ตอนอยู่อิตาลี มักมีคนถามเสมอว่า ให้อยู่เลยเอาไหม ได้แต่หัวเราะแล้วส่ายหน้า ผู้ที่รักและมองกันในแง่ดีก็คงคิดว่าช่างเป็นคนดีรักชาติบ้านเมืองเสียนี่กระไร หารู้ไม่ว่าสิ่งที่อยู่ในหัวฉันคือทองหยอดและฝอยทอง ตอนนี้ที่ต้องระวังน้ำตาลแล้ว มีใครเอาบ้านที่อิตาลีมาล่อ ก็พร้อมจะเต้นหรับ ๆ ออกไปเหมือนเงาะป่าเห็นดอกชบาสีแดง

แล้วก็มีคนเอามาล่อจริง ๆ ด้วย คนที่มาล่อก็คือทางการอิตาลีนั่นเอง ด้วยโครงการบ้านราคาถูก อันที่จริงโครงการนี้มีมาสักพักแล้ว แต่ฉันไม่ได้บอกใคร เพราะกลัวจะตามไปเป็นเพื่อนบ้านกัน

ที่ว่าถูก เท่าไหร่เหรอ

หลังละ 1 ยูโร หรือไม่ถึง 40 บาทนั่นเอง

บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
Ollolai เมืองในเกาะซาร์ดีเนียที่มีบ้านสร้างด้วยหินราว 200 หลังที่ต้องการเจ้าของบ้านคนใหม่
ภาพ : edition.cnn.com

ไม่เชื่อ ของฟรีไม่มีในโลก บ้านอะไรจะถูกปานนั้น ถูกขนาดนี้ไม่ให้ฟรีเลยล่ะ

ขอตอบคำถามหรือคำประชดก่อนว่า จริง ๆ เขาก็จะให้ฟรีนั่นล่ะ แต่ก็เป็นลูกเล่นเสียหน่อยว่ายูโรเดียว ส่วนคำถามว่าอยู่ที่ไหน ขอตอบว่า มีอยู่ทั้งอิตาลีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ หากสนใจดูรายละเอียด เข้าเว็บนี้ได้เลย เลือกแบบเป็นภาษาอังกฤษไว้ให้แล้ว

ทำไมถึงขายบ้านราคาถูกอย่างนั้น

จริง ๆ แล้วบ้านเหล่านั้นคือบ้านร้าง ความร้างของบ้านเกิดมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน บางเมืองก็เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว บ้านพังจนสุดจะเยียวยารักษาไว้ได้ ผู้คนก็ทิ้งบ้านไปหาที่อยู่ใหม่ ดีกว่าจะเก็บบ้านเก่าแล้วเสียภาษีค่าบ้านไปเรื่อย ๆ แต่อีกเหตุผลสำคัญก็คือเรื่องของผู้คนที่อพยพโยกย้ายไปหางานใหม่ในเมืองใหญ่ เรื่องนี้เราคงเข้าใจได้ไม่ยากเท่าใด เนื่องจากสังคมในอิตาลีก็ไม่ต่างจากของไทยมากนักคือ ในชนบทห่างไกล คนรุ่นเก่าก็ทำการเกษตรกัน ลูกหลานถ้ามีโอกาสก็เรียนสูง ๆ เมื่อเรียนสูงแล้วก็ย่อมไม่มีงานทำในเมืองเล็ก ๆ จึงพากันเข้าเมืองใหญ่ หรือบางทีก็ไปต่างประเทศเลยก็มี บ้านเหล่านั้นจึงไม่มีคนอยู่ แต่ภาษีโรงเรือนอะไรก็ยังต้องเสีย อย่ากระนั้นเลย ทิ้งไปเลยดีกว่า

การที่หมู่บ้านมีคนค่อย ๆ ทยอยออกไปย่อมทำให้ขวัญและกำลังใจของคนที่เหลือพลอยแย่ไปด้วย เมืองกลายเป็นมีแต่คนแก่ ๆ อยู่ นับวันก็จะเงียบลงทุกที หากเป็นอย่างนี้ต่อไป การที่เมืองจะร้างย่อมเป็นไปได้สูง อันที่จริงหมู่บ้านร้างในอิตาลีก็มีจำนวนไม่น้อย เช่น เมือง Craco ที่นับเป็น Ghost Town ของอิตาลี เป็นต้น

บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
Craco เมืองร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในอิตาลี เป็นฉากหนังหลายเรื่อง
ภาพ : it.wikipedia.org

เรื่องการกลัวเมืองจะร้างนี้ ดูส่วนราชการท้องถิ่นจะกลัวกันมาก อย่าว่าแต่ขายบ้านหลังละ 1 ยูโรเลย ก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่ายกหอคอย ปราสาทให้ฟรี ๆ แลกกับการบูรณะมาแล้วก็ยังมี มิหนำซ้ำ บางเมืองยังถึงกับชิงรางวัลให้คนมาอยู่ด้วย แลกกับการเขียนรีวิวเมืองตลอดเวลา

กลับมาบ้านหลังละยูโรของเราต่อ เมื่อประกาศออกไป ผู้คนก็แห่แหนกระจัดกระจายกันไปดูบ้านเหล่านั้น โดยส่วนใหญ่ก็เป็นคนจากอังกฤษ อเมริกา และยุโรปทางเหนือ บางคนก็ซื้อไว้หลายหลังให้ลูก ๆ ได้อยู่ด้วยกัน

บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
อาเชเรนซา (Acerenza) เมืองหนึ่งในแคว้นบาสิลิกาตา ที่ร่วมโครงการบ้านหนึ่งยูโร
ภาพ : www.basilicata24.it

หนึ่งยูโรจริงน่ะหรือ มีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า

หากคุณรู้สึกไม่ชอบมาพากล จงอย่าได้รู้สึกผิดแต่อย่างใด เพราะสัญชาตญาณของคุณถูกต้องแล้ว

อย่างที่เกริ่นไปสักครู่ การให้บ้านฟรี ๆ ในอิตาลีก็เคยมี แลกกับการบูรณะ บ้านหนึ่งยูโรนี้ก็เช่นกัน หลัก ๆ เขาขายเพื่อตั้งใจจะให้มีคนกลับเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน เมื่อมีคนในหมู่บ้าน สีสันชีวิตชีวาก็มีขึ้น เศรษฐกิจอะไรต่ออะไรก็น่าจะดีขึ้น ความหวังหลักของเขาจึงคือ ให้คนมาซ่อมแซมและมาอยู่จริง ๆ 

เขาจึงมีเงื่อนไขคร่าว ๆ ที่ผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบดังนี้ (แตกต่างออกไปแล้วแต่เมือง)

  1. จัดทำโครงการปรับโครงสร้างและตีราคาใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด ปกติคือ 1 ปีนับจากวันซื้อ
  2. ค่าธรรมเนียมทนายความสำหรับการลงทะเบียน การโอน และภาษีที่ดิน
  3. เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จะต้องดำเนินการภายในเวลาที่กำหนดโดยเทศบาลเมือง เช่น 1 ปี
  4. ค่าประกันว่าจะทำตามนั้นจริง โดยอยู่ราว 1,000 – 5,000 ยูโร และจะได้รับคืนหากงานสิ้นสุดภายใน 3 ปี
บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
Castiglione di Sicilia เมืองในเกาะซิซีลีที่มีบ้านร้างถึง 900 หลัง
ภาพ : it.wikipedia.org

คุณจะเห็นว่า มันมีราคาค่างวดที่จะต้องใช้จ่ายอีกมาก เคยมีคนลองคิดเล่น ๆ ก็ราว 3 แสนกว่าบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าเครื่องบินและค่าเดินทาง ที่หลับที่นอนอื่น ๆ ระหว่างการบินไป-กลับเพื่อดูงานก่อสร้างนะ

แต่ที่สำคัญก็คือ ตัวราคาบ้านหนึ่งยูโรนั้น เอาจริง ๆ ก็อาจจะไม่ใช่ราคานั้น เนื่องจากว่า หากบ้านหลังนั้นมีคนสนใจเยอะ ก็จะมีการประมูลกันเกิดขึ้น บางหลังราคาเริ่มต้นหนึ่งยูโรก็จริง แต่คนที่ได้ไปประมูลไปด้วยราคา 9 แสนกว่าบาทก็มี นั่นยังไม่รวมราคาอื่น ๆ 

