายาซึ่งติดตัวมาจนบัดนี้ “รัตนะ แปลว่า แก้วงาม อย่างไตรรัตน์แปลว่า แก้วงาม 3 ประการ หนุ่มก็คือตอนนั้นเรายังวัยรุ่น ก็เอาความเป็นวัยรุ่น เป็นหนุ่มเข้ามาบวกกับรัตนะ เป็นเด็กที่ดีทั้ง 3 ประการแบบไตรรัตน์”

‘หนุ่มรัตนะ’ จึงถือกำเนิดขึ้นเพราะเหตุฉะนี้

“ประมาณ พ.ศ. 2550 กว่า ๆ ผมก็เริ่มเข้าไปเขียนให้ความรู้ แทนที่จะตอบกระทู้คนอื่น ผมก็โพสต์กระทู้ให้ความรู้ไปเลย พอโพสต์ไปเรื่อย ๆ ก็มีคนชื่นชอบไปเรื่อย ๆ ผมก็จะโพสต์แนะนำความรู้ต่าง ๆ ที่ Unseen ต่าง ๆ สมัยนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลายเหมือนปัจจุบันนี้ครับ”

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

เพื่อเป็นข้อมูลประกอบตัวหนังสือ ณล หรือ หนุ่มรัตนะ ทยอยลงภาพเก่าลงสีที่เคยทำไว้ให้สัมพันธ์กับสิ่งที่เขาเล่า เช่น พระราชพิธี เขาจะหารูปในงานนั้นมาโพสต์ หากไม่เช่นนั้นก็จะนำรายละเอียดประเภทเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากในภาพมาขยายความต่อ พร้อมทั้งนำรูปภาพที่มีสิ่งเหล่านั้นมาครอปตัดให้เห็นรายละเอียดกันชัด ๆ จะเป็นภาพโคม แก้ว แจกัน โต๊ะ เสื้อผ้า ก็แล้วแต่อารมณ์ผู้โพสต์จะดลไป

“พอผมโพสต์พันทิปเรื่อย ๆ ‘หนุ่มรัตนะ’ มันก็เป็นชื่อที่ติดหู ติดกระทู้แนะนำบ่อย ๆ”

ชีวิตบนเว็บบอร์ดพันทิปเป็นห้วงเวลาที่ดีของณลในภาคหนุ่มรัตนะ อย่างไรก็ดี คลื่นลูกใหม่ที่มีชื่อว่า ‘เฟซบุ๊ก’ ก็ทำให้คนรู้จักมักจี่ของเขาต้องขจัดขจายไปคนละทาง

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

“โพสต์ในพันทิปอยู่ 4 – 5 ปีได้ จะมีเพื่อน ๆ กลุ่มหนึ่งที่รู้จักกัน แล้วพอเฟซบุ๊กเริ่มปรับปรุงพัฒนาตัวเองขึ้นมาใหม่ บางคนก็หันไปใช้เฟซบุ๊กกันเยอะขึ้น เพราะเฟซบุ๊กกับพันทิปมันต่างกันตรงที่เฟซบุ๊กเนี่ย พอโพสต์ปุ๊บ เพื่อนจะมาตอบกันทันที แต่พันทิปบางทีโพสต์ไปแล้ว เพื่อนยังไม่มาตอบ ก็ต้องรอ… รอ…

“เฟซบุ๊กก็เลยสนุกกว่า พอโพสต์ไปปุ๊บ มีคนมาไลก์ มาคอมเมนต์เลย มันทันใจกว่า คนก็เริ่มจะเล่นเฟซบุ๊กกันมากกว่าพันทิป ผมก็ออกมาตั้งเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อ ‘หนุ่มรัตนะ’ ก็ยังมีคนที่ติดตามมา มีพวกรุ่นน้องเขาติดตามมาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ เขาก็ตื่นเต้นนะที่ได้มาเจอพี่หนุ่ม ได้มาอินบ็อกซ์คุยกัน บางคนมีแม้กระทั่งมาขอบคุณนะ ว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากพี่หนุ่มในการโพสต์ประวัติศาสตร์ จนทำให้เขาได้เข้าเรียนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ยินดีกับน้องเขาด้วยว่าเรามีส่วนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ก้าวประสบความสำเร็จ หาทางเลือกในชีวิตเขานะ”

