ตอนอยู่อิตาลี มักมีคนถามเสมอว่า ให้อยู่เลยเอาไหม ได้แต่หัวเราะแล้วส่ายหน้า ผู้ที่รักและมองกันในแง่ดีก็คงคิดว่าช่างเป็นคนดีรักชาติบ้านเมืองเสียนี่กระไร หารู้ไม่ว่าสิ่งที่อยู่ในหัวฉันคือทองหยอดและฝอยทอง ตอนนี้ที่ต้องระวังน้ำตาลแล้ว มีใครเอาบ้านที่อิตาลีมาล่อ ก็พร้อมจะเต้นหรับ ๆ ออกไปเหมือนเงาะป่าเห็นดอกชบาสีแดง

แล้วก็มีคนเอามาล่อจริง ๆ ด้วย คนที่มาล่อก็คือทางการอิตาลีนั่นเอง ด้วยโครงการบ้านราคาถูก อันที่จริงโครงการนี้มีมาสักพักแล้ว แต่ฉันไม่ได้บอกใคร เพราะกลัวจะตามไปเป็นเพื่อนบ้านกัน

ที่ว่าถูก เท่าไหร่เหรอ

หลังละ 1 ยูโร หรือไม่ถึง 40 บาทนั่นเอง

บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
Ollolai เมืองในเกาะซาร์ดีเนียที่มีบ้านสร้างด้วยหินราว 200 หลังที่ต้องการเจ้าของบ้านคนใหม่
ภาพ : edition.cnn.com

ไม่เชื่อ ของฟรีไม่มีในโลก บ้านอะไรจะถูกปานนั้น ถูกขนาดนี้ไม่ให้ฟรีเลยล่ะ

ขอตอบคำถามหรือคำประชดก่อนว่า จริง ๆ เขาก็จะให้ฟรีนั่นล่ะ แต่ก็เป็นลูกเล่นเสียหน่อยว่ายูโรเดียว ส่วนคำถามว่าอยู่ที่ไหน ขอตอบว่า มีอยู่ทั้งอิตาลีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ หากสนใจดูรายละเอียด เข้าเว็บนี้ได้เลย เลือกแบบเป็นภาษาอังกฤษไว้ให้แล้ว

ทำไมถึงขายบ้านราคาถูกอย่างนั้น

จริง ๆ แล้วบ้านเหล่านั้นคือบ้านร้าง ความร้างของบ้านเกิดมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน บางเมืองก็เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว บ้านพังจนสุดจะเยียวยารักษาไว้ได้ ผู้คนก็ทิ้งบ้านไปหาที่อยู่ใหม่ ดีกว่าจะเก็บบ้านเก่าแล้วเสียภาษีค่าบ้านไปเรื่อย ๆ แต่อีกเหตุผลสำคัญก็คือเรื่องของผู้คนที่อพยพโยกย้ายไปหางานใหม่ในเมืองใหญ่ เรื่องนี้เราคงเข้าใจได้ไม่ยากเท่าใด เนื่องจากสังคมในอิตาลีก็ไม่ต่างจากของไทยมากนักคือ ในชนบทห่างไกล คนรุ่นเก่าก็ทำการเกษตรกัน ลูกหลานถ้ามีโอกาสก็เรียนสูง ๆ เมื่อเรียนสูงแล้วก็ย่อมไม่มีงานทำในเมืองเล็ก ๆ จึงพากันเข้าเมืองใหญ่ หรือบางทีก็ไปต่างประเทศเลยก็มี บ้านเหล่านั้นจึงไม่มีคนอยู่ แต่ภาษีโรงเรือนอะไรก็ยังต้องเสีย อย่ากระนั้นเลย ทิ้งไปเลยดีกว่า