เอาล่ะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร หากสนใจ ติดต่อโดยตรงได้ที่เทศบาล (Comune) บางแห่งต้องกรอกแบบฟอร์มอธิบายเหตุผลแห่งความสนใจซื้อบ้าน หลายแห่งกำหนดให้ผู้ที่คิดจะซื้อต้องไปดูบ้านก่อนด้วย เพื่อดูว่าผู้ซื้อมีความจริงจังเพียงใด 

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้มาจากเว็บของทางการเอง ทางเว็บยังได้แนะนำว่า เรื่องทนายและเรื่องวิศวกรผู้รับเหมาต่าง ๆ ควรจะใช้บริการคนท้องถิ่นจะดีกว่า เพราะจะคุ้นเคยกฎหมายและระเบียบวิธีมากกว่า

โปรเจกต์ฟื้นฟูเมืองชนบทของรัฐบาลอิตาลี แก้ปัญหาเมืองร้างด้วยการขายบ้านเก่าแสนถูก ด้วยการชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท
อีกหนึ่งเมืองในแคว้นทัสกานีที่มีบ้านหนึ่งยูโรขาย
ภาพ : www.facebook.com/comunefabbrichedivergemoli/

เป็นคนไทยซื้อได้จริงหรือ 

ก็ต้องดูข้อตกลงระหว่างรัฐบาล แล้ว โดยทั่วไปคือหากคนอิตาเลียนสามารถซื้อในไทยได้ เราก็ซื้อในอิตาลีได้เช่นกัน

โดยสรุป ถามว่าน่าสนไหม ก็ดูเหมือนจะน่าสนนะ เท่าที่ดูในเว็บที่เขาสัมภาษณ์คนที่ไปซื้อบ้านเหล่านี้อยู่ ก็พบว่า เอาจริง ๆ แล้ว ซื้อบ้านหลังละ 1 ยูโรย่อมไม่ควรคาดหวังว่ามันจะสมบูรณ์แบบ บ้านหลายหลังเปิดเข้าไปนึกว่าตัวเองเป็นชอลิ้วเฮียง หากแต่มิได้ถล่มวังค้างคาว แต่เป็นวังนกพิราบที่ส่งเสียงอืดอือดูน่ากลัว บางบ้าน ยืนพิงผนังนิดเดียวก็พังโครมลงมา บ้านสวย ๆ ก็ต้องประมูลกันด้วยราคาสูง อีกอย่าง หมู่บ้านเหล่านั้นก็มักจะห่างไกลจากแสงสี บอกชื่อไปอิตาเลียนยังไม่รู้ว่าอยู่ประเทศตัวเองก็ยังมี

แต่มุมงดงามก็ย่อมมี ด้วยความที่เป็นชนบทนั้น ยังมีมิตรภาพของเพื่อนบ้านอยู่อย่างอบอุ่น ชาวเมือง (หลาย ๆ เมือง) มองคนต่างชาติที่มาอยู่ในหมู่บ้านของตนอย่างเป็นมิตร ผู้ซื้อรายหนึ่งบอกว่า เพื่อนบ้านชวนไปกินอาหารที่บ้าน นับเป็นลาซานญ่าที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา และเพื่อนบ้านยังได้สอนทำอาหารอิตาเลียนอีกด้วย

แหล่งข้อมูล

casea1euro.it/come-funziona-e-agevolazioni/

www.youtube.com/watch?v=nP2vtDLTAgM 

www.thetrainline.com/it/in-viaggio/europa/italia/top-10-citta-fantasma-per-ghost-tour-italia

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ในประวัติศาสตร์ของประเทศอันยาวนานหลายพันปี สืบไปได้ถึงยุคโรมันหรือก่อนหน้านั้น ล้วนมีผลต่อวิถีชีวิต การคิดอ่านของคนอิตาเลียนในปัจจุบันอย่างยากที่จะแยกออกว่า อันไหนมาจากยุคใดบ้าง

หนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์อิตาลี ที่ยังหลงเหลืออนุสรณ์สถาน ความรักชาติ ความชิงชัง ความเจ็บช้ำน้ำใจให้เราสัมผัสได้ในปัจจุบัน คือ บาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และบุคคลที่คนอิตาเลียนพร้อมใจกันกล่าวโทษ นั่นคือ เบนีโต มุสโสลินี (Benito Mussolini)

