เมื่อสบโอกาส ฉันก็รีบบินไปอิตาลีโดยทันที เพราะอนาคตไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะได้ออกอีกครั้งเมื่อไหร่

เวลาไปอิตาลี มักมีคนคิดว่าไปเที่ยว จริง ๆ คือหวังเพียงไปนอนนาน ๆ ตื่นมาพร้อมเสียงระฆังหง่างเหง่งจากโบสถ์ในเมือง เสไสอยู่ในผ้าห่มสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา อ้อยอิ่งไปกินคัปปุชชีโนในชั่วโมงสุดท้ายของช่วงเช้า ก่อนบาริสต้าจะเหล่ตามองแม้ไม่พูดอะไร จากนั้นก็เดินทอดหุ่ยไปเรื่อย ๆ ในเมือง เข้าร้านหนังสือ แวะเดินตลาดก่อนจะกลับมาทำอาหารกิน จะปาสต้าหรือมาม่าก็แล้วแต่ความอยาก ก่อนจะนอนกลางวันอีกรอบ แล้วลงมาเดินเมืองยามเย็น

ใช่ ฉันไม่ใช่นักท่องเที่ยวมืออาชีพ เพียงแต่เป็นคนที่ชอบไปและชอบอยู่ในอิตาลี ต้องเป็นครั้งเป็นคราวด้วยนะ ถ้าจะให้อยู่ยาว ส่งขันหมากมา

ระหว่างไปอิตาลีก็มีพันธกิจติดตัวแต่พองาม หนึ่งในนั้นคือการเขียนคอลัมน์นี้ ใจคิดตลอดเวลาว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี แต่ในระหว่างที่อยู่ที่นั่น ก็ได้พบกับลูกศิษย์ลูกหา หลายคนถามว่ามาอิตาลีครั้งแรกคือช่วงไหน ก็ตอบว่า ช่วงปี 1991 – 1992 ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างนั่งอาบแดดอุ่นอยู่ ก็สะดุ้งนึกขึ้นได้ว่า นี่มัน 30 ปีพอดิบพอดีเลยนี่นา

เท่านั้นเอง ภาพแต่ละภาพก็ชิงผุดขึ้นมาในสมองว่า วันนี้เวลาในปีนั้นเราทำอะไรอยู่หรือ แต่ด้วยความที่มันก็นานเหลือเกิน ประกอบกับก็ได้กลับไปอยู่เนือง ๆ จึงมักแยกไม่ค่อยออกว่า ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นในครั้งแรกที่ไป หรือครั้งต่อ ๆ มาที่แวะไปเยือน คงเหลือแต่ความคิดว่า ตอนนั้นกับตอนนี้มีอะไรแตกต่างหรือเหมือนกันบ้าง

หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างก็คงอยู่และเปลี่ยนไป พยายามกลั่นกรองให้อยู่ในประเด็น แล้วก็คิดว่า สิ่งที่กล่าวถึงได้โดยไม่เหมือนคนแก่ขี้เพ้อ คือ เรื่องการเดินทางสัญจร เพราะอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางไปอิตาลีด้วยตัวเอง… เป็นครั้งแรก

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ภาพ : easymilano.com

การเดินทางด้วยทางสาธารณะในอิตาลี

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนไปอิตาลี ในสมัยนั้นการขอวีซ่ายังต้องขอจากสถานทูตอิตาลี ณ ถนนนางลิ้นจี่ ว่ากันว่ายากเย็นพองาม แต่ด้วยความที่ครั้งแรกนั้นไปด้วยทุนรัฐบาลอิตาลี วีซ่าเลยไม่ยากนัก แต่พูดถึงความลำบากแล้ว ต้องไม่ลืมว่า วีซ่าในขณะนั้นยังไม่มีเชงเก้น ความลำบากในการอยู่ประเทศหนึ่งแล้วออกไปอีกประเทศหนึ่งจึงยังมีอยู่มาก จริงอยู่ถึงมีวีซ่าอิตาลีอาจจะเข้าฝรั่งเศสได้ แต่ก็ต้องขอ Re-entry Visa เพื่อจะกลับมาอิตาลีอีกครั้ง ใครไม่รู้ว่าต้องทำก่อนไป ก็จะเกิดปัญหาร้อยแปด