การที่หมู่บ้านมีคนค่อย ๆ ทยอยออกไปย่อมทำให้ขวัญและกำลังใจของคนที่เหลือพลอยแย่ไปด้วย เมืองกลายเป็นมีแต่คนแก่ ๆ อยู่ นับวันก็จะเงียบลงทุกที หากเป็นอย่างนี้ต่อไป การที่เมืองจะร้างย่อมเป็นไปได้สูง อันที่จริงหมู่บ้านร้างในอิตาลีก็มีจำนวนไม่น้อย เช่น เมือง Craco ที่นับเป็น Ghost Town ของอิตาลี เป็นต้น

บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
Craco เมืองร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในอิตาลี เป็นฉากหนังหลายเรื่อง
ภาพ : it.wikipedia.org

เรื่องการกลัวเมืองจะร้างนี้ ดูส่วนราชการท้องถิ่นจะกลัวกันมาก อย่าว่าแต่ขายบ้านหลังละ 1 ยูโรเลย ก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่ายกหอคอย ปราสาทให้ฟรี ๆ แลกกับการบูรณะมาแล้วก็ยังมี มิหนำซ้ำ บางเมืองยังถึงกับชิงรางวัลให้คนมาอยู่ด้วย แลกกับการเขียนรีวิวเมืองตลอดเวลา

กลับมาบ้านหลังละยูโรของเราต่อ เมื่อประกาศออกไป ผู้คนก็แห่แหนกระจัดกระจายกันไปดูบ้านเหล่านั้น โดยส่วนใหญ่ก็เป็นคนจากอังกฤษ อเมริกา และยุโรปทางเหนือ บางคนก็ซื้อไว้หลายหลังให้ลูก ๆ ได้อยู่ด้วยกัน

บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
อาเชเรนซา (Acerenza) เมืองหนึ่งในแคว้นบาสิลิกาตา ที่ร่วมโครงการบ้านหนึ่งยูโร
ภาพ : www.basilicata24.it

หนึ่งยูโรจริงน่ะหรือ มีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า

หากคุณรู้สึกไม่ชอบมาพากล จงอย่าได้รู้สึกผิดแต่อย่างใด เพราะสัญชาตญาณของคุณถูกต้องแล้ว

อย่างที่เกริ่นไปสักครู่ การให้บ้านฟรี ๆ ในอิตาลีก็เคยมี แลกกับการบูรณะ บ้านหนึ่งยูโรนี้ก็เช่นกัน หลัก ๆ เขาขายเพื่อตั้งใจจะให้มีคนกลับเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน เมื่อมีคนในหมู่บ้าน สีสันชีวิตชีวาก็มีขึ้น เศรษฐกิจอะไรต่ออะไรก็น่าจะดีขึ้น ความหวังหลักของเขาจึงคือ ให้คนมาซ่อมแซมและมาอยู่จริง ๆ 

เขาจึงมีเงื่อนไขคร่าว ๆ ที่ผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบดังนี้ (แตกต่างออกไปแล้วแต่เมือง)

  1. จัดทำโครงการปรับโครงสร้างและตีราคาใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด ปกติคือ 1 ปีนับจากวันซื้อ
  2. ค่าธรรมเนียมทนายความสำหรับการลงทะเบียน การโอน และภาษีที่ดิน
  3. เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จะต้องดำเนินการภายในเวลาที่กำหนดโดยเทศบาลเมือง เช่น 1 ปี
  4. ค่าประกันว่าจะทำตามนั้นจริง โดยอยู่ราว 1,000 – 5,000 ยูโร และจะได้รับคืนหากงานสิ้นสุดภายใน 3 ปี
บ้าน 1 ยูโร รัฐบาลอิตาลีชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท เพื่อแก้ปัญหาเมืองร้าง
Castiglione di Sicilia เมืองในเกาะซิซีลีที่มีบ้านร้างถึง 900 หลัง
ภาพ : it.wikipedia.org

คุณจะเห็นว่า มันมีราคาค่างวดที่จะต้องใช้จ่ายอีกมาก เคยมีคนลองคิดเล่น ๆ ก็ราว 3 แสนกว่าบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าเครื่องบินและค่าเดินทาง ที่หลับที่นอนอื่น ๆ ระหว่างการบินไป-กลับเพื่อดูงานก่อสร้างนะ