มุสโสลินีเป็นใคร เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 1922 – 1943 ระยะเวลาราว 20 ปีนี้ ในประวัติศาสตร์อิตาลีเรียกว่า ‘ยี่สิบปีแห่งฟาชิสต์’ (Il ventennio fascista) อันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 1939 – 1945 นั่นเอง

การพาประเทศไปแพ้สงครามนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ความเกลียดชังนั้นเริ่มมาตั้งแต่การที่มุสโสลินีพาประเทศอันเพิ่งสะบักสะบอมมาจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว

ทำไมถึงโทษมุสโสลินีอยู่คนเดียว

เพราะเขาเป็นเผด็จการ เปล่า ไม่ได้กล่าวหาว่าร้ายลอย ๆ เขาเองนั่นล่ะที่เป็นคนประกาศตนว่า เขาจะเป็นเผด็จการล่ะนะ

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : https://commons.wikimedia.org

มารู้จักมุสโสลินีกันหน่อยเป็นไร

ชื่อที่เราคุ้นว่ามุสโสลินีนั้นจริง ๆ คือนามสกุล ชื่อจริงของเขานั้น ยาวอีกนิดก็กรุงเทพฯ แล้ว คือ เบนีโต อมัลคาเร อันแดรฺอา แล้วก็ตบท้ายด้วยนามสกุล มุสโสลินี

ชื่อทั้งหมดนี้มีที่มาทั้งสิ้น พ่อของเธอซึ่งยังชีพด้วยการเป็นช่างเหล็กนั้น เป็นคนมีความคิดทางสังคมนิยมที่รุนแรงมาก ชื่อที่เรียงเป็นตับวิวาห์พระสมุทรนั้น มาจากรายนามของนักการเมืองแนวสังคมนิยมทั้งในและนอกประเทศอิตาลีทั้งสิ้น แต่พอใช้จริง ๆ ก็เหลือแค่เบนีโต ซึ่งเป็นชื่ออดีตผู้นำของเม็กซิโกเท่านั้น ด้วยความที่ไม่ใช่ชื่ออิตาเลียนนี้ จึงมีผู้เรียกผิดเรียกถูกว่า เบเนเด็ตโต อันเป็นชื่อที่สามัญกว่าสำหรับคนอิตาเลียน

มุสโสลินีเรียนเก่ง แต่เป็นคนเกเรชอบความรุนแรงแต่เล็ก ในวัยเด็กเคยแทงเพื่อนอย่างน้อยก็ 2 ครั้ง เปล่า ไม่ใช่ 2 จึ้ก แต่ 2 คน แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง จึงทำให้เขาได้ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ อันเป็นที่ซึ่งเขาแสดงความคิดทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ หนังสือพิมพ์ที่เขาทำแต่ละแห่งนั้น ล้วนเป็นหนังสือพิมพ์ของพวกสังคมนิยมทั้งสิ้น

ในวัยหนุ่ม ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 หนังสือพิมพ์ที่เขาทำงานและพรรคสังคมนิยมที่เขาสังกัดอยู่นั้นยึดแนวเป็นกลาง แต่มุสโสลินีกลับออกไปเดินขบวนสนับสนุนสงคราม จึงทำให้เขาถูกขับออกจากวงโคจรของสังคมนิยมทั้งหมด แล้วไม่นาน อิตาลีก็เข้าสงคราม มุสโสลินีได้สมัครเข้าร่วมรบสมใจ แต่ก็บาดเจ็บกลับออกมา

จากการผ่านสงคราม จากการอกหักจากสังคมนิยม และจะด้วยอะไรอีกก็ตาม มุสโสลินีคิดว่า อิตาลีควรจะต้องมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ มุสโสลินีได้กลับมาทำงานในวงการหนังสือพิมพ์อีกครั้ง และได้แสดงความคิดเห็นของตนไปอย่างกว้างขวาง มุสโสลินีเบื่อความจอมปลอมของประชาธิปไตย มีความคิดว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นสิ่งไร้สาระ และอาจมองไม่เห็นทางในการฟื้นฟูประเทศด้วยวิธีแบบเดิม ๆ และฝักใฝ่ในทางการนำประเทศอย่างดุดันเหี้ยมหาญประหนึ่งชาวโรมัน เขาได้ก่อตั้งขบวนการขึ้นมาขบวนการหนึ่ง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนมากมาย ในไม่กี่ปีขบวนการที่เขาคิดก่อตั้งก็มีผู้ร่วมด้วยช่วยกันเรือนแสนจากทั่วประเทศ และเป็นขบวนการที่มีบทบาทสำคัญมากในประวัติศาสตร์ นั่นคือ ขบวนการฟาชิสม์ (Fascism)