หรือในกรณีหนึ่งคือ ในสมัยนั้น สวิตเซอร์แลนด์ยังไม่ได้เข้าเชงเก้นด้วย เพื่อนที่อยู่ฝรั่งเศสจะมาเยี่ยม ขนาดบอกคนขายตั๋วแล้วว่า ไม่ขอเอาขบวนที่แล่นตัดผ่านประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คนขายตั๋วก็อุตส่าห์ขายตั๋วมาจนได้ ร้อนถึงสองเขือเพื่อนหลับใหลลืมตื่น ต้องถูกปลุกแล้วอัญเชิญลงที่ชายแดนสวิตฯ จากนั้นสองนางก็ต้องต่อรถไฟเลาะชายแดนมา กว่าจะถึงโบโลญญาได้ สิริรวมคือ 24 ชั่วโมง บินไปกลับกรุงเทพฯ-ปารีส ได้เลยทีเดียว

ตั๋วเครื่องบินสมัยนั้นก็ยังเป็นกระดาษและมีชั้นซ้อนกันอย่างงุนงง กระดาษแต่ละชั้นหรือก็บางราวกับผ้าซับมันปากในร้านสุกี้ ไม่มีการบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ ต้องรักษาพาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินไว้ให้จงดี จะมาจะไปก็ต้อง Confirm Flight ล่วงหน้า หาไม่ ก็อาจจะเจอตั๋วล้นเที่ยวบินจนต้องกลับบ้านมาหงอย ๆ ได้

ปัจจุบันสะดวกอย่างไร คงไม่ต้องพูดถึงแล้วมั้ง

ผ่านเรื่องเครื่องบินไป สมมติว่ามาถึงอิตาลีแล้ว

สมมติว่าเป็นโรม

สนามบินนานาชาติของโรมมีชื่อเป็นทางการว่า Leonardo da Vinci แต่มีชื่อเรียกเล่นอย่างลำลองว่า ฟิวมิชีโน (Fiumicino) แปลว่า แม่น้ำน้อย อันเป็นชื่อย่านที่ตั้งของสนามบินแห่งนั้น

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
สนามบิน Leonardo da Vinci
ภาพ : lemiapp.com

อันย่านฟิวมิชีโนนั้นเล่า ก็ให้ห่างจากตัวเมืองโรมพอชั่วเคี้ยวหมากจืด การเดินทางมายังตัวเมืองหรือสถานีแตร์มีนี (Termini) นั้น ต้องเดินทางด้วยรถไฟ 2 ขบวนด้วยกัน นั่นคือนั่งรถไฟบนดินจากสนามบินมาลงที่สถานี Ostiense จากนั้นก็ลากกระเป๋าไปที่ขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Piramide เพื่อไปยังจุดหมาย ประดักประเดิดพอสมควร ไม่สิ มากทีเดียวกับกระเป๋าเดินทางใบเขื่องของเรา

จากนั้นไม่นานไม่กี่ปี ก็เพิ่งมีคนคิดได้ว่าทำไมเราไม่ทำทางรถไฟตรงจากสนามบินไปแตร์มีนีเลย ปัจจุบันเหรอ นอกจากจะมีรถไฟสายตรงแล้ว ก็ยังมีรถบัสที่ตัดราคากันฉุบฉับ อย่าว่าแต่เข้าเมืองเลย ข้ามเมืองก็ไม่เป็นปัญหา ในการนี้ ขอแนะนำให้หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตให้ได้มากที่สุด เพราะไป ๆ มา ๆ การสัญจรที่สะดวกที่สุดคือรถบัส ซึ่งมิได้พุ่งทะยานเข้าสู่ตัวเมืองเท่านั้น หากแต่ยังมีเส้นทางออกไปยังเมืองอื่นโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเข้ามาในเมืองของสนามบินด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะไปตูริน แล้วลงเครื่องที่มิลาน รถบัสจากสนามบินมิลานไปยังใจกลางเมืองตูรินก็มีให้บริการ สนนราคา 22 ยูโรเท่านั้นเอง คุณไม่จำเป็นต้องเข้ามาใจกลางมิลานแล้วนั่งรถไฟต่อไปที่ตูริน เพราะหากดูแผนที่ คุณจะรู้ได้ทันทีว่ามันย้อนไปย้อนมา