แต่ที่สำคัญก็คือ ตัวราคาบ้านหนึ่งยูโรนั้น เอาจริง ๆ ก็อาจจะไม่ใช่ราคานั้น เนื่องจากว่า หากบ้านหลังนั้นมีคนสนใจเยอะ ก็จะมีการประมูลกันเกิดขึ้น บางหลังราคาเริ่มต้นหนึ่งยูโรก็จริง แต่คนที่ได้ไปประมูลไปด้วยราคา 9 แสนกว่าบาทก็มี นั่นยังไม่รวมราคาอื่น ๆ 

เอาล่ะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร หากสนใจ ติดต่อโดยตรงได้ที่เทศบาล (Comune) บางแห่งต้องกรอกแบบฟอร์มอธิบายเหตุผลแห่งความสนใจซื้อบ้าน หลายแห่งกำหนดให้ผู้ที่คิดจะซื้อต้องไปดูบ้านก่อนด้วย เพื่อดูว่าผู้ซื้อมีความจริงจังเพียงใด 

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้มาจากเว็บของทางการเอง ทางเว็บยังได้แนะนำว่า เรื่องทนายและเรื่องวิศวกรผู้รับเหมาต่าง ๆ ควรจะใช้บริการคนท้องถิ่นจะดีกว่า เพราะจะคุ้นเคยกฎหมายและระเบียบวิธีมากกว่า

โปรเจกต์ฟื้นฟูเมืองชนบทของรัฐบาลอิตาลี แก้ปัญหาเมืองร้างด้วยการขายบ้านเก่าแสนถูก ด้วยการชวนคนมาซื้อบ้านหลังละไม่ถึง 40 บาท
อีกหนึ่งเมืองในแคว้นทัสกานีที่มีบ้านหนึ่งยูโรขาย
ภาพ : www.facebook.com/comunefabbrichedivergemoli/

เป็นคนไทยซื้อได้จริงหรือ 

ก็ต้องดูข้อตกลงระหว่างรัฐบาล แล้ว โดยทั่วไปคือหากคนอิตาเลียนสามารถซื้อในไทยได้ เราก็ซื้อในอิตาลีได้เช่นกัน

โดยสรุป ถามว่าน่าสนไหม ก็ดูเหมือนจะน่าสนนะ เท่าที่ดูในเว็บที่เขาสัมภาษณ์คนที่ไปซื้อบ้านเหล่านี้อยู่ ก็พบว่า เอาจริง ๆ แล้ว ซื้อบ้านหลังละ 1 ยูโรย่อมไม่ควรคาดหวังว่ามันจะสมบูรณ์แบบ บ้านหลายหลังเปิดเข้าไปนึกว่าตัวเองเป็นชอลิ้วเฮียง หากแต่มิได้ถล่มวังค้างคาว แต่เป็นวังนกพิราบที่ส่งเสียงอืดอือดูน่ากลัว บางบ้าน ยืนพิงผนังนิดเดียวก็พังโครมลงมา บ้านสวย ๆ ก็ต้องประมูลกันด้วยราคาสูง อีกอย่าง หมู่บ้านเหล่านั้นก็มักจะห่างไกลจากแสงสี บอกชื่อไปอิตาเลียนยังไม่รู้ว่าอยู่ประเทศตัวเองก็ยังมี

แต่มุมงดงามก็ย่อมมี ด้วยความที่เป็นชนบทนั้น ยังมีมิตรภาพของเพื่อนบ้านอยู่อย่างอบอุ่น ชาวเมือง (หลาย ๆ เมือง) มองคนต่างชาติที่มาอยู่ในหมู่บ้านของตนอย่างเป็นมิตร ผู้ซื้อรายหนึ่งบอกว่า เพื่อนบ้านชวนไปกินอาหารที่บ้าน นับเป็นลาซานญ่าที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา และเพื่อนบ้านยังได้สอนทำอาหารอิตาเลียนอีกด้วย

