ตอนอยู่อิตาลี มักมีคนถามเสมอว่า ให้อยู่เลยเอาไหม ได้แต่หัวเราะแล้วส่ายหน้า ผู้ที่รักและมองกันในแง่ดีก็คงคิดว่าช่างเป็นคนดีรักชาติบ้านเมืองเสียนี่กระไร หารู้ไม่ว่าสิ่งที่อยู่ในหัวฉันคือทองหยอดและฝอยทอง ตอนนี้ที่ต้องระวังน้ำตาลแล้ว มีใครเอาบ้านที่อิตาลีมาล่อ ก็พร้อมจะเต้นหรับ ๆ ออกไปเหมือนเงาะป่าเห็นดอกชบาสีแดง

แล้วก็มีคนเอามาล่อจริง ๆ ด้วย คนที่มาล่อก็คือทางการอิตาลีนั่นเอง ด้วยโครงการบ้านราคาถูก อันที่จริงโครงการนี้มีมาสักพักแล้ว แต่ฉันไม่ได้บอกใคร เพราะกลัวจะตามไปเป็นเพื่อนบ้านกัน

ที่ว่าถูก เท่าไหร่เหรอ

หลังละ 1 ยูโร หรือไม่ถึง 40 บาทนั่นเอง

บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
Ollolai เมืองในเกาะซาร์ดีเนียที่มีบ้านสร้างด้วยหินราว 200 หลังที่ต้องการเจ้าของบ้านคนใหม่
ภาพ : edition.cnn.com

ไม่เชื่อ ของฟรีไม่มีในโลก บ้านอะไรจะถูกปานนั้น ถูกขนาดนี้ไม่ให้ฟรีเลยล่ะ

ขอตอบคำถามหรือคำประชดก่อนว่า จริง ๆ เขาก็จะให้ฟรีนั่นล่ะ แต่ก็เป็นลูกเล่นเสียหน่อยว่ายูโรเดียว ส่วนคำถามว่าอยู่ที่ไหน ขอตอบว่า มีอยู่ทั้งอิตาลีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ หากสนใจดูรายละเอียด เข้าเว็บนี้ได้เลย เลือกแบบเป็นภาษาอังกฤษไว้ให้แล้ว

ทำไมถึงขายบ้านราคาถูกอย่างนั้น

จริง ๆ แล้วบ้านเหล่านั้นคือบ้านร้าง ความร้างของบ้านเกิดมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน บางเมืองก็เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว บ้านพังจนสุดจะเยียวยารักษาไว้ได้ ผู้คนก็ทิ้งบ้านไปหาที่อยู่ใหม่ ดีกว่าจะเก็บบ้านเก่าแล้วเสียภาษีค่าบ้านไปเรื่อย ๆ แต่อีกเหตุผลสำคัญก็คือเรื่องของผู้คนที่อพยพโยกย้ายไปหางานใหม่ในเมืองใหญ่ เรื่องนี้เราคงเข้าใจได้ไม่ยากเท่าใด เนื่องจากสังคมในอิตาลีก็ไม่ต่างจากของไทยมากนักคือ ในชนบทห่างไกล คนรุ่นเก่าก็ทำการเกษตรกัน ลูกหลานถ้ามีโอกาสก็เรียนสูง ๆ เมื่อเรียนสูงแล้วก็ย่อมไม่มีงานทำในเมืองเล็ก ๆ จึงพากันเข้าเมืองใหญ่ หรือบางทีก็ไปต่างประเทศเลยก็มี บ้านเหล่านั้นจึงไม่มีคนอยู่ แต่ภาษีโรงเรือนอะไรก็ยังต้องเสีย อย่ากระนั้นเลย ทิ้งไปเลยดีกว่า

การที่หมู่บ้านมีคนค่อย ๆ ทยอยออกไปย่อมทำให้ขวัญและกำลังใจของคนที่เหลือพลอยแย่ไปด้วย เมืองกลายเป็นมีแต่คนแก่ ๆ อยู่ นับวันก็จะเงียบลงทุกที หากเป็นอย่างนี้ต่อไป การที่เมืองจะร้างย่อมเป็นไปได้สูง อันที่จริงหมู่บ้านร้างในอิตาลีก็มีจำนวนไม่น้อย เช่น เมือง Craco ที่นับเป็น Ghost Town ของอิตาลี เป็นต้น

บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
Craco เมืองร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในอิตาลี เป็นฉากหนังหลายเรื่อง
ภาพ : it.wikipedia.org

เรื่องการกลัวเมืองจะร้างนี้ ดูส่วนราชการท้องถิ่นจะกลัวกันมาก อย่าว่าแต่ขายบ้านหลังละ 1 ยูโรเลย ก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่ายกหอคอย ปราสาทให้ฟรี ๆ แลกกับการบูรณะมาแล้วก็ยังมี มิหนำซ้ำ บางเมืองยังถึงกับชิงรางวัลให้คนมาอยู่ด้วย แลกกับการเขียนรีวิวเมืองตลอดเวลา

กลับมาบ้านหลังละยูโรของเราต่อ เมื่อประกาศออกไป ผู้คนก็แห่แหนกระจัดกระจายกันไปดูบ้านเหล่านั้น โดยส่วนใหญ่ก็เป็นคนจากอังกฤษ อเมริกา และยุโรปทางเหนือ บางคนก็ซื้อไว้หลายหลังให้ลูก ๆ ได้อยู่ด้วยกัน

บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
อาเชเรนซา (Acerenza) เมืองหนึ่งในแคว้นบาสิลิกาตา ที่ร่วมโครงการบ้านหนึ่งยูโร
ภาพ : www.basilicata24.it

หนึ่งยูโรจริงน่ะหรือ มีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า

หากคุณรู้สึกไม่ชอบมาพากล จงอย่าได้รู้สึกผิดแต่อย่างใด เพราะสัญชาตญาณของคุณถูกต้องแล้ว

อย่างที่เกริ่นไปสักครู่ การให้บ้านฟรี ๆ ในอิตาลีก็เคยมี แลกกับการบูรณะ บ้านหนึ่งยูโรนี้ก็เช่นกัน หลัก ๆ เขาขายเพื่อตั้งใจจะให้มีคนกลับเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน เมื่อมีคนในหมู่บ้าน สีสันชีวิตชีวาก็มีขึ้น เศรษฐกิจอะไรต่ออะไรก็น่าจะดีขึ้น ความหวังหลักของเขาจึงคือ ให้คนมาซ่อมแซมและมาอยู่จริง ๆ 

เขาจึงมีเงื่อนไขคร่าว ๆ ที่ผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบดังนี้ (แตกต่างออกไปแล้วแต่เมือง)

  1. จัดทำโครงการปรับโครงสร้างและตีราคาใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด ปกติคือ 1 ปีนับจากวันซื้อ
  2. ค่าธรรมเนียมทนายความสำหรับการลงทะเบียน การโอน และภาษีที่ดิน
  3. เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จะต้องดำเนินการภายในเวลาที่กำหนดโดยเทศบาลเมือง เช่น 1 ปี
  4. ค่าประกันว่าจะทำตามนั้นจริง โดยอยู่ราว 1,000 – 5,000 ยูโร และจะได้รับคืนหากงานสิ้นสุดภายใน 3 ปี
บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
Castiglione di Sicilia เมืองในเกาะซิซีลีที่มีบ้านร้างถึง 900 หลัง
ภาพ : it.wikipedia.org

คุณจะเห็นว่า มันมีราคาค่างวดที่จะต้องใช้จ่ายอีกมาก เคยมีคนลองคิดเล่น ๆ ก็ราว 3 แสนกว่าบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าเครื่องบินและค่าเดินทาง ที่หลับที่นอนอื่น ๆ ระหว่างการบินไป-กลับเพื่อดูงานก่อสร้างนะ