แอดมินเพจภาพไทย

เมื่อย้ายแพลตฟอร์มมาอยู่บนเฟซบุ๊ก หนุ่มรัตนะยังรักที่จะลงสีภาพเก่าและนำเสนอความรู้ประกอบผลงานของเขาอยู่เหมือนเคย เขาเรียนรู้ว่าการจะเผยแพร่ผลงานที่ดีควรมีเพจ เลยเป็นที่มาของเพจ ‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ ที่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

“ตอนแรกผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะใช้คำว่าอะไร การลงสีแบบนี้มันชื่อ Colorization ผมไม่อยากจะใช้ชื่ออังกฤษ เพราะชอบชื่อไทย ๆ อย่าง ‘สยาม’ แล้วผมก็รู้ว่าในทางจิตรกรรม เขามีคำว่า ‘เอกรงค์’ อยู่ คือสีเดียว ผมก็คิดเอาว่า ‘เอก’ แปลว่า หนึ่ง ‘พหุ’ แปลว่า หลากหลาย ใช่มั้ย ผมก็เลยเอาคำว่า ‘พหุ’ มาใส่คำว่า ‘รงค์’ แล้วก็เติม ‘สยาม’ เป็น ‘สยามพหุรงค์’ ไปเลย ชื่อมันเพราะดี แปลกดี”

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

ได้ชื่อเพจแล้ว สิ่งสำคัญที่จะสื่อถึงตัวตนของเพจได้ก็คือโลโก้ ซึ่งต้องคิดต่อไป

“ผมไปเห็นพานหมาก ก็เลือกพานหมากเป็นโลโก้ มันเหมือนกับว่าคุณเข้ามาในเพจผม ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ผมก็เลยมีพานหมากให้” พานหมากนี้ก็ไม่ใช่พานหมากสามัญธรรมดา แต่เป็นพานหมากในพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังพระมหาอุปราชที่คนชอบเรียกอย่างลำลองว่า ‘วังหน้า’

“พานหมากนี้เป็นพานหมากวังหน้า เป็นพานกลมซึ่งมีความสวย วังหน้ามีอะไรลึกลับหลายอย่าง อย่างแผนที่วังหน้าก็เพิ่งมาวาดกันสมัยรัชกาลที่ 6 ราว พ.ศ. 2464 นี้เอง ซึ่งไม่มีวังหน้าแล้ว หลักฐานต่าง ๆ เริ่มหายไปเยอะแล้ว เลยยังเป็นที่ที่ลึกลับอยู่ เลือกรูปพานนี้มาก็ใช้ก็ดูมีความลึกลับดี”

และไม่ลืมห้อยท้ายชื่อ ‘หนุ่มรัตนะ’ ที่สร้างความโด่งดังแก่เขาตั้งแต่ครั้งสิงอยู่ในเว็บพันทิป

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

ช่วงที่เพิ่งเปิดเพจใหม่ ๆ นั้น แอดมินณลต้องขยันโปรโมตเพจด้วยการโพสต์รูปทุกวัน ๆ นำเนื้อหามาโพสต์ประกอบ ภาพเก่าในคลังจึงร่อยหรอ ต้องหาภาพใหม่มาเสริมอยู่ไม่ขาด

ครั้นสยามพหุรงค์เริ่มเป็นที่รู้จัก กระบวนพรรคพวกเพื่อนฝูงในห้องประวัติศาสตร์ก็เริ่มคันมืออยากทดลองลงสีกันบ้าง เกิดเป็นเพจลงสีภาพเก่าอีกหลาย ๆ เพจที่ล้วนเป็นคนกันเองทั้งสิ้น

“ที่เป็นเพื่อนผมก็มีเพจ ‘ภาพเก่าเล่าเรื่อง’ เพจของน้องพีท ‘Coloured By Sebastian Peet’ แล้วก็ยังมีเพจเพื่อนผมอีกคน คือ ‘ฉายานิทรรศน์’ เพจนี้ทำกัน 2 คน คนหนึ่งลงสี อีกคนเล่าเรื่อง ส่วนของผมจะแนวให้ความรู้อย่างเดียว ทำคนเดียว”