สมมติว่ามาถึงในเมืองแล้ว

การสัญจรในเมืองนั้น หลัก ๆ ก็คือรถเมล์ มีไม่กี่เมืองเท่านั้นที่มีรถไฟใต้ดินเช่นโรมและเนเปิ้ลส์ วิธีขึ้นรถเมล์แต่ก่อนนั้นแทบจะมีอยู่วิธีเดียว กล่าวคือ ต้องไปซื้อตั๋วจากร้านขายบุหรี่ (หรือแผงขายหนังสือ แล้วแต่ที่) เพื่อเอามาตอกที่เครื่องบนรถ ขึ้นรถโดยมีตั๋วแต่ไม่ตอกก็ถือเป็นการทุจริต และหากจับได้ก็จะต้องโดนปรับจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เนื่องจากตั๋วที่ยังไม่ได้ตอก ย่อมใช้ได้ตลอดชั่วนาตาปี และนายตรวจนั้นไม่ได้มาคนเดียว แต่แยกกันยืนขวางประตูทางลงไว้ราวกับทวารบาล อ้อ และหากเครื่องตอกนั้นใช้การไม่ได้ เป็นหน้าที่ของผู้โดยสารที่จะต้องใช้ปากกาเขียนหลังตั๋วว่า ได้ขึ้นเมื่อวันที่และเวลาเท่าไหร่ ส่วนปากกาจะมาจากไหนได้นั้น นายตรวจไม่รับรู้

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
รถเมล์ในโรม
ภาพ : roman-vacations.com

ใครที่เคยไปอิตาลีแล้วบอกว่า คนอิตาเลียนไม่เห็นตอกกันเลย งั้นฉันไม่ตอกบ้าง

เพื่อนของฉันเคยคิดอย่างนั้น ปรากฏว่าเมื่อนายตรวจขึ้นมา ไฟทุกดวงก็พุ่งลงจับที่ตัวเธอแต่เพียงผู้เดียว ด้วยว่าทุกคนในรถล้วนยื่นตั๋วเดือนให้นายตรวจดู อันเป็นตั๋วที่ตอกแค่ครั้งแรกที่ใช้ พวกเขาย่อมไม่จำเป็นต้องตอกทุกครั้งที่ขึ้น

อนึ่ง ตั๋วรถเมล์ในอิตาลีมักเป็นตั๋วเวลา กล่าวคือ นับจากการตอกตั๋วแล้วจะมีอายุไปอีก 75 – 90 นาที แล้วแต่เมือง หากคุณไปปลายทาง ทำธุระ และกลับมาภายในเวลานับจากการตอกตั๋วแล้ว คุณก็ไม่ต้องตอกตั๋วใบใหม่

ขอแอบสรุปให้สำหรับมือใหม่หัดเที่ยวในเมืองใหญ่ ๆ ว่า อย่าซื้อตั๋วธรรมดา (Biglietto Ordinario) ซื้อตั๋ววัน (Biglietto Giornaliero) ไปเถอะ แพงหน่อยแต่คุ้ม หลงได้ไม่ยั้ง แต่อย่าลืมตอกตั๋วในครั้งแรกที่ใช้ล่ะ

ตัวอย่างตั๋วรถเมล์แบบต่าง ๆ
ภาพ : www.tper.it

ปัจจุบันนี้ อาจมีช่องทางในการซื้อตั๋วได้มากกว่าเดิม โดยทั่วไปการซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถถือเป็นช่องทางที่ยังคงปลอดภัยกว่าเสมอ ด้วยว่าแม้บางเมืองจะมีเครื่องสแกนบัตร แต่ก็ใช่ว่าทุกคันจะมีเครื่อง หรือใช้กับบัตรที่เรามีอยู่ได้ หรือถ้าจะใช้ คุณอาจต้องโหลดแอปฯ กันเอิกเกริก โรมมิ่งที่เราซื้อไป ก็อาจจะโหลดแอปฯ อิตาเลียนไม่ได้ก็ประสบมาแล้ว คงมีแต่เมืองเล็ก ๆ บางเมือง ที่ซื้อตั๋วบนรถเมล์ได้ แต่เอาจริง ๆ ก็ลุ้นระทึกเหมือนกันนะ เพราะถ้าคุณขึ้นไปถามเขาว่าซื้อตั๋วที่นี่ได้ไหม หากเขาตอบว่าต้องไปซื้อมาก่อน ที่ตรงโน้นนนน คุณก็คือพลาดรถเที่ยวนั้นไป และหากเคราะห์ร้ายอย่างถึงที่สุด เที่ยวต่อไป อาจไม่แค่ชั่วเคี้ยวหมากจืด