แต่ที่สำคัญก็คือ ตัวราคาบ้านหนึ่งยูโรนั้น เอาจริง ๆ ก็อาจจะไม่ใช่ราคานั้น เนื่องจากว่า หากบ้านหลังนั้นมีคนสนใจเยอะ ก็จะมีการประมูลกันเกิดขึ้น บางหลังราคาเริ่มต้นหนึ่งยูโรก็จริง แต่คนที่ได้ไปประมูลไปด้วยราคา 9 แสนกว่าบาทก็มี นั่นยังไม่รวมราคาอื่น ๆ 

เอาล่ะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร หากสนใจ ติดต่อโดยตรงได้ที่เทศบาล (Comune) บางแห่งต้องกรอกแบบฟอร์มอธิบายเหตุผลแห่งความสนใจซื้อบ้าน หลายแห่งกำหนดให้ผู้ที่คิดจะซื้อต้องไปดูบ้านก่อนด้วย เพื่อดูว่าผู้ซื้อมีความจริงจังเพียงใด 

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้มาจากเว็บของทางการเอง ทางเว็บยังได้แนะนำว่า เรื่องทนายและเรื่องวิศวกรผู้รับเหมาต่าง ๆ ควรจะใช้บริการคนท้องถิ่นจะดีกว่า เพราะจะคุ้นเคยกฎหมายและระเบียบวิธีมากกว่า

โปรเจกต์ฟื้นฟูเมืองชนบทของรัฐบาลอิตาลี แก้ปัญหาเมืองร้างด้วยการขายบ้านเก่าแสนถูก ด้วยการชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท
อีกหนึ่งเมืองในแคว้นทัสกานีที่มีบ้านหนึ่งยูโรขาย
ภาพ : www.facebook.com/comunefabbrichedivergemoli/

เป็นคนไทยซื้อได้จริงหรือ 

ก็ต้องดูข้อตกลงระหว่างรัฐบาล แล้ว โดยทั่วไปคือหากคนอิตาเลียนสามารถซื้อในไทยได้ เราก็ซื้อในอิตาลีได้เช่นกัน

โดยสรุป ถามว่าน่าสนไหม ก็ดูเหมือนจะน่าสนนะ เท่าที่ดูในเว็บที่เขาสัมภาษณ์คนที่ไปซื้อบ้านเหล่านี้อยู่ ก็พบว่า เอาจริง ๆ แล้ว ซื้อบ้านหลังละ 1 ยูโรย่อมไม่ควรคาดหวังว่ามันจะสมบูรณ์แบบ บ้านหลายหลังเปิดเข้าไปนึกว่าตัวเองเป็นชอลิ้วเฮียง หากแต่มิได้ถล่มวังค้างคาว แต่เป็นวังนกพิราบที่ส่งเสียงอืดอือดูน่ากลัว บางบ้าน ยืนพิงผนังนิดเดียวก็พังโครมลงมา บ้านสวย ๆ ก็ต้องประมูลกันด้วยราคาสูง อีกอย่าง หมู่บ้านเหล่านั้นก็มักจะห่างไกลจากแสงสี บอกชื่อไปอิตาเลียนยังไม่รู้ว่าอยู่ประเทศตัวเองก็ยังมี

แต่มุมงดงามก็ย่อมมี ด้วยความที่เป็นชนบทนั้น ยังมีมิตรภาพของเพื่อนบ้านอยู่อย่างอบอุ่น ชาวเมือง (หลาย ๆ เมือง) มองคนต่างชาติที่มาอยู่ในหมู่บ้านของตนอย่างเป็นมิตร ผู้ซื้อรายหนึ่งบอกว่า เพื่อนบ้านชวนไปกินอาหารที่บ้าน นับเป็นลาซานญ่าที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา และเพื่อนบ้านยังได้สอนทำอาหารอิตาเลียนอีกด้วย

แหล่งข้อมูล

casea1euro.it/come-funziona-e-agevolazioni/

www.youtube.com/watch?v=nP2vtDLTAgM 

www.thetrainline.com/it/in-viaggio/europa/italia/top-10-citta-fantasma-per-ghost-tour-italia

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

หลาย ๆ เหตุการณ์ในช่วงนี้ทำให้อยากเขียนถึงสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จริง ไม่เชี่ยวชาญอีกครั้ง