แหล่งข้อมูล

casea1euro.it/come-funziona-e-agevolazioni/

www.youtube.com/watch?v=nP2vtDLTAgM 

www.thetrainline.com/it/in-viaggio/europa/italia/top-10-citta-fantasma-per-ghost-tour-italia

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เมื่อมาถึงสิ้นปีเช่นนี้ จะมีหัวข้ออะไรดีไปกว่าการพูดถึงเทศกาลปลายปีสักเล็กน้อย

บางท่านอาจไม่ทราบว่า สถิติต้นคริสต์มาสที่สูงที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ อยู่ที่อิตาลีนี่เอง กินเนสบุ๊กบันทึกไว้เมื่อ ค.ศ. 1991 ถึงวันนี้ก็ยังไม่คิดว่ามีใครโค่นแชมป์ได้

แล้วอยู่ที่เมืองไหนล่ะ

คำตอบคืออยู่ที่เมืองกุบบิโย (Gubbio) ไม่ไกลจากเปรูจา (Perugia) อันเป็นเมืองเอกของแคว้นอุมเบรีย (Umbria) อีกที

ขอแวบออกนอกเรื่องหน่อย คุณเคยรำคาญไหม เวลาที่ในบทอ่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทความวิชาการ ชอบใส่ชื่อแล้วใส่วงเล็บตลอด ถ้ารำคาญ จะบอกว่าตอนเด็ก ๆ ก็เป็นเหมือนกัน ตอนหลังถึงได้เข้าใจว่า บางทีชื่อที่คุณคิดว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน กลับเป็นชื่อที่คุณอาจจะเคยรู้จักหรือผ่านหูผ่านตามาก่อน แต่เป็นอีกชื่อหนึ่ง เช่น Perugia ที่ว่านี่ ถ้าเปิดแผนที่กูเกิลที่เป็นภาษาไทย จะขึ้นชื่อว่า เปรูเกีย เป็นอาทิ หรือคุณอาจจะนึกคึก เข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้ในเน็ต หรืออาจจะไปคุยกับเพื่อนต่างชาติ ฯลฯ ล้วนมีเหตุผลให้คนเขียนติ่งชื่อดั้งเดิมในภาษานั้น ๆ เอาไว้ทั้งสิ้น

กลับมาต้นคริสต์มาสกันอีกครั้ง ต้นคริสต์มาสนี้จริง ๆ แล้วเป็นการประดับไฟบนภูเขาอินจีโน (Ingino) ตั้งแต่ตีนเขาไปจนถึงยอดเขาบริเวณที่ตั้งโบสถ์ซันต’อูบัลโด (Basilica di Sant’Ubaldo) อันเป็นโบสถ์ของนักบุญประจำเมือง รวมความสูงของต้นคริสต์มาสนี้ถึง 750 เมตร กินเนื้อที่ 130,000 ตารางเมตร (มีผู้หวังดีเคยเปรียบไว้ว่า ประมาณสนามฟุตบอล 30 สนาม) ประกอบด้วยไฟ 700 ดวง ใช้สายไฟรวมแล้วยาว 7½ กิโลเมตร และใช้เวลาในการทำถึง 1,300 ชั่วโมงทีเดียว นี่ยังไม่รวมตอนเก็บอีกนั้น นั่นอีก 900 ชั่วโมง บวกเข้าไป

Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
ภาพ : www.zingarate.com

งานใหญ่ราวกับมหากฐินเช่นนี้ ย่อมใช้ทรัพย์ใช้สินจำนวนไม่น้อย อันก็ได้มาจากคนทั่วไปนั่นเอง มิได้มีมัคนายกนั่งเต็นท์ประกาศที่มักจะเริ่มด้วย “อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่” แล้วหยุดกึกไปเพราะต้องประกาศเรียกพ่อหนุ่มเสื้อเขียวที่มากะแฟนน่ะ บริจาคหน่อยน่า พร้อมร่ายกลอนต่อไปอีกว่า “ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน เด็ดดอกไม้ร่วมต้น สร้างกุศลร่วมกัน” แล้วประกาศชื่อ (ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง) ออกไมค์เสียงดังกังวานไปทั่ววัด