อย่างไรก็ตาม บางเมืองก็แอบมีนวัตกรรมเท่ ๆ เช่น เมืองโบโลญญา ต้องเกริ่นก่อนว่า ราคาตั๋วธรรมดาของเมืองนี้คือ 1.5 ยูโร และตั๋ววันคือ 6 ยูโร และคุณแค่ตอกบัตรครั้งแรกเท่านั้นพอ หากเป็นตั๋วธรรมดาก็ขึ้นได้ 90 นาที (มั้ง) แต่หากเป็นตั๋ววัน ก็จะนับไป 24 ชั่วโมง

กล่องตี๊ดหรือเครื่องสแกนของโบโลญญานี้ ให้คุณใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตที่คุณมีอยู่ ตี๊ด ได้ แต่มันจะไม่หักเงินคุณในทันที แต่จะไปหักเงินเอาตอนตี 2 เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า มันจะรวมการตี๊ดของคุณในทุกครั้งที่ขึ้น (ไม่ใช่ครั้งแรกอีกแล้ว) และคำนวณว่าทั้งหมดเป็นราคาเท่าไหร่ ทั้งนี้จะไม่ให้เกิน 6 ยูโร อันเป็นราคาของตั๋ววันเป็นอันขาด ฉันประทับใจมาก ถ้าพกทองคำเปลวไป ฉันคงติดไปที่เครื่องแล้ว

ภาพ : www.aep-italia.it

กระนั้น ก็แอบโป๊ะเล็กน้อย นั่นก็คือ บางคันก็ไม่มีที่ตี๊ด ยามนั้น ตั๋วกระดาษที่ร้านขายบุหรี่ก็ต้องถูกงัดมาใช้

มาพูดถึงการสัญจรระหว่างเมืองกันบ้าง แต่ก่อนร่อนชะไรฉันก็จะอาศัยแต่รถไฟเท่านั้น ด้วยว่าช่างสะดวกสบาย ประหยัด และยืดแข้งยืดขาได้สะดวก ยกเว้นเมืองอย่างเซียน่าเท่านั้นที่ฉันจะใช้รถทัวร์ เพราะมันเจาะเข้าไปในเมือง ในขณะที่สถานีรถไฟอยู่ออกไปนอกเมือง ต้องต่อรถเมล์เข้ามาอีก ถ้ามาในช่วงดึก ไม่สะดวกเอาเสียเลย

ภาพ : www.breakinglatest.news

ปัจจุบัน (ซึ่งสมัย 30 ปีก่อนไม่มี) รถไฟของอิตาลีมีอีกยี่ห้อ คือ Italo นับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก เพราะมีโปรโมชันดี นอกจากมีชั้นหนึ่ง ชั้นสองให้เลือก ซึ่งรถไฟของรัฐ (ขอเรียกว่า TRENITALIA ตามชื่อเว็บ) มีอยู่แล้ว ยังมีตู้ที่มีหนังฉาย ตู้ประชุม เลือกที่นั่งให้มีโต๊ะได้ ฯลฯ และในบางครั้งการยกระดับจากชั้นสองไปชั้นหนึ่งก็เพิ่มเงินอีกไม่เท่าไหร่เอง (เช่น อย่างที่ฉันเจอมาคือเพิ่มอีก 4 ยูโรเท่านั้น) ราคาก็เร้าใจมาก ที่ว่าเร้าใจเพราะยิ่งจองนานราคายิ่งดี ตอนแรกไม่รู้ มองราคาก็ว้าวถูกจัง อีกวันมาเปิด อ้าว ขึ้นราคา อีกวัน อ้าวขึ้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ‘อิตาโล’ จึงเหมาะมากกับผู้ที่มองการณ์ไกล และยืนหยัดมั่นคงในแผนการ ข้อด้อยของอิตาโลคือ มีเส้นทางไม่หลากหลายเท่าของ TRENITALIA เท่านั้น