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

ด้านข้อมูลประกอบรูปภาพ หนุ่มรัตนะยังรักษาไว้ซึ่งสไตล์การเล่าเรื่องแบบเดิมของเขา

“เพื่อนที่สนิทมาก ๆ คนหนึ่งก็แซะผมว่า ชอบเอาลีลาการเล่าเรื่องแบบพันทิป เล่ากั๊ก ๆ มาโพสต์ บางคนก็บอกว่าเล่าเรื่องเป็นปลายเปิดไว้ เพื่อให้คุณไปศึกษาต่อ เหมือนกับผมจงใจเล่าไม่หมด บางทีการเล่าไม่หมดนี่คือเราอยากให้ข้อมูลรู้กันแค่นี้พอ ถ้าอยากรู้ คุณก็ต้องไปหาเพิ่มเติมเอาเอง บางคนอ่านก็จะหงุดหงิดว่าทำไมเล่าแค่นี้ ทำไมไม่เล่าให้หมด มันก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งในงานเขียนของผม”

เพราะอะไรถึงเล่าแค่นั้น – เรากดความสงสัยไว้ไม่อยู่

“บางทีบางเรื่องมันละเอียดเกินไป บางเรื่องสิ่งที่เป็นความจริงกับที่สังคมเรารู้มันต่างกัน ไม่อยากให้เป็นกระแสก็มี อย่างข้อมูลที่อ่านในหอจดหมายเหตุแห่งชาติกับข้อมูลที่อ่านตามตำรามันไม่เหมือนกัน ก็เลยจะพูดแค่นี้ หยุดไว้แค่นี้ดีกว่าครับ” เขาตอบประสาคนเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้

นักประวัติศาสตร์ภาพถ่าย

ชมภาพลงสีของหนุ่มรัตนะมาหลายชิ้น ใครหลายคนย่อมเกิดคำถามว่า ณลรู้ได้อย่างไรว่าจุดไหนควรลงสีใด ในเมื่อภาพแท้เหล่านี้มีเพียงสีขาว เทา ดำ หรือโทนซีเปีย

คำตอบมีอยู่ว่าเจ้าของเพจสยามพหุรงค์จำเป็นต้องใช้ทักษะนักประวัติศาสตร์ในการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ให้ได้สีที่แม่นยำตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

“อย่างแรกคืออ่าน ถ้าอ่านเรื่องเกี่ยวกับพระราชพิธี บางทีในรายละเอียดของงานเขียนจะบอกรายละเอียดสีไว้ แต่ถ้าไม่ลงก็จะอาศัยข้อมูลบางอย่าง เช่นที่พวกเราเห็นพวกเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบนี้ มันจะมีของจริงให้เทียบ แต่ถ้าเป็นแบบชุดชาววังที่ไม่เคยเห็นเลย ก็จะใส่สีตามวันไปเลย ตัดกันไปเลย เช่น เหลือง-น้ำเงิน ชมพู-เทา เขียว-ส้ม คนโบราณใช้สีตัดกัน แต่ว่าต้องดูโทนของความเทา-ดำของภาพด้วย

“แต่ว่าโทนเทา-ดำมันก็ตอบโจทย์ไม่ได้เหมือนกัน เพราะวัสดุสีเหลืองเดียวกัน สีเหลืองบนเนื้อผ้า กับสีเหลืองบนเครื่องราช เวลาถ่ายออกมา เคมีทำปฏิกิริยากับแสงต่างกัน อย่างสายสะพายนพรัตน์สีเหลือง สายจักรีสีเหลือง พอถ่ายภาพออกมาเป็นสีดำ ในขณะที่สายสีน้ำเงินขอบน้ำเงิน ถ่ายภาพออกมาเป็นสีขาว กางเกงผ้าแพรผ้านุ่ง ชาวสยามนุ่งราชปะแตน เสื้อขาวมันก็ต้องสีขาวอยู่แล้ว สีน้ำเงินของกางเกงถ่ายออกมาเป็นโทนขาวเลย ถ้าคุณไปลงโทนอื่นก็ผิด เพราะมันเป็นสีน้ำเงิน”

การลงสีที่คลาดเคลื่อนเลยเกิดขึ้นได้บ่อย ซึ่งณลก็ยอมรับว่าผลงานของเขาไม่ได้ถูกต้องทุกภาพ ยังมีข้อเท็จจริงที่เขาต้องเปิดใจเรียนรู้เพื่อความสมบูรณ์อยู่ร่ำไป