นั่นคือเมือง Curon (คูรอน)

ที่มาที่ไปก็คือ ดูหนังทาง Netflix อยู่ดี ๆ นี่ล่ะ ก็หาหนังอิตาเลียน ก็ให้มาเจอเรื่องนึงชื่อ Curon

Curon เป็นหนังระทึกขวัญ (Thriller) ที่สนุก ฉลาด ในหนังไม่ได้พูดอะไรถึงเมืองนี้มากนัก เพียงแต่ใช้เป็นฉากหลัง คนดูที่ไม่ใช่อิตาเลียนอาจจะมีงง ๆ ด้วยซ้ำว่าทำไมตัวละครบางตัวพูดเยอรมัน

หนังพูดถึงแต่เรื่องเมืองจมน้ำ และเหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่า ถูกจมเพราะครอบครัวหนึ่งทำให้จม ผู้คนก็เลยชิงชังมาจนถึงวันนี้

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix

แต่หนังก็คือหนัง ถ้าไม่ใช่สารคดี ก็ต้องฟังหูไว้หู ดูตาไว้ตา ตกลงเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่หนอ ก็เลยเริ่มหาอ่านตามเว็บต่าง ๆ เผื่อจะได้เอามาเล่าให้ลูกเพจ ‘ครูก้า’ อ่าน แล้วในช่วงนั้นเองก็มีลูกศิษย์ที่เรียนอิตาเลียนออนไลน์จากอิตาลีมาแนะนำตัวว่าตอนนี้อยู่แถว ๆ นั้น อ้ะ มีเรื่องบังเอิญเข้ามาอีกเรื่อง

และท้ายที่สุด ลูกศิษย์ที่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘อ่านอิตาลี’ ก็มาถามว่า ครูขา จะช่วยแปลหนังสือเล่มหนึ่งให้หนูหน่อยได้มั้ยคะ พอส่งรูปหน้าปกหนังสือมา ผ่าง หอระฆังกลางน้ำที่คุ้นตาก็โผล่มาให้เห็นอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับปักหมุดเลย หากเดินทางออกนอกประเทศได้โดยไม่ติดขัดอีกครั้ง จะต้องไปที่นี่แน่ ๆ

และนี่คือข้อมูลที่จะขอเอามาเล่าสู่กันฟัง ทั้งที่ได้จากการอ่านและการแปลนวนิยาย

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : www.flickr.com/photos/fabianfranke-fotos/7190357668

เมื่อพูดถึงคูรอน ‘ในปัจจุบัน’ ก็คือเมืองที่มีชื่อเต็มว่า คูรอน เวนอสตา (Curon Venosta) เป็นเมืองหรือหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ริมทะเลสาบเรเซีย (Lago di Resia) อยู่ตรงที่ปัจจุบันเรียกว่าแคว้น Trentino – Alto Adige (เตรนตีโน อัลโต อาดีเจ) อันเป็นแคว้นที่มีการปกครองพิเศษ หลายคนรู้จักกันในนาม ซุดตีโรล (Sudtirol) เป็นภาษาเยอรมันอันแปลว่า ทีรอลตอนใต้

แล้วทำไมพื้นที่ในอิตาลีจึงมีชื่อเป็นเยอรมัน คำตอบคือแคว้นนี้แต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรีย (ซึ่งพูดภาษาเยอรมัน) เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ดินแดนส่วนนี้ก็ถูกยกให้เป็นของอิตาลี ซึ่งก็มีความประดักประเดิดมาก ด้วยว่าสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ประชากรแทบจะทั้งหมดพูดภาษาเยอรมัน วัฒนธรรมอะไรก็ไม่เหมือน คนที่นั่นไม่คิดแม้แต่น้อยว่าตัวเองเป็นชาวอิตาเลียน และรอวันจะไม่เป็นอิตาเลียนอยู่ทุกลมหายใจ

เมื่อพูดถึงคูรอนในปัจจุบัน ก็ต้องมีคูรอน ‘ในอดีต’ ซึ่งเรามองไม่เห็นด้วยว่ามันได้จมอยู่ใต้น้ำไปแล้ว