ภาพ : www.latitudeslife.com

เรื่องของรถไฟ สิ่งที่แตกต่างไปจากเมื่อ 30 ปีก่อนก็คือ สมัยนั้นมีแต่ตั๋วกระดาษ ปัจจุบันหลายคนก็ยังนิยมใช้ตั๋วกระดาษ สิ่งสำคัญสำหรับตั๋วกระดาษก็คือ ก่อนจะขึ้นรถ คุณต้องเอาตั๋วกระดาษนี้ไปตอกที่เครื่องเสียก่อน ปัจจุบันนี้เครื่องดังกล่าวก็ยังพบได้โดยทั่วไป ซึ่งพิธีกรรมนี้ ผู้ที่ซื้อตั๋วออนไลน์ในยุคปัจจุบันไม่ต้องทำ เพราะในตั๋วระบุวัน-เวลาเดินทางชัดเจนอยู่แล้ว ในขณะที่ตั๋วกระดาษนั้น ตราบใดที่ยังไม่ตอก คุณก็ใช้ได้ในขบวนถัดไป แต่ต้องเป็นรถไฟประเภทเดียวกันนะ ยากตรงนี้

การตอกตั๋วรถไฟก่อนขึ้น
ภาพ : www.moduli.it

นอกจากรถไฟจะแข่งกันเองแล้ว ยังมีคู่แข่งเป็นรถทัวร์อีกด้วย อ้าว ไม่ได้มีมานานแล้วหรือ ใช่ รถทัวร์น่ะมีมานานแล้ว แต่ผู้คนก็ไม่ค่อยจะนิยมเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะราคาที่ต่างกันไม่มากพอที่จะทำให้คนยอมมาเลือกหลังขดหลังแข็งอยู่บนรถเป็นเวลานาน ๆ แต่ตอนนี้ รถบัสสีเขียวตองอ่อน พะยี่ห้อว่า Flixbus ได้มีราคาที่ยั่วยวนชวนหลังแข็งมาก จากราคารถไฟหลักสิบกว่า ‘ฝลิกซ์บุส’ (เรียกแบบอิตาเลียน) มีหลายราคาให้เลือกตามแต่เวลารถ ไม่ถึงสิบก็มีถม

ภาพ : www.isic.fi

อย่างไรก็ตาม ท่านผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับฝลิกซ์บุส แม่หมอขอเตือนว่า ก่อนจะผลีผลามจองไป กรุณาเช็กก่อนว่า สถานีรถที่ฝลิกซ์บุสจะจอดนั้น อยู่ตรงไหนของเมือง พลาดท่าเสียทีไปอาจจะไปเคว้งคว้างอยู่กลางทุ่ง รถราไม่มีต้องเรียกแท็กซี่ กลายเป็นแพงกว่าไปเสียฉิบ ตัวอย่างเช่น ป้ายฝลิกซ์บุสของฟลอเรนซ์นั้น อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปราว 25 นาที โชคดีที่ฟลอเรนซ์มีรถรางเชื่อมต่อป้ายนี้ที่สะดวกมาก ส่วนถ้าหากจะมาเซียน่า ฝลิกซ์บุสมีป้ายจอดแตกออกไปถึง 3 ป้าย แล้วแต่คัน เวลาเลือกต้องคลิกดูแผนที่ให้ดี

อ้อ แล้วถ้าเดินทางผ่านช่วงราว ๆ บ่ายโมง คนขับรถก็อาจจอดรับประทานอาหารกลางวันเอาเสียดื้อ ๆ เราก็จะได้สัมผัสกับ ‘คุณสาหร่าย’ ในเวอร์ชันอิตาเลียน ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบ

ตอนแรกว่าจะจบแค่นี้ แต่ไม่พูดถึงแท็กซี่ก็ดูจะขาด ๆ หาย ๆ ไป ขอเตือนว่า แท็กซี่ไม่ใช่ของถูก นอกจากนี้ เขาคิดค่ากระเป๋าเดินทางคุณด้วยนะ คุณมีมากี่ใบเขาก็กดเพิ่มไปตามนั้น กับหากคุณเดินทางในยามวิกาลมาก ๆ เขาก็จะกดปุ่มเพิ่มอีก