งานนี้ มีเว็บไซต์ของงาน ประกาศเชิญชวนท่านจับจองแสงไฟนั้นด้วยมูลค่าดวงละ 10 ยูโร เพียงแต่ไม่ได้มีการเอาสวรรค์มาฉกนรกมาขู่อะไรทั้งสิ้น เขาบอกเพียงแต่ว่า เงินส่วนหนึ่งที่ได้จะนำไปจ่ายค่าไฟ (ซึ่งใช้พลังงานแบบรักษ์โลก) และค่าใช้จ่ายอะไรต่ออะไรในการทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งเมื่อท่านบริจาคแล้วก็จะปรากฏชื่อของท่าน หรือชื่อของผู้อุทิศดวงไฟให้อยู่บนผังวางไฟบนต้นคริสต์มาสใหญ่นั้น ในเว็บนะ ใครเข้ามาคลิกก็จะเจอชื่อท่าน

การเปิดไฟจะเปิดตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ในช่วงหัวค่ำไปจนถึงกลางดึก และจะทำเช่นนี้ทุกคนไปจนถึงวันที่ 13 มกราคมปีหน้า จากนั้นก็จะล้มกระดานรายชื่อทั้งหมดไป ปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยว่ากันอีกที

ท่านที่ต้องการจะมีแสงประดับภูเขาในงานนี้ ขอแสดงความเสียใจด้วย เนื่องจากมีผู้จองจนเต็มหมดแล้ว หากสนใจ สามารถเข้าไปดูได้ในเว็บไซต์ www.adottaunaluce.it แต่หากอยากจะดูภาพพิธีเปิดงาน ขอเชิญได้ที่นี่ ยังทัน 

แต่กุบบิโยก็ไม่ได้มีแค่เท่านี้ จะว่าไปแล้วการประดับไฟคริสต์มาสเพิ่งมาเริ่มใน ค.ศ. 1981 นี้เอง แต่ประเพณีนี้สิ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว บ้างก็ว่าในศตวรรษที่ 12 บ้างก็ว่าอาจจะมีที่มาตั้งแต่ก่อนศาสนาคริสต์อีก

มันคือการวิ่งเทียนหรือ Corsa dei Ceri เป็นงานประจำปี เป็นงานที่เก่าแก่ที่สุด และสำคัญที่สุดสำหรับชาวกุบบิโยก็ว่าได้ และเป็นประเพณีท้องถิ่นที่เป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งประเทศ 

การวิ่งเทียนนี้มีขึ้นในวันที่ 15 เดือนพฤษภาคมทุกปี เพราะเป็นวันฉลองนักบุญอูบัลโด (Sant’Ubaldo) ซึ่งเป็นนักบุญประจำเมือง

งานดังกล่าวคือการวิ่งแห่เทียนใหญ่ 3 เล่มจากเมืองด้านล่าง ไปยังโบสถ์ของนักบุญอูบัลโดที่อยู่บนเขา ใกล้ดาวดวงใหญ่ของต้นคริสต์มาสไง 

เทียนที่ว่านั้นก็มิใช่เทียนจริงหรอก หากแต่เป็นไม้ที่ประกอบสร้างขึ้นคล้ายเทียนพิธีต้นใหญ่นั่นเอง 

Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
ภาพ : www.vivogubbio.com

พิธีแบบเต็มรูปแบบเริ่มตั้งแต่หกโมงเช้า มาวิ่งกันจริง ๆ เอาเกือบ 6 โมงเย็น และประมาณการวิ่งจากด้านล่างไปถึงด้านบนราว 2 ชั่วโมง

ด้านบนของเทียนไม้นี้ประดับด้วยรูปปั้นนักบุญ 3 ท่าน คือ นักบุญอูบัลโด นักบุญโจร์โจ และนักบุญอันโตนิโย