ไม่ได้เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติใด ๆ เกิดจากฝีมือมนุษย์นี่ล่ะ

จะเริ่มต้นเล่าอย่างไรดี เล่าจากที่เห็นก่อนแล้วกัน

หอระฆังที่เห็นเด่นเป็นสง่านั้นไม่ได้สร้างให้อยู่กลางน้ำ หากแต่มันคือหอระฆังของโบสถ์แห่งหนึ่ง ชื่อโบสถ์ซานตา คาเตรีนา ดิ อะเลซซานเดรีย (Santa Caterina di Alessandria) อันเป็นโบสถ์ประจำเมืองคูรอน

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : www.flickr.com/photos/pacioz/7682473278

โบสถ์อะไรที่ไหน ไม่เห็นมีโบสถ์ คุณไม่เห็นหรอก เพราะมันอยู่ใต้น้ำ ลึกลงไปราว 22 เมตร และทั้งโบสถ์ทั้งหมู่บ้านก็ถูกระเบิด ก่อนที่ทางการจะปล่อยน้ำจมทุกอย่างเพื่อหวังจะสร้างเขื่อนนั่นเอง

อันที่จริง ความคิดที่จะสร้างเขื่อนใหญ่นั้นมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1910 แล้ว แต่ด้วยมีสงครามโลกครั้งที่ 1 แผนนั้นก็ยับยั้งไว้ แล้วหยิบมาปัดฝุ่นอีกทีตอนสงครามเลิก

แผนเดิมที่ว่านั้น คือการรวมทะเลสาบทั้ง 3 แห่งที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างแหล่งผลิตพลังงานขนาดใหญ่มหึมา ในแผนนั้นระดับน้ำจะขึ้นมาอีก 5 เมตรเท่านั้น ซึ่งชาวคูรอนก็รับทราบดีและดูไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมาย แต่แน่นอน ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้มี

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : www.schoeneben.it
Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : scribol.com

สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิด แผนการสร้างเขื่อนระงับ ชาวคูรอนคิดว่าคงไม่มีการสร้างเขื่อนแล้ว นอนใจอยู่ได้ไม่นาน แต่พอสงครามเลิกและไม่มีมุสโสลินีแล้ว การสร้างเขื่อนก็ยังกลับมาอีก คราวนี้นายทุนใหญ่ประกาศเพิ่มระดับน้ำในเขื่อนเป็น 22 เมตร

ชาวคูรอนกลุ่มหนึ่งพยายามต่อสู้ แต่ผลก็เป็นอย่างที่รู้ ๆ กัน ส่วนที่บอกว่ากลุ่มหนึ่งนั้น เพราะใน ค.ศ. 1939 ได้มีประกาศให้ชาวคูรอนเลือกได้ว่าจะอยู่ ณ ที่ตรงนี้ต่อ หรือจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่เยอรมันกับฮิตเลอร์ ประชากรที่คูรอนก็เบาบางลงไปบ้างแล้วนับแต่ตอนนั้น ส่วนประชากรที่เหลือ บางคนก็ไม่เชื่อเอาเสียจริง ๆ ว่าจะมีการจมเมืองสร้างเขื่อนจริง ๆ ประกาศที่ทางการมาติดที่เทศบาลเมืองก็เป็นภาษาอิตาเลียน ซึ่งชาวเมืองแทบจะอ่านไม่ออกสักคำ

ชาวเมืองต่อสู้กันสุดฤทธิ์ ถึงกับเชิญนายกฯ มา ไปหาสันตะปาปาที่โรม แต่แล้วผลก็เป็นอย่างที่รู้กัน

การจมหมู่บ้านในครั้งนั้น มีบ้านจมไปเกือบ 200 หลังคาเรือน (บางแหล่งข่าวบอก 163 บ้างก็บอก 180) ก่อนจะจมมีการระเบิดบ้านทุกหลังก่อน ไม่มีใครตายเพราะการระเบิดหรือการปล่อยน้ำในครั้งนั้น แต่จากการตรอมใจหรืออื่น ๆ ย่อมไม่มีใครรู้