ภาพ : www.quora.com

ส่วนเรื่องเรือ ไม่ขอกล่าวถึง เพราะนอกจากจะมีแค่ที่เวนิสแล้ว เมืองนี้ยังมีเรื่อง (ที่ร่ำ ๆ ว่าจะ) เปลี่ยนแปลงชนิดเดือนต่อเดือน ตามไม่ค่อยทันเหมือนกัน

มีเรื่องมาแชร์แค่นี้ หวังว่าจะพอมีประโยชน์กับผู้ที่คิดจะไปอิตาลีเป็นครั้งแรกในยามเปิดประเทศ ขออวยพรให้เดินทางปลอดภัยและมีความสุข กลับมาแล้ว ส่งรูปมาอวดด้วยล่ะ

แหล่งอ้างอิง

www.autobusweb.com/bologna-tper-biglietto-contactless-autobus

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

มิลานเมืองแฟชั่น

ใครๆ ก็คิดอย่างนี้ทั้งนั้น 

การปะยี่ห้ออย่างนี้ไว้ตรงหน้าผากเมืองมิลาน ทำให้เกิดอะไรได้ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ใครที่รักแฟชั่น ก็จะอยากมามิลาน ตรงกันข้าม ใครที่ไม่ชอบแฟชั่น ก็พาลไม่คิดจะมา เพราะคิดไปเสียแล้วว่านอกจากแฟชั่นแล้ว มิลานจะมีอะไร

อันที่จริงมิลานก็เป็นเหมือนเมืองอื่นๆ ในอิตาลี มีอะไรให้ชม ให้ศึกษาเรียนรู้มากมาย ในขณะที่เมืองฟังดูทันสมัยจ๋าขนาดนั้น แต่ก็ยังเป็นที่ตั้งของวิหารกอธิคที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี ไหนจะภาพ The Last Supper ของเลโอนาร์โด ดา วินชี อีกเล่า ก็ล้วนอยู่ในมิลานทั้งสิ้น มิลานจึงเป็นเมืองที่ประสานความเก่าเข้ากับความใหม่ได้อย่างลงตัว

ปีแรกที่ไปอยู่อิตาลี ฉันไม่ได้ไปมิลาน ทั้งๆ ที่หากนั่งรถไฟไปจากเมืองที่อยู่ก็กินเวลาเพียงชั่วเคี้ยวหมากจืดเท่านั้น เพื่อนฝูงชาวอิตาเลียนล้วนปลอบใจว่า เธอไม่ได้พลาดอะไรไปเลย จงเคี้ยวหมากของเธอต่อไป… อันหลัง แน่นอนว่าเพื่อนไม่ได้บอกไว้

ครั้งแรกที่ฉันไปมิลาน ฉันก็รู้จักมิลานแบบงูๆ ปลาๆ มิลานสำหรับฉันคือ เมืองที่ต้องไปดูด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิตครูสอนภาษาอิตาเลียน อยากเข้าใจคำกล่าวที่ว่า “มิลานคือเมืองหลวงโดยพฤตินัยของอิตาลี” นั้นเป็นอย่างไร แค่อยากไปดู ไปเห็น พอไปจริง เวลาเที่ยวก็เดินไป อ่านหนังสือนำเที่ยวไป จำค.ศ. จำชื่อคนคิดคนสร้าง ไม่เคยได้ เห็นว่างามก็พอใจอยู่ตรงนั้น มิได้สนใจใคร่รู้อะไรมากมาย จริงๆ มิลานไม่ใช่เมืองโปรดของฉันสักเท่าใด เพราะดูมันใหญ่โตกว้างไกลเสียเหลือเกินเมื่อเทียบกับเมืองที่ฉันมา

จากนั้นเมื่อ 2 – 3 ปีก่อนก็ได้กลับไปอีก แล้วความไม่ได้ (คิดจะ) หาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกเลย ก็ทำให้ได้พบกับฉากชวนสะดุ้งเบาๆ 

หลังจากที่ชมวิหารใหญ่กลางเมืองมิลานเสร็จ ก็มุ่งหน้าเดินไปที่ปราสาทของตระกูลสฟอร์ซา (Castello Sforzesco) ที่เดินไปเพราะที่นั่นมีสวนสาธารณะและนั่งได้ฟรี ไปนอนอ่านหนังสืออาบแดดอุ่นเสียหน่อยจะเป็นไรไป เผื่อจะมีใครเล่นจานร่อนหลงแฉลบมาใกล้ๆ ให้ได้ช้อนตาคู่งามขึ้นสบยามยื่นจานร่อนคืน