คนแห่เป็นชาย ถ่ายทอดกันรุ่นต่อรุ่น และมีหลายผลัด เพราะเส้นทางกว่า 2 กิโลเมตรนั้นเป็นทางขึ้นเขากว่าค่อน ใช้ชุดเดียวคงมีการกลิ้งลงเขาอย่างไม่เป็นพิธีแน่นอน

คนแห่เทียนแต่ละต้นแต่งกายไม่เหมือนกัน และการแบ่งว่าใครแห่ต้นไหนนั้น มิได้แบ่งตามถิ่นที่อยู่ แต่ตามประเพณีดั้งเดิมนั้น แบ่งตามอาชีพ ช่างก่อสร้างและช่างสกัดหินจะแห่ต้นเทียนของนักบุญอูบัลโด พ่อค้าและช่างฝีมือแห่ของนักบุญโจร์โจ ในขณะที่ชาวนา เจ้าของที่ดิน และนักเรียนนักศึกษาแห่ของนักบุญอันโตนิโย

เมื่อแห่ไปถึงด้านบนแล้ว เทียนทั้งสามจะประดิษฐานอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง ในขณะที่รูปปั้นของนักบุญทั้งสามจะอัญเชิญลงมา พร้อมกับขบวนคบไฟและการร้องเพลงบูชา 

ว่ากันว่า หากผู้ใดได้ร่วมงานวิ่งเทียนนี้ครบ 3 ครั้ง จะได้ใบประกาศนียบัตรพลเมืองกิตติมศักดิ์ของกุบบิโยกลับไป

แต่ท้ายที่สุดแล้ว จองไฟคริสต์มาสก็ไม่ทัน วิ่งเทียนก็ไม่ได้ กุบบิโยยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมให้ทำ แถมยังได้ใบประกาศนียบัตรโดยไม่ต้องมาร่วมงานถึง 3 ปี สนใจไหมล่ะ

ที่กุบบิโยมีน้ำพุอยู่แห่งหนึ่ง เรียกโดยชื่อว่า น้ำพุบาร์แจลโล (Fontana del Bargello) สำหรับเราอาจจะดูน่ารักดี แต่ก็ดูไม่ต่างจากน้ำพุแห่งอื่นในอิตาลีเท่าใดนัก

เรื่องของเรื่องคือ หากใครวิ่งรอบน้ำพุแห่งนี้ 3 รอบโดยมีชาวกุบบิโยยืนเป็นประจักษ์พยานและประพรมน้ำจากบ่อด้วย ก็จะได้ใบประกาศนียบัตร ‘คนเพี้ยน’ ไป บ้างก็ว่าต้องตะโกนสามครั้งว่า ‘ฉันมันเพี้ยน’ ด้วย บ้างก็ไม่ประพรมล่ะ กวักน้ำในน้ำพุสาดกันเลย

Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
ภาพ : www.travelstales.it

ว่ากันว่า ต้นกำเนิดของใบประกาศฯ นี้ เป็นการล้อเลียนพลเมืองกิตติมศักดิ์ที่ได้จากการวิ่งเทียนนั่นเอง ส่วนใบประกาศฯ นั้น ตอนแรกก็ต้องได้จากสมาคมชาวกุบบิโย แต่ปัจจุบันนี้ท่านจะหาเอาจากร้านขายของที่ระลึกก็ได้ แหม ของคนเพี้ยนจะจริงจังอะไร อ้อ น้ำพุนั่นคนก็เลยพลอยเรียกว่า ‘น้ำพุคนเพี้ยน’ (Fontana dei Matti) ไปด้วยแล้วนะ

ไงล่ะ อยากไปกุบบิโยกันหรือยัง ☺

ข้อมูลอ้างอิง 

www.adottaunaluce.it 

www.facebook.com/events/552196062522962/?ref=newsfeed

www.alberodigubbio.com/ 

www.ceri.it/

corrieredellumbria.corr.it/news/gubbio/180134/Ceri–programma-e-percorso-.

htmlinitalia.virgilio.it/gubbio-chiamata-citta-dei-matti-35316

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load