“วังหน้าพระองค์สุดท้าย กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ จะลงสีผิดพลาดในยุคแรก ๆ ที่เรายังไม่รู้ว่าเครื่องราชที่พระองค์ท่านทรงประดับเป็นเครื่องราชต่างประเทศ มันก็ทำให้ลงสีผิด จนกระทั่งได้คุยกับน้องพีท แอดมินอีกเพจหนึ่ง เขาเก่งเรื่องเครื่องราช ก็ไปหาภาพเครื่องราชมาเปรียบเทียบจนเจอ เราเลยลงสีถูกต้อง แล้วก็เผยแพร่ว่าสีนี้นะที่เป็นสีของเครื่องราชชิ้นนี้จริง ของตระกูลอะไรเราก็บอกไป”

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

บางครั้ง การลงสีของสยามพหุรงค์ก็ช่วยสร้างบรรทัดฐานความเข้าใจใหม่ ๆ แก่สังคมได้ด้วย อย่างภาพลงสี สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ 5 เป็นรูปถ่ายบนแผ่นเงิน ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษว่า พอระบายสีลงไปแล้วจะได้ความคมชัดยิ่งขึ้นในระดับหนึ่ง ในภาพนั้นเดิมบนพระเศียรมีแถบเม็ดบางอย่างที่ยากจะดูออก แต่งานของณลได้ทำให้เห็นว่า สิ่งนั้นคือมงกุฎแบบตะวันตกหรือ Tiara แต่มีการสอดสังวาลย์แบบนพรัตน์ขึ้นมา

หรือเครื่องแบบทหารสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ต่อต้นรัชกาลที่ 5 ชาวยุโรปที่เดินทางเข้ามาในสยามได้พรรณนาถึงชุดทหารเรือสมัยนั้นว่า สวมเสื้อสีเหลือง กางเกงสีน้ำเงิน หากภาพใดเป็นทหารเรือในยุคนั้น หนุ่มรัตนะก็จะใส่สีเสื้อให้เหลือง เพิ่มความน้ำเงินให้กางเกงตามบันทึกนั้น พร้อมทั้งให้คำอธิบายด้วย

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

ในส่วนของคำอธิบายประกอบรูปภาพ ณลก็ไม่ปฏิเสธว่าข้อเขียนของเขามีจุดบกพร่อง ซึ่งเขาน้อมรับทุกคำท้วงติงด้วยใจเปิดกว้าง

“ข้อมูลผมก็มีพลาดบ้าง ผมก็จะรับฟังแล้วไปแก้ไขข้อมูลนั้นใหม่ อย่างสมมติว่าผมโพสต์ภาพรถพระที่นั่งหรือขบวนแห่ที่มันคล้าย ๆ กัน ผมก็เล่าไปอีกอย่าง บางทีคนที่เขารู้ลึกกว่าก็เข้ามาแย้งว่าเราผิด ชื่อผิดบ้าง บางทีงานเดียวกัน พิธีเดียวกัน คล้าย ๆ กัน ผมลงชื่อผิดพิธีก็มี เพราะมุมของภาพมันต่างกันนิดเดียว นี่มันก็คือความสนุกของภาพเก่า ได้มีหลาย ๆ คนมาให้ข้อมูลที่ถูกต้อง มาต่อยอดกันได้ครับ”

แอดมินเพจภาพเทศ

ถ้าคุณได้รับสัญลักษณ์แฟนตัวยงของสยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ เราเชื่อว่าที่ผ่านมาคุณคงเห็นภาพที่ไม่ใช่ ‘สยาม’ เป็นต้นว่าพระฉายาลักษณ์ลงสีของ ซูสีไทเฮา แห่งราชวงศ์ชิงผ่านตามาบ้าง

“ผมตั้งชื่อเพจว่า ‘สยามพหุรงค์’ มันก็ควรมีแต่ภาพไทย ๆ ใช่มั้ย ทีนี้พอคิดคำตอบว่าถ้าผมเจอภาพต่างประเทศ เช่น เขมร ลาว เวียดนาม พม่า มาเลเซีย ญี่ปุ่น หรือจีนล่ะ ภาพเขาก็สวยนะ จะทำยังไงดี”

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

หนุ่มรัตนะให้คำตอบกับตัวเองว่า เขาควรแยกเปิดเพจใหม่ร่วมกับมิตรสหายจากชาตินั้นด้วย