คิดได้อย่างนั้นก็มีกำลังใจในการสืบเท้าให้เร็วขึ้น (เรียกว่าจ้ำคงจะไม่ผิดนัก) ลองเข้าซอยเล็กซอยน้อยดูหน่อยเป็นไรเผื่อจะเร็วขึ้น แต่ก็ดูเหมือนยิ่งรีบจะยิ่งช้า หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคตแท้ๆ เทียว เดินๆ ไปก็เจอแต่กำแพง แต่ก็เอาเถอะ ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน กันที่ว่าก็คือตัวเองนั่นเอง

ในขณะที่กำลังเซ็งชีวิตอยู่นั้น เงยหน้ามาอีกทีก็จ๊ะเอ๋กับสิ่งไม่คาดฝัน ซึ่งเหมือนมาตบหน้าฉาดใหญ่ ซ้ำเติมชะตากรรมของการเดินผิดซอยขณะนั้นให้ดูเซ่อเข้าไปอีก

มันคือ มือขนาดใหญ่ที่ชูนิ้วกลางให้

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

ฉันยืนตะลึงอยู่สัก 2 วินาที ก่อนจะปล่อยหัวเราะออกมา

เพราะมือที่ว่านั้นคือ หินสลักรูปมือชูนิ้วกลาง ตั้งเด่นเป็นแสงสว่างอยู่กลางเมือง

จะว่าไม่รู้จักเลยก็ไม่เชิง พอเห็นก็นึกออกว่าเคยอ่านเจอในเน็ต จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าอยู่หน้าตลาดหุ้น แต่ด้วยความที่ไม่รู้มั้ยว่าตลาดหุ้นมิลานอยู่ที่ไหน ไม่ได้สนใจ พอมาเจอจริงๆ เลยตกใจ เออ…เนาะ จู่ๆ ไม่นึกจะเจอก็ได้เจอ มาอยู่ตรงกลางเมือง แทบจะฟาดหน้าเอาเสียอย่างนั้น

ตอนได้อ่านในเน็ตก็คิดนะว่าช่างเป็นความกล้าบ้าบิ่นทั้งของศิลปิน นายกเทศมนตรีเมือง และชาวเมือง เป็นยิ่งนัก เพราะถ้าไม่รวมใจกันทั้งสามฝ่าย มีหรือนิ้วกลางนั้นจะตั้งเด่อยู่กลางลานเยี่ยงนั้นได้

ดูเผินๆ อาจคิดว่ามันเป็นอนุสาวรีย์ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นอนุสรณ์สถานอะไรหรอก หากแต่เป็นเพียงประติมากรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง ศิลปกรรมชิ้นที่ว่านี้เป็นรูปสลักหินอ่อนจากเมืองคาร์รารา สูงตั้งแต่ฐานไปจนถึงปลายนิ้วกลาง 11 เมตร แต่ตัวรูปสลักเองสูงราว 4 เมตรกว่าๆ เท่านั้น เพราะฐานสูงไปแล้วตั้ง 7 เมตร แล้วไม่ได้ทำมั่วๆ ด้วยนะ เส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นขนมจีน ปูดโปน ขึ้นชัดเจนอยู่บนหลังมือเลยทีเดียว

ประติมากรผู้รังสรรค์งานอันวิจิตรนี้มีนามว่า เมาริตซิโย คัตเตลัน (Maurizio Cattelan) คนพื้นที่จึงเรียกรูปสลักนี้ว่า นิ้วกลางของคัตเตลัน (Il Dito medio di Cattelan) หรือไม่ก็เรียกว่า นิ้ว (Il DIto) เฉยๆ อยากรู้ภาษาอิตาเลียนเผื่อไว้ถามทางเก๋ๆ อย่างนั้นเหรอ? ก็ได้ อ่านว่า อิล ดีโต 