ฟาชิสม์ หรือ พวกฟาชิสต์ ตั้งมาจากคำว่า Fascio ซึ่งหมายถึงขวานโบราณของชาวโรมันที่มีด้ามจับเป็นกิ่งไม้พันรวมหนักแน่น อันเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี มุสโสลินีผู้มีวาทศิลป์อันน่าทึ่งได้ปลุกระดมเชิญชวนผู้คนให้ร่วมแนวคิดของตน อันจะนำประเทศไปสู่ความเกรียงไกรเฉกเช่นจักรวรรดิโรมันในอดีต ผู้คนเข้าร่วมกันมากมาย และเรียกมุสโสลินีด้วยคำว่า ดูเช (Duce) อันมาจากคำว่า Dux ในภาษาละตินที่แปลว่า ผู้นำ นั่นเอง

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : https://it.cleanpng.com

สภาพอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ถึงแม้จะอยู่ในฝ่ายผู้ชนะสงคราม แต่ก็บอบช้ำสะบักสะบอมเต็มที รัฐบาลของ พระเจ้าวิตตอริโอ เอ็มมานูเอเลที่ 3 ก็ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ในที่สุดวันหนึ่งในปี 1922 มุสโสลินีก็บัญชาการทัพฟาชิสต์ของตนให้เดินตบเท้าเข้าสู่โรม (Marcia su Roma) พระเจ้าวิตตอริโอกลัวว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง บีบให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออก แล้วเชิญมุสโสลินีซึ่งนั่งยิ้มอยู่ที่มิลาน ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และนั่นคือจุดเริ่มของ 20 ปีแห่งฟาชิสม์

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : www.britannica.com

สิ่งแรกที่มุสโสลินีทำคือเปลี่ยนรัฐสภาให้มีพรรคเดียวคือพรรคของตน กวาดล้างพวกสังคมนิยมออกไปด้วยวิธีการอันป่าเถื่อนรุนแรง แล้ววันหนึ่งก็ประกาศกันให้รู้แล้วรู้รอดกันไปว่า ตนจะปกครองแบบเผด็จการละนะ

จากนั้นก็เป็นกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ เพราะเมื่อมีผู้นำคนเดียวแล้ว ก็ต้องทำให้คนรักและศรัทธา ช่วงนี้มุสโสลินีออกงานหนักมาก ไม่ได้ไปตัดริบบิ้นปล่อยลูกโป่งอย่างที่คิด หากแต่ลงไม้ลงมือทำทุกสิ่งอัน ถอดเสื้อโชว์ความแข็งแกร่ง เกี่ยวข้าว สงฟาง ฯลฯ แน่นอนทุกงานมีวิดีโอถ่ายไว้ แล้ววิดีโอเหล่านี้ละที่นำเอาไปฉายตามโรงหนังหรือชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้คนเชื่อว่าการปกครองแบบนี้แสนดีหนักหนา ผู้นำก็แสนจะเข้มแข็งอบอุ่น เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย อะไรประมาณนั้น

ภาพ : www.udinetoday.it

ย้อนไปยังปณิธานที่หาญมุ่งของมุสโสลินี เขาบอกว่าจะให้อิตาลีเกรียงไกรเหมือนอาณาจักรโรมัน ก็จะเป็นอาณาจักรได้อย่างไรหากไม่ขยายอาณาเขต อย่ากระนั้นเลย จำเราจะต้องไปบุกเอธิโอเปียดีกว่า ซึ่งก็ได้มาเป็นเมืองขึ้น แต่แลกด้วยทั้งเงินทั้งชีวิตของทหารที่หมดไปกับสงครามซึ่งไม่ควรจะเกิดเลย