“ตอนนั้นผมก็ตั้งเพจ Myanmar Colorization กับ Colorization Cambodia เพราะผมมีเพื่อนพม่า เพื่อนกัมพูชา ก็เลยชวนเขามาเป็นแอดมินด้วยกัน ตอนนี้เพื่อนพม่าเสียชีวิตไปแล้วก็เลยปิดเพจ Myanmar ไป ส่วนทางกัมพูชายังอยู่ ผมยังส่งภาพให้เพื่อนกัมพูชาอยู่

“ส่วนภาพซูสีไทเฮา ผมมีเพจจีน ก็ลงที่นั่นบ้าง แล้วมาลงที่สยามพหุรงค์บ้าง สลับกันไปเพื่อความหลากหลาย เพราะว่าภาพขาวดำของต่างประเทศนี่ลงสีสวย แล้วแต่ภาพนะ ความละเอียดของสีขาวดำ เขาอัดมาจากฟิล์มกระจกมันจะเป็น Grain ขาวดำเหมือนหอจดหมายเหตุ ภาพหอจดหมายเหตุเวลาลงสีจะสวย แต่งออกมาได้สวยมาก ถ้าเป็นภาพถ่ายที่ถ่ายมาจากกระดาษฟิล์มโบราณ ภาพจะเหลือง ซีเปียแบบนี้ ลงสีไม่ค่อยสวย เพราะว่าเนื้อโทนขาวกับเนื้อโทนดำไม่ค่อยชัด อยู่ที่โทนสีขาว-ดำ”

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

แต่ในการลงสีภาพของต่างประเทศไม่ว่าชาติใด นักลงสีภาพพูดได้อย่างเต็มปากว่า จะอย่างไรก็ไม่ยากเย็นแสนเข็ญเท่าทำภาพของไทยเอง

“ภาพไทยเนี่ยมันมีความยากตรงที่ดีเทลของเนื้อผ้า เนื้อผ้ากับรายละเอียดเครื่องประดับครับ พวกนี้ยาก อย่างผ้าดิ้นทอง มันไม่เหมือนการลงสีผ้าของฝรั่ง อย่างเสื้อเชิ้ตก็จะลงเสื้อเชิ้ตสีเดียวกันจบ แต่ของผ้าไทยมันมีลายของผ้า ผ้านุ่งของเจ้าชายาดารารัศมีเป็นผ้าลุนตยา ก็ต้องทำการสอดสี ใส่สี ทำทีละนิด ๆ เลย แล้วข้างล่างยังดิ้นทองอีก ก็ต้องมาเกลี่ยสีดิ้นอีก อันนี้คือความยาก แต่ว่าทำไปแล้วออกมามันก็สวย ผมสนุกที่ได้ลงสีครับ”

ศิลปินลงสีภาพขาวดำ

ในวันนี้ สยามพหุรงค์กำลังเดินทางไปสู่ขวบปีที่ 8 แต่ยังน้อยกว่าชื่อหนุ่มรัตนะที่โลดแล่นในวงการประวัติศาสตร์มาเกิน 10 ปี ในขณะที่ สวพล สุวนิช เดินหน้าลงสีภาพถ่ายเก่ามาจวนจะครบ 20 ปีในไม่ช้า

เมื่อมีกระแสตอบรับทางบวก ก็มีกระแสตอบรับทางลบ ประสบการณ์อันยาวนานของณลทำให้เขาได้รับทราบเสียงสะท้อนจากคนชมผลงานของเขามาทุกแง่

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

“คนไม่ชอบก็มี เพื่อนผมเลย เขามาบอกว่า เฮ้ย! ทำภาพแบบนี้กูไม่ชอบเลย มันดูแปลก ๆ ไป แต่เอาน่ะ มันเป็นงานของมึง กูก็ไม่ว่าอะไร คนมาท้วงว่าลงสีผิดก็เยอะแยะเลย ผมก็คิดว่าให้มองเป็นศิลปะไปนะ มันไม่มีถูกไม่มีผิดหรอก งานพวกนี้บางคนไม่เข้าใจ บางคนก็เอาจริงเอาจังมาก ของแบบนี้มันก็เหมือนคนในสังคม มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีทั้งนั้นแหละ”

คนอยู่หลังตราพานหมากวังหน้ายิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนประกาศชัดถึงแนวทางลงสีของเขา

“ผมก็พยายามจะทำให้มันสวย กลมกลืน ไม่โดดเกินไป สีไม่จัด ไม่จางไป ให้ดูภาพออกมาโดยรวมที่แบบ ให้มันมีเสน่ห์แบบโทนเก่า ๆ นิด ๆ แต่มันก็แล้วแต่เทรนด์นะ บางทีผมก็อยากให้สีสด ทำออกมาให้สดเลยก็มี แต่คือต้องดูที่โทนสีของภาพด้วย ดูสังคมด้วย ดูอารมณ์ด้วยว่าอยากสีสดมั้ย บางทีภาพสดเกินไป อารมณ์มันก็เปลี่ยนนะ มันจะออกมาเป็นแบบภาพพิมพ์สีโบราณ ยุค พ.ศ. 2510 แป๊ด ๆ”

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

อดีตวิศวกรหัวใจประวัติศาสตร์ผู้เคยง่วนกับการลงสี Photoshop เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สู่คนดังในเว็บไซต์พันทิปและแอดมินเพจที่มีผู้ติดตามเรือนหมื่น ปัจจุบันผลงานของเขาเป็นที่ประจักษ์แก่วงการลงสีภาพ บางชิ้นได้รับการเผยแพร่และจัดแสดงในวงกว้างกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพลงสีพาโนรามากรุงเทพฯ ประกอบภาพยนตร์เรื่อง ขุนบันลือ ภาพลงสีดวงตราไปรษณียากรของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือกระทั่งพระบรมฉายาลักษณ์ลงสี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ที่พิมพ์ลงในหนังสือของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังไม่รวมคนหรือสื่ออื่น ๆ อีกหลายกรณีที่มาขอภาพฝีมือหนุ่มรัตนะไปประกอบงานของพวกเขาอยู่เนืองนิตย์

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

“ได้ลงสีภาพมันมีความสุขนะ เป็นงานศิลปะแบบหนึ่งที่จะได้ลงสีภาพสวย ๆ สีนั้นสีนี้ หาคอนเทนต์มาเล่าให้คนอ่าน โพสต์ลงในเพจ มันก็เหมือนกับเราได้เผยแพร่องค์ความรู้ลงไป เพจนี้ก็ต้องงามทั้งรูปและงามทั้งองค์ประกอบเนื้อหา พยายามหาเนื้อหาที่ดี ๆ สอดคล้องกันมาไว้ในเพจให้ดูดี ให้ดูมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์” หนุ่มรัตนะ หรือ ณล เอ่ยด้วยท่าทีมีสุข ไม่ผิดจากคำกล่าวของเขาแม้แต่น้อย

“คุณค่าทางประวัติศาสตร์ บางภาพก็มี อย่างเช่นเครื่องแบบทหาร เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ภาพเจ้านาย พระบรมฉายาลักษณ์พระมหากษัตริย์ที่เราคอนเฟิร์มสีที่ถูกต้องได้ ผมก็จะหามาลงไว้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าในอดีตก็มีสีนี้นะ เราอยากจะเสนอสิ่งที่ถูกต้องจริง ๆ เพื่อให้รู้ว่าแทนที่จะดูแต่ภาพขาวดำ สมัยก่อนบรรพบุรุษเราแต่งตัวกันแบบนี้ วิวเมืองกรุงเทพฯ เราเป็นแบบนี้ สังคมเราเป็นแบบนี้ มันก็มีอีกมิติหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่าสามารถค้นหาได้บางอย่าง อย่างที่บอกว่าเครื่องแบบหรือพระราชพิธีที่เราไม่ค่อยเห็น ผมจะพยายามลงสีให้ถูกต้องมากที่สุด เอามาให้ชมกัน”

‘สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ’ เพจลงสีภาพเก่าที่ช่วยให้เห็นสีสันของเมืองไทยในอดีต

นอกเหนือจากความสุขส่วนตัว จากการพูดคุยกับศิลปินผู้นี้ เราตกตะกอนความคิดได้ว่า การช่วยให้คนยุคปัจจุบันได้เห็นสีในชีวิตของคนในอดีตในแบบที่เราไม่มีวันได้เห็นจากภาพถ่ายยุคนั้น น่าจะเป็นเจตนารมณ์สูงสุดของสยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ

Facebook : สยามพหุรงค์ โดย หนุ่มรัตนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load