ชื่ออย่างเป็นทางการนั้นคือ L.O.V.E. ดูโรแมนติกใช่หยอกอยู่เมื่อไหร่ แต่หากได้ยินแค่ชื่อ แล้วชวนแฟนไปสาบานรักเป็นอ้ายขวัญกับอีเรียม หรือเตรียมกุญแจทองไปคล้องใจ อาจหน้าหงายกลับมา แฟนอาจนึกว่าชวนมาหลอกด่า พานขอเลิกไปเสียฉิบ

L.O.V.E. นั้นเป็นตัวย่อมาจากภาษาอิตาเลียน 4 คำ คือ Libertà, Odio, Vendetta และ Eternità อันแปลได้ว่า เสรีภาพ ความเกลียดชัง การแก้แค้น และความเป็นนิรันดร

และนั่นเป็นถ้อยอธิบายเพียงอย่างเดียวที่ประติมากรให้ไว้ ที่เหลือ ปล่อยให้เป็นจินตนาการของผู้ชมไป

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

L.O.V.E นี้ตั้งอยู่หน้าตลาดหุ้นของมิลาน เปิดแพรคลุมป้ายโดยนายกเทศมนตรีหญิงแห่งนครมิลาน (เปรี้ยวกว่านี้มีไหม) ระยะเวลาของการตั้งแสดงนั้น กะไว้แค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น แต่นี่ก็ตั้งมาจะร่วม 10 ปีอยู่แล้ว ด้วยความที่พิธีเปิดดังกล่าวมีขึ้นในวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2010 แถมยังมีผู้ประเมินราคาว่า น่าจะราว 2 ล้านยูโรเลยทีเดียว

ผู้คนพร้อมใจกันตีความว่านี่คือการวิพากษ์ระบบทุนนิยมอย่างรุนแรงของศิลปิน เพราะการชูนิ้วกลางให้ตลาดหุ้นนั้น แทบไม่เหลืออะไรให้ตีความอีกแล้ว ถึงจะตั้งชื่อโรแมนติกราวมดจะไต่อย่างนั้นก็ตามทีเถิด

แต่ผู้สันทัดกรณี (ซึ่งคือใครก็ไม่รู้) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ดูดีๆ สิ รูปปั้นนี้ไม่ได้กำมือซ่อนนิ้วทั้งหมดที่เหลือไว้ แล้วชูแต่นิ้วกลางนะ หากแต่มันคือมือที่ชูขึ้นตรงๆ แล้วตัดทุกนิ้วออก คงเหลือไว้แต่นิ้วกลางเท่านั้น (ฉันก็ได้แต่ อืมม… เออจริง… แล้ว… แล้วยังไงล่ะ) ก็ถ้าไม่ตัดนิ้วออก มันก็คือฝ่ามือที่มีนิ้วแนบชิดติดกันแน่น ซึ่งมันก็คือท่าแสดงความเคารพของพวกฟาสซิสต์-นาซีไง

ตาลุกพองด้วยความทึ่งยังไม่ทันจะเสร็จดี ก็ถูกตบท้ายด้วยข้อมูลที่ว่า

…ซึ่งอาคารตลาดหุ้นของมิลานก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟาสซิสม์ไง

ความหมายใต้ L.O.V.E. หินรูปมือชูนิ้วกลางชื่อโรแมนติก หนึ่งใน Unseen กลางเมือง มิลาน

ตรงนี้ฉันเริ่มพยักหน้าหงึกหงักคล้อยตามอย่างจริงจังอยู่หน้าจอคอมฯ เพราะมันขจัดข้อสะกิดใจของฉันข้อหนึ่งออกไปได้ว่า ตามปกติคนจะชูนิ้วกลางให้ใคร จะต้องชูหลังมือให้สิ แต่อันนี้หันฝ่ามือให้ตึก ซึ่งดูพิกล แต่หากตีความอย่างนี้ ก็โอเค รับได้ เชื่อได้จริงๆ 

ปัจจุบัน L.O.V.E ถือเป็น Unseen แห่งหนึ่งของมิลานก็ว่าได้ เป็นของใหม่และมิได้ตั้งอยู่ในที่ซึ่งคนพลุกพล่านผ่านไปมา

ไปยังไงน่ะเหรอ เอาจริงนะ เปิด GPS เถอะ ใน Google Maps ก็มี

หรือจะส่ง Location ไปให้เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดได้ยืนตะลึงชื่นชมในความงามก็ตามใจ

ภาพ : ปีย์วรา ชุณหวงศ์

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load