การกระทำของมุสโสลินีเป็นที่เฝ้าสังเกตของผู้นำจากหลายประเทศ บ้างก็มองด้วยความชื่นชม หนึ่งในนั้นคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้เฝ้าเพียรติดต่อขอมาดูงานที่อิตาลี ในที่สุดมุสโสลินีก็ให้มาอย่างเสียไม่ได้ ฮิตเลอร์ประทับใจในการปกครองของมุสโสลินีมาก และได้นำแนวคิดหลายอย่างกลับไปใช้ที่เยอรมนีของตน ที่เห็นเด่นชัดคือ ท่าทักทายแบบนาซี ซึ่งก็เอามาจากท่าทักทายของพวกฟาชิสต์นั่นเอง

ภาพ : www.britannica.com

แต่ในขณะที่กองทัพเยอรมันเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ กองทัพของมุสโสลินีกับย่ำแย่ลงทุกที ไปรบที่ไหนก็หนีญญ่ายพายจแจ้น (แตกกระจัดกระจายจากหมู่) ไปเสียหมดสิ้น ในที่สุดวันหนึ่ง มุสโสลินีก็ไปเยือนเยอรมนีแล้วก็หน้าตึงกลับมา เพราะเมื่อเห็นแสนยานุภาพของกองทัพเยอรมันแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองไม่ใช่พระเอกของมหากาพย์เรื่องนี้แล้ว

รวบรัดตัดความ เยอรมันทำสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีเงื้อง่าราคาแพงอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดก็เข้าร่วมจนได้ทั้งที่ไม่พร้อมอะไรเลย ผู้กุมบังเหียนของการศึกคือฮิตเลอร์ ส่วนมุสโสลินีได้แต่เป็นผู้ตาม ในที่สุดเมื่อฝ่ายพันธมิตรอันมีสหรัฐอเมริกาบุกเข้าอิตาลี รัฐบาลอิตาลีก็ต้องตัดสินใจคิดการใหญ่แล้ว นั่นคือ คนในพรรคพร้อมใจกันปลดมุสโสลินีออกจากตำแหน่ง แล้วส่งตัวแทนไปเซ็นสัญญาสงบศึกในปี 1943 นับเป็นจุดสิ้นสุดอย่างเป็นทางการของฟาชิสต์และมุสโสลินี

ไม่ เรื่องไม่ได้จบแค่นี้ ตายเหรอ ยัง มุสโสลินีถูกนำไปกักตัวยังที่ลับ แต่เยอรมันบุกไปชิงตัวได้ (ลับยังไง) แล้วก็ให้มุสโสลินีตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดโดยมีฮิตเลอร์เป็นเบื้องหลัง ความปั่นป่วนนี้มีอยู่ได้สัก 2 ปี ในที่สุดมุสโสลินีก็ถูกพวกต่อต้านฟาชิสต์จับ และสำเร็จโทษโดยการยิงแล้วนำศพไปยังมิลาน ภาพจำสุดท้ายของคนอิตาเลียนที่มีต่อมุสโสลินีคือ การถูกแขวนห้อยหัวลงมากลางจัตุรัสแห่งหนึ่งในเมือง และข่าวนั้นเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ฮิตเลอร์ตัดสินใจยิงตัวเองตาย

ภาพ : www.britannica.com

ถามว่ามีอะไรบ้างไหมที่มุสโสลินีทำไว้นอกเหนือจากการพาคนไปตาย ก็ต้องบอกว่า เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เขาทำไว้ ก็คือการให้วาติกันเป็นรัฐอิสระนั่นเอง

ภาพ : www.wikiwand.com

ปัจจุบัน ฟาชิสต์และมุสโสลินีเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากพูดถึง กระนั้น ณ บ้านเกิดของเขา ที่เมืองเปรดัปปิโย (Predappio) ก็ยังทำเป็นพิพิธภัณฑ์ คนอิตาเลียนไม่กลบประวัติศาสตร์ อะไรเกิดก็ต้องเรียนรู้กับมัน การฝังกลบไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้

สำหรับคนอิตาเลียนในปัจจุบันนี้ เมื่อนึกถึงมุสโสลินี ก็มักจะพูดออกมาอย่างขำ ๆ ว่า 

“อ้ะ อย่างน้อยรถไฟตอนนั้นก็ตรงเวลา”

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load