ภาพ : twitter.com/Avventural

วกกลับมาที่หนังนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น การจมคูรอนไม่ได้เป็นการตัดสินใจของชาวบ้านหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเลย แต่เป็นการลงนามอนุมัติของรัฐบาลอิตาลีนี่ล่ะ ส่วนความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนั้น มีขึ้นตั้งแต่ตอนที่ประชากรเลือกข้างว่าจะอยู่หรือจะไปแล้ว

คราวนี้มารู้จักกับตัวละครหลักของเมืองนี้กันดีกว่า นั่นก็คือหอระฆังกลางน้ำ ถามว่าตัวละครหลักแค่ไหน เอาเป็นว่าตราประจำเมืองเป็นรูปหอนี้ก็แล้วกัน

ตราประจำเมือง
ภาพ : www.araldicacivica.it/comune/curon-venosta

ตามประวัติ หอระฆังนี้สร้างในศตวรรษที่ 14 แต่ที่หอระฆังยังดูแข็งแรงอยู่นั้น เป็นเพราะได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 2009 นี้เอง

ภาพ : it.wikipedia.org

เรื่องอัศจรรย์ใจของหอระฆังนี้ก็ย่อมมีแน่นอน เรื่องแรกคือตอนที่รัฐบาลส่งคนมาระเบิดหมู่บ้าน (ระเบิดบ้านทีละหลัง) นั้น ก็ระเบิดโบสถ์ด้วยเช่นกัน ปรากฏว่าโบสถ์ถล่ม แต่หอระฆังยืนนิ่งไม่สะเทือน ข่าวว่าพวกช่างแอบกลัว ต่างพากันถอดใจ ประกอบกับตอนนั้นเริ่มปล่อยน้ำแล้ว ก็เลยปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น

เรื่องเล่าขานอีกเรื่องของหอระฆังก็คงจะไม่พ้นเรื่องเสียงระฆัง ว่ากันว่าวันดีคืนดีในช่วงฤดูหนาว จะมีคนได้ยินเสียงระฆังหง่างเหง่งวังเวงแว่วดังมาจากหอนั้น หลายท่านคงคิดว่าก็คงจะมีคนปีนขึ้นไปตีน่ะสิ คงไม่น่าจะเป็นเรื่องเป็นราวอะไร หากระฆังไม่ได้ถูกปลดออกจากหอตั้งแต่ตอนปล่อยน้ำลงเขื่อนแล้ว

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนเล่ากันแต่เป็นเรื่องจริง ก็คือ 1 ปีหลังจากที่คูรอนกลายเป็นทะเลสาบแล้ว ได้มีรถเมล์คันหนึ่งแหกถนนพุ่งลงทะเลสาบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย เหลือรอดชีวิตมาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

ปัจจุบันผู้ที่ไปเยือนคูรอน เวนอสต้า ก็ต้องพุ่งตรงไปถ่ายรูปกับหอระฆังกลางน้ำ หากในหน้าแดดอุ่นก็ออกเรือไปชมใกล้ ๆ ได้ หากไปหน้าหนาว ก็เดินเท้าไปบนทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็ง กิจกรรมฤดูร้อน-ฤดูหนาว มีไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมิได้ขาด

ทะเลสาบเรเซียในฤดูหนาว
ภาพ : www.suedtirolerland.it

ใครอยากสัมผัสกับรายละเอียดว่าชาวเมืองในช่วงเวลานั้น ‘น่าจะ’ รู้สึกนึกคิดอย่างไร ขอแนะนำนวนิยายแปลของสำนักพิมพ์อ่านอิตาลี ที่ใช้ท้องเรื่องเป็นเมืองคูรอนในช่วงนับแต่ ‘บ้านเมืองยังดี’ จนกระทั่งเมืองทุกพังทลายกลายไปอยู่ใต้น้ำ หน้าปกเป็นรูปหอระฆังกลางน้ำนี้ อยู่ใต้ชื่อภาษาไทยว่า ‘หยัดยืน